21 กรกฎาคม 2560
17 K

22 กรกฎาคม, ได้ยินคำนี้ คนส่วนใหญ่น่าจะนึกถึงชื่อวงเวียน มากกว่าจดจำว่ามันเป็นวันสำคัญทางประวัติศาสตร์

22 กรกฎาคม 2460 เป็นวันที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ทรงประกาศเข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่ 1 กับฝ่ายสัมพันธมิตร ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงมากมายในประเทศไทย

22 กรกฎาคม 2560 เป็นวันครบ 100 ปี ที่สยามเข้าร่วมสงครามโลก ในวาระนี้มีนักวิชาการหลายกลุ่ม หยิบยกประวัติศาสตร์ครั้งนั้นมานำเสนอในหลายประเด็น

ย้อนกลับไปเมื่อ 3 ปีก่อน เป็นปีครบรอบ 100 ปี การเริ่มต้นสงครามโลกครั้งที่ 1 มีการจัดงานที่พูดถึงเหตุการณ์นี้ทั่วโลก รวมทั้งในประเทศไทย ครั้งนั้นมีการค้นคว้าข้อมูลต่างๆ ที่เราบันทึกไว้ มาเล่าถึงเหตุการณ์นี้ไปแล้ว เวลาผ่านไป 3 ปี เมื่อต้องจัดงานนี้อีกครั้ง นักวิชาการแต่ละกลุ่มก็เลยพยายามค้นคว้าหาประเด็นใหม่ๆ มาเล่า

เราสนใจมุมมองของ มูลนิธิพระบรมราชานุสรณ์ ร.6 ที่พยายามนำเสนอข้อมูลชุดใหม่ที่ยังไม่มีใครเคยพูด นั่นก็คือ เล่าเรื่องการเข้าร่วมสงครามโลกของสยาม (ชื่อประเทศไทยในขณะนั้น) ในสายตาชาวโลกว่าประเทศต่างๆ มองเราอย่างไร ให้ความสำคัญกับเราแค่ไหน โดยศึกษาผ่านสิ่งที่หนังสือพิมพ์และนิตยสารของแต่ละประเทศบันทึกไว้ รวมถึงดูจากตำแหน่งที่นั่งของทูตไทยในการประชุม และตำแหน่งของกองทัพไทยในขบวนฉลองชัยชนะสงครามโลกครั้งที่ 1

เนื้อหาทั้งหมดนี้กลายมาเป็นนิทรรศการชื่อ ‘100 ปี สยามกับสงครามโลกครั้งที่ 1’ จัดระหว่างวันที่ 22 กรกฎาคม – 30 สิงหาคม 2560 ที่หอวชิราวุธานุสรณ์ ในหอสมุดแห่งชาติ

วันก่อนเปิดงาน ทีมงานหลายฝ่ายกำลังวุ่นวายกับหน้าที่ของตัวเอง บางส่วนกำลังจัดหนังสือพิมพ์อายุ 1 ศตวรรษลงในตู้โชว์ บางส่วนกำลังสวมถุงมือเพื่อหยิบเหรียญตราที่อายุพอๆ กับหนังสือพิมพ์ออกจากกล่องมาตรวจสอบข้อมูล บางส่วนกำลังง่วนกับการทดสอบระบบฉายหนังซึ่งเป็นเรื่องของทหารในฝรั่งเศส

โจ-จิตติ เกษมกิจวัฒนา คิวเรเตอร์รุ่นใหญ่ ผู้รับหน้าที่ดูแลภาพรวมของนิทรรศการนี้ โบกมือทักทายเมื่อเห็นผมเดินมาถึง เขาถอดถุงมือออก วางมือจากงานอันรีบเร่งชั่วคราว แล้วพาเดินชมนิทรรศการแบบสุดพิเศษ เขายินดีเล่าวิธีคิดและวิธีทำงานในทุกขั้นตอน

แต่นั่นยังไม่พิเศษเท่าหลายเรื่องที่เขาเล่า ไม่ได้อธิบายอยู่ในนิทรรศการ

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว

มาทำความเข้าใจสถานการณ์ในบ้านเมืองเรากันก่อน

คนไทยจำนวนไม่น้อยมองว่าเราไม่จำเป็นต้องเข้าร่วมสงครามโลก เพราะเราอยู่ไกลจากที่เกิดเหตุ ไม่ควรสิ้นเปลืองงบประมาณส่งคนไปร่วมรบ การประกาศตัวเป็นกลางเหมือนในตอนแรกน่าจะเป็นสิ่งที่ดีอยู่แล้ว บริบทของประเทศเราในขณะนั้นคือ เราอยู่ตรงกลางระหว่างประเทศที่เป็นอาณานิคมของอังกฤษและฝรั่งเศสซึ่งเป็นฝ่ายสัมพันธมิตร และเรามีสัมพันธ์อันดีกับชาวเยอรมันซึ่งเป็นกลุ่มมหาอำนาจกลาง เราก็มีข้าราชการชาวเยอรมันทั้งในฝั่งทหารและรัฐบาล

เมื่อเราประกาศตัวเป็นกลางในขณะที่ประเทศรอบข้างเป็นฝ่ายสัมพันธมิตร ทำให้ชาวเยอรมันเดินทางเข้ามาอยู่ในไทยมากขึ้น จนฝ่ายสัมพันธมิตรมองว่า สยามเป็นแหล่งพักพิงและกระจายข่าวของชาวเยอรมันในภูมิภาคนี้ ในขณะที่ฝั่งเยอรมันเองก็ไม่ได้เชื่อในความเป็นกลางของเราเท่าไหร่นัก

สยามวางตัวเป็นกลางมาได้ 3 ปี ก็เกิดเหตุการณ์กองทัพเยอรมันยิงเรือโดยสารของพลเรือน ซึ่งผิดข้อตกลงระหว่างประเทศ รวมไปถึงมีการฆ่าผู้บริสุทธิ์มากมาย ประเทศที่เป็นกลางทั้งหลายจึงเริ่มเคลื่อนไหว ประเทศกลุ่มหนึ่งจึงตัดสินใจเข้าร่วมสงครามโลกเป็นกลุ่มที่ 3 หรือ Third Wave นำโดยอเมริกา

รัชกาลที่ 6 สื่อสารกับทูตสยามในประเทศต่างๆ ตลอดว่าเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นบ้าง ท่านจึงส่งจดหมายไปประท้วงเยอรมนี และติดต่อกับสถานทูตอเมริกา อังกฤษ และฝรั่งเศส ถึงเงื่อนไขต่างๆ ในการเข้าร่วมกับฝ่ายสัมพันธมิตร ในที่สุดรัชกาลที่ 6 ก็ทรงประกาศเข้าร่วมสงครามในวันที่ 22 กรกฎาคม 2460

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว

เครื่องทรงมหาพิชัยยุทธ

นิทรรศการนี้มีเครื่องทรงมหาพิชัยยุทธจำลอง ซึ่งเป็นเครื่องทรงของกษัตริย์ในยามออกสงครามให้ชมด้วย

เครื่องทรงมหาพิชัยยุทธประกอบด้วยพระภูษาไหม โจงกระเบนสีแดงเลือดนก ด้านในเป็นฉลองพระองค์ชั้นในแบบนักรบไทยโบราณไม่มีแขน สีแดง มีอักขระเลขยันต์ทั่วทั้งองค์ เป็นฉลองพระองค์ที่รัชกาลที่ 1 เคยทรงออกศึกสงครามมาแล้ว ชั้นนอกทรงสวมฉลองพระองค์แพร (Spun Silk) สีแดง ลงอักขระเลขยันต์ทั้งองค์ ทรงคาดพระภูษาสมรดพื้นแดงตาดไหมทองแล่ง ถุงพระบาทและฉลองพระบาทสีแดง พระหัตถ์ซ้ายถือพระแสงดาบคาบค่ายซึ่งเป็นพระแสงดาบองค์จริงที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงใช้ปราบศึกพม่า พระหัตถ์ขวาถือยอดชัยพฤกษ์ ทรงทัดใบมะตูมที่พระกรรณซ้าย

ถ้าสงสัยว่าทำไมต้องเป็นชุดนี้ เหตุผลก็คือ วันที่ 22 กรฎาคม 2460 เป็นวันอาทิตย์ จึงสวมเครื่องทรงที่ถูกต้องตามตำรามหาพิชัยยุทธนาการโบราณราชประเพณี และตามหลักสวัสดิรักษา ซึ่งสีแดงเป็นสีมงคลประจำวันอาทิตย์

ฉลองพระองค์ที่จัดแสดงในนิทรรศการนี้ทำขึ้นมาใหม่โดย คุณเถ่า-มีชัย แต้สุจริยา แห่งบ้านคำปุน ใช้วิธีทอผ้าทั้งหมดด้วยขั้นตอนแบบโบราณ และย้อมสีด้วยครั่งแบบโบราณ เนื่องจากภาพเก่าที่มีเป็นภาพขาวดำ จึงใช้วิธีหาค่าสีแดงที่ถูกต้องจากการอ่านบันทึก ลองทำผ้าสีแดงเฉดต่างๆ แล้วเอาถ่ายภาพให้เป็นขาวดำเพื่อเทียบกับภาพถ่ายต้นฉบับ ส่วนผ้าคาดเอว เรียกว่า ผ้าหนามขนุน เป็นการทอแบบญี่ปุ่นซึ่งเป็นวิธีการแบบดั้งเดิมเช่นเดียวกัน

 

การสื่อสารกับประชาชนผ่านงานเขียน

คนไทยในยามนั้นมองว่าชาวเยอรมันคือเพื่อนที่ดี ส่วนชาวอังกฤษและฝรั่งเศสเหมือนเป็นศัตรู เพราะมีเรื่องพิพาทเกี่ยวกับพื้นที่ชายแดนกันอยู่ การเข้าร่วมสงครามกับอังกฤษและฝรั่งเศสเพื่อรบกับชาวเยอรมันจำเป็นต้องสื่อสารเหตุผลสู่ประชาชน รัชกาลที่ 6 จึงทรงแปลข่าวจากหนังสือพิมพ์ต่างชาติทั้งในไทยและต่างประเทศเพื่อเผยแพร่เป็นภาษาไทยอย่างต่อเนื่อง ช่วงนั้นท่านมีพระราชนิพนธ์ที่เป็นแนวหนังสือพิมพ์ค่อนข้างมาก ทางมูลนิธิฯ จึงจัดพิมพ์พระราชนิพนธ์ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 ขึ้นมาเป็นชุดพิเศษ (6 เล่ม) สำหรับงานนี้ด้วย

สงครามโลกครั้งที่ 1 สงครามโลกครั้งที่ 1

ทหารอาสา

สยามส่งทหารไปร่วมรบในสงครามโลกครั้งที่ 1 ด้วยพันกว่านาย คนที่สมัครไปร่วมรบมีทั้งทหารและพลเรือน ทหารอาสาที่เราส่งไปมีทั้ง ทหารบกรถยนต์ช่วยขนส่งกำลังพลและเสบียง และทหารอากาศ ทหารของเรานั่งเรือไปขึ้นฝั่งที่เมืองมาร์เซย์ ประเทศฝรั่งเศส พอไปถึงทหารอาสาทั้งหมดต้องเข้ารับการฝึก ทหารรถยนต์ใช้เวลาฝึกสั้นกว่า จึงได้ปฏิบัติหน้าที่ก่อน

นิทรรศการนี้มีการฉายภาพยนตร์ที่มีเรื่องทหารอาสาของสยาม ขอลิขสิทธิ์มาจากกระทรวงกลาโหม ประเทศฝรั่งเศส ถึงแม้ว่าในหนังไม่มีข้อมูลว่าฉากต่างๆ คืออะไร แต่เราก็เอามาเทียบกับข้อมูลที่มี ทำให้รู้ว่าสถานที่ต่างๆ ในภาพคืออะไร เป็นการหาบริบทให้ภาพเหล่านั้น

มีบันทึกของฝรั่งเศสบอกว่า ทหารบกรถยนต์ของเราทำงานดีมาก จนกองทัพฝรั่งเศสมอบเหรียญตราครัวซ์ เดอ แกร์ (Croix de Guerre) ให้ และมีการพูดถึงทหารอาสาว่า มีระเบียบ ปฏิบัติหน้าที่ได้ดีเยี่ยม ส่วนทหารอากาศ พอฝึกเสร็จ กำลังเดินทางไปรบ สงครามก็สิ้นสุดพอดี

เหรียญตรา

ทางฝั่งไทยมีการมอบเหรียญพระราชทาน ‘เหรียญชัย’ ให้ทหารอาสา ในที่ประชุมสัมพันธมิตรเห็นพ้องต้องกันว่าให้สร้างเหรียญที่ระลึกขึ้น โดยใช้สีแพรแถบห้อยเหรียญเหมือนกันทุกประเทศ ส่วนตัวเหรียญนั้นแล้วจะเลือกทำ เหรียญชัยของไทยออกแบบโดย มจ.อิทธิเทพสรรค์ กฤดากร ด้านหน้าเป็นรูปนารายณ์บันฦาชัย ด้านหลังมีอักษรว่า ‘มหาสงครามเพื่ออารยธรรม’ แล้วก็ยังมีเหรียญตราอีกหลายประเภทมอบให้ด้วย รวมไปถึงการสร้าง ‘อนุสาวรีย์ทหารอาสา’ หน้าพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ

เหรียญตรา สงครามโลก

ก่อนออกเดินทาง

ก่อนทหารอาสาออกเดินทางไปร่วมสงคราม รัชกาลที่ 6 พระราชทานเลี้ยงที่พระบรมมหาราชวัง หลังจากมื้ออาหารมีการฉายภาพยนตร์เรื่อง Britain Prepared เป็นหนังที่กองทัพอังกฤษทำขึ้นเพื่อเผยแพร่ศักยภาพทางทหารของอังกฤษ ท้ายภาพยนตร์ชุดนั้นมีโคลงภาษาอังกฤษของ Rudyard Kipling อยู่ 2 บรรทัดว่า

Who dies if England lives?

Who lives if England dies?

เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ เสนาธิการทหารบก โปรดมาก จึงขอให้รัชกาลที่ 6 พระราชทานคำเตือนใจแด่ทหารและพลเรือนเช่นนั้นบ้าง ในวันรุ่งขึ้นพระองค์ก็พระราชทานโคลง 4 บท ที่มีชื่อว่า ‘สยามานุสสติ’

โดยท่อนที่เราคุ้นกันดีที่สุดก็คือ ท่อนที่แปลจากโคลงท้ายภาพยนตร์นั่นเอง

หากสยามยังอยู่ยั้ง ยืนยง

เราก็เหมือนอยู่คง ชีพด้วย

หากสยามพินาศลง ไทยอยู่ ได้ฤๅ

เราก็เหมือนมอดม้วย หมดสิ้นสกุลไทยฯ

สงครามโลก

ต่างชาติมองทหารไทยยังไง

จากการค้นข่าวในหนังสือพิมพ์ของอังกฤษ อเมริกา และฝรั่งเศส สื่อมวลชนเขียนถึงทหารไทยในแง่ดี และให้เกียรติ มีการเขียนสกู๊ปเรื่องว่า ถึงแม้ทหารอาสาของไทยบางส่วนจะไม่ใช่ทหารอาชีพ แต่ก็ไม่ได้แปลว่าไม่เก่ง เพราะผ่านการฝึกเสือป่ามาแล้ว

สงครามโลก สงครามโลก

พระราชทานเลี้ยงหลังกลับจากสงคราม

เมื่อทหารอาสากลับมา รัชกาลที่ 6 พระราชทานเลี้ยงที่พระบรมมหาราชวัง เนื่องจากมีการกลับมาหลายรอบ จึงมีหลายมื้อ เสือป่าก็ได้มอบกลักบุหรี่พร้อมลงชื่อให้ทหารอาสาแต่ละคนเป็นที่ระลึก ความพิเศษอย่างของงานเลี้ยงนี้คือ มีบันทึกว่า ก่อนเข้าสู่พระราชวัง ทหารทุกคนถือโคมรูปดอกบัวสีเขียว ขาว แดง และน้ำเงิน สลับสีกันเป็นสีธงชาติ เดินขบวนมาตั้งแถวที่ถนนสนามไชย (หน้ากระทรวงกลาโหม) เมื่อตั้งแถวพร้อม ทหารในกองทหารบกรถยนต์ซึ่งกลับมาจากราชการสงครามได้ร้องเพลงตำนานย่อของกองทหารนั้น และเพลงถวายพระพรชัยมงคล ร้องทั้งหมด 5 เพลง นี่คือตัวอย่างเพลง ฝรั่งรำเท้า เป็นเพลงที่ 3

 

นำธงชาติ, ออกประกาศ, สมความคิด

ในท่ามกลาง, สัมพันธมิตร์, อยู่ครบถ้วน

ทหารไทย, ได้ไป, เข้าขบวน

นการสวน, สนาม, สามนคร

คือที่กรุง, ปารีส, แรกเริ่มต้น

ทวยราษฎร์, หลากล้น, สลับสลอน

ถัดมา, ข้ามทเล, ไปลอนดอน

พระนคร, หลวงอังกฤษ, มิตร์สำคัญ

ต่อจากนี้, ไปบรัสเซล, กรุงเบ็ลเยี่ยม

แล้วก็เตรียม, ตัวกลับ, ยังเขตร์ขัณฑ์

นับว่าหมด, ราชกิจ, ที่สำคัญ

ต่างปรีเปรม, เกษมสันต์, ด้วยพอใจ

พระเดชา, นุภาพ, ปกเกล้าฯ

คุ้มครอง, ข้าเจ้า, ไม่ตักษัย

นำเกียรติ, กลับมา, สู่ชาติไทย

น้อมเกล้าฯ, ถวายไชย, ในวันนี้.

 

 

สงครามโลก สงครามโลก

ที่นั่งของทูตไทยในเวทีโลก

หนึ่งในพระราชปณิธานของรัชกาลที่ 6 ตั้งแต่พิธีบรมราชาภิเษกคือ พระองค์ทรงอยากมีชีวิตอยู่นานพอที่จะเห็นประเทศไทยมีสิทธิและเท่าเทียมกับนานาประเทศ หลังการเข้าร่วมสงครามโลกกับฝ่ายสัมพันธมิตร ทำให้ประเทศเรามีสิทธิและเสียงเท่ากับประเทศใหญ่ หลังจากสิ้นสุดสงครามมีการประชุม Peace Conference ที่แวร์ซาย ประเทศฝรั่งเศส ซึ่งเป็นจุดเร่ิมต้นของการก่อตั้ง League of Nation องค์กรกลางให้นานาประเทศมาแก้ปัญหาด้วยการเจรจาแทนการทำสงคราม สยามของเรามีสถานะเป็นหนึ่งในประเทศสมาชิกก่อตั้ง

จากหนังสือเก่าที่ทีมงานหามาได้จากร้านขายหนังสือเก่าในฝรั่งเศส ระบุตำแหน่งที่นั่งของทูตไทยว่าอยู่ในตำแหน่งใกล้กับฝรั่งเศส และอยู่ใกล้ประธานในที่ประชุม ถือว่าเป็นตำแหน่งที่ดี ในการประชุมครั้งที่สอง ตำแหน่งของสยามก็ยังดีเช่นเดิม

สงครามโลก สงครามโลก

ตำแหน่งของกองทัพในขบวนฉลองชัยชนะ

หลังจากฝ่ายสัมพันธมิตรชนะสงคราม ฝรั่งเศสได้เชิญประเทศสัมพันธมิตรมาเดินขบวนฉลองชัยชนะในวันชาติฝรั่งเศสร่วมกัน วันที่ 14 กรกฎาคม 2462 จากภาพเคลื่อนไหวที่เคยเห็น มีเพียงภาพทหารสยามเดินผ่านไป ไม่มีใครรู้ว่าทหารของเราอยู่ตรงไหนในขบวน แต่จากหนังสือเก่าที่ได้มาจากฝรั่งเศส ทำให้เห็นว่าตำแหน่งของเราอยู่ในประเทศกลุ่มแรกๆ ของขบวน

 

ได้แก้ไขสนธิสัญญาที่ไม่เป็นธรรม

พอจบสงครามโลกครั้งที่ 1 จบลง อเมริกาได้เร่ิมแก้ไขสนธิสัญญาต่างๆ ที่ไม่เป็นธรรมกับเรา ส่วนอังกฤษใช้เวลาค่อนข้างนาน เพราะมีความซับซ้อน ทางฝั่งฝรั่งเศสใช้เวลานานที่สุด เพราะช่วงนั้นเรายังมีคดีความเรื่องดินแดนฝั่งตะวันออกของแม่น้ำโขง

สงครามโลก

กำเนิดธงไตรรงค์

ก่อนหน้านี้ธงชาติไทยเป็นธงรูปช้างเผือกบนพื้นแดง ธงในการค้าขายเป็นแถบขาวสลับแดง แต่รัชกาลที่ 6 ทรงเพิ่มแถบสีน้ำเงินขาบลงไป เพื่อแสดงความเป็นหนึ่งเดียวกับฝ่ายสัมพันธมิตร เพราะธงชาติของอังกฤษ ฝรั่งเศส และสหรัฐอเมริกา ล้วนมีสีแดง ขาว และน้ำเงิน โดยใช้ครั้งแรกเป็นธงไชยเฉลิมพลประจำกองทหารหน่วยที่ไปร่วมรบในสงครามโลกครั้งที่ 1 ซึ่งด้านหนึ่งมีรูปช้างเผือกอยู่ตรงกลาง และอีกด้านเป็นตราพระปรมาภิไธยรัชกาลที่ 6 จากนั้นก็ได้ปรับมาเป็นธงแบบปัจจุบัน ซึ่งรัชกาลที่ 6 พระราชทานนามว่า ธงไตรรงค์ มีข้อมูลจากบันทึกระบุว่า รัชกาลที่ 6 ตรัสว่า ธงไตรรงค์คือสัญลักษณ์ของการเข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่ 1 ของไทย

เครื่องแบบ

เครื่องแบบทหาร

ก่อนหน้านี้เครื่องแบบของทหารไทยไม่ได้มีสีเขียวอย่างในปัจจุบัน เราเร่ิมใช้สีนี้เมื่อตอนส่งทหารอาสาเข้าร่วมรบ ซึ่งเป็นสีเดียวกับเครื่องแบบหน้าร้อนของทหารยุโรป

วงเวียน 22

วงเวียน 22 กรกฎาคม

เพื่อระลึกถึงการเข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่ 1 รัชกาลที่ 6 จึงโปรดให้ตัดถนน 3 สาย และสร้างวงเวียนแห่งแรกของประเทศ เร่ิมต้นสร้างเมื่อวันที่ 27 มกราคม 2461 พระราชทานนามว่า ’22 กรกฎาคม’ และพระราชทานชื่อถนนทั้ง 3 สายว่า ไมตรีจิตต์ มิตรพันธ์ สันติภาพ แสดงว่าไมตรีจิตที่มีต่อฝ่ายสัมพันธมิตรทำให้เกิดสันติภาพ แต่พอเวลาผ่านไป เรื่องราวเหล่านี้อาจไม่ถูกพูดถึง จนคนส่วนใหญ่ไม่รู้ที่ไปที่มาของวงเวียน 22 กรกฎาคม นิทรรศการชิ้นนี้พยายามทำเชื่อมโยงให้เห็นว่าเรื่องราวของสงครามโลกครั้งที่ 1 กับคนไทยนั้นใกล้ตัวกว่าที่คิด

นิทรรศการ 100 ปี สยามกับสงครามโลกครั้งที่ 1 จัดแสดงระหว่างวันที่ 22 กรกฎาคม – 30 กันยายน 2560 เวลา 09.00 – 16.30 น. (จันทร์-เสาร์) ที่หอวชิราวุธานุสรณ์ ในเขตหอสมุดแห่งชาติ

แต่ถ้าใครอยากร่วมเดินชมแบบพิเศษกับ The Cloud โดยมีคิวเรเตอร์ โจ-จิตติ เกษมกิจวัฒนา เป็นผู้นำชมและเล่าเรื่องเบื้องหลังให้ฟังอย่างละเอียด ในวันเสาร์ที่ 5 สิงหาคม 2560 เวลา 13.30 – 16.00 น. โดยไม่ค่าใช้จ่ายใดๆ งานนี้รับจำนวนจำกัดเพียง 30 คนเท่านั้น ปัจจุบันมีคนสมัครเต็มจำนวนแล้วเรียบร้อย

นิทรรศการ 100 ปี สยามกับสงครามโลกครั้งที่ 1

22 กรกฎาคม – 30 กันยายน 2560  เวลา 09.00 – 16.30 น. (จันทร์-เสาร์)
หอวชิราวุธานุสรณ์ หอสมุดแห่งชาติ

Writer & Photographer

ทรงกลด บางยี่ขัน

ตำแหน่งบรรณาธิการโดยอาชีพ เป็นนักเดินทางมือสมัครเล่น แบ่งเวลาไปสอนหนังสือโดยสมัครใจ และชอบจัดทริปให้คนสมัครไป

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

“หมาน้อยมี 2 ความหมายครับ ความหมายแรกคือใบหมาน้อย เป็นใบไม้ที่ภาคกลางเรียกว่า ใบเขมา ภูมิปัญญาอีสานใช้คั้นกับน้ำทำเป็นวุ้น กินเป็นยาเย็น ส่วนอีกความหมายหนึ่ง หมาน้อยเป็นสมญานามเรียกลูกชายผม” น้ำเสียงของ เชฟหนุ่ม-วีระวัฒน์ ตริยเสนวรรธน์ เจือรอยยิ้ม ขณะอธิบายความลึกซึ้งเบื้องหลังผลงานล่าสุดในนาม ‘หมาน้อยฟู้ดแล็บ’ ที่ร่วมมือกับเชฟชาวแคนาดา Kurtis Hetland เชฟหนุ่มยืนยันว่าโปรเจกต์นี้ไม่ได้เดินรอยตามซาหมวยแอนด์ซันส์ เป็นธุรกิจอาหารที่ไม่ใช่ร้านอาหาร แต่ทำอย่างอื่นที่แตกต่าง

“มันคือ Food Lab ที่ทำ Research and Development โดยเฉพาะเลย หมาน้อยเกิดจากเราอยากนำเสนอรสชาติที่แตกต่างของวัตถุดิบท้องถิ่นอีสาน อย่างอาหารหมักดองในวันนี้ ซึ่งถ้าทำให้คนเข้าใจในวงกว้างได้ ถ้ามีผลตอบรับด้านธุรกิจ สิ่งเหล่านี้จะทำให้เราทำโปรดักต์ต่าง ๆ ได้หลากหลาย พวกองค์ความรู้ก็ส่งต่อให้ร้านอาหารไฟน์ไดนิ่งเอย โรงเรียนสอนทำอาหารเอย หรืออยู่ในชุมชนก็ได้เช่นกัน วันหนึ่งถ้าเราคิดค้นอะไรที่ปุถุชนเข้าใจง่าย เอาไปหยอดใส่อะไรก็อร่อย แบบนี้ก็เป็นโปรดักต์เช่นกัน” 

เชฟอธิบายโมเดลธุรกิจจากวัตถุดิบอีสานให้เข้าใจง่าย ตามเป้าหมายเพื่อให้วัตถุดิบอีสานละแวกบ้านมีมูลค่ามากขึ้น และเก็บรักษาภูมิปัญญาที่ส่งต่อกันปากต่อปาก ซึ่งนับวันจะจางหายไกลตัวไปเรื่อย ๆ 

“ถ้าคนเรายังกังวลปัญหาปากท้องอยู่ การตระหนักเรื่องพวกนี้ค่อนข้างยากครับ ถ้ามันย้อนกลับไปสร้างรายได้ให้คนได้เลย การอนุรักษ์ทางอ้อมจะเกิดขึ้นเอง” ผู้ประกอบการชาวอีสานเล่าวิธีแก้ปัญหาด้วยระบบธุรกิจ ซึ่งเขาออกแบบให้ไม่สร้างสูตรอาหาร เพราะเชื่อว่าน่าจะทวีความซับซ้อนต่อการเข้าใจวัตถุดิบ แต่เน้นสร้างรสชาติใหม่ด้วยเครื่องปรุงท้องถิ่นสารพัด

รสชาติใหม่ของอีสาน

เมื่อตกลงปลงใจสร้างฟู้ดแล็บด้วยกัน เชฟหนุ่มและเชฟหนุ่มกว่าอย่างเชฟเคอร์ติส มีข้อตกลงร่วมกันว่า 

หนึ่ง หมาน้อยจะทำงานกับวัตถุดิบอีสานและสร้างรสชาติใหม่

สอง เทคนิคที่ใช้เป็นหมักดอง แบบใหม่ก็ดี แบบเก่าก็ดี แต่ไม่เก่าซะทีเดียว 

ตรงนี้เชฟหนุ่มอธิบายเพิ่มเติมว่าของเก่าที่ดีมีอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องทำซ้ำเดิม แต่จะพลิกแพลงหาความเป็นไปได้ใหม่ สมมติทำปลาร้า ของดั้งเดิมอร่อยอยู่แล้วก็ไม่ไปทำแข่ง แต่อาจจะเอาปลาไป Cold Smoke ก่อนหมัก เป็นต้น 

สาม หมาน้อยจะทดลองค้นคว้าอาหารสุดโต่งอย่างไรก็ได้ แต่ต้องมีรากเหง้า เพื่อให้คนกินเชื่อมโยงเข้าใจที่มาอาหารได้ง่าย 

“สมมติเราสร้างรสชาติใหม่ได้แล้ว คำถามถัดไปคือ แล้วเราจะเอาไปทำอะไรวะ อร่อยเราจะเท่ากับอร่อยเขาไหม อยากจะหาความเป็นไปได้จากรสชาติที่เราสร้างขึ้น ดังนั้น เราจึงค้นคว้าทดลองเยอะมากเพื่อให้คนทั่วไปเข้าใจงานที่ออกมา” 

ไอเดียหลัก ๆ สร้างสรรค์เก๋ไก๋ทั้งหลายมาจากเชฟเคอร์ติส ส่วนตัวเชฟหนุ่มเองเป็นคนคอยตบภาพรวมให้เข้าที่ และแนะนำรสชาติที่ถูกปากคนไทยให้แก่เชฟชาวแคนาดา

“ความแตกต่างของเราคือความหนุ่มและความแก่ครับ” เชฟหนุ่มผู้สูงวัยกว่าเอ่ยพลางหัวเราะลั่น “เขาเป็นเชฟรุ่นใหม่ไฟแรง ความคิดอ่านสดใหม่ และจัดได้ว่าเป็นเนิร์ดที่ลุ่มหลงเสพติดอาหารคนหนึ่งเลย”

เชฟเคอร์ติสเคยทำงานที่ Inua ร้านอาหารของอดีตเชฟร้าน Noma ร้านอาหารไฟน์ไดนิ่งอันดับหนึ่งของโลก เคอร์ติสเป็นเชฟสายหมักดอง อาหารของเขารสชาติเรียบง่าย ต่างจากรสอาหารไทยที่ต้องกลมกล่อมครบรส การร่วมมือกันระหว่างเชฟต่างเชื้อชาติ วัฒนธรรม วัย และประสบการณ์ จึงทำให้เกิดการต่อยอดใหม่ให้วงการอาหารอีสานไทย

'หมาน้อยฟู้ดแล็บ' การตามหารสใหม่ของอีสาน โดยเชฟลูกอีสานกับเชฟฝรั่งนักหมักระดับโลก

Exploring Isaan Flavor

เชฟหนุ่มและเชฟเคอร์ติส ลองใช้ผลลัพธ์ที่ได้จากฟู้ดแล็บแปรเปลี่ยนเป็นเครื่องปรุงกับส่วนผสมในกระบวนการปรุง จัดเป็นมื้ออาหารที่ได้แรงบันดาลใจจากอาหารอีสานและอาหารหลากหลายสัญชาติ 

อาหารมื้อนี้ราวกับจัดขึ้นเพื่อพิสูจน์ให้เห็นว่า รสวัตถุดิบของอีสานอยู่กับอาหารได้หลากหลายชนิด และกลายเป็นรสอร่อยแบบสากลได้ และต้องการทำให้รสใหม่ ๆ ที่ค้นพบกลายเป็นรสใหม่ที่คนกินชื่นชอบ และเข้าใจ

เต้าหู้ถั่วดินกับซุปใส

ซุปมิโสะที่หมาน้อยฟู้ดแล็บใช้เวลาทำ 2 เดือน นำมาทำเป็นซุปใส กินคู่กับถั่วดินต้ม ให้ความสดชื่นจากก้านผักชี กินกับเต้าหู้นิ่ม

'หมาน้อยฟู้ดแล็บ' การตามหารสใหม่ของอีสาน โดยเชฟลูกอีสานกับเชฟฝรั่งนักหมักระดับโลก

ทาโก้บักมี่

อีสานผสมเม็กซิกัน ใช้เทคนิคเดียวกันกับที่เม็กซิกันทำแป้งตอติญ่าที่ใช้ด่างในการทำ เชฟนำเม็ดขนุนมาต้มกับน้ำขี้เถ้าจนนุ่ม ล้าง แล้วปอกเปลือก ปั่น ผสมแป้งให้มันเกาะตัวกัน จะได้เป็นแผ่นแป้งตอติญ่าเม็ดขนุน 

โมเล่หรือแกง ใช้ขนุนสุก ขนุนอ่อนย่างไฟเบา ๆ ไปเรื่อย ๆ ผสมกับซีอิ๊วที่ทำจากเห็ด ทำให้ซีอิ๊วได้ความเค็มความนัวและความเปรี้ยว ทานคู่กับหอมเจียวและพริกดอง

'หมาน้อยฟู้ดแล็บ' การตามหารสใหม่ของอีสาน โดยเชฟลูกอีสานกับเชฟฝรั่งนักหมักระดับโลก

ก้อยไข่มดแดง แกล้มคาเวียร์

โคจิเค้กที่ทำจากข้าวบาเล่ย์ มีซอสทาบาง ๆ ย่างไฟเบา ๆ ให้ตัวโคจิสุก กลิ่นผลไม้ฟรุตตี้จะชัดขึ้น ทำให้เค้กนัวขึ้น จับคู่กับไข่มดแดง ลองเปรียบเทียบกับคาเวียร์โดยการเสิร์ฟมาคู่กัน 

'หมาน้อยฟู้ดแล็บ' การตามหารสใหม่ของอีสาน โดยเชฟลูกอีสานกับเชฟฝรั่งนักหมักระดับโลก

กุ้งแม่น้ำแกงข่า

ต้มข่าที่ปรุงเปรี้ยวแบบไม่ใช้มะนาว หมาน้อยฟู้ดแล็บทำโคจิเยอะมาก และเชฟเคอร์ติสก็เอาโคจิบางส่วนไปทำแบบแลคโตเฟอร์เมนต์ ผลลัพธ์ที่ได้คือความเปรี้ยวนัว เชฟเลยทดลองเอาน้ำแลคโตโคจิที่ได้มาปรุงน้ำต้มข่าแทนน้ำมะนาว 

ในซอสมีน้ำแลคโตโคจิผสมกับกะทิ กับน้ำข่าที่เชฟใช้วิธีคั้นน้ำออกมาแทนการต้มข่าแบบเดิม ผลที่ได้คือความเข้มข้นที่มีมากกว่า และได้สารอาหารครบถ้วน 

ส่วนเนื้อกุ้งจะแช่น้ำชิโอะโคจิก่อนให้นุ่ม ผลลัพธ์ที่ได้คือโคจิจะช่วยให้โปรตีนนุ่ม

และเกลือในชิโอะโคจิจะทำให้เนื้อกุ้งเด้งขึ้นด้วยในคราวเดียวกัน ก่อนเสิร์ฟจะนำไปตุ๋นไฟเบา ๆ ในน้ำแลคโตอีกที ให้ความเค็มและความเปรี้ยว ดึงความหวานของกุ้งออกมา กินกับผักดองต่าง ๆ

'หมาน้อยฟู้ดแล็บ' การตามหารสใหม่ของอีสาน โดยเชฟลูกอีสานกับเชฟฝรั่งนักหมักระดับโลก

แกงเนื้อพริกรมควันกับโดนัททอด

ข้างในใส่เนื้อของ ว. ทวีฟาร์ม ทำเป็นแกงเผ็ด ท็อปด้วยผักหวาน คลุกกับน้ำของพริกที่รมควัน 2 อาทิตย์ กินกับชีสฟักทอง 

'หมาน้อยฟู้ดแล็บ' การตามหารสใหม่ของอีสาน โดยเชฟลูกอีสานกับเชฟฝรั่งนักหมักระดับโลก

หมกปลากับแจ่วผักชีลาว

หมกปลากราย ด้านบนเป็นปลาบู่ปรุงรสด้วยผักชีลาว ขูดด้วยมะกรูดดำทำกระบวนการเดียวกับกระเทียมดอง น้ำแกงเป็นซุปไก่เหมือนซุปไพตันของราเมง แต่ต้มกับขมิ้น ปรุงรสด้วยน้ำชิโอะโคจิเพิ่มความนัว ใส่หอมแดงสับ หยดด้วยน้ำมันผักชีลาว

โปรเจกต์ตามหารสใหม่ของวัตถุดิบอีสานด้วยศาสตร์หมักดอง และแปรผลเป็นเครื่องปรุงรสกับมื้ออาหาร

อกเป็ด น้ำลาบ แนมหม่ำเป็ดกับข้าวเหนียวมันเป็ด

อกเป็ดหมักโมโรมิหรือกากถั่วเหลืองจากการหมักซีอิ๊ว เอามาย่างไฟเบา ๆ เสิร์ฟแบบมีเดียมแรร์ ส่วนซอสข้นจะมีความเผ็ดจากพริกป่นและหอมข้าวคั่ว ให้อารมณ์พริกลาบ 

ส่วนข้าวเหนียว เป็นข้าวเหนียวมันเป็ดที่มีสัมผัสหนึบหนับ มีความมันจากธรรมชาติแบบไม่ได้ใส่น้ำมันลงไปเลย ห่อด้วยผักชุนฉ่ายผัดกับน้ำปลาร้ากับน้ำขึ้นฉ่าย โรยด้วยหม่ำเป็ด ตัดเลี่ยนด้วยลูกไหนดอง

โปรเจกต์ตามหารสใหม่ของวัตถุดิบอีสานด้วยศาสตร์หมักดอง และแปรผลเป็นเครื่องปรุงรสกับมื้ออาหาร

สังขยาอบฟาง 

ส่วนผสมคล้ายสังขยา แต่เชฟใช้ฟางข้าวแห้งใส่เข้าไปด้วย รสคล้ายสังขยาใส่ชาเอิร์ลเกรย์ กินคู่กับใบไชยากรอบ ได้รสขม ๆ มีกลิ่นหอม กินกับลูกหม่อนแช่อิ่ม

โปรเจกต์ตามหารสใหม่ของวัตถุดิบอีสานด้วยศาสตร์หมักดอง และแปรผลเป็นเครื่องปรุงรสกับมื้ออาหาร

Future Food

“สิ่งที่ผมต้องศึกษาทั้งที่ไม่เคยรู้มาก่อนคือเรื่องสตาร์ทอัพ ว่าโปรดักต์พวกนี้ต้องไปอยู่ช่องทางไหนถึงดี ซึ่งปรากฏว่าไปตกช่อง Future Food แล้วผลตอบรับดี 

“ตอนมีงานดีไซน์วีกที่ขอนแก่น เป็นครั้งแรกที่ได้รู้จักคำว่า Future Food จริง ๆ ซึ่งเขาใช้วัตถุดิบแบบหมาน้อยเลยนะ แต่ใช้ในเชิงอุตสาหกรรม เช่น เอาจิ้งหรีด เอาสาหร่ายน้ำจืดไปทำแป้ง ถามว่าอร่อยไหม ก็แล้วแต่คนแน่นอน คือรสชาติเขาไม่ได้มาก่อน เขาเอาเรื่องคุณค่าสารอาหาร เรื่องโจทย์สิ่งแวดล้อมเป็นตัวตั้ง มันเป็นอีกโลกของอาหารที่เราไม่เคยสนใจมาก่อน พอเราทำแล้วคนกินรู้สึกว่า เฮ้ย ทำงี้แล้วอร่อยได้ด้วยเว้ย มันก็เป็นความหวังเล็ก ๆ ว่าหมาน้อยมีช่องทางไปต่อ” เชฟหนุ่มเล่าโครงการอนาคต

โปรเจกต์ตามหารสใหม่ของวัตถุดิบอีสานด้วยศาสตร์หมักดอง และแปรผลเป็นเครื่องปรุงรสกับมื้ออาหาร
โปรเจกต์ตามหารสใหม่ของวัตถุดิบอีสานด้วยศาสตร์หมักดอง และแปรผลเป็นเครื่องปรุงรสกับมื้ออาหาร

เป้าหมายในอนาคตของหมาน้อย คือร่วมมือกับหน่วยงานมหาวิทยาลัยต่าง ๆ หรือภาครัฐ เพื่อค้นคว้าต่อยอดงานวิจัย และสร้างโปรดักต์ออกมาให้ได้ 

เขามองว่าปลายทางที่ยั่งยืนมาจากธุรกิจที่เลี้ยงตัวเองได้ และทำให้ฟู้ดแล็บนี้ได้ตั้งมั่นกับปณิธาน R&D ไปตลอดรอดฝั่ง 

“Future Food เป็นอีกหนึ่งความหวังของเกษตรกรครับ ตลาดในประเทศไทยยังน้อยมาก แต่หลายประเทศสนใจนำเข้า อย่างญี่ปุ่น เม็กซิโก ซึ่งเม็กซิโกเขาก็กินแมลง เห็นแมลงไทยก็กินได้ไม่เคอะเขิน แถมแมลงและสาหร่ายน้ำจืดยังตกอยู่ในกลุ่ม Super Food ซึ่งได้รับความนิยมในโลกตะวันตก หลายคนที่กินเขามองหาสารอาหาร ไฟเบอร์ทางเลือกให้ร่างกาย เขาก็สนใจ เราเลยอยากทำตลาดในเมืองนอกก่อน

“ประเทศไทยคงต้องใช้เวลาอีกพักใหญ่ เพราะของกินบ้านเราหลากหลายครับ พืชผักและของธรรมชาติมีเยอะ ไม่จำเป็นต้องกินแมลง ซึ่งก็เป็นเรื่องจริงนะ แต่เรามองว่าถ้ามันอร่อย ให้สารอาหาร ก็เป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจให้คนไทย” เชฟหนุ่มตบท้าย จากการชิมอาหารของหมาน้อย ขอยืนยันว่าผลงานรังสรรค์ของทีมงานทั้งสนุกและอร่อย จนน่าจับตามองทั้งอาหารและอนาคตของฟู้ดแล็บมาแรงแห่งภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

Writers

ภัทรียา พัวพงศกร

บรรณาธิการและนักจัดทริปแห่ง The Cloud ที่สนใจตึกเก่า งานคราฟต์ กลิ่น และละครเวทีพอๆ กับการเดินทาง

จิรณรงค์ วงษ์สุนทร

Art Director และนักวาดภาพประกอบ สนใจเรียนรู้เรื่องราวเบื้องหน้าเบื้องหลังของอาหารกับกาแฟ รวบรวมทั้งร้านที่คิดว่าอร่อย และความรู้เรื่องอาหารไว้ที่เพจถนัดหมี และรวมร้านกาแฟที่ชอบไปไว้ใน IG : jiranarong2

Photographer

จิรณรงค์ วงษ์สุนทร

Art Director และนักวาดภาพประกอบ สนใจเรียนรู้เรื่องราวเบื้องหน้าเบื้องหลังของอาหารกับกาแฟ รวบรวมทั้งร้านที่คิดว่าอร่อย และความรู้เรื่องอาหารไว้ที่เพจถนัดหมี และรวมร้านกาแฟที่ชอบไปไว้ใน IG : jiranarong2

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load