The calm before the storm

ฉันนึกถึงสำนวน ‘ช่วงเวลาสงบก่อนพายุเข้า’ เมื่อพูดถึงการสัมภาษณ์หนุ่มไทยคนหนึ่งที่ใช้ชีวิตเป็นนักร้องอยู่ที่เกาหลี ด้านนอกห้องสีขาวเงียบกริบจนแทบได้ยินเสียงลมหายใจ แฟนคลับมหาศาลรอคอยการปรากฏตัวของสมาชิกวง GOT7 แบมแบม-กันต์พิมุกต์ ภูวกุล ในงาน est Cola BamBam One Man Show บรรยากาศตื่นเต้น รอคอย เป็นสุข ท่วมท้นปะปนหน้าเวที กระแสความรักก่อตัวล่วงหน้านานหลายชั่วโมง และจะกระหึ่มกึกก้องกว่านี้อีกหลายเท่าเมื่อซูเปอร์สตาร์ก้าวออกไป

ส่วนฉันอยู่ในห้องรับรองกับคำถามไม่กี่ข้อ เวลาไม่กี่นาทีที่จะได้พูดคุยกับเขาแบบพิเศษ และความตื่นเต้นเหมือนกำลังจะลงมือทำข้อสอบ

เมื่อเด็กหนุ่มผมสีแดงเพลิงเข้ามานั่งแล้วส่งยิ้มให้ ฉันก็เข้าใจ

นั่นไง ตาพายุมาแล้ว

แบมแบม GOT7

เริ่มรู้ว่าชีวิตจริงคืออะไร

กราฟชีวิตของแบมแบมแตกต่างจากคนทั่วไป ขณะที่เด็กๆ คนอื่นเรียนหนังสือชั้นมัธยมต้น กันต์พิมุกต์วัย 13 ปี จากเมืองไทยไปเป็นนักร้องฝึกหัดที่เกาหลี เรียนภาษา เรียนร้อง เรียนเต้น ฝึกวิชาชีวิตนอกห้องเรียน จนได้เปิดตัวเป็น 1 ในสมาชิก 7 คนของวง GOT7 ในปี 2014 การเข้าสู่วัยทำงานตั้งแต่อายุน้อยมีราคาชีวิตที่ต้องจ่าย ประสบการณ์วัยเยาว์ที่หายไปแลกมาด้วยสถานะ ชื่อเสียงเงินทองที่หลายคนใฝ่ฝัน

“ผมมีทั้งเรื่องที่เสียดาย และก็เรื่องที่คิดว่าดีแล้วเหมือนกัน สิ่งที่เสียดายก็คือไม่มีชีวิตวัยเด็ก ผมไม่มีเพื่อนสนิทที่ไทยสักคน เวลานั้นเป็นช่วงเวลาที่จะคบเพื่อนมัธยมแล้วไปมหา’ลัยด้วยกัน แต่ช่วงนั้นคือผมกำลังเทรนที่เกาหลี แต่มันก็ดีที่เริ่มทำงานตั้งแต่อายุน้อย ถ้าเกิดว่ามาไม่ถูกทางเรายังเปลี่ยนได้ เสียนิดนึง แต่ยังมีเวลาพอที่จะตัดสินใจได้อยู่

“สิ่งที่ดีที่สุดที่เกิดขึ้นกับผมหลังจากเดบิวต์คือการทำให้ครอบครัวได้สบายขึ้น ก่อนเดบิวต์บ้านผมหลังเล็กมากครับ หลังคารั่วทุกรอบที่ฝนตก การเปลี่ยนสภาพแวดล้อม เปลี่ยนบ้านให้ได้ เป็นเรื่องที่ดีที่สุด”

ปีนี้แบมแบมอายุครบ 20 ปี กำลังเข้าสู่วัยผู้ใหญ่เมื่อนับอายุตามหลักสากล ในขณะเดียวกันความนิยมใน GOT7 ก็กำลังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง บทเพลงของพวกเขาเริ่มได้รับรางวัลที่ 1 และได้รางวัลปลายปีตามรายการต่างๆ มากขึ้น แถมบอยแบนด์วงนี้เพิ่งจบการทัวร์ 4 ภาคที่นครราชสีมา เชียงใหม่ กรุงเทพฯ และภูเก็ต เป็นวงเกาหลีวงแรกที่เปิดแสดงทั่วประเทศไทย สมาชิกคนไทยเพียงคนเดียวจึงได้กลับมาทำงานที่บ้านเกิดถี่ขึ้น และบางครั้งก็รับงานเดี่ยวเพียงลำพังเหมือนครั้งนี้ นับจากวันแรกที่เดบิวต์จนถึงปัจจุบัน เห็นได้ชัดว่าเด็กหนุ่มเติบโตขึ้นทั้งร่างกายและจิตใจ

“จะว่าเป็นผู้ใหญ่แล้วรึยังผมก็ไม่ชัวร์นะ แต่ที่แน่ๆ คือโตขึ้นกว่าเมื่อก่อน เริ่มรู้ว่าชีวิตจริงคืออะไร ผมว่าผมรู้เร็วกว่าคนอายุเท่าผมหลายคน ส่วนใหญ่คงกำลังเรียนมหา’ลัย ขึ้นปี 2 ยังไม่ได้เข้าสังคมจริงๆ จังๆ ส่วนผมไม่มีสังคมโรงเรียน แต่ได้เจอคนโน้นคนนี้เยอะ เรียนรู้ที่จะเตรียมอนาคตว่าตอนนี้เราอยู่ตรงนี้ แล้วถ้าเราอยากไปอยู่ตรงนั้น เราต้องทำยังไง”

แบมแบม GOT7

แบมแบม GOT7

เรียนรู้นอกตำรา

การร้อง การแร็พ การเต้น ภาษาเกาหลี และภาษาอังกฤษ สิ่งเหล่านี้อาจอยู่ในห้องซ้อมของ JYP แต่ประสบการณ์การทำงานเป็นสิ่งที่ไม่มีใครสอนได้ ชีวิตใต้แสงไฟเป็นบทเรียนบทแล้วบทเล่าให้กันต์พิมุกต์เติบโตอย่างก้าวกระโดด

“ผมอาจไม่ได้เรียนรู้จากในตำรา แต่ว่าได้เรียนรู้นอกตำราเยอะพอสมควร ทั้งการคบคน การวางตัว ผมอาจจะยังอายุน้อยอยู่ แต่ไม่ได้ใช้ชีวิตแบบคนอายุน้อยสักเท่าไหร่ เริ่มเรียนรู้ว่าในสถานการณ์แบบนี้เราต้องทำตัวยังไง เจอผู้ใหญ่ต้องทำยังไง เวลามีงาน ต้องรับผิดชอบอะไรตรงไหน ต้องระวังอะไร ต้องมีเวลาส่วนตัวเวลาไหนบ้าง แล้วเวลาว่างๆ ควรใช้เวลายังไง

“วงการแบบนี้การแข่งขันสูงครับ การจะเอาตัวรอดมันไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ตอนเด็กๆ เขาให้ทำอะไรผมก็ทำตามไปหมด เดี๋ยวนี้ถ้าผมคิดอะไรที่แตกต่าง ผมก็จะลองทำในแบบที่เชื่อดู อาจได้ผลบ้างไม่ได้ผลบ้าง แต่พอเริ่มเรียนรู้ชีวิต ผมก็เริ่มมองเกมออกว่าต้องเล่นเกมตรงนี้ยังไง สมมติมีงานออกรายการเข้ามา คนที่เล่นเกมไม่เป็นจะไม่เตรียมตัว ไม่รู้ว่าเป็นรายการอะไร ต้องเตรียมตัวยังไง ต้องพูดอะไร แล้วก็ไม่รู้ว่าคนดูอยากได้อะไรจากตัวเรา ผมไม่ได้เชี่ยวชาญ 100% นะ แต่เริ่มรู้ว่าหลายๆ คนอยากได้อะไรจากผม อยากได้ยินผมพูดอะไร สงสัยอะไรในตัวผม ดังนั้นผมจะพูดสิ่งที่เขาอยากฟัง มากกว่าพูดแค่สิ่งที่เราอยากจะเล่า”

แล้วสิ่งที่เราเห็นมีความจริงมากน้อยแค่ไหน ฉันนึกสงสัย หากการแสดงออกของไอดอลในหน้าจอหรือบนเวทีคือการเล่นตามบท ในวินาทีที่ความคาดหวังของอากาเซหรือแฟนๆ ประเดประดังเข้ามา ตัวตนของนายกันต์พิมุกต์ลบเลือนไปบ้างรึเปล่า

“ไม่นะ ผมไม่ได้เฟคหรือว่าโกหก ถ้าผมมีเรื่องที่เขาอยากรู้ ผมก็บอก ถ้าผมไม่มีจริงๆ ก็บอกว่าไม่มี มันไม่ได้กดดันอะไร ถ้าคนเริ่มมองออกว่าผมเป็นยังไง เริ่มรู้จักตัวตนที่แท้จริงของผมแล้ว ผมก็ควรที่จะพูดความจริงบ้าง ไม่ใช่พูดอะไรที่เขาอยากฟังแค่อย่างเดียว”

แบมแบม GOT7 แบมแบม GOT7

ไอคอน vs. คนธรรมดา

การทำงานมาหลายปีทำให้แบมแบมมองเห็นเป้าหมายที่เขาจะเอื้อมคว้า ชายหนุ่มรู้ตัวว่าเขาอยากเดินบนเส้นทางนี้ต่อไป แต่นั่นแหละ ไอดอลหรือดาราก็มีเลือดมีเนื้อเหมือนคนทั่วไป แบมแบมพูดตรงๆ ว่าในบางวันเขาก็อยากเป็นแค่วัยรุ่นคนหนึ่งเหลือเกิน

“บางทีผมก็อยากจบทุกอย่างแล้วกลับไปเป็นคนธรรมดา มีวันที่คิดว่าถ้าเราเป็นคนธรรมดา เราคงไม่ต้องเจอเรื่องแบบนี้ แต่เรื่องความฝันนี่อธิบายยากนะครับ ถ้าพูดให้เข้าใจง่ายๆ คือผมอยากเป็นแรงบันดาลใจให้คน หลายคนบอกว่าอยากเป็นเหมือนพี่แบมแบม ผมเลยอยากเป็นไอคอน ไม่ใช่แค่กับเด็กๆ ที่อยากทำงานด้านนี้นะ แต่การทำงานตรงนี้ผมต้องเสียสละหลายอย่าง สละอิสรภาพเพื่อจะทำสิ่งที่ผมชอบ สละวัยเด็ก ดังนั้นผมอยากเป็นแรงบันดาลใจด้านการทำงาน ด้านความอดทน แต่ก็ไม่วางตัวเป็นซูเปอร์สตาร์นะ ผมก็ยังเป็นผม ทำตัวสบายๆ เวลาขึ้นเวทีก็บ้าบอเรื่อยไป กลับบ้านก็เดินตลาดเลียบด่วน (หัวเราะ)”

แววตาของนักร้องมืออาชีพมีความจริงใจและชีวิตชีวา อีกไม่กี่นาทีข้างหน้า แบมแบมแห่ง GOT7 จะออกไปแจกจ่ายความสนุกสนานให้ผู้คนที่รักเขา เด็กหนุ่มผมสีแดงสบตาฉันก่อนเอ่ยชัดเจน

แบมแบม GOT7

“ผมอยากให้คนชอบตัวตนที่แท้จริงของผม ไม่ต้องมองเห็นผมเป็นอะไรเลย เป็นแบมแบมนี่แหละพอแล้วครับ ถ้าเขาไม่ชอบก็ไม่เป็นไร ดีกว่าต้องไปเฟคให้คนมาชอบนะ ผมไม่ชอบอะไรแบบนั้นเลย แล้วผมเป็นคนชิลล์ๆ ไม่ค่อยดราม่ากับอะไรซักเท่าไหร่ ไม่ถนัดแสดงความเศร้า ถ้าใครบอกว่า แบมแบมร้องไห้สิ โห ผมไม่เคยบีบน้ำตาตัวเองได้สักรอบนึง ร้องไม่เป็น มันต้องเศร้าจริงๆ ถึงจะร้อง”

เสียงของแฟนคลับที่รอพบแบมแบมดังแว่วจากนอกห้อง เวลาสนทนาของเราจบลงด้วยรอยยิ้มของกันต์พิมุกต์ เขาลุกขึ้นเตรียมทำหน้าที่โอบกอดความรู้สึกของผู้คนอย่างที่มืออาชีพพึงจะเป็น ฉันเก็บความสงสัยเรื่องเสียน้ำตาของแบมแบมไว้ในใจขณะเดินออกมา ผ่านใบหน้าของผู้คนหลายร้อยที่รอคอยเขาด้วยความหวังและความสุข

ได้เวลาที่พายุจะพัดแล้ว

แบมแบม GOT7

Save

Save

Writer

ภัทรียา พัวพงศกร

บรรณาธิการและนักจัดทริปแห่ง The Cloud ที่สนใจตึกเก่า งานคราฟต์ กลิ่น และละครเวทีพอๆ กับการเดินทาง

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Talk of The Cloud

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

ในวันที่อะไร ๆ ก็ดูไม่เป็นใจเราเท่าไหร่ ต้องเผชิญหน้ากับรถที่ติดบรม ฟ้าฝนเริ่มตั้งเค้า สติสตังพลันหล่นหาย ด้วยสภาพร่างกายที่ไม่อำนวยความสะดวกนัก

เรื่องดี ๆ ไม่กี่อย่างในวันนี้คือ เรานัดพบกับศิลปินคนหนึ่งในยามบ่าย

บทสนทนาที่ยาวนานร่วมชั่วโมง ทำให้เราเข้าใจว่ามันก็เป็นเพียงวันแย่ ๆ หนึ่งวันในชีวิต เป็นรสชาติขื่นขมที่ต้องฝืนกลืนลงไปบ้าง และเช้าวันใหม่จะงดงามอีกครั้งเสมอ

เราคุยกับเขาในนาม จ๋าย-อิชณน์กร พึ่งเกียรติรัศมี คนละคนกับ จ๋าย ไททศมิตร ที่เขาเองบอกว่าไม่มีทางเป็นคนเดียวกันได้ เว้นแต่มีเนื้อในและความเชื่อเดียวกันเท่านั้น

ใครหลายคนมักพูดกันว่า ชีวิตก็เหมือนหนังเรื่องหนึ่งที่ยากจะรู้ตอนจบของมัน และตัดสินกันแค่ฉากเดียวไม่ได้ เราโยนคำถามง่าย ๆ ต่อให้จ๋าย หลังเขากลับมาสานต่อความฝันอยากเป็นผู้กำกับในวัยเยาว์ ด้วยการกำกับ MV เพลง ความสัมพันธ์ซับซ้อน ของมนัสวีร์ ศิลปินรุ่นน้องในค่ายของเขาเอง

เราถามจ๋ายว่าถ้าชีวิตเป็นเหมือนหนังเรื่องหนึ่งจริง ในสายตาผู้กำกับหน้าใหม่ หนังของเขาจะเป็นอย่างไร

จ๋ายหัวเราะเสียงดัง ก่อนจะเริ่มต้นเล่าให้เราฟัง

ชวนผู้กำกับหน้าใหม่ ‘จ๋าย อิชณน์กร’ ออกแบบหนัง 4 ภาคของชีวิต ตั้งแต่ไททศมิตรจนถึงยาย
ชวนผู้กำกับหน้าใหม่ ‘จ๋าย อิชณน์กร’ ออกแบบหนัง 4 ภาคของชีวิต ตั้งแต่ไททศมิตรจนถึงยาย

ภาค 1 คุณยายผมดีที่สุดในโลก

“หนังของผมมันเหมือนรถไฟเหาะ ยาวมาก ผมว่ามันจะเป็นหนัง 4 ภาค

“ภาคแรกเป็นหนังแนวญี่ปุ่น คุณยายผมดีที่สุดในโลก อวล ๆ อบอุ่น ร้องไห้น้ำตาไหล”

แน่นอนไม่ต้องบอก จ๋ายเป็นเด็กที่เติบโตมาด้วยการเลี้ยงดูของยาย พ่อแม่แยกทางกันตั้งแต่เขายังจำความไม่ได้ เราเกือบไม่มีศิลปินที่ชื่อจ๋ายอย่างทุกวันนี้ด้วยซ้ำ เพราะใครต่างก็บอกว่าหากเด็กคนนี้ลืมตาดูโลกขึ้นมาจะมีร่างกายไม่สมประกอบ แม้กระทั่งถูกบอกว่าถ้าเกิดเป็นผู้หญิงจะไม่มีใครเลี้ยงดู

จ๋ายเล่าเองก็ยังเขิน ที่ชีวิตจริงของเขาน่าสงสารเกินกว่าจะเชื่อลง แต่ถึงอย่างนั้น ไม่ว่าดีหรือเลว ยายก็ยังเลี้ยงดูเขาด้วยความรัก ไม่เคยคาดหวังให้เขาเป็นอะไร จ๋ายจึงเป็นเด็กที่เติบโตมาโดยปราศจากความฝัน มีเพียงอิสระทางความคิด

คอหนังญี่ปุ่นจะทราบดี ว่าโทนหนังสีอบอุ่นในบรรยากาศนุ่มนวลแบบนี้ มักลงเอยด้วยคราบน้ำตาเต็มสองแก้ม เพราะละอองแห่งความสุขของเด็กน้อยจบลงด้วยการที่ยายจากไปไม่มีวันกลับ ขณะที่เขาเป็นเพียงเด็กประถม

น่าสนใจว่าปัจจุบัน ทั้งบทบาทการเป็นนักแสดง นักร้อง รวมถึงรอยสักมากมายที่ทั้งปรากฏและไม่ปรากฏให้เห็น ล้วนเป็นการแสดงออกถึงตัวตนอย่างหนึ่งของเขาหรือไม่

จ๋ายตอบว่าลึก ๆ แล้ว เขาชอบให้คนมาสนใจตั้งแต่เด็ก พยายามหาความรักจากที่อื่นมาทดแทนความอบอุ่นของพ่อแม่ที่ขาดหายไป แม้ในบางช่วงชีวิต ความกล้าแสดงออกของเขาจะหนักไปทางเรื่องไม่ดีก็ตาม

ชวนผู้กำกับหน้าใหม่ ‘จ๋าย อิชณน์กร’ ออกแบบหนัง 4 ภาคของชีวิต ตั้งแต่ไททศมิตรจนถึงยาย
ชวนผู้กำกับหน้าใหม่ ‘จ๋าย อิชณน์กร’ ออกแบบหนัง 4 ภาคของชีวิต ตั้งแต่ไททศมิตรจนถึงยาย

ภาค 2 เรียกเขาว่าอีกา

“ภาค 2 เป็นอีกาเลย เป็นเรื่องตอนที่เราย้ายไปจังหวัดสุราษฎร์ธานี เราเริ่มสู้คน มีเรื่องชกต่อย โดนกระทืบ คนล้อเราไอ้ลาว สารพัด”

หลายคนรู้จักจ๋ายจากการเป็นนักร้องนำวงไททศมิตร เพลง แดงกับเขียว หรือภาพลักษณ์ไว้หนวดเครายาว ยากจะมีใครเหมือน แต่จ๋ายบอกกับเราว่า เพราะการรับบทเป็น ‘บิลลี่ อินทร’ จากภาพยนตร์เรื่อง 4 Kings ทำให้คนแห่แหนรู้จักไททศมิตรมากขึ้นเป็นเท่าตัว จากที่เคยมีโต๊ะว่างเวลาเล่นคอนเสิร์ต ก็ไม่มีภาพนั้นให้เห็นอีกแล้ว

แม้บทบาทการเป็นบิลลี่ จะทำให้เขาคว้ารางวัลนักแสดงนำชายยอดเยี่ยมมาครอบครอง มีเครื่องการันตีความสามารถ ได้รับการยอมรับในฐานะนักแสดงในสายตาใครหลายคน จ๋ายกลับบอกว่า นั่นยังไม่ถึงมาตรฐานที่เขาเคยทำได้

“ผมว่าผมแสดงได้ดีกว่านี้ถ้าได้เล่นหลังเรียนจบใหม่ ๆ ผมเป็นจ๋ายไททศมิตรมานานแล้ว ผมทิ้งการแสดงไป เพราะผมยอมรับในอุตสาหกรรมหนังบ้านเราว่าไม่มีที่ให้กับคนอย่างผม เราไว้หนวด ไว้เครา สักทั้งตัว ผมคงไม่มีทางโด่งดังเหมือนพระเอกละคร”

เราพยายามเทียบให้เห็นภาพตัวเขาในภาค 2 นี้ง่าย ๆ เพราะจ๋ายเองก็ผ่านการตอบคำถามเรื่องชีวิตมามากมาย และเรื่องราวของเขามันเยอะสิ่งจนไม่สามารถสาธยายให้ฟังได้ทั้งหมด

คิดว่าตัวคุณกับ บิลลี่ อินทร เหมือนหรือต่างกันยังไง เราถาม

“เหมือนกันเลยครับ” เขาตอบทันที “บิลลี่อาจจะไม่ใช่ทั้งหมดของจ๋าย แต่ทั้งหมดของบิลลี่ในหนังเป็นจ๋ายแน่ ๆ เราเป็นคนมีอะไรแล้วไม่ค่อยพูดเหมือนกัน ครอบครัวแตกแยก เคยเข้าสถานพินิจ พื้นเพคล้ายกันมาก”

ส่วน เรียกเขาว่าอีกา เชื่อว่าคนวัยทำงานอย่างเรา ๆ คงไม่มีใครไม่รู้จักหนังวัยรุ่นชกต่อยในตำนานแห่งโรงเรียนมัธยมปลายซูซูรัน ที่ต้องต่อสู้กันเพื่อชิงความเป็นใหญ่และอำนาจเบ็ดเสร็จในการควบคุมโรงเรียน จนกระทั่ง ‘เก็นจิ’ นักเรียนชายปริศนาย้ายเข้ามาที่นี่ เช่นเดียวกับเด็กอีสานที่ต้องกลายไปเป็นคนแปลกหน้า แปลกถิ่น ในแผ่นดินด้ามขวานอย่างเขา

ถ้าจ๋ายว่าช่วงชีวิตหนึ่งของเขาเป็นเหมือนหนังเรื่องนี้ ลองคิดกันเล่น ๆ ว่าแก๊ง 4 Kings เป็นอีกหนึ่งผู้ทรงอิทธิพลในซูซูรัน เข้าไปมีเรื่องกับเก็นจิ ต่อยตีกับกองกำลังเซริซาวะ ด้วยทักษะการต่อสู้แบบแดงกับเขียว จินตนาการเอาแล้วกันว่าจะเลือดตกยางออกขนาดไหน

ชวนผู้กำกับหน้าใหม่ ‘จ๋าย อิชณน์กร’ ออกแบบหนัง 4 ภาคของชีวิต ตั้งแต่ไททศมิตรจนถึงยาย

ภาค 3 สั่งเจ้าพ่อไปเรียนหนังสือ

“ภาค 3 ก็เป็นเรื่องในมหาลัย สั่งเจ้าพ่อไปเรียนหนังสือ ถึงเวลาที่ต้องตั้งใจเรียนแล้ว ผมเป็นเด็กเนิร์ดมาก อยากเก่งกว่าเพื่อน อยากเก่งกว่ารุ่นพี่ อยากเก่งกว่าอาจารย์ แสดงละครทุกเรื่อง หอบผ้าหอบผ่อนมากินนอนที่มหาลัย”

หลังยายจากไปและผ่านการตะลุมบอนแบบซูซูรันมาอย่างโชกโชน จ๋ายเริ่มมีความคิดอยากเป็นผู้กำกับก็ตอนมัธยมปลาย จากการถูกครูชักชวนให้ขึ้นไปแสดงบนเวทีหลายครั้ง พอได้ลองเป็นผู้ควบคุม ได้คิด ได้วางแผน เขาก็ชอบจนอยากเรียนต่อด้านนี้อย่างจริงจัง แม้จะไม่ได้เป็นคอหนังตัวยง ไม่มีภาพยนตร์เรื่องโปรด ไม่มีผู้กำกับหนังในดวงใจ จ๋ายใกล้ชิดกับโลกดารามากที่สุดก็คงจะเป็นตอนที่ถูกถามว่าโตขึ้นอยากเป็นอะไร แล้วเขาตอบว่า ‘ตี๋ใหญ่’ นั่นแหละ

จากเด็กที่อยู่โดยปราศจากความฝัน กลายเป็นเด็กที่ทะเยอทะยานอยากเก่งกว่าใคร ในยุคที่ละครเวทีของ บอย ถกลเกียรติ ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก จ๋ายคิดว่าการเป็นผู้กำกับละครเวทีจะต้องยากและท้าทายมากกว่าแน่นอน เว้นเสียแต่ว่า

“จุดเปลี่ยนของเรา คือ อาจารย์จับเราไปเล่นเรื่อง คำพิพากษา เป็นละครเวทีเรื่องแรก ด้วยลุคที่เราไว้หนวดมาตั้งแต่ปีหนึ่ง ก็ได้รับบทเป็นสัปเหร่อ มันมีบทพูดว่า “โลกยังหมุนวนต่อไป ไม่มีเอ็ง ไม่มีข้า ก็ไม่มีใครใส่ใจ เพลงชาติก็ยังขึ้น จบก็สวดมนต์ แล้วครูใหญ่ก็ให้โอวาทเหมือนทุกวัน”

“เราพูดเสร็จแล้วน้ำตาไหลทำไมไม่รู้ แล้วเราก็แบลงก์เลย ลืมบท เล่นเสร็จเราลงมาถามอาจารย์ว่าเมื่อกี้มันคืออะไร เหมือนไม่ใช่ตัวเรา เขาบอกว่านี่แหละ คือการแสดง

“ผมสักคำว่า ‘ศีล’ กับ ‘สติ’ หลายคนถามว่ามาจากศาสนาเหรอ เปล่าเลย มาจากการเล่นละคร เพราะการแสดงมีอคติไม่ได้ ต้องถือศีล ไม่มีใครทำถูกใจใครทั้งหมด เสี้ยวหนึ่งของเขาอาจจะติดใจเราบ้าง แต่เราก็ต้องเล่น”

เพราะชีวิตประจำวันในบางครั้งเหนื่อยยากเหลือเกิน จ๋ายจึงชอบเวลาที่ได้สวมบทบาทเป็นคนอื่น เราถามเขาต่อว่าเหตุการณ์ไหนเกิดขึ้นก่อนกัน ระหว่างเป็นจ๋ายที่ร้องเพลงเพราะ หรือต้องฝึกร้องเพลงให้เพราะเพื่อเล่นละครเวที แปลกที่เขาไม่เลือกสักอย่าง แต่จ๋ายตอบว่าเขาไม่คิดว่าตัวเองร้องเพลงเพราะ

“ทุกวันนี้ก็ยังไม่คิดว่าเพราะ ผมจะประหม่ามากเวลาร้องกับนักร้องที่มีชื่อเสียง เช่น ลูกหว้า พิจิกา, พี่พี สะเดิด ถ้าต้องใส่สูท ยืนหน้าเวที ร้องเพลงจริงจัง แต่ผมไม่มีปัญหากับการแสดงสดไททศมิตร”

คุยกับ ‘จ๋าย อิชณน์กร’ จากอดีตฝันอยากเป็นผู้กำกับ สู่ไททศมิตรศิลปินผู้ใช้ความรู้สึกนำทาง และหนัง 4 ภาคที่ว่าด้วยชีวิตกู

ภาค 4 ไททศมิตร

หยิ่งทะนงองอาจในวิถี แบกศักดิ์ศรีค้ำคอเดินสุดสาย ไม่ยอมงอ อ่อนข้อ โถ ไอ้ควาย เมื่อความตายมาเยือนเพื่อนไม่มี

หยิ่งผยองลำพองว่าตนเก่ง ว่าตนเจ๋งว่าตนสุด ไอ้ฉิบหาย เมื่อถึงฆาตถึงคราวชีพมลาย ผลสุดท้ายกลัวตายเป็นแม่งทุกคน

บทเปิดทรงพลังจากเพลงดัง แดงกับเขียว เราพบว่ามันคล้ายคลึงกับละครเวทีอยู่ไม่น้อย แต่เมื่อถามว่าจ๋ายดีไซน์หรือนำเทคนิคจากละครเวทีมาใช้ในการแสดงสดด้วยหรือไม่ เขาตอบว่าไททศมิตรเล่นสดด้วยสัญชาตญาณ

หากใครไม่เคยดูการแสดงสดของพวกเขา เราขอท้าให้คุณไปดูว่ามันดุเดือดขนาดไหน และคำตอบของคำถามว่า ‘ทำไมจ๋ายไททศมิตรกับจ๋ายที่นั่งอยู่ตรงหน้าเราถึงเป็นคนละคนกัน’ ก็เป็นเพราะไม่มีใครแสดงความ Aggressive ได้ตลอดเวลา (จ๋ายย้ำว่าฝากบอกทุกคนด้วย ว่าการเล่นสดแต่ละครั้งกินพลังมากเหลือเกิน)

เขาเชื่อว่าศิลปะทุกแขนง ทั้งงานศิลป์ ดนตรี ละคร ภาพยนตร์ ฯลฯ มีแก่นเดียวกัน คือการทำให้ผู้รับสารรู้สึกได้ เพียงแต่วิธีการแสดงออกแตกต่างกันเท่านั้น การเล่นสดของพวกเขาจึงไม่ใช่การจัดวาง ไม่มีดีไซน์ ไม่กำหนดว่าใครรับบทเป็นใคร หากเล่นไปตามความรู้สึกอย่างเต็มที่ คนดูย่อมรู้สึกไปกับมัน

หลังโลดแล่นอยู่บนเส้นทางดนตรีมาพักใหญ่ ในที่สุดเขาก็ได้หวนกลับไปทำตามฝัน และใช้ทักษะจากการเรียนละครเวทีเป็นข้อได้เปรียบ เรากำลังพูดถึง MV เพลง ความสัมพันธ์ซับซ้อน ของมนัสวีร์ ที่เขาลงมือเขียนบทและกำกับด้วยตัวเองเป็นชิ้นแรก

จ๋ายเล่าว่า เขาเริ่มจากการตีความหมายของชื่อเพลง มองเห็นว่ามนุษย์เราจับความรู้สึกกันได้เก่งมาก บางทีเพื่อนทะเลาะกัน เดินเข้ามาในห้อง เพื่อนอีกคนก็จะรับรู้ได้ทันทีว่าวันนี้ไม่ปกติ เช่นเดียวกับตัวเอก 3 คนที่มีความรักให้กันเป็นวงกลมอยู่ดี ๆ พอมีสถานะมาครอบไว้ก็กลายเป็นความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนขึ้นมา ส่วนเรื่องโรคเอดส์ จ๋ายอยากเป็นกระบอกเสียงให้กับชาว LGBTQIA+ ที่ในยุคหนึ่งก็เคยออกมาต่อสู้เรื่องนี้อย่างจริงจัง

เราอดถามไม่ได้ว่าคนที่มีประสบการณ์การกำกับน้อยมากอย่างเขา มีวิธีการทำงานอย่างไร

“ผมเป็นผู้กำกับที่ปล่อยให้คนเก่งทำงาน และไม่ทำในสิ่งที่ไม่รู้ อย่างเรื่องภาพ เราก็จะให้คนที่เขาเชี่ยวชาญทำ เราเอาเวลามาเวิร์กกับบท ที่มาที่ไปของตัวละคร เป็นแอคติ้งโค้ชบ้าง เพราะเราถนัดเรื่องนี้”

คุยกับ ‘จ๋าย อิชณน์กร’ จากอดีตฝันอยากเป็นผู้กำกับ สู่ไททศมิตรศิลปินผู้ใช้ความรู้สึกนำทาง และหนัง 4 ภาคที่ว่าด้วยชีวิตกู
คุยกับ ‘จ๋าย อิชณน์กร’ จากอดีตฝันอยากเป็นผู้กำกับ สู่ไททศมิตรศิลปินผู้ใช้ความรู้สึกนำทาง และหนัง 4 ภาคที่ว่าด้วยชีวิตกู

เมื่อพระเอกผ่านการใช้ชีวิตมาอย่างยากลำบาก (อาจถึงขั้นเข็ดหลาบ) ถึงจุดหนึ่งก็ต้องถึงคราวอวสาน เราถามจ๋ายว่าเขาออกแบบตอนจบของหนังความยาว 4 ภาคนี้ว่าอย่างไร จ๋ายตอบทันควันว่า “ตายครับ”

เป็นอย่างที่จ๋ายเคยพูดไว้ในการสัมภาษณ์รายการหนึ่ง ว่าเขาอยากนอนอยู่บนเตียง ตายไปโดยที่ยังหัวเราะได้อย่างสุดเสียง เพราะเขาสะใจที่ได้ใช้ชีวิต

เพียงแต่มีเพิ่มเติมเล็กน้อยก็ตรงเมื่อถึงแดนสนธยา ยายที่จ๋ายรักที่สุดในโลกจะยืนรอเขาอยู่ตรงนั้น ทักทายเขาด้วยน้ำเสียงประชดประชันที่จ๋ายอาจลืมไปแล้วว่า “เป็นไง เหนื่อยไหม” กับชีวิตเหนื่อยยากมานานที่ได้จบลงเสียที

“ถ้าเราสามารถสร้างตัวละครยายให้คนดูผูกพันได้ตั้งแต่ภาคแรก แล้วปิดจบด้วยยายนะ โอโห ผมว่าน้ำตาท่วมโรง

“ผมจะตั้งชื่อหนังเรื่องนี้ว่า ‘จ๋าย’ ไม่มีต่อท้าย ไม่มีอะไร คำโปรยก็ง่าย ๆ ว่าชีวิตจริงมันยิ่งกว่าละครนี่แหละ”

เขียนบทและกำกับโดยจ๋าย

“อะไรที่เป็นของจริงมักจะดี อะไรที่ดีมักจะจำเป็น และอะไรที่จำเป็นมักจะได้รับการรักษา” คือคำพูดที่ โอม Cocktail มอบให้กับเขา

ผู้ชายที่สวมเสื้อลายเสือใหญ่ ซ่อนแววตาไว้ใต้เงาของหมวกถักคู่ใจ แต่ความคิดส่งตรงมายังปากได้อย่างฉาดฉาน ไม่มีลังเล จ๋ายบอกกับเราว่า ข้อดีอย่างหนึ่งของเขาคือการที่เขาสนทนาได้กับทุกคน ทั้งรุ่นน้อง รุ่นพี่ รุ่นเดียวกัน บางคนอาจจะไม่รู้ว่าเขาคุยได้ทั้งซ้ายและขวา

อย่างน้อยที่สุด จ๋ายอยากทำตัวให้มีประโยชน์ต่อสังคม และถ้ามีโอกาส เขาก็อยากทำหนังที่ส่งมอบความหวังให้กับประเทศนี้

“จริง ๆ เราอยากเล่าหลายเรื่องมาก เรื่องเล็ก ๆ ไม่ต้องเป็นเรื่องตัวเองก็ได้ แต่อยากเล่าให้คนดูรู้สึกไปกับมัน เราว่านี่คือความมหัศจรรย์ของภาพยนตร์ ทั้งภาพ แสง สี เสียง มันทำให้เรามีอารมณ์ร่วม

“เราอยากทำหนังที่เล่าเรื่องความหวัง เพราะเราว่าปัจจุบันที่คนเราทะเลาะกัน ด่ากัน ความโกรธมันเกิดจากความสิ้นหวัง เราอยากบอกว่ามันยังมีความหวังอยู่ ขอแค่รอเวลา ต่อให้ปัจจุบันดำมืดแค่ไหน มันจะยังมีแสงสว่างรออยู่ ขอแค่รออย่างมีหวัง สิ่งเหล่านี้มันยิ่งกว่าศาสนาอีกนะ”

ตลอดการพูดคุย จะเห็นว่าจ๋ายพูดเรื่องแสงสว่างในชีวิตบ่อยมาก เราถามเขาด้วยความสงสัยว่านั่นเป็นคติพจน์ประจำใจของเขาหรือเปล่า

“ไม่เชิงคติพจน์ มันเป็นความเชื่อของผมมากกว่า เราโตมากับยุคที่เพลงพูดถึงความเชื่อและความฝัน แต่เดี๋ยวนี้ไปสอนเด็กเรื่องความเชื่อมันด่าเราหมดแล้ว ข้าวยังไม่มีจะกินเลยจะให้เชื่ออะไร

“เราอยากให้ทุกคนใช้ชีวิตด้วยความรู้สึก ถ้าเรารักพ่อ สักวันหนึ่งพ่อจะต้องตาย แต่ถ้าเรารักความรู้สึกที่พ่อมีให้เรา พ่อจะไม่มีวันตาย”

คุยกับ ‘จ๋าย อิชณน์กร’ จากอดีตฝันอยากเป็นผู้กำกับ สู่ไททศมิตรศิลปินผู้ใช้ความรู้สึกนำทาง และหนัง 4 ภาคที่ว่าด้วยชีวิตกู

ย้อนกลับไปที่หนัง 4 ภาคของตัวเขาเอง ไม่รู้จ๋ายมองว่าแต่ละภาคใช้เวลานานแค่ไหน แต่หากต้องเล่าถึงอัตชีวประวัติตลอด 30 กว่าปีของเขาให้จบ เราอยากรู้ว่าจ๋ายจะให้ใครเล่นเป็นพระเอกหนังเรื่องนี้

“หายากมาก” เขาตอบ “มันต้องเหนื่อยมากนะ เล่นหนัง 4 ภาค ผมว่ามันต้องเป็นคนละคนกันเล่น เพราะเพื่อนที่อีสานก็จะงงว่าผมที่ร้องเพลงเป็นใคร เพื่อนที่เคยตีกันก็งงว่าผมที่ตั้งใจเรียนละครเวทีเป็นใคร เพื่อนทุกคนจะงงว่าทำไมจ๋ายมาเล่นหนัง มันเหมือนเป็นคนละคน”

แล้วคุณชอบภาคไหนของ ‘จ๋าย’ ที่สุด เราถาม

“ตอบไม่ได้ เมื่อก่อนอาจจะตอบได้ว่าเราไม่ชอบภาคนี้ของชีวิตเลย อยากตัดออกไป แต่ตอนนี้เรายอมรับความอ่อนแอของตัวเองได้แล้ว เราพูดทุกวันเกิดเลยว่า เราขอบคุณทุกคนในชีวิต ขอบคุณพ่อแม่ที่ทิ้งเราไปและที่กลับมาในวันนี้ ขอบคุณยาย ขอบคุณเพื่อน ขอบคุณสังคมแย่ ๆ ขอบคุณคนที่เคยกระทืบเรา มีเรื่องกับเรา”

ถ้านั่งอยู่ในโรงภาพยนตร์ เอนด์เครดิตก็คงกำลังเลื่อนผ่านไปพร้อมกับเพลงประกอบหนังสักเพลง มีรายชื่อคนที่เขารักและเคยบาดหมางในอดีตเป็นผู้ร่วมสร้าง มีความหวัง มีการจากลา ผ่านการเดินทางราวกับรถไฟเหาะที่เกินจะคาดเดา แม้บางทีเรื่องราวล้มลุกคลุกคลานจะเล่าไปแล้วอายเพื่อน แต่จ๋ายยังคงยืนยันว่าอยากให้ทุกคนได้ดูหนังชีวิตของเขา

“ถ้าคนชื่อจ๋ายดังมีชื่อเสียง หนังมันก็คงจะทำเงิน แต่ผมไม่รู้สึกว่าผมดัง ความดังคืออะไร มันวัดกันเป็นเดซิเบลไม่ได้ ถ้าผมยังเดินห้างได้อยู่ก็โอเค อาจจะยังไม่ดังมาก” ผู้กำกับหนังหัวเราะ

คุยกับ ‘จ๋าย อิชณน์กร’ จากอดีตฝันอยากเป็นผู้กำกับ สู่ไททศมิตรศิลปินผู้ใช้ความรู้สึกนำทาง และหนัง 4 ภาคที่ว่าด้วยชีวิตกู

Writer

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

นักอยากเขียน บ้านอยู่ชานเมือง ไม่ชอบชื่อเล่นที่แม่ตั้งให้ มีคติประจำใจว่าอย่าเชื่ออะไรจนกว่าหมอบีจะทัก รักการดูหนังและเล่นกับแมว

Photographer

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load