ปี 2024 มีซีรีส์ประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นสร้างโดยสตูดิโออเมริกา คว้ารางวัล Emmy 18 รางวัลในคืนเดียว ทำลายสถิติทุกสถิติที่เคยมีมา — และมันใช้เวลาเกือบ 10 ปีในการสร้าง

ในวันที่ Hiroyuki Sanada รับรางวัล Outstanding Lead Actor in a Drama Series บนเวที Emmy ปี 2024 เขาพูดเป็นภาษาญี่ปุ่นบนเวทีที่ดังที่สุดในโลกโทรทัศน์ว่า “มันคือโปรเจกต์ในฝันของ East meets West ด้วยความเคารพ และ shogun สอนผมว่าเมื่อผู้คนร่วมมือกัน เราสร้างปาฏิหาริย์ได้”
ประโยคนั้นสรุปทุกอย่างเกี่ยวกับ shogun ได้อย่างสมบูรณ์
จากนวนิยาย 1,312 หน้า สู่ซีรีส์ที่โลกรอคอย

เรื่องราวของ Shōgun เริ่มต้นในปี 1975 เมื่อ James Clavell นักเขียนชาวออสเตรเลียตีพิมพ์นวนิยายหนา 1,312 หน้าที่ขายไปได้กว่า 15 ล้านเล่มทั่วโลก เล่าเรื่องของ John Blackthorne นักเดินเรือชาวอังกฤษที่อับปางและลงเอยในญี่ปุ่นปี 1600 ดินแดนที่เขาไม่รู้จักกฎเกณฑ์ ไม่รู้จักภาษา และไม่รู้จักกลเกมการเมืองที่ซับซ้อนกว่าสิ่งที่เขาจะจินตนาการได้
เจมส์ คลาเวลล์ เขียนนวนิยายเรื่องโชกุนเมื่อปี 1975 และสถานี NBC อเมริกาก็นำมาสร้างเป็นมินิซีรีส์ 5 ตอนจบเมื่อปี 1980 ซึ่งติดเรทติ้งอันดับ 2 สร้างรายได้ราว 120 ล้านดอลลาร์
แต่สิ่งที่ทำให้ Shōgun ฉบับปี 2024 แตกต่างจากเวอร์ชั่น 1980 อย่างสิ้นเชิงคือมุมมองในการเล่าเรื่อง ในครั้งนี้จะแตกต่างตรงที่จะเล่าจากมุมมองของทั้งชาวตะวันตกและญี่ปุ่น ไม่ใช่แค่สายตาของชาวตะวันตกที่มองดูญี่ปุ่น แต่คือการให้ทั้งสองโลกได้เล่าเรื่องของตัวเองอย่างเท่าเทียม
สามตัวละคร หนึ่งญี่ปุ่นที่กำลังพลิกโฉม
ซีรีส์ความยาว 10 ตอนนี้เกิดขึ้นในช่วงสงครามกลางเมืองที่มีระยะเวลายาวนานกว่าศตวรรษของญี่ปุ่น ช่วงปี 1600 โดยได้ Hiroyuki Sanada รับบทนำเป็น Lord Yoshii Toranaga ผู้ที่ต่อสู้เพื่อปกป้องชีวิตของตัวเอง ในขณะที่สมาชิกสภาผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์รวมตัวกันเพื่อเปิดศึกต่อต้านเขา
Toranaga คือตัวละครที่ถูกสร้างขึ้นมาจากชีวิตจริงของ Tokugawa Ieyasu โชกุนผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดคนหนึ่งในประวัติศาสตร์ญี่ปุ่น ชายผู้รวมแผ่นดินที่แตกแยกมาตลอดศตวรรษให้กลายเป็นหนึ่งเดียว Sanada ไม่เพียงแสดงบทนี้ แต่ยังรับหน้าที่โปรดิวเซอร์และดูแลความถูกต้องทางประวัติศาสตร์ของทุกรายละเอียดในซีรีส์
วันหนึ่งเรือยุโรปปริศนาถูกพบใกล้กับหมู่บ้านชาวประมง คนนำร่องชาวอังกฤษ John Blackthorne รับบทโดย Cosmo Jarvis ก็ปรากฏตัวขึ้น พร้อมความลับที่สามารถช่วย Toranaga พลิกอำนาจและทำลายอิทธิพลศัตรู
และระหว่างสองชายจากสองโลก มี Toda Mariko รับบทโดย Anna Sawai หญิงสาวชาวคริสต์ที่เคยมีเกียรติสูงสุดแต่วันนี้กลับเป็นสมาชิกคนสุดท้ายของตระกูลที่เสื่อมเสีย นอกจากเธอจะต้องรับใช้ Toranaga แล้ว เธอยังต้องจัดการกับความรู้สึกของตัวเองกับ Blackthorne และความมุ่งมั่นต่อศรัทธาที่ช่วยชีวิตเธอไว้
สามตัวละครนี้ไม่ได้เป็นแค่ตัวเดินเรื่อง แต่คือสามมุมมองที่ฉายภาพญี่ปุ่นปี 1600 ในแบบที่ซับซ้อน มีน้ำหนัก และมีความเป็นมนุษย์อย่างเต็มที่
10 ปีที่ใช้สร้าง และคืนเดียวที่เปลี่ยนประวัติศาสตร์

FX ใช้เวลาเกือบ 10 ปีในการสร้างซีรีส์นี้ และมันมีการเปิดตัวที่ทำลายสถิติด้วยการสตรีม 9 ล้านครั้งทั่วโลกในเพียง 6 วัน
และเมื่อถึงคืน Emmy ปี 2024 Shōgun ก็พิสูจน์ว่ามันไม่ใช่แค่ความนิยมชั่วคราว
FX’s Shōgun คว้ารางวัล Emmy 18 รางวัล ซึ่งเป็นสถิติใหม่สำหรับซีรีส์ดราม่าในปีเดียว รางวัลที่ได้รวมถึง Outstanding Drama Series, Outstanding Lead Actor สำหรับ Hiroyuki Sanada, Outstanding Lead Actress สำหรับ Anna Sawai และ Outstanding Directing — และทั้ง Sanada และ Sawai กลายเป็นนักแสดงญี่ปุ่นคนแรกที่ชนะรางวัล Emmy ในประวัติศาสตร์
Justin Marks ผู้สร้างขอบคุณ Disney และ FX ที่อนุมัติโปรเจกต์ที่เขาบอกว่าเป็น “ซีรีส์ประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นที่มีคำบรรยายใต้ภาพราคาแพง ซึ่งจุดไคลแม็กซ์หลักวนเวียนอยู่กับการแข่งขันบทกวี”
นั่นคือประโยคที่บอกทุกอย่าง ซีรีส์ที่ดูเหมือนจะ “ขาย” ยากที่สุดกลับกลายเป็นซีรีส์ที่ทรงพลังที่สุดในรอบหลายปี
ทำไมถึงถูกเรียกว่า The Next Game of Thrones
Hideo Kojima นักออกแบบเกมชื่อดังที่อยู่เบื้องหลัง Metal Gear Solid เปรียบ Shōgun ว่าเหมือน “Game of Thrones ที่ตั้งอยู่ในญี่ปุ่นศตวรรษที่ 17” และชื่นชมสเกล รายละเอียด นักแสดง เครื่องแต่งกาย ฉาก และ VFX ของซีรีส์
การเปรียบเทียบนั้นมีความหมาย ทั้งสองซีรีส์มีธีมเดียวกันคือเกมการเมือง การชิงอำนาจ และพลวัตของศักดินาที่ซับซ้อน แต่ Shōgun นำเสนอในบริบทที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิง ไม่ใช่ดินแดนแฟนตาซีสมมติ แต่คือญี่ปุ่นจริงๆ ในช่วงเวลาจริงๆ ที่สำคัญที่สุดช่วงหนึ่งในประวัติศาสตร์
สิ่งที่ทำให้ Shōgun ก้าวข้าม Game of Thrones ในบางมิติคือการที่มันไม่มี “ผู้ร้าย” ที่ชัดเจน ทุกตัวละครมีเหตุผลของตัวเอง มีเกียรติยศ ความกลัว ความรัก และหน้าที่ที่ต้องแบกรับ ความซับซ้อนนั้นคือสิ่งที่ทำให้มันงดงาม
ซีรีส์เกี่ยวกับการแปล ไม่ใช่แค่การสื่อสาร
Justin Marks บอกในคืนรับรางวัลว่า “Shōgun คือซีรีส์เกี่ยวกับการแปล ไม่ใช่สิ่งที่สูญหายไปในการแปล แต่คือสิ่งที่ถูกค้นพบเมื่อคุณทำมัน”
ประโยคนั้นคือหัวใจของทั้งเรื่อง
Blackthorne ไม่ได้แค่ “เรียนรู้ภาษาญี่ปุ่น” แต่เขาเรียนรู้ที่จะเข้าใจโลกทัศน์ที่แตกต่าง เรียนรู้ว่าคำว่า “เกียรติยศ” ในวัฒนธรรมซามูไรมีน้ำหนักที่ต่างกันโดยสิ้นเชิงจากที่เขาเคยรู้จัก Mariko ในฐานะล่ามไม่ได้แค่แปลคำ แต่แปลวัฒนธรรม แปลความหมายที่ซ่อนอยู่ในสิ่งที่ไม่ได้พูด
และ Toranaga ที่ไม่พูดภาษาอังกฤษแม้แต่คำเดียว กลับกลายเป็นตัวละครที่คนดูทั่วโลกรู้สึกเข้าใจได้ลึกที่สุด
นั่นคือปาฏิหาริย์ของ Shōgun
เมื่อ Soft Power ญี่ปุ่นได้รับการกล่าวถึงโดยสตูดิโออเมริกา
สิ่งที่น่าสนใจไม่แพ้รางวัลคือบริบทที่ Shōgun เกิดขึ้น
Shōgun คือซีรีส์เอเชียภาษาต่างประเทศที่ล่าสุดที่รุ่งเรืองในตลาดสหรัฐและนานาชาติ ตามหลัง Squid Game ซีรีส์เกาหลีจาก Netflix ที่สร้างประวัติศาสตร์ที่งาน Emmy ปี 2022 และผู้เชี่ยวชาญด้านภาพยนตร์บอกว่าชาวอเมริกันเปิดรับการชมสื่อภาษาต่างประเทศและการอ่านคำบรรยายใต้ภาพมากขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
Shōgun ไม่ได้แค่สร้างความบันเทิง แต่มันเปิดประตูให้ผู้คนทั่วโลกได้เห็นว่าประวัติศาสตร์ญี่ปุ่น วัฒนธรรมซามูไร และจิตวิญญาณบูชิโดนั้นมีความงดงามและซับซ้อนอย่างที่น้อยคนจะคาดถึง
สำหรับคนญี่ปุ่น shogun คือการยืนยันครั้งยิ่งใหญ่ว่าเรื่องราวของพวกเขาคู่ควรกับเวทีโลก และสำหรับคนทั่วโลก Shōgun คือการเปิดประตูสู่ประวัติศาสตร์ที่พวกเขาไม่เคยรู้จักมาก่อน
ก่อนดู Shogun สิ่งที่รู้ไว้จะทำให้ดูสนุกขึ้น

สำหรับคนที่ยังไม่เคยดู shogun มีสิ่งหนึ่งที่ควรรู้ก่อนกด Play นั่นคือซีรีส์นี้ต้องการความอดทนในช่วงต้น
ตอนแรกๆ จะอัดแน่นด้วยชื่อตัวละคร ตำแหน่ง และเกมการเมืองที่ดูเหมือนซับซ้อน แต่นั่นคือความตั้งใจของผู้สร้าง เพราะมันสะท้อนความรู้สึกของ Blackthorne ที่เพิ่งขึ้นฝั่งและไม่รู้ว่าโลกที่เขาเดินเข้าไปนั้นมีกฎเกณฑ์อะไร เมื่อคุณสับสน คุณกำลังรู้สึกแบบเดียวกับตัวเอก
จุดที่ซีรีส์เริ่มเปิดรับทุกอย่างมักอยู่ที่ตอนที่สามหรือสี่ และเมื่อมันเปิด มันจะไม่ปิดอีกเลย
สิ่งที่ Shogun สอนเกี่ยวกับโลกยุคนี้
มีเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ shogun โดนใจผู้ชมในปี 2024 มากกว่าที่ฉบับปี 1980 เคยทำได้ นั่นคือธีมของซีรีส์ไม่ได้ล้าสมัย
เรื่องของคนสองวัฒนธรรมที่ต้องเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกัน เรื่องของอำนาจที่ไม่มีวันคงอยู่ตลอดไป เรื่องของเกียรติยศที่บางครั้งต้องแลกด้วยสิ่งที่รัก และเรื่องของการที่คนเราตัดสินกันจากสิ่งที่มองเห็นภายนอก แต่แท้จริงแล้วทุกคนต่างมีเรื่องราวที่ลึกกว่านั้น
ทุกอย่างที่ shogun พูดถึงในปี 1600 ยังคงเป็นเรื่องที่โลกปี 2024 กำลังเผชิญอยู่
“มันคือโปรเจกต์ในฝันของ East meets West ด้วยความเคารพ และ shogun สอนผมว่าเมื่อผู้คนร่วมมือกัน เราสร้างปาฏิหาริย์ได้” — Hiroyuki Sanada, Emmy Awards 2024
