เมื่อวันที่ 5 มกราคม 2562 มีสิ่งหนึ่งหายไปจากหัวมุมถนนพระราม 4 ตัดสีลม — ไม่ใช่แค่ตึกสูง ไม่ใช่แค่โรงแรม แต่คือส่วนหนึ่งของความทรงจำของคนหลายรุ่นที่ผ่านชีวิตในกรุงเทพฯ มา นั่นคือวันสุดท้ายของโรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพ ก่อนที่จะเปิดใหม่อีกครั้งในรูปแบบที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิม
ชื่อที่มาจากพระบรมรูป ดุสิตธานีแปลว่าอะไร
ก่อนจะเข้าใจว่าทำไม โรงแรมดุสิตธานี ถึงสำคัญ ต้องเข้าใจก่อนว่าชื่อนี้มาจากไหน
โจทย์สำคัญที่ ท่านผู้หญิงชนัตถ์ ปิยะอุย เชื่ออยู่เสมอคือ “เสน่ห์ความเป็นไทย” เป็นเรื่องที่หยิบมาอวดชาวต่างชาติได้ แม้ว่ายุคสมัยนั้นสงครามและกระแสนิยมตะวันตกจะสร้างค่านิยมให้ทุกอย่างต้องเป็นอินเตอร์เนชันแนล แต่ท่านผู้หญิงก็ไม่ฟังคำปรามาส
ส่วนชื่อโรงแรมนั้น ท่านผู้หญิงชนัตถ์นึกขึ้นได้ขณะถวายสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์รัชกาลที่ 6 ในสวนลุมพินีที่อยู่ด้านตรงข้าม พร้อมทั้งนึกถึงโครงการเมืองจำลองของพระองค์ที่มีชื่อว่า “ดุสิตธานี” แปลว่า “เมืองสวรรค์” ซึ่งเป็นต้นแบบของระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยที่ประเทศไทยนำมาใช้ในเวลาถัดมา นอกจากนี้ยังสอดคล้องกับสวรรค์ชั้นดุสิต ชั้นที่ 4 ตามคติความเชื่อ เพื่อให้แขกที่มาพักรู้สึกเหมือนขึ้นสวรรค์
ท่านผู้หญิงชนัตถ์ ปิยะอุย ผู้หญิงที่สร้างตำนาน

ท่านผู้หญิงชนัตถ์ ปิยะอุย ผู้ก่อตั้งโรงแรมดุสิตธานี มีความประทับใจในการบริการของโรงแรมต่างๆ ขณะได้ไปเที่ยวชมในต่างประเทศ ท่านจึงสร้างโรงแรมแห่งแรกขึ้นมาในชื่อ ปริ้นเซส และหลังจากนั้นประมาณ 20 ปี ก็ได้ต่อยอดธุรกิจ ก่อตั้งบริษัท ดุสิต อินเตอร์เนชั่นแนล เพื่อก่อสร้างโรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพฯ ขึ้น
ย้อนกลับไป พ.ศ. 2509 ท่านผู้หญิงชนัตถ์ได้ร่วมเดินทางไปประเทศญี่ปุ่นกับคณะของกระทรวงอุตสาหกรรม และได้รู้จักกับ Yozo Shibata หัวหน้าสถาปนิกบริษัท KKS ซึ่งเคยออกแบบโรงแรมโอกุระที่โตเกียว และโรงแรมเพรสซิเดนท์ที่ไต้หวันมาแล้ว การพบกันครั้งนั้นนำไปสู่การออกแบบโรงแรมที่กลายเป็นหนึ่งในแลนด์มาร์กกรุงเทพที่โดดเด่นที่สุดในยุคนั้น
50 ปีแห่งความทรงจำ สิ่งที่ดุสิตธานีทำให้โลกรู้จักไทย
ห้าสิบปีกับการเป็นบ้านชั่วคราวของนักท่องเที่ยวทั่วโลก ซึ่งให้บริการด้วยมิตรไมตรีอันอบอุ่นแบบไทย ห้าสิบปีที่เติบโตไปพร้อมๆ กับการเปลี่ยนแปลงทางสังคมเศรษฐกิจและวัฒนธรรม ย่อมเป็นห้าสิบปีที่ทุกความประทับใจผนึกแน่นอยู่ในเสาทุกต้น หน้าต่างทุกบาน ทุกฝ้าเพดาน
ในตลอดห้าสิบกว่าปีที่ดุสิตธานียืนตระหง่านอยู่ที่สี่แยกศาลาแดง มันทำหน้าที่มากกว่าโรงแรม ห้องอาหารเบญจรงค์รับแขกระดับโลก ล็อบบี้ใต้เพดานสูงเคยรองรับนักการทูต นักธุรกิจ และราชวงศ์จากทั่วโลก และด้วยยอดตึกสีทองที่เห็นได้จากไกล ดุสิตธานีจึงเป็นสัญลักษณ์ของกรุงเทพที่ไม่ต้องการคำอธิบาย
นอกเหนือจากบริการต่างๆ ที่ดุสิตธานีมีเพื่อรองรับลูกค้าแล้ว สถานที่แห่งนี้ยังเป็น “โรงเรียน” ที่หล่อหลอมวัฒนธรรมการทำงานในภาคบริการ จนกระทั่งเป็นต้นกำเนิดของ “วิทยาลัยดุสิตธานี” สิ่งที่ดุสิตธานีมอบให้ไทยจึงไม่ใช่แค่โรงแรม แต่คือบุคลากรรุ่นแล้วรุ่นเล่าที่สร้างมาตรฐานการบริการให้กับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยทั้งระบบ
วันสุดท้ายที่ใครหลายคนไม่ยอมลืม
เพราะกว่า 5 ทศวรรษที่ผ่านมา ความทรงจำของหลายคนอยู่ที่นี่ โรงแรมบนหัวมุมถนนพระราม 4 ที่กำลังจะถูกรื้อถอน เปลี่ยนให้เป็นอาคารแบบ mixed use ที่มีทั้งศูนย์การค้า โรงแรม อาคารสำนักงาน และคอนโดมิเนียม
พี่บุ๋มตอบอย่างไม่ลังเลว่า “ยอดตึกสีทองนั่นก็ใช่ สระน้ำก็ใช่ สวนน้ำตกก็ใช่ ต้นไม้นั่นก็ใช่ ห้องอาหาร ห้องพักนั่นก็ใช่ ประตูลายไทยนั่นก็ใช่ พี่ว่าถ้าพี่จะหยิบอะไรสักอย่างของดุสิตธานีไปตั้งเป็นที่ระลึกไว้ที่บ้าน สุดท้ายแล้วมันจะใช่ดุสิตธานีเหรอ พี่ว่าไม่”
คำพูดนั้นบอกทุกอย่างที่ควรรู้เกี่ยวกับดุสิตธานี — มันไม่ใช่วัตถุชิ้นใดชิ้นหนึ่ง แต่คือผลรวมของประสบการณ์และการบริการที่ไม่สามารถรื้อถอนแล้วนำไปวางไว้ที่อื่นได้
Dusit Central Park ดุสิตธานีในวันที่กลับมา

โรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพ ต้องหยุดให้บริการชั่วคราว และถูกรื้อถอน ในปี พ.ศ. 2562 เพื่อสร้างขึ้นใหม่ในโครงการ Dusit Central Park ที่จะแล้วเสร็จในปี พ.ศ. 2566 ส่วนห้องอาหารที่อยู่ในโรงแรมดุสิตธานีกรุงเทพ ก็ถูกนำไปเปิดเป็นร้านอาหาร “บ้านดุสิตธานี” ซึ่งตั้งอยู่ในซอยศาลาแดง
พื้นที่ 23 ไร่แห่งนี้จะประกอบด้วยกลุ่มอาคารสูง 3 อาคาร เป็นการออกแบบประโยชน์ใช้สอยในลักษณะมิกซ์ยูส ซึ่งประกอบด้วยโรงแรม ห้างสรรพสินค้า อาคารสำนักงาน และอาคารที่พักอาศัย ภาพรวมของโครงการทั้งหมดยังคงเจตนารมณ์ดั้งเดิมของการก่อตั้งโรงแรมดุสิตธานี คือการออกแบบสถาปัตยกรรมระดับไอคอนิก
และนั่นคือสัญญาที่ดุสิตธานีมีให้กรุงเทพฯ — ว่าการจากไปไม่ใช่จุดจบ แต่เป็นการพักเพื่อกลับมาให้ยิ่งใหญ่กว่าเดิม
