ตะวัน วัตุยา คือศิลปินร่วมสมัยผู้มีงานชุกมากที่สุดคนหนึ่งขณะนี้

เขาเป็นอาร์ทิสต์นักยั่วล้อ เจ้าของพลังรุนแรงในภาพพอร์เทรตใบหน้าอันพร่าเบลอ ทว่าอารมณ์จัดชวนกระตุกความคิดของเยาวชนนักเคลื่อนไหวทางการเมืองกลุ่มต่าง ๆ ในผลงานชุด ‘Keep in The Dark’ ซึ่งเพิ่งจัดแสดงจบไปที่หอศิลป์มหาวิทยาลัยศิลปากร วังท่าพระ ส่วนฝีมือล่าสุดของเขาคือนิทรรศการ ‘1973’ ภาพวาดป๊อปอาร์ตในยุค 70 สีแสบสัน ที่เพิ่งอวดโฉมบนชั้น 4 Central : The Original Store จบไปได้ไม่นาน และสีน้ำไซส์เบิ้มแสดงอรรถาธิบายวิถีการร่วมเพศแบบ BDSM ใน Patpong Museum ส่วนหนึ่งของงาน Galleries’ Nights 2021

ผลงานที่น่าจะทำให้คนทั่วไปจดจำเขาได้ในช่วงปีที่ผ่านมา คือชุด ‘Money’ ส่วนหนึ่งของงาน BAB 2020 ตะวันแต่งแต้มผนังโค้งผืนยักษ์แห่ง BACC ด้วยภาพเขียนธนบัตรหลากสกุล ฝีแปรงแสนทรงอิทธิพลละเลงลงบนกระดาษไซส์เบิ้ม สะกิดให้ผู้ชมหวนคิดถึงนัยยะของเงินตราและความโหดร้ายรุนแรงจากระบบทุนนิยม

แต่หากใครจำได้ ตะวันสร้างชื่อมาตั้งแต่ผลงานภาพ ทักษิณ ชินวัตร ในนิทรรศการ ‘500’ และงานชุด ‘แฝด’ (Siamese Freaks) การรับรู้ของคนส่วนใหญ่ต่อเขาค่อย ๆ ชัดเจนขึ้น ว่าเป็นผู้บรรเลงปลายพู่กันอย่างลื่นไหลไร้กระบวนท่า ออกมาเป็นภาพ Mugshot สีน้ำรายละเอียดน้อยอารมณ์ท่วมท้น เพื่อยั่วเย้าให้ตั้งคำถามกับหลากประเด็นสังคม ทั้งเรื่องการเมืองรุนแรง หยอกล้อกับประเด็นเปราะบางอย่างศาสนา ศีลธรรม และสงคราม ในขณะที่ผลงานก่อนหน้าของเขามักเป็นภาพนู้ดโป๊เปลือย ซึ่งแม้ไม่บาดตาเต็มขั้น แต่คนส่วนใหญ่ในสังคมก็มีฉันทามติ ไม่ให้เป็นประเด็นที่สื่อสารได้อย่างเสรีโจ่งแจ้ง

01 Tawan’s Studio

ตะวัน วัตุยา ศิลปินไร้ที่ยืน สู่อาร์ทิสต์นักยั่วล้อผู้วาดพอร์เทรตได้ทรงอิทธิพลที่สุด
ตะวัน วัตุยา ศิลปินไร้ที่ยืน สู่อาร์ทิสต์นักยั่วล้อผู้วาดพอร์เทรตได้ทรงอิทธิพลที่สุด

ตะวันเปิดประตูบานกว้างต้อนรับเราผู้มาเยือน เผยให้เห็นแหล่งสร้างงานศิลป์ซ่อนตัวอยู่ในคอนโดมิเนียมกลางเก่ากลางใหม่ย่านสาทร ชุดโซฟาไซส์กะทัดรัดถูกจัดวางไว้อย่างเป็นระเบียบ รับกับทิวแถวขวดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์หลากชนิด ชั้นหนังสือจุตำราไทยเทศไว้เบียดแป้ง เทินป้ายไฟ PARADISE GO GO BAR แสดงภาพนู้ดหวือหวาฝีมือของเขา

ตะวัน วัตุยา ศิลปินไร้ที่ยืน สู่อาร์ทิสต์นักยั่วล้อผู้วาดพอร์เทรตได้ทรงอิทธิพลที่สุด

ขวามือเป็นพื้นที่โล่งขนาดไม่โอ่โถง เราสอดสายตาตามชั้นอุปกรณ์ศิลปะไปสู่ผลงานของศิลปินคนอื่นที่ตะวันสะสมทั้งจากการซื้อหาและแลกเปลี่ยน ก่อนเจ้าบ้านย่ำเท้าตรงไปหาชั้นไม้สีนวล ซึ่งแบกเครื่องเล่นแผ่นเสียงไว้อย่างไม่ระย่อ และจุแผ่นไวนิลไว้แน่นขนัดเกินกะปริมาณได้ด้วยตา เขาใช้เวลาเพียงเสี้ยวนาทีเลือกแผ่นเสียง จากนั้นพิถีพิถันวางลงบนอุปกรณ์ ก่อนเชื้อเชิญให้เราทิ้งตัวลงบนโซฟาตัวหนึ่ง แล้วค่อยหย่อนกายนั่งตรงข้ามบนโซฟาผ้าสีเขียวเข้มอีกตัว มีภาพหญิงโป๊ 3 คนวิ่งไหวไปทิศทางเดียวกันเป็นฉากหลัง เสียงเพลงจากเครื่องเล่นคลอเคล้ารับกับบทสนทนาที่จะเกิดขึ้น

ตะวัน วัตุยา ศิลปินไร้ที่ยืน สู่อาร์ทิสต์นักยั่วล้อผู้วาดพอร์เทรตได้ทรงอิทธิพลที่สุด

“ขอโทษนะครับ เมื่อวานเพิ่งเกิดเรื่อง” เขารีบออกตัวก่อนเราจะทันสงสัย

“เดี๋ยวตอนถ่ายรูป ผมใส่แว่นกันแดดได้นะถ้าหน้าโทรม” 

ศิลปินผมเกรียนสั้นเสริม ลูบหน้าตาตัวเองหนึ่งครั้ง ก่อนเราจะเชื้อเชิญให้เขาเล่าถึงเส้นทางชีวิต กว่าจะมาเป็น ‘ตะวัน วัตุยา’ ศิลปินผู้ภาพวาดพอร์เทรตใบหน้าได้ทรงอิทธิพลมากที่สุดในประเทศไทยตอนนี้

02 “ไม่มีใครต้องการโชว์ผมในไทย”

ชีวิตของตะวันดูจะเป็นไปตามขนบศิลปินส่วนใหญ่ในไทย คือจบจากสถาบันการศึกษาด้านศิลปะโดยตรง แล้วมุ่งหน้าเอาดีเป็นศิลปิน แต่เขากลับยืนยันว่าไม่เคยเห็นแววการเป็นอาร์ทิสต์ของตัวเองในรั้วศิลปากรเลย เพราะความคิดเขาเป็นขบถมาแต่ไหนแต่ไร สอบตกวิชาเพนต์ซึ่งเป็นวิชาเอก จนต้องเรียนนานถึง 8 ปีครึ่ง และได้เกรด C+ วิชาทีสิส

“เราชอบวาดพอร์เทรต แต่ยุคนั้นคนส่วนใหญ่ฮิตทำ Semi-abstract กัน ไม่มีใครยอมรับและเห็นดีเห็นงามด้วย แต่ก็ทำเพราะคิดว่าทำสิ่งที่เชื่อดีกว่า ตอนเริ่มต้นเป็นอาร์ทิสต์ขายงานไม่ได้เลยครับ เพราะไม่มีฝั่งไหนยอมรับ ไม่ว่าจะฝั่งก้าวหน้าหรืออนุรักษ์นิยม คนไทยคนแรกที่ซื้อรูปผมคือ พี่เจ้ย (อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล) ยังจำได้ขึ้นใจ” เขาเล่าเคล้าเสียงหัวเราะ

‘500’ คือนิทรรศการชุดแรกที่แนะนำตะวันให้คนไทยรู้จักเมื่อ พ.ศ. 2548 ผ่านภาพชายผู้ทรงอิทธิพลมากที่สุดคนหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์การเมืองสยาม-ทักษิณ ชินวัตร

“ตอนนั้นไม่มีที่ไหนให้ผมโชว์เลย ผมก็ไปหาที่ว่างแล้วจัดจนมีสื่อมาสนใจเอง แต่ว่าถูกด่าประมาณแปดสิบเปอร์เซ็นต์ เพราะเป็นช่วงที่ทักษิณยังมีอำนาจอยู่ เพิ่งเป็นนายกรอบสอง ยังไม่มีกลุ่มพันธมิตรขึ้นมาเลย แต่ก็เริ่มมีสื่อที่สงสัยว่าทักษิณกำลังทำอะไรอยู่ ซึ่งผมไม่ได้บอกว่าเขาไม่ดีนะ ในชีวิตก็เคยเจอกันด้วยซ้ำ แต่ตอนนั้นรู้สึกว่าเขาเป็นผู้ชายที่มีพลังมาก ๆ ในประเทศ เราเห็นหน้าเขาตลอดเวลา เลยเอามาวาดเป็นพอร์เทรตสีน้ำ พอเอามาโชว์เท่านั้นแหละ”

เขาหยุดพูดอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย ยักคิ้วหลิ่วตาพลางพยักเพยิดหน้า เป็นอันรู้กันว่าผลที่ตามมาเป็นอย่างไร

แต่อีก 8 ปี ถัดมา ผลงานชุดเดียวกันนี้ก็เดินทางออกจากซอกหลืบ มาสำแดงฤทธิ์เดชที่หอศิลป์ใจกลางสยามอย่าง BACC ได้อย่างอาจหาญ

“มันทำให้ผมรู้เลยว่า ถ้างานเราดี เรามั่นใจว่าทำสิ่งที่ถูกต้อง สักวันมันจะอยู่ในที่ที่เหมาะสมของมันเอง ผมบอกเด็กทุกคนอย่างนี้เลย” เขายืนยันความเชื่อ

ตะวัน วัตุยา ศิลปินไร้ที่ยืน สู่อาร์ทิสต์นักยั่วล้อผู้วาดพอร์เทรตได้ทรงอิทธิพลที่สุด

ตะวันรู้ดีว่า ตอนนั้นตำแหน่งแห่งที่ของตนในไทยยังมีไม่มาก จึงเบนเข็มไปเอาดีที่ต่างแดน คลุกคลีอยู่กับวงการศิลปะร่วมสมัยสากลมาตั้งแต่ผลงานชุด แฝด (Siamese Freaks)’ นิทรรศการภาพแฝด ที่จัดแสดงกับนำทองแกลเลอรี่ไปเมื่อ พ.ศ. 2550 ได้โบยบินไปแสดงฝีมือถึงมาเลเซีย ก่อนเดินทางต่อไปยังเบลเยียม และพัดพาโอกาสต่าง ๆ มาสู่เขา

“ก่อนหน้านี้ผมจึงอยู่ด้วยเงินยูโร เงินหยวน เงินเยน มาตลอด เพราะนักสะสมไทยมักมองว่ากระดาษไม่คงทน แล้วผมวาดเร็วแบบนี้ ทำไมแพง เขายังชอบสิ่งที่ดูใช้เวลา ประณีต วัสดุแพงอยู่ เหมือนมองคนเก่งต่างจากคนต่างชาติมอง ผมก็วาด ๆ เก็บไว้ แต่ก่อนปีหนึ่งจะมีโชว์สักหนึ่งครั้ง โอกาสน้อยมากเพราะว่าไม่มีใครต้องการโชว์ผมในไทย”

ตะวัน วัตุยา ศิลปินไร้ที่ยืน สู่อาร์ทิสต์นักยั่วล้อผู้วาดพอร์เทรตได้ทรงอิทธิพลที่สุด

03 “เพียงแต่ว่าพื้นที่ของอนุรักษ์นิยมในไทยมันเยอะมาก”

“ตอนนี้ถ้าไม่มีโควิด น่าจะอยู่ที่ไหนสักแห่ง ไม่ใช่ไทย แต่ก่อนปีหนึ่งอยู่ไทยรวมกันไม่ถึงสามเดือนด้วยซ้ำ”

เราไม่ได้คลางแคลงใจความป๊อปของตะวัน เพราะรับรู้ว่าเขาเดินทางบ่อยมากมาแต่ไหนแต่ไรในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา แต่สิ่งที่เราอยากรู้คือเรื่องราวจากต่างแดน ว่ามีครั้งไหนที่ยังคงประทับอยู่ในความทรงจำของเขาบ้าง

“มันมีหลายรส เพราะบางครั้งไปเป็นศิลปินพำนัก บางครั้งไปทำกิจกรรมกับชุมชน ไปญี่ปุ่นก็แบบหนึ่ง ไปยุโรปก็แบบหนึ่ง ที่เม็กซิโกก็แบบหนึ่ง

“ครั้งหนึ่งที่จำได้คือตอนไปอยู่บูดาเปสต์แล้ววางแผนไปเที่ยวเวียนนากับ พี่หนึ่ง (วรพจน์ พันธุ์พงศ์) อยากไป National Museum แต่ปรากฏว่าปิดซ่อม เลยไปแวะมิวเซียมที่อยู่ตึกตรงข้ามแทน เดินเข้าไปมีสัตว์สตัฟฟ์อยู่เต็มเลย เลยถ่ายภาพเก็บมา ทีนี้พอกลับไปปารีส ไม่เข้ามิวเซียมอาร์ตแล้ว เข้ามิวเซียมวิทยาศาสตร์แทน หลายรูปในชุด ‘Animal’ ก็วาดมาจากภาพถ่ายพวกนี้ ที่ทำโดยบังเอิญแต่กลายเป็นงานขายกินเลี้ยงชีพได้ เอาไปแสดงนิวยอร์ก โตเกียว ยุโรป”

ความสำคัญของการได้ผจญภัยเติบโตในต่างแดน ที่ซึ่งศิลปะเฟื่องฟูกว่าบ้านเราหลายเท่าตัว ไม่ได้อยู่ที่ชื่อเสียงของโครงการที่เข้าร่วม ความถี่ที่ได้ไป หรือระยะเวลายาวนานที่ได้จากมาตุภูมิไปสัมผัสความรุ่งเรืองศิวิไลซ์ แต่อยู่ที่ว่า

“มันทำให้เราเห็นโลกกว้าง รู้ว่าจะพัฒนางานอย่างไรให้ทันโลก จะอยู่แต่ของเราไม่ได้ ต้องรู้เขารู้เรา คอยดูว่าใครทำอะไรอยู่ ใครจะทำอะไรต่อ ไม่ใช่คิดว่าเก่งแล้วเราก็อยู่ของเรา แล้วก็รอให้คนอื่นมามองเห็นว่าเก่ง ไม่ใช่อย่างนั้น

“ไทยก็ยังมีส่วนอนุรักษ์นิยมเยอะครับ มีทั้งโลกแหละจริง ๆ ไอ้คอนเทมโพรารี่ก็เป็นแค่ส่วนหนึ่งของอาร์ตไง เหมือนดนตรีแนวร่วมสมัย ซึ่งถ้าคิดเปอร์เซ็นต์ก็ไม่ได้เกินห้าสิบเปอร์เซ็นต์ด้วยซ้ำ แม้หลายประเทศที่เราคิดว่าร่วมสมัยแล้ว ก็ยังมีอยู่ เพียงแต่ว่าพื้นที่ของอนุรักษ์นิยมในไทยมันเยอะมาก และพื้นที่ของร่วมสมัยกลับเล็กกว่าประเทศอื่น”

ตะวัน วัตุยา ศิลปินไร้ที่ยืน สู่อาร์ทิสต์นักยั่วล้อผู้วาดพอร์เทรตได้ทรงอิทธิพลที่สุด

04 เด็กเอ๋ย เด็กดี

สีน้ำซึ่งเขาใช้รังสรรค์ภาพพอร์เทรตสดแบบหยาบ คือเครื่องมืออันทรงพลานุภาพที่เจ้าตัวพลิกแพลงเล่นได้ดั่งใจนึก ใช้กำกับสารัตถะชนิดใดก็ออกมาหล่อเหลาคมคาย 

ตลอดชีวิตศิลปินนักวาดภาพเสียดสีสังคม ผู้ยั่วยุให้ตั้งคำถามกับหลากประเด็นอ่อนไหว เส้นคุณธรรมอันเปราะบางที่คนบางกลุ่มตั้งใจพิทักษ์รักษาไว้อย่างไม่ลืมหูลืมตา และระเบียบสังคมแสนล้าหลังซึ่งพันธนาการบางสิ่งไม่ให้งอกงาม ช่วง ค.ศ. 2016 คือจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญจุดหนึ่งในชีวิต

พี่ลักขณา (ลักขณา คุณวิชยานนท์) รักษาการ ผอ. BACC ตอนนี้ เสนอชื่อผมไปประกวดที่สิงคโปร์ เป็นงานระดับเอเชียทั้งหมด รวมออสเตรเลียด้วย ผมได้เขารอบเป็นชอร์ตลิสต์หนึ่งในสามคนกับญี่ปุ่นและอินเดีย เงื่อนไขคือต้องส่งงานห้าชิ้นที่ผลิตมาไม่เกินหนึ่งปีไปทางอีเมล พอดีตอนนั้นมีชุด ‘นางงาม’ และ ‘นายก’ ที่ทำไว้แล้วไม่เคยโชว์ ก็ได้ไปโชว์ที่ ArtScience Museum สิงคโปร์ 

ตะวัน วัตุยา ศิลปินไร้ที่ยืน สู่อาร์ทิสต์นักยั่วล้อผู้วาดพอร์เทรตได้ทรงอิทธิพลที่สุด

“อันนี้ผมไม่ได้รางวัลนะ แต่ได้ไปโชว์ที่นั่นมันทำให้มีคนเห็นงานเราเยอะ หลังจากนั้นก็มีแกลเลอรี่ญี่ปุ่นติดต่อมา ก็เลยได้ร่วมงานกันมาจนถึงปัจจุบัน มันทำให้ผมได้รู้จักกับแกลเลอรี่คอมเมอร์เชียลมากขึ้น เพราะก่อนหน้านั้นผมทำงานกับแกลเลอรี่อินดี้บ้าง แกลเลอรี่กึ่งคอมเมอร์เชียลบ้าง แต่อาร์ทิสต์ต้องทำงานกับแกลเลอรี่คอมเมอร์เชียลอยู่แล้ว ต้องขายงานเพื่ออยู่รอด เพราะเราไม่ได้ทำอาชีพอื่น ดังแค่ไหนก็ต้องทำแบบนี้”

‘นางงาม’ ที่ว่า คือภาพวาดใบหน้าบิดเบี้ยววิตถารของนางงามหลายประเทศทั่วโลก ชวนตั้งคำถามว่าเราประกวดนางงามไปทำไม ในเมื่อผู้ตัดสินว่าใครสวยกว่าใครก็เป็นผู้ชายทั้งสิ้น ส่วน ‘นายก’ ก็เป็นภาพวาดใบหน้าเหยเกของนายกรัฐมนตรีของไทยที่เคยมีมาในอดีต ทั้งสองชิ้นเคยจัดแสดงในชุด ‘เด็กเอ๋ย เด็กดี’ ซึ่งจัดแสดงไปก่อนหน้าไม่นาน 

“ปีนั้นเป็นปีรัฐประหารพอดี แล้วมีการแต่งเพลงเพื่อล้างสมองเด็ก เลยทำชุดนี้ขึ้นมา แล้วดูสิเป็นยังไง สำเร็จไหม ตอนนี้แม่งกลายเป็นม็อบเยาวชนไปแล้ว ที่เกิดเรื่องมือคืนนี่แหละ โคตรชอบเลย มันทำไม่สำเร็จไง”

05 สุริยวิถี

‘สุริยวิถี’ หรือวิถีการทำงานของตะวัน คือการเขียนภาพสีน้ำหวือหวาชวนพิพักพิพ่วน ที่ตั้งต้นจากความสนใจส่วนตัวเป็นหลัก อย่างงานชุด ‘Money’ ซึ่งจัดแสดงกลาง BACC ในงาน BAB 2020 ไปเมื่อปลายปีก่อน ซึ่งเกิดขึ้นเพราะโรคระบาดตัวร้ายบล็อกไม่ให้ตะวันเดินบินลัดฟ้าไปต่างแดนได้ ติดแหง็กอยู่ไทยจนสบเวลาและโอกาสสร้างงานเซ็ตนี้ขึ้น

ตะวัน วัตุยา ศิลปินไร้ที่ยืน สู่อาร์ทิสต์นักยั่วล้อผู้วาดพอร์เทรตได้ทรงอิทธิพลที่สุด
ตะวัน วัตุยา ศิลปินไร้ที่ยืน สู่อาร์ทิสต์นักยั่วล้อผู้วาดพอร์เทรตได้ทรงอิทธิพลที่สุด

“เริ่มจากผมเดินทางบ่อย จึงมีเงินหลายสกุลติดตัว และตอนนั้นมีข่าวประเทศเวเนซุเอลาที่กระดาษชำระมีค่ามากกว่าเงิน ไปซื้อกระดาษชำระแล้วใช้เงินเป็นปึก ก็เลยอยากทำเงินขึ้นมาจากกระดาษอีกทีหนึ่ง เพื่อบอกว่าเงินคือสิ่งที่มีค่ามหาศาลและก็ไร้ค่าได้ในขณะเดียวกัน

“แต่พวกตัวหนังสือและรายละเอียดนี่ใช้ทีมช่วยนะ เพราะตอนแรกที่ทำคนเดียว ผมพบว่าไม่สนุกกับการวาดตัวหนังสือหรือโลโก้อะไรให้เหมือนจริง แต่รู้สึกว่าอยากจะเบลอคนให้หมด อยากให้เป็นเหมือนกึ่งจริง ทีนี้พอค้นข้อมูลเยอะขึ้น ทำให้รู้ว่ามีคนที่คาดไม่ถึงอยู่ในเงินเพียบเลย จนกลายเป็นคอนเซ็ปต์ขึ้นมา”

ก่อนหน้านี้ สีทุกหยดที่เดินทางจากแปรงลงสู่กระดาษนั้นมาจากมือของตะวันทั้งสิ้น แต่คราวนี้ตะวันลงแส้เทรนทีมอย่างเข้มข้นจนทำงานได้สมมโนรถ นี่จึงเป็นครั้งแรกที่ตะวันทำงานโดยมีลูกมือ กระบวนการนี้สืบเนื่องมาสู่ผลงานชิ้นล่าสุด ‘1973’ ภาพวาดโปสเตอร์ป๊อปอาร์ตในยุค 70 อันเรืองรอง ซึ่งเพิ่งจัดแสดงไปที่ Central : The Original Store

ชวนรู้จักฝีแปรงของ 'ตะวัน วัตุยา' ศิลปินนักยั่วล้อ เจ้าของภาพพอร์เทรตเลือนพร่าอารมณ์จัด
ชวนรู้จักฝีแปรงของ 'ตะวัน วัตุยา' ศิลปินนักยั่วล้อ เจ้าของภาพพอร์เทรตเลือนพร่าอารมณ์จัด

“ตอน อั๋น (อังกฤษ อัจฉริยโสภณ) พามาดูพื้นที่ แล้วความทรงจำเก่า ๆ กลับมา คือพ่อแม่ผมทำงานที่เซ็นทรัล และมาเจอกันที่เซ็นทรัล ผมจึงได้เกิดขึ้นมา เด็ก ๆ เลิกเรียนก็มาวิ่งเล่นในห้าง เลยเอาปีเกิดของตัวเองมาเป็นคอนเซ็ปต์งาน ค่อย ๆ พัฒนาไอเดียมาว่าอยากได้รูปที่เหมือนฉีกนิตยสารหรือหยิบโปสเตอร์มาแล้ววาดทับเลย เอาสิ่งที่ตัวเองชอบซึ่งค่อนข้างส่วนตัวมาก ๆ แต่ก็พยายามเฉลี่ยให้มีหลายอย่าง ทั้งดนตรี หนัง เพลง ซูเปอร์ฮีโร่ ของเล่น

“มันเป็นโอกาสที่ผมจะได้ทำเรื่องส่วนตัวออกมาเป็นแบบไม่มีการเมือง ไม่มีรักใครเกลียดใคร ซึ่งพอคิดแบบนี้ก็สนุกไง เราก็อยู่ของเรา แต่มันก็อดไม่ได้ที่ต้องมีตุ๊กตาทหารเวียดนามอะไรแบบนี้ ก็ขอพูดนิดหนึ่ง เพราะปีนั้นมันเป็นปีที่เขาทำสนธิสัญญาหยุดสงครามเวียดนามกันที่ปารีส เลยเอาเลโก้ทหาร GI มาหน่อย ก็ขำ ๆ ก็ไม่ได้อะไร”

“สุดท้ายก็ยังหยุดใส่เรื่องการเมืองลงไปไม่ได้” จบประโยคเราก็ระเบิดหัวเราะพร้อมกัน

ชวนรู้จักฝีแปรงของ 'ตะวัน วัตุยา' ศิลปินนักยั่วล้อ เจ้าของภาพพอร์เทรตเลือนพร่าอารมณ์จัด
ชวนรู้จักฝีแปรงของ 'ตะวัน วัตุยา' ศิลปินนักยั่วล้อ เจ้าของภาพพอร์เทรตเลือนพร่าอารมณ์จัด

06 (Do Not) Keep in The Dark

“ก็มันอยู่กับเราอะ ใช่มั้ย ดูสิ แล้วโชว์พร้อมกับ Keep in The Dark ผมต้องสวิตช์ตัวเองนะ วันหนึ่งไปศิลปากรก็ไปพูดช่วงเดินตามม็อบ ช่วงไปเจอผู้ลี้ภัยในอเมริกา อีกวันหนึ่งไปเซ็นทรัล งานคนละเรื่องเลย” ตะวันต่อบทสนทนา

ชวนรู้จักฝีแปรงของ 'ตะวัน วัตุยา' ศิลปินนักยั่วล้อ เจ้าของภาพพอร์เทรตเลือนพร่าอารมณ์จัด

เป็นภาพที่น่าสนใจและดูท้าทายตัวศิลปินไม่น้อย ที่งานโปสเตอร์ป๊อปอาร์ตแสนสนุกเบาอารมณ์อย่าง ‘1970’ จัดแสดงในช่วงเวลาไล่เลี่ยกับงานชุด ‘Keep in The Dark’ พอร์เทรตสดของใบหน้าเยาวชนผู้เคลื่อนไหวทางการเมืองกลุ่มต่าง ๆ รวมทั้งอดีตเสื้อแดงไทยที่ต้องลี้ภัยในประเทศสหรัฐอเมริกา

ชวนรู้จักฝีแปรงของ 'ตะวัน วัตุยา' ศิลปินนักยั่วล้อ เจ้าของภาพพอร์เทรตเลือนพร่าอารมณ์จัด
ชวนรู้จักฝีแปรงของ 'ตะวัน วัตุยา' ศิลปินนักยั่วล้อ เจ้าของภาพพอร์เทรตเลือนพร่าอารมณ์จัด

“มันเริ่มต้นจากผมวาดภาพพอร์เทรตเสื้อแดงผู้ลี้ภัยในแอลเอเก็บไว้ ประมาณยี่สิบสามสิบรูป ไม่ได้คิดอะไร ทีนี้คิวเรเตอร์เขามาเห็นแล้วชอบ ประกอบกับผมกำลังสนใจม็อบเยาวชนอยู่พอดี ช่วงปลายปีที่แล้วที่เริ่มมีกลุ่มนักเรียนเลวอะไรอย่างนี้ ก็ตกลงว่าจะโชว์อันนี้กัน หลังจากนั้นช่วงต้นปีก็ไปตามม็อบ ได้เจอ ไผ่ (จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา) ได้วาด ไมค์ (ภาณุพงศ์ จาดนอก) ที่ยังอยู่นอกเรือนจำ ส่วนหลายคนที่ไม่ได้วาดเพราะว่าตอนนั้นโดนจับไปแล้ว อย่าง เพนกวิน (พริษฐ์ ชีวารักษ์) หรือ แอมมี่ (ไชยอมร แก้ววิบูลย์พันธุ์) ก็วาดจากรูปเอา

“จริง ๆ ผมไม่ได้จะบอกว่าใครผิดใครถูกนะ เป็นความสนใจของผมในการวาดพอร์เทรตสดคนหลาย ๆ กลุ่มอยู่แล้ว ก่อนจะมาเป็นชุดนี้ ผมวาดเด็ก ๆ ที่ได้รับผลกระทบจากแผ่นดินไหวที่ฟุกุชิมะ เด็กเหล่านี้รัฐบาลญี่ปุ่นไม่สนใจ กลบไว้ใต้พรมหมด เพราะตอนนั้นจะเป็นเจ้าภาพโอลิมปิก คือมันมีคนควรได้รับการเยียวยาเยอะ เพราะหลายคนได้รับกัมมันตภาพรังสี แต่กลายเป็นว่าเอกชนต้องมาเยียวยากันเอง เลยเริ่มสนใจคนกลุ่มเล็ก ๆ ขึ้นมา

“หรือตอนไปเม็กซิโก ก็ไปวาดคนงานที่ก่อสร้างมิวเซียม กลายเป็นว่าเราได้พลังงานบางอย่างกลับมาแทน เขาแฮปปี้ที่ถูกมองเห็น ทั้งที่ถ้าไม่มีคนเหล่านี้แม่งไม่มีมิวเซียมขึ้นมาได้นะ จากนั้นก็เลยพัฒนาโปรเจกต์นี้ไปเรื่อย ๆ จนถึงคนทำงานในพัฒน์พงศ์ที่เราไม่เคยรู้เลยว่ามีอยู่ ทั้งคนแปลงเพศ เกย์ เลสเบียน จนถึงครั้งนี้ เพราะฉะนั้นมันไม่ใช่ว่าผมทำแค่เรื่องการเมือง แต่พัฒนามาจากผมสนใจคนกลุ่มเล็ก ๆ ที่คนในสังคมไม่ค่อยจะมองเขา”

ชวนรู้จักฝีแปรงของ 'ตะวัน วัตุยา' ศิลปินนักยั่วล้อ เจ้าของภาพพอร์เทรตเลือนพร่าอารมณ์จัด
ชวนรู้จักฝีแปรงของ 'ตะวัน วัตุยา' ศิลปินนักยั่วล้อ เจ้าของภาพพอร์เทรตเลือนพร่าอารมณ์จัด

ตะวันไม่ได้คิดไกลถึงขนาดว่า ภาพพอร์เทรตปลายฝีแปรงของเขาที่แทบจะระบุไม่ได้ด้วยซ้ำว่าใครเป็นใคร จะสร้างแรงกระเพื่อมอะไรให้สังคมได้ยิ่งใหญ่ถึงขั้นเป็นปรากฏการณ์

“แต่ผมสนใจเพราะมันเหมือนคนเราไม่เท่ากันน่ะ อยากเอาเขาออกมาอยู่ในแสงบ้าง”

ชวนรู้จักฝีแปรงของ 'ตะวัน วัตุยา' ศิลปินนักยั่วล้อ เจ้าของภาพพอร์เทรตเลือนพร่าอารมณ์จัด

07 “เหมือนตักน้ำจากแม่น้ำขึ้นมา แต่ละครั้งจะไม่เหมือนกัน”

อย่างหนึ่งที่ดูเหมือนจะติดตัวคุณมาตั้งแต่ยุคแรก ๆ ที่ทำงานศิลปะ คือการผสมผสานสอดแทรกเรื่องการบ้านการเมืองหรือประเด็นละเอียดอ่อน ทั้งเรื่องศาสนาและคุณค่าทางจริยธรรมอันเปราะบางลงไปด้วย – เราตั้งข้อสังเกต

“ก็ใช่ ผมสนใจข่าวสารสิ่งต่าง ๆ รอบตัว แต่ไม่ได้เจาะจงเรื่องใดเรื่องหนึ่งตลอดเวลานะ” ตะวันอธิบาย

“ขึ้นอยู่กับว่าเราอยู่ที่ไหน เวลาทำงานก็ค่อย ๆ พัฒนาหัวข้อไป ผมไม่ได้คิดคอนเซ็ปต์ให้เคลียร์แล้วถึงทำ แต่คิดอะไรได้หน่อยหนึ่งก็คลำ ๆ ไป แล้วค่อย ๆ พัฒนาต่อ บางทีทำงานไปเลยห้าสิบเปอร์เซ็นต์แล้วถึงโอเค”

จากภาพโป๊แก้ผ้าวิ่งในเดนมาร์ก ภาพนักเต้นอะโกโก้ย่านพัฒน์พงศ์ สู่ภาพนักการเมืองและคนตัวใหญ่ตัวโตในสังคม จนถึงคนชายขอบตัวจ้อยไร้ปากเสียงและเยาวชนนักเคลื่อนไหวภาคการเมืองฝ่ายประชาธิปไตย ความสนใจของตะวันลื่นไหนเปลี่ยนแปลงไปอย่างเสรี แม้เนื้อหาและรูปแบบหมุนเวียนเปลี่ยนผ่านไปตามแต่ตะวันจะโคจรไปพบปะ แต่ลายเซ็นอย่างการวาดภาพพอร์เทรตไม่เน้นรายละเอียด เล่นน้ำหนักหนัก-เบา เข้ม-อ่อน แสง-เงา และจุอารมณ์ไว้ได้อย่างทรงมหิทธานุภาพอย่างร้ายกาจมีชั้นเชิง ยังคงอยู่อย่างมั่นคงในผลงานของเขามาแต่ไหนแต่ไร

ชวนรู้จักฝีแปรงของ 'ตะวัน วัตุยา' ศิลปินนักยั่วล้อ เจ้าของภาพพอร์เทรตเลือนพร่าอารมณ์จัด

“คงเป็นประสบการณ์น่ะ พอวาดมาเยอะ ๆ แล้ว เราก็รู้ว่าวาดแค่นี้ก็พอ คือผมไม่เคยวาดภาพเหมือนอยู่แล้วครับ ทุกครั้งที่วาดรูปก็ไม่ได้คิดว่าวาดภาพเหมือน จะเหมือนบ้างไม่เหมือนบ้าง แต่ส่วนใหญ่พอจะมีเค้าให้รู้เท่านั้น

“จริง ๆ เริ่มจากตอนวาดสีน้ำแรก ๆ ที่ตั้งใจให้รายละเอียดมันหายไป เพราะตั้งแต่ช่วงรัฐประหารคราวก่อน ที่ทีวีเริ่มเซ็นเซอร์เยอะ ๆ แต่ก่อนไม่ได้บ้าบอขนาดนี้ ไม่มีเซ็นเซอร์เลยด้วยมั้ง อาจมีอย่างฉากเห็นนมก็ตัดไปเลย ตอนหลังมันกลายมาเป็นการทำมัว เคยดูหนังเรื่องหนึ่ง เขาเอามาฉายใน Big Cinema แล้วมีทั้งโป๊ ปืน บุหรี่ มัวทั้งเรื่อง ผมก็นึก มึงเอามาฉายทำไมเนี่ย (หัวเราะ) เลยเป็นไอเดียการเอามาทำให้มัว ๆ

“การวาดแต่ละครั้งมันเป็นธรรมชาติ ไม่ควบคุมเลย ปล่อยมัน แล้วแต่วัน แล้วแต่อารมณ์ เวลาวาดรูปของผมเหมือนการนั่งสมาธิ เพราะว่าเราไม่นึกถึงรูปที่วาดเลยนะ เราจะนึกถึงเรื่องอื่น แบบคนเดียวกัน แค่ในชั่วโมงเดียวกันมาวาดอีกทีก็ไม่เหมือนแล้ว อาจดูคล้าย แต่คนละอารมณ์แน่นอน มันเป็นจังหวะเวลา เคยมีนักข่าวญี่ปุ่นเขียนถึงผม เขาบอกว่าการทำงานของผมเหมือนตักน้ำจากแม่น้ำขึ้นมา แต่ละครั้งจะไม่เหมือนกัน

“คนวาดสีน้ำในโลกนี้มีเยอะนะ แต่ผมอยู่ในจุดที่คนไม่ต้องดูลายเซ็นแล้วรู้ว่านี่งานผม เหมือนคนเล่นกีตาร์แล้วมีเสียงของตัวเอง เพราะเราไม่ได้เริ่มต้นจากการดูคนอื่น แต่เริ่มต้นจากการดูตัวเอง ตอบไม่ได้หรอกว่าทำไมถึงยังวาดภาพแนวนี้อยู่ แค่รู้สึกว่ายังสนุก บางทีมองหน้าคนก็เสียมารยาทนะ เพราะว่ามันเคยอะ มองจนเขาตกใจ ก็รู้สึกว่าไม่ค่อยสุภาพ ใส่แว่นดำดีกว่า”

พูดถึงแว่นดำแล้วเมื่อวานคุณไปเจออะไรมานะ – เราคาใจ

“ผมไปวาดภาพพอร์เทรตกลุ่มเยาวชนบนผนังที่ WTF Gallery แล้วเกิดเรื่อง”

ชวนรู้จักฝีแปรงของ 'ตะวัน วัตุยา' ศิลปินนักยั่วล้อ เจ้าของภาพพอร์เทรตเลือนพร่าอารมณ์จัด

ขอบคุณภาพผลงานชุด ‘1973’ จาก Central : The Original Store

และภาพผลงานชุด ‘Keep in The Dark’ จาก หอศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร (วังท่าพระ)

Writer

Avatar

นิรภัฎ ช้างแดง

กองบรรณาธิการผู้คนพบความสุขในวัยใกล้เบญจเพสจากบทสนทนาดีๆ กับคนดีๆ และเพลงรักสุดแสน Bittersweet ของ Mariah Carey

Photographer

Avatar

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ปัจจุบันกำลังหัดนอนก่อนเที่ยงคืน

Studio Visit

แวะเยี่ยมสตูดิโอของศิลปินเพื่อทำความรู้จักคนสร้างงานศิลปะอีกกลุ่มในอีกมุม

“ผมเคยฝันว่า ผมวาดรูปไม่ได้ วาดรูปไม่เป็น เป็นฝันร้ายที่สุดในชีวิตเมื่อ 30 ปีที่แล้ว เฮ้ย เราวาดรูปไม่ได้จริง ๆ หรอวะ มาลองวาดก็รู้ว่ามันเป็นความฝันนี่นา เรายังจับปากกาวาดรูปได้อยู่เลย มันเลยกลายเป็นว่าตื่นเช้ามาก็ต้องฝึกวาด”

เมืองมนต์ นักวาดไร้ดินสอผู้หลงมนต์เมือง วาดตั้งแต่เรือนอีสานไปถึงแผนที่กรุงศรีอยุธยา

ความโชคดีหนึ่งของอาชีพสื่อ คืออยากไปคุยกับใครก็ได้คุย วันนี้โชคดีที่อาจารย์เมืองมนต์เสียสละเวลาช่วงเช้าที่อาจวาดเรือนได้หลายเรือน วาดวัดได้หลายวัด มานั่งคุยกับเรา

เมืองมนต์ เคหารมย์ เป็นนักวาดรูปสถาปัตยกรรมที่มีชื่อเสียงในหมู่คนวาดภาพด้วยกัน ช่วง 10 ปีที่ผ่านมา หลายคนที่สิงอยู่ตามกลุ่มต่าง ๆ ในเฟซบุ๊กก็จะเห็นผลงานอันมีเส้นสายเป็นเอกลักษณ์และละเอียดลออของอาจารย์บ่อย ๆ 

ด้วยพื้นฐานจากการเป็นสถาปนิก เมืองมนต์หลงใหลการวาดเรือน วัดวา เมืองต่าง ๆ จนรวมภาพวาดออกขายได้หลายเล่ม และที่เป็นกระแสฮือฮาก็คือการวาดแผนที่แผ่นใหญ่ มีตั้งแต่แผนที่กรุงเทพฯ ที่ใช้เวลาเก็บข้อมูลและคลุกคลีกับพื้นที่ถึง 10 ปี และแผนที่กรุงศรีอยุธยาในยุคก่อนเสียกรุงซึ่งตัวเขาเองก็เกิดไม่ทัน แต่มีแรงวาดขึ้นมาเมื่อติดละคร บุพเพสันนิวาส

ที่ใคร ๆ เรียกว่า ‘อาจารย์’ เพราะเขาทั้งสอนวาดรูปทางออนไลน์ ทั้งเปิดคอร์สสอนผู้คนหลากหลายวัยทางออฟไลน์ สำหรับเราที่รู้จักเขาฝ่ายเดียวตั้งแต่มัธยม ไม่เคยได้คุยกันสักคำ แต่การเสพผลงาน รวมไปถึงการลงทุนปรินต์มานั่งวาดตาม ก็ทำให้รู้สึกเหมือนเขาเป็นอาจารย์อีกท่านของเรา

ชายผู้มีการวาดรูปเป็นชีวิต มีปากกาเป็นอวัยวะที่ 33 และยังกลัวฝันร้ายว่าจะวาดรูปไม่ได้ แม้จะผ่านไปถึง 30 ปี อยู่กับเราในคอลัมน์ Studio Visit แล้ว

เมืองมนต์ นักวาดไร้ดินสอผู้หลงมนต์เมือง วาดตั้งแต่เรือนอีสานไปถึงแผนที่กรุงศรีอยุธยา

นักวาดบนพื้นทราย

เราต่อสายไปคุยกับเขาถึงนครพนม เมืองที่เขาสนใจและขลุกตัวอยู่ในช่วงปีหลัง ๆ เขาว่านครพนมเป็นเมืองที่มีเสน่ห์ในแง่วัฒนธรรม เชื้อชาติที่หลากหลาย และประวัติศาสตร์ริมแม่น้ำโขง จนถึงตอนนี้ เมืองมนต์วาดมุมต่าง ๆ ของนครพนมจนใกล้จะรวมเล่มเป็น ‘ออนซอนสะออนนครพนม’ ได้แล้ว

เมืองมนต์ เคหารมย์ หรือ อ๊อด จบจากวิทยาลัยเทคนิคดุสิต ภาควิชาสถาปัตยกรรม เคยทำอาชีพผู้ช่วยสถาปนิกและสถาปนิก ก่อนออกจากบริษัทมาเป็นศิลปินอิสระไม่นานมานี้ แต่ถึงอย่างนั้น เขาก็ใช้ชีวิตด้วยการวาดรูปมาตั้งแต่จำความได้ราวคาบปากกามาเกิด

“ตอนนี้หายจากเป็นสถาปนิกแล้วครับ แต่ยังหายไม่ขาด มีรับงานบ้าง ยังต้องกินยาต่อเนื่องอยู่” เมืองมนต์ระเบิดหัวเราะขณะตอบคำถามเรื่องอาชีพ

เมืองมนต์ นักวาดไร้ดินสอผู้หลงมนต์เมือง วาดตั้งแต่เรือนอีสานไปถึงแผนที่กรุงศรีอยุธยา

เมืองมนต์ไม่ใช่คนนครพนมอย่างที่เราเข้าใจตอนแรก เมื่อเขานัดช่างภาพของเราที่หอนาฬิกาอนุสรณ์เวียดนาม จ.นครพนม แต่พื้นเพเดิมเป็นคนอุบลราชธานี ก่อนจะย้ายตามพ่อแม่มาหาชีวิตที่ดีขึ้นที่กรุงเทพฯ ตอนอายุได้ 2 ขวบ โดยที่แม่มาขายส้มตำ พ่อทำงานรับเหมาก่อสร้าง หลังจากอยู่กรุงเทพฯ หลายสิบปี เขาก็ย้ายกลับไปอยู่อีสาน คราวนี้ไม่ใช่อุบลฯ แต่เป็นกาฬสินธุ์บ้านภรรยา

“ตอนเด็ก ๆ ปิดเทอม นั่งรถไฟกลับมาที่บ้านเกิดเมืองนอน ไม่มีอะไรทำ ใต้ถุนบ้านมีดินทรายละเอียด ๆ เราก็เอานิ้วไปวาด” เขาเล่าอย่างสนุกสนาน “ตอนนั้นไม่มีตำรา เราก็เอาสภาพแวดล้อมที่อยู่ตรงนั้นมาเป็นครูผู้สอน อยากวาดใบไม้ก็หยิบใบไม้มาวาด เจอวงกลม เจอสี่เหลี่ยม สามเหลี่ยม ก็วาดไปเรื่อย ๆ จนประกอบเป็นรูปร่างต่าง ๆ”

จุดหนึ่งที่สำคัญในชีวิตของเขาคือการได้พบ ‘อาจารย์สมชาย’ อาจารย์ศิลปะชั้นมัธยมต้นที่เขาชื่นชมว่า ‘เก่งมาก’ และขลุกตัวอยู่กับอาจารย์ตลอด แม้เพื่อน ๆ จะรวมตัวเตะฟุตบอลกันอยู่ อาจารย์สเก็ตช์ เด็กชายเมืองมนต์ก็เสิร์ฟน้ำบ้าง ช่วยเหลาดินสอให้บ้าง อาจารย์ก็ใจดีช่วยแนะนำวิธีการวาดภาพให้เด็กชายลองขีดตาม จนกระทั่งได้เป็นครูผู้ช่วยตั้งแต่วัยมัธยมต้น

เมืองมนต์ นักวาดไร้ดินสอผู้หลงมนต์เมือง วาดตั้งแต่เรือนอีสานไปถึงแผนที่กรุงศรีอยุธยา

แปลว่าอาจารย์เพิ่งมาเริ่มวาดแนวสถาปัตย์ตอนที่ต่อเฉพาะทางเหรอ?

“ใช่ครับ ผมไปเจอเทคนิคการวาดรูปแบบ Isometric แล้วก็ Perspective การจะสร้างภาพภูมิทัศน์ วาดภาพเมือง หลักวิชานี้อธิบายได้ ผมรู้สึกโชคดีมากที่ได้เรียนสถาปัตย์และได้เปิดโลกทัศน์อะไรบางอย่าง” เขาพูดเสียงจริงจัง 

“ผมชอบวิชาพวกนี้มาก เพราะมันทำให้วาดรูปสถานที่ต่าง ๆ ได้มีสัดส่วน มีสเกล มีความชัดลึกของสภาพแวดล้อม มันตอบโจทย์ผมหมดเลยจริง ๆ”

ถ้านี่เป็นการ์ตูนโชเน็น นี่ก็คงเป็นฉากที่พระเอกค้นพบพลังของตัวเอง และตื่นเต้นที่จะได้รู้ว่าตัวเองจะได้ทำอะไรยิ่งใหญ่อีกมากมายในอนาคต

เมืองมนต์ นักวาดไร้ดินสอผู้หลงมนต์เมือง วาดตั้งแต่เรือนอีสานไปถึงแผนที่กรุงศรีอยุธยา
เมืองมนต์ นักวาดไร้ดินสอผู้หลงมนต์เมือง วาดตั้งแต่เรือนอีสานไปถึงแผนที่กรุงศรีอยุธยา

นักวาดไร้ดินสอ

อาจารย์ชอบวาดรูปมากกว่าออกแบบรึเปล่า?

“ใช่” อาจารย์เมืองมนต์ตอบรวดเร็ว “ชอบเพราะว่าผมมีอิสระ จะวาดอะไรก็ได้ มันเรื่องของผม ผมคิดว่างานศิลปะเป็นงานที่ทำตามใจตัวเองได้มากที่สุด ไม่มีใครบังคับเราได้ และถ้ามีคนชอบก็ดีใจ

เอกลักษณ์ของเมืองมนต์ คือการใช้ปากกาวาดสด ๆ ไม่มีการร่างด้วยดินสอก่อน แต่ถึงอย่างนั้นสัดส่วนต่าง ๆ ก็ออกมาถูกต้องไม่ขัดตา

“แล้วทำไมคุณถึงใช้ดินสอก่อน” อาจารย์ถามกลับแทนการตอบคำถามที่ว่า ทำไมถึงไม่ใช่ดินสอ

กลัวไม่เป๊ะ – เราตอบ

“งานศิลปะมันมีอะไรเป๊ะ” เมืองมนต์หัวเราะเสียงดัง

เมืองมนต์ นักวาดไร้ดินสอผู้หลงมนต์เมือง วาดตั้งแต่เรือนอีสานไปถึงแผนที่กรุงศรีอยุธยา

“ผมใช้ปากกาวาดเพราะไม่กลัวที่จะผิด ผมไม่ชอบความเป๊ะ มนุษย์เป็นอะไรที่ไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์อยู่แล้ว สองมือคุณยังขนาดไม่เท่ากันเลย ตาก็ยังเอียงข้าง มือก็มีถนัดซ้ายถนัดขวา เราไม่สามารถทำอะไรสมบูรณ์แบบได้”

พูดไปก็เหมือนจะง่าย จริง ๆ แล้วเขาเองก็เคยเป๊ะมาก่อนเหมือนกัน แต่มาวันหนึ่ง เมื่อเขาหลุดจากความเป๊ะที่เคร่งเครียดนั้นมาแล้ว อาวุธของเขาก็เหลือแค่ปากกาด้ามเดียวกับกระดาษ และเขาก็ชื่นชอบร่องรอยเส้นร่างด้วยปากกาที่ปรากฏให้เห็นเสียด้วย “จะได้รู้ที่มาที่ไปของงาน” เขาว่า

เมืองมนต์วาดไปทั่วเมือง บางทีก็เป็นวัดวาอารามที่มีดีเทลเยอะ ๆ ทั้งช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ บางทีก็เป็นสถาปัตยกรรมอื่น ๆ บ้านเรือนบ้าง อาคารเก่าบ้าง โรงเรียนบ้าง แล้วแต่ว่าสายตาจะเห็นความงามของ Perspective ที่ไหน และจะประทับใจกับแสงเงาจากพระอาทิตย์เมื่อไหร่ ซึ่งโดยปกติแล้วก็ไม่ได้เลือกล่วงหน้านักว่าจะวาดอะไร

เมืองมนต์ นักวาดไร้ดินสอผู้หลงมนต์เมือง วาดตั้งแต่เรือนอีสานไปถึงแผนที่กรุงศรีอยุธยา
เมืองมนต์ นักวาดไร้ดินสอผู้หลงมนต์เมือง วาดตั้งแต่เรือนอีสานไปถึงแผนที่กรุงศรีอยุธยา

สำหรับสถานที่วาดภาพ เขาบอกว่าหากตรงนั้นนั่งวาดได้สะดวก ๆ คนไม่พลุกพล่านจนเกินไป สภาพดินฟ้าอากาศเป็นใจ เขาก็นั่งวาดที่นั่นได้เลย (เรียกว่า On Location) แต่หากไม่สะดวกอย่างนั้น ก็อาจจะเก็บภาพมานั่งวาดที่ร้านกาแฟหรือที่บ้านก็ได้

“ผมเป็นคนที่ไม่ทรมานตัวเอง และแทบจะไม่ยืนวาดเลย การวาดภาพควรจะมีความสุข ดูรูปแล้วเจ๋งแต่ร่างกายไม่ไหวก็ไม่ดี” เขาเผย “ถ้าไปยืนพิงกำแพงวาดร้อน ๆ เหงื่อแตก แล้วเส้นออกมาไม่เป็นตัวเรา ยอมถ่ายภาพไว้แล้วเดินไปหาร้านกาแฟนั่ง สั่งกาแฟ สั่งเค้กสักชุดดีกว่า ภาพจะได้ดีขึ้น”

หากไปส่องเฟซบุ๊กเมืองมนต์ จะเห็นว่าบางรูปอาจารย์ก็วาดคร่าว ๆ เหมือนเป็นการสเก็ตช์ไว ๆ แต่บางรูปก็มีเส้นสายละเอียดลออมาก ๆ ตรงนี้อาจารย์บอกว่า “แล้วแต่ความอยากมัน” หากรู้สึกว่าอยากใช้วิชา อยากอยู่กับภาพไหนนาน ๆ อาจารย์ก็จะใช้สมาธิฝนเส้นละเอียด ๆ คม ๆ นับพันเส้น จนออกมาเป็นภาพที่มีความชัดลึก

เมืองมนต์ นักวาดไร้ดินสอผู้หลงมนต์เมือง วาดตั้งแต่เรือนอีสานไปถึงแผนที่กรุงศรีอยุธยา

ความเป็นอีสานส่งผลอะไรต่อความชอบด้านสถาปัตยกรรมหรือการวาดรูปของอาจารย์ไหม?

“ส่งผลนะ เรารักถิ่นฐาน รักความเป็นชาวอีสาน และภูมิใจในสภาพแวดล้อมที่เคยอยู่ก่อนจะรู้เรื่องรู้ราวที่เป็นบ้านเพิงไม้ของชาวไทดำ” เขาตอบ “คนอีสานมีเชื้อสายที่แตกแขนงลงไปเป็นลาวซ่ง ภูไท ลาวพวน ลักษณะบ้านก็แตกต่างกัน ผมเห็นมาตั้งแต่เด็กเลยชอบครับ

“ผมทำอาชีพสถาปนิก อยู่กับบ้านก่ออิฐถือปูน ผ่านกระบวนการสวย ๆ งาม ๆ มานาน ก็เกิดความเบื่อ ผมชอบเส้นสายที่ชาวบ้านเขาออกแบบ มีไม้ทับเกล็ด ไม้ไผ่ขัดแตะ หลังคามุงจาก นี่แหละคือครูที่ดีในการสอนผมวาดลายเส้น”

นักวาดแผนที่

หลักจากชวนคุยเรื่องการวาดเส้นไปได้สักพัก เราก็ไม่พลาดที่จะถามถึงการวาด ‘แผนที่เมือง’ บนกระดาษเยื่อไผ่ของเมืองมนต์ จนถึงตอนนี้เขาวาดมา 7 สถานที่ 8 แผ่น ได้แก่ แผนที่กรุงเทพฯ กรุงศรีอยุธยา (2 ภาพ) เชียงใหม่ เพชรบุรี หลวงพระบาง นครศรีธรรมราช นครพนม โดยมีนครปฐมและเวียงจันทน์กำลังต่อคิว

“เราวาดเพราะไม่เคยวาด” เมืองมนต์เล่าอย่างอารมณ์ดี “เราเป็นศิลปินก็ต้องสร้างงานใหม่ ๆ ออกมานำเสนอคนอื่น พอทำงานเดิม ๆ ก็ลองเปลี่ยนสไตล์การทำงาน ใช้วิชาชีพสถาปัตยกรรมผังเมืองลองวาดบ้าน วาดนู่นนี่นั่นเข้าไป จนเกิดมาเป็นงานแผนที่

“อีกประเด็นหนึ่งคือ ผมอยากอยู่กับลายเส้นนาน ๆ ก็เลยอยากทำแผนที่” เขาเสริม

สำหรับเมืองมนต์แล้ว การทำแผนที่ให้ดี ไม่ใช่แค่การเปิด Google Maps มาวาด หากเขาใช้วิธีเดียวกับตอนฝึกวาดรูปสมัยมัธยมต้น ก็คือการเอาตัวลงไป ‘ขลุก’ ลงไป ‘คลุกคลี’ กับสิ่งที่ต้องการศึกษา อย่างหลวงพระบาง กว่าจะวาดจนเสร็จ เขาก็เทียวไปเทียวมา 5 – 6 ครั้ง สร้างความผูกพัน วาดมุมนั้นมุมนี้ของเมืองจนรวมได้เป็นหนังสือ ‘The Spirit of Lungprabang ดินแดนแห่งบรรพชน’ แล้วค่อยออกมาเป็นแผนที่หลวงพระบางจริง ๆ

ส่วนแผนที่กรุงศรีอยุธยาที่เขาตั้งชื่อเล่นให้ตามละครที่ติดว่า ‘ออเจ้า’ เขาใช้วิธีศึกษาแผนที่โบราณ รีเสิร์ชสถานที่สำคัญ ๆ และเดินทางไปดู ไปวาดรูป ถ่ายรูปอยุธยาจนพรุน เช้านั่งรถไฟไป เย็นนั่งรถไฟกลับ วันรุ่งขึ้นก็ไปใหม่ แม้สถานที่จะเปลี่ยนไป แต่โครงเดิมก็ยังอยู่

“นอกนั้นก็ยอมรับว่ามโนเอานะ” นักวาดพูด “ภาพวาดทุกภาพเกิดจากการมโนเยอะเลยนะ มันไม่มีทางที่จะทำทุกอย่างให้เป๊ะ เมื่อไหร่ที่คุณคิดอยากวาดภาพให้เหมือน มันก็ไม่เหมือนแล้ว แต่เมื่อไหร่ที่คุณวาดตามสไตล์ตัวเองนั่นแหละ มันจะเกิดงานใหม่ ๆ ขึ้นมา

“เราขายจินตนาการของเรา เหมือนกับคนแต่งเพลงที่รักที่สื่อสารความรักออกมา แต่เราสื่อสารด้วยภาษาของศิลปะ เพราะศิลปะเป็นการสื่อสารแรก ๆ ของมนุษย์

แผนที่กรุงเทพฯ
แผนที่กรุงศรีอยุธยา

นักวาดเพื่อชีวิต

ผมวาดรูปของผมไปเรื่อย จนกระทั่งคนจำลายมือลายเส้นเราได้ จำสไตล์งานเราได้ การได้สไตล์งานเนี่ยมันมากกว่าถูกรางวัลที่หนึ่งอีกนะ” การหาสไตล์ไม่ใช่เรื่องง่าย และกว่าจะกลายเป็นภาพจำ ‘สไตล์อาจารย์เมืองมนต์’ ของคนหัดวาดหลาย ๆ คน อาจารย์เองก็ผ่านการฝึกฝนมาหลายสิบปี

ในทางกลับกัน เมืองมนต์ไม่ได้มองว่าตัวเองเป็นเจ้าของสไตล์การวาดแบบนี้แต่อย่างใด แต่เขาชื่นชอบงานของนักเดินทางชาวอังกฤษ-ชาวฝรั่งเศสสมัยก่อน และนำมาตีความใหม่เป็นเส้นสายของตัวเอง ซึ่งหากใครจะหัดวาดแบบที่เขาวาดบ้าง เขาก็ยินดีมาก

“ทุกวันนี้ผมวาดรูปเพื่อเติมเชื้อไฟ ผมใช้เวลาเกือบครึ่งชีวิตก็จะหาลายเส้นของตัวเองได้ เราก็ไม่อยากจะทิ้ง ผมจะวาดไปจนกว่าจะไม่มีแรง โลกนี้ยังมีอะไรเป็นพันเป็นหมื่นที่ผมยังไม่ได้วาด มัน Never die เลย” เมืองมนต์เล่าด้วยน้ำเสียงที่มีพลังแรงกล้า ทำเอาเราที่ตั้งใจจะถามต่อว่าเขาจะทำยังไงหากรู้สึกหมดไฟพับเก็บคำถามนั้นไป

ที่สำคัญอีกอย่าง ด้วยบทบาท ‘อาจารย์’ เมืองมนต์ได้ส่งต่อความรู้และทักษะการวาดรูปไปให้คนมากมาย ทั้งไลฟ์สอนวาดในเฟซบุ๊ก เปิดคอร์สเรียนโดยมีเด็ก 4 ขวบเป็นลูกศิษย์ซึ่งอ่อนวัยที่สุด และมีคุณลุงอายุ 90 เป็นลูกศิษย์ที่สูงวัยที่สุด

“ยอมรับเลยว่าการวาดรูปเป็นชีวิตของผม ผมมีกินมีใช้เพราะวาดรูป มีชื่อเสียง มีอะไรทุกอย่างก็เกิดจากการวาดรูป ผมยังนึกภาพไม่ออกเลยว่าถ้าวาดรูปไม่เป็น เราจะต้องทำอะไรวะ อาจจะเดินเรื่อยเปื่อยละมั้ง” 

เขาบอกว่าการวาดรูปนั้นต่อยอดไปได้มากมาย รูปวาดเป็นตั้งทั้งหมดก็เป็นลิขสิทธิ์ของเขา อยากจะทำเป็นผลิตภัณฑ์อะไรก็ยังทำได้ หากเด็ก ๆ คนไหนอยากเรียนศิลปะแต่พ่อแม่ไม่สนับสนุน เพราะกลัวชีวิตจะไม่มั่นคง ก็สืบค้นแนวทางการประกอบอาชีพในอนาคตไปนำเสนอให้ผู้ปกครองฟังก่อนได้

“คนที่กำลังฝึกวาดรูปอยู่ อ่านเสร็จแล้วก็ไปวาดนะ” ชายผู้กลัวฝันร้ายหัวเราะอีกครั้ง “วาดรูปให้มันเสร็จ แล้วจะดีต่อตัวคุณเอง นี่คือสิ่งที่ผมฝากไว้ครับ ไม่มีอะไรลึกซึ้ง ไม่มีคำคมหรือปรัชญาอะไรทั้งสิ้น”

ภาพ : เมืองมนต์ เคหารมย์

Writer

พู่กัน เรืองเวส

พู่กัน เรืองเวส

อดีตนักเรียนสถาปัตย์ สนใจใคร่รู้เรื่องผู้คนและรูปแบบการใช้ชีวิตอันหลากหลาย ชอบลองทำสิ่งแปลกใหม่ พอ ๆ กับที่ชอบนอนนิ่ง ๆ อยู่บ้าน

Photographer

เจษฎาภรณ์ บัวสาย

เจษฎาภรณ์ บัวสาย

ช่างภาพอาชีพ สารคดีท่องเที่ยว อีเวนท์ และ เวดดิ้ง

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load