Minari คือภาพยนตร์ดราม่าอเมริกันปี 2020 กำกับและเขียนบทโดย Lee Isaac Chung ผลิตโดย A24 นำแสดงโดย Steven Yeun, Han Ye-ri, Youn Yuh-jung, Alan Kim และ Noel Kate Cho เรื่องราวเกิดขึ้นในทศวรรษ 1980 เล่าเรื่องของครอบครัว Yi ชาวเกาหลี-อเมริกันที่ทิ้งชีวิตในแคลิฟอร์เนียมุ่งหน้าสู่ทุ่งราบในรัฐอาร์คันซอ เพื่อไล่ตามความฝันของ Jacob ผู้เป็นพ่อที่อยากเป็นเกษตรกรผู้ปลูกผักเกาหลีขายชาวเกาหลี-อเมริกันในเมือง
เรื่องราวของ Minari ไม่ใช่แค่เรื่องของผู้อพยพ แต่คือเรื่องของความรักและการเสียสละ เพราะ Lee Isaac Chung เชื่อว่า “immigration stories are family stories และสิ่งที่มักถูกมองข้ามในเรื่องราวเหล่านั้นคือความรู้สึกของการเสียสละเพื่อกัน”
ชื่อ Minari มาจากพืชผักเกาหลีชนิดหนึ่ง คล้ายผักชีฝรั่ง ที่ขึ้นงอกงามได้ในดินแดนแปลกถิ่น ไม่ว่าจะปลูกที่ไหนก็หยั่งรากได้ นั่นคือสัญลักษณ์ที่ผู้กำกับเลือกมาตั้งชื่อหนัง — เหมือนครอบครัวที่งอกงามได้แม้อยู่ในดินแดนที่ไม่คุ้นเคย

เรื่องเล่าจากความทรงจำของผู้กำกับ
สิ่งที่ทำให้ Minari แตกต่างจากภาพยนตร์เกี่ยวกับผู้อพยพทั่วไปคือมันไม่ได้ถูกสร้างขึ้นจากการค้นคว้า แต่จากความทรงจำ
Minari เริ่มต้นขึ้นในบ่ายวันหนึ่งเมื่อ Lee Isaac Chung นั่งเขียนความทรงจำในวัยเด็กลงกระดาษถึง 80 ข้อ บทและชีวิตของ Lee Isaac Chung เองนั้นสะท้อนผ่านตัวละคร David เด็กชายที่ยืนมองเถ้าลูกไก่ตัวผู้ถูกเผาลอยขึ้นสู่อากาศพร้อมกับพ่อ
ครอบครัวของ Chung ย้ายมาที่อาร์คันซอตั้งแต่เขาอายุ 2-5 ขวบ พ่อแม่ของเขาทำงานคัดเพศลูกไก่และปลูกผักขายตลาดเกาหลี-อเมริกัน โดยเฉพาะลูกแพร์เกาหลี เหมือนกับครอบครัว Yi ในหนังเกือบทุกประการ
Chung พูดถึง Minari ไว้อย่างน่าสนใจว่า “ทุกคนมักพูดถึงเรื่องผู้อพยพ แต่สำหรับผม นี่คือเรื่องอาร์คันซอ หรือไม่ก็เรื่องของการทำฟาร์ม” ความตั้งใจนั้นทำให้ Minari มีมิติที่ลึกกว่าหนังผู้อพยพทั่วไป มันคือหนังเกี่ยวกับ “บ้าน” และ “ที่ทางของตัวเอง” ที่ทุกคนเข้าใจได้โดยไม่ต้องเป็นผู้อพยพ
ครอบครัว Yi ความฝันที่ไม่เรียบง่ายเลย
ใจกลางของ Minari คือครอบครัว Yi สี่คน
Jacob (Steven Yeun) คือผู้ชายที่มีความฝันยิ่งใหญ่เกินกว่าที่กระเป๋าจะรับได้ เขาเชื่อมั่นในดินอาร์คันซอว่าจะเป็นแหล่งทองคำของเขา ความทะเยอทะยานของเขาสวยงามและน่าเศร้าในเวลาเดียวกัน
Monica (Han Ye-ri) คือแม่ที่มองเห็นความจริงได้ชัดเจนกว่า เธอเห็นเพียงบ้านพักพิงกลางทุ่งรกร้างและลูกชายที่มีปัญหาหัวใจ ความขัดแย้งระหว่างเธอกับ Jacob ไม่ใช่เรื่องของความรักที่หมดไป แต่คือความรักที่แสดงออกมาต่างรูปแบบ
David (Alan Kim) เด็กชายผู้เป็นตัวแทนของ Chung เองในวัยเด็ก เป็นคนมองโลก Minari ด้วยสายตาที่บริสุทธิ์และน่ารัก
และ Grandma (Youn Yuh-jung) ยายที่บินมาจากเกาหลีเพื่อช่วยดูแลหลาน เธอไม่ใช่ยายในแบบที่เราคุ้นเคย — ไม่ทำขนมให้กิน ไม่คอยห่วงใย แต่กลับเล่นไพ่ ด่าแบบสนุก และพูดหยาบตลอด แต่นั่นแหละคือความรักของเธอ ความรักที่ไม่ต้องประดับประดา
Golden Globe และบทเรียนที่ Hollywood ต้องเรียนรู้
Minari คว้ารางวัล Golden Globe สาขาภาพยนตร์ภาษาต่างประเทศยอดเยี่ยม ในปี 2021 แต่ชัยชนะนั้นมาพร้อมกับความขัดแย้ง
Minari ถูกห้ามแข่งขันในสาขา Best Picture ของ Golden Globe เนื่องจากบทสนทนาส่วนใหญ่เป็นภาษาเกาหลีแทนภาษาอังกฤษ ทั้งที่ภาพยนตร์นี้ได้รับเงินทุนและจัดจำหน่ายโดยบริษัทอเมริกัน และเรื่องราวก็เป็นเรื่องอเมริกันอย่างสมบูรณ์ ผู้กำกับก็เป็นชาวอเมริกัน
ความไม่สมเหตุสมผลนั้นทำให้หลายคนตั้งคำถามว่า “ภาษาที่ใช้” กำหนดความเป็น “หนังอเมริกัน” ได้จริงหรือ? และในโลกที่ครอบครัวผู้อพยพนับล้านคนสื่อสารด้วยภาษาแม่ในบ้านตัวเอง นั่นหมายความว่าชีวิตของพวกเขาไม่ใช่ชีวิตอเมริกันหรือ?
Minari ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิง Academy Awards ถึง 6 สาขา รวมถึง Best Picture และ Best Director ทั้ง Steven Yeun ยังกลายเป็นนักแสดงเอเชีย-อเมริกันคนแรกที่ได้รับการเสนอชื่อในสาขา Best Actor ส่วน Youn Yuh-jung คว้ารางวัล Best Supporting Actress กลายเป็นชาวเกาหลีคนแรกในประวัติศาสตร์ที่ชนะรางวัล Oscar สาขานี้

ยาย ตัวละครที่ทำให้โลกจำ Minari ได้ตลอดไป
ถ้าจะพูดถึง Minari โดยไม่พูดถึง Grandma ก็คงไม่ครบ
Youn Yuh-jung ถ่ายทอดยายที่ไม่เหมือนยายในหนังเรื่องไหน เธอไม่ทำขนม ไม่โอ๋หลาน ไม่นอนอยู่กับบ้าน แต่เธอพาเอาเกาหลีมาเต็มกระเป๋า ทั้งกลิ่น รส และวิถีชีวิตที่ไม่มีในอาร์คันซอ
ยายใน Minari คือคนที่พาน้ำหนักของอดีตมาให้ครอบครัวที่กำลังมุ่งสู่อนาคต เธอคือสะพานที่เชื่อมระหว่างสองโลก และความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับ David หลานชายคือหัวใจที่เต้นแรงที่สุดใน Minari
ฉากที่ David แอบเทน้ำ Mountain Dew ใส่กระบอกน้ำของยาย เพราะคิดว่ายายต้องการดื่ม แต่กลับถูกปฏิเสธ ก่อนที่ทั้งสองจะค่อยๆ เข้าใจกันมากขึ้น — มันไม่มีบทสนทนาซับซ้อน แต่บอกทุกอย่างเกี่ยวกับการเริ่มต้นความสัมพันธ์ใหม่ของคนสองรุ่น
American Dream ในแบบที่ไม่มีในตำราใด
Minari นำเสนอ American Dream ในแบบที่ไม่ค่อยมีหนัง Hollywood กล้าทำ
ใน Minari ครอบครัวเกาหลี-อเมริกันเดินทางไปอาร์คันซอเพื่อค้นหา American Dream ของตัวเอง ท่ามกลางความท้าทายของชีวิตใหม่ในดินแดนแปลกถิ่น พวกเขาค้นพบความแข็งแกร่งที่ไม่อาจปฏิเสธได้ของครอบครัว และนิยามใหม่ของคำว่า “บ้าน”
ความฝันของ Jacob ไม่ได้สำเร็จในแบบที่เขาวาดไว้ แต่สิ่งที่ครอบครัว Yi ได้รับกลับมาก็ไม่ใช่ความล้มเหลว มันคือบางสิ่งที่ลึกกว่า นั่นคือการที่พวกเขายังอยู่ด้วยกัน ยังเลือกกัน และยังยืนบนผืนดินที่เป็นของพวกเขาเอง
ทำไม Minari ถึงควรค่าแก่การดู
Minari ทำให้คนที่ไม่ได้เป็นผู้อพยพเกาหลีก็ยังรู้สึกว่าหนังกำลังพูดถึงตัวเองได้ เพราะมันพูดถึงสิ่งที่เป็นสากลอย่างแท้จริง ทั้งความรัก ความเสียสละ และครอบครัว
Minari ไม่ได้มีฉากบู๊ ไม่มีพระเอกผจญภัย ไม่มีตอนจบแบบ happy ending ในแบบ Hollywood ที่คาดเดาได้ แต่มันมีสิ่งที่หายากในหนังยุคนี้ นั่นคือความเงียบที่พูดได้มากกว่าบทสนทนา และรอยยิ้มที่เจ็บปวดกว่าน้ำตา
ถ้าคุณเคยรู้สึกว่าชีวิตไม่เป็นอย่างที่ฝัน แต่ยังเลือกที่จะยืนต่อ Minari คือหนังสำหรับคุณ
Minari กับบทสนทนาที่โลกต้องการในปี 2021
เวลาที่ Minari ออกฉายพอดิบพอดีกับช่วงที่โลกกำลังเผชิญกับการระบาดของ COVID-19 และกระแสเกลียดชังชาวเอเชีย-อเมริกันที่เพิ่มสูงขึ้นในสหรัฐอเมริกา
ในบริบทนั้น Minari ไม่ได้เป็นแค่ภาพยนตร์ที่ดี แต่คือเรื่องเล่าที่โลกต้องการได้ยิน มันพูดถึงครอบครัวเกาหลี-อเมริกันในแบบที่ไม่เคยมีหนัง Hollywood กล้าทำ ด้วยความซับซ้อนและมนุษยธรรมที่สมบูรณ์ ไม่ใช่แค่ stereotype ไม่ใช่แค่ตัวประกอบ แต่คือมนุษย์จริงๆ ที่มีความฝัน ความกลัว และความรัก
