มีซีรีส์น้อยมากที่ทำให้คนดูร้องไห้ในอีพีที่สาม ด้วยเรื่องราวของตัวละครที่ไม่ใช่ตัวเอก และยังมีน้อยมากกว่านั้นที่ทำให้แฟนเกมบอกว่า “ซีรีส์ดีกว่าเกม” — The Last of Us คือทั้งสองอย่างในเวลาเดียวกัน
ในปี 2013 Naughty Dog ปล่อยเกมหนึ่งออกมาที่เปลี่ยนนิยามของคำว่า “เกมบอกเล่าเรื่อง” ไปตลอดกาล และในปี 2023 HBO นำเกมนั้นมาดัดแปลงเป็นซีรีส์ที่เปลี่ยนนิยามของคำว่า “การดัดแปลงจากเกมที่ดี” ไปในทางเดียวกัน
The Last of Us ไม่ใช่ซีรีส์ซอมบี้ ไม่ใช่ซีรีส์แอ็คชัน และไม่ใช่ซีรีส์ดิสโทเปียแบบปกติที่เราคุ้นเคย มันคือเรื่องรักของคนสองคนที่ไม่อยากรักกัน ในโลกที่ทำให้การรักใครสักคนหมายถึงการเสี่ยงสูญเสียทุกอย่าง

โลกที่ผุพังด้วยเชื้อรา
The Last of Us เล่าเรื่องในโลกหลังยุค 25 ปีของการระบาดใหญ่ที่เกิดจากเชื้อราสายพันธุ์ Cordyceps ที่กลายพันธุ์จนสามารถแพร่สู่มนุษย์ได้ เปลี่ยนผู้ติดเชื้อให้กลายเป็นสิ่งมีชีวิตคลั่งที่ขับเคลื่อนด้วยสัญชาตญาณล้วนๆ
โลกที่เหลืออยู่คือซากปรักหักพังที่มีมนุษย์รอดชีวิตกระจัดกระจายอยู่ในเขตกักกันของรัฐบาลทหาร FEDRA และกลุ่มต่อต้านที่เรียกตัวเองว่า Fireflies ที่เชื่อว่าตัวเองกำลังต่อสู้เพื่อความหวังของมนุษยชาติ
ในโลกแบบนี้ Joel (Pedro Pascal) คือนักขนของเถื่อนที่ตายด้านทางอารมณ์ตั้งแต่คืนแรกของการระบาด เมื่อเขาไม่สามารถปกป้องลูกสาว Sarah ได้ เขาดำรงชีวิตต่อมาด้วยการอยู่รอด ไม่ใช่การมีชีวิต
จนกระทั่งเขาได้รับภารกิจในการพา Ellie (Bella Ramsey) เด็กหญิงวัย 14 ปีที่ภูมิคุ้มกันต่อเชื้อ Cordyceps ไปส่งให้กับ Fireflies เพื่อพัฒนาวัคซีน
ทำไมมันไม่ใช่แค่ซีรีส์ซอมบี้
ธีมหลักของ The Last of Us ที่มีตั้งแต่เกมต้นฉบับยังคงเป็น “ความรัก” และเป็นมาตลอด เพราะมันเป็นเรื่องของคนสองคนที่ลึกๆ แล้วแสวงหาความรัก คนหนึ่งของลูกสาว อีกคนหนึ่งขาดพ่อแม่ และคอนเซปต์นี้คือการตั้งคำถามที่ว่า “เพื่อความรักแล้ว คนคนหนึ่งจะทำอะไรได้บ้าง”
ผู้สร้างทั้งสองอย่าง Craig Mazin และ Neil Druckmann ตั้งใจที่จะไม่ “NPC-ize” ตัวละคร หรือมองว่าตัวละครเป็นแค่ฉากหลัง แต่ทุกคนมีเรื่องราว มีครอบครัว มีคนรัก และมีแง่มุมที่หลากหลาย ทำให้มิติของตัวละครคือสิ่งที่ซีรีส์โฟกัสเป็นลำดับแรก
ยิ่งดูจะยิ่งเห็นได้ชัดว่า The Last of Us ในมุมมองของซีรีส์คือหนังรักที่พูดถึงความรักควบคู่กับการปกป้องได้หรือไม่ได้อยู่ตลอดเวลา ตั้งแต่ Joel ที่ปกป้อง Sarah ไม่ได้ Joel ที่ปกป้อง Tess ไม่ได้ Bill กับ Frank ที่ปกป้องกันและกันได้ จนส่งต่อเจตนารมณ์มาให้ Joel กับ Ellie ที่ปกป้องกันและกัน
ทุกคู่มี Joel และ Ellie เป็นของตัวเอง และทุกอย่างที่ทำก็เพราะ “ความรัก” เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในโลกใบนี้
ตอนที่สาม บทเรียนของดอกไม้ที่งอกในซากเชื้อรา
ถ้าจะพูดถึง The Last of Us โดยไม่พูดถึงอีพีที่สามก็คงไม่สมบูรณ์
“Long, Long Time” คือตอนที่ผู้สร้างฉีกออกจากเส้นทางหลักของ Joel และ Ellie มอบเวลาทั้งตอนให้กับ Bill (Nick Offerman) และ Frank (Murray Bartlett) สองชายที่ตกหลุมรักกันในโลกที่แทบไม่เหลืออะไรให้รักได้อีก
จากเดิมที่ Bill ยึดมั่นกับความโดดเดี่ยว ไม่ไว้วางใจใครง่ายๆ และทำทุกอย่างเพื่อให้ตัวเองมีชีวิตรอดต่อไป Frank ก็ได้เข้ามาเปลี่ยนแปลงโลกทั้งใบของ Bill เขาเริ่มมองเห็นแง่งามของโลกใบนี้มากขึ้น ผ่านแปลงสตรอว์เบอร์รีแปลงเล็กๆ เริ่มปล่อยวางจากสิ่งเดิมๆ และสำคัญที่สุด เขาไม่ได้ต้องการมีชีวิตอยู่เพื่อตัวเองอีกต่อไป แต่เพื่อคอยปกป้องและอยู่เคียงข้าง Frank ต่อไป
ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนเกิดขึ้นจากความรักที่ Frank มอบให้กับ Bill ซึ่งค่อยๆ ทลายกำแพงแห่งความเกลียดชังของเขาลง สำหรับ Bill การมี Frank อยู่ เหมือนดอกไม้ที่งอกเงยท่ามกลางเชื้อรา
ตอนนี้เป็นสิ่งที่ทำให้ The Last of Us พิสูจน์ตัวเองว่าไม่ใช่แค่ซีรีส์อีกเรื่องหนึ่ง แต่คือซีรีส์ที่กล้าหยุดทุกอย่างเพื่อเล่าเรื่องของมนุษย์ในแบบที่สมบูรณ์ที่สุด

Season 2 ห้าปีต่อมา ทุกอย่างแพงขึ้น
The Last of Us Season 2 ออกอากาศในเดือนเมษายน 2025 บน HBO และ Max ตั้งอยู่ห้าปีหลังเหตุการณ์ซีซันแรก Joel และ Ellie ได้ตั้งรกรากในแจ็คสัน รัฐไวโอมิง พร้อมกับ Tommy น้องชายของ Joel และเพื่อนใหม่ของ Ellie อย่าง Dina (Isabela Merced) และ Jesse (Young Mazino)
ซีซันสองดัดแปลงจากครึ่งแรกของเกม The Last of Us Part II ซึ่งมีเนื้อหามากกว่าซีซันแรกมาก ทำให้ทีมสร้างตัดสินใจใช้เพียง 7 ตอน และปล่อยให้ครึ่งหลังรอไปใน Season 3
ซีนอพซิสทางการบอกว่า “หลังห้าปีแห่งสันติภาพหลังเหตุการณ์ในซีซันแรก อดีตของทั้ง Joel และ Ellie ตามทันพวกเขา ดึงพวกเขาเข้าสู่ความขัดแย้งกันเองและโลกที่อันตรายและคาดเดาไม่ได้ยิ่งกว่าเดิม”
สิ่งที่แฟนเกมรู้ดีและแฟนซีรีส์กำลังจะค้นพบคือ Season 2 คือการที่เรื่องราวเปิดรับมุมมองใหม่และตัวละครใหม่อย่าง Abby (Kaitlyn Dever) เข้ามา และไม่ใช่ทุกอย่างจะง่ายหรือสวยงามเหมือนที่ใจอยากให้เป็น
เหตุใด The Last of Us จึงทำได้สิ่งที่ซีรีส์ดัดแปลงส่วนใหญ่ทำไม่ได้
หนึ่งในข้อดีสำคัญของ The Last of Us ฉบับซีรีส์คือพลัง Story Telling ของผู้สร้าง Neil Druckmann ถูกเอามาใช้ได้แบบเต็มที่กว่าในเกม เพราะทุกช่วงเวลาในซีรีส์คือการ Cut Scene ของเกมที่เดิมมีข้อจำกัด แต่เมื่อมาเป็นซีรีส์ ไม่ว่าเขาจะวางปมของตัวละครหลักอื่นๆ เอาไว้แบบไหน ก็สามารถใช้เวลาเล่าได้เต็มที่ทั้งหมด ซึ่งมันส่งผลต่อคนดูในแง่ของความอินกับตัวละครมากขึ้นเป็นเท่าตัว
การแคสต์ Pedro Pascal และ Bella Ramsey ยิ่งสำคัญมาก เพราะสาเหตุที่ต้องเป็น 2 คนนี้เท่านั้นก็เพราะสิ่งสำคัญคือทั้งคู่เป็น Joel กับ Ellie เมื่อได้อยู่ด้วยกัน ถ้าแยกอาจเป็นอีกเรื่อง แต่เมื่อรวมเป็นแพ็กเกจแล้ว เคมีของทั้งคู่เข้ากันและสามารถส่งต่อความไม่อยากรักจนถึงยอมรับว่ารักได้ดีที่สุดในสายตาของผู้สร้าง
ในระหว่างการถ่ายทำ Pascal และ Ramsey กลายเป็นเพื่อนสนิทกัน และนั่นส่งผ่านมาให้คนดูรู้สึกได้ชัดเจนทุกฉาก
เมื่อเชื้อรากลายเป็นกระจกสะท้อนมนุษย์
บรรยากาศของ The Last of Us อบอวลไปด้วยความตึงเครียดจริงจัง ไม่ได้มีฉากที่ดูยิ่งใหญ่หวือหวา หรือฉากไล่ล่าระทึกขวัญบีบหัวใจ จึงทำให้เราสัมผัสได้ถึงความสิ้นหวังและป่าเถื่อนของโลกที่ล่มสลายได้อย่างชัดเจน
แต่ที่น่าสนใจกว่าเชื้อรา Cordyceps คือสิ่งที่มนุษย์ทำกับมนุษย์ด้วยกัน The Last of Us ตั้งคำถามที่ไม่มีคำตอบง่ายๆ ว่าในโลกที่พุพัง “ดี” และ “เลว” ยังมีความหมายอยู่ไหม และถ้าคุณทำสิ่งที่ผิดด้วยเหตุผลที่ถูก มันถือว่าถูกไหม?
Joel เลือกชีวิตของ Ellie แทนที่จะยอมให้เธอตายเพื่อสร้างวัคซีน คำถามที่ซีรีส์ทิ้งไว้คือ ถ้าคุณอยู่ในสถานการณ์เดียวกัน คุณจะทำอะไร?
และใน Season 2 คำถามนั้นยังคงก้องอยู่ แต่ตอนนี้มันมาพร้อมกับมุมมองจากอีกฝั่งหนึ่งที่ซีรีส์กำลังจะเปิดเผย
ทำไมต้องดู สำหรับคนที่ยังลังเล
ถ้าคุณชอบซีรีส์ที่มีตัวละครลึก มีโลกที่รู้สึกได้จริง และไม่กลัวที่จะทำให้คุณเจ็บปวด The Last of Us คือสิ่งที่คุณกำลังมองหา
ถ้าคุณเล่นเกมมาแล้วและกลัวว่าซีรีส์จะทำให้เกมเสียความหมาย ข้อมูลคือซีรีส์ได้รับคำชมจาก Ashley Johnson ผู้ให้เสียง Ellie ในเกมว่า “เราเจอ Ellie แล้ว” หลังจากดู Bella Ramsey แสดง
และถ้าคุณเพิ่งดู Season 2 จบ กำลังรู้สึกอะไรบางอย่างที่อธิบายยาก นั่นแหละคือสิ่งที่ The Last of Us ตั้งใจให้คุณรู้สึก
ซีรีส์ที่ดีไม่ได้วัดจากจำนวนฉากระเบิด แต่วัดจากว่ามันยังอยู่ในหัวคุณอีกกี่วันหลังดูจบ The Last of Us อยู่ได้นานกว่านั้น
“ความรักคือสิ่งที่สำคัญที่สุดในโลกใบนี้ มันคือเหตุผลที่ทำให้คนคนหนึ่งอยากมีชีวิตอยู่ต่อและมูฟออนต่อ โดยเฉพาะในโลกแบบนี้” — Craig Mazin & Neil Druckmann
