รู้ไหมว่าย่านอารีย์มีสกุลเงินของตัวเองชื่อ AriCoin (ARIC.) และมีแอปพลิเคชันที่รวมทุกสิ่งเกี่ยวกับอารีย์-ประดิพัทธ์ ไว้อย่างสะดวกโยธิน 

หนึ่งในย่านกลางเมืองเก่าแก่ที่รถไฟฟ้าแล่นผ่าน ยังคงเก็บรักษาบรรยากาศที่พักอาศัยเก่าแก่สงบเงียบ ตามประสาเป็นที่ดินจัดสรรกลุ่มแรกๆ ของกรุงเทพฯ ความเป็นเมืองกับความเป็นย่านชุมชนประสานกันอย่างลงตัว จนกลายเป็นพื้นที่รวมตัวคนรุ่นใหม่และกิจการสร้างสรรค์นานารูปแบบ 

กลางปีที่ผ่านมา ชาวอารีย์รุ่นใหม่เปิดตัวแพลตฟอร์มเฉพาะตัวของย่านอารีย์ในชื่อ AriAround ในบางกอกดีไซน์วีกที่ได้ผลตอบรับดีมาก พวกเขารับเอาขยะพลาสติก กระป๋องต่างๆ ที่ชาวอารีย์และเพื่อนบ้านนำมาฝาก แล้วตอบแทนเป็นเหรียญโทเค็นจำลองที่ใช้แลกสิทธิประโยชน์สารพัดในย่านนี้ นอกจากนี้ยังมีแผนการต่างๆ ที่จะทำให้ย่านอารีย์นี้โอบอ้อมเอื้อเฟื้อสมชื่อ 

วันนี้เราจึงพาไปทำความรู้จักเบื้องหลังแพลตฟอร์มใหม่ของย่านเก่า จากปากคำของตัวแทนชาวอารีย์ 3 คน ได้แก่ อรุ-อรุณี อธิภาพงศ์ เป็นชาวอารีย์มา 12 ปี ชอบขลุกอยู่แถวนี้ตั้งแต่ทำงานออฟฟิศ และเคยเปิดกิจการแถวนี้ นิ่ม-ณัฐนิช ชัยดี อยู่อารีย์มา 13 ปี บังเอิญจับพลัดจับผลูมาอยู่ย่านนี้ และยืนยันว่าไม่มีย่านไหนในกรุงเทพฯ ที่ชอบมากกว่าแถวนี้อีกแล้ว เธอตกหลุมรักย่านนี้ตั้งแต่มาเช่าหอสมัยเป็นนิสิตเรียนที่จุฬาฯ แล้วพบว่าแถวนี้แสนสงบ ไม่พลุกพล่าน มีรถเมล์ รถไฟฟ้า เดินทางสะดวก แถมมีโซนที่อยู่อาศัยไร้ตึกสูงกวนใจ และ ใหม่-นภัทร จาริตรบุตร ชาวอารีย์โดยกำเนิด ซึ่งครอบครัวอยู่ตรงนี้มาตลอด 3 รุ่น

ความอารีอารอบของ AriAround เกิดขึ้นอย่างไร และจะไปทางไหนต่อ ชาวอารีย์จะเล่าให้ฟังด้วยตัวเอง

AriAround แพลตฟอร์มชาวอารีย์-ประดิพัทธ์ ที่สนับสนุนให้คนเอื้อเฟื้อกันและย่านน่าอยู่

รวมชาวอารีย์

AriAround เกิดขึ้นจากกลุ่มเพื่อนคนรุ่นใหม่ชาวอารีย์ แรกเริ่มเกิดจากนิ่ม อรุ และ ตุ้ย-ธิดารัตน์ ไทยานนท์ (Faiyen Design Studio) คุยกันว่าอยากทำโครงการเพื่อย่านอารีย์ นิ่มอยากทำ Journal บันทึกประวัติศาสตร์และเรื่องราวเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยของย่านอารีย์ เพื่อให้คนอารีย์รู้จักย่านที่อาศัย ว่าตัวเองกำลังอยู่ในที่แบบไหน และมันกำลังจะเติบโตไปเป็นแบบไหน อรุสนใจมิติสังคมและสิ่งแวดล้อม ส่วนตุ้ยรับหน้าที่ดูแลการดีไซน์วิชวลที่ออกมา ทั้งสามรวมตัวกันฟอร์มทีม โดยชักชวนเพื่อนๆ ชาวอารีย์อย่าง ใหม่ที่มีความรู้ด้านประวัติศาสตร์ พิม ภิรมย์ นักออกแบบ UI/UX ดูแลด้านประสบการณ์ และ เจง-ธารีรัตน์ เลาหะพรสวรรค์ ตัวแทนชาวสาธุประดิษฐ์ที่มองอารีย์ว่าต้องปรับปรุงเปลี่ยนแปลงอย่างไร มารวมตัวกันเป็นชาว AriAround 6 คน ที่ทำผลงานกันเต็มรูปแบบในเวลาเพียงไม่กี่เดือน 

อรุเปรียบการทำงานแบบนี้ว่าเป็นเหมือน ‘ปลาดาว 6 แขน’ ทีมงานชาวอารีย์มีไอเดียและความสามารถเฉพาะตัวต่างกันไป โดยต่างคนต่างงัดทักษะมาแบ่งปันและประกอบเป็นรูปเป็นร่าง ทุกคนต่างมีเสียงของตนเองและรับฟังกัน 

AriAround แพลตฟอร์มชาวอารีย์-ประดิพัทธ์ ที่สนับสนุนให้คนเอื้อเฟื้อกันและย่านน่าอยู่

“เราเคยเปิดร้านกาแฟแถวนี้มาก่อน ประมาณสิบสองปีที่แล้ว เรารู้สึกว่าอารีย์ถึงสะพานควายมีความหลากหลายมากๆ ตั้งแต่คนที่มีฐานะมากๆ จนถึงคนที่ไม่มีแม้แต่บ้าน แถวนี้บรรยากาศดี สบายๆ พื้นที่เดินได้ยาวๆ เราพาหมาเดินเล่นทุกวันจากสะพานควายถึงอารีย์ ตึกอาคารต่างๆ มันมีเสน่ห์ของมัน เราคิดมาตั้งนานแล้วว่าจะทำอะไรดีๆ ให้ที่นี่ ประกอบกับตัวเราเป็นคนแยกขยะ แต่ก็ไม่มีที่ให้ทิ้ง เวลามาเดินเล่น เห็นขยะกองอยู่ที่พื้นเยอะมาก เวลาสองทุ่ม พนักงานมาแยกขยะคือเหม็นมากๆ กลางวันคนมาถ่ายรูปอารีย์นี่สวยมากเลยนะ กลางคืนไม่รู้เลยว่ามันเป็นแบบนี้” อรุอธิบายจุดกำเนิดไอเดีย

“เรามองเห็นไปไกลว่าสถานีกลางบางซื่อจะกลายเป็นหัวลำโพงใหม่ ถ้าหมดโควิดจะเป็นยังไง ขนาดปิดประเทศอยู่ยังเละขนาดนี้ แล้วถ้ามีนักท่องเที่ยวมาเต็มไปหมดจะเป็นยังไง เราเห็นปัญหานี้ก็เลยเดินไปคุยกับตุ้ยที่ทำงานบำบัด เขาทำงานศิลปะและกราฟิกด้วย ก็เริ่มพัฒนาไอเดียไปด้วยกัน นอกเหนือทีมนี้ก็มีคนนอกย่านที่สนับสนุนเยอะมาก ช่วยกันให้ความคิดคำปรึกษา จนได้ไปลิงก์กับ TCDC และเปิดตัวครั้งแรกใน Bangkok Design Week เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา”

AriAround แพลตฟอร์มชาวอารีย์-ประดิพัทธ์ ที่สนับสนุนให้คนเอื้อเฟื้อกันและย่านน่าอยู่
AriAround แพลตฟอร์มชาวอารีย์-ประดิพัทธ์ ที่สนับสนุนให้คนเอื้อเฟื้อกันและย่านน่าอยู่
ภาพ : AriAround

Ari Around

เพราะไม่อยากให้ผลงานที่สู้สร้างเป็นแค่อีเวนต์ชั่วคราว ชาวอารีย์คิดหาทางสร้างแพลตฟอร์มที่ยั่งยืนและเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของผู้คน โดยมีจุดยึดโยงคือย่านนี้ ผลลัพธ์รูปธรรมของ AriAround คือแอปพลิเคชันที่รวบรวมข้อมูลย่านอารีย์-ประดิพัทธ์ ไว้ในแอปฯ เดียว 

ทั้งประวัติศาสตร์ท้องถิ่นที่ไม่ค่อยถูกเล่า เรื่องราวที่คนเก่าแก่ในท้องถิ่นเล่าให้ฟังแบบฉบับ AriTimes ไปจนถึง What’s Happening แผนที่ร้านรวง อีเวนต์ หรือกิจกรรมกินดื่มเที่ยวที่เกิดขึ้นในย่าน ซึ่งตอนนี้กลายเป็นหมวด Ari Now! ชั่วคราว สำหรับรวมโปรโมชั่นร้านค้าที่ร่วมช่วยเหลือในสถานการณ์โควิด-19 ทั้งยังมี AR Experiences ตามจุดต่างๆ ในอารีย์ แค่เอาสมาร์ทโฟนไปสแกน ก็จะเจอฟิลเตอร์น่ารักๆ ฝีมือนักวาดประกอบชาวอารีย์-ประดิพัทธ์ ที่มาร่วมกันสร้างสรรค์พื้นที่บนโลกออนไลน์กับพื้นที่ในชุมชนให้กลายเป็นเรื่องราวเดียวกัน

AriAround แพลตฟอร์มชาวอารีย์-ประดิพัทธ์ ที่สนับสนุนให้คนเอื้อเฟื้อกันและย่านน่าอยู่
AriAround แพลตฟอร์มชาวอารีย์-ประดิพัทธ์ ที่สนับสนุนให้คนเอื้อเฟื้อกันและย่านน่าอยู่
AriAround แพลตฟอร์มชาวอารีย์-ประดิพัทธ์ ที่สนับสนุนให้คนเอื้อเฟื้อกันและย่านน่าอยู่

“คนอารีย์ไม่เที่ยวอารีย์ จะไปที่อื่นที่แตกต่าง ทั้งที่อารีย์มีแต่คนถ่ายรูปสวยๆ กัน แล้วเราก็เห็นคาเฟ่เกิดขึ้นมากมาย แต่แทบไม่เห็นงานออกแบบที่ยึดโยงกับ Context พื้นที่เลย ถ้าเราไปดูที่อื่น จะมีงานออกแบบที่พูดถึงเรื่องประวัติศาสตร์ของพื้นที่ หยิบเอาคอนเทนต์นั้นมาต่อยอดเป็นงานดีไซน์ แต่อารีย์ไม่มี เพราะว่าไม่มีใครหาข้อมูลเรื่องนี้เลย ภาพถ่ายกรุงเทพฯ เก่าๆ เห็นแต่ภาพเจริญกรุง ผ่านฟ้าลีลาศ สุขุมวิท อะไรอย่างนี้ ภาพเก่าอารีย์แทบไม่มี” 

“เช่นเดียวกับประวัติศาสตร์ เพราะว่าอารีย์เป็นย่านเมืองเก่าเมืองใหม่ ความเป็นประวัติศาสตร์คือร้อยปีขึ้นไป มันเลยไม่มีคนเขียน เราพยายามทำคอนเทนต์ที่ไม่เคยถูกบันทึกมาก่อน Feed เนื้อหาใหม่เข้าสู่ระบบ” ใหม่ซึ่งรับหน้าที่ดูแล AriTimes เล่าความตั้งใจของชาวอารีย์แต่กำเนิด 

ความพิเศษสุดอย่างหนึ่งของแอปพลิเคชันคือ AriCoin (ARIC.) เหรียญสกุลเงินจำลองที่ใครๆ ก็มีได้ หากเอาขยะพลาสติก ขวด กระป๋อง มาแลกเปลี่ยนเป็นเหรียญโทเค็น การเล่นแสกน AR การแลกเปลี่ยนหนังสือ ของใช้ระหว่างกัน ไปจนถึงการสอนทักษะต่างๆ ก็ได้เหรียญ ชาวอารีย์ต่างแลกเปลี่ยน ARIC. ได้ตามความพึงพอใจระหว่างผู้ให้และผู้รับ ซึ่งเหรียญนี้เอาไปแลกสิทธิพิเศษต่างๆ ในเครือร้านค้าในย่าน เช่น เป็นส่วนลดค่ากาแฟ แลกต้นไม้ฟรี ฯลฯ 

AriAround แพลตฟอร์มชาวอารีย์-ประดิพัทธ์ ที่สนับสนุนให้คนเอื้อเฟื้อกันและย่านน่าอยู่
แพลตฟอร์มชาวอารีย์-ประดิพัทธ์ ที่สนับสนุนให้คนเอื้อเฟื้อกันและย่านน่าอยู่

“เราอยากให้คนเข้าใจเซนส์ของพื้นที่ เพราะเราอยากทำให้พื้นที่ดีขึ้น อย่างแรกคือ เราต้องปลูกฝังให้คนรู้ว่านี่ไม่ใช่พื้นที่ที่เขาจะเข้ามาถ่ายรูป เข้ามา Take อย่างเดียว โดยอาจจะไม่เข้าใจคอนเซ็ปต์ของมันเลย การทำให้คนรู้จักพื้นที่มากขึ้น เราก็จะเข้ามาใช้พื้นที่อย่างทะนุถนอมมากขึ้น” นิ่มขยายความเบื้องหลัง 

“ตอนนี้โซนอารีย์โตเร็วมาก เรารู้สึกว่ามันเร็วไป การรวมข้อมูลทุกอย่างทำให้แถวนี้เติบโตเชิงวัฒนธรรมมากขึ้น ไม่ใช่อะไรที่ป๊อปและเร็ว เราอยากจะชะลอสิ่งนั้น อยากให้คนซึมซับและรู้จักย่านมากขึ้น” อรุกล่าวเสริม

โอบอ้อมอารี

การแยกขยะได้รับการตอบรับอย่างอุ่นหนาฝาคั่ง ทั้งจากชาวอารีย์และชาวเขตอื่น กระทั่งชาวพระรามสองหรือบางนาก็ขนพลาสติกถุงใหญ่มาให้ในช่วงบางกอกดีไซน์วีก และทุกวันนี้การแยกขยะในย่านก็ยังดำเนินต่อไปอย่างแข็งขัน

“สิ่งที่ประทับใจมากๆ คือมีคนเดินเข้ามาแล้วก็บอกว่า จะต้องทำอะไรให้โครงการนี้อยู่ไปนานๆ ครับ เขาต้องทำยังไงมันถึงจะอยู่ได้ต่อไป พูดมาขนาดนี้ โอ้โห เกินความคาดหมายมาก ไม่คิดว่าเขาจะเข้าใจเมสเสจเราและเอาใจช่วยขนาดนี้ มีทั้งคนที่เดินเข้ามาบอกว่า อันนี้ดีได้มากกว่านี้นะ ควรทำแบบนี้ๆ คือมีส่วนร่วมทันที ตอนนี้เริ่มมาพัฒนาไอเดียกันละ คนเริ่มเข้ามาช่วยเติมความคิดเรา ยิ่งเยอะมันก็จะยิ่งแข็งแรง” อรุแชร์ความรู้สึก

“เราว่าจริง ๆ มันไม่ใช่ความบังเอิญ ส่วนหนึ่งคิดว่ามันเป็น Mega Trend ทุกคนอยากทำอยู่แล้ว เพราะรู้ว่าเป็นความจำเป็น ลักษณะการที่มีผู้นำหนึ่งเดียวใช้ไม่ได้อีกต่อไปแล้วบนโลกนี้ ทุกคนต้องลุกขึ้นมานำ ทุกคนต้องออกมาส่งเสียงให้ชุมชนของตัวเอง มันเป็นทิศทางของโลก” 

ปัจจุบันมีร้านค้าและศิลปินสร้างสรรค์ร่วมมือกับ AriAround 23 ราย โดยทั้งหมดตกลงกันว่าจะควักเนื้อให้น้อยที่สุด แต่จะแบ่งปันสิ่งที่ตัวเองมีให้แก่ผู้อื่น เช่น ต้นกล้าที่เพาะเอง ปุ๋ยหมักเศษอาหารจากร้าน ภาพวาดน่ารักๆ ที่จะวาดให้ในโอกาสพิเศษ โดยทุกกิจการเข้าใจและสนใจ เป็นส่วนหนึ่งของวงจรทรัพยากรหมุนเวียนหรือ Circular Economy 

“ตอนแรกกลัวมากเลย กลัวว่าคิดไปเองรึเปล่าวะที่อยากทำแบบนี้ พวกเรามาจากสายครีเอทีฟ อาจจะคิดได้ไม่เหมือนฝั่งโลจิสติกส์หรือคนหาเงิน แต่พอเปิดตัวแล้วมีหลายคนเข้าใจ มาช่วยเสนอแนะ เราก็เปิดกว้าง เหมือนชวนเพื่อนมาช่วยกันคิด ก็กลายเป็นว่าเราไม่ได้คิดกันไปเองกลุ่มเดียว” นิ่มกล่าวสมทบ

“และเราคิดว่ามันอยู่ในจิตใต้สำนักของคน Gen เรา รู้สึกว่าเราต้องทำอะไรบางอย่างแล้วนะ พอดี AriAround ประจวบเหมาะได้เป็นเซ็นเตอร์รวมทุกคนได้ แล้วก็มีกิจกรรมที่ทำให้รู้สึกว่าสิ่งพวกนี้มีประโยชน์กลับไปที่ลูกค้า กิจกรรมนี้เลยตอบจุดประสงค์ที่ทุกคนตั้งไว้ในใจ” 

คุยกับผู้ก่อตั้ง AriAround แพลตฟอร์มที่เชื่อมโยงชาวชุมชนอารีย์-ประดิพัทธ์ ให้เอื้อเฟื้อกัน และทำให้ย่านน่าอยู่ขึ้น

อนาคตทีมงานวางแผนว่าจะซัพพอร์ตชาวอารีย์ที่ไม่เข้าถึงเทคโนโลยี หรือไม่เล่นโซเชียลมีเดียในอนาคต อรุยกตัวอย่างว่า เธออยากทำคูปองกระดาษ ให้คนไร้บ้านย่านสะพานควายสามารถเก็บกระดาษหรือขวดมาแลกคูปองเพื่อซื้ออาหาร หรือปักหมุดร้านรวงเก่าแก่ในแผนที่ อย่างร้านเย็บจักรซ่อมเสื้อผ้าของคุณยาย ให้ชาวอารีย์หรือคนละแวกใกล้เคียงเข้าไปใช้บริการ และพูดคุยกับผู้สูงวัยคลายเหงา

ต่อไปแอปพลิเคชันอาจมีความสนุกเพิ่มเติม อย่างการสร้างเมืองอารีย์จำลองในแอปฯ ให้เรามีตัวตนในนั้นได้ หรืออารีคอยน์จะช่วยปลดล็อกอีเวนต์พิเศษในย่าน เช่นการเข้าร่วมคอนเสิร์ตหรือเวิร์กชอปในบ้านของชาวอารีย์ 

ย่านอารีย์

“แถวนี้มีคนต่างชาติทำงาน UN อยู่เยอะมาก เพราะบอกกันปากต่อปาก เราเชื่อว่าเขาก็รู้สึกเหมือนกันว่ามันสบาย ใช้คำว่า Neighborhood ได้ คาแรกเตอร์ต่างจากแถวสุขุมวิทที่มีความเป็นเมืองมากกว่า” อรุวิเคราะห์

รูปแบบพื้นที่อารีย์ปัจจุบันเป็นย่านที่อยู่อาศัย ผสานกับย่านธุรกิจที่เติบโตอย่างรวดเร็ว แต่เมื่อ 70 ปีก่อน แถวนี้คือทุ่งนาโล่งๆ จนกระทั่งเมืองเติบโต และคนเริ่มอพยพย้ายมาอยู่ย่านนี้มากขึ้น ข้อได้เปรียบของโซนอารีย์-สะพานควาย คือตรอกซอกซอยที่ทะลุถึงกัน เพราะเจ้าของที่สมัยก่อนมีที่ดินมาก และจัดสรรผังเป็นบล็อกๆ รวมถึงตัดถนนส่วนบุคคลให้เข้าถึงบ้านของตัวเองอย่างเป็นสัดส่วน จึงเป็นย่านที่เดินได้ยาวๆ 

ภาพถ่ายทางอากาศโดย Peter Williams-Hunt บันทึกเมื่อ พ.ศ. 2489
Ariel 2489 ฝั่งขวามือคือฝั่งซอยสายลม

“สมัยก่อนกรุงเทพฯ ขยายตัวออกไปทางตะวันออก มีเจริญกรุง สีลม สุรศักดิ์ อะไรต่างๆ ตอนสะพานควายบูมขึ้นมา ตอนแรกเราคิดว่าเพราะมีสถานีขนส่งหมอชิต จนพึ่งมารู้เมื่อสองสามปีที่ผ่านมาว่า แถวนี้เคยเป็นฐานทัพทหารจี.ไอ. ทหารสัญญาบัตรอเมริกันมาอยู่เสรีคอร์ทช่วงสงครามเย็น เป็นเหตุให้สุทธิสาร สะพานควาย มีโรงแรม และอีกอย่างหนึ่งคือ มีผู้หญิงขายบริการ” 

ใหม่เล่าและเสริมเกร็ดของย่านต่ออย่างน่าสนใจว่า ฝั่งอารีย์มีแต่บ้านที่อยู่อาศัยเคยเป็นฝั่งที่เจริญมากกว่า และฝั่งซอยสายลมมีแต่ทุ่งนาแปลงใหญ่ๆ ต่อมาเมื่อที่ดินเปลี่ยนมือก็กลายเป็นโซนออฟฟิศ มีธนาคารกสิกรไทย ตึก IBM ตึก AIS สะพานสามเหลี่ยมตรงกลางเลยเป็นความพยายามเชื่อมย่านที่อยู่อาศัยของอารีย์เข้ากับย่านที่เป็น Business เข้าด้วยกัน

คุยกับผู้ก่อตั้ง AriAround แพลตฟอร์มที่เชื่อมโยงชาวชุมชนอารีย์-ประดิพัทธ์ ให้เอื้อเฟื้อกัน และทำให้ย่านน่าอยู่ขึ้น

คนอารีย์

“สมัยก่อนชนชั้นกลางมีฐานะในกรุงเทพฯ จะอยู่สองที่ ไปอยู่ทางสุขุมวิท นานา และอีกกลุ่มก็มาอยู่ทางนี้แหละ ซึ่งคนเดิมๆ ที่อยู่มานานไม่ค่อยคุยกัน เราคิดว่าพวกเขาไม่ได้จำเป็นต้องพึ่งพาอาศัยกันเท่าไหร่ วันก่อนไปสัมภาษณ์คนเก่าคนแก่ที่นี่ มีคำหนึ่งที่ชอบมาก เขาบอกว่าคนแถวนี้เจ้ายศเจ้าอย่างมาก” ใหม่อธิบายแกมหัวเราะ

“แถวนี้มีผู้ดีเก่า คนมีฐานะ ทหาร ตำรวจ นักการเมือง อะไรแบบนี้ ยุคถัดมาเป็นยุครุ่นลูก เป็นคนที่มีการศึกษา อาจจะเป็นอาจารย์ ทนาย คนที่มีความรู้ แล้วรุ่นหลาน Gen ใหม่จะไม่เจ้ายศเจ้าอย่างแบบนั้นแล้ว แต่มีความรู้สึกว่าต้องทำดีให้ย่าน กลับไปคิดถึงการสานสัมพันธ์กัน” อรุวิเคราะห์อย่างเห็นภาพชัดเจน

“เรารู้สึกว่าชุมชนแถวนี้เข้มแข็งนะ มันทำให้เขากล้าที่จะลุกขึ้นมาสู้เพื่อปกป้องสิทธิ์ของตัวเอง รู้ว่าเสียงของตัวเองมีความหมาย อย่างการสู้เรื่องไม่ให้สร้างคอนโดฯ ตึกสูง ปกป้องสิ่งแวดล้อม เพื่อให้สภาพที่ตัวเองเคยอยู่ยังอยู่แบบเดิม เรารู้สึกว่ามันพิเศษมากเลยนะ ถ้าชุมชนแข็งแรง อะไรก็มาทำร้ายยาก” 

แพลตฟอร์มชาวอารีย์-ประดิพัทธ์ ที่สนับสนุนให้คนเอื้อเฟื้อกันและย่านน่าอยู่
คุยกับผู้ก่อตั้ง AriAround แพลตฟอร์มที่เชื่อมโยงชาวชุมชนอารีย์-ประดิพัทธ์ ให้เอื้อเฟื้อกัน และทำให้ย่านน่าอยู่ขึ้น

อนาคตอารีย์

ตอนนี้ NIA หรือสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) และหน่วยงานพันธมิตรในย่านอารีย์ กำลังผลักดันให้ย่านอารีย์เป็นย่านนวัตกรรมอารีย์ (ARI Innovation District) เนื่องจากเป็นย่านเศรษฐกิจที่มีคนทำงานอยู่เยอะ จึงมีเป้าหมายว่าจะผลักดันให้เป็นสถานที่ที่บ่มเพาะธุรกิจนวัตกรรม ใช้นวัตกรรมเป็นศูนย์กลางการเชื่อมโยงความเป็นอยู่ของผู้คน บนพื้นฐานของเทคโนโลยี ARI (AI, Robotics and Immersive Technology) พร้อมกับสนับสนุนให้ก้าวไปสู่การเป็น ‘เมืองฉลาดรู้’ หรือ ‘Cognitive City’ และ AriAround ได้ร่วมเป็นหนึ่งในพันธมิตรในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ด้วย 

“เรามองว่าเป็นเรื่องดี เวลาพัฒนาเมืองไม่ใช่แค่การคิดแบบ Top Down จากผู้ใหญ่ที่มองในเชิงยุทธศาสตร์ แต่เราได้เข้าไปเป็นขาหนึ่งของการพัฒนาเมือง รับผิดชอบเกี่ยวกับไลฟ์สไตล์ คนวงในที่อยู่ในพื้นที่จริงๆ ได้เข้าไปเป็นตัวแทนเสียงประชาชน และประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทั่วไปได้รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับเมือง เพื่อที่นวัตกรรมที่จะเกิดขึ้นไม่ได้แค่ตอบคนจำนวนมาก แต่ตอบความต้องการหรือตอบชีวิตประจำวันแต่ละคนด้วย” นิ่มเอ่ยอย่างภาคภูมิใจ

เมื่อถามว่าอยากให้อารีย์ที่พวกเขารักเติบโตแบบไหน คำตอบของชาวถนนพหลโยธินแตกต่างกันไป 

“จริงๆ มันก็ย่านเศรษฐกิจที่มีการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมมาครอบไลฟ์สไตล์ ต่อไปคนก็จะเยอะขึ้น เราก็อยากเห็นการจัดการที่ดี” เป็นคำตอบของใหม่

“สิ่งที่พวกเราพยายามทำ คือปกป้องความดีงามของย่าน ไม่ว่าจะเป็นการจัดการขยะหรือการจัดการเมือง เราพยายามดูว่าปัญหาของคนในย่านคืออะไร แล้วจะแก้ปัญหานั้นจากสิ่งที่มันเกิดขึ้นจริงๆ ถ้าเกิดอารีย์กลายเป็นย่านที่วุ่นวายมากๆ เราอาจจะอยากหนีไป แต่เราชอบอยู่ที่นี่ ก็อยากอยู่อย่างแฮปปี้ อยากเห็นความเจริญด้านวัฒนธรรม อยากให้มีแกลเลอรี่ มีห้องสมุด ที่นั่งที่ทำให้เราได้ใช้เวลากับมัน มากกว่าเร็วๆ แล้วก็ไป” อรุออกความเห็น

“การเติบโตเป็นเรื่องห้ามไม่ได้ แต่รากของย่านนี้คือวัฒนธรรมการใช้ชีวิต ไม่ใช่วัฒนธรรมการประดิดประดอย สิ่งที่เราอยากเห็นคือพื้นที่การใช้ชีวิต แต่เป็นกิจกรรมเอาต์ดอร์ อยากมีสวน แถวนี้ไม่มีสวนเลย กว่าจะเดินจากหอมาที่กรมประชาสัมพันธ์ก็ดมมลพิษเรียบร้อยแล้ว ฟอกปอดไม่ไหว แต่ในกรมประชาสัมพันธ์มีผู้กลุ่มพ่อแม่ผู้ปกครองที่อยากให้ลูกเขามีพื้นที่เล่น เขาก็รวมตัวกันแล้วทำสนามเด็กเล่น เราอยากเห็นพื้นที่ส่วนกลางของชุมชน ให้ทุกคนที่นี่จับกลุ่มกันได้อย่างอิสระ กวาดคนประเภทเดียวกันมาอยู่ด้วยกัน แล้วหากลุ่มที่คลิกกันได้ง่ายๆ” นิ่มเสริม

“AriAround ก็เป็นพื้นที่หนึ่งที่ใช้แลกเปลี่ยนความคิดที่ทุกคนอยากให้เป็นร่วมกัน แพลตฟอร์มนี้เกิดจากความอยากแก้ปัญหาให้ผู้คนและชุมชน เหมือนเพื่อนช่วยเพื่อน แต่ไม่ใช่คนที่จะกำหนดกรอบในทิศทางการเติบโตว่าจะต้องเป็นแบบไหน เพราะสุดท้ายย่านนี้ก็เป็นของทุกคน” 

แล้วในอนาคต ขอบเขตของ AriAround จะขยายออกไปนอกเส้นทางอารีย์-ประดิพัทธ์ ไหม คำตอบของทีมงานทุกคนคือใช่ แต่ในช่วง 3 ปีแรก พวกเขาคงตั้งไข่ย่านนี้ให้แข็งแรงก่อน และหากชาวบ้านย่านอื่นอยากหยิบยืมโมเดลไปใช้ พวกเขาก็ยินดีสุดๆ ที่จะช่วยเหลือเรื่อง Know-how แลกเปลี่ยนแนะนำข้อมูลและประสบการณ์อย่างไม่หวง โดยเชื่อมั่นว่าถ้าไปอยู่ย่านอื่น บริบทและผู้อยู่อาศัยที่แตกต่าง คงทำให้แอปพลิเคชันที่ออกมาไม่ซ้ำกัน และมีเสน่ห์ที่แตกต่างไปจากอารีย์อย่างแน่นอน

แพลตฟอร์มชาวอารีย์-ประดิพัทธ์ ที่สนับสนุนให้คนเอื้อเฟื้อกันและย่านน่าอยู่

AriAround

Website : www.ariaround.com

Facebook : Ari Around

ขอบคุณสถานที่ : Laliart coffee

Writer

ภัทรียา พัวพงศกร

บรรณาธิการและนักจัดทริปแห่ง The Cloud ที่สนใจตึกเก่า งานคราฟต์ กลิ่น และละครเวทีพอๆ กับการเดินทาง

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Little Big People

เรื่องราวของเหล่าคนตัวเล็กผู้มุ่งมั่นเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ให้ดีขึ้น

ในช่วง 2 ปีมานี้ มีคนใจดีลุกขึ้นมาทำจิตอาสาเยอะแยะไปหมด The Cloud เองได้เล่าเรื่องราวของจิตอาสามาแล้วมากมาย ทุกคนล้วนแล้วแต่มีความเชี่ยวชาญ และความตั้งใจที่จะช่วยเพื่อนร่วมสังคมฝ่าฟันวิกฤตการณ์โรคระบาดโควิด-19 ในด้านต่างๆ ด้วยวิธีการตามความถนัดและกำลังที่แต่ละคนพอจะแบ่งปันได้

วันนี้อยากพากลุ่มจิตอาสากลุ่มเล็กๆ ชื่อ ‘1+1 Homerun and Friends for Home Isolation’ หรือเรียกสั้นๆ ได้ว่า ‘Homerun 1+1’ มาแนะนำตัวให้ทุกคนรู้จัก ผ่านการพูดคุยกับ เปิ้ล-ชนิยา นาคะลักษณ์ หรือ เปิ้ล Homerun ผู้เป็นทั้งผู้บริหารและนักวิจัยเชิงคุณภาพที่บริษัท โฮมรัน กรุ๊ป บริษัทวิจัยการตลาดที่มีนักการตลาดต่อคิวอยากร่วมงานด้วยมากมาย และวันนี้เธอก็เพิ่มงานหัวหน้าทีมจิตอาสา Homerun 1+1 นี้เข้าไปในตารางงานประจำวันอีกหนึ่งงาน

Homerun 1+1 กลุ่มจิตอาสาเพื่อผู้ป่วยโควิด ที่ใช้ Deep Listening ออกแบบความช่วยเหลือ

Homerun 1+1 เป็นอีกหนึ่งโครงการที่ประชาชนยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือกันเอง แม้จะเป็นกลุ่มเล็กๆ ช่วยเหลือคนได้หลักพัน แต่ก็เป็นเรื่องสำคัญที่ผู้มีอาชีพทำความเข้าใจความต้องการของผู้คนเห็นว่าไม่สนใจไม่ได้

ณ วันที่คุยกัน Homerun 1+1 มีเคสผู้ป่วยที่พวกเขาให้ความช่วยเหลือสะสมอยู่ที่ 2,290 ครัวเรือนหรือ 9,160 คน หากเฉลี่ยว่า 1 ครัวเรือนมีสมาชิก 4 คน 

Homerun 1+1 ดูแลทั้งผู้ป่วยโควิด-19 และคนรอบๆ ผู้ป่วยที่แม้จะยังตรวจไม่เจอไวรัส แต่ก็ใจแป้วไปถึงตาตุ่มแล้ว โดยการเพิ่มปัจจัยบวกให้พวกเขาได้มีโอกาสเยียวยาตัวเอง

Homerun 1+1 ใช้เครื่องมือของนักวิจัยการตลาด อย่าง Deep Listening หรือการฟังอย่างเข้าใจ และวิเคราะห์ความต้องการจริงๆ ของผู้พูด เพื่อมาออกแบบความช่วยเหลือแบบเฉพาะครอบครัว เฉพาะบุคคล 

เปิ้ลอธิบายว่า “มันคือการอ่านระหว่างบรรทัด ใช้ใจสัมผัสมากกว่าใช้สมอง การแจกข้าวกล่องทำให้เขาอิ่มท้องเป็นมื้อๆ แต่เจตนารมณ์ในการจะพาคนออกจากทุกข์ ในวันที่เขาอ่อนแอที่สุด มันจะช่วยเขาอย่างยั่งยืนได้”

Homerun 1+1 กลุ่มจิตอาสาเพื่อผู้ป่วยโควิด ที่ใช้ Deep Listening ออกแบบความช่วยเหลือ

นักอ่านระหว่างบรรทัด

การรู้จักผู้บริโภคเป็นเรื่องสำคัญลำดับต้นๆ ในงานด้านการตลาด 

นักวิจัยการตลาดคือผู้เข้าใจและรับรู้สิ่งที่ผู้บริโภคต้องการแม้ไม่ได้พูด แล้วนำมาวิเคราะห์ เพื่อให้นักการตลาดเสนอสินค้าเพื่อตอบความต้องการนั้นได้

เปิ้ลเป็นนักวิจัยการตลาดมาหลายสิบปี เชี่ยวชาญเรื่องการอ่านใจคน ผ่านการฟังทั้งสิ่งที่ถูกพูดและไม่ถูกพูด หรือแม้จะพูดแต่จริงๆ แล้วเป็นการพูดเพื่อปิดบังเรื่องที่ไม่อยากพูดถึง แล้วนำมาวิเคราะห์ ว่าสิ่งที่ได้ยินคืออะไร สิ่งที่ไม่ได้ยินคืออะไร

“เลยได้เข้าใจว่าแม้ความเจ็บปวดเกิดขึ้นในทุกเรื่อง ในทุกจังหวะของชีวิตอยู่แล้ว แต่เรื่องโควิดเป็นแผลที่ไม่ได้รับการเยียวยา” เปิ้ลเล่าสิ่งที่เธอค้นพบจากการคุยกับผู้คนในยุคสมัยที่โควิด-19 เข้ามาเปลี่ยนแปลงหลายอย่างในสังคม

ด้วยสายตานักวิจัย เปิ้ลบอกว่า “เรื่องจิตใจเป็นมุมที่หลายคนหลงลืมโควิด-19 ทำให้หลายหัวใจเจ็บปวดมาก”

Homerun 1+1 กลุ่มจิตอาสาเพื่อผู้ป่วยโควิด ที่ใช้ Deep Listening ออกแบบความช่วยเหลือ

ตามหลักทางวิทยาศาสตร์ มนุษย์ต้องการความปลอดภัยทางร่างกาย ต้องการความเติมเต็มด้านปัจจัย 4 แล้วถึงจะคำนึงเรื่องความสบายใจ

แต่เปิ้ลพบว่าหลายครั้ง เวลาเกิดมีปัญหามากระทบ สิ่งแรกที่สั่นไหวคือจิตใจ และแม้ร่างกายกับปากท้องจะได้รับการดูแลแล้ว บางครั้งจิตใจก็ยังไม่หายดี

นอกจากความช่วยเหลือที่เป็นรูปธรรมแล้ว Homerun 1+1 จึงดูแลไปถึงใจด้วย 

เปลี่ยนจากเป็นผู้ดู มาเป็นผู้เล่น

เปิ้ลและทีมงานเริ่มโครงการ Homerun 1+1 ตอนยังไม่มีระบบการรับคนไข้แบบศูนย์พักคอยและการรักษาแบบ Home Isolation 

ความช่วยเหลือยังมีให้อย่างจำกัด ยังมีคนที่โรงพยาบาลไม่รับเข้ารักษาเพราะว่าไม่เข้าเกณฑ์ หรือเทียบกับคนอื่นแล้ว มีคนที่อาการหนักกว่าอยู่เยอะมาก

“จังหวะนั้นการติดเชื้อควบคุมยากแล้ว มีคนป่วยเยอะมากที่ไม่ผ่านเกณฑ์ได้รักษาในโรงพยาบาล แต่ญาติหรือครอบครัวเขารอไม่ได้ เขาทนไม่ได้ที่จะไม่ทำอะไรเลย” เปิ้ลบอกถึงเหตุผลที่เปลี่ยนจากผู้ดูและตั้งคำถาม มาเป็นผู้เล่นที่อยากพาคนออกจากความทุกข์นั้น

แล้วก็เล่าต่อว่า “เราเริ่มจากการดูแลกายด้วยการแจกยา ช่วยเหลือด้านเศรษฐกิจด้วยการแจกอาหารไปกับยาด้วย ของที่เราให้คือปัจจัยบวกที่ใส่เข้าไปในชีวิตเขา และผลจากสิ่งเหล่านั้นเรากำหนดไม่ได้

Homerun 1+1 กลุ่มจิตอาสาเพื่อผู้ป่วยโควิด ที่ใช้ Deep Listening ออกแบบความช่วยเหลือ
Homerun 1+1 กลุ่มจิตอาสาเพื่อผู้ป่วยโควิด ที่ใช้ Deep Listening ออกแบบความช่วยเหลือ

“แต่เมื่อเขาได้รับกล่องจากเรา สิ่งที่เขาได้รับแน่ๆ คือความอุ่นใจว่าเขาไม่ได้สู้อย่างเดียวดาย ความเจ็บปวดทางใจมันดีขึ้นได้ทันที เขารู้ว่าเขามีคนรับฟัง ชีวิตมันมีความหวัง ”

“พี่คือรายแรกที่ติดต่อกลับมาเลย”

“ขอบคุณนะคะ หนูไม่มีใครเลย”

คือถ้อยคำที่จิตอาสา Homerun 1+1 ได้ยินเสมอ จิตอาสามือใหม่ไฟแรงกลุ่มนี้ จึงโดดเด่นเรื่องความไว พอได้รับเคสก็จะรีบโทรทันที และส่วนใหญ่ผู้ป่วยจะได้รับความช่วยเหลือในชั่วข้ามคืน 

เปิ้ลบอกว่า “เขาเห็นเราเป็นที่พึ่ง เราต้องรีบไป”

Homerun 1+1 กลุ่มจิตอาสาเพื่อผู้ป่วยโควิด ที่ใช้ Deep Listening ออกแบบความช่วยเหลือ
Homerun 1+1 กลุ่มจิตอาสาเพื่อผู้ป่วยโควิด ที่ใช้ Deep Listening ออกแบบความช่วยเหลือ

นอกจากความไวแล้ว เปิ้ลยังเล่าความพิเศษของจิตอาสา Homerun 1+1 ให้ฟังอีกว่า “จิตอาสาของเราไม่ใช่แบบเข้ามาแล้วจากไป เพราะเราเชื่อว่าโรคมันไม่หยุดพัฒนา ยาที่ให้ไปจะต้องคอยติดตามและรักษาตามอาการ เฉลี่ยอยู่ที่สองถึงสามครั้ง คนที่อาสาเข้ามาส่วนใหญ่ก็จะเป็นแนวเจ๊าะแจ๊ะ โทรไปถามอาการ หรือไลน์คุยกับลูกเคสจนสนิทสนมกันไป”

จิตอาสากลุ่มแรกคือคนในบริษัท Homerun Group ที่เปิ้ลเป็นผู้บริหารอยู่ แต่จากที่คิดว่าจะมีวันละ 3 เคส เอาเข้าจริงมีเคสติดต่อเข้ามาวันละเฉลี่ย 60 เคส เปิ้ลจึงเปิดรับสมัครจิตอาสาเพิ่ม

 จิตอาสาที่ยกมือเข้ามาก็มีทั้งคนรู้จัก เช่นคนที่เคยร่วมงานกัน แต่ก็มีคนที่ไม่เคยรู้จักกับเปิ้ลหรือ Homerun Group เลยด้วย Homerun 1+1 จึงมีจิตอาสาจากทั้งสายนักวิจัย นักการตลาด สาย Coaching บางคนเป็นคนที่เคยป่วยแล้วหายก็มาเป็นจิตอาสา เขาบอกเปิ้ลว่าอยากจะส่งต่อความช่วยเหลือที่ได้รับให้กับผู้ที่ยังต้องการ

อาสาดูแลใจ

“เราบอกจิตอาสาให้ดูแลลูกเคสดั่งลูก” เปิ้ลพูดถึงนโยบายหลักของกลุ่ม 

“เพราะเวลาที่คนรู้ตัวว่าติดโควิด เขาต้องการคนแคร์ เวลาโทรหาเขาก็อย่าถามแค่เรื่องอาการ แต่ให้ถามไปถึง อาหารการกิน และสภาพจิตใจด้วย”

เปิ้ลเล่าว่าจิตอาสาแต่ละคนก็มีเทคนิคเฉพาะตัว เป็นการสร้างสัมพันธ์กันแบบเพื่อน ไม่ใช่แบบหมอกับคนไข้ ซึ่งเท่าที่เห็นผู้ป่วยจะกล้าถาม กล้าซักมากกว่า 

ดูได้จากคำถาม เช่น ‘หนูเอาหมาออกไปอึนอกบ้านไม่ได้ หมาหนูฝึกมาให้อึนอกบ้านเท่านั้น พอหนูเป็นโควิด หมาก็เลยไม่ได้อึมาสองวัน หนูจะทำยังไงดี’ 

เปิ้ลสวมหมวกนักวิจัยแล้ววิเคราะห์ว่า “ถ้าเป็นชีวิตปกติ เราก็คงหาทางออกได้ แต่นี่เขาต้องมาถามเรา ความมั่นใจมันหายไป สูญเสียตัวตนไปชั่วคราว หน้าที่เราก็คือต้องกอบความมั่นใจขึ้นมาก่อน จะไปบอกให้เขาฮึบๆ อย่างเดียวมันไม่ได้ ”

เคสนี้จิตอาสาจึงแนะนำไปว่า ‘เอาแบบนี้ไหม เราออกไปตอนที่คนอื่นยังไม่ออกจากบ้าน สักตีสี่ ตื่นมาเอาหมาออกไปก่อน หมาจะได้อึ’

เปิ้ลเชื่อว่าบทสนทนาที่มอบความเห็นอกเห็นใจ และเชื่อมโยงคนเข้าด้วยกันแบบนี้ ทำให้ผู้ป่วยไม่รู้สึกโดดเดี่ยว แล้วเขาก็จะค่อยๆ เผยออกมาว่าเขาต้องการอะไรบ้าง ทำให้ทีมจิตอาสาช่วยเหลือเขาได้มากขึ้น

คุยกับกลุ่มจิตอาสาที่ใช้เทคนิควิเคราะห์การตลาดและการรับฟังอย่างเข้าใจ Deep Listening ออกแบบการเยียวยาผู้ป่วยโควิด
คุยกับกลุ่มจิตอาสาที่ใช้เทคนิควิเคราะห์การตลาดและการรับฟังอย่างเข้าใจ Deep Listening ออกแบบการเยียวยาผู้ป่วยโควิด

เหมือนกับงานวิจัยที่การจะทำความเข้าใจสิ่งที่เขาขาดต้องอาศัยข้อมูลแวดล้อมเยอะมาก 

การสอบสวนโรคทางใจคือการต้องเปิดใจและรับฟัง สิ่งที่สำคัญกว่าลิสต์คำถาม คือการฟังระหว่างบรรทัดว่าเขาต้องการอะไร

นอกจากคำถามหลักเช่นอายุเท่าไหร่ ฉีดวัคซีนหรือยัง มีโรคประจำตัวหรือเปล่า ที่บ้านอยู่กันกี่คน เปิ้ลบอกว่าเมื่อคุ้นเคยกันแล้วอาจจะได้ข้อมูลเพิ่ม 

เปิ้ลเล่าว่า ถ้าคุยแล้วพบว่าที่บ้านนั้นมีเด็ก Homerun 1+1 ก็จะแจกของเล่น ขนม สีวาดเขียน เกมอะไรต่างๆ แถมไปด้วย 

“ฟีดแบ็กที่เราได้คือพ่อแม่ถ่ายรูปมาเป็นรูปที่ลูกเขายิ้มตอนเปิดกล่องแล้วเจอของเล่น เขามีความสุขกว่าเรื่องที่ตัวเองได้รับความช่วยเหลืออีก” เปิ้ลเล่าเสียเราเห็นภาพรอยยิ้มน้อยๆนั้นไปด้วย

“หรือถ้าเขาเล่าว่าเขาอยู่บ้านเช่า ประโยคนี้คือประโยคที่มีมูลค่า เราก็จะได้รู้ว่าเขาอาจจะขาดแคลนอาหารหรือมีพื้นที่จำกัด ห้องน้ำอาจจะห้องน้ำเดียว” เปิ้ลอ่านบริบทนี้อย่างตั้งใจไม่แพ้เวลาทำวิจัยให้สินค้าอุปโภคบริโภค

แถมยังแบ่งปันเคล็ดลับให้เอาไปใช้กันได้ด้วย เปิ้ลบอกว่า “อย่างรูปที่เขาใช้ใน LINE ก็บอกอะไรได้หลายอย่าง บางคนโพสท่าแบบเปรี้ยวจี๊ดเลย เราก็จะเดาว่าเขาเป็นสายโซเชียล ก็น่าจะมีศักยภาพในการคุยตอบโต้ทางไลน์ได้ เข้าถึงข้อมูลใหม่ๆ ไวๆ ได้” 

คุยกับกลุ่มจิตอาสาที่ใช้เทคนิควิเคราะห์การตลาดและการรับฟังอย่างเข้าใจ Deep Listening ออกแบบการเยียวยาผู้ป่วยโควิด

ให้ยาหัวใจ

มาถึงระลอกที่ 4 กันแล้ว หลายๆ คนคงนึกภาพออกว่า เวลาใครรู้ตัวว่าเป็นโควิดมักจะช็อก เปิ้ลให้นิยามว่าอาการใกล้เคียงกับตอนรู้ว่าเป็นมะเร็ง หรือเวลาที่รู้ว่าตัวเองอยู่ในกลุ่มเสี่ยงก็จะตกใจจนทำอะไรไม่ถูก

ความสับสนมักเกิดขึ้นเมื่อมีอาการเหมือนเป็นโควิด-19 ทุกอย่าง แต่ตรวจแล้วไม่พบเชื้อ หรือบางคนตรวจแต่ละครั้งผลไม่เหมือนกัน

ในระบบสาธารณสุขแบบเป็นทางการที่ต้องอาศัยตัวชี้วัด จะถือว่าคนเหล่านี้ไม่เป็นคนไข้โควิด-19 แต่สำหรับที่ Homerun 1+1 จะชวนให้ดูร่างกาย เช่น เริ่มมีอาการ มีน้ำมูก เริ่มไอ แม้จะตรวจแล้วได้ผลว่าไม่ติดเชื้อก็ขอความช่วยเหลือเพื่อเริ่มรักษาได้ 

แต่บางคนก็เชื่อเครื่องมากกว่าอาการ

เปิ้ลเล่าว่า “บางคนเป็นกลุ่มเสี่ยงและมีอาการทุกอย่าง แต่ก็ไม่เชื่อว่าตัวเองเป็นเพราะเครื่องบอกว่าไม่เป็น เลยยังไม่ยอมกินยา อาสาของเราต้องไปถามหมอว่า ถ้าเป็นแบบนี้ หมอคิดว่าติดไหม ให้หมอตอบแล้วเราก็สแนปหน้าจอส่งไปให้ ถ้าเป็นหมอพูดเขาก็พอจะเชื่อ” 

และบางคนที่ไม่มีอาการแล้ว แต่ใจมันยังไม่หาย เปิ้ลก็ยินดีให้ยาต่อเป็นยาใจ

“บางครั้งจิตอาสาก็โดนเหวี่ยงว่ากินยาแล้วไม่ได้ดีขึ้น คนไข้เริ่มอารมณ์เสียเพราะคนอื่นดีขึ้นแต่เขาไม่ดีขึ้น เราค้นพบว่าทางออกที่จะทำให้สบายใจกันมากขึ้นคือเราจะส่งยาไปให้เพิ่ม แล้วก็ส่งวิตามินซีไป เขาก็รู้สึกดีขึ้น รู้สึกว่าได้รับการรักษาเพิ่มเติม ไม่นานก็บอกว่าหายแล้ว” 

ตามที่รู้กัน ภูมิต้านทานของคนเราแข็งแรงจากสภาวะร่างกาย การพักผ่อน และจิตใจ 

ใครก็รู้ว่าเวลาจิตตก อะไรๆ มันก็พร่อง 

เปิ้ลเลยเชื่อว่าถ้าเข้าใจธรรมชาติของจิตใจ เราให้ยาเขาไปมันก็จบ แต่ถ้าเราไม่ให้ยาเขา เขาจะไม่มีวันบอกว่าเขาหาย

เปิ้ลบอกว่า “อย่าไปต่อต้าน เพราะนาทีนี้มันเป็นเวลาที่เขาอ่อนแอและกังวล ถ้าเป็นบริบทการทำงาน ลูกน้องมาบอกว่าหนูเป็นอย่างนี้ๆ เราอาจจะยืนยันกลับไปว่าไม่เธอไม่เป็น พี่ไม่ให้ยา พี่ไม่ช่วย แต่ในวันที่เขาอ่อนแอมากๆ มันจำเป็นที่จะต้องดูแลใจ เพราะท้ายที่สุดโรคนี้มันเป็นโรคที่ต้องมีภูมิต้านทาน

คุยกับกลุ่มจิตอาสาที่ใช้เทคนิควิเคราะห์การตลาดและการรับฟังอย่างเข้าใจ Deep Listening ออกแบบการเยียวยาผู้ป่วยโควิด

“คนเรามีศักยภาพในการทนความทุกข์ได้ไม่เท่ากัน” เปิ้ลบอกจากประสบการณ์

“สิ่งที่เราทำได้คือ เพิ่มพลังบวกเข้าไปผ่านทางจิตอาสา ถ้าจิตอาสามีกระแสบวกในตัว เขาก็จะไปส่งต่อให้ผู้ป่วยและผู้ป่วยก็จะส่งต่อให้กับคนรอบข้างได้ 

“และสุดท้าย เชื่อไหมว่าจิตอาสาหลายคนบอกว่าได้รับพลังบวกจากลูกเคสกลับมา มากกว่าที่ให้เขาไปเสียอีก” เปิ้ลเล่าอย่างผู้รวยพลังบวก

ใช้ใจเป็นยา

ด้วยธรรมชาติของไวรัสทำให้ผู้ป่วยโควิด-19 ต้องโดดเดี่ยว ทั้งๆ ที่กายก็ป่วย ทำให้ใจก็อ่อนแอ

การดูแลแบบที่เราเห็นๆ กันชวนให้เปิ้ลคิดว่า มันจำเป็นต้องเป็นอย่างนั้นเสมอไปไหม 

เปิ้ลยกตัวอย่างว่าเวลาใครตรวจแล้วเจอว่าเป็นโควิด-19 คนรอบข้างจะหวาดกลัว ใครๆ ก็ถอยห่าง และอาจโดนรับตัวให้อยู่โรงพยาบาลทันที หลังจากนั้นผู้ป่วยก็จะไม่เจอใครไปสักพัก นอกจากมนุษย์ที่แต่งตัวเหมือนนักบินอวกาศ 

ในขณะที่ถ้าผู้ป่วยอยู่บ้านและเข้าระบบ Home Isolation ได้ ก็จะได้อยู่ในโลกปกติ

เปิ้ลเล่าว่า “มีเคสคุณยายที่ป่วยติดเตียงเป็นโควิด ลูกสาวที่ดูแลใกล้ชิดมาตลอดมาขอชุด PPE จากเรา เราก็ทักว่าคุณดูแลคุณแม่มาใกล้ชิดขนาดนี้ เราคิดว่ายากมากที่จะไม่ติด ใส่ชุด PPE ไปก็ไม่น่าจะช่วย จะทำให้คุณแม่จะนึกว่ามีนักบินอวกาศมาดูแลเสียเปล่าๆ ให้แม่เห็นว่าลูกสาวมาดูแลน่าจะดีกว่า

“คนที่สุขภาพแข็งแรง ไม่ได้มีโรคที่มีความเสี่ยง อย่างเบาหวาน ความดัน เราก็สามารถเพิ่มภูมิ ลดโอกาสจะติดเชื้อไวรัส และอยู่บ้านร่วมกับผู้ป่วยอย่างระมัดระวังได้” เปิ้ลชวนคิด 

อีกหนึ่งวิธีที่จะทำให้ใจไม่สั่นไหวจนเกินควร เมื่อรู้ว่าตัวเองหรือคนใกล้ตัวติดโควิดคือการเตรียมใจ วางแผนซ้อมใหญ่ว่าถ้าหากติดโควิดแล้วเราจะเตรียมอะไรบ้าง จะให้ผู้ป่วยอยู่ห้องไหน แยกใครไว้ที่ไหนบ้าง จะต้องโทรเบอร์อะไรบ้าง ต้องกินยาอะไรบ้าง 

เปิ้ลบอกว่า “อยากเปรียบเทียบเหมือนตอนที่จะคลอดลูก หมอจะบอกให้จัดกระเป๋าที่มีของจำเป็นเตรียมไว้ มีเบอร์หมอเตรียมไว้ เมื่อมันเกิดขึ้นจริงเราจะได้เห็นภาพเป็นขั้นตอน”

จิตอาสาที่ Homerun 1+1 เคยสำรวจว่า อะไรคือสิ่งที่คนไข้อยากทำมากที่สุดหลังจากหายป่วย ผลการสำรวจออกมาว่า ‘การกินหมูกระทะ’ คือสิ่งที่คนอยากทำมากที่สุด

มองอย่างนักการตลาดอาจจะทำแคมเปญโปรโมชันลด แลก แจก แถมหมูกระทะ แบบส่งทั้งหมูและกระทะฟรีถึงบ้าน 

แต่มองอย่างนักวิจัยเชิงลึก เปิ้ลบอกว่า “มันสื่อถึงการได้กลับมาอยู่ร่วมกัน และได้ทำกิจกรรมร่วมกันของคนในครอบครัว 

“เขามองว่ามันเป็นการฉลองชีวิต”

1+1 

1+1 เท่ากับเท่าไหร่ ?

“1 คือคนที่มีเจตนารมณ์จะเพิ่มปัจจัยบวกเข้าไปในสถานการณ์นี้ และเจตนารมณ์ที่ว่ามันมีพลังมากจนทำให้มีอีก 1 คนหรือมากกว่ายกมือขึ้นมาร่วมกับเรา

“แต่ถ้าเราไปควบคุมหรือคาดหวังผลลัพธ์เมื่อไหร่เราจะแพ้”

เปิ้ลบอกเราด้วยเชื่อว่า เวลาตั้งใจจะทำอะไรเราทำได้แค่บวก แต่จงอย่าไปกะเกณฑ์กับผลลัพธ์ที่จะได้

หรือจะมองว่า 1+1 เป็นมิติจิตอาสากับผู้ป่วยก็ได้ แต่ผลลัพธ์คือเท่าไหร่อันนี้ก็ป่วยการจะไปตั้งความหวังด้วยเหมือนกัน

เปิ้ลบอกว่า “เราทำได้แค่เติมปัจจัยบวกให้กับผู้ป่วยแต่เขาจะตอบสนองแค่ไหน หรือผลลัพธ์ด้านสุขภาพเขาจะเป็นอย่างไรมันก็เกินอำนาจที่เราจะไปควบคุม”

“ทีมจิตอาสาของเราต้องคอยเตือนตัวเองอยู่เรื่อยๆ ว่า มันไม่ใช่งานที่เราต้องไปบีบบังคับให้ได้ผลลัพธ์อย่างที่เราคาดหวัง เราจะเอาภาพที่ต้องการแล้วไปบังคับให้เขากินยาแบบที่เราบอกมันไม่ได้ 

“คนป่วยแต่ละคนเขาก็มีพื้นฐานร่างกาย ความเชื่อ และจังหวะชีวิตแบบของเขา เราอาสาเข้ามาช่วย จงให้ใจที่จะเดินไปพร้อมกับเขา” 

อะไรคือเรื่องที่ยากที่สุดในการทำจิตอาสา ?

นักกิจกรรมตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัยอย่างเปิ้ลตอบว่า “การทำจิตอาสาทำให้เราได้เตือนตัวเองให้ทำตัวเล็กลง ต้องเคารพคนที่เข้ามาอาสาร่วมทาง แล้วก็ต้องยอมที่จะไม่ได้ดั่งใจทุกเรื่อง ต้องให้เกียรติซึ่งกันและกัน และเตือนตัวเองบ่อยๆ ว่าเขาอาสาเข้ามา เขามีจังหวะชีวิตของเขา และเราควบคุมทุกอย่างไม่ได้”

เปิ้ลชวนให้คิดว่าในสังคมที่เรามีคนใจดีเยอะมากพอๆ กับคนที่ต้องการความช่วยเหลือ คุณค่าไม่ได้อยู่ที่ปริมาณงานหรือตัววัดผลในการทำความดี แต่อยู่ที่ความปรารถนาดีที่เราจะหยิบยื่นให้กัน

แม้ภารกิจยังไม่จบ แต่เปิ้ลก็บอกว่ารู้สึกอิ่มใจกับภารกิจจิตอาสาขนาดเล็กนี้แบบเต็มหัวใจ 

“ขอบคุณสองพันกว่าครอบครัวที่อนุญาตให้เราได้เข้าไปในบ้านเขาผ่านรูปผ่านบทสนทนา ได้เห็นเรื่องราวของเขา จากที่เป็นคนแปลกหน้า ก็มาเปิดใจเล่าเรื่องความรู้สึกที่ลึกๆ ให้เราฟัง” 

เปิ้ลบอกว่า “วันนี้เรามีลูกเคสประมาณสี่สิบครัวเรือนต่อวัน เทียบกับสิบเจ็ดล้านครัวเรือนทั่วประเทศมันเล็กน้อยมาก ถ้าวันหนึ่งเงินบริจาคหมด หรือคนไข้หมดเราก็ต้องเลิก เราคงไม่ไปต่อสู้เพื่อจะทำต่อไปเรื่อยๆ”

Homerun 1+1 ไม่ได้ตั้งใจจะลุกขึ้นมาเปลี่ยนโลก แต่มีเจตนารมณ์ตั้งใจให้คนพ้นจากทุกข์ แม้จะรู้ว่าการเห็นคนอื่นทุกข์แล้วเก็บมาทุกข์จนอยากจะลุกขึ้นมาจัดการมัน นั่นก็เป็นการพยายามจะควบคุมผลลัพธ์ในรูปแบบหนึ่ง 

“แต่มันเป็นธรรมชาติ เราปล่อยมันไป เดี๋ยวเราก็เรียนรู้ เราไม่ต้องไปตั้งเป้าว่าจะให้ใครมาบอกว่าเราเป็นคนดี แต่เจตนารมณ์ที่เรามี มันจะเปลี่ยนเรา” เปิ้ลกล่าวอย่างนักวิจัยที่รู้จักใจด้วยเอง

คุยกับกลุ่มจิตอาสาที่ใช้เทคนิควิเคราะห์การตลาดและการรับฟังอย่างเข้าใจ Deep Listening ออกแบบการเยียวยาผู้ป่วยโควิด

Writer

พิชญา อุทัยเจริญพงษ์

คนกรุงเทพฯ ที่มีความสนใจหลากหลายตั้งแต่เรื่องมนุษย์ไปจนถึงเรื่องนอกโลก ทำงานโฆษณาเป็นอาชีพ แต่ก็ยังอยากทำอะไรอีกหลายอย่าง ชอบบทสนทนาดีๆ ที่มากับกาแฟอุ่นๆ เป็นที่สุด

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load