ในวันที่ COVID-19 ยังไม่คุกคามและลุกลามจนล้นเมือง

ผมได้รับเกียรติที่หนึ่ง ให้เป็นแขกไปเยี่ยมบ้านของ เวียร์-ศุกลวัฒน์ คณารศ ที่จังหวัดนครนายก

เรียกบ้านอาจไม่ถูกนัก เพราะพื้นที่ขนาด 7 ไร่ผืนนั้นไม่มีตัวบ้าน มีแต่ต้นไม้นับร้อยที่เขาปลูกเป็นสวนป่า คนใกล้ชิดจะรู้ว่าในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาเขาบ้าปลูกต้นไม้มาก และเดินทางมาที่บ้านซึ่งไม่มีบ้านแห่งนี้บ่อยมาก

ช่วงแรกที่ยังไม่มีน้ำ ไม่มีไฟ เขากางเต็นท์นอน อาศัยห้องน้ำของวัดข้างๆ ช่วงหลังเขาเริ่มลากรถบ้านมาด้วย

พาหนะคู่ใจของเขาคือรถกระบะ เขาคือพระเอกอันดับหนึ่งของช่องที่ขับรถกระบะไปกองถ่ายละครด้วยตัวเอง และวันนี้เขาก็จะขับรถกระบะคันเก่งลากรถบ้านไปที่บ้านนครนายก

ผมได้รับเกียรติที่สอง ให้นั่งข้างเขาในรถกระบะ เขาเสนอว่า น่าจะใช้เวลาระหว่างเดินทางคุยกันไป และเพื่อความปลอดภัย เราต้องใส่หน้ากากอนามัย

เรานัดกันที่บ้านของเขาย่านรามอินทรา ยามหน้าหมู่บ้านบอกว่า บ้านคุณเวียร์อยู่ซอย 7 ซึ่งหาไม่ยาก เพราะเขามีรถบ้านจอดอยู่หน้าบ้าน

ท่ามกลางแดดเปรี้ยง เวียร์ในเสื้อยืดกางเกงขาสั้นเดินยิ้มออกมาเชื้อเชิญเราให้เข้าบ้าน 2 ชั้นขนาดกะทัดรัดของเขา

พอผ่านประตูรั้วเข้ามา พื้นที่ฝั่งขวาเป็นสวนเล็กๆ ซึ่งแน่นไปด้วยต้นไม้ ตีนตุ๊กแกเลื้อยคลุมผนังบ้านจนถึงชั้น 2

พื้นที่ฝั่งซ้ายอยู่ใต้หลังคา ซึ่งน่าจะเรียกได้ว่าโรงรถ มีรถเก๋ง 1 คัน มอเตอร์ไซค์ 2 คัน จักรยาน 2 คัน มีเก้าอี้หลายตัว มีกล่องและลังวางซ้อนกันอยู่เล็กน้อย

เวียร์เดินนำพวกเราเข้าไปในตัวบ้าน ซึ่งเต็มไปด้วยข้าวของวางระเกะระกะตามประสาบ้านชายโสด เขาบอกว่าโต๊ะกินข้าว เป็นโต๊ะไม้แผ่นเดียว ราคาแพงใช้ได้ ตั้งแต่ซื้อมาเขายังไม่เคยได้นั่งกินข้าวเลย เพราะมันกลายเป็นที่วางของ เก็บออกเดี๋ยวมันก็กลับมาอยู่ในสภาพเดิม ตอนนี้เป็นที่อยู่ของกองหนังสือสัก 50 เล่ม มีหลากหลายแนว เล่มบนสุดคือ Rocktopia ของ วิรัตน์ โตอารีย์มิตร เจ้าของร้าน Booktopia ซึ่งเขาได้มาตอนไปถ่ายรายการ Super Weir ที่จังหวัดอุทัยธานี

รายการ Super Weir ออกอากาศทุกวันหยุดนักขัตฤกษ์ทางช่อง 7HD

ส่วนผลงานละครตอนนี้ กำลังจะรีรันละครคอเมดี้เรื่อง ผู้บ่าวอินดี้ ยาหยีอินเตอร์ และโปรแกรมต่อไปคือเรื่อง ม่านบังใจ ทางช่องเดิม ช่องเดียวของเขา

เวียร์ขอตัวไปอาบน้ำสักครู่

ผมได้ยินมาว่า เวียร์เป็นพระเอกที่เรียบง่าย ไร้ฟอร์ม เท่าที่เจอกันแค่ไม่กี่นาทีผมก็รู้สึกแบบนั้น เหมือนผมกำลังจะมารับเพื่อนออกไปเตะบอล มากกว่ากำลังมาสัมภาษณ์พระเอกอันดับหนึ่งของช่อง

ไม่กี่นาทีเขาก็อาบน้ำแต่งตัวเสร็จพร้อมออกเดินทาง

เขาขับรถ ผมนั่งข้าง (เป็นตำแหน่งที่เชื่อว่าผู้หญิงค่อนประเทศต้องอิจฉาผม)

เวียร์ ศุกลวัฒน์ เปิดบ้านกลางสวนป่าในวันที่เขาบ้าปลูกต้นไม้

รถกระบะพ่วงรถบ้านค่อยๆ เคลื่อนตัวออกจากหมู่บ้าน สู่ถนนใหญ่ มุ่งหน้าไปนครนายก

เขาขอโทรศัพท์นัดแนะเรื่องการสั่งซื้อต้นมะยงชิด 5 ต้น ให้ไปส่งที่บ้านนครนายกวันนี้ เขาอธิบายอย่างชำนิชำนาญว่ามันเป็นพันธุ์แท้ที่รสชาติดีเพียงใด

เมื่อเขาวางสาย บทสนทนาของเราก็เริ่มต้น

เวียร์ ศุกลวัฒน์ คณารศ เปิดบ้านกลางสวนป่าที่นครนายก วันที่เขาบ้าปลูกต้นไม้

ดูจากความรกแล้ว คุณน่าจะใช้บ้านเป็นแค่ที่นอน

ประมาณนั้นครับ เมื่อก่อนผมอยู่คอนโดฯ ผมเป็นเด็กต่างจังหวัด พอมาอยู่บ้าน เวลาส่วนใหญ่ของผมหมดไปกับกองถ่ายละคร ตื่นมาก็ขับรถไปกองถ่าย วันไหนโชคดีมีงานอีเวนต์ก็อาจได้อยู่บ้านนิดหน่อย วันไหนว่างผมก็มักจะอยู่บ้าน ส่วนใหญ่ผมจะใช้ชีวิตตรงโรงรถหน้าบ้าน เพื่อนมาบ้านก็ชอบอยู่หน้าบ้านกัน ผมชอบเอาต์ดอร์ไม่ค่อยชอบอยู่ในบ้านเท่าไหร่ อีกห้องที่ชอบคือห้องโฮมเธียเตอร์ ผมชอบดูหนังมาก นั่งฟังเพลง อ่านหนังสือตรงห้องรับแขกบ้าง แล้วก็อยู่ห้องนอนเลย

คุณชอบนั่งทำอะไรหน้าบ้าน

ทุกอย่างเลยครับ ผมมีอุปกรณ์ช่างที่เกี่ยวกับการซ่อมบำรุง นั่งซ่อมโน่นซ่อมนี่ ผมมีของเล่นอะไรเยอะ กล้องฟิล์ม ผมเลี้ยงหมาด้วย พอมันโตก็ให้มันอยู่เป็นหมานอกบ้านซะ ผมก็เล่นกับมันตรงนั้น มีตัดแต่งต้นไม้บ้าง ทำอะไรก๊อกๆ แก๊กๆ ไป

อยู่บ้าน นั่งในโรงรถ เลี้ยงหมา ปลูกต้นไม้ นี่มันไลฟ์สไตล์คนมีอายุชัดๆ

ดูเป็นผู้เฒ่าอย่างสมบูรณ์แบบ (หัวเราะ) สันโดษ อ่านหนังสือ ฟังเพลง ไม่สุงสิง ไม่มีเพื่อนมาก ยังเหลือเล่นพระกับหมากรุก ถ้าผมโทรชวนเพื่อนมาโขกหมากรุกนี่หนักแน่ (หัวเราะ) เริ่มเหมือนพ่อขึ้นทุกวัน

คุณเหมือนพ่อตรงไหนบ้าง

ค่อนข้างเยอะนะ ที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ ผมว่าผมเหมือนพ่อมากเกิน ซึ่งแม่บอกว่าไม่ดี ถ้าเหมือนพ่อมากเกินมึงไม่มีเมียแน่นอน (หัวเราะ) เพราะพ่อสันโดษครับ เป็นคนชิลล์เกิน เป็นผู้ชายยุคก่อนที่ค่อนข้างแคร์คนรอบข้าง รักเพื่อนรักฝูง รักเจ้านาย ซึ่งผมก็มีตรงนั้น เขารับผิดชอบสูง เนี้ยบ ก็ได้มา เป็นคนรักธรรมชาติแบบบ้าคลั่ง ก็ได้ตรงนั้นมา ผมกับพ่อไม่โทรคุยกันได้เป็นเดือน เกินไป๊ เรากะว่าถ้าไม่โทรหาเขาต้องโทรมา กลายเป็นว่าคิดเหมือนกันเลยไม่มีใครโทรหากัน จนแม่ต้องบอกว่า โทรหาพ่อบ้างนะลูก

เวียร์ ศุกลวัฒน์ คณารศ เปิดบ้านกลางสวนป่าที่นครนายก วันที่เขาบ้าปลูกต้นไม้

ความสนใจเรื่องต้นไม้คุณก็ได้มาจากพ่อ

คุณพ่อชอบปลูกต้นไม้แบบบ้าคลั่ง ตั้งแต่ผมจำความได้ก็เห็นพ่อมีต้นไม้สวยๆ ทั้งต้นไม้ใหญ่ ต้นไม้ประดับ ไม้มงคล สวนผลไม้ก็มี มันคงอยู่ลึกๆ ในตัวเรา ช่วงที่เราเริ่มเที่ยวแบบแคมปิ้ง ขี่มอเตอร์ไซค์ไปงานเทศกาลดนตรีต่างๆ เขาใหญ่ สวนผึ้ง ก็เริ่มคิดว่า ทำไมถึงไม่ทำที่ของตัวเอง แล้วมาชิลล์ในที่ตัวเอง เพราะเราไม่ชอบคนเยอะ ก็ชวนคนที่อยากให้อยู่กับเรามา อยากมีต้นไม้อะไรก็ปลูกเอง ก็เริ่มหาที่ จนมาจบที่นครนายก ผมเริ่มสั่งซื้อต้นไม้ที่อยากได้ ตอนนี้ยาวเลยครับ 

คุณไปบ่อยแค่ไหน

บ่อยมากครับ ถ้าว่างสักคืนหนึ่งหรือว่างแค่ตอนบ่ายก็ไป อาทิตย์ละครั้ง สองอาทิตย์ครั้ง ช่วงแรกผมไปบ่อยมาก เพราะปลูกต้นไม้ ทำระบบน้ำ ทำโน่นทำนี่ เดินทางแป๊บเดียว บางทีก็ขับรถไปเฉยๆ บางทีก็ลากรถบ้านไปด้วย ถ้าค้างคืนจะได้มีที่นอน ซื้อมาแล้วก็ต้องใช้หน่อย ขอถ่ายรูปอวดเพื่อนๆ หน่อย เมื่อก่อนตอนยังไม่มีรถบ้านก็นอนเต็นท์ แล้วไปเข้าห้องน้ำที่วัดซึ่งอยู่ติดกัน

เวียร์ ศุกลวัฒน์ คณารศ เปิดบ้านกลางสวนป่าที่นครนายก วันที่เขาบ้าปลูกต้นไม้

คุณติดใจอะไรที่ตรงนั้น ถึงขนาดยอมไปกางเต็นท์นอนก็ได้

มันใกล้นะครับ สอง ติดแม่น้ำ มีน้ำตลอดปี เงียบสงบ ได้พักจริงๆ ไม่มีคนเข้ามายุ่งวุ่นวายกับเรา อากาศดีเท่าวังน้ำเขียว ตอนมีฝุ่นควันที่นี่ก็อากาศดีเลย มีความสุข เพื่อนบ้านน่ารัก จบแล้ว

เวียร์ ศุกลวัฒน์ คณารศ เปิดบ้านกลางสวนป่าที่นครนายก วันที่เขาบ้าปลูกต้นไม้

อยู่ที่นั่นคุณทำอะไรบ้าง

ไปถึงผมก็จะจอดรถบ้าน แล้วแต่ว่าอยากจอดตรงไหน มีหลายมุม ผมจะเริ่มจากนั่งเฉยๆ ก่อน มองโน่นมองนี่ มองคนงานรดน้ำต้นไม้ ตัดหญ้า สักพักจะเดินไปดูต้นไม้แต่ละต้นว่าเป็นยังไง มีปลวก มีมอดไหม ต้นไหนน้ำไม่ถึงก็บอกให้เด็กมารดน้ำ เดินไปยิ้มไป แต่ละต้นตังค์กูทั้งนั้น (หัวเราะ) แต่นั่นเป็นสิ่งที่เราชอบครับ จากนั้นก็อาจจะนั่งอ่านหนังสือ เปิดเพลงฟัง ถ้าไปกับ บิ๊ก (บริรักษ์ อภิขันติกุล ผู้ร่วมก่อตั้งร้าน School Coffee) ก็จะให้เขาดริปกาแฟ

ผมขุดลอกแม่น้ำเอาดินตะกอนมาปั้นเป็นเนินดินไว้ลูกหนึ่ง เป็นจุดเด่นของที่นี่ ใครมาก็ต้องขึ้นมาสูดอากาศ บางวันก็ให้พี่สาวที่อยู่กรุงเทพฯ ทำชุดหมูกระทะให้ แล้วมานั่งกินหมูกระทะกัน โคตรได้อารมณ์

เวียร์ ศุกลวัฒน์ คณารศ เปิดบ้านกลางสวนป่าที่นครนายก วันที่เขาบ้าปลูกต้นไม้
เวียร์ ศุกลวัฒน์ คณารศ เปิดบ้านกลางสวนป่าที่นครนายก วันที่เขาบ้าปลูกต้นไม้

คุณมองภาพในอนาคตของพื้นที่ 7 ไร่นี้เอาไว้ยังไง

ตอนแรกเป็นสวนป่าก่อน แล้วก็จะสร้างบ้านพักชั้นเดียวเล็กๆ ไว้รองรับเพื่อนๆ เพื่อนอยากให้ทำเป็นแคมป์ไซต์ ลากรถบ้านมาพักผ่อนหย่อนใจได้ อนาคตคิดว่าจะเป็นแบบนั้น

เวียร์ ศุกลวัฒน์ คณารศ เปิดบ้านกลางสวนป่าที่นครนายก วันที่เขาบ้าปลูกต้นไม้

ลงต้นไม้ไปเยอะหรือยัง

เป็นร้อยครับ มีต้นที่มีอยู่แล้วด้วย มีต้นยางนาสามต้นที่ผมว่าอายุจะร้อยปีด้วย ผมปลูกไว้สามแบบ อันแรกล้อมต้นใหญ่มาเลย ทันใช้แน่ อีกแบบคือไม้หนุ่มสาว เส้นผ่านศูนย์กลางหกนิ้ว แบบสุดท้ายเล็กหน่อย เส้นผ่านศูนย์กลางสองสามนิ้ว ผมตายยังไม่ใหญ่เลย ต้องให้คนอื่นมาดูแลต่อ (หัวเราะ) เวลาเพื่อนมาแล้วไม่รู้จะทำอะไร ผมก็พาเดินแล้วชี้ว่าต้นอะไร นี่สักทอง โมกมัน หว้า กาฬพฤกษ์ ไม่ใช่กัลปพฤกษ์นะ อันนี้ดอกสีแดง เพื่อนก็บอกว่า มึงนี่ไปไกลแล้วนะ เขาเพิ่งเริ่มเล่นมอเตอร์ไซค์กัน มึงมาถึงต้นไม้แล้ว ข้ามขั้นไปเยอะเลย

เลือกต้นไม้จากอะไร

ผมจะเลือกต้นที่ผมชอบ ดูจากฟอร์ม การดูแลรักษา ที่มา บางต้นมีรอยกำลังจะโดนเลื่อย เพราะจะโดนตัดไปเผาถ่าน บางต้นมีรอยไหม้เพราะเขาเผาป่าแล้วมันรอดมา ก็เก็บไว้เป็นความทรงจำของตัวเองครับว่าได้มาอย่างนี้นะ ผมมีก๊วนที่ล้อมต้นไม้ขาย เขาจะไลน์มาว่า คุณเวียร์เอาต้นนี้ไหม เขากำลังจะตัดทิ้ง ผมก็เอามาเลยๆ ถ้าเราไม่เอามามันก็ตายอยู่ดี ล้อมมาอยู่กับเราดีกว่า ดูเป็นคนดีเลยแหละ (หัวเราะ)

บางต้นก็มาจากเพื่อนๆ บิ๊กอยู่ ม.เกษตร ก็ซื้อต้นนนทรีมาลง แก๊ปอยู่จุฬาฯ ก็ซื้อจามจุรีมาลง เวลาเพื่อนไปผมจะบังคับให้มันปลูกต้นหนึ่ง จะได้มาดูบ่อยๆ ว่ายังอยู่ไหม

บ้านดาราที่เราคุ้นกันมักจะมีสวนเนี้ยบๆ แล้วก็ตัวบ้านหรูๆ แต่บ้านคุณดูจะตรงข้าม

ใช่ครับ แต่ต้นไม้ต้นหนึ่งก็ไม่ถูกนะครับ ต้นที่เป็นแสนก็มี ผมแม่งคนบ้า (หัวเราะ) แต่ผมก็ต่อเขานะ ซื้อเยอะก็ได้ถูกหน่อย

ทำมาสองปี รับแขกไปเยอะแค่ไหนแล้ว

เยอะมากครับ ผมรู้จักใครก็บอกให้มาหมดเลย ผมจะบอกว่า มาบ้านผม

แต่มาแล้วไม่มีบ้าน

ใช่ครับ (หัวเราะ) เราเลยต้องสร้างนิดหนึ่ง ตอนนี้ทำแบบบ้านเสร็จแล้ว เหมือนบ้านชาวปกาเกอะญอทางภาคเหนือ เป็นบ้านชั้นเดียวยกพื้นให้มีใต้ถุนไว้เก็บของ บิ๊กเป็นคนออกแบบ เขาไปนอนมาแล้วรู้ว่าแบบไหนนอนสบาย ผมอยากให้มันดูกลมกลืนกับสวนป่าเรา ตอนนี้กำลังหาช่างอยู่ ช่างดีๆ เนี่ยหายากที่สุดในโลก ก็เลยต้องใช้เวลา

เวียร์ ศุกลวัฒน์ คณารศ เปิดบ้านกลางสวนป่าที่นครนายก วันที่เขาบ้าปลูกต้นไม้

ข้างนอกดูเป็นบ้านชนเผ่า แล้วข้างในสะดวกสบายไหม

ไม่เลยครับ ไม่มีแอร์ มีแต่พัดลม มุ้ง เป็นพื้นที่โล่งๆ นอนพื้น มีฟูกให้ เน้นชานบ้านใหญ่ไว้นั่งอ่านหนังสือ หรือพูดคุยกัน นอนเล่นได้ มีเสาให้ผูกเปล

นี่คือการสร้างบ้านหลังแรกในชีวิตของคุณ ซึ่งเป็นบ้านบนที่ดินริมแม่น้ำขนาด 7 ไร่

ถูกต้องครับ ผมเป็นคนที่แทบไม่ค่อยได้ใช้ประโยชน์อะไรจากบ้านมาก ผมชอบใช้ประโยชน์นอกบ้าน พื้นที่ใช้สอยนอกบ้านต้องเยอะ ห้องครัวต้องอยู่นอกบ้าน ชานบ้านต้องใหญ่ ต้องเป็นบ้านที่ผมชอบ ไม่งั้นผมก็จะไม่มาอยู่ เราต้องอยู่เหนือมัน เราต้องเป็นคนสร้างมัน บ้านปัจจุบันผมไม่ได้สร้าง เลยแทบไม่ได้อยู่

ผมเคยคิดว่าในอนาคตอยากสร้างบ้านใหญ่โต แต่ก็ยังไม่ได้สร้างเพราะยังตัดสินใจไม่ได้ว่าถึงจุดนั้นแล้ว ยังอยากมีบ้านใหญ่อยู่ไหม บ้านใหญ่ต้องมีแม่บ้านสองสามคนนะครับ ตัวบ้านไม่ต้องใหญ่ก็ได้ แต่พื้นที่ใช้สอยเยอะหน่อย มีสนามใหญ่หน่อย ผมชอบดูแล ชอบขับรถตัดหญ้า ชอบใช้เครื่องเป่าใบไม้ สำหรับผมบ้านไม่ใช่สวรรค์เหมือนของคนอื่น อยู่แล้วสบายในแบบของเราก็พอ

พักบทสนทนาจ่ายค่าทางด่วน

ผมมีอีซี่พาสนะ แต่ใช้ไม่ได้เพราะมันติ๊ดรถบ้านข้างหลังไม่ได้ เราต้องจ่ายค่าทางด่วนสองคัน คันหลังเรียกว่า C1 มันมี C1 กับ C2 ถ้าเป็น C2 คือรถลากที่มีสองแหนบ มีสี่ล้อ ซึ่งจะยาวมาก เป็นอีกราคาหนึ่ง

คุณลากรถบ้านไปไหนบ้าง

ไปหมดครับ ที่ผมมาหลงใหลรถบ้าน คือหนึ่ง เวลาเราไปเที่ยวบางทีก็อยากนอนตรงนี้เลย อยากดูพระอาทิตย์ขึ้นตรงนี้ อยากตื่นมาปุ๊บเปิดม่านปั๊บเห็นทะเลหมอกเลย สอง ความสะดวกสบายเรื่องการใช้ห้องน้ำ การอาบน้ำต่างๆ บางทีเพื่อนเราเป็นผู้หญิง ก็ตอบโจทย์ตรงนี้ดีมาก ตอนแรกเหมือนจะขับยาก แต่ไม่ยากเลย เรียนรู้กับมันหน่อย

เวียร์ ศุกลวัฒน์ คณารศ เปิดบ้านกลางสวนป่าที่นครนายก วันที่เขาบ้าปลูกต้นไม้

คุณยังออกทริปมอเตอร์ไซค์อยู่ไหม

ยังไปครับ เอาจริงๆ ผมชอบขี่มอเตอร์ไซค์มากกว่านะ แต่ปัจจุบันเพื่อนฝูงขี่น้อยลง หรือตอนนั้นมันบูม เฮ้ย คนขี่กูต้องขี่ แต่ตอนนี้คัดเหลือตัวจริงไม่กี่คน เป็นกลุ่มแรกเมื่อสิบปีที่แล้ว

ชอบอะไร

ทั้งหมดครับ แค่ได้ขี่ก็แฮปปี้แล้ว ยิ่งขี่ไปในที่สวยๆ กับคนที่เราสนิทใจ เราชอบขี่มอเตอร์ไซค์แล้วไง แค่ได้คร่อมแล้วขี่ออกมา ไม่ไกลมากยังแฮปปี้ บางทีผมขี่ออกไปทำงานถ่ายละครยังมีความสุขเลย

ถึงขนาดขี่มอเตอร์ไซค์ไปถ่ายละครเลยเหรอ

ตื่นสายครับ (หัวเราะ) เอารถยนต์ออกไปไม่ได้แล้ว ได้ขี่มอเตอร์ไซค์ในเมืองก็คราวนี้แหละ มันเป็นของชอบของเราเสมอ

โน้ต วัชรบูล เล่าว่าคุณไปกองถ่ายละครด้วยการขับรถกระบะไปเอง คุณไม่อยากมีคนขับรถหรือใช้รถตู้บ้างเหรอ

ผมเคยมีคนขับรถครับ แต่เขารีไทร์ไปแล้ว ตอนนี้ขับรถเองมาสามปีแล้ว หลักๆ ก็ขับรถกระบะคันนี้ ขนนู่นขนนี่สะดวก ผมไม่เคยมีรถตู้ เคยอยากได้ แต่พอไปถึงกองถ่ายชีวิตเราไม่ค่อยได้อยู่บนรถ ไม่ค่อยได้ใช้งาน บางคนตอนพักกองก็สตาร์ทรถเปิดแอร์นอนพักสบายๆ แต่ผมไม่ใช่คนประเภทนั้น เวลาไปกองถ่ายผมก็จะเหมือนอยู่บ้าน มีเก้าอี้สนามตัวหนึ่ง ไม่ได้อยู่ในห้องแอร์ที่เขาจัดไว้ให้นะ ต้องมานั่งอยู่ข้างนอก ทำโน่นทำนี่ เลยไม่เหมาะจะมีรถตู้ แต่ก็บ่นประจำว่าขับรถเมื่อยหลัง ถ้าต้องไปถ่ายต่างจังหวัดไกลๆ ก็ไปรถตู้ของกองถ่าย เลยตั้งใจว่าจะไม่มีคนขับรถแล้ว

เวียร์ ศุกลวัฒน์ คณารศ เปิดบ้านกลางสวนป่าที่นครนายก วันที่เขาบ้าปลูกต้นไม้

เวลาไปถ่ายละครคุณก็ไปคนเดียวไม่มีผู้ติดตาม

ถ้าไปถ่ายละครไม่มีอยู่แล้ว ถ้าเป็นงานอีเวนต์หรือโฆษณาต้องมีครับ เพราะมันเป็นหน้าที่ของเขา ผมไม่ได้มองว่าการไม่มีผู้ติดตามจะดูเหมือนไม่ใช่ซูเปอร์สตาร์นะ มีครั้งหนึ่ง นักแสดงเหมือนกัน ขอไม่เอ่ยนาม (หัวเราะ) ขับรถหรูไปงานอีเวนต์ที่ห้างดังกลางกรุงเทพฯ ผมก็ขับรถกระบะเขรอะๆ ไปงานเดียวกัน พอผมเปิดกระจกพี่ รปภ. ก็พูดเป็นภาษาอีสานว่า อ้าวคุณเวียร์ เดี๋ยวผมหาที่จอดให้ครับ ส่วนเพื่อนผมก็วนหาที่จอดจนงานจะเริ่มอยู่แล้วยังหาที่จอดไม่ได้เลย

บางทีเราไม่จำเป็นต้องหรูก็ได้ แต่ก็ไม่ใช่ความคิดที่ถูกเสมอไปนะครับ บางทีเราแค่แต่งตัวดี เหมาะกับงานที่ไป พาหนะที่ไปมันไม่ได้สำคัญขนาดนั้น สำหรับผมนะ เพราะเราไม่ได้ไปจอดหน้างานแล้วเดินพรมแดง

ผมก็ใช้รถกระบะบ้าง รถเก่าๆ บ้าง ตัวเรามากกว่าที่เป็นใบผ่านทาง ความเป็นอีสานด้วย อย่าลืมว่าพี่ๆ รปภ. เป็นคนอีสานทั้งนั้น เห็นหน้าผม ผมมีที่จอดตลอด รู้สึกว่าตัวเองโชคดี ไม่ได้คิดว่าต้องมีผู้ติดตามเยอะๆ ไม่งั้นดูไม่เป็นซูเปอร์สตาร์

คุณวางตัวกับคนรอบข้างที่พยายามดูแลคุณในฐานะซูเปอร์สตาร์ยังไง

เวลาไปงานอีเวนต์เขาดูแลผมดีมากครับ ผมก็บอกว่า ไม่เป็นไร ผมโอเค ผมขอตรงนี้ได้ไหม ขอสิทธิพิเศษนิดๆ หน่อยๆ แต่ไม่เกินสิ่งที่เราควรจะได้รับ มันเป็นดาบสองคมนะ ผมเคยนิสัยเสียเพราะมีคนยกยอมากเกินไปในบางช่วงชีวิต ตอนเข้าวงการใหม่ๆ เราไม่เคยได้รับสิ่งนี้ ก็หลง แต่หลังๆ ผมเข้าใจแล้วว่า ทำไมทุกคนถึงคอยดูแลเราแบบนั้น ก็มันเป็นหน้าที่ของเขา อยู่ที่ว่าเราเข้าใจและวางตัวอย่างไรเท่านั้นเอง

เวียร์ ศุกลวัฒน์ คณารศ เปิดบ้านกลางสวนป่าที่นครนายก วันที่เขาบ้าปลูกต้นไม้

คุณข้ามผ่านช่วงนิสัยเสียมาได้ยังไง

เพื่อนเตือนครับ เราไม่ค่อยรู้ตัวหรอก พอคนมีอำนาจ มีชื่อเสียง ความอดทนก็น้อยลง ขี้หงุดหงิด เริ่มไม่ใช่เวียร์คนเดิม ถ้าเป็นคนที่คอยยกยอเรา เขาไม่เตือนเราแน่ เพราะเขาต้องทำทุกอย่างตามหน้าที่เขา แต่เพื่อนเขารักเรา กล้าบอกเราตรงๆ เวียร์กูว่ามึงแม่งเหี้ยว่ะ มึงเปลี่ยนไป เราก็ค่อยๆ กลับมามองตัวเอง ถึงได้กลับบ้าน (ที่ขอนแก่น) แล้วยังคบเพื่อนอยู่ โชคดีที่ผมคบเพื่อนสมัยเรียน ผมกล้าพูดเลยว่า ผมไม่มีเพื่อนสนิทในวงการบันเทิง

ไม่เจอคนที่เคมีตรงกันเลยเหรอ

ผมเดาว่า ผมชอบอยู่คนเดียวมากกว่า พอมีเพื่อนในวงการบันเทิงแล้วคงต้องมีกิจกรรมบางอย่างที่เรายากจะปฏิเสธ เราก็ขออยู่คนเดียวก็แล้วกัน อาจจะมีกิจกรรมบางอย่างที่ชอบจริงๆ อย่างก๊วนมอเตอร์ไซค์ก็ยังคุยกันบ้าง มีเพื่อนในวงการที่ขี่ด้วยกัน แต่ตอนไปออกทริปไปกับเพื่อนสมัยเรียนมากกว่า

พักบทสนทนาชมดอกไม้ระหว่างทาง

พี่ดูดิโคตรสวยเลย ต้นคูน ช่วงนี้เป็นหน้ามันพอดี ต้นที่ดอกสีเหลืองใหญ่ๆ นี่สุพรรณิการ์ สีม่วงนี่พวกอินทนิล

ตอนนี้คุณอายุสามสิบห้า ถือว่าอยู่ในช่วงไหนของวงการบันเทิง

ช่วงเริ่มครับ เด็กสมัยใหม่เขาเริ่มกันเร็ว วงการบันเทิงยุคนี้เปลี่ยนแปลงไปมากกว่ายุคที่ผมเข้ามาใหม่ๆ ผมเริ่มต้นในยุคนั้น พอวงการเปลี่ยน ผมก็ต้องมาเริ่มต้นใหม่ในยุคนี้ เราอาจจะโชคดีกว่าตรงที่ได้สั่งสมประสบการณ์มาแล้ว เรียนรู้เรื่องต่างๆ มาประมาณหนึ่งแล้ว ไม่ต้องเรียนรู้ใหม่ เอาสิ่งที่เราเรียนรู้มาไปลงกับอาชีพที่เรารักได้แบบเต็มๆ

สิบห้าปีที่ผ่านมาคุณทำมาแล้วทุกอย่าง รางวัลก็ได้มาเยอะแล้ว ยังเหลือความท้าทายอะไรอีก

เยอะครับ ผมรักอาชีพในวงการบันเทิงนะ เกินครึ่งของชีวิตเราอยู่ตรงนี้ ผมเจอใครก็บอกว่าอยากทำเบื้องหลัง อยากทำหนัง อยากทำรายการ อยากเขียนหนังสือ (อ่านบันทึกการเดินทางของเวียร์ได้ที่นี่) เรารู้จักคนมาแล้วทุกวงการ เขาก็พร้อมให้คำปรึกษาและสนับสนุน ทุกคนบอกว่า มึงทำได้ อยู่ที่มึงจะทำหรือเปล่า ตอนนี้ผมเพิ่งเริ่มต้นในสายอาชีพนักแสดง ยังไม่ผันตัวแน่นอน แต่ถ้าเริ่มก็คงเริ่มจากทำบท แล้วก็กำกับ

เราจะได้เห็นคุณทำยูทูบแชนแนลของตัวเองไหม

ผมเพิ่งซื้อกล้องมาเลย อยากทำ Vlog ที่เป็นช่องทางของเรา อยากลองทำดูครับ อยากรู้ว่า หนึ่ง ผมทำได้ไหม สอง ถ้าทำได้แล้วผมชอบหรือเปล่า แค่นั้นเอง ชอบก็ไปต่อ ไม่ชอบก็หยุดทำแล้วไปทำอย่างอื่น เพิ่งถ่ายอีพีแรกไป เป็นเบื้องหลังรายการใน Super Weir ผมถ่ายตัวเองบ้าง ให้ทีมงานถ่ายผมบ้าง ยังไม่รู้จะตัดออกมายังไงดีนะ

เวียร์ ศุกลวัฒน์ คณารศ เปิดบ้านกลางสวนป่าที่นครนายก วันที่เขาบ้าปลูกต้นไม้
เวียร์ ศุกลวัฒน์ คณารศ เปิดบ้านกลางสวนป่าที่นครนายก วันที่เขาบ้าปลูกต้นไม้

คุณมีส่วนร่วมอะไรในรายการ Super Weir บ้าง

หลักๆ เป็นผู้ดำเนินรายการ แต่จะเรียกว่าเป็นตัวละครเอก เป็นเหมือนตัวละครในรายการที่จะพาผู้ชมเดินทางไปจังหวัดต่างๆ ไปเจอคนเจ๋งๆ ที่ทำเพื่อชุมชนของเขา เรื่องราวในรายการทีมงานเขาก็รู้อยู่แล้วว่าผมชอบอะไร อยู่ตรงไหนแล้วดูดี สคริปต์ก็ปรับแก้กันหน้างาน ผมมีส่วนร่วมบ้าง แต่ไม่ได้เข้าไปทำทุกอย่าง

คุณชอบไปเจอคนประมาณไหน

แบบเราครับ แบบที่เจอแล้วได้อะไร เขาสอนเรา บางคนเริ่มจากทำงานเล็กๆ แล้วขยายผลไปเองโดยไม่รู้ตัว ส่วนใหญ่ไม่ได้ทำเพื่อตัวเองนะครับ ผมรู้สึกว่าเจ๋งว่ะ อยากคุยกับเขานานๆ เพราะเป็นช่วงเวลาที่ดี เราอยากให้มีคนแบบนี้เยอะๆ มันต้องดีมากแน่ๆ เราก็ไปช่วยให้สังคมภายนอกเห็นเขาจากรายการของเรา

มีเทปหนึ่งที่คุณสัมภาษณ์แขกรับเชิญชาวอีสาน คุณก็ดำเนินรายการด้วยภาษาอีสาน

ส่วนใหญ่เวลาคนอีสานเจอผม เขาจะส่งภาษามาเลยครับ คนอีสานรู้สึกว่าคนอีสานทั้งหมดเป็นครอบครัวเดียวกัน ก็ได้เวลาส่งสำเนียงของกันและกันแล้ว ผมชอบคุยแบบนี้นะ ผมเคยเล่นละครที่ต้องพูดอีสานทั้งเรื่องประมาณสองสามเรื่อง บทมาปุ๊บ กูเล่นแน่นอน ตอนนั้นไม่มีพระเอกคนไหนพูดอีสาน มีผมคนเดียว เขียนมาให้กูแน่ๆ (หัวเราะ)

พักบทสนทนาแวะปั๊มน้ำมัน

(ยืนทำธุระ ไม่ได้คุยอะไรกัน)

คุณชินกับการทักทายแฟนๆ ทุกที่ทุกเวลา

ครับ ส่วนใหญ่คนจำผมได้ ใส่หน้ากากก็จำได้ ใส่หมวกยิ่งจำได้ แต่ชินแล้วครับ มีวันหนึ่งผมไปเดินห้าง คนเยอะ คนเข้ามาถ่ายรูปด้วยตลอด ไม่ได้ซื้อของเลย อารมณ์เสีย เพื่อนที่ไปด้วยบอกว่า ถ้ามาเดินห้างแล้วไม่มีใครทักเลย แม่งเหี้ยกว่านี้อีกนะ เออ ก็จริง

ผมว่าเราทำเท่าที่ทำได้ครับ ไม่หลอกตัวเอง เหนื่อยก็คือเหนื่อย บอกเขาตรงๆ ว่า ไม่ไหวแล้ว ขอโทษนะ ถ้าเขาไม่ชอบเราก็คงต้องยอมรับ แต่ถ้าให้ตีหน้าอารมณ์ดีตลอดเวลา ผมทำไม่เป็น

เวียร์ ศุกลวัฒน์ คณารศ เปิดบ้านกลางสวนป่าที่นครนายก วันที่เขาบ้าปลูกต้นไม้
เวียร์ ศุกลวัฒน์ คณารศ เปิดบ้านกลางสวนป่าที่นครนายก วันที่เขาบ้าปลูกต้นไม้

ชอบตัวเองในวัยสามสิบห้าไหม

กำลังดีครับ ยังควบคุมชีวิตตัวเองได้ดี ไม่เหลวเป๋ว ไม่ออกนอกลู่นอกทาง ยังเจอบ้างว่าตัวเองชอบอะไรไม่ชอบอะไร ยังมีความสุขดี ไม่ได้รู้สึกว่าที่ผ่านมามีอะไรผิดพลาดจนแก้ไขไม่ได้ มีทางไปต่อ แต่ก็ไม่ได้รู้สึกว่ามันเป็นอายุที่มีจุดเปลี่ยนผันอะไร ยังชิลล์ๆ ยังไม่หลงทาง

จุดเปลี่ยนในชีวิตของคุณคืออะไร

จุดแรกน่าจะเป็นช่วงที่ตัดสินใจเข้าวงการเป็นนักแสดง มันคือการเบนเข็มครั้งใหญ่ว่าเราจะเป็นวิศวกรหรือนักแสดง ที่เหลือผมก็มาตามทางเลยครับ เราอยู่ในอาชีพนี้มาสิบห้าปี คำถามที่ว่าเป็นที่ที่เราควรอยู่หรือเปล่าก็ถูกทำให้ชัดเจน คำตอบอาจจะมาจากตอนที่เราเริ่มได้รับการยอมรับจากวงการบันเทิง อาจจะด้วยรางวัล ความชัดเจนในการแสดง ทำให้ผมมั่นใจว่ายืนอยู่ถูกที่ บางทีผมอาจจะไม่ได้เกิดมาเป็นวิศวกร อาจเกิดมาเป็นนักแสดงก็ได้

เคยคิดอยากทำอาชีพวิศวกรไหม

ไม่เคยครับ ทุกวันนี้เพื่อนวิศวกรมาบ่นกับผมตลอด เงินเดือนกูยังไปไม่ถึงไหนเลย หัวหน้าใช้งานกูหนักฉิบหาย อ้าว สรุปว่างานพวกมึงก็แย่เหรอเนี่ย (หัวเราะ) ผมก็แค่เสียดาย วิศวกรเป็นความสำคัญหนึ่งของชีวิตผม ผมยังเชื่อเสมอว่า ที่ผมอยู่ในวงการมาได้สิบห้าปี เพราะผมเรียนวิศวกร มันสอนผมมากเรื่องการลำดับความสำคัญในการใช้ชีวิต การทำงาน การบริหารความเสี่ยง ทำให้ชีวิตผมค่อนข้างที่จะมีลำดับ หนึ่ง สอง อันไหนสำคัญมาก สำคัญน้อย ก่อนออกจากบ้านผมจะคิดว่าวันนี้ต้องทำอะไรบ้างก่อนหลังเป๊ะๆ

เวียร์ ศุกลวัฒน์ คณารศ เปิดบ้านกลางสวนป่าที่นครนายก วันที่เขาบ้าปลูกต้นไม้

คุณเคยให้สัมภาษณ์ว่าจะไม่ยอมจัดการริ้วรอยบนใบหน้าด้วยการฉีดโบท็อกซ์

ยังไม่เคยไปจิ้มเลยครับ มันเป็นความเชื่อของผมคนเดียวนะ ซึ่งคนอื่นไม่เห็นด้วย เขาบอกว่าตาตกนะ หน้าผากย่นเป็นหมาแล้วนะมึง ขมวดคิ้วทีขึ้นมาสามเส้นแล้ว ผมก็ปล่อยไว้อย่างนั้นแหละ ผมไม่ได้ถึงขั้นแอนตี้ศัลยกรรม ผมยังบำรุงผิวด้วยการมาสก์ นวดวิตามินเข้าไปในรูขุมขน เพียงแต่รู้สึกว่าริ้วรอยก็ปล่อยให้มันเป็นไปเถอะ ไม่แน่นะอีกห้าปีสิบปีผมอาจจะทำก็ได้ แต่ตอนนี้ผมรู้สึกว่าภูมิใจกับมัน ถ้าถึงเวลาแล้ว ไม่จำเป็นต้องไปแข่งกับมันก็ได้ แต่ก็ไม่แน่นะ เขาอาจจะไม่จ้างผมเป็นพระเอกแล้ว หน้ามึงแก่เกินวัย (หัวเราะ)

เพื่อนๆ คุณเริ่มมีลูกกันแล้ว คุณคิดเรื่องมีครอบครัวหรือยัง

คิดตั้งแต่เข้าสามสิบแล้วครับ เพื่อนๆ ผมเริ่มมีลูกตั้งแต่ยี่สิบเจ็ด ยี่สิบแปด บางทีอาชีพเราอาจจะไม่ต้องรีบ เราไม่ได้มองแค่ตัวเราคนเดียว แต่มองเรื่องการทำงานของเราด้วย เมื่อก่อนถ้าดารามีลูกมีเมีย หรือมีผัวมีลูก การทำงานก็จะโดนลดทอนลง แต่ปัจจุบันเขาให้โอกาส ถ้าคุณมีความสามารถก็เล่นบทพระเอกนางเอกได้ ผมก็ต้องรีบมองรีบคุยแล้วล่ะว่าจะเริ่ม ผมคิดตลอดครับว่าอยากมีครอบครัว

คุณนึกภาพตัวเองตอนเลี้ยงลูกไว้แบบไหน

คงสบายๆ มั้งครับ ผมอาจจะกลายเป็นคนที่อยู่บ้านเลี้ยงลูกด้วยซ้ำ เราอาจจะชอบแบบนั้น

จะเลี้ยงลูกให้ใกล้ชิดธรรมชาติแบบ น้ำ รพีภัทร ไหม

ฟีลนั้นแหละครับ แน่นอน แต่เราทำเท่าที่พอสมควร ไม่สุดโต่ง เราเชื่อว่าลูกเราก็คงไม่ไกลเราหรอก สิ่งที่เขาชอบคงไม่ห่างจากเรามาก แต่สุดท้ายก็แล้วแต่เขาเลย เราไม่ได้บังคับ เพราะเราก็ไม่ได้โดนบังคับ พ่อไม่ได้บอกว่าไปสวนด้วยกันนะลูก แต่เราโดดขึ้นรถไปเอง รู้สึกอินไปเอง เราคงต้องสังเกตว่าเขาชอบอะไร แล้วสนับสนุนเขา ยุคนั้นไม่รู้ว่าคนยังทำอาชีพแบบที่ผมทำไหม อาชีพฮิตอาจจะไม่ใช่หมอ วิศวกร แล้วก็ได้

ตอนนี้เราถึงไหนกันแล้ว

ใกล้แล้วครับ เรามุ่งหน้าไปที่เขื่อนขุนด่านปราการชล ฝั่งซ้ายคือเขตของโรงเรียนนายร้อย จปร. ข้างหน้าเป็นเขาใหญ่ ทางขวาเรียกว่าหินตั้ง เป็นส่วนที่อากาศดีที่สุดในนครนายก ที่ของผมอยู่ฝั่งนี้ มันอยู่ในธรรมชาติ แต่ก็ไม่ได้ลำบากมาก ยังมีความเจริญอยู่

ปกติคุณกลับบ้านกี่โมง

สักสองสามทุ่ม เพื่อไม่ให้รถติดขากลับ ไม่ก็นอนแล้วกลับอีกวันตอนสายๆ จากบ้านผมมาชั่วโมงครึ่ง ไปกลับสามชั่วโมง กำลังดี ถือว่าใกล้มากเมื่อเทียบกับการออกมาพักในธรรมชาติ แต่เดี๋ยว กลับบ้านนี่หมายถึงบ้านไหนนะ เพราะมันก็บ้านผมทั้งสองที่ (หัวเราะ)

เวียร์ ศุกลวัฒน์ คณารศ เปิดบ้านกลางสวนป่าที่นครนายก วันที่เขาบ้าปลูกต้นไม้

Writer

ทรงกลด บางยี่ขัน

ตำแหน่งบรรณาธิการโดยอาชีพ เป็นนักเดินทางมือสมัครเล่น แบ่งเวลาไปสอนหนังสือโดยสมัครใจ และชอบจัดทริปให้คนสมัครไป

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Cloud of Thoughts

บทสัมภาษณ์ขนาดยาวว่าด้วยเรื่องราวชีวิตและความคิดอันมีพลัง

นี่คือปีที่ 32 ที่ สำราญ ภูลายยาว แบ็คโทล หรือ พี่ติ๋ว ย้ายจากประเทศไทยไปใช้ชีวิตอยู่ที่สวิตเซอร์แลนด์

หลายคนรู้จักเธอในฐานะเจ้าของเฟซบุ๊กแฟนเพจ ‘สาวกาฬสินธุ์ พลัดถี่น ไกลบ้าน’ ที่เธอจะไลฟ์ขณะทำและกินอาหาร พร้อมตอบคำถามที่คนสงสัย ทั้งเรื่องชีวิตในต่างแดน เคล็ดลับการเข้าครัว ไปจนถึงประสบการณ์ส่วนตัวที่เธอประสบพบเจอ

ปัจจุบัน เพจ ‘สาวกาฬสินธุ์ พลัดถี่น ไกลบ้าน’ มียอดผู้ติดตามอยู่ที่ 1.4 ล้านคน

ยอดผู้ชมไลฟ์ในแต่ละครั้งไม่เคยต่ำกว่า 5,000 

อย่างไรก็ดี เบื้องหลังชีวิตของเธอมีอะไรมากกว่านั้นมาก

จากวันที่ข้ามน้ำข้ามทะเลจากบ้านเกิด ถึงวันนี้ที่มีครอบครัวที่น่ารักและงานอดิเรกแสนสนุก เธอผ่านทั้งเหตุการณ์เฉียดตาย ช่วงที่ร้องไห้เพราะถูกพรากจากลูก ชีวิตที่ไม่มีเงินติดตัว กระทั่งวันที่หัวใจกลับมาพองโต

The Cloud เชื่อว่าประสบการณ์ชีวิตของสาวอีสานคนนี้จะเป็นประโยชน์แก่ผู้อ่านไม่มากก็น้อย

15 นาฬิกา เวลาประเทศไทย เราวิดีโอคอลถึงใจกลางกรุงเบิร์น ในวันเกิดของพี่ติ๋ว

รอยยิ้มอันเป็นกันเองปรากฏตรงหน้า ฉาบด้วยแสงจ้าของแดดยามเช้า พี่ติ๋วอยู่ในเสื้อเชิ้ตชีฟองสีขาว ประทับลายดอกไม้สีน้ำเงิน 

ที่ใส่เสื้อยืดสีฟ้า นั่งยิ้มร่าอยู่ติดกันคือบรูโน่ สามีของพี่ติ๋ว

“เดี๋ยวจะถามแบบเรียงตามเวลาไปนะครับ” เราเอ่ย

“พี่ติ๋วทำการบ้านมาตอบแบบเรียงเวลาเหมือนกันค่ะ” เธอตอบพร้อมชูกระดาษหนึ่งปึกเป็นหลักฐานว่าเตรียมข้อมูลประวัติชีวิตของตัวเองมาเป็นอย่างดี

และต่อไปนี้คือ 10 ตอนของละครชีวิต ที่มีพี่ติ๋วแสดงนำ

01

แก่งั่กขนาดนี้มาไลฟ์ทำไม

“ถ้าชีวิตพี่ติ๋วเป็นหนังสือหรือละคร มันคือละครที่มีทุกมุมทุกบทจริงๆ ผ่านมาถึงวันนี้ได้ต้องแกร่งมาก”

การย้ายจากไทยไปอยู่สวิตเซอร์แลนด์ ดินแดนที่หลายคนยกให้เป็นสรวงสวรรค์ มีครอบครัวที่อบอุ่น และเปิดเพจที่มีผู้ติดตามหลักล้าน ดูเป็นฉากจบของนิทานหรือละครที่หลายคนใฝ่ฝันให้เกิดกับชีวิตของตัวเอง

แต่กว่าละครจะลงเอยแบบ ‘แฮปปี้ เอนดิ้ง’ ตัวละครก็ต้องผ่านเรื่องราวยาวนาน มีช่วงที่โดดเด่น มีวันที่ดำดิ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อนี่เป็นละครชีวิต

“ช่วงแรกที่ไลฟ์มีคนบุลลี่เยอะนะ สาวกาฬสินธุ์เหรอ โห แก่งั่กแล้ว มาทำอะไร”

พี่ติ๋วได้รับคำวิจารณ์แง่ลบมากมายในช่วงตั้งไข่ของเพจสาวกาฬสินธุ์ พลัดถี่น ไกลบ้าน ตอนนั้นเธอยังเป็นเพียงคนธรรมดา ไม่มีชื่อเสียง ไม่มีแฟนคลับ เธอเพียงถือโทรศัพท์ กดปุ่มไลฟ์ เล่าเรื่องสัพเพเหระขณะกินอาหารไทยที่เธอทำเอง

บทเรียน 32 ปีที่สวิตฯ ของ ติ๋ว-สำราญ ภูลายยาว สาวกาฬสินธุ์พลัดถิ่นที่คนติดตามนับล้าน

“เราเริ่มจากยอดคนดูหนึ่งคน สองคน คนไม่ชอบก็มี แต่คนที่ชอบก็ติดตามเราตั้งแต่วันแรกถึงวันนี้ ปัจจุบันมีคนติดตามล้านสี่แน่ะ”

แม้เสียกำลังใจในช่วงเริ่มต้น เธอก็ทำเพจต่อด้วยความมุ่งมั่นจนกลายเป็นขวัญใจคนใหม่ในโลกออนไลน์ การตอบคำถามแบบติดตลกแต่ตรงไปตรงมา ประกอบกับท่าทางอารมณ์ดีทำให้เธอมีแฟนคลับเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

“เราจะไม่เฟกเด็ดขาด พูดเรื่องจริงอย่างเดียว รู้อะไรมาเราก็บอก สวิตเซอร์แลนด์เป็นยังไง กฎหมาย ความเป็นอยู่ เราพอรู้ ก็อยู่มาตั้งสามสิบกว่าปี เราอาจจะไม่ได้ทำเป็นคลิปเล่าให้ฟังซะทีเดียว แต่ถ้ามีใครถาม เราก็ยินดีตอบ”

ชีวิตของเธอตอนนี้เป็นเหมือนที่ปรึกษาปัญหาในต่างแดน เธอเจอมาหลายอย่าง และพร้อมแบ่งปันทุกอย่างเท่าที่ทำได้ โดยมองว่าการพูดถึงวันที่ล้ม ไม่ใช่เรื่องน่าอายแต่อย่างใด

“การเล่าเรื่องของตัวเองในช่วงที่ต้องเจอมรสุมในประเทศที่ไม่ใช่บ้านเกิด ไม่ใช่เรื่องน่าอายเลย ทุกวันนี้น้องหลายคนก็โทรหลังไมค์มาปรึกษา พี่ติ๋วก็ช่วยเต็มที่ หลายอย่างพี่ติ๋วผ่านมาแล้ว ไม่ใช่เรื่องน่าอาย เราต้องแกร่งมากนะถึงจะผ่านมาได้ 

“ทุกวันนี้หลายคนมาแสดงความยินดีที่เรามีความสุข พี่ติ๋วก็จะเล่าตลอดว่า กว่าจะมีวันนี้ เราผ่านอะไรมาบ้าง ชีวิตของทุกคนไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ เป็นไปไม่ได้ที่จะมีความสุขตลอด ต้องผ่านอะไรร้ายๆ มาก่อน ชีวิตถึงจะมีความสุข”

สาวกาฬสินธุ์เข้าใจเรื่องนี้ดี เพราะกว่าจะมีความสุขได้อย่างวันนี้ เธอผ่านความทุกข์มามากจริงๆ

บทเรียน 32 ปีที่สวิตฯ ของ ติ๋ว-สำราญ ภูลายยาว สาวกาฬสินธุ์พลัดถิ่นที่คนติดตามนับล้าน
02

พาฝรั่งเข้าหมู่บ้าน

ย้อนกลับไปเมื่อ 50 ปีก่อน เด็กหญิงสำราญ ภูลายยาว ในวัย 6 ขวบ ย้ายจากมหาสารคามมาอาศัยที่จังหวัดกาฬสินธุ์ เธอมีชีวิตติดดิน ไม่ร่ำรวย แต่มีความสุข

“พี่ติ๋วเป็นลูกครึ่ง พ่อเป็นคนกาฬสินธุ์ แม่เป็นคนมหาสารคาม ครอบครัวเราไม่ได้ร่ำรวย แต่ก็อยู่กันอบอุ่น พี่ติ๋วมีพี่น้องเจ็ดคน ก็สนุกกันแบบลูกทุ่งลูกอีสาน สอยมะม่วง ขโมยมะม่วง ยิงกิ้งก่า หาความสุขตามธรรมชาติ”

แต่ความสุขของเด็กหญิงสำราญก็อยู่ได้ไม่นานนัก เมื่ออายุย่าง 16 เธอตัดสินใจเข้าไปหางานทำที่กรุงเทพฯ ด้วยหวังอยากมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น 

เด็กหญิงทำงานส่งเงินให้ที่บ้านเป็นประจำทุกเดือน

“พี่ติ๋วมีแฟนคนแรกเป็นคนกรุงเทพฯ เรายังอายุน้อย ไม่มีวุฒิภาวะ พอสิบแปดเราก็มีลูก ตอนนั้นรู้เลยว่าตัวเองไม่สามารถเป็นเมียที่ดีของสามี หรือเป็นแม่ที่ดีของลูกได้”

พี่ติ๋วไม่มีชีวิตวัยรุ่น พ้นวัยเด็กก็ถึงวัยทำงาน ทำได้ไม่นานก็มีสามี รู้ตัวอีกทีก็เป็นแม่คนแล้ว 

เธอกลายเป็นแม่ในวันที่ยังอยากสนุกกับชีวิตให้มากกว่านี้

“พอได้เจอโลกกว้าง ได้เห็นแสงสีและคาเฟ่ เราก็รู้เลยว่า ตัวเองยังไม่อยากอยู่บ้านเลี้ยงลูก ยังอยากใช้ชีวิต อยากทำอะไรสนุกๆ พูดภาษาบ้านๆ ก็คือใจแตก ท้ายที่สุดจึงเลิกรากันไป เราเป็นฝ่ายเดินออกจากครอบครัว”

เหมือนพี่ติ๋วได้โอกาสที่ 2 ในการใช้ชีวิตวัยรุ่น ทำตามหัวใจ และมองหาความหมายของชีวิต หลังเลิกรากับแฟนคนแรก เธอออกตระเวนทำงานหลายที่ ทั้งโรงงาน ร้านอาหาร ก่อนจะได้เจอรักครั้งใหม่กับชาวต่างชาติที่สถานเริงรมย์แห่งหนึ่ง

“รู้มั้ย เจอกันคืนเดียว พี่ติ๋วตามเขาไปถึงสมุยเลย ไปอยู่เกาะสมุยกับเขาหกเดือน จนที่บ้านคิดว่าพี่ติ๋วตายไปแล้ว” สาวอีสานหัวเราะ

หลังคบหาดูใจกับหนุ่มสวิตฯ บนเกาะสวรรค์ราวครึ่งปี พี่ติ๋วก็พาเขาไปแนะนำให้ที่บ้านรู้จัก

“เราเป็นคนแรกเลยที่พาฝรั่งเข้าหมู่บ้าน คนที่นั่นไม่มีใครรู้จักฝรั่ง ทุกคนตกใจมาก เพราะว่าแฟนคนนี้จะออกแนว บ็อบ มาร์เลย์ (Bob Marley) ถักเปียทั้งหัว เหมือนฮิปปี้ ครั้งแรกที่แม่เห็น แม่ถามเราว่า ‘นี่มึงเอาตัวอะไรมาด้วย’” สาวกาฬสินธุ์เล่าไปขำไป

“เราไม่รู้เลยว่า เขาอยากพาเรามาเมืองนอก ตอนเขาขอแต่งงาน เราก็เลยตอบตกลง แต่งเสร็จกลายเป็นว่าเขาชวนมาอยู่สวิตฯ เราบอกว่ามาไม่ได้ ต้องทำงานเลี้ยงดูพ่อแม่ เขาก็เสนอว่าจะส่งเงินให้พ่อแม่เราสามร้อยฟรังก์สวิสต่อเดือน บวกลบคูณหารแล้วมากกว่าที่พี่ติ๋วหาได้อีก สุดท้ายจึงตอบตกลง ถ้าเธอสัญญาจะให้เงินพ่อแม่ฉัน ฉันไปกับเธอก็ได้” 

สาวกาฬสินธุ์ที่กำลังจะอายุครบ 24 ใน ค.ศ. 1989 จึงพลัดถิ่นตั้งแต่วันนั้น

บทเรียน 32 ปีที่สวิตฯ ของ ติ๋ว-สำราญ ภูลายยาว สาวกาฬสินธุ์พลัดถิ่นที่คนติดตามนับล้าน
บทเรียน 32 ปีที่สวิตฯ ของ ติ๋ว-สำราญ ภูลายยาว สาวกาฬสินธุ์พลัดถิ่นที่คนติดตามนับล้าน
03

เดินเรื่องหย่า พาลูกหนี

พี่ติ๋วตีตั๋วไปสวิตเซอร์แลนด์โดยแทบไม่รู้อะไรเกี่ยวกับประเทศนี้เลย ไม่มีเพื่อน ไม่รู้ภาษา เรียกได้ว่าเริ่มต้นจากศูนย์

“เราไม่มีเพื่อน ช่วงสามสี่เดือนแรกนี่เหงามากเลยนะ ยุคนั้นไม่มีอินเทอร์เน็ตด้วย ทุกอย่างต่างจากเมืองไทยมาก ตอนมาถึงใหม่ๆ ก็ตกใจ สามทุ่มแล้วฟ้ายังไม่มืด เราไม่เคยรู้ว่าหน้าร้อนของยุโรปเป็นแบบนี้ รู้สึกตื่นเต้นเหมือนกัน” พี่ติ๋วเงียบไปครู่หนึ่ง 

“แต่ที่ตื่นเต้นกว่าคือการอยู่กับสามี พอไปถึงเรามีลูกด้วยกันคนหนึ่ง ชื่อนาตาช่า เราตื่นเต้นเพราะทะเลาะกับสามีทุกวัน เขาดื่มแอลกอฮอล์หนักมาก พอทะเลาะมากเข้า เราก็เริ่มกังวล”

พี่ติ๋วเล่าต่อว่า อันที่จริงเธอก็พอรู้ว่าสามีชาวสวิตฯ เป็นพวกชอบดื่ม อยู่กลุ่มสายเขียว แต่เข้าใจว่าคงดื่มเพื่อความสุขเป็นครั้งคราว พอมาถึงสวิตเซอร์แลนด์ จึงได้รู้ความจริงว่าเขาติดเหล้าหนักมาก 

“ตกเย็นเขาจะหาเรื่องเราทุกวัน หนักสุดคือเขาดึงผมพี่ติ๋ว แล้วเอามีดทำครัวมาจี้คอ เหมือนจะปาดคออยู่แล้ว ครั้งนั้นคือตกใจมากที่สุดในชีวิต รู้เลยว่าถ้าอยู่ที่นั่นต่อ เรากับลูกก็คงไม่ปลอดภัย 

“เรารู้จักกับพี่สาวคนหนึ่ง เขาเห็นชีวิตเราแล้วสงสารก็เลยอาสาพาหนี วันรุ่งขึ้นพี่ติ๋วเก็บสิ่งของที่จำเป็นแล้วไปเลย หนีไปอยู่กับพี่สาวคนนั้นที่บาเซิล (Basel) ระหว่างนั้นก็เดินเรื่องหย่า นาตาช่าเพิ่งอายุได้เก้าเดือนเอง”

ชีวิตการมีสามีเป็นชาวต่างชาติไม่ได้สวยหรูดั่งภาพวาดที่เธอจินตนาการไว้ หลังผ่านวินาทีเฉียดตาย เธอติดต่อทนาย ตรวจสุขภาพ และเตรียมเอกสารให้พร้อมสำหรับการหย่า 

สาววัย 25 ต่อสู้ชีวิต และต้องดูแลอีกหนึ่งชีวิตที่ยังไม่ครบขวบ

“ทุกอย่างตอนนั้นแย่มากจริงๆ ตอนพาลูกหนีมีเงินแค่ร้อยฟรังก์สวิสติดตัว แต่เราก็สู้จนผ่านมาได้ ความจริงทุกคนที่ไทยก็ชวนให้กลับไปอยู่บ้าน แต่ไม่รู้คิดยังไงเราถึงไม่อยากกลับ หนึ่งน่าจะเพราะนาตาช่า เราอยากหย่า แต่ก็คิดว่าพ่อลูกควรได้เจอกันบ้าง และสองคือเราไม่มีตังค์ด้วย”

บทเรียน 32 ปีที่สวิตฯ ของ ติ๋ว-สำราญ ภูลายยาว สาวกาฬสินธุ์พลัดถิ่นที่คนติดตามนับล้าน
04

สิ่งที่เงินซื้อไม่ได้

ระหว่างรอกระบวนการทางกฎหมาย ความท้าทายของพี่ติ๋วคือการหางาน เมื่อภาษายังไม่คล่องแคล่ว ก็เหลืองานไม่กี่แนวที่เธอสามารถทำได้

“ไม่ต้องถามหรอกว่างานอะไร รู้กันอยู่ ภาษาไม่มี จะทำอะไรได้ แต่พี่ติ๋วโชคดีอย่างหนึ่งคือเวลาต้องทำงานไม่ดี จะมีคนช่วยดึงออกมาตลอด อย่างตอนทำงานอยู่กรุงเทพฯ แค่สองเดือนก็เจอพ่อนาตาช่า ครั้งนี้ก็เหมือนกัน ทำงานไม่นานก็ได้รู้จักกับแฟนคนอิตาลี รู้จักกันวันเดียว เขาก็ชวนเราไปอยู่ด้วย” 

สาวกาฬสินธุ์รีบเก็บเสื้อผ้าใส่ถุงขยะพลาสติกแล้วย้ายไปอยู่กับคนอิตาลี หนุ่มคนนี้เกิดและโตที่สวิตฯ ประกอบกิจการร้านอาหารกึ่งบาร์ พี่ติ๋วจึงได้งัดวิชาทำอาหารที่เคยฝึกปรือตอนอยู่เมืองไทยออกมาใช้อีกครั้ง

“เราพอรู้เรื่องอาหารอยู่แล้ว เลยช่วยเสนอเขาว่าทำเมนูนี้ดีมั้ย เมนูนั้นก็น่าลองนะ เขาก็เชื่อเรา เมื่อก่อนเราสวย หุ่นดี แฟนคนนี้เด็กกว่าพี่ติ๋วตั้งสิบปีแน่ะ” เล่าถึงตรงนี้ ทั้งพี่ติ๋วและบรูโน่ที่นั่งอยู่ข้างๆ ก็หัวเราะออกมา

“พี่ติ๋วมีแฟนอายุน้อยทุกคนเลย ไม่รู้เพราะอะไร เหมือนเราดึงดูดคนอายุน้อย วัยกลางคนไม่มีมาจีบนะ ก็บอกเพื่อนเหมือนกันว่าอยากได้ผัวแก่ๆ บ้าง แต่ก็ไม่ได้ เราไม่ได้เป็นคนเลือก อันนี้เรื่องจริง นี่ไง เด็กหลอกพี่ติ๋วนะ ไม่ใช่พี่ติ๋วหลอกมัน” สาวในเสื้อเชิ้ตชีฟองแขนยาวพูดพลางอมยิ้ม

การได้เจอหนุ่มคนนี้เหมือนจะทำให้พี่ติ๋วได้สร้างความทรงจำดีๆ ในต่างแดนเป็นครั้งแรก นอกจากตัวพี่ติ๋วจะมีความสุขกับการทำงาน ลูกน้อยอย่างนาตาช่าก็ได้รับความรักอันอบอุ่นจากพ่อแม่ของแฟนชาวอิตาลีที่มาทำงานที่สวิตฯ ร่วม 40 ปีแล้ว พวกเขาเอาใจใส่และหวังดีกับลูกสาวเธอเหมือนเป็นหลานแท้ๆ ของตัวเอง 

“อยู่กับเขาห้าหกปี มีความสุขมากๆ มีแฟนที่ดี ดูแลและซัพพอร์ตเรา พ่อแม่เขาก็ช่วยเลี้ยงลูก รู้สึกว่าชีวิตมาถูกทางแล้ว แต่จริงๆ ไม่ใช่”

พ่อของแฟนสาวกาฬสินธุ์เสียชีวิตด้วยโรคหัวใจ ความสัมพันธ์ในครอบครัวจึงถึงจุดเปลี่ยน แม่ของแฟนต้องย้ายมาอยู่ด้วยกันที่บ้าน ที่พักอาศัยที่ครั้งหนึ่งเคยสนิทสนมกลมเกลียวเริ่มมีเหตุทะเลาะเบาะแว้ง

“พี่ติ๋วกับแฟนไม่ได้ทะเลาะกันนะ แต่แม่เขาเข้ามายุ่งมากเกินไป เขาจะคอยบอกตลอดว่า ลูกเขาไม่ชอบอย่างนี้ ต้องทำแบบนี้ กลายเป็นว่าเราทำอะไรก็ไม่ถูกใจสักอย่าง ก็เลยทะเลาะกัน เราเข้าใจเขานะ เขารักลูกชายมาก และเพิ่งเสียสามีไปด้วย” 

เมื่อลองปรับความเข้าใจแล้วไม่เป็นผล การให้แม่ย้ายกลับไปอยู่บ้านเกิดที่อิตาลีก็ไม่ใช่ทางออกที่เป็นไปได้ สุดท้ายพี่ติ๋วและลูกจึงตัดสินใจก้าวออกมา

เธอบอกแฟนชาวอิตาลีก่อนย้ายออกจากบ้านว่า “เมียน่ะ มีเงินอาจจะซื้อได้ แต่แม่น่ะ มีเงินก็ซื้อไม่ได้”

05

อย่าหวังว่าจะได้อยู่กับลูก

ระหว่างที่อาศัยอยู่กับแฟนชาวอิตาลี เหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นกับพี่ติ๋ว คือการชนะคดีได้สิทธิ์เลี้ยงดูบุตร

ช่วงที่นาตาช่าอายุได้ 5 ขวบ ศาลมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ผู้เป็นพ่อเลี้ยงดูนาตาช่า เพราะมีปัญหาติดสุราเรื้อรัง อีกทั้งหากต้องการพบลูกก็จำเป็นต้องมีบุคคลที่ 3 อยู่ด้วย 

“พอเราเป็นฝ่ายชนะในศาล ยังจำได้เลย เขาบอกพี่ติ๋วว่า อย่าหวังว่าฉันจะให้เงินเธอ อย่าหวังว่าเธอจะได้อยู่กับลูก เขาพูดแบบนั้น แต่เราก็ไม่เคยระแคะระคาย ไม่ได้คิดว่าเขาจะหาโอกาสเอาลูกเราไปจริงๆ เป็นใครก็คงคิดว่าเขาพูดไปเพราะโกรธ เขาจะทำอะไรได้ ทั้งติดเหล้า ติดยา ไม่คิดเลยว่าผ่านมาสองปี เขายังมีความคิดที่จะพรากลูกไปจากเรา”

เหตุไม่คาดฝันเกิดขึ้นตอนนาตาช่าอายุได้ 7 ขวบ ตอนนั้นพี่ติ๋วย้ายออกมาอยู่กับลูกในบ้านที่รัฐบาลสวิตเซอร์แลนด์ช่วยจัดสรร ผู้เป็นพ่อขอพาลูกไปค้างที่บ้านหนึ่งคืน พี่ติ๋วที่ไม่เคยกีดกันความสัมพันธ์พ่อลูก ก็ตกปากรับคำโดยไม่ได้เอะใจอะไร

“พี่ติ๋วเป็นคนเอาลูกไปส่งด้วยนะ พกหนังสือเรียนไปด้วย ก็นัดแนะกับเขาว่า พรุ่งนี้ลูกต้องไปโรงเรียน อย่าลืมไปส่ง เขาก็รับปาก ปรากฏว่าเช้ามาครูที่โรงเรียนโทรมาถามว่า ทำไมเด็กไม่ไปโรงเรียน”

เวลานั้นพี่ติ๋วนึกคำพูดที่อดีตสามีเคยกล่าวไว้ออกทันที เธอรีบวิ่งระยะทางกว่าหนึ่งกิโลเมตรตรงไปยังบ้านของพ่อนาตาช่า

พี่ติ๋วในสภาวะตระหนกตกใจ เห็นลูกร้องไห้อยู่ริมหน้าต่าง เธอใช้กำปั้นทุบประตูครั้งแล้วครั้งเล่า แต่ก็ไม่มีคนเปิดประตูให้

“พี่ติ๋วโทรหาแฟนเก่าคนอิตาลี แม่เขาก็มาช่วยด้วยอีกแรง เขาเลี้ยงนาตาช่ามา ก็คงรักหลานอยู่ไม่น้อย มีเพื่อนคนไทยอีกสองคนมาช่วยด้วย”

ไม่นานก็มีโทรศัพท์ติดต่อมาบอกว่า พ่อพาเด็กมาส่งไว้ที่อำเภอ ทุกคนจึงมุ่งหน้าไปที่นั่น

“เขาใส่ร้ายพี่ติ๋วสารพัด บอกว่าพี่ติ๋วเล่นยาต่อหน้าลูก มีเซ็กส์ต่อหน้าลูก เอายานอนหลับให้ลูกกินเพื่อที่จะได้ไปเที่ยว มันไม่ใช่เรื่องจริง เพื่อนพี่ติ๋วเป็นพยานได้ ทุกคนช่วยยืนยันความบริสุทธิ์ แต่เหมือนเจ้าหน้าที่จะไม่ชอบคนต่างชาติ พอเห็นหน้าเราปุ๊บ เขาจะเอาแต่ถามว่า ไม่กลับเมืองไทยเหรอ ไม่คิดจะกลับเหรอ”

แม้จะไม่รู้ภาษา เธอก็พยายามทำทุกขั้นตอนเผื่อว่าเจ้าหน้าที่จะเห็นใจ อย่างไรก็ดี มันไม่เป็นผล สุดท้ายแม่ก็ไม่ได้ลูกสาวกลับมา นาตาช่าต้องอยู่ที่สถานรับเลี้ยงเด็กนานถึง 7 ปี

“เราท้อมาก เหมือนตกนรก ถ้าไม่แกร่งจริงอาจจะติดเหล้าหรือเป็นโรคซึมเศร้าไปแล้ว ตอนนั้นก็คิดอยากฆ่าตัวตายเหมือนกัน โชคดีบ้านที่นี่ไม่มีขื่อให้แขวนคอ จะซื้อยานอนหลับก็ไม่ได้ เพราะที่นี่ไม่ให้ซื้อถ้าไม่มีใบสั่งจากแพทย์ ทางเลือกสุดท้ายคือต้องปาดคอหรือกรีดข้อมือตัวเอง แต่พี่ติ๋วกลัววิธีพวกนี้ ไม่กล้าทำ”

เธอพยายามอย่างถึงที่สุดเพื่อเอาตัวเองออกจากจุดที่ทุกข์ทรมาน สาวอีสานทำทุกอย่างที่ช่วยให้มีรอยยิ้มไหลผ่านเข้ามาในชีวิต คนไทยไปที่ไหน เธอจะตามไปที่นั่น เพื่ออย่างน้อยจะได้ลืมเรื่องเศร้า

06

เทพบุตรซาตาน

อย่างที่กล่าวไปตอนต้น ละครชีวิตกว่าจะมีตอนจบที่สุขล้น ย่อมต้องผ่านจุดที่สุดเศร้า และเรื่องราวเลวร้ายที่พี่ติ๋วต้องเจอก็ยังไม่จบ

หลังแยกทางกับแฟนอิตาลี พี่ติ๋วก็คิดว่าถึงเวลาเสียทีที่เธอจะต้องมีบ้านเป็นของตัวเอง

สวัสดิการของสวิตเซอร์แลนด์ดีแสนดีสมฉายาสวรรค์แห่งยุโรป ทั้งช่วยเหลือด้านการเงิน ทำประกันชีวิต และจัดหาที่อยู่อาศัย

“สวัสดิการที่นี่ดีมาก เขาให้เดือนละพันแปดร้อยฟรังก์สวิสสำหรับเรากับลูก เราจึงเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวเต็มตัวตั้งแต่ตอนนั้น”

โชคชะตาพาคุณแม่เลี้ยงเดี่ยวมาพบกับหนุ่มรูปงาม ที่ภายหลังพี่ติ๋วนิยามว่า เขาคือซาตานในคราบเทพบุตร

หลังคบหาดูใจกันได้พักใหญ่ ข่าวร้ายจากเมืองไทยก็มาถึงหู

“พ่อโทรมาบอกว่าแม่เสียแล้วนะ พี่ติ๋วไม่พร้อมเลย ไม่มีเงินกลับบ้าน ตอนนั้นเราออกมาทำงานเอง ไม่ได้รับเงินหลวงแล้ว ก็ทำร้านอาหารบ้าง สวนสัตว์บ้าง มีเงินเก็บไม่เยอะ 

“แฟนไม่ช่วยเรื่องค่าใช้จ่ายแม้แต่บาทเดียว คนที่ช่วยพี่ติ๋วคือเพื่อนๆ ทั้งคนไทยและคนสวิตฯ น้องคนหนึ่งบอกว่า เธอไปดูตั๋วเลย เดี๋ยวฉันจ่ายให้ พี่สาวที่ช่วยเรามาตลอดก็ไปบอกคนไทยในบาเซิลว่า แม่ติ๋วเสียนะ ใครอยากร่วมทำบุญบ้าง กลายเป็นว่าเรามีเงินกลับเมืองไทยเยอะมาก จากที่ไม่มีเงินติดตัวเลยแม้แต่บาทเดียว รู้สึกตัวเองเป็นคนมีบุญ ไม่ว่าจะทำอะไรก็มีคนช่วยเหลืออยู่ตลอด”

บางทีสิ่งที่ช่วยเธออาจไม่ใช่แต้มบุญ แต่เป็นความจริงใจที่เธอมีให้พวกพ้องเสมอมา แต่ก็ด้วยความจริงใจนี้เองที่ทำให้เธอถูกเอารัดเอาเปรียบในหลายครั้ง

พี่ติ๋วกลับไทยเพื่อมาร่วมงานศพแม่ผู้ล่วงลับ แฟนที่พี่ติ๋วเรียกว่าเทพบุตรซาตาน ไม่มีโทรมาถามสารทุกข์สุกดิบแม้แต่สายเดียว

“สุดท้ายเราก็เลยโทรไป ตอนนั้นค่าโทรไปต่างประเทศแพงมาก นาทีหนึ่งยี่สิบกว่าบาท โทรไปปุ๊บ เขาพูดว่า โอ้ เธอโทรมาก็ดีแล้ว ขอให้เที่ยวให้สนุกนะ ไม่ต้องห่วงทางนี้ ฉันคืนบ้านเรียบร้อยแล้ว เราเลิกกันเถอะ”

หญิงสาวที่เพิ่งสูญเสียแม่เต็มไปด้วยความสับสนปนเศร้า ชายคนนี้บอกเลิกเธอทางโทรศัพท์ ส่งบ้านที่สวิตเซอร์แลนด์คืนให้รัฐโดยไม่ปรึกษา ทั้งยังหอบเงินมัดจำค่าบ้านที่พี่ติ๋วเป็นคนจ่ายไปด้วย 

“ปัญหาคือเขาเอาเงินมัดจำเราไปตั้งเกือบหกพันฟรังก์สวิสไม่คืนให้เราสักสลึงเดียว เขาอ้างว่า ในบ้านมีของพังเยอะมาก สีลอกมั่ง อะไรมั่ง เขาต้องจ่ายค่าซ่อมบ้านเกินค่ามัดจำอีก ตอนนั้นเราทำอะไรไม่ถูก ก็คิดว่า เออ ช่างมันเถอะ”

สาวกาฬสินธุ์บินกลับสวิตเซอร์แลนด์ทั้งน้ำตา ขามาร้องไห้ที่เสียแม่ ขากลับร้องไห้เพราะโดนแฟนบอกเลิก

“ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับชีวิต เหมือนเป็นคนใจสลาย เราสัญญากับตัวเองทันทีว่า ต่อไปนี้ผู้ชายจะเป็นเหมือนถุงเท้า คือใช้แล้วทิ้ง ใส่แล้วถอด หลังจากนี้จะไม่ให้ใจใครเด็ดขาด ถ้าจะคบจริงจังก็ต้องเป็นคนที่ดูแลและรักเราจริง จะไม่คบแบบกะโหลกกะลาอีกแล้ว”

07

ลองเปิดใจสักตั้ง

อีกครั้งและอีกครั้งที่สาวอีสานยังลุกขึ้นสู้ เธอเริ่มต้นชีวิตใหม่โดยย้ายไปอยู่ธูน (Thun) เมืองติดทะเลสาบของสวิตเซอร์แลนด์ 

พี่ติ๋วรู้จักกับรุ่นพี่ที่เป็นเจ้าของสถานเริงรมย์ที่นั่น ก่อนจะตัดสินใจเซ้งร้าน จนได้กลายเป็นเจ้าของกิจการครั้งแรกในชีวิต

“ช่วงนั้นถ้ารู้จักเก็บตังค์ พี่ติ๋วคงรวยไปแล้ว แต่ก็นะ เงินที่ได้มาง่าย มันก็ไปง่ายเหมือนกัน”

สาวกาฬสินธุ์ดูแลกิจการของเธอเป็นอย่างดี กระทั่งได้รู้จักหนุ่มรุ่นน้องคนหนึ่งที่มีท่าทีอยากจริงจังกับเธอ ชายคนนี้คือบรูโน่

ทั้งคู่รู้จักกันในเดือนตุลาคม ค.ศ. 1999 และได้ไปดื่มแชมเปญฉลองสหัสวรรษใหม่ด้วยกันอย่างชื่นมื่น

“เริ่มไปมาหาสู่กัน แต่ยังไม่ได้เป็นแฟน เป็นแค่คู่หู (หัวเราะ) บรูโน่ก็คงไม่ได้คิดว่าเราเป็นแฟนหรอก เราเองก็ไม่กล้าคิด เพราะแก่กว่าเขาตั้งสิบสองปี”

ละครชีวิตของ ‘สำราญ ภูลายยาว’ สาวกาฬสินธุ์ พลัดถิ่น ไกลบ้าน สาวไทยในสวิตตเซอร์แลนด์ จากวิกฤตเฉียดตาย ถึงวันที่ทำเพจกินข้าวให้คนดู

ณ ตอนนั้น ทางฝั่งบรูโน่ก็ยังไม่ตกลงปลงใจว่าอยากให้พี่ติ๋วเป็นแม่ของลูก เขายังคงเที่ยวเล่น เรียนรู้ และเลือกคบผู้หญิงตามประสาวัยรุ่น

“พ่อบรูโน่สอนมาว่า ก่อนจะซื้อรถก็ต้องลองก่อนว่าคันไหนขับดี ก่อนจะเลือกใครเป็นแม่ของลูกก็ต้องลองคบและศึกษาก่อนเหมือนกัน” หนุ่มสวิตฯ เอ่ยขึ้นเป็นภาษาไทย แม้จะผิดเพี้ยนบ้าง แต่นับว่าชัดเจนมากแล้วสำหรับชาวต่างชาติ

“แหม เปรียบเป็นรถเลยนะ” พี่ติ๋วสวน 

“ให้ยูเป็นเฟอร์รารี่เลย”

เมื่อศึกษากันได้พักใหญ่ ความตั้งใจที่จะคบผู้ชายเหมือนใส่ถุงเท้าก็เริ่มเปลี่ยน และคนที่เปลี่ยนความตั้งใจนี้ได้ก็คือเด็กหนุ่มที่เด็กกว่าพี่ติ๋วเกินสิบปี

ละครชีวิตของ ‘สำราญ ภูลายยาว’ สาวกาฬสินธุ์ พลัดถิ่น ไกลบ้าน สาวไทยในสวิตตเซอร์แลนด์ จากวิกฤตเฉียดตาย ถึงวันที่ทำเพจกินข้าวให้คนดู

“ตอนนั้นร้านที่เราเป็นเจ้าของเจอวิกฤต กฎหมายสวิตเซอร์แลนด์เข้มงวดมากขึ้น เราเริ่มขาดทุน กลุ้มใจจนเริ่มล้มป่วย คนเดียวที่คอยซื้อข้าวซื้อน้ำให้เราก็คือผู้ชายคนนี้ ความจริงทุกคนก็รู้ว่าเราป่วย แต่ไม่มีใครว่างมาช่วย มีแค่บรูโน่ที่แม้จะอยู่เบิร์น แต่ก็ยอมขับรถมาดูแลเรา เขาพร้อมอยู่กับเรา แม้ในวันที่เราไม่เหลืออะไรเลย”

และแล้วฉากโรแมนติกในละครชีวิตก็มาถึง ชายหนุ่มขอหญิงสาวเป็นแฟน 

“เขาว่า ถ้าอยากจะเป็นแฟนก็ต้องออกจากจุดนี้แล้วไปใช้ชีวิตธรรมดากับเขา ให้เวลาคิดหนึ่งคืน ดูมันให้เวลาคิดเยอะมาก” พี่ติ๋วหันหน้าไปทางสามี พร้อมทำเสียงประชดประชัน

ค่ำคืนแห่งการตัดสินใจ เธอคิดไปมาหลายตลบ เพื่อนฝูงทุกคนลงความเห็นว่าฝรั่งคนนี้ ก็คงเป็นอีกคนที่เข้ามาหลอกเธอ

“ไม่มีหรอกเด็กอายุเท่านี้ที่จะมารับเลี้ยงเรา มันไม่ได้รักหรอก มันแค่หลง เดี๋ยวสี่ห้าปีมันก็ทิ้งมึง” เพื่อนพี่ติ๋วว่า

อย่างไรก็ดี เช้าวันรุ่งขึ้น พี่ติ๋วกระทำการตรงข้ามกับทุกสิ่งที่ผองเพื่อนเตือนเธอ 

“เอาวะ ลองสักตั้ง” เธอบอกตัวเองเช่นนั้น พร้อมเลือกเส้นทางสร้างครอบครัวอีกครั้ง เพราะมองว่าชีวิตนี้ไม่มีอะไรจะเสียอยู่แล้ว เจอคนไม่ดีมาก็มาก เจออีกคนจะเป็นไรไป

“เรารู้นะว่าตัวเองไม่ค่อยเหมือนผู้หญิงไทยส่วนใหญ่ อาจจะเพราะเราอยู่เมืองฝรั่งด้วย ก็เลยลองคบกับคนนั้นคนนี้ โดยไม่ได้มองว่าเป็นเรื่องน่าเกลียด ถ้าเรายังไม่แต่งงาน ยังไม่ได้ใช้ชีวิตอยู่กับใคร เราก็ลองได้ ชีวิตเป็นของเรา และชีวิตคือการทดลอง เราควรหาสิ่งที่ดีที่สุดให้กับตัวเอง พี่ติ๋วถึงได้มาเจอบรูโน่ไง 

“เราก็ไม่รู้หรอกว่าอนาคตจะเป็นยังไง อะไรจะเกิดขึ้น แต่พี่ติ๋วเชื่อเรื่องการลอง อาจจะดูใจกล้าเกินไปสำหรับผู้หญิงไทยล่ะมั้ง” พี่ติ๋วพูดยิ้มๆ

ละครชีวิตของ ‘สำราญ ภูลายยาว’ สาวกาฬสินธุ์ พลัดถิ่น ไกลบ้าน สาวไทยในสวิตตเซอร์แลนด์ จากวิกฤตเฉียดตาย ถึงวันที่ทำเพจกินข้าวให้คนดู
08

พาลูกกลับบ้าน

เป็นเวลากว่า 7 ปีที่นาตาช่าต้องอยู่ในสถานดูแลของรัฐ การได้พบบรูโน่ทำให้ผู้เป็นแม่กลับมามีความหวังที่จะได้ลูกคืนมาอีกครั้ง

“ปัญหาคือแต่ก่อน เราอ่านจดหมายที่ทางการส่งมาไม่ออก ไม่มีคนช่วย พอมีบรูโน่ช่วยอ่าน ช่วยแปลอย่างจริงจัง เราก็เดินเรื่องได้ดีขึ้น คราวนี้เจ้าหน้าที่ก็ช่วยเรา 

“ความจริงนาตาช่าต้องอยู่บ้านหลวงจนถึงอายุสิบแปด แต่บรูโน่ช่วยให้เธอได้กลับมาอยู่กับพี่ติ๋วตอนอายุสิบสี่” พี่ติ๋วย้อนถึงความพยายามในการพาลูกกลับบ้าน

“มันยากมากจริงๆ เธอคุยกับตำรวจหรือเจ้าหน้าที่ไม่เข้าใจ สมัยนั้นอุปกรณ์แปลภาษาก็ไม่ดี ผมก็เข้ามาช่วยเธอตรงนี้ เธอมีสิทธิ์ความเป็นแม่เต็มที่อยู่แล้ว สุดท้ายก็เลยได้ลูกกลับมา” บรูโน่เล่าเสริม

หลังนาตาช่ากลับมาอยู่บ้านได้ไม่นาน พี่ติ๋วก็ตั้งท้องอีกครั้งในวัย 40 ด้วยความมั่นใจว่า ทั้งเธอและสามีพร้อมจะดูแลลูกน้อยคนนี้อย่างอบอุ่น

แต่อีกคนที่ต้องการการดูแลไม่แพ้กันคือนาตาช่าที่กำลังจะมีน้องสาว การห่างหายจากแม่ไป 7 ปีต้องอาศัยระยะเวลาในการปรับตัว

 “วันแรกที่กลับมา นาตาช่าเป็นเด็กวัยรุ่นในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ เล่นสเก็ตบอร์ด เจาะตรงโน้นตรงนี้เต็มไปหมด มีเกเรตามประสา ไปเรียนได้ปีหนึ่งก็ขอดร็อปไม่เรียนต่อ”

บทเรียนสำคัญที่พี่ติ๋วสอนลูกทั้งสองอยู่เสมอคือ ‘ลองได้ แต่ต้องรู้ตัวเอง’

“เราให้คำแนะนำเขาในเรื่องการใช้ชีวิตอยู่ตลอด อย่างเรื่องเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พี่ติ๋วจะบอกเขาว่า ดูแม่ แม่ลองมาทุกอย่าง โลกนี้ไม่มีใครเพอร์เฟกต์ เราลองได้ แต่อย่ามากเกินไป ต้องรู้ตัวเอง”

การเลี้ยงดูอย่างเข้าใจที่พี่ติ๋วให้คำจำกัดความว่า ‘เลี้ยงลูกแบบเพื่อน’ ทำให้นาตาช่าและนาตาลีที่ยังเล็ก กล้าเปิดใจกับพ่อแม่ ไม่ว่ามีปัญหาอะไร ทั้งคู่จะเล่าให้เธอและบรูโน่ฟังอย่างตรงไปตรงมา

“เราคิดว่าตัวเองเป็นแม่ที่ทันสมัยนะ คุยกับลูกแบบเพื่อน เราจะไม่ทำแบบ ‘กูเป็นแม่มึง มึงต้องฟังกู’ แต่จะแนะนำแบบเพื่อนคุยกัน แชร์กัน ไม่มีการบังคับ เขาอยากทำอะไร เรากับบรูโน่สนับสนุนตลอด เพื่อนก็ต้องสนับสนุนเพื่อนเนอะ”

และก็อาจเป็นเพราะการเลี้ยงดูแบบเพื่อนถึงเพื่อนนี่เอง ที่ทำให้นาตาช่าผู้เคยคิดจะเลิกเรียน กลับมาตั้งใจศึกษาต่อและกลายเป็นพยาบาลในที่สุด

ละครชีวิตของ ‘สำราญ ภูลายยาว’ สาวกาฬสินธุ์ พลัดถิ่น ไกลบ้าน สาวไทยในสวิตตเซอร์แลนด์ จากวิกฤตเฉียดตาย ถึงวันที่ทำเพจกินข้าวให้คนดู

“วันที่เขารับประกาศนียบัตรในหอประชุม พี่ติ๋วดีใจมาก ไม่อยากจะเชื่อ ลูกสาวจบพยาบาลได้ไง จากเด็กเกเร แทบไม่เข้าเรียน กลายเป็นเด็กตั้งใจ โชคดีที่เขาหาตัวเองเจอตอนยังไม่สาย ชีวิตเขาก็ล้มลุกคลุกคลานมาคล้ายๆ กับเรา”

ถึงตรงนี้คงกล่าวได้ว่า ตั้งแต่ได้พบกับชายที่ชื่อบรูโน่ ชีวิตของพี่ติ๋วก็ดีขึ้นในทุกๆ ด้าน เข้าใกล้ตอนจบของละครชีวิตเรื่องนี้

“ชีวิตดีขึ้นทุกอย่าง เสียอย่างเดียว บรูโน่ชอบบ่นว่าเมียปากหมา” ทั้งคู่หัวเราะ

09

กินไป ไลฟ์ไป

ชีวิตครอบครัวกำลังไปได้สวย เช่นเดียวกับงานอดิเรกที่กำลังงอกงาม เราถามพี่ติ๋วถึงจุดเริ่มต้นของเพจสาวกาฬสินธุ์ พลัดถี่น ไกลบ้าน

“เมื่อก่อนพี่ติ๋วทำกับข้าวเลี้ยงเพื่อนฝูงอาทิตย์ละสองสามวัน เล็บพี่ติ๋วไม่เคยยาว เราทำกับข้าว เตรียมเอง ล้างเอง เพื่อนมาถึง อาหารจะพร้อมแล้ว มื้อหนึ่งเราหมดไปหลายร้อย ในขณะที่เพื่อนพกของแบรนด์เนมแล้วมาเล่าสู่กันฟังว่าเพิ่งได้กระเป๋าใบใหม่

“ผู้หญิงเนอะ เวลาอวดกันปุ๊บ คนที่ซวยคือผัว หลายคนพูดว่าสงสารบรูโน่ ทำงานงกๆ แต่เมียเอาเงินไปเลี้ยงคนอื่น มีรุ่นน้องถามว่า เราทำไปทำไม ก็เลยกลับมานั่งคิด นอกจากเสียเงินซื้อวัตถุดิบแล้ว ยังต้องมาทะเลาะกับผัวอีก เลยบอกบรูโน่ว่าจะเลิกแล้ว ไม่ทำตัวแบบเดิมแล้ว”

แต่ด้วยความเป็นคนก้นครัว รักการปรุงอาหาร และชอบการสังสรรค์ เมื่อไม่ได้ชวนเพื่อนมาปาร์ตี้ที่บ้าน พี่ติ๋วจึงลองไลฟ์ในเฟซบุ๊ก ทำกับข้าวเสร็จก็มานั่งกินพร้อมกับตอบคอมเมนต์ ทำไปได้สักพักก็พบว่านี่คือความสุขรูปแบบใหม่ของเธอ

ตอนนั้นเองที่บรูโน่ สามีนักซัพพอร์ตชักชวนให้เปิดเพจอย่างจริงจัง โดยจะเป็นเพจว่าด้วยการพาทำกับข้าว ไลฟ์พูดคุยและกินอาหาร ปิดท้ายด้วยการพาเที่ยวสวิตเซอร์แลนด์

“นั่งคิดกันว่าชื่อเพจอะไรดี ก็เห็นว่าเรามาจากกาฬสินธุ์นี่หว่า ใช้เป็นสาวกาฬสินธุ์ พลัดถี่น ไกลบ้าน แล้วกัน เรียกสั้นๆ ว่าสาวกาฬสินธุ์ ภาษาอังกฤษก็ Kalasingirl”

ละครชีวิตของ ‘สำราญ ภูลายยาว’ สาวกาฬสินธุ์ พลัดถิ่น ไกลบ้าน สาวไทยในสวิตตเซอร์แลนด์ จากวิกฤตเฉียดตาย ถึงวันที่ทำเพจกินข้าวให้คนดู
ละครชีวิตของ ‘สำราญ ภูลายยาว’ สาวกาฬสินธุ์ พลัดถิ่น ไกลบ้าน สาวไทยในสวิตตเซอร์แลนด์ จากวิกฤตเฉียดตาย ถึงวันที่ทำเพจกินข้าวให้คนดู

ภายในระยะเวลาไม่ถึง 5 ปี แฟนคลับที่มีก็เพิ่มจากหลักร้อยเป็นหลักล้าน

“ดีใจมากเลย คนที่ติดตามเรา เขามาด้วยใจแท้ๆ เราไม่ได้โปรโมตหรือยิงโฆษณาอะไร เพราะเราคิดว่าการมียอดผู้ติดตามเยอะๆ แต่ตอนไลฟ์ไม่มีคนดูก็ไม่น่าดีใจ เราอยากมีแฟนคลับที่ติดตามเพราะชอบเราจริงๆ เข้ามาคุยกัน เหมือนเป็นการเอาชีวิตต่างแดนของเรามาเผยแพร่ให้เพื่อนฟัง”

แฟนคลับที่ติดตามการไลฟ์ไกลบ้านของพี่ติ๋วต้องคอยลุ้นอยู่เสมอว่า เมนูที่จะได้เจอในวันนี้คืออะไร เพราะพี่ติ๋วประกอบอาหารได้หลากหลายทั้งไทยและเทศ

“พี่ติ๋วมีประสบการณ์ด้านอาหารมาเยอะ เป็นเชฟยืนเตาคนเดียวก็เคย ครูสอนทำอาหารคนแรกของพี่ติ๋วคือแม่ของแฟนคนแรกที่ไทย สมัยนั้นเราต้องทำอาหารให้ทั้งครอบครัว บางมื้อเป็นสิบคน ทำแบบนั้นอยู่สามสี่ปีจนชำนาญ ที่สำคัญเราชอบด้วย กินปุ๊บจะรู้เลยว่ามีวัตถุดิบอะไรอยู่ในคำนั้นบ้าง เราจำแม่นมาก ไม่ต้องจดเลย ทำครั้งเดียวก็อยู่ในความทรงจำ การทำอาหารคงเป็นพรสวรรค์ของเรา”

10

สุขแบบเรียบง่าย

เมื่อละครถึงตอนจบ สิ่งหนึ่งที่เรามองหาคือละครเรื่องนี้สอนให้รู้ว่าอย่างไร

“ทุกคนเคยล้มกันทั้งนั้น แต่ล้มแล้วก็ต้องผงาดขึ้นมาสู้ใหม่ให้ได้ เหมือนที่ครั้งหนึ่งพี่ติ๋วเคยเกือบฆ่าตัวตาย แต่ก็ยังสู้ สิ่งที่เจอหลายครั้งก็เป็นบทเรียนราคาแพง แต่ก็ทำให้เราแกร่งขึ้น ใช้ชีวิตไปข้างหน้าได้ดีขึ้น 

“พี่ติ๋วได้เรียนรู้หลายอย่างมากๆ ตลอดสามสิบสองปีนี้ โดยเฉพาะการเลือกคบคน สำหรับคนที่มาอยู่ต่างประเทศ พี่ติ๋วเข้าใจนะว่าเหงา แต่คนที่เข้ามาหาเรา บางครั้งก็ไม่ใช่คนที่ดี เราจึงต้องดูและศึกษาให้ดีจริงๆ”

ละครชีวิตเรื่องนี้ นางเอกอย่างพี่ติ๋วต้องผ่านด่านชีวิตมากมาย กว่าจะถึงตอนสุดท้ายที่มีความสุข กระนั้นความสุขของเธอในวันนี้กลับเป็นสิ่งเรียบง่ายอย่างการได้อยู่กับครอบครัว

ละครชีวิตของ ‘สำราญ ภูลายยาว’ สาวกาฬสินธุ์ พลัดถิ่น ไกลบ้าน สาวไทยในสวิตตเซอร์แลนด์ จากวิกฤตเฉียดตาย ถึงวันที่ทำเพจกินข้าวให้คนดู
ละครชีวิตของ ‘สำราญ ภูลายยาว’ สาวกาฬสินธุ์ พลัดถิ่น ไกลบ้าน สาวไทยในสวิตตเซอร์แลนด์ จากวิกฤตเฉียดตาย ถึงวันที่ทำเพจกินข้าวให้คนดู

“ความสุขในชีวิตของพี่ติ๋วคงจะเป็นปัจจุบันที่ได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตากับครอบครัว อยู่กับบรูโน่ที่แต่งงานกันมายี่สิบสองปี มีนาตาลีและนาตาช่า ที่ถึงจะไปอยู่เนเธอร์แลนด์ก็ยังไปมาหาสู่กันตลอด อยู่เมืองนอกก็ไม่ได้มีความสุขในทันที ดิ้นรนอยู่หลายปี จะมีความสุขจริงๆ ก็วันนี้ที่พูดได้ว่าสุขอย่างเต็มอก ไม่มีความทุกข์”

“ไม่มีเลยเหรอ” เราถาม

“อืม จะทุกข์ก็เฉพาะตอนคิดถึงพี่น้องที่ไทย ทุกวันนี้ปัญหาโควิดรุนแรงมาก พี่ชายพี่ติ๋วมีร้านอาหารอีสานที่เชียงใหม่ก็วิกฤตหนัก เอาตรงๆ นะ เราเห็นคนที่ไทยแล้วรู้สึกสงสาร มีโควิด แถมเศรษฐกิจไม่ดี พี่ติ๋วก็หวังว่า วันหนึ่งประเทศไทยจะกลับมาฟู่ฟ่า มีเงินมีทองจับจ่ายใช้สอย มีธุรกิจที่ดี คนไทยได้ยิ้มและหัวเราะ”

หลังวางสายทางไกลไทย-สวิตเซอร์แลนด์ ก็ถึงคราวที่ครอบครัวจะได้ฉลองวันเกิดปีที่ 56 ของสาวกาฬสินธุ์ ผู้พลัดถิ่น และต้องย้ายไปอยู่ไกลบ้าน

แต่จะพูดว่าอยู่ไกลบ้านก็คงไม่ถูกต้องนัก เพราะคงไม่มีที่ไหนควรค่าแก่การถูกเรียกว่าบ้าน ได้ดีไปกว่าสถานที่ที่รายล้อมไปด้วยบุคคลอันเป็นรัก

วันนี้ สาวกาฬสินธุ์ได้เจอบ้านที่แท้จริงของเธอแล้ว

จบบริบูรณ์

ภาพ : สาวกาฬสินธุ์ พลัดถี่น ไกลบ้าน

Writer

สิรวิชญ์ บุญประสิทธิการ

มนุษย์ภูเก็ต เด็กนิเทศที่ทำงานพิเศษเป็นนักเล่าเรื่อง โกโก้ หนัง และฟุตบอล ช่วยให้เข้านอนอย่างมีคุณภาพ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load