ถ้าพูดถึงวัดโพธิ์ ทุกคนจะนึกถึงอะไรบ้างครับ พระมหาเจดีย์ 4 รัชกาล พระนอนองค์ใหญ่ ยักษ์วัดโพธิ์ ตุ๊กตาศิลาจีน ฤๅษีดัดตน จารึกวัดโพธิ์ มากมายเต็มไปหมดที่เราจะนึกออก 

สังเกตไหมครับ ไม่ว่าเรื่องไหนก็ล้วนแล้วแต่อยู่เขตพุทธาวาสทั้งนั้น แต่เชื่อหรือไม่ว่า เขตพุทธาวาสของวัดแห่งนี้กลับซุกซ่อนอาคารที่น่าสนใจเอาไว้มากมาย และหนึ่งในนั้นคืออาคารที่ไม่ได้เก่าแก่ ไม่ได้ใหญ่โต แต่กลับเต็มไปด้วยเรื่องราวและความพิถีพิถันอย่างไม่น่าเชื่อ ชื่อของอาคารหลังนี้คือ ‘ศาลาแดง’ ครับ

100 ปี ‘ศาลาแดง’ ตึกลับในวัดโพธิ์ฝีมือสถาปนิกชั้นครูกับศิลปินอิตาลี ที่ไม่เปิดให้เข้า
ศาลาแดง
ภาพ : ปฏิพล รัชตอาภา

มูลเหตุที่มาของการสร้างศาลาแดงแห่งนี้ต้องย้อนกลับไปเมื่อเกือบร้อยปีก่อนเลย ใน พ.ศ. 2464 หม่อมราชวงศ์โต จิตรพงศ์ หม่อมใน สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ จะจัดการถวายพระเพลิงให้แก่ หม่อมเจ้าแดง งอนรถ ผู้เป็นบิดา จึงมีพระประสงค์ที่จะสร้างอาคารหลังหนึ่งขึ้นมาในพุทธศาสนาเพื่ออุทิศกุศลถวายแด่บิดา พอนำเรื่องนี้ไปหารือกับพระญาณโพธิ (ใจ) พระราชาคณะในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม (วัดโพธิ์) ท่านจึงได้ชักชวนให้สร้างอาคารเรียนพระปริยัติธรรมขึ้นมาหลังหนึ่ง หม่อมราชวงศ์โตก็ตกลงที่จะสร้าง

100 ปี ‘ศาลาแดง’ ตึกลับในวัดโพธิ์ฝีมือสถาปนิกชั้นครูกับศิลปินอิตาลี ที่ไม่เปิดให้เข้า

แต่ครั้นจะให้สร้างเอง ออกแบบเองก็เห็นจะยากเกินไป หม่อมราชวงศ์โต จิตรพงศ์ จึงได้กราบทูลสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ขอให้ทรงช่วยเหลือ ซึ่งข่าวดีก็คือท่านก็รับเป็นธุระให้ และยังได้ให้ หม่อมเจ้าอิทธิเทพสรรค์ กฤดากร มาช่วยออกแบบและควบคุมการก่อสร้างด้วย ดังนั้น ศาลาแดงจึงเป็นอาคารที่ได้ยอดจอมยุทธ์ด้านสถาปัตยกรรมถึง 2 คนมาร่วมสร้างอาคารหลังนี้

สำหรับสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ หรือ สมเด็จครู ทรงเป็นนายช่างแห่งกรุงสยามผู้รอบรู้และมีความชำนาญในศาสตร์มากมาย ทรงเป็นสถาปนิก นักออกแบบ นักเขียนรูป นักแต่งเพลง กวีและอีกมากมายจนนิ้วมือเราไม่มีทางจะนับได้พอ ยิ่งถ้าพูดถึงผลงานการออกแบบของสมเด็จครูนั้น มีทั้งงานสถาปัตยกรรมทั้งวัดและพระเมรุมาศ การออกแบบพัดรอง การออกแบบพระราชลัญจกรและดวงตรา การออกแบบเครื่องราชอิสริยาภรณ์ และมีมากมายหลายศาสตร์ที่สมเด็จครูทรงเชี่ยวชาญอย่างมาก ทำให้งานของสมเด็จครูเป็นงานที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว และมีเหตุมีผลในทุกแง่และทุกมุมของการออกแบบ

ในขณะที่หม่อมเจ้าอิทธิเทพสรรค์ กฤดากร ถือเป็นสถาปนิกยุคบุกเบิกที่ได้รับการศึกษาวิชาสถาปัตยกรรมตามแนวสากล เพราะทรงศึกษาวิชาสถาปัตยกรรมจากเอกอลเดโบซาร์ (École des Beaux-Arts) หรือโรงเรียนวิจิตรศิลป์ที่ประเทศฝรั่งเศส และยังเป็นกลุ่มผู้ร่วมก่อตั้งสมาคมสถาปนิกสยามฯ อีกด้วย ผลงานของหม่อมเจ้าอิทธิเทพสรรค์ กฤดากร มีทั้งพระตำหนักชาลีมงคลอาสน์ พระราชวังสนามจันทร์ จังหวัดนครปฐม วังไกลกังวล จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ รวมถึงตึกจักรพงษ์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ตึกแดงภายนอก : ตึกฝรั่งหลังเล็กสุดประณีต

ดูจากภายนอก ศาลาแดงเป็นอาคารสไตล์ฝรั่งขนาดเล็กทาสีแดงที่มีรูปทรงค่อนข้างเรียบง่าย มีหลังคายื่นออกมาทั้งด้านหน้าและด้านหลัง โดยด้านหน้าการทำช่องหน้าทรงซุ้มโค้ง และมีบันไดทางขึ้นวางขวาง ซึ่งก่อนเดินขึ้นบันได เราจะเห็นป้ายหินอ่อนที่มีข้อความว่า “พุทธศักราช ๒๔๖๔ หม่อมราชวงศ์หญิงโต จิตรพงศ์ ส้าง ศาลา นี้ไว้ เปนที่พระสงฆ์เรียนพระปริยัติ อุทิศผลกุศลถวายท่านพ่อ” เป็นหลักฐานยืนยันชัดเจนถึงประวัติการสร้างอาคารหลังนี้

100 ปี ‘ศาลาแดง’ ตึกลับในวัดโพธิ์ฝีมือสถาปนิกชั้นครูกับศิลปินอิตาลี ที่ไม่เปิดให้เข้า

รูปแบบของศาลาแดงนี้ถือเป็นงานสถาปัตยกรรมแบบตะวันตกที่พบในประเทศไทยมาแล้ว ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของงานศิลปะตะวันตกที่ถูกคัดสรรและปรับปรุงจนเหมาะสมกับสภาพภูมิอากาศแบบประเทศไทย อย่างโครงสร้างหลังคาที่ยื่นออกมาเช่นนี้ ช่วยกันฝนสาดเข้ามาในตัวอาคารได้ด้วย ซึ่งพบมาก่อนแล้วในอาคารหลังอื่น เช่น พระตำหนักพญาไท

100 ปี ‘ศาลาแดง’ ตึกลับในวัดโพธิ์ฝีมือสถาปนิกชั้นครูกับศิลปินอิตาลี ที่ไม่เปิดให้เข้า

อย่างไรก็ตาม หม่อมเจ้าอิทธิเทพสรรค์ กฤดากร ก็ยังได้แอบใส่องค์ประกอบที่อาจเป็นสิ่งที่ท่านชอบเป็นการส่วนตัว คือ การทำซุ้มโค้งไว้ด้านหน้าอาคาร เพราะไม่ว่าจะเป็นที่ตำหนักใหม่ วังสระปทุม หรือ พระตำหนักเปี่ยมสุข วังไกลกังวล ซึ่งเป็นผลงานของหม่อมเจ้าอิทธิเทพสรรค์ ต่างก็มีองค์ประกอบนี้อยู่ด้วยทั้งนั้น สิ่งนี้จึงคล้ายกับเป็นลายเซ็นของท่านที่แอบแทรกเอาไว้ในผลงาน รวมถึงที่ศาลาแดงแห่งนี้ด้วย

100 ปี ‘ศาลาแดง’ ตึกลับในวัดโพธิ์ฝีมือสถาปนิกชั้นครูกับศิลปินอิตาลี ที่ไม่เปิดให้เข้า
ภาพ : thailandtourismdirectory.go.th

ส่วนถ้าใครสงสัยว่าทำไมอาคารหลังนี้ถึงได้ชื่อว่าศาลาแดง ก็เพราะว่าหม่อมราชวงศ์โต จิตรพงษ์ ทรงสร้างอาคารหลังนี้อุทิศแด่หม่อมเจ้าแดง งอนรถ อาคารหลังนี้จึงเป็นสีแดงตามชื่อของหม่อมเจ้าแดงด้วยประการฉะนี้

ตึกแดงภายนอก : โรหิตัสสสูตร

แต่สิ่งที่น่าสนใจไม่ได้มีตัวอาคารด้านนอกเพียงอย่างเดียว เพราะเมื่อเราเดินไปด้านหลังศาลาแดง จะเห็นว่ามีแผ่นจารึกอยู่แผ่นหนึ่ง ซึ่งจารึกตัวอักษรขอมอยู่ 7 แถวอยู่ภายในกรอบสีแดง โดยข้อความในจารึกนี้เป็นข้อความภาษาบาลี แปลความได้ว่า

100 ปี ‘ศาลาแดง’ ตึกลับในวัดโพธิ์ฝีมือสถาปนิกชั้นครูกับศิลปินอิตาลี ที่ไม่เปิดให้เข้า

“แต่ไหนแต่ไรมา ยังไม่มีใครบรรลุถึงที่สุดโลกด้วยการเดินทาง และเพราะที่ยังบรรลุถึงที่สุดโลกไม่ได้ จึงไม่พ้นไปจากทุกข์

“เหตุนั้นแหละ คนมีปัญญาดี และตระหนักชัดเรื่องโลก ถึงที่สุดโลกได้ อยู่จบพรหมจรรย์แล้ว รู้ที่สุดของโลกแล้ว เป็นผู้ระงับแล้ว จึงไม่หวังโลกนี้และโลกหน้า”

นี่ขนาดถอดคำแปลแล้วก็ยังฟังเข้าใจยากใช่ไหมครับ แต่จริง ๆ แล้ว ข้อธรรมนี้ถือเป็นเรื่องพื้นฐานมาก ๆ อย่างหนึ่งเลยนะครับ เพราะข้อความอักษรขอม ภาษาบาลีทั้ง 7 แถวนี้กำลังสอนเราว่า โลกที่แท้จริงนั้นไม่ได้อยู่รอบตัวเอง แต่อยู่ในตัวของเราเอง คือร่างกายและจิตใจของเราเอง ถ้าเรารู้จักและเข้าใจในร่างกาย อารมณ์ ความคิด ความรู้สึกต่าง ๆ ของตนเองได้ ก็จะทำจิตใจและร่างกายให้สงบได้ แม้จะเผชิญกับปัญหาหรือวิกฤตใด ๆ เพราะที่สุดแห่งทุกข์นั้นก็อยู่ในตัวของเราเองนี่แหละ

ซึ่งข้อธรรมนี้ก็ไม่ใช่ข้อธรรมไร้ชื่อไร้นามแต่อย่างใดนะครับ ชื่อของข้อธรรมนี้ก็คือ ‘โรหิตัสสคาถา’ ซึ่งมาจากโรหิตัสสสูตรในพระไตรปิฎกนั่นเอง โดยเป็นเรื่องราวของเทพบุตรองค์หนึ่งชื่อโรหิตัสสเทพบุตรที่มาเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า เพื่อทูลถามว่ามีที่ไหนในโลกที่ไม่มีการเกิดแก่เจ็บตายรึเปล่า เพราะชาติที่แล้วเคยเกิดเป็นเทพบุตรผู้ความเร็วปาน The Flash และได้เหาะด้วยความเร็วสูงเพื่อตามหาสถานที่ดังกล่าวเป็นเวลาร้อยปีโดยไม่หยุดพัก สุดท้ายก็ตายลงระหว่างเหาะนั่นเอง และคำตอบของพระพุทธเจ้านั้น ก็คือโรหิตัสสคาถานั่นเองครับ

แล้วทำไมโรหิตัสสสูตรถึงมาอยู่ตรงนี้ได้ละ ก็เพราะว่าเมื่อครั้งที่สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ออกแบบอาคารหลังนี้ ได้ปรึกษากับ พระสาสนโสภณ (ต่อมาคือ สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (เจริญ ญาณวโร)) วัดเทพศิรินทราวาส ซึ่งเป็นพระภิกษุที่สมเด็จครูจะมาปรึกษาข้อธรรมะด้วยเสมอ และท่านได้แนะนำให้เลือกโรหิตตัสสูตรให้แก่สมเด็จครูสำหรับใช้จารึกลง ณ ศาลาแห่งนี้

ทีนี้ เราลองมามองให้ลึกอีกสักชั้นดีกว่า ในเมื่อพระคาถาหรือพระสูตรในพระไตรปิฎกมีอยู่มากมาย เหตุใดจึงต้องเป็นโรหิตัสสูตร

ข้อแรก เพราะคำว่า ‘โรหิต’ นั้นแปลว่า ‘แดง’ ซึ่งตรงกับชื่อของหม่อมเจ้าแดง งอนรถ ท่านพ่อของหม่อมราชวงศ์โต จิตรพงศ์ และเป็นที่มาของศาลาหลังนี้

ข้อที่สอง เพราะข้อธรรมนี้มีเนื้อหาสำคัญว่าด้วยโลกที่แท้จริงคือร่างกายและจิตใจของเราเอง การบรรลุถึงความไม่เกิดก็คือการเข้าถึงปัญญา บรรลุสัจธรรมในกายและใจของเรานั้นเป็นธรรมที่ให้เกิดความสังเวช สอดคล้องเข้ากันได้ดีกับอาคารหลังนี้ที่มีอีกหน้าที่หนึ่ง นั่นก็คือ การเป็นสถานที่บรรจุพระอัฐิและอัฐิ นั่นเอง

และข้อที่สาม จะต่อเนื่องจากข้อที่สอง เพราะสถานที่แห่งนี้คือโรงเรียนสอนพระปริยัติธรรม จึงสอดคล้องกับคำสอนในโรหิตัสสสูตรว่าอาศัย ‘กาย’ และ ‘อาคาร’ ที่เปรียบเสมือนร่างกายนี้ ศึกษาธรรมะให้เข้าถึงความพ้นทุกข์ นับเป็นกิจของพระสงฆ์ รวมถึงชาวพุทธทั้งหลายที่อาศัยกายของตนในการไปถึงซึ่งพระนิพพาน

ตึกแดงภายใน : ภาพพุทธประวัติไทยร่างฝรั่งวาด

เมื่อเข้ามาด้านใน สิ่งแรกที่จะเตะตาเราก่อนเลยคือ ภาพวาดในกรอบโค้งเป็นภาพพุทธประวัติตอนพระพุทธเจ้าตรัสห้ามธิดาพญามาร ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเหตุการณ์การเสวยวิมุตติสุขในสัปดาห์ที่ 5 หรือที่เรียกว่า ‘อชปาลนิโครธ’ หลังจากพระพุทธเจ้าตรัสรู้แล้ว โดยพระพุทธองค์ได้ประทับใต้ต้นไทรของคนเลี้ยงแพะ (ตรงกับชื่อตอนอชปาลนิโครธเลยครับ อชปาล = คนเลี้ยงแพะ นิโครธ = ต้นไทร) โดยธิดาพญามารทั้ง 3 คือ ตัณหา ราคา และอรตี ได้อาสาพระบิดาคือพญามารจะไปยั่วยวนพระพุทธเจ้า โดยแปลงกายเป็นหญิงในแต่ละช่วงวัย แต่ก็ไม่ได้ผลเพราะพระพุทธเจ้าทรงไม่สนพระทัยใด ๆ

100 ปี ‘ศาลาแดง’ ตึกลับในวัดโพธิ์ฝีมือสถาปนิกชั้นครูกับศิลปินอิตาลี ที่ไม่เปิดให้เข้า
ภาพ : ปฏิพล รัชตอาภา

ที่สำคัญ ภาพภาพนี้ยังเป็นภาพเดียวกันกับบนปกหนังสือ ‘ทศบารมีในพุทธศาสนาเถรวาท’ พระวิทยานิพนธ์ของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี ซึ่งภาพนี้ก็เป็นผลงานการออกแบบของสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์เช่นกัน แต่เพียงแค่ออกแบบเท่านั้น ไม่ได้เป็นคนวาดลงไปในซุ้ม โดยได้ให้จิตรกรชาวตะวันตกเป็นผู้วาด นั่นก็คือ คาร์โล ริโกลี

คาร์โล ริโกลี เป็นจิตรกรชาวอิตาลีที่เข้ามาทำงานในสยามประเทศ โดยการชักชวนของกาลิเลโอ คีนี และได้เดินทางเข้ามาเมื่อ พ.ศ. 2453 และริโกลีได้กลายเป็นอีกหนึ่งจิตรกรชาวตะวันตกคนสำคัญแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ที่ฝากผลงานทั้งงานในสเกลใหญ่อย่าง ภาพภายในพระที่นั่งอนันตสมาคม พระที่นั่งบรมพิมาน หรือวัดราชาธิวาส และงานสเกลเล็ก เช่น พระบรมสาทิสลักษณ์ของพระเจ้าอยู่หัวและพระบรมวงศานุวงศ์ รวมถึงภาพวิถีชีวิตผู้คน เช่น คนกินข้าว คนสูบฝิ่น เป็นต้น

ตึกเรียนพระปริยัติธรรม ฝีมือ 2 สถาปนิกชั้นครู กับคาร์โล ริโกลี และสัญลักษณ์มากมาย ที่ไหนในโลกไม่มีการเกิดแก่เจ็บตาย
ตึกเรียนพระปริยัติธรรม ฝีมือ 2 สถาปนิกชั้นครู กับคาร์โล ริโกลี และสัญลักษณ์มากมาย ที่ไหนในโลกไม่มีการเกิดแก่เจ็บตาย

ด้วยผู้ออกแบบคือสมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ดังนั้น ภาพพระพุทธเจ้าตรัสห้ามธิดาพญามารนี้จึงไม่ได้ออกมาเป็นไทยจ๋า แต่กลับมีกลิ่นอายความเป็นตะวันตกอยู่พอสมควร ไม่ว่าจะลักษณะของพระพุทธเจ้าที่คล้ายพระพุทธรูปศิลปะคันธาระของอินเดีย ซึ่งเป็นพระพุทธรูปที่เพิ่งเป็นที่รู้จักในประเทศไทยในสมัยรัชกาลที่ 5 ในฐานะพระพุทธรูปที่เก่าแก่ที่สุดในโลก โดยมีลักษณะสำคัญคือมีมวยผมและร่างกายที่ดูมีกล้ามเนื้อ ส่วนจีวรที่มีการยับย่นสมจริงนี้ แม้จะเป็นแนวคิดจากทางตะวันตก แต่ก็พบมาแล้วตั้งแต่ในสมัยรัชกาลที่ 4 

อย่างไรก็ตาม ทั้งรูปลักษณ์ เครื่องแต่งกาย และท่าทางของธิดาพญามารทั้ง 3 กลับอ่อนช้อยอย่างไทย ทว่ามีใบหน้าอย่างฝรั่งและ ธิดาพญามารตนหนึ่งถือพวงองุ่นที่เป็นผลไม้อย่างฝรั่งด้วย ดังนั้น ภาพวาดนี้จึงเป็นงานที่เป็น East Meets West อย่างแท้จริง

ที่สำคัญ ริโกลียังแอบเซ็นลายเซ็นเอาไว้ในภาพด้วยนะครับ โดยอยู่บริเวณขวาล่างของภาพ เขียนว่า ‘C. Rigoli’ ซึ่งก็ย่อมาจาก Carlo Rigoli นั่นเอง

ตึกเรียนพระปริยัติธรรม ฝีมือ 2 สถาปนิกชั้นครู กับคาร์โล ริโกลี และสัญลักษณ์มากมาย ที่ไหนในโลกไม่มีการเกิดแก่เจ็บตาย

แต่ถ้าสังเกตงานออริจินอลของสมเด็จครูดี ๆ จะเห็นว่าใต้ภาพมีพระคาถาอักษรขอม ภาษาบาลี แปลความได้ว่า

“ความชนะของพระพุทธเจ้าองค์ใด ย่อมไม่กลับแพ้ ใคร ๆ ในโลกย่อมไม่กลับความชนะของพระพุทธเจ้าองค์นั้นได้ ท่านทั้งหลายจักนำหรือชักจูงพระพุทธเจ้าผู้ถึงแล้วซึ่งความไม่มาและไม่ไป ไปโดยทางไหนได้ฯ

“ตัณหาอันแผ่ไปในอารมณ์ต่าง ๆ ดุจตาข่ายที่จะนำไปในทิศทางไหน ๆ ย่อมไม่มีในพระพุทธเจ้าองค์ใด ท่านทั้งหลายจักนำพระพุทธเจ้าองค์นั้น ผู้ถึงแล้วซึ่งความไม่มาไม่ไป ไปโดยทางไหนได้ฯ”

และแน่นอนว่า เมื่ออยู่ใน First Draft ของสมเด็จครูแล้ว ท่านย่อมไม่ลืมที่จะนำมาใช้ประดับอาคารนี้แน่นอน แต่เพราะบริเวณใต้รูปนี้ถูกนำไปใช้ทำอย่างแล้ว ดังนั้น พระคาถานี้จะถูกโยกไปเขียนเหนือหน้าต่างแทน โดยวิ่งวนรอบอาคารแทน แบ่งออกเป็น 8 วรรค

ตึกเรียนพระปริยัติธรรม ฝีมือ 2 สถาปนิกชั้นครู กับคาร์โล ริโกลี และสัญลักษณ์มากมาย ที่ไหนในโลกไม่มีการเกิดแก่เจ็บตาย

แต่คำถามที่น่าสงสัยที่สุดตอนนี้ก็คือ ทำไมในตึกเรียนพระปริยัติธรรมถึงเลือกเขียนฉากพุทธรปะวัติตอนพระพุทธเจ้าตรัสห้ามธิดารพญามารล่ะ แทนที่จะเขียนฉากการแสดงพระธรรมเทศนาของพระพุทธเจ้าหรือพุทธประวัติตอนที่สอดคล้องกับหน้าที่ของอาคารนี้มากกว่า แต่ถ้าเราลองเชื่อมโยงภาพพุทธประวัติตอนนี้เข้ากับโรหิตัสสสูตรที่อยู่ด้านนอกอาคาร เราก็จะถึงบางอ้อทันที เพราะทั้งสองเรื่องนี้มีความสัมพันธ์กันพอดีอย่างไม่น่าเชื่อ

ในโรหิตัสสูตร โรหิตัสสเทพบุตรสงสัยเรื่องที่สุดของโลก และออกเดินทางตามหาที่สุดของความทุกข์ ในขณะที่พุทธประวัติและพระคาถาในอาคารแสดงว่า พระพุทธเจ้าทรงถึงที่สุดของโลกและที่สุดและทุกข์แล้ว ทรงชนะและทรงบรรลุแล้ว ดังนั้น ภาพพุทธประวัติตอนนี้จึงเป็นเหมือนเครื่องเตือนใจในพระภิกษุสามเณรทั้งหลาย ให้มีจิตใจที่สงบ ไม่ฟุ้งซ่าน หากมีกิเลสใดเข้ามาก็ขอให้ชนะ เช่นเดียวกับที่พระพุทธเจ้าชนะธิดาพญามาร รวมถึงยังเป็นเครื่องเตือนใจว่า การเล่าเรียนแต่พระปริยัตินั้นไม่เพียงพอ จะต้องมีการปฏิบัติให้ลึกซึ้งด้วย การเล่าเรียนธรรมะจึงจะถือว่าประสบความสำเร็จ

ตึกแดงภายใน : พระอัฐิและอัฐิภายใน

บริเวณใต้รูปพุทธประวัติตอนพระพุทธเจ้าทรมานธิดาพญามารนั้นเจาะเป็นช่อง 3 ช่อง แต่ละช่องมีจารึกหินอ่อน โดยแต่ละระบุรายพระนามและนามของผู้ที่หม่อมราชวงศ์โต จิตรพงศ์ อุทิศกุศลถวาย ประกอบด้วย พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้างอนรถ, หม่อมเจ้าชายแดง ในพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้างอนรถ และหม่อมเจ้าหญิงอ่าง ในพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นเชษฐาธิเบนทร ซึ่งจารึกหินอ่อนแต่ละแผ่นมีการออกแบบตัวอักษรแตกต่างกันทั้งหมด

ตึกเรียนพระปริยัติธรรม ฝีมือ 2 สถาปนิกชั้นครู กับคาร์โล ริโกลี และสัญลักษณ์มากมาย ที่ไหนในโลกไม่มีการเกิดแก่เจ็บตาย

แต่จุดที่เก็บอัฐิในอาคารหลังนี้ไม่ได้แค่มีแค่ตรงแผ่นหินอ่อน 3 แผ่นนี้เท่านั้น บริเวณใต้แผ่นจารึกหินอ่อนทั้ง 3 แผ่นยังมีตู้หนังสือ ซึ่งถูกออกแบบมาสำหรับอาคารหลังนี้ โดยหนังสือภายในตู้นี้มีทั้งหนังสือที่สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์, สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส และพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพได้จัดหามา 

จุดสำคัญที่อยากจะให้ดูก็คือบริเวณฐานที่รองรับตู้หนังสือนี้ต่างหากครับ เพราะฐานหินอ่อนนี้ ถ้าสังเกตดี ๆ จะเห็นว่าบริเวณฐานที่เส้นเหมือนรอยตัดอยู่ และนี่แหละครับคือจุดเก็บอัฐิอีกจุดหนึ่งของศาลาแดงหลังนี้ เพราะเปิดออกมาได้ โดยเป็นที่เก็บอัฐิของราชสกุลงอนรถและราชสกุลจิตรพงศ์ทุกพระองค์และทุกคนเลยครับ

ตึกเรียนพระปริยัติธรรม ฝีมือ 2 สถาปนิกชั้นครู กับคาร์โล ริโกลี และสัญลักษณ์มากมาย ที่ไหนในโลกไม่มีการเกิดแก่เจ็บตาย
ภาพ : โลจน์ นันทิวัชรินทร์

การที่มีทั้งพระอัฐิและอัฐิของราชสกุลเอาไว้ภายในอาคารที่เป็นโรงเรียนสอนพระปริยัติธรรมนี้ ก็เพื่อให้ทุก ๆ พระองค์และทุก ๆ คนได้สดับฟังพระธรรมที่บรรดาพระภิกษุได้เรียนอยู่ตลอดเวลา แนวความคิดเช่นนี้เป็นแนวความคิดเดียวกับการที่คนในยุคปัจจุบันนำอัฐิของผู้ตายไปไว้ในเจดีย์หรือกำแพงแก้ว เพื่อให้ผู้วายชนม์ได้สดับฟังพระสงฆ์ทำวัตรทุกเช้าเย็นเลยครับ

ปริศนาศาลาแดง : ความซับซ้อนในการออกแบบจากการมันสมองของยอดช่าง

หากเราตัดสินจากภายนอก ศาลาแดงก็คงเป็นแค่อาคารหลังเล็ก ๆ หลังหนึ่งที่เป็นโรงเรียนของพระในเขตสังฆาวาส แต่พอเราค่อย ๆ มอง ค่อย ๆ ไขรหัสออกทีละข้อ ๆ เราก็จะเห็นถึงความประณีตของครูช่างในอดีตที่ออกแบบโดยใช้ทั้งอาคาร ฟังก์ชัน สี ภาพ และจารึก เข้ามาผสมผสานอย่างสอดคล้องเข้ากันได้ลงตัว ซึ่งถือเป็นเอกลักษณ์สำคัญอย่างหนึ่งของศิลปะไทยที่สร้างหลังจากเริ่มรับวัฒนธรรมตะวันตก ทำให้เกิดการออกแบบอาคารแนวใหม่ที่มีความซับซ้อน มากไปกว่าคติความเชื่อหรือการจัดการพื้นที่ แต่มีการผสมผสานองค์ประกอบหลากหลายมากขึ้น

ดังนั้น อย่าได้ตัดสินอะไรเพียงแค่ตาเห็น แต่จงพิจารณาให้ถี่ถ้วนก่อนจะตัดสินอะไรลงไป เราอยู่ในยุคที่ทุกอย่างนั้นรวดเร็วไปหมด ทุกคนพร้อมตัดสินทุกสิ่งผ่านอารมณ์ความรู้สึกครั้งแรกโดยไม่ได้ไตร่ตรองให้ดีก่อน และสิ่งเหล่านี้ได้นำมาซึ่งปัญหามากมายตามมา ดังนั้น แม้ทุกอย่างจะรวดเร็ว แต่เราก็ลองเป็นคนช้าดูบ้างดีไหม เราจะได้เห็นอะไร มองอะไรได้รอบคอบยิ่งขึ้น

เกร็ดแถมท้าย

1. ศาลาแดงเป็นอาคารที่ตั้งอยู่ในเขตสังฆาวาส ปัจจุบันยังคงใช้งานในฐานะสถานที่สำหรับเรียนปริยัติธรรม ดังนั้น จึงเปิดเฉพาะช่วงเวลาที่ใช้งานเท่านั้น เว้นแต่จะขออนุญาตเป็นกรณีพิเศษ แต่ภายนอกอาคารนั้นเดินชมได้โดยอิสระครับ

2. ศาลาแดงของวัดโพธิ์แห่งนี้ไม่มีความเกี่ยวข้องใด ๆ กับย่านศาลาแดงนะครับ เพราะย่านศาลาแดงนั้นได้ชื่อมาจากหลังคาของสถานีรถไฟ ส่วนหนึ่งของทางรถไฟสายปากน้ำที่ตั้งอยู่บริเวณแถบนี้ จนกลายเป็นชื่อของทุ่งศาลาแดง ก่อนจะถูกใช้เป็นชื่อย่าน แยก และสถานีรถไฟฟ้า BTS ในเวลาต่อมา

3. ภายในเขตสังฆาวาสของวัดโพธิ์แห่งนี้ยังมีอาคารอีกหลายหลังที่น่าสนใจ เช่น พระตำหนักวาสุกรี หอไตรคณะเหนือ ซึ่งไว้มีโอกาสจะนำมาเล่าให้ฟัง หรือถ้าใครอยากรู้จักอาคารเหล่านี้ รวมถึงเขตพุทธาวาสของวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ผมเคยได้เขียนไว้แล้วในเมื่อครั้งที่ผมได้ไปร่วมกิจกรรม Walk with the Cloud : Night at the Temple ครับผม ไปอ่านได้นะครับ

Writer & Photographer

ธนภัทร์ ลิ้มหัสนัยกุล

ต้า วัดไทย เด็กประวัติศาสตร์ศิลปะผู้ดูวัดมาแล้วกว่าพันวัดแม้จะยังไม่ครบทุกจังหวัด ชื่นชอบในความงามของศิลปะทั้งไทยและเทศรวมถึงเรื่องราวของสถานที่นั้นๆ ปัจจุบันยังคงออกเที่ยวชมวัดทุกศาสนารวมถึงวังต่างๆ อย่างต่อเนื่องพร้อมกับนำเรื่องราวมาเผยแพร่บน Facebook อยู่เป็นระยะๆ

The Cloud x สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa)

ก่อนจะเล่าเรื่องราวในความทรงจำเรื่องหนึ่งให้ฟัง ต้องขอเกริ่นก่อนเล็กน้อยว่า ที่ทุกท่านจะได้อ่านต่อไปนี้ ต้า-ธนภัทร์ ลิ้มหัสนัยกุล ไม่ได้เป็นคนเขียนนะครับ เนื่องในโอกาสพิเศษ ผม คุณพ่อของต้า เจ้าของคอลัมน์อารามบอย จะขอเป็นคนเล่าเรื่องเอง แต่ไม่ต้องห่วง เรื่องราวในครั้งนี้ก็ยังคงเกี่ยวข้องกับวัดเหมือนเช่นเคย

พ่อ ‘อารามบอย’ ยึดคอลัมน์ พาเที่ยววัดพระธาตุลำปางหลวง ชมพระธาตุเจดีย์สำคัญของล้านนา

ผมกับครอบครัวเที่ยววัดด้วยกันมากว่า 20 ปีแล้ว ในช่วงเวลานี้ก็ไปวัดมาแล้วแทบทุกแบบ ทั้งวัดร้าง วัดเก่า วัดใหม่ วัดที่ไปครั้งเดียวแล้วไม่ได้ไปอีก และวัดที่ไปแล้วก็ยังได้ไป จนถึงตอนนี้น่าจะไปมาเกิน 100 วัดไปนานแล้ว แต่ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ปี แต่วัดแห่งหนึ่งก็ยังคงอยู่ในความทรงจำเสมอมา แม้เวลาจะผ่านไปแค่ไหนก็ตาม และวัดนั้นก็คือ วัดพระธาตุลำปางหลวง จังหวัดลำปาง

รักแรกที่วัดพระธาตุลำปางหลวง

พ่อ ‘อารามบอย’ ยึดคอลัมน์ พาเที่ยววัดพระธาตุลำปางหลวง ชมพระธาตุเจดีย์สำคัญของล้านนา

ผมไปวัดพระธาตุลำปางหลวงครั้งแรกเมื่อประมาณ 20 ปีก่อน ปีนั้นเป็นครั้งแรกที่ไปเที่ยวกับครอบครัวในช่วงเทศกาลตรุษจีน ครั้งนั้นไป 3 จังหวัด คือ กำแพงเพชร ตาก และลำปาง พอไปถึงก็เอารถไปจอดอยู่ด้านล่างใกล้ ๆ ทางขึ้น พอลงรถไปก็เจอพวกแม่หมออยู่ริมถนนเลย ดูดวงบ้าง ขายของบูชาพระธาตุบ้าง ลูกชายผมตอนนั้นก็ได้กระดาษเขียนเรื่องพระธาตุประจำปีเกิดมาด้วย

พอเดินขึ้นบันได ผ่านประตูโขงไป ถึงจะเห็นวิหารหลวงก่อน แต่ไปสะดุดตากับลานทราย เพราะลานทรายในสมัยนั้นครอบคลุมพื้นที่ข้างบนแทบทั้งหมด มองไปตรงไหนก็เป็นทราย เวลาเดินบนพื้นทรายแล้วนุ่ม เดินด้วยเท้าเปล่าได้เลยไม่ร้อน เพราะถึงผิวหน้าจะร้อน แต่ย่ำลงไปแล้วข้างล่างเย็น และที่สะดุดตาที่สุดก็คือองค์พระธาตุลำปางหลวง พระธาตุองค์ไม่ใหญ่ แต่โดดเด่นเหลือเกินแม้จะมีอาคารอื่นอยู่โดยรอบ แถมสัดส่วนขององค์พระธาตุก็สวยมาก กลายเป็นความประทับใจตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้เห็น

พ่อ ‘อารามบอย’ ยึดคอลัมน์ พาเที่ยววัดพระธาตุลำปางหลวง ชมพระธาตุเจดีย์สำคัญของล้านนา

นอกจากพระธาตุลำปางหลวงแล้ว วิหารแต่ละหลังที่อยู่รอบพระธาตุก็สวยงาม มีเอกลักษณ์ วิหารหลวงมีพระเจ้าล้านทองอยู่ภายในกู่ พระเจ้าดูแปลกตา ไม่เคยเห็นมาก่อน มีวิหารน้ำแต้ม วิหารหลังเล็กที่มีจิตรกรรมอยู่ซ้ายขวา ข้างหลังมีต้นโพธิ์สีทองอยู่ แล้วก็มีวิหารพระพุทธ วิหารทึบหลังเดียวที่อยู่ข้างบน ข้างในพระพุทธรูปองค์ใหญ่และมีลายคำอยู่ตามเสา

พอดูโดยรอบพระธาตุเสร็จก็เดินทะลุไปข้างหลัง ไปที่พิพิธภัณฑ์ของวัดเพื่อไปกราบพระแก้วดอนเต้า พระพุทธรูปสำคัญของวัดที่ตั้งอยู่ในตู้ สมัยนั้นพิพิธภัณฑ์ยังดูรก ๆ มีข้าวของและพระพุทธรูปตั้งอยู่เต็มไปหมด

พ่อ ‘อารามบอย’ ยึดคอลัมน์ พาเที่ยววัดพระธาตุลำปางหลวง ชมพระธาตุเจดีย์สำคัญของล้านนา

เมื่อความเปลี่ยนแปลงมาเยือน

พ่อ ‘อารามบอย’ ยึดคอลัมน์ พาเที่ยววัดพระธาตุลำปางหลวง ชมพระธาตุเจดีย์สำคัญของล้านนา

หลังจากนั้น เวลาไปเที่ยวเหนือกับครอบครัว ทุกครั้งที่ผ่านลำปางก็จะต้องแวะวัดพระธาตุลำปางหลวงทุกครั้ง อย่างน้อยก็ขึ้นไปกราบพระนมัสการพระพุทธรูป และทุกครั้งที่ไปก็จะเห็นความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับวัด จากเมื่อก่อนเคยจอดด้านหน้าได้ ก็ต้องขยับไปจอดที่ลานจอดรถ ด้านหน้าที่เคยมีบรรดาแม่หมอดูดวงก็หายไปหมดกลายเป็นสวน ด้านข้างที่เคยมีตลาดก็หายไป บรรดาร้านค้าไปอยู่แถวลานจอดรถแทน

พ่อ ‘อารามบอย’ ยึดคอลัมน์ พาเที่ยววัดพระธาตุลำปางหลวง ชมพระธาตุเจดีย์สำคัญของล้านนา

พอขึ้นไปข้างบน บรรยากาศข้างบนก็เปลี่ยน เริ่มมีอาคาร มีเต็นท์เพิ่มเติมขึ้น แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปมากที่สุดก็คือลานทราย จากครั้งแรกที่มามีลานทรายอยู่เต็มไปหมด เริ่มมีการเอากระเบื้องมาปูแทนที่ทราย แม้แต่รอบพระธาตุก็มีจากที่ครั้งแรกไม่มี แล้วต้องเดินไปด้วยเท้าเปล่า ร้อนเท้ามาก เดินได้ไม่นานก็ต้องรีบใส่รองเท้าไม่ก็เข้าไปในร่ม ตอนหลังดีหน่อยที่เขาเอาออกไปเยอะแต่ก็ยังไม่หมด ยังเหลือบริเวณรอบองค์พระธาตุอยู่ดี

ผู้คนหรือกิจกรรมรอบ ๆ ก็มีทั้งที่เพิ่มขึ้นและหายไป จำได้ว่าครั้งแรกจะมีการถวายรูปปั้นวัว เพราะพระธาตุลำปางหลวงเป็นพระธาตุประจำปีฉลู สมัยก่อนตามพระธาตุประจำปีเกิดจะมีการถวายรูปสัตว์ประจำปีเกิดแทบทุกที่ แต่ไปครั้งหลัง ๆ ก็ไม่เห็นแล้ว และไม่ใช่แค่ที่นี่ รวมถึงพระธาตุประจำปีเกิดองค์อื่น ๆ ด้วย

จริงอยู่ที่ความเปลี่ยนแปลงนำพาความสวยงาม ความเป็นระเบียบ ความสะดวกสบาย เข้ามา แต่บรรยากาศหลาย ๆ อย่างก็พลอยเปลี่ยนไปด้วย ส่วนตัวรู้สึกเสียดาย เพราะยังรู้สึกประทับใจวัดพระธาตุลำปางหลวงที่ได้สัมผัสในครั้งแรกมากที่สุด ชอบความโล่งของพื้นที่ที่ทำให้เห็นวัด เห็นพระธาตุได้ชัดเจน รวมถึงวิถีแบบเก่า ๆ บรรยากาศเดิม ๆ ยังอยู่ในความทรงจำไม่เสื่อมคลาย จนยังแอบคิดอยู่บ่อย ๆ ว่า อยากให้กลับไปเหมือนเดิม เหมือนครั้งแรกที่มา

ไปหลายครั้ง ได้หลายสิ่ง

ถึงวัดจะเปลี่ยนไปแค่ไหน แต่ความประทับใจที่มีต่อพระธาตุลำปางหลวงก็ไม่เคยเปลี่ยน ถ้าใครมาถามว่าชอบเจดีย์องค์ไหนมากที่สุด ผมก็คงตอบพระธาตุลำปางหลวงอยู่ดี แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือมุมมองหรือรายละเอียดต่าง ๆ ที่ได้รู้ได้เห็นมากขึ้น

อย่างพระธาตุกลับหัว ซึ่งถือเป็นไฮไลต์ของวัดพระธาตุลำปางหลวงที่ทุกคนต้องไปดูกัน ผมเพิ่งจะได้ดูตอนไปครั้งที่ 3 โน่น เพราะครั้งแรกไม่รู้ รู้แต่ที่วัดพระธาตุจอมปิงมีพระธาตุกลับหัว เลยได้ไปดูที่นั่น พอกลับไปรอบที่ 3 ก็เลยไปดู อยู่ในหอพระพุทธบาทเยื้อง ๆ กับพระธาตุ แต่ผู้หญิงขึ้นไม่ได้ ผู้ชายขึ้นได้อย่างเดียว ครั้งนั้นเลยขึ้นไปดูกับลูกชาย แต่ส่วนตัวไปดูแล้วเฉย ๆ คือพระธาตุกลับหัวก็สวย แต่ถ้าจะดูพระธาตุ รู้สึกว่าดูของจริงสวยกว่า

พ่อ ‘อารามบอย’ ยึดคอลัมน์ พาเที่ยววัดพระธาตุลำปางหลวง ชมพระธาตุเจดีย์สำคัญของล้านนา
พ่อ ‘อารามบอย’ ยึดคอลัมน์ พาเที่ยววัดพระธาตุลำปางหลวง ชมพระธาตุเจดีย์สำคัญของล้านนา

พอลูกชายเรียนที่คณะโบราณคดี เวลามาดูวัดพระธาตุลำปางหลวงก็สนุกมากขึ้น เพราะผมก็เข้าใจในศิลปะมากขึ้น ทั้งรูปแบบของเจดีย์ กู่พระเจ้าล้านทอง เริ่มรู้ว่าสิ่งนั้นสิ่งนี้เรียกว่าอะไร เริ่มดูจิตรกรรมฝาผนังที่อยู่ที่วิหารหลวงกับวิหารน้ำแต้มออก เวลาไปทีไรก็ได้ความรู้ แล้วก็ได้ถาม ได้คุย ได้แลกเปลี่ยนความรู้และมุมมองกับลูกชายด้วย จากที่ครั้งแรกมาแค่ชื่นชมความงามของพระธาตุและสิ่งต่าง ๆ ในวัดอย่างเดียว

พ่อของ ‘อารามบอย’ ขอยึดคอลัมน์ชั่วคราว พาเที่ยววัดพระธาตุลำปางหลวง วัดสำคัญของลำปางที่อยู่ในใจมากว่า 20 ปี
พ่อของ ‘อารามบอย’ ขอยึดคอลัมน์ชั่วคราว พาเที่ยววัดพระธาตุลำปางหลวง วัดสำคัญของลำปางที่อยู่ในใจมากว่า 20 ปี

แล้วยิ่งพอรู้มากขึ้น ก็กลายเป็นยิ่งเพิ่มความประทับใจในองค์พระธาตุลำปางหลวงมากขึ้นอีก ทั้งรูปทรงที่ไม่เหมือนใคร เมื่อเทียบกับพระธาตุองค์สำคัญ ๆ หลายองค์ทางภาคเหนือ เช่น พระธาตุดอยสุเทพ พระธาตุหริภุญชัย ทั้งสัดส่วนของพระธาตุที่ดูกี่ครั้งก็รู้สึกว่าลงตัวเหลือเกิน กลายเป็นยิ่งชื่นชอบในองค์พระธาตุ และชื่นชมคนที่ออกแบบพระธาตุไปพร้อม ๆ กัน

พ่อของ ‘อารามบอย’ ขอยึดคอลัมน์ชั่วคราว พาเที่ยววัดพระธาตุลำปางหลวง วัดสำคัญของลำปางที่อยู่ในใจมากว่า 20 ปี
พ่อของ ‘อารามบอย’ ขอยึดคอลัมน์ชั่วคราว พาเที่ยววัดพระธาตุลำปางหลวง วัดสำคัญของลำปางที่อยู่ในใจมากว่า 20 ปี

คำขอต่อองค์พระธาตุ

อาจจะส่วนตัวสักหน่อย แต่ในใจก็ยังอยากให้วัดพระธาตุลำปางหลวงเก็บรักษาสิ่งต่าง ๆ เอาไว้ให้ดี ตรงไหนผุ ตรงไหนพัง ก็ต้องซ่อมแซม แต่ต้องซ่อมให้ดี ให้คงสภาพเดิม ไม่ใช่สักแต่ว่าซ่อม แต่ผิดเพี้ยนผิดแผกไปจากเดิม แบบนั้นก็ไม่ดี 

และถ้าเป็นไปได้ อยากเห็นลานทรายแบบครั้งแรกที่ผมเห็น อยากให้เอากระเบื้องออกจากบริเวณรอบพระธาตุ เวลาไปนมัสการพระธาตุจะได้เดินบนพื้นทราย แล้วก็อยากให้คนลำปางรักษาความเป็นตัวเองเอาไว้ เพราะผมชอบอัธยาศัยของคนลำปาง พวกเขาเป็นคนที่พร้อมต้อนรับ พร้อมให้ความช่วยเหลือผู้มาเยือน อีกอย่างก็อย่าให้พุทธพาณิชย์เข้ามาแทรกซึมมากจนเกินพอดี ไม่ได้บอกว่าห้ามมี แต่ควรมีอย่างพอดี

ทั้งหมดนี้เป็นมุมมองส่วนตัวของผม เป็นความทรงจำของผมที่มีต่อวัดพระธาตุลำปางหลวงที่ผมเอามาแบ่งปัน ผมไม่ได้บอกให้คุณคิดเหมือนผม รู้สึกเหมือนผม เพราะทุกคนมีความประทับใจ มีความชื่นชอบ มีรสนิยมต่างกันอยู่แล้ว แต่ที่จะฝากก็คือ อยากให้ทุกคนช่วยกันเก็บรักษาสิ่งดี ๆ เอาไว้ บ้านเรามีสิ่งที่ดี สิ่งที่งามเยอะแยะ อยากให้ช่วยกันคนละไม้คนละมือ เก็บรักษาของเหล่านี้ไว้ เพราะถ้าวันใดวันหนึ่งที่สิ่งนั้นหายไป เราจะได้ไม่มาเสียดายทีหลัง เพราะบางสิ่งเปลี่ยนแล้วเอากลับมาได้ แต่บางสิ่งเปลี่ยนแล้วเปลี่ยนไปเลย

เกร็ดแถมท้าย

  1. วัดพระธาตุลำปางหลวงเป็นหนึ่งในพระธาตุเจดีย์สำคัญของจังหวัดลำปางและดินแดนล้านนา สังเกตได้จากการมีเวียงพระธาตุ ซึ่งเป็นธรรมเนียมที่พบร่วมกับพระธาตุสำคัญองค์อื่น ๆ ในล้านนา
  2. การเดินทางมายังวัดพระธาตุลำปางมีทั้งใช้รถส่วนตัว หรือจะเหมารถจากในตัวเมืองลำปางมาก็ได้ หรือหากอยากลองขนส่งสาธารณะ สามารถนั่งรถสองแถวสายเกาะคา-ลำปางได้
  3. หรือถ้าใครสนใจเรื่องเงาพระธาตุ ที่จังหวัดลำปางยังมีอีกหลายวัดที่มีเงาพระธาตุเช่นกัน เช่น วัดพระธาตุจอมปิง วัดพระธาตุดอยน้อย วัดอักโขชัยคีรี รวมถึงวัดประตูป่อง หรือวัดผาแดงหลวงก็มีเช่นกัน
  4. นอกจากวัดพระธาตุลำปางแล้ว ในตัวเมืองยังมีพระธาตุสำคัญอีกหลายองค์ ทั้งวัดพระแก้วดอนเต้า วัดพระธาตุเสด็จ รวมถึงยังมีวัดสำคัญในตัวเมืองอีกหลายวัดที่น่าไปชม ใครที่ยังไม่เคยไป แนะนำให้ลองไปดูสักครั้งครับ

The Cloud Golden Week คือแคมเปญสนุก ๆ ที่ทีมงานก้อนเมฆขอประกาศลาพักร้อน 1 สัปดาห์ เนื่องในโอกาสฉลอง The Cloud ครบ 5 ปี เราเลยเปิดรับวัยอิสระ อายุ 50 ปีขึ้นไป ทั้งนักเขียน ช่างภาพ และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ เข้ามาประจำการแทนใน The Cloud Golden Week ขอเรียกว่าเป็นการรวมพลังวัยอิสระมา ‘เล่าเรื่อง’ ในฉบับของตนเองผ่านสื่อดิจิทัลบนก้อนเมฆ เพราะเราเชื่อว่า ‘ประสบการณ์’ ของวัยอิสระคือเรื่องราวอันมีค่า เราเชื่อในศักยภาพของมนุษย์ อายุที่เพิ่มขึ้นเป็นเพียงตัวเลข ไม่ใช่ข้อจำกัดของการเรียนรู้

แคมเปญนี้เราร่วมกับ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) เพื่อส่งต่อแรงบันดาลใจให้วัยอิสระกล้ากระโจนเข้าหาประสบการณ์ใหม่ ๆ ออกมาพูดคุยกับเพื่อนวัยเดียวกัน พร้อมแบ่งปันเรื่องราวอันเปี่ยมด้วยคุณค่า เพื่อเติมฟืนไฟให้กาย-ใจสดใสร่าเริง

นี่เป็นครั้งแรกที่ทีมงาน The Cloud มีสมาชิกอายุรวมกันมากกว่า 1,300 ปี!

Writer

พรชัย ลิ้มหัสนัยกุล

พ่อค้าและนักเดินทางผู้สนใจประวัติศาสตร์ศิลปะและการพูดคุยแลกเปลี่ยนกับผู้คน

Photographers

พรชัย ลิ้มหัสนัยกุล

พ่อค้าและนักเดินทางผู้สนใจประวัติศาสตร์ศิลปะและการพูดคุยแลกเปลี่ยนกับผู้คน

ธนภัทร์ ลิ้มหัสนัยกุล

ต้า วัดไทย เด็กประวัติศาสตร์ศิลปะผู้ดูวัดมาแล้วกว่าพันวัดแม้จะยังไม่ครบทุกจังหวัด ชื่นชอบในความงามของศิลปะทั้งไทยและเทศรวมถึงเรื่องราวของสถานที่นั้นๆ ปัจจุบันยังคงออกเที่ยวชมวัดทุกศาสนารวมถึงวังต่างๆ อย่างต่อเนื่องพร้อมกับนำเรื่องราวมาเผยแพร่บน Facebook อยู่เป็นระยะๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load