22 กรกฎาคม, ได้ยินคำนี้ คนส่วนใหญ่น่าจะนึกถึงชื่อวงเวียน มากกว่าจดจำว่ามันเป็นวันสำคัญทางประวัติศาสตร์

22 กรกฎาคม 2460 เป็นวันที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ทรงประกาศเข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่ 1 กับฝ่ายสัมพันธมิตร ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงมากมายในประเทศไทย

22 กรกฎาคม 2560 เป็นวันครบ 100 ปี ที่สยามเข้าร่วมสงครามโลก ในวาระนี้มีนักวิชาการหลายกลุ่ม หยิบยกประวัติศาสตร์ครั้งนั้นมานำเสนอในหลายประเด็น

ย้อนกลับไปเมื่อ 3 ปีก่อน เป็นปีครบรอบ 100 ปี การเริ่มต้นสงครามโลกครั้งที่ 1 มีการจัดงานที่พูดถึงเหตุการณ์นี้ทั่วโลก รวมทั้งในประเทศไทย ครั้งนั้นมีการค้นคว้าข้อมูลต่างๆ ที่เราบันทึกไว้ มาเล่าถึงเหตุการณ์นี้ไปแล้ว เวลาผ่านไป 3 ปี เมื่อต้องจัดงานนี้อีกครั้ง นักวิชาการแต่ละกลุ่มก็เลยพยายามค้นคว้าหาประเด็นใหม่ๆ มาเล่า

เราสนใจมุมมองของ มูลนิธิพระบรมราชานุสรณ์ ร.6 ที่พยายามนำเสนอข้อมูลชุดใหม่ที่ยังไม่มีใครเคยพูด นั่นก็คือ เล่าเรื่องการเข้าร่วมสงครามโลกของสยาม (ชื่อประเทศไทยในขณะนั้น) ในสายตาชาวโลกว่าประเทศต่างๆ มองเราอย่างไร ให้ความสำคัญกับเราแค่ไหน โดยศึกษาผ่านสิ่งที่หนังสือพิมพ์และนิตยสารของแต่ละประเทศบันทึกไว้ รวมถึงดูจากตำแหน่งที่นั่งของทูตไทยในการประชุม และตำแหน่งของกองทัพไทยในขบวนฉลองชัยชนะสงครามโลกครั้งที่ 1

เนื้อหาทั้งหมดนี้กลายมาเป็นนิทรรศการชื่อ ‘100 ปี สยามกับสงครามโลกครั้งที่ 1’ จัดระหว่างวันที่ 22 กรกฎาคม – 30 สิงหาคม 2560 ที่หอวชิราวุธานุสรณ์ ในหอสมุดแห่งชาติ

วันก่อนเปิดงาน ทีมงานหลายฝ่ายกำลังวุ่นวายกับหน้าที่ของตัวเอง บางส่วนกำลังจัดหนังสือพิมพ์อายุ 1 ศตวรรษลงในตู้โชว์ บางส่วนกำลังสวมถุงมือเพื่อหยิบเหรียญตราที่อายุพอๆ กับหนังสือพิมพ์ออกจากกล่องมาตรวจสอบข้อมูล บางส่วนกำลังง่วนกับการทดสอบระบบฉายหนังซึ่งเป็นเรื่องของทหารในฝรั่งเศส

โจ-จิตติ เกษมกิจวัฒนา คิวเรเตอร์รุ่นใหญ่ ผู้รับหน้าที่ดูแลภาพรวมของนิทรรศการนี้ โบกมือทักทายเมื่อเห็นผมเดินมาถึง เขาถอดถุงมือออก วางมือจากงานอันรีบเร่งชั่วคราว แล้วพาเดินชมนิทรรศการแบบสุดพิเศษ เขายินดีเล่าวิธีคิดและวิธีทำงานในทุกขั้นตอน

แต่นั่นยังไม่พิเศษเท่าหลายเรื่องที่เขาเล่า ไม่ได้อธิบายอยู่ในนิทรรศการ

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว

มาทำความเข้าใจสถานการณ์ในบ้านเมืองเรากันก่อน

คนไทยจำนวนไม่น้อยมองว่าเราไม่จำเป็นต้องเข้าร่วมสงครามโลก เพราะเราอยู่ไกลจากที่เกิดเหตุ ไม่ควรสิ้นเปลืองงบประมาณส่งคนไปร่วมรบ การประกาศตัวเป็นกลางเหมือนในตอนแรกน่าจะเป็นสิ่งที่ดีอยู่แล้ว บริบทของประเทศเราในขณะนั้นคือ เราอยู่ตรงกลางระหว่างประเทศที่เป็นอาณานิคมของอังกฤษและฝรั่งเศสซึ่งเป็นฝ่ายสัมพันธมิตร และเรามีสัมพันธ์อันดีกับชาวเยอรมันซึ่งเป็นกลุ่มมหาอำนาจกลาง เราก็มีข้าราชการชาวเยอรมันทั้งในฝั่งทหารและรัฐบาล

เมื่อเราประกาศตัวเป็นกลางในขณะที่ประเทศรอบข้างเป็นฝ่ายสัมพันธมิตร ทำให้ชาวเยอรมันเดินทางเข้ามาอยู่ในไทยมากขึ้น จนฝ่ายสัมพันธมิตรมองว่า สยามเป็นแหล่งพักพิงและกระจายข่าวของชาวเยอรมันในภูมิภาคนี้ ในขณะที่ฝั่งเยอรมันเองก็ไม่ได้เชื่อในความเป็นกลางของเราเท่าไหร่นัก

สยามวางตัวเป็นกลางมาได้ 3 ปี ก็เกิดเหตุการณ์กองทัพเยอรมันยิงเรือโดยสารของพลเรือน ซึ่งผิดข้อตกลงระหว่างประเทศ รวมไปถึงมีการฆ่าผู้บริสุทธิ์มากมาย ประเทศที่เป็นกลางทั้งหลายจึงเริ่มเคลื่อนไหว ประเทศกลุ่มหนึ่งจึงตัดสินใจเข้าร่วมสงครามโลกเป็นกลุ่มที่ 3 หรือ Third Wave นำโดยอเมริกา

รัชกาลที่ 6 สื่อสารกับทูตสยามในประเทศต่างๆ ตลอดว่าเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นบ้าง ท่านจึงส่งจดหมายไปประท้วงเยอรมนี และติดต่อกับสถานทูตอเมริกา อังกฤษ และฝรั่งเศส ถึงเงื่อนไขต่างๆ ในการเข้าร่วมกับฝ่ายสัมพันธมิตร ในที่สุดรัชกาลที่ 6 ก็ทรงประกาศเข้าร่วมสงครามในวันที่ 22 กรกฎาคม 2460

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว

เครื่องทรงมหาพิชัยยุทธ

นิทรรศการนี้มีเครื่องทรงมหาพิชัยยุทธจำลอง ซึ่งเป็นเครื่องทรงของกษัตริย์ในยามออกสงครามให้ชมด้วย

เครื่องทรงมหาพิชัยยุทธประกอบด้วยพระภูษาไหม โจงกระเบนสีแดงเลือดนก ด้านในเป็นฉลองพระองค์ชั้นในแบบนักรบไทยโบราณไม่มีแขน สีแดง มีอักขระเลขยันต์ทั่วทั้งองค์ เป็นฉลองพระองค์ที่รัชกาลที่ 1 เคยทรงออกศึกสงครามมาแล้ว ชั้นนอกทรงสวมฉลองพระองค์แพร (Spun Silk) สีแดง ลงอักขระเลขยันต์ทั้งองค์ ทรงคาดพระภูษาสมรดพื้นแดงตาดไหมทองแล่ง ถุงพระบาทและฉลองพระบาทสีแดง พระหัตถ์ซ้ายถือพระแสงดาบคาบค่ายซึ่งเป็นพระแสงดาบองค์จริงที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงใช้ปราบศึกพม่า พระหัตถ์ขวาถือยอดชัยพฤกษ์ ทรงทัดใบมะตูมที่พระกรรณซ้าย

ถ้าสงสัยว่าทำไมต้องเป็นชุดนี้ เหตุผลก็คือ วันที่ 22 กรฎาคม 2460 เป็นวันอาทิตย์ จึงสวมเครื่องทรงที่ถูกต้องตามตำรามหาพิชัยยุทธนาการโบราณราชประเพณี และตามหลักสวัสดิรักษา ซึ่งสีแดงเป็นสีมงคลประจำวันอาทิตย์

ฉลองพระองค์ที่จัดแสดงในนิทรรศการนี้ทำขึ้นมาใหม่โดย คุณเถ่า-มีชัย แต้สุจริยา แห่งบ้านคำปุน ใช้วิธีทอผ้าทั้งหมดด้วยขั้นตอนแบบโบราณ และย้อมสีด้วยครั่งแบบโบราณ เนื่องจากภาพเก่าที่มีเป็นภาพขาวดำ จึงใช้วิธีหาค่าสีแดงที่ถูกต้องจากการอ่านบันทึก ลองทำผ้าสีแดงเฉดต่างๆ แล้วเอาถ่ายภาพให้เป็นขาวดำเพื่อเทียบกับภาพถ่ายต้นฉบับ ส่วนผ้าคาดเอว เรียกว่า ผ้าหนามขนุน เป็นการทอแบบญี่ปุ่นซึ่งเป็นวิธีการแบบดั้งเดิมเช่นเดียวกัน

 

การสื่อสารกับประชาชนผ่านงานเขียน

คนไทยในยามนั้นมองว่าชาวเยอรมันคือเพื่อนที่ดี ส่วนชาวอังกฤษและฝรั่งเศสเหมือนเป็นศัตรู เพราะมีเรื่องพิพาทเกี่ยวกับพื้นที่ชายแดนกันอยู่ การเข้าร่วมสงครามกับอังกฤษและฝรั่งเศสเพื่อรบกับชาวเยอรมันจำเป็นต้องสื่อสารเหตุผลสู่ประชาชน รัชกาลที่ 6 จึงทรงแปลข่าวจากหนังสือพิมพ์ต่างชาติทั้งในไทยและต่างประเทศเพื่อเผยแพร่เป็นภาษาไทยอย่างต่อเนื่อง ช่วงนั้นท่านมีพระราชนิพนธ์ที่เป็นแนวหนังสือพิมพ์ค่อนข้างมาก ทางมูลนิธิฯ จึงจัดพิมพ์พระราชนิพนธ์ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 ขึ้นมาเป็นชุดพิเศษ (6 เล่ม) สำหรับงานนี้ด้วย

สงครามโลกครั้งที่ 1 สงครามโลกครั้งที่ 1

ทหารอาสา

สยามส่งทหารไปร่วมรบในสงครามโลกครั้งที่ 1 ด้วยพันกว่านาย คนที่สมัครไปร่วมรบมีทั้งทหารและพลเรือน ทหารอาสาที่เราส่งไปมีทั้ง ทหารบกรถยนต์ช่วยขนส่งกำลังพลและเสบียง และทหารอากาศ ทหารของเรานั่งเรือไปขึ้นฝั่งที่เมืองมาร์เซย์ ประเทศฝรั่งเศส พอไปถึงทหารอาสาทั้งหมดต้องเข้ารับการฝึก ทหารรถยนต์ใช้เวลาฝึกสั้นกว่า จึงได้ปฏิบัติหน้าที่ก่อน

นิทรรศการนี้มีการฉายภาพยนตร์ที่มีเรื่องทหารอาสาของสยาม ขอลิขสิทธิ์มาจากกระทรวงกลาโหม ประเทศฝรั่งเศส ถึงแม้ว่าในหนังไม่มีข้อมูลว่าฉากต่างๆ คืออะไร แต่เราก็เอามาเทียบกับข้อมูลที่มี ทำให้รู้ว่าสถานที่ต่างๆ ในภาพคืออะไร เป็นการหาบริบทให้ภาพเหล่านั้น

มีบันทึกของฝรั่งเศสบอกว่า ทหารบกรถยนต์ของเราทำงานดีมาก จนกองทัพฝรั่งเศสมอบเหรียญตราครัวซ์ เดอ แกร์ (Croix de Guerre) ให้ และมีการพูดถึงทหารอาสาว่า มีระเบียบ ปฏิบัติหน้าที่ได้ดีเยี่ยม ส่วนทหารอากาศ พอฝึกเสร็จ กำลังเดินทางไปรบ สงครามก็สิ้นสุดพอดี

เหรียญตรา

ทางฝั่งไทยมีการมอบเหรียญพระราชทาน ‘เหรียญชัย’ ให้ทหารอาสา ในที่ประชุมสัมพันธมิตรเห็นพ้องต้องกันว่าให้สร้างเหรียญที่ระลึกขึ้น โดยใช้สีแพรแถบห้อยเหรียญเหมือนกันทุกประเทศ ส่วนตัวเหรียญนั้นแล้วจะเลือกทำ เหรียญชัยของไทยออกแบบโดย มจ.อิทธิเทพสรรค์ กฤดากร ด้านหน้าเป็นรูปนารายณ์บันฦาชัย ด้านหลังมีอักษรว่า ‘มหาสงครามเพื่ออารยธรรม’ แล้วก็ยังมีเหรียญตราอีกหลายประเภทมอบให้ด้วย รวมไปถึงการสร้าง ‘อนุสาวรีย์ทหารอาสา’ หน้าพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ

เหรียญตรา สงครามโลก

ก่อนออกเดินทาง

ก่อนทหารอาสาออกเดินทางไปร่วมสงคราม รัชกาลที่ 6 พระราชทานเลี้ยงที่พระบรมมหาราชวัง หลังจากมื้ออาหารมีการฉายภาพยนตร์เรื่อง Britain Prepared เป็นหนังที่กองทัพอังกฤษทำขึ้นเพื่อเผยแพร่ศักยภาพทางทหารของอังกฤษ ท้ายภาพยนตร์ชุดนั้นมีโคลงภาษาอังกฤษของ Rudyard Kipling อยู่ 2 บรรทัดว่า

Who dies if England lives?

Who lives if England dies?

เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ เสนาธิการทหารบก โปรดมาก จึงขอให้รัชกาลที่ 6 พระราชทานคำเตือนใจแด่ทหารและพลเรือนเช่นนั้นบ้าง ในวันรุ่งขึ้นพระองค์ก็พระราชทานโคลง 4 บท ที่มีชื่อว่า ‘สยามานุสสติ’

โดยท่อนที่เราคุ้นกันดีที่สุดก็คือ ท่อนที่แปลจากโคลงท้ายภาพยนตร์นั่นเอง

หากสยามยังอยู่ยั้ง ยืนยง

เราก็เหมือนอยู่คง ชีพด้วย

หากสยามพินาศลง ไทยอยู่ ได้ฤๅ

เราก็เหมือนมอดม้วย หมดสิ้นสกุลไทยฯ

สงครามโลก

ต่างชาติมองทหารไทยยังไง

จากการค้นข่าวในหนังสือพิมพ์ของอังกฤษ อเมริกา และฝรั่งเศส สื่อมวลชนเขียนถึงทหารไทยในแง่ดี และให้เกียรติ มีการเขียนสกู๊ปเรื่องว่า ถึงแม้ทหารอาสาของไทยบางส่วนจะไม่ใช่ทหารอาชีพ แต่ก็ไม่ได้แปลว่าไม่เก่ง เพราะผ่านการฝึกเสือป่ามาแล้ว

สงครามโลก สงครามโลก

พระราชทานเลี้ยงหลังกลับจากสงคราม

เมื่อทหารอาสากลับมา รัชกาลที่ 6 พระราชทานเลี้ยงที่พระบรมมหาราชวัง เนื่องจากมีการกลับมาหลายรอบ จึงมีหลายมื้อ เสือป่าก็ได้มอบกลักบุหรี่พร้อมลงชื่อให้ทหารอาสาแต่ละคนเป็นที่ระลึก ความพิเศษอย่างของงานเลี้ยงนี้คือ มีบันทึกว่า ก่อนเข้าสู่พระราชวัง ทหารทุกคนถือโคมรูปดอกบัวสีเขียว ขาว แดง และน้ำเงิน สลับสีกันเป็นสีธงชาติ เดินขบวนมาตั้งแถวที่ถนนสนามไชย (หน้ากระทรวงกลาโหม) เมื่อตั้งแถวพร้อม ทหารในกองทหารบกรถยนต์ซึ่งกลับมาจากราชการสงครามได้ร้องเพลงตำนานย่อของกองทหารนั้น และเพลงถวายพระพรชัยมงคล ร้องทั้งหมด 5 เพลง นี่คือตัวอย่างเพลง ฝรั่งรำเท้า เป็นเพลงที่ 3

 

นำธงชาติ, ออกประกาศ, สมความคิด

ในท่ามกลาง, สัมพันธมิตร์, อยู่ครบถ้วน

ทหารไทย, ได้ไป, เข้าขบวน

นการสวน, สนาม, สามนคร

คือที่กรุง, ปารีส, แรกเริ่มต้น

ทวยราษฎร์, หลากล้น, สลับสลอน

ถัดมา, ข้ามทเล, ไปลอนดอน

พระนคร, หลวงอังกฤษ, มิตร์สำคัญ

ต่อจากนี้, ไปบรัสเซล, กรุงเบ็ลเยี่ยม

แล้วก็เตรียม, ตัวกลับ, ยังเขตร์ขัณฑ์

นับว่าหมด, ราชกิจ, ที่สำคัญ

ต่างปรีเปรม, เกษมสันต์, ด้วยพอใจ

พระเดชา, นุภาพ, ปกเกล้าฯ

คุ้มครอง, ข้าเจ้า, ไม่ตักษัย

นำเกียรติ, กลับมา, สู่ชาติไทย

น้อมเกล้าฯ, ถวายไชย, ในวันนี้.

 

 

สงครามโลก สงครามโลก

ที่นั่งของทูตไทยในเวทีโลก

หนึ่งในพระราชปณิธานของรัชกาลที่ 6 ตั้งแต่พิธีบรมราชาภิเษกคือ พระองค์ทรงอยากมีชีวิตอยู่นานพอที่จะเห็นประเทศไทยมีสิทธิและเท่าเทียมกับนานาประเทศ หลังการเข้าร่วมสงครามโลกกับฝ่ายสัมพันธมิตร ทำให้ประเทศเรามีสิทธิและเสียงเท่ากับประเทศใหญ่ หลังจากสิ้นสุดสงครามมีการประชุม Peace Conference ที่แวร์ซาย ประเทศฝรั่งเศส ซึ่งเป็นจุดเร่ิมต้นของการก่อตั้ง League of Nation องค์กรกลางให้นานาประเทศมาแก้ปัญหาด้วยการเจรจาแทนการทำสงคราม สยามของเรามีสถานะเป็นหนึ่งในประเทศสมาชิกก่อตั้ง

จากหนังสือเก่าที่ทีมงานหามาได้จากร้านขายหนังสือเก่าในฝรั่งเศส ระบุตำแหน่งที่นั่งของทูตไทยว่าอยู่ในตำแหน่งใกล้กับฝรั่งเศส และอยู่ใกล้ประธานในที่ประชุม ถือว่าเป็นตำแหน่งที่ดี ในการประชุมครั้งที่สอง ตำแหน่งของสยามก็ยังดีเช่นเดิม

สงครามโลก สงครามโลก

ตำแหน่งของกองทัพในขบวนฉลองชัยชนะ

หลังจากฝ่ายสัมพันธมิตรชนะสงคราม ฝรั่งเศสได้เชิญประเทศสัมพันธมิตรมาเดินขบวนฉลองชัยชนะในวันชาติฝรั่งเศสร่วมกัน วันที่ 14 กรกฎาคม 2462 จากภาพเคลื่อนไหวที่เคยเห็น มีเพียงภาพทหารสยามเดินผ่านไป ไม่มีใครรู้ว่าทหารของเราอยู่ตรงไหนในขบวน แต่จากหนังสือเก่าที่ได้มาจากฝรั่งเศส ทำให้เห็นว่าตำแหน่งของเราอยู่ในประเทศกลุ่มแรกๆ ของขบวน

 

ได้แก้ไขสนธิสัญญาที่ไม่เป็นธรรม

พอจบสงครามโลกครั้งที่ 1 จบลง อเมริกาได้เร่ิมแก้ไขสนธิสัญญาต่างๆ ที่ไม่เป็นธรรมกับเรา ส่วนอังกฤษใช้เวลาค่อนข้างนาน เพราะมีความซับซ้อน ทางฝั่งฝรั่งเศสใช้เวลานานที่สุด เพราะช่วงนั้นเรายังมีคดีความเรื่องดินแดนฝั่งตะวันออกของแม่น้ำโขง

สงครามโลก

กำเนิดธงไตรรงค์

ก่อนหน้านี้ธงชาติไทยเป็นธงรูปช้างเผือกบนพื้นแดง ธงในการค้าขายเป็นแถบขาวสลับแดง แต่รัชกาลที่ 6 ทรงเพิ่มแถบสีน้ำเงินขาบลงไป เพื่อแสดงความเป็นหนึ่งเดียวกับฝ่ายสัมพันธมิตร เพราะธงชาติของอังกฤษ ฝรั่งเศส และสหรัฐอเมริกา ล้วนมีสีแดง ขาว และน้ำเงิน โดยใช้ครั้งแรกเป็นธงไชยเฉลิมพลประจำกองทหารหน่วยที่ไปร่วมรบในสงครามโลกครั้งที่ 1 ซึ่งด้านหนึ่งมีรูปช้างเผือกอยู่ตรงกลาง และอีกด้านเป็นตราพระปรมาภิไธยรัชกาลที่ 6 จากนั้นก็ได้ปรับมาเป็นธงแบบปัจจุบัน ซึ่งรัชกาลที่ 6 พระราชทานนามว่า ธงไตรรงค์ มีข้อมูลจากบันทึกระบุว่า รัชกาลที่ 6 ตรัสว่า ธงไตรรงค์คือสัญลักษณ์ของการเข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่ 1 ของไทย

เครื่องแบบ

เครื่องแบบทหาร

ก่อนหน้านี้เครื่องแบบของทหารไทยไม่ได้มีสีเขียวอย่างในปัจจุบัน เราเร่ิมใช้สีนี้เมื่อตอนส่งทหารอาสาเข้าร่วมรบ ซึ่งเป็นสีเดียวกับเครื่องแบบหน้าร้อนของทหารยุโรป

วงเวียน 22

วงเวียน 22 กรกฎาคม

เพื่อระลึกถึงการเข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่ 1 รัชกาลที่ 6 จึงโปรดให้ตัดถนน 3 สาย และสร้างวงเวียนแห่งแรกของประเทศ เร่ิมต้นสร้างเมื่อวันที่ 27 มกราคม 2461 พระราชทานนามว่า ’22 กรกฎาคม’ และพระราชทานชื่อถนนทั้ง 3 สายว่า ไมตรีจิตต์ มิตรพันธ์ สันติภาพ แสดงว่าไมตรีจิตที่มีต่อฝ่ายสัมพันธมิตรทำให้เกิดสันติภาพ แต่พอเวลาผ่านไป เรื่องราวเหล่านี้อาจไม่ถูกพูดถึง จนคนส่วนใหญ่ไม่รู้ที่ไปที่มาของวงเวียน 22 กรกฎาคม นิทรรศการชิ้นนี้พยายามทำเชื่อมโยงให้เห็นว่าเรื่องราวของสงครามโลกครั้งที่ 1 กับคนไทยนั้นใกล้ตัวกว่าที่คิด

นิทรรศการ 100 ปี สยามกับสงครามโลกครั้งที่ 1 จัดแสดงระหว่างวันที่ 22 กรกฎาคม – 30 กันยายน 2560 เวลา 09.00 – 16.30 น. (จันทร์-เสาร์) ที่หอวชิราวุธานุสรณ์ ในเขตหอสมุดแห่งชาติ

แต่ถ้าใครอยากร่วมเดินชมแบบพิเศษกับ The Cloud โดยมีคิวเรเตอร์ โจ-จิตติ เกษมกิจวัฒนา เป็นผู้นำชมและเล่าเรื่องเบื้องหลังให้ฟังอย่างละเอียด ในวันเสาร์ที่ 5 สิงหาคม 2560 เวลา 13.30 – 16.00 น. โดยไม่ค่าใช้จ่ายใดๆ งานนี้รับจำนวนจำกัดเพียง 30 คนเท่านั้น ปัจจุบันมีคนสมัครเต็มจำนวนแล้วเรียบร้อย

นิทรรศการ 100 ปี สยามกับสงครามโลกครั้งที่ 1

22 กรกฎาคม – 30 กันยายน 2560  เวลา 09.00 – 16.30 น. (จันทร์-เสาร์)
หอวชิราวุธานุสรณ์ หอสมุดแห่งชาติ

Writer & Photographer

ทรงกลด บางยี่ขัน

ตำแหน่งบรรณาธิการโดยอาชีพ เป็นนักเดินทางมือสมัครเล่น แบ่งเวลาไปสอนหนังสือโดยสมัครใจ และชอบจัดทริปให้คนสมัครไป

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

ในยุคที่มนุษย์พึ่งพาเรือเป็นพาหนะหลักในการเดินทางระยะไกล ผืนดินกว้างใหญ่ตอนบนของทวีปอเมริกาเหนือซึ่งมีชื่อว่า ‘แคนาดา’ ยังเป็นแดนสนธยาที่น้อยคนจะด้นดั้นไปถึง หากไม่ใช่ผู้อพยพที่ตั้งใจบ่ายหน้ามาตั้งหลักแหล่ง หรือข้าราชการจากเจ้าอาณานิคมฝรั่งเศสและอังกฤษซึ่งถูกส่งตัวมาด้วยภาระหน้าที่เสียอย่าง ก็ยากที่ใครสักคนจะสัญจรมาที่นี่เพื่อเที่ยวชมความงามของดินแดนแห่งต้นเมเปิล ทิวสน ธารน้ำแข็ง ตลอดจนทะเลสาบสีครามในอ้อมกอดของเทือกเขาหิมะ

ครั้นแล้วในปีคริสต์ศักราช 1931 ประวัติศาสตร์แคนาดาก็ต้องจารึกเรื่องราวบทใหม่ เมื่อเรือลำใหญ่จากประเทศญี่ปุ่นนำชนชั้นสูงชาวเอเชียคู่หนึ่ง รอนแรมมาขึ้นฝั่ง ณ ท่าเรือเมืองวิกตอเรีย

แม้ทั้งสองจะเดินทางออกจากแคนาดาทันทีในเช้าวันพรุ่ง แต่มิช้าสองท่านนั้นก็หวนกลับมายังแดนไกลลิบนี้อีกครั้ง ก่อนตระเวนท่องเที่ยวพักผ่อนในแคนาดาเป็นเวลานานถึง 2 เดือน พร้อมกับสถาปนาพระองค์เป็นกษัตริย์และราชินีชาวตะวันออกไกลคู่แรกที่ได้เสด็จฯ เยือนประเทศแคนาดา

ทั้งสองพระองค์นั้นคือ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี

ตามรอยเสด็จประพาสดินแดนเมเปิลของ ร.7 จากภาพถ่ายนิทรรศการ ‘จากสยามสู่แคนาดา 1931’

เรื่องราวการเสด็จประพาสแคนาดาของรัชกาลที่ 7 แห่งจักรีวงศ์อาจถูกลืมเลือนไปจากความรับรู้ของประชาชนไทย ด้วยระยะเวลาที่ล่วงผ่านมานานกว่า 9 ทศวรรษ อีกทั้งรัชสมัยสั้น ๆ ของพระองค์เป็นที่จดจำมากกว่า ในเรื่องการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครองในอีก 1 ปีให้หลัง

แต่มาวันนี้ การเสด็จฯ เยือนแคนาดาครั้งประวัติศาสตร์ได้ถูกนำมาเล่าขานกันใหม่ที่พิพิธภัณฑ์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ในรูปแบบนิทรรศการหมุนเวียนชื่อ ‘จาก ‘สยาม’ สู่ ‘แคนาดา’ 1931’

ตามรอยเสด็จประพาสดินแดนเมเปิลของ ร.7 จากภาพถ่ายนิทรรศการ ‘จากสยามสู่แคนาดา 1931’

“สาระสำคัญของนิทรรศการนี้ คือเรื่องราวเกี่ยวกับการเสด็จพระราชดำเนินเยือนประเทศแคนาดาเมื่อ ค.ศ. 1931 ถ้านับแบบไทยก็จะตรงกับ พ.ศ. 2474 ค่ะ” รุ้ง-จิตสุภา หวังศิริสมบูรณ์ ภัณฑารักษ์ผู้ดูแลนิทรรศการบอกด้วยน้ำเสียงแจ่มใส

ตามรอยเสด็จประพาสดินแดนเมเปิลของ ร.7 จากภาพถ่ายนิทรรศการ ‘จากสยามสู่แคนาดา 1931’

ด้านหลังเธอคือต้นไม้ปลอมสูงเทียมเพดาน ซึ่งหากเยี่ยมสายตามองต่ำลงไปใต้เงาไม้พลาสติกนั้น ก็จะเห็นแม่เหล็กรูปใบเมเปิลอันเป็นสัญลักษณ์ประจำชาติแคนาดาโรยรายอยู่บนพื้นหญ้าเทียม มุมหนึ่งมีพระบรมฉายาลักษณ์ขององค์รัชกาลที่ 7 ประทับยืนในฉลองพระองค์อย่างชาวตะวันตก สวมพระมาลา (หมวก) รายรอบด้วยบรรดาชาวต่างชาติ มีกองดินที่เพิ่งถูกขุดอยู่เบื้องหน้าพระวรกาย

จุดเริ่มต้นของนิทรรศการนี้ก็เกิดขึ้นได้จากดินกองนั้นเอง

ตามรอยเสด็จประพาสดินแดนเมเปิลของ ร.7 จากภาพถ่ายนิทรรศการ ‘จากสยามสู่แคนาดา 1931’

“ก่อนเริ่มทำนิทรรศการ ทางสถาบันพระปกเกล้าที่ดูแลพิพิธภัณฑ์ของเรามีข้อตกลงระหว่างองค์กรกับมหาวิทยาลัยวิกตอเรีย (University of Victoria) ที่แคนาดา ดร.วิกเตอร์ วี. รามราช (Dr.Victor V. Ramraj) อาจารย์ที่มหาวิทยาลัยแห่งนั้นได้ส่งภาพต้นไม้ที่เขาไปพบมาให้ เป็นต้นโอ๊กที่สวนสาธารณะในเมืองวิกตอเรีย ตรงต้นไม้มีข้อความเขียนไว้ว่า ‘King Prajadhipok of Siam’ ระบุปี 1931 เขาไปค้นข้อมูลเพิ่มเติม ได้พบข้อมูลในหอจดหมายเหตุเมืองวิกตอเรียที่มีภาพพระองค์ท่านทรงปลูกต้นไม้ ทำให้เรารู้ว่าน่าจะเป็นครั้งเดียวกับที่เสด็จฯ ไปแคนาดาเมื่อ ค.ศ. 1931 เราก็เลยได้ร่วมงานกับสถานทูตแคนาดา”

ตามรอยเสด็จประพาสดินแดนเมเปิลของ ร.7 จากภาพถ่ายนิทรรศการ ‘จากสยามสู่แคนาดา 1931’

สวนสาธารณะดังกล่าวมีนามว่า สวนสาธารณะบีคอน ฮิลล์ (Beacon Hill Park) ฟากหนึ่งของสวนได้ชื่อว่า สวนของนายกเทศมนตรี หรือ เมเยอร์ส โกรฟ (Mayor’s Grove) ซึ่งถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติกันว่า คนใหญ่คนโตที่มาเยือนเมืองวิคตอเรียจะต้องมาปลูกต้นไม้ที่สวนแห่งนี้ ลอร์ดบาเดน พาวเวลล์ (Lord Baden-Powell) ผู้สถาปนากิจการลูกเสือโลก และเซอร์วินสตัน เชอร์ชิล (Sir Winston Churchill) อดีตนายกรัฐมนตรีและรัฐบุรุษแห่งสหราชอาณาจักรล้วนเคยฝากผลงานการปลูกต้นไม้ของตนไว้ทั้งสิ้น

ซึ่งหากจะต้องเลือกสถานที่สำหรับจัดแสดงแง่มุมในพระชนม์ชีพของรัชกาลที่ 7 คงไม่มีที่ใดจะเหมาะสมไปกว่าพิพิธภัณฑ์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งเปิดเป็นแหล่งเรียนรู้พระราชประวัติของพระองค์มาตั้งแต่ปลาย พ.ศ. 2545 ตรงกับวาระที่พิพิธภัณฑ์นี้มีอายุครบ 20 ปีพอดี

“สถานทูตแคนาดาประจำประเทศไทยได้ช่วยติดต่อกับหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งพิพิธภัณฑ์ หอจดหมายเหตุ ห้องสมุดที่แคนาดา ฯลฯ เราจึงได้ภาพ ได้ข้อมูลมาค่อนข้างเยอะ เดิมเรามีภาพอยู่เป็นบางส่วน แต่ไม่แน่ใจว่าเป็นที่ใดแน่ เพราะว่าในการเสด็จฯ ครั้งนั้น รัชกาลที่ 7 ท่านเสด็จฯ ไปทั้งสหรัฐอเมริกาและแคนาดา พอได้ติดต่อกับหน่วยงานทางโน้นจึงได้ข้อมูลมากพอจนจัดนิทรรศการนี้ได้”

ตามรอยเสด็จประพาสดินแดนเมเปิลของ ร.7 จากภาพถ่ายนิทรรศการ ‘จากสยามสู่แคนาดา 1931’

การตระเตรียมงานทุกขั้นตอนเกิดขึ้น ดำเนินไป และแล้วเสร็จภายในเวลาประมาณ 3 เดือน ซึ่งนับว่าไวมาก โดยคุณรุ้งเปิดเผยว่าเธอและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องได้คิดหัวข้อเรื่องที่จะนำเสนอไว้เรื่อย ๆ ตามภาพที่รวบรวมมาได้ ก่อนจะทยอยทำการค้นคว้าพิสูจน์หลักฐานทางประวัติศาสตร์ทีละส่วน

ที่ยากยิ่งกว่าคือนิทรรศการนี้นำเสนอข้อมูลทั้งหมดเป็น 3 ภาษาเสมอ ได้แก่ ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ และภาษาฝรั่งเศส โดย 2 ภาษาหลังคือภาษาราชการของประเทศแคนาดา คุณรุ้งจะต้องเขียนข้อมูลเป็นภาษาไทยก่อน จากนั้นจึงส่งให้สถานทูตแคนาดาตรวจสอบความถูกต้อง รวมถึงแปลข้อความเหล่านั้นเป็นอังกฤษและฝรั่งเศสต่อไปในชั้นหลัง

3 เดือนแห่งการเตรียมงานลุล่วงไปด้วยดี ทางพิพิธภัณฑ์ได้ทำพิธีเปิดนิทรรศการไปเมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565 และเปิดให้ผู้สนใจทั้งไทยและเทศเข้าชมได้นับแต่นั้น

ตามรอยเสด็จประพาสดินแดนเมเปิลของ ร.7 จากภาพถ่ายนิทรรศการ ‘จากสยามสู่แคนาดา 1931’

ถ้าไม่นับต้นโอ๊กจำลองที่อยู่กลางห้อง ทุกคนที่เข้ามาเยี่ยมชมย่อมต้องรู้สึกลานตากับภาพขาวดำในกรอบ ทั้งขนาดเล็กและใหญ่นับสิบ ๆ ภาพ ซึ่งประดับอยู่ทั่วผนังทั้ง 3 ด้าน โดยมีคำบรรยาย 3 ภาษากำกับอยู่เพื่อให้ความรู้อย่างละเอียดแก่ผู้ร่วมนิทรรศการ

ภาพที่นำมาจัดแสดงทุกภาพเป็นสีขาวดำสมกับยุคทศวรรษ 1930 ที่กล้องสียังไม่ถูกประดิษฐ์ขึ้น ซึ่งโดยมากถ่ายด้วยฟิล์มกระจก เหล่านี้มีทั้งภาพที่เป็นของพิพิธภัณฑ์เอง และภาพที่ไปพบตามพิพิธภัณฑ์กับหอจดหมายเหตุในประเทศแคนาดา สถานทูตแคนาดาแห่งประเทศไทยได้ช่วยประสานไปถึงสถาบันเหล่านั้น ซึ่งทั้งหมดก็ให้ความร่วมมือด้วยการส่งสำเนามาให้จัดแสดงด้วยดี

ตามรอยเสด็จประพาสดินแดนเมเปิลของ ร.7 จากภาพถ่ายนิทรรศการ ‘จากสยามสู่แคนาดา 1931’

หากจะชมตามลำดับเวลา ภาพแรกที่ควรชมคือภาพที่ในหลวง ร.7 กับสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีเสด็จลงจากเรือพระที่นั่งเอมเพรส ออฟ เจแปน ตามหลัง กัปตันแซมมูเอล โรบินสัน ผู้ควบคุมเรือ

“ครั้งนั้นรัชกาลที่ 7 ท่านเสด็จฯ ไปสหรัฐอเมริกาเพื่อผ่าตัดพระเนตร เพราะท่านทรงเป็นต้อกระจก ตอนแรกทรงประทับนั่งบนเรือจากญี่ปุ่นไปขึ้นฝั่งที่แคนาดา” คุณรุ้งปูความเข้าใจคร่าว ๆ “จากนั้นท่านก็เสด็จฯ ไปอเมริกาทางรถไฟ ก็ประทับอยู่ที่อเมริกานานหลายเดือนเหมือนกัน เพราะทรงเข้ารับการผ่าตัดและพักฟื้น หลังจากนั้นท่านจึงเสด็จฯ ไปแคนาดาเพื่อพักฟื้นพระวรกายต่ออีก 2 เดือน”

ตามรอยเสด็จประพาสดินแดนเมเปิลของ ร.7 จากภาพถ่ายนิทรรศการ ‘จากสยามสู่แคนาดา 1931’

พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี เสด็จฯ โดยรถไฟขบวนพิเศษ มุ่งหน้าไปยังสถานีสกาเบอโร รัฐนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา

ก่อนการเสด็จพระราชดำเนินจะเริ่มต้นขึ้น รัฐบาลสยามได้ติดต่อกับประเทศที่จะเสด็จฯ ผ่านและประทับ ในส่วนของแคนาดา ได้ปรากฏหลักฐานการโต้ตอบกันทางโทรเลขระหว่างหน่วยงานรัฐ ทั้งเรื่องนัดหมายการเตรียมความพร้อมเพื่อเฝ้าฯ รับเสด็จ แผนอำนวยความสะดวกด้านการเดินทางและเยือนสถานที่ต่าง ๆ รวมถึงการเตรียมสิ่งของแลกเปลี่ยนระหว่างกัน

น่าสนใจว่าในบรรดาโทรเลขที่พบ มีโทรเลขจากกงสุลใหญ่แห่งสยามประจำดินแดนแคนาดา วิลเลียม วัตสัน อาร์มสตรอง ถึง ดร.ออสการ์ ดี สเกลตัน ปลัดกระทรวงการต่างประเทศแคนาดาในขณะนั้น ว่าด้วยการจัดการกับพระไตรปิฎกฉบับสยามรัฐที่ตีพิมพ์ในสมัย ร.7 ซึ่งรัฐบาลสยามได้ส่งมอบแก่สถาบันการศึกษาในแคนาดารวมทั้งสิ้น 7 แห่งด้วย

ตามรอยเสด็จประพาสดินแดนเมเปิลของ ร.7 จากภาพถ่ายนิทรรศการ ‘จากสยามสู่แคนาดา 1931’

จากพระนครสยาม พระปกเกล้าฯ และสมเด็จพระราชินีได้เสด็จฯ ขึ้นเรือไปยังดินแดนฮ่องกงของอังกฤษเมื่อวันที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2474 เพื่อประทับเรือเอมเพรส ออฟ เจแปน ซึ่งแวะเทียบท่าที่นครเซี่ยงไฮ้ของจีน ทรงเยือนประเทศญี่ปุ่นเป็นเวลา 4 วัน จึงข้ามมหาสมุทรแปซิฟิกไปขึ้นฝั่ง ณ ท่าเรือเมืองวิกตอเรีย มณฑลบริติชโคลัมเบีย ทางฝั่งตะวันตกของแคนาดา รวมเป็นเวลาทั้งสิ้น 7 วัน กับอีก 20 ชั่วโมง ซึ่งนับว่าสั้นที่สุดเท่าที่เรือลำนี้เคยล่องผ่านเส้นทางนี้มา

ช่วงดึกของวันที่ 16 เมษายน เรือเอมเพรส ออฟ เจแปน ได้เทียบท่าที่สถานกักกันโรควิลเลียมส์ แต่เพราะรัชกาลที่ 7 กำลังประชวรด้วยไข้มาลาเรีย สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีจึงทรงเป็นผู้พระราชทานพระวโรกาสให้ข้าราชการชั้นสูงของแคนาดาได้เข้าเฝ้าฯ แทน ก่อนที่เรือจะมุ่งสู่เมืองแวนคูเวอร์ต่อไป

“ในการเสด็จฯ ร.7 มีพระราชประสงค์จะไม่เปิดเผยพระองค์ ในเอกสารไม่ได้ระบุว่าท่านเสด็จฯ ในนาม King แต่จะเขียนว่า Prince of Sukhothai (สมเด็จเจ้าฟ้ากรมหลวงสุโขทัยธรรมราชา) ซึ่งเป็นพระยศเดิมของท่านก่อนทรงขึ้นครองราชย์ แต่พอไปถึงแคนาดา ทางการแคนาดาก็ให้การต้อนรับแบบสมพระเกียรติ ยิ่งใหญ่ เป็นทางการอยู่ดีค่ะ” ผู้ดูแลนิทรรศการบรรยายพลางชี้ให้เห็นความสำคัญของแต่ละรูป

ชุดภาพการเสด็จฯ เยือนแคนาดาครั้งแรกของกษัตริย์เอเชีย ซึ่งลำเลียงมาให้คนไทยได้ชมชั่วคราวที่พิพิธภัณฑ์พระปกเกล้าฯ

“ตอนนั้นแคนาดายังเป็นอาณานิคมของสหราชอาณาจักร คนที่มาแสดงการต้อนรับต่อพระองค์คือตัวแทนของนายกรัฐมนตรีและเหล่าข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ นี่คือครั้งแรกที่ท่านเสด็จฯ มา หลังจากนั้นท่านก็ไปประทับรักษาพระองค์ที่สหรัฐฯ ตอนเสด็จฯ กลับมาที่แคนาดาอีกครั้ง ท่านได้เสด็จฯ ไปหลายที่ ไปเมืองหลวงของแคนาดาด้วย ได้พบผู้สำเร็จราชการแทน สมเด็จพระเจ้าจอร์จที่ 5 แห่งสหราชอาณาจักร และได้พบกับนายกรัฐมนตรีด้วย”

คุณรุ้งเล่าว่าต้นโอ๊กขาวทรงปลูกในสวนนายกเทศมนตรีต้นนั้น ก็ถือกำเนิดขึ้นจากการเสด็จฯ เยือนแคนาดารอบสอง ซึ่งรอบนี้ไม่ใช่เพียงเสด็จฯ ผ่านแค่เพื่อโดยสารรถไฟไปสหรัฐอเมริกาเช่นครั้งแรก แต่เป็นการเสด็จประพาสเพื่อทรงพักผ่อน และประกอบพระราชกรณียกิจส่วนพระองค์

“เดือนกรกฎาคม พระองค์ท่านเสด็จฯ ไปถึงควิเบก ซึ่งทรงโปรดมาก เพราะว่ามณฑลควิเบกเป็นมณฑลเดียวในแคนาดาที่พูดภาษาฝรั่งเศส ร.7 ท่านทรงเป็นนักเรียนเก่าฝรั่งเศส มีความรู้เรื่องฝรั่งเศส ก็เลยจะโปรดควิเบกและแคนาดาเป็นพิเศษ” 

ชุดภาพการเสด็จฯ เยือนแคนาดาครั้งแรกของกษัตริย์เอเชีย ซึ่งลำเลียงมาให้คนไทยได้ชมชั่วคราวที่พิพิธภัณฑ์พระปกเกล้าฯ

หลังประทับที่ควิเบก (ฝรั่งเศสออกเสียงว่า ‘เกแบ็ก’) ได้ระยะหนึ่ง ทั้งสองพระองค์ได้ประทับเรือพระที่นั่งล่องไปเรื่อย ๆ จนถึงเมืองมอนทรีออล หรือ มงเทรอาล ในภาษาฝรั่งเศส ที่นั่น นาย จอห์น วิลสัน แมคคอนเนลล์ คหบดีท้องถิ่นได้น้อมเกล้าน้อมกระหม่อมถวายบ้านพักตากอากาศของเขาเป็นที่ประทับชั่วคราวแก่พระมหากษัตริย์ชาวไทย ในหลวง ร.7 ทรงโปรดปรานบ้านหลังนี้มาก ถึงกับทรงตั้งชื่อภาษาไทยให้บ้านนี้ว่า ‘บ้านสราญใจ’ ก่อนจะเสด็จฯ เยือนกรุงออตตาวา เมืองหลวงของแคนาดาต่อไป

นิทรรศการนี้ยังมีภาพถ่ายน่าชมอีกหลายภาพ อาทิ ภาพที่พระองค์ทรงฉายพระบรมฉายาลักษณ์ร่วมกับกลุ่มชาวแคนาดาเชื้อสายสกอตแลนด์ในเมืองแบนฟฟ์ (Banff)

ชุดภาพการเสด็จฯ เยือนแคนาดาครั้งแรกของกษัตริย์เอเชีย ซึ่งลำเลียงมาให้คนไทยได้ชมชั่วคราวที่พิพิธภัณฑ์พระปกเกล้าฯ

“แบนฟฟ์เป็นเมืองที่มีธรรมชาติสวยงาม รัชกาลที่ 7 ทรงได้เปิดงานเทศกาลชุมนุมที่ราบสูง เป็นเหมือนงานกีฬาและดนตรีของชาวสกอต ปกติแล้วจะมีผู้สำเร็จราชการแทนพระมหากษัตริย์สหราชอาณาจักรประจำมณฑลเป็นผู้เปิดงาน แต่นี่เป็นครั้งแรกที่มีประมุขจากต่างประเทศเป็นผู้ทรงเปิดงาน และเข้าร่วมเป็นประธานในพิธีด้วย พระองค์ก็ได้ทอดพระเนตรการแข่งขันวงปี่สกอต เต้นรำพื้นเมือง การประกวดร้องเพลงสกอต รวมถึงกีฬาขว้างค้อน ขว้างจักร ทุ่มน้ำหนักด้วยค่ะ”

ต่อจากนั้น พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวพร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ยังได้เสด็จไปร่วมทรงม้ากับกลุ่มนักขี่ม้าแห่งเทือกเขาร็อกกี้ เป็นที่มาของพระบรมฉายาลักษณ์อีกจำนวนมากที่นำมาจัดแสดงไว้ในนิทรรศการนี้

“กลุ่มนักขี่ม้าแห่งเทือกเขาร็อกกี้ แคนาดา เป็นองค์กรไม่แสวงหาผลกำไร คอยช่วยเหลือผู้ชื่นชอบธรรมชาติและการเดินทางไกล ปัจจุบันกลุ่มนี้ก็ยังมีอยู่ เป็นอาสาสมัครที่คอยพานักท่องเที่ยวไปเดินทางไกลบนเทือกเขาร็อกกี้ ยังมีการจัดทัวร์อยู่ ทางพิพิธภัณฑ์เราก็ได้ติดต่อกับเขาด้วย เขาส่งรูปมา ทำให้รู้ว่ารูปที่ท่านทรงม้า และรูปที่ท่านทรงฉลองพระองค์ทรงม้านั้น ฟากเราก็มีเหมือนกัน” คุณรุ้งกล่าวถึงเรื่องน่าทึ่งที่ได้พบระหว่างสืบค้นข้อมูล

ชุดภาพการเสด็จฯ เยือนแคนาดาครั้งแรกของกษัตริย์เอเชีย ซึ่งลำเลียงมาให้คนไทยได้ชมชั่วคราวที่พิพิธภัณฑ์พระปกเกล้าฯ

กลุ่มนักขี่ม้าแห่งเทือกเขาร็อกกี้มีข้อกำหนดอยู่ว่า หากใครขี่ม้าเป็นระยะทางไกลได้ตามที่กำหนด พวกเขาจะมอบเหรียญที่ระลึกให้เป็นของขวัญ รัชกาลที่ 7 ทรงม้าได้ไกลถึง 100 ไมล์ จึงทรงได้รับการทูลเกล้าฯ ถวายเหรียญเงิน ขณะที่สมเด็จพระราชินีคู่บุญทรงม้าได้ 50 ไมล์ จึงทรงได้รับเหรียญทองแดงจาก พันเอกฟิลิป เอ. มัวร์ ประธานกลุ่มนักขี่ม้า

“พระพลานามัยของ ร.7 ไม่ค่อยดี ท่านเลยต้องทรงกีฬา ส่วนสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรรณีก็ทรงเป็นสตรีที่ค่อนข้างหัวสมัยใหม่ ท่านจึงโปรดการทรงกีฬา กอล์ฟ เทนนิส ท่านได้หมดเลย”

นอกจากพระบรมฉายาลักษณ์ของพระเจ้าอยู่หัวและพระบรมราชินีแล้ว รูปถ่ายบนเทือกเขาร็อกกี้ยังมีพระฉายาลักษณ์ของ พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจิรศักดิ์สุประภาต ซึ่งเป็นพระราชโอรสบุญธรรมในรัชกาลที่ 7 กับพระอัครมเหสีของพระองค์ด้วย

ชุดภาพการเสด็จฯ เยือนแคนาดาครั้งแรกของกษัตริย์เอเชีย ซึ่งลำเลียงมาให้คนไทยได้ชมชั่วคราวที่พิพิธภัณฑ์พระปกเกล้าฯ

ชมเรื่องราวการเสด็จฯ เยือนแคนาดากันแล้ว หากว่าใครอยากรู้เรื่องพระราชประวัติของทั้งสองพระองค์มากยิ่งขึ้น พิพิธภัณฑ์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าแห่งนี้ยังมีข้อมูลจัดแสดงให้รับชมกันได้อย่างเต็มอิ่มจุใจ ทั่วทั้งอาคาร 3 ชั้นที่บูรณะมาจากอาคารกรมโยธาธิการเดิมหลังนี้

ชุดภาพการเสด็จฯ เยือนแคนาดาครั้งแรกของกษัตริย์เอเชีย ซึ่งลำเลียงมาให้คนไทยได้ชมชั่วคราวที่พิพิธภัณฑ์พระปกเกล้าฯ

“อยากให้คนรุ่นเราได้เห็นการเดินทางในสมัยก่อน รวมทั้งการท่องเที่ยวและวัฒนธรรม ว่ารัชกาลที่ 7 ท่านทอดพระเนตรเห็นอะไรมาบ้าง ทรงทำอะไรบ้าง เพราะว่าสิ่งเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ คนมาที่นี่ก็จะได้เห็นภาพของคนในสมัยก่อนเขาทำอะไร ชอบหรือสนใจอะไรกัน ที่อยู่ในนิทรรศการนี้อาจบอกเรื่องราวไม่ได้ทั้งหมด แต่ก็เป็นส่วนหนึ่งที่อยากให้ชมภาพกันค่ะ” ผู้ดูแลนิทรรศการมอบรอยยิ้มจริงใจเป็นของกำนัลแด่ทุกคนที่มาร่วมยลชุดภาพถ่ายครั้งประวัติศาสตร์เมื่อ 91 ปีก่อน

ชุดภาพการเสด็จฯ เยือนแคนาดาครั้งแรกของกษัตริย์เอเชีย ซึ่งลำเลียงมาให้คนไทยได้ชมชั่วคราวที่พิพิธภัณฑ์พระปกเกล้าฯ

ทั้งนี้ ‘จาก ‘สยาม’ สู่ ‘แคนาดา’ 1931’ จัดขึ้นตั้งแต่วันที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565 และเปิดให้เข้าชมได้ถึง 30 เมษายน พ.ศ. 2566 เปิดทุกวันอังคารถึงวันอาทิตย์ ในเวลา 09.00 – 16.00 น. ตามเวลาทำการของพิพิธภัณฑ์ โดยไม่มีค่าบัตรผ่านประตู นอกจากผู้เยี่ยมชมจะไม่เสียค่าใช้จ่ายแล้ว ยังได้รับของที่ระลึกเป็นแม่เหล็กรูปใบเมเปิล พร้อมตรานิทรรศการเป็นของที่ระลึกอีกด้วยนะ

Writer

พัทธดนย์ กิจชัยนุกูล

ชอบอ่านเขียนตั้งแต่จำความได้ สนใจวิชาสังคมศึกษาตั้งแต่จบอนุบาล ใฝ่รู้ประวัติศาสตร์ตั้งแต่อยู่ประถม หัดแต่งนวนิยายตั้งแต่เรียนมัธยม เขียนงานสารพัดด้วยนามปากกา “แพทริก เหล่า” ตั้งแต่เข้ามหา’ลัย

Photographer

วรินทร์ธร บุรธัชวัฒนสิริ

ชื่อเล่น มุกขลิน จบสถาปัตย์ลาดกระบัง สาขาถ่ายภาพ เป็นช่างภาพที่ร่าเริงสดใส รักในเสียงดนตรี แต่พูดไม่ค่อยรู้เรื่อง เอ๋อๆงงๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load