ซอยวานิช 1 หรือสำเพ็งเต็มไปด้วยร้านขายของส่งสารพัด ซึ่งซบเซาลงไปด้วยพิษโรคระบาด และการซื้อของออนไลน์ ซึ่งแพร่กระจายไปบ้านแทบทุกหลังยิ่งกว่าไวรัส

ตอนนี้ย่านสำเพ็ง-เยาวราช กำลังเข้าสู่บทใหม่ จากย่านซื้อขายของราคาย่อมเยา เริ่มขยับสู่การเป็นพื้นที่ที่ศิลปวัฒนธรรมอาหารโฉมใหม่

ย่ำเท้าเข้าซอยเล็กแคบ ผ่านร้านขายรองเท้า กระเป๋า และของเล่นนานา คุณจะพบ ‘Restaurant.Potong’ ร้านอาหาร Fine Dining และบาร์หรูเท่เบื้องหลังประตูเหล็กยืด ของ เชฟแพม-พิชญา อุทารธรรม ร่วมกับสามี ต่อ-บุญปิติ สุนทรญาณกิจ 

จากห้างขายยาเก่าแก่ของตระกูล สู่ตึกให้เช่าสำหรับร้านขายรองเท้า วันนี้ทายาทรุ่นที่ 5 กลับมาพลิกโฉมตึกโบราณอายุ 100 กว่าปีให้กลับมาสวยสดงดงาม แถมเยียวยาท้องที่หิวโหยหรือหัวใจใฝ่หาที่จิบความเพลิดเพลินด้วยความอร่อย

‘โพทง’ ร้าน Fine Dining กลางสำเพ็งของเชฟแพม ทายาทที่แปลงโฉมร้านขายยาจีนของตระกูล

ห้างขายยาแห่งความทรงจำ

ปู่เทียด (ปู่ของปู่) ของเชฟแพมเป็นคนฮกเกี้ยน เดินทางมาจากหมู่เกาะจินเหมินหรือคีมอย ไต้หวัน ราว 160 ปีที่แล้ว เพื่อมาค้าขายที่เมืองไทย และจับพลัดจับผลูมาทำธุรกิจยาจีนยี่ห้อ ‘ปอคุนเอี๊ยะบ๊อ’ โดยใช้สูตรลับจากบ้านเกิด เมื่อก่อร่างสร้างตัวได้จึงสร้างตึก 5 ชั้นครึ่งสไตล์ชิโน-ยูโรเปียน เป็นร้านขายและผลิตยาจีนชื่อ ‘ห้างขายยาโพทง’ โดยชั้นบนเป็นที่อยู่อาศัย นับเป็นบ้านหลังแรกของตระกูลนี้ในสยาม ตั้งแต่สมัยเยาวราชยังเป็นทุ่งนา นับเป็นตึกที่สูงมากในยุคนั้น 

‘โพทง’ ร้าน Fine Dining กลางสำเพ็งของเชฟแพม ทายาทที่แปลงโฉมร้านขายยาจีนของตระกูล
ภาพ : Restaurant.Potong
‘โพทง’ ร้าน Fine Dining กลางสำเพ็งของเชฟแพม ทายาทที่แปลงโฉมร้านขายยาจีนของตระกูล
ภาพ : Restaurant.Potong

กิจการร้านขายยารุ่งเรืองมาก ย่านสำเพ็ง-เยาวราช ก็พลุกพล่านมากขึ้น จนต้องขยับขยายจนเปิดโรงงานขนาดใหญ่ย่านเทพารักษ์ ซึ่งภายหลังผลิตแต่ยาน้ำสำหรับสตรีเท่านั้น 

เมื่อสมาชิกมากขึ้น ครอบครัวอุทารธรรมรุ่นสามย้ายไปอยู่สุขุมวิท 33 ตึกเดิมของตระกูลใจกลางสำเพ็งจึงถูกปล่อยให้เช่าเป็นร้านขายรองเท้า โดยคุณปู่ของเชฟแพมให้เช่าเฉพาะชั้นหนึ่งและสองเท่านั้น ด้านบนปิดล็อกเก็บของเก่า อาทิ ขวดยา ภาพวาด สมุดบัญชี หนังสือพิมพ์ ฯลฯ ไว้เต็มไปหมด เมื่อร้านขายรองเท้าเลิกกิจการ เชฟแพมได้มาดูอาคารจึงตัดสินใจเช่าตึกจากคุณปู่ และเปิดร้านอาหารหรูเท่ขึ้นใจกลางไชน่าทาวน์ โดยได้แรงบันดาลใจจากย่านชุมชนของนิวยอร์ก ที่ตัวเธอเองได้ไปเรียนรู้และฝึกฝนวิชาทำอาหาร 

“แพมมีฝันตั้งแต่เด็กๆ ว่าอยากทำร้านอาหารของตัวเองให้ได้มิชลินมานานแล้ว แต่ยังหาจังหวะชีวิตไม่เจอ คุณพ่อคุณแม่เคยชี้ให้ดูตึกนี้ตอนเด็กๆ แต่เราก็ไม่เคยเข้ามา พอได้เข้ามาเห็นก็รู้เลยว่านี่จะเป็นร้านที่เราจะภูมิใจ และทุกอย่างที่เราเรียนรู้มาจะเอามาลงที่นี่” เชฟหญิงผู้ศึกษาอาหารตะวันตกมาอย่างโชกโชนอธิบาย

“การกินอาหารก็เหมือนการเล่าเรื่อง ความทรงจำของที่นี่ไม่ได้สร้างขึ้นมาใหม่ แต่มีมานานแล้วจริงๆ ตึกนี้มีเสน่ห์มาก อยากให้ลูกค้าที่เข้ามารู้สึกเหมือนเข้ามาในพิพิธภัณฑ์นิดๆ ผ่านทั้งตึกและอาหาร”

กว่าจะออกมาเป็น Restaurant.Potong ต้องใช้เวลา 2 ปีครึ่งกว่าทุกอย่างจะลงตัว เนื่องจากการรีโนเวตตึกเก่ายากกว่าสร้างตึกใหม่ ผ่านการตัดสินใจหลายครั้งร่วมกับสถาปนิกและวิศวกรว่าอะไรควรเก็บ อะไรต้องทิ้ง และอะไรต้องสร้างขึ้นมาใหม่ในตึกแคบยาวที่มีพื้นที่รวมราว 500 ตารางเมตร โดยหลักๆ เก็บโครงสร้างเดิมที่ยังแข็งแรงมากไว้ทั้งหมด และตกแต่งแนว Juxtaposition เก็บของเก่าไว้เคียงคู่กับของใหม่ให้สอดรับกัน ผนังมีทั้งสีเดิมที่สวยด้วยกาลเวลา และลวดลายใหม่ที่งดงาม 

‘โพทง’ ร้าน Fine Dining กลางสำเพ็งของเชฟแพม ทายาทที่แปลงโฉมร้านขายยาจีนของตระกูล
ภาพ : Restaurant.Potong
‘โพทง’ ร้าน Fine Dining กลางสำเพ็งของเชฟแพม ทายาทที่แปลงโฉมร้านขายยาจีนของตระกูล

ตึกเก่าเล่าใหม่

จากร้านรองเท้าสีเขียวสดใส เมื่อถอดแผ่นปิดออก ป้ายห้างขายยาโพทง ที่ติดไว้เมื่อ 120 ปีที่แล้วก็ได้อวดโฉมอีกครั้ง เมื่อเดินเข้ามาจากหน้าร้าน จะเห็นโปสเตอร์ร้านยากับเก้าอี้เก่าของร้านด้านหน้า ให้เว้นระยะหลบความวุ่นวายของตรอกเล็กๆ ด้านนอก 

‘โพทง’ ร้าน Fine Dining กลางสำเพ็งของเชฟแพม ทายาทที่แปลงโฉมร้านขายยาจีนของตระกูล
ภาพ : Restaurant.Potong
‘โพทง’ ร้าน Fine Dining กลางสำเพ็งของเชฟแพม ทายาทที่แปลงโฉมร้านขายยาจีนของตระกูล
‘โพทง’ ร้าน Fine Dining กลางสำเพ็งของเชฟแพม ทายาทที่แปลงโฉมร้านขายยาจีนของตระกูล

ชั้นแรกนี้เพดานสูงโปร่งเคยเป็นหน้าร้านขายยา ทั้งยาสำหรับสตรี ยาสำหรับบุรุษ และยาหม่อง ส่วนด้านหลังมีห้องหลบภัยที่มีกำแพงหนาใหญ่ ปัจจุบันกลายเป็นบาร์คอมบูฉะและที่นั่ง ซึ่งใต้พื้นทำระบบใหม่ทั้งหมดจนเอี่ยมอ่อง ด้านหลังมีลิฟต์เล็กๆ ที่ทำใหม่เพื่อตึกนี้โดยเฉพาะ และห้องน้ำที่ทำใหม่ทั้งหมด สิ่งที่หลงเหลืออยู่คือตู้เซฟเก่า แม่พิมพ์ตราปอคุนเอี๊ยะบ๊อ และขวดแก้วสำหรับบรรจุยา ซึ่งนำมาใช้ตกแต่งร้านและใส่สบู่ในห้องน้ำกับแอลกอฮอลล์ล้างมือ

‘โพทง’ ร้าน Fine Dining กลางสำเพ็งของเชฟแพม ทายาทที่แปลงโฉมร้านขายยาจีนของตระกูล

“ตอนแรกอยากวางครัวไว้ชั้นหนึ่ง แต่พอเปิดฝ้าขึ้นไปเห็นเพดานสวยมาก เราเลยตัดสินใจเก็บไว้แล้วย้ายครัวไปชั้นสาม และอนาคตที่ตรงนี้จะทำอาหาร A la carte รับคน Walk-in ได้ค่ะ” เชฟแพมเอ่ยก่อนพาขึ้นบันไดไม้ไปสู่ชั้นถัดไป 

‘โพทง’ ร้าน Fine Dining กลางสำเพ็งของเชฟแพม ทายาทที่แปลงโฉมร้านขายยาจีนของตระกูล
ภาพ : Restaurant.Potong
‘โพทง’ ร้าน Fine Dining กลางสำเพ็งของเชฟแพม ทายาทที่แปลงโฉมร้านขายยาจีนของตระกูล

ชั้นสองเป็นห้องรับประทานอาหาร ปัจจุบันตกแต่งด้วยขวดยาเก่า ภาพถ่ายเก่า แต่เดิมเป็นพื้นที่ปรุงยาและเก็บสต็อกยา พนักงานแต่ละคนจะรู้แค่ขั้นตอนของตัวเอง แต่ไม่รู้สูตรทั้งหมด ถ้าสังเกตพื้นจะเห็นช่องไม้ที่เจาะตรงกันแต่ละชั้น ในอดีตเป็นช่องไว้ตะโกนคุยกันและส่งของข้ามชั้น แต่ปัจจุบันปิดไว้แล้ว โดยภาพสเก็ตช์ที่ตกแต่งรอบๆ ร้านและอยู่บนเมนู เป็นฝีมือน้องของคุณปู่ ซึ่งเรียนจบจากอเมริกา

ชั้นสามที่เป็นพื้นที่ส่วนตัวของครอบครัว ในอดีตด้านหน้าเป็นห้องทำงานหรือออฟฟิศของคุณปู่ ซึ่งมีแท่นบูชาเทพเจ้ากวนอู มีระเบียงกว้างขวาง ปัจจุบันฟังก์ชันของห้องนี้เปลี่ยนไปหมด กลายเป็นห้องรับประทานอาหาร ซึ่งปัจจุบันยังเก็บเฟอร์นิเจอร์เดิมไว้อย่างโต๊ะทำงานและแท่นบูชา ซึ่งบนป้ายมีภาพกวนอูที่นับถือ มีอักษรจีนมงคลรอบๆ ว่า 普通大薬房

普通 สื่อถึงชื่อร้านว่า โพทง แปลว่า Simple หรือ Ordinary 大 ต้า แปลว่า ใหญ่ 薬 เย่า แปลว่า ยา 房 ฝาง แปลว่า ห้อง แปลรวมๆ ได้ว่าร้านขายยาโพทง หรือร้านขายยาธรรมดา จึงยืมความหมายเรียบง่ายมาเป็นชื่อร้านตราบจนทุกวันนี้

‘โพทง’ ร้าน Fine Dining กลางสำเพ็งของเชฟแพม ทายาทที่แปลงโฉมร้านขายยาจีนของตระกูล
ภาพ : Restaurant.Potong
‘โพทง’ ร้าน Fine Dining กลางสำเพ็งของเชฟแพม ทายาทที่แปลงโฉมร้านขายยาจีนของตระกูล
คุยกับเชฟแพมถึงเบื้องหลังการแปลงตึก 5 ชั้นของร้านขายยาโพทง ผู้ผลิตยาปอคุนเอี๊ยะบ๊อ เป็น โพทง ร้านอาหารแสนเท่แห่งสำเพ็ง-เยาวราช

เนื่องจากโลโก้ของตึกเป็นรูปเสือโคร่งสองตัวโอบลูกโลก สื่อถึงตัวปู่เทียดและย่าเทียดซึ่งเกิดปีเสือทั้งคู่ ผนังของชั้นสามเพนต์ใหม่เป็นรูปเสือดาวตัวเมีย 8 ตัว สื่อถึงความมงคลและการสืบทอดของทายาทเพศหญิง เพราะถ้าใช้เสือโคร่งจะดูดุดันไปหน่อย เชฟแพมเลยตีความเสือใหม่ในรูปแบบของตัวเอง 

คุยกับเชฟแพมถึงเบื้องหลังการแปลงตึก 5 ชั้นของร้านขายยาโพทง ผู้ผลิตยาปอคุนเอี๊ยะบ๊อ เป็น โพทง ร้านอาหารแสนเท่แห่งสำเพ็ง-เยาวราช
คุยกับเชฟแพมถึงเบื้องหลังการแปลงตึก 5 ชั้นของร้านขายยาโพทง ผู้ผลิตยาปอคุนเอี๊ยะบ๊อ เป็น โพทง ร้านอาหารแสนเท่แห่งสำเพ็ง-เยาวราช

ด้านหลังชั้นสามเคยมีห้องนอนเล็กๆ และห้องน้ำ ปัจจุบันปรับเป็นห้องครัว และห้องหมักดองของจำพวกซีอิ๊ว น้ำส้มสายชู โคจิ มิโสะ เนื้อดรายเอจ และวัตถุดิบอื่นๆ สิ่งสนุกในห้องนี้คือลูกน้ำดับเพลิงของเก่าที่ติดไว้บนกำแพง เป็นของหายากที่พบได้ในบ้านเก่าเท่านั้น

คุยกับเชฟแพมถึงเบื้องหลังการแปลงตึก 5 ชั้นของร้านขายยาโพทง ผู้ผลิตยาปอคุนเอี๊ยะบ๊อ เป็น โพทง ร้านอาหารแสนเท่แห่งสำเพ็ง-เยาวราช
คุยกับเชฟแพมถึงเบื้องหลังการแปลงตึก 5 ชั้นของร้านขายยาโพทง ผู้ผลิตยาปอคุนเอี๊ยะบ๊อ เป็น โพทง ร้านอาหารแสนเท่แห่งสำเพ็ง-เยาวราช

ชั้นสี่เคยเป็นห้องนอนสองห้องและมีเตียงสูบฝิ่น แปลงโฉมใหม่เป็นบาร์ OPIUM และยังมีโซน Private Bar ซึ่งในอนาคตจะเปิดแยกกับร้าน Fine Dining ใครไม่กินข้าวก็มานั่งจิบเครื่องดื่มสังสรรค์ที่บาร์ได้ มีธีม Liquid Surreality ให้แขกได้ชิมและได้ทดลองอะไรใหม่ๆ วัตถุดิบทำเองสนุกๆ หลายอย่าง ทั้งโซดาและโคลา 

ภาพ : Restaurant.Potong
คุยกับเชฟแพมถึงเบื้องหลังการแปลงตึก 5 ชั้นของร้านขายยาโพทง ผู้ผลิตยาปอคุนเอี๊ยะบ๊อ เป็น โพทง ร้านอาหารแสนเท่แห่งสำเพ็ง-เยาวราช
ภาพ : Restaurant.Potong

ชั้นห้า ซึ่งเป็นโซนดาดฟ้าเคยเป็นสวนและที่หย่อนใจ ออกกำลังกายของคุณปู่ ปรับเป็นรูฟท็อปบาร์และสวนครัวเล็กๆ โดยยังคงโครงไม้เขียนตัวอักษรว่าจินเหมิน แปลว่าประตูทอง สื่อถึงหมู่เกาะบ้านเกิดของต้นตระกูล โดยพื้นที่นี้แขกที่มารับประทานอาหารที่ร้านก็ขึ้นมาชมวิวได้ ส่วนชั้นหกเล็กๆ ที่มีแค่ครึ่งเดียวเป็นสถานที่ดูดาว กลายเป็นที่เก็บโครงสร้างเครื่องปรับอากาศและส่วนต่อเติมใหม่ให้เรียบร้อยแข็งแรง 

คุยกับเชฟแพมถึงเบื้องหลังการแปลงตึก 5 ชั้นของร้านขายยาโพทง ผู้ผลิตยาปอคุนเอี๊ยะบ๊อ เป็น โพทง ร้านอาหารแสนเท่แห่งสำเพ็ง-เยาวราช
คุยกับเชฟแพมถึงเบื้องหลังการแปลงตึก 5 ชั้นของร้านขายยาโพทง ผู้ผลิตยาปอคุนเอี๊ยะบ๊อ เป็น โพทง ร้านอาหารแสนเท่แห่งสำเพ็ง-เยาวราช

อาหารแห่งกาลเวลา

คอนเซ็ปต์หลัก โพทง คือกาลเวลา ที่อยากให้ลูกค้าสร้างความทรงจำที่นี่ ไม่ว่าจะตึกเก่าปนใหม่ ไปจนถึงมื้ออาหารที่มีกาลเวลาเป็นแม่ครัว โดยวัตถุดิบและเครื่องปรุงที่นี่ทำเองแทบทั้งหมด 

นอกจากนี้ยังมีเอกลักษณ์การใช้ 5 Elements ของเชฟแพม คือความเค็มจากเกลือ ความเปรี้ยว เครื่องเทศ กลิ่นและรสชาติรวมควันจาก Maillard Reaction และเนื้อสัมผัส เช่น ความกรอบ ความนุ่ม ความหนึบ ซึ่งเชฟแพมเชื่อว่าทำให้อาหารซับซ้อนและครบรสมากขึ้น นอกจากนั้นประสบการณ์ของที่นี่ยังเปี่ยมล้นด้วย 5 ผัสสะ ทั้งฟังเรื่องเล่า เห็นความสวยงาม ชิมรสอร่อย ดมกลิ่นหอม และได้หยิบจับส่วนประกอบต่างๆ ในคอร์สอาหารดินเนอร์

“แพมเพิ่งมีลูก เลยได้ศึกษาว่าถ้าอยากให้เด็กเรียนรู้อะไร ต้องให้เขาได้ทดลองประสาทสัมผัสทั้งห้า ถ้าอยากให้เขารู้ว่าแอปเปิ้ลคืออะไร ดูแต่รูปภาพไม่ได้ ต้องเล่าให้ฟัง ให้เห็น จับ ดม และสุดท้ายคือให้กินแอปเปิ้ล เราเอาเรื่องนี้มาผสานกับร้าน” 

อาหารของร้านโพทงเป็น Progressive Thai-Chinese หยิบเอาอาหารไทยจีนของคนจีนโพ้นทะเลมาปรุงและตีความใหม่ ผสานกับความรู้สมัยใหม่ของเชฟแพม ไม่ใช่ทั้งอาหารไทยโบราณ และไม่ใช่อาหารจีนที่มีอยู่ทั่วไปในเมืองจีน เนื่องจากเป็นคอนเซ็ปต์ที่แปลกและสื่อถึงตัวตนของเชฟเชื้อสายไทยจีน อาหารที่นี่มี 20 กว่าคอร์ส ตัวเมนูเป็นจดหมายของเชฟแพมต่อบรรพบุรุษที่ซ่อนชื่อรายการอาหารทั้งหมดไว้ และแต่ละเดือนมื้ออาหารจะมีสลับหมุนเวียนทีละอย่าง

ขอยกตัวอย่างอาหารมาให้ชมสักเล็กน้อย 

คุยกับเชฟแพมถึงเบื้องหลังการแปลงตึก 5 ชั้นของร้านขายยาโพทง ผู้ผลิตยาปอคุนเอี๊ยะบ๊อ เป็น โพทง ร้านอาหารแสนเท่แห่งสำเพ็ง-เยาวราช

เมนูแรกคือ Corn Koji ที่ใช้ทุกส่วนของข้าวโพด ได้แรงบันดาลใจจากซุปข้าวโพดจีนที่ใส่พริกไทยขาวเยอะๆ แปลงเป็นคัสตาร์ดพริกไทยขาว มูสข้าวโพดทำจากโคจิ และเมล็ดทานตะวันกับทรัฟเฟิลวิเนการ์ แผ่นข้าวโพดด้านบนทอดด้วย Brown Butter กินแกล้มกับแผ่นข้าวโพดผสมพริกไทยขาวรูปใบไม้ รมควันเปลือกข้าวโพด ส่วนผมข้าวโพด ทำเป็นชาร้อน ใส่เง็กเต็ก ผิวมะนาว กานพลู และโป๊ยกั้ก หอมชื่นใจ

คุยกับเชฟแพมถึงเบื้องหลังการแปลงตึก 5 ชั้นของร้านขายยาโพทง ผู้ผลิตยาปอคุนเอี๊ยะบ๊อ เป็น โพทง ร้านอาหารแสนเท่แห่งสำเพ็ง-เยาวราช

ต่อมาคือไก่ดำ พระเอกของร้าน ไม่ใช่แค่ตุ๋น เอามาตากแห้ง แล้วก็ย่าง และเสิร์ฟพร้อมหัวใจไก่ดำ ผงดำๆ คือมันไก่อบสมุนไพร เสิร์ฟพร้อมข้าวที่อบกับสมุนไพรยาจีน

ของหวานก็สนุกไม่แพ้กัน ไอศกรีมซีอิ๊วดำครอบด้วยน้ำตาลเป่าทรงพริกแห้ง ด้านในมีช็อกโกแลตขาว พริกซินเจียง คาราเมลช็อกโกแลตกับหม่าล่า และเครื่องพะโล้กับช็อกโกแลตนม เสิร์ฟพร้อม Smoke กลิ่นพะโล้ เป็นเมนูที่สื่อถึงถนนทรงวาด

คุยกับเชฟแพมถึงเบื้องหลังการแปลงตึก 5 ชั้นของร้านขายยาโพทง ผู้ผลิตยาปอคุนเอี๊ยะบ๊อ เป็น โพทง ร้านอาหารแสนเท่แห่งสำเพ็ง-เยาวราช

“แถวทรงวาดข้างหลังนี้ก็เป็นถนนเครื่องเทศของแห้ง ซึ่งเราซื้อวัตถุดิบแถวนี้หมด แต่พวกอาหารทะเล เราทำงานกับชาวประมงเล็กๆ จากระนอง เพชรบุรี ภูเก็ต พังงา แล้วแต่ว่าวันนี้เราได้อะไรมา ส่วนผักและดอกไม้ออร์แกนิก เราได้วัตถุดิบจากเชียงราย เชียงใหม่ และเพชรบูรณ์ ยกเว้นซอสที่ทำเองแทบทุกอย่างเลยค่ะ”

Restaurant.Potong ตั้งใจจะเปิดตั้งแต่เดือนกรกฎาคม แต่ระยะล็อกดาวน์ทำให้เพิ่งเริ่มเปิดได้เพียง 3 สัปดาห์เท่านั้น โดยปัจจุบันเปิดรับลูกค้าเพียง 20 คนต่อวัน ดินเนอร์มีทั้งหมด 20 กว่าคอร์ส ซึ่งต้องจองล่วงหน้าเท่านั้น และควรจองอย่างน้อย 1 เดือนล่วงหน้า ราคาคอร์สปัจจุบันตกอยู่ที่ 4,500++ บาท 

คอร์สหนึ่งใช้เวลาราว 3 – 4 ชั่วโมง เริ่มตั้งแต่ 4 โมงครึ่ง ยาวไปจนถึง 2 ทุ่ม ซึ่งลูกค้าสามารถนั่งฟังเรื่องราว พูดคุย และดื่มด่ำกับกาลเวลาและแต่ละมุมในร้านได้อย่างเต็มที่ 

“ตอนนี้เก้าสิบเปอร์เซ็นต์ของลูกค้าเป็นคนไทย ซึ่งเขาจะคุยกันว่าอาหารเราเชื่อมโยงได้ เข้าใจได้ พาพ่อแม่อาม่าอากงมากินได้ จานสุดท้ายที่เป็นเมนคอร์สคือ Back to Basic มีโต๊ะกลมเสิร์ฟเป็ดย่าง เนื้อ กินกับข้าวสวยตรอก ไม่ใช่แค่เล็กๆ ตลอดแล้วกินเสร็จแล้วไม่อิ่ม ต้องไปทานข้าวต้มต่อ” เชฟแพมรับประกันความเข้าถึงง่ายของอาหารสไตล์ไทยจีนในเยาวราช

คุยกับเชฟแพมถึงเบื้องหลังการแปลงตึก 5 ชั้นของร้านขายยาโพทง ผู้ผลิตยาปอคุนเอี๊ยะบ๊อ เป็น โพทง ร้านอาหารแสนเท่แห่งสำเพ็ง-เยาวราช

“แถวนี้ก็เป็นคอมมูนิตี้เล็กๆ ตึกแถวนี้มีเสน่ห์มาก คุณสมชัย (สมชัย กวางทองพาณิชย์ นักประวัติศาสตร์ท้องถิ่นเยาวราช) ก็มาเยี่ยม บอกว่าดีมากเลยที่เราเก็บที่นี่ไว้ และดีที่เยาวราชมีที่แบบนี้ อาจารย์มหาวิทยาลัยก็พาลูกศิษย์มาดูตึก เพราะสถาปัตยกรรมแบบนี้ไม่เหมือนตึกอื่นๆ รอบๆ เลย ตรงทรงวาดมีแกลเลอรี่ มีร้านเอฟวี เราก็พยายามเกาะกลุ่มกัน ช่วยกัน อยากให้มีร้านเกิดมาแถวนี้เยอะๆ” 

ทายาทรุ่นที่ 5 ของร้านขายยาโพทงเอ่ยตบท้ายด้วยรอยยิ้ม คลื่นลูกหลังที่เข้ามาในไชน่าทาวน์ พร้อมเป็นส่วนหนึ่งที่ปลุกย่านนี้ให้สนุกมีชีวิตชีวา

Restaurant.Potong

วันทำการ : ปิดวันอังคาร-พุธ 

เว็บไซต์ : www.restaurantpotong.com/

Facebook : Restaurant.Potong

โทรศัพท์ : 08 2979 3950 (จองโต๊ะล่วงหน้าเท่านั้น) 

Writer

ภัทรียา พัวพงศกร

บรรณาธิการและนักจัดทริปแห่ง The Cloud ที่สนใจตึกเก่า งานคราฟต์ กลิ่น และละครเวทีพอๆ กับการเดินทาง

Photographer

วรุตม์ ไฉไลพันธุ์

เมื่อก่อนเป็นช่างภาพหนังสือเดินทาง ปัจจุบันเป็นช่างภาพกักตัวครับ

Share Location

รวมสถานที่สวยและดีที่อยากชวนคุณแวะเวียนไปช่วงวันหยุด

ตึกเก่า กับ ย่านพระนคร ถือเป็นของคู่กันฉันใด ดอกไม้ กับ ปากคลองตลาด ก็เป็นของคู่กันฉันนั้น แต่การมาเยือนสี่แยกบ้านหม้อ จุดยุทธศาสตร์แห่งเขตพระนครคราวนี้ดูมีสีสันและประทับความทรงจำที่ยากจะลืมไว้มากกว่าครั้งก่อนๆ เพราะเรามีหมุดหมายอยู่ที่ ‘มาลี’ หรือ ‘MALEE BREW & BLOOM’ คาเฟ่สไตล์ Thai Minimalist ที่จับเอาตึกเก่า ร้านดอกไม้ไทย ลานแสดงนิทรรศการ และอาหารรูปรสยวนใจมาไว้ ณ ที่แห่งเดียว

ท่ามกลางสถานการณ์โรคระบาด อาจทำให้ธุรกิจคาเฟ่และร้านอาหารซบเซาลงไป แต่ใครจะรู้ว่าจู่ๆ จะมีคาเฟ่กึ่งแกลเลอรี่ผุดขึ้นมาใต้ร่มหลังคาตึกเก่าอายุกว่า 100 ปี ด้วยความกล้าบ้าบิ่นของ บอส-ภาคภูมิ แก้วดวงดี เด็กหนุ่มจากชัยภูมิผู้หอบเสื้อผ้าและความฝัน แพ็กใส่กระเป๋าเข้าเมือง เริ่มต้นจากงานประดิษฐ์ดอกไม้ไทยในอินสตาแกรมส่วนตัว จนขยับขยายมาเป็นคาเฟ่รีโนเวตจากตึกเก่าที่ทั้งเท่และเก๋ไม่ซ้ำ 

มาลี คาเฟ่แกลเลอรี่ ณ สี่แยกบ้านหม้อ ที่เสิร์ฟดอกไม้ไทย อาหาร และงานศิลปะในคราวเดียว

พ้นเขตประตูกระจกใส สายตาเราจับจดอยู่ที่กลุ่มแถวของดอกไม้น้อยใหญ่ละลานตา ถึงแม้บางชนิดจะคุ้นหน้าอยู่บ้าง แต่เพราะถูกจับแต่งองค์ทรงเครื่องจนมาดโก้ ทำให้ดอกไม้ไทยธรรมดา ดูหรูหราแปลกตาไปมากทีเดียว กลิ่นหอมสดชื่นของดอกไม้ คละเคล้าด้วยกลิ่นกรุ่นกาแฟ รัญจวนใจจนลืมไม่ลง

แม้จะเก็บกลิ่นหอมตลบและรสชาติอาหารจานตรงหน้ามาฝากไม่ได้ แต่เราขอจรุงจิตจรุงใจผู้อ่านทุกท่านด้วยบทสนทนาของเรากับบอส บอกเล่าถึงการผลิบานของสถานที่แห่งนี้ และการผลิบานในชีวิตของเขาเองด้วยเช่นกัน

มาลี คาเฟ่แกลเลอรี่ ณ สี่แยกบ้านหม้อ ที่เสิร์ฟดอกไม้ไทย อาหาร และงานศิลปะในคราวเดียว

มาลัย

“มันเริ่มจากตอนที่เราช่วยคุณยายร้อยมาลัย” 

บอสเล่าจุดเริ่มต้นของร้านมาลี และเรื่องราวที่จับพลัดจับผลูให้เขาผูกพันกับงานประดิษฐ์ดอกไม้ไทย ทุกอย่างค่อยเป็นค่อยไปและอาศัยเวลาบ่มเพาะ ราวกับเขากำลังสนเข็มสาธิตวิธีการร้อยมาลัยที่แสนละเมียดละไมและประณีตเป็นที่สุด

“บอสมาจากชัยภูมิครับ ในต่างจังหวัด ถ้ามีงานบุญ คนสูงอายุเขาจะมารวมตัวเพื่อช่วยกันเตรียมงาน ร้อยพวงมาลัยบ้าง เย็บถาดขนมบ้าง ทำพานบายศรีบ้าง ยายเราก็จะไปช่วยทำ ซึ่งบอสติดยายมาก ยายไปไหนเราก็ตามไปด้วย

“เราเลยได้ลองจับลองทำ ซึบซับไปเรื่อยๆ จนรู้ว่าเราชอบสิ่งนี้ สมัยเรียนมัธยม เราก็รับจ้างทำงานฝีมือจากดอกไม้เป็นรายได้เสริม นั่นยิ่งทำให้เราชอบเข้าไปใหญ่ เพราะจากงานอดิเรก มันกลายเป็นว่าทำเงินให้เราได้ด้วย”

แม้จะมีทักษะทางด้านงานดอกไม้เป็นอย่างดี แต่ผิดโผ เด็กหนุ่มจากชัยภูมิเลือกศึกษาต่อด้านสถาปัตยกรรมภายใน และเดินหน้าทำงานในสายอาชีพนี้มายาวนานกว่า 7 ปี

“ก็เราทำเป็นแล้ว เราไม่ต้องเรียนต่อในสาขานี้ก็ได้ มันเรียนนอกเวลาได้ เรียนอะไรที่เราไม่เคยเรียนดีกว่า” ใต้น้ำเสียงนุ่มนวล เรากลับสัมผัสได้ถึงความมั่นใจและแข็งแกร่งของเขาเช่นกัน

ชีวิตในเมืองหลวงอาจถูกใจและสะดวกสบายต่อใครหลายๆ คน แต่นั่นไม่ง่ายเลยสำหรับบอส เมื่อภาระหน้าที่และความไม่คุ้นชินในช่วงจังหวะชีวิตที่ต้องพลัดถิ่นฐานมาไกล บอสจึงหันหน้าใช้ศาสนาเป็นที่ยึดเหนี่ยว

“ถ้าอยู่ต่างจังหวัดแล้วเข้ามาเรียนหรือทำงานในกรุงเทพฯ จะรู้เลยว่าใช้ชีวิตลำบากมาก บอสเลยไปขอพรกับพระแก้วมรกต ให้หน้าที่การงานเจริญรุ่งเรือง ให้เราอยู่ที่นี่ได้ หลังจากนั้นก็ดีขึ้นจริงๆ บอสเลยทำดอกไม้ไปถวายท่าน คิดใหม่ ทำใหม่ ตามสไตล์ที่เราชอบเลย

มาลี คาเฟ่แกลเลอรี่ ณ สี่แยกบ้านหม้อ ที่เสิร์ฟดอกไม้ไทย อาหาร และงานศิลปะในคราวเดียว

“จากนั้นมาเราก็ทำงานดอกไม้บ่อยขึ้น กลับจากที่ทำงานมา ก็คลายเครียดด้วยการร้อยดอกไม้ คนอื่นทำแบบไหนเราไม่รู้ แต่เราทำดอกไม้แล้วมีความสุข เราสบายใจ ทำเสร็จก็ถ่ายรูปลงอินสตาแกรม พอเริ่มมีคนให้ความสนใจมากขึ้น เลยเปิดอินสตาแกรมสำหรับลงรูปงานดอกไม้และรับทำงานดอกไม้โดยเฉพาะ”

บอสหมายถึงร้านดอกไม้ในอินสตาแกรมที่ใช้ชื่อว่า thelegendbouquet ก่อนพบกัน เราเปิดดูผลงานบางส่วนของบอสมาเป็นที่เรียบร้อย ยิ่งได้มาเห็นของจริงก็ยิ่งตอกย้ำว่า ลายเซ็นของงานดอกไม้ไทยโมเดิร์นจากที่นี่ แข็งแรงและโดดเด่นสมคำร่ำลือ

เสียงหัวเราะแกมเขินของบอสดังขึ้น เมื่อเล่าถึงเมื่อครั้งเคยจัดดอกไม้เป็นช่อ แล้วนำไปวางไว้บนโต๊ะของหัวหน้าที่ทำงาน นั่นยิ่งทำให้เราเห็นวัฏจักรการเติบโตของดอกไม้ในชีวิตบอสได้ชัดเจนขึ้น แม้ในขณะนั้นดอกไม้อาจยังไม่ได้มีบทบาทหลักในชีวิต แต่มันไม่เคยจางหายไปจากตัวตนของเขาเลย ตั้งแต่วันที่ได้ลองทำเป็นครั้งแรก 

“เราเริ่มมีงานดอกไม้เข้ามาเยอะขึ้นเรื่อยๆ ตั้งแต่งานสเกลเล็กๆ อย่างร้อยมาลัย พานพุ่ม พานบายศรี พวงหรีด ไปจนถึงสเกลใหญ่อย่างการตกแต่งงานทั้งงานด้วยดอกไม้ 

“พอมาถึงจุดหนึ่ง เรารู้สึกว่างานดอกไม้ก็สามารถสร้างอาชีพให้เราได้นี่ เราเลยอยากมีหน้าร้านเป็นของตัวเอง เป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้าด้วย ถ้าเรายังเป็นออนไลน์อยู่ ก็อาจจะสู้กับเจ้าอื่นไม่ได้”

มาลี คาเฟ่แกลเลอรี่ ณ สี่แยกบ้านหม้อ ที่เสิร์ฟดอกไม้ไทย อาหาร และงานศิลปะในคราวเดียว

มาไกล

จากกิจกรรมที่หัดทำตามคุณยาย สู่การหารายได้เสริมในวัยเด็ก เคล็ดบำบัดจิตใจ และภาพฝันที่จะใช้ดอกไม้เป็นอาชีพหลักในอนาคต จนเมื่อได้พบกับทำเลที่ถูกใจ ความฝันจึงเดินทางเข้าใกล้ความจริงมากขึ้น บอสตัดสินใจแน่วแน่ว่าจะหันมาเอาดีทางด้านงานดอกไม้ และวางมือจากงานประจำด้านออกแบบตกแต่งภายใน

บอสเล่าให้เราฟังว่า ความน่าแปลกใจอย่างหนึ่ง คือการที่เขามาปากคลองตลาดจนนับครั้งไม่ถ้วน เที่ยวเดินเสาะหาตึกเก่าที่ตรงสเปกมาแล้วร่วมปี แต่ก็ไม่มีวี่แวว จนกระทั่งวันหนึ่ง ที่บอสเชื่อว่าเขาไม่ได้พกอะไรใส่ในกระเป๋าต่างจากวันอื่นๆ ยกเว้นโชคชะตา

มาลี คาเฟ่แกลเลอรี่ ณ สี่แยกบ้านหม้อ ที่เสิร์ฟดอกไม้ไทย อาหาร และงานศิลปะในคราวเดียว

“บอสกลับจากปากคลองตลาด เห็นแล้วก็แปลกใจว่ามีตึกนี้ด้วยหรือ ผู้เช่าเดิมคือ อมร อีเล็คโทรนิคส์ ซึ่งเขากำลังจะหมดสัญญาเช่า คืนนั้นเรานอนไม่หลับเลย ตื่นเช้ามาเราก็รีบมาที่ตึก เดินหาป้ายประกาศว่าจะติดต่อได้จากที่ไหน บอสคิดว่าเขาประทับใจในสิ่งที่เราจะทำนะ เขาเลยยอมปล่อยตึกนี้ให้กับเรา

“พอได้ตึก ก็ปรึกษาเงินในกระเป๋าก่อน (หัวเราะ) ตอนนั้นเราทำงานเก็บเงินมาได้สักก้อนหนึ่งแล้ว ก็โทรบอกแม่ว่าจะทำร้านนะ แต่ถ้ามันไม่ประสบความสำเร็จ ถ้าบอสกลับบ้านพร้อมกระเป๋าเสื้อผ้าใบเดียวเหมือนตอนที่บอสเข้ามากรุงเทพฯ แม่จะโอเคไหม”

แม้ในต้น พ.ศ. 2564 สถานการณ์โรคระบาดและสภาพเศรษฐกิจยังระส่ำระสาย บอสกลับลาออกจากงานประจำ ทุบหม้อข้าวในวันที่หลายคนหยอดเหรียญลงประปุก โดยเขาย้ำกับเราว่า โอกาสและความฝัน เป็น 2 สิ่งในชีวิตที่ไม่เคยรอเวลา 

บอสตั้งใจไว้แต่แรกว่าไม่อยากใช้พื้นที่ทั้งหมดไปกับร้านกาแฟและร้านขนม แต่อยากยกเคาน์เตอร์จัดดอกไม้ของตนมาไว้ในร้าน และอุทิศพื้นที่กว่า 2 ใน 3 ให้เป็นลานจัดนิทรรศการและเวิร์กชอปงานศิลปะหลายแขนง เมื่อได้ตึกเก่าหัวมุมสี่แยกบ้านหม้อมาเติมเต็ม ทุกอย่างก็ดูเหมาะเจาะเข้าทางเหมือนถูกจับวางไม่มีผิด

มาลี คาเฟ่แกลเลอรี่ ณ สี่แยกบ้านหม้อ ที่เสิร์ฟดอกไม้ไทย อาหาร และงานศิลปะในคราวเดียว
มาลี คาเฟ่แกลเลอรี่ ณ สี่แยกบ้านหม้อ ที่เสิร์ฟดอกไม้ไทย อาหาร และงานศิลปะในคราวเดียว

การผลิบานครั้งใหม่ของคาเฟ่มาลี เรียงกลีบผลิช่อได้อย่างราบรื่นและมีผลตอบรับที่ดีเกิดคาด แม้จะมีมาตรการควบคุมการแพร่ระบาด มาระงับการให้บริการส่วนของร้านกาแฟไปบางช่วง แต่ก็ไม่กระทบกับธุรกิจงานจัดดอกไม้ ซึ่งเป็นรายได้หลักของร้านมากเท่าใดนัก

“ความต้องการใช้ดอกไม้ยังมีอยู่ตลอดนะครับ ทั้งก่อนและหลังโควิด-19 ระบาด แต่จะมีกระทบอยู่บ้างช่วงที่มีคลัสเตอร์ที่ปากคลองตลาด ซึ่งเรารับดอกไม้มาจากที่นั่น ลูกค้าบางคนเขาก็จะยังไม่กล้าสั่ง ยิ่งถ้าหากวัดปิด ความต้องการใช้ดอกไม้ก็จะลดลงตามไปด้วย อันนั้นแหละที่ทำให้เราได้รับผลกระทบจริงๆ”

มาลี คาเฟ่แกลเลอรี่ ณ สี่แยกบ้านหม้อ ที่เสิร์ฟดอกไม้ไทย อาหาร และงานศิลปะในคราวเดียว

มาลี

บอสตั้งชื่อเล่นให้คาเฟ่แห่งนี้ว่า ‘มาลี’ เมื่อมีชื่อเล่นก็ต้องมีชื่อจริงตามสไตล์คนไทย ชื่อ ‘MALEE BREW & BLOOM’ จึงถือกำเนิดขึ้น โครงสร้างภายนอกคือตึกเก่า 3 ชั้น อายุกว่า 100 ปีที่ตั้งเด่นเป็นสง่าท้าทายกาลเวลาและวันวาน บอสกระซิบบอกกับเราว่า เขาไม่ได้แตะต้องโครงสร้างภายนอกเลยแม้แต่น้อย

“เราชอบแล้ว คิดว่าไม่มีอะไรทำให้นางสวยได้นอกจากเวลา” เจ้าของร้านเอ่ย 

เมื่อเดินเข้ามาที่ชั้นหนึ่ง คุณจะได้พบสวนดอกไม้ตระการตาขนาดย่อม ที่หมุนเวียนเปลี่ยนไปตามฤดูกาลและการจัดธีมของร้าน ถัดไปเป็นเคาน์เตอร์สีขาวสะอาดตา ที่ตั้งของครัวเล็กๆ สำหรับผลิตกาแฟและขนมอบสดใหม่หลากหลายชนิด ส่วนอีกฟากคือโซนจัดดอกไม้ซึ่งถือเป็นไฮไลต์ของร้าน แทนที่จะมีพื้นที่ว่างวางโต๊ะเก้าอี้มากขึ้น เพื่อให้ลูกค้าเข้ามานั่งจิบกาแฟได้มากที่สุด เขากลับเนรมิตเป็นลานจัดแสดงนิทรรศการศิลปะหมุนเวียนจากดอกไม้ ให้แวะมาเยี่ยมชมได้ไม่มีเบื่อ ที่สำคัญ บอสยังเชิญชวนเพื่อนๆ จากแวดวงงานศิลปะหลายแขนง มาร่วมรังสรรค์ผลิบานความสดใหม่ในนิทรรศการทุกครั้งเมื่อมีโอกาสอีกด้วย

มาลี คาเฟ่แกลเลอรี่ ณ สี่แยกบ้านหม้อ ที่เสิร์ฟดอกไม้ไทย อาหาร และงานศิลปะในคราวเดียว

ชั้นสองเป็นพื้นที่สำหรับนั่งทานขนมและกาแฟ ประดับประดาด้วยหมู่มวลดอกไม้และเครื่องแขวนวิจิตรบรรจงนานาชนิด ตั้งแต่ราวบันไดจนสุดปลายเพดาน ทั้งกระเช้ามาลี วิมานพระอินทร์ และโคมระย้าอีกน้อยใหญ่ ทุกชนิดขึ้นรูปร้อยร่างจากดอกไม้ไทยสดใหม่ พับกลีบซ่อนมุมไว้อย่างประณีต ตรงนั้นนิด ตรงนี้หน่อย ช่วยให้เจริญอาหารได้หลายทบทวี

ส่วนชั้นสาม บอสมีโครงการ Glasshouse Workshop ทดไว้ในใจ เพื่อเปิดพื้นที่ให้ตัวเขาและศิลปินรับเชิญที่มาร่วมจัดนิทรรศการแต่ละครั้ง ได้มาแบ่งปันแลกเปลี่ยนและถ่ายทอดมิติความรู้ด้านงานศิลปะแขนงที่ตนเองช่ำชองให้แก่ผู้สนใจ แวะเวียนมาเก็บเกี่ยวประสบการณ์ ไปพร้อมกับการเยี่ยมชมงานดอกไม้ และลิ้มรสจานอาหารแสนสนุกในคราวเดียว

“สมมติว่ามีศิลปินงานผ้ามาคอลแลบกับบอส ก็จะเกิดงานดอกไม้ผสมกับงานผ้า กลายเป็น Exhibition ที่จัดอยู่ชั้นหนึ่ง แล้วก็จะมีกิมมิกเหล่านั้นลามมาที่การตกแต่งดอกไม้บนชั้นสองด้วย ส่วนชั้นสามก็จะเป็นเวิร์กชอปของศิลปินท่านนั้น เราคิดมาแล้วว่าอยากให้ทุกอย่างมันล้อไปด้วยกันทั้งหมด

“ในอนาคต บอสอยากจัดดินเนอร์ให้คนที่มาเวิร์กชอปได้ร่วมทานมื้อเย็นกับเรานะครับ เพราะแสงตอนเย็นของที่นี่สวยมาก ซึ่งคิดว่ายังไม่ค่อยมีใครเคยเห็น”

มาชิม

มาเยือนถิ่น MALEE BREW & BLOOM ทั้งที ใช่ว่าจะมีแต่ดอกไม้ให้ชม หากไม่ได้ชิมสารพัดเครื่องดื่มและขนมจากที่นี่ ก็จะถูกซุบซิบว่าเสียเที่ยวได้

ผู้อยู่เบื้องหลังเมนูสุดครีเอตที่ทั้งรวยรูปและอร่อยรสทั้งหลาย ต้องยกความดีความชอบให้ ปาล์ม-ณัทพงษ์ ลีละวัฒนพันธ์ หุ้นส่วนของบอส ผู้ทดลองคิดค้นสูตรและดูแลเคาน์เตอร์อาหารที่เสิร์ฟภายในร้าน โดยมีการใช้ดอกไม้คอยเชื่อมโยงทุกเมนูให้เข้ากับตัวตนของมาลีได้อย่างกลมกล่อม ความน่ารักมากของที่นี่ คือการตกแต่งอาหารด้วยดอกไม้ออร์แกนิกทานได้ ให้คุณได้ละเลียดรสชาติแบบคุ้มค่าทุกบาททุกสตางค์

เมนูแนะนำที่ถึงเชลล์ไม่ชวนก็ควรชิม คือเครื่องดื่มซิกเนเจอร์อย่าง Siam Rose สัมผัสหอมเบาจากกาแฟสกัดเย็นผสมกับกุหลาบและลิ้นจี่ แม้ไม่ใส่น้ำแข็งก็ดื่มคล่องคอเย็นชื่นใจ อีกแก้วที่มาแล้วไม่สั่งไม่ได้คือ Into the Woods แก้วนี้ผสมผสานระหว่างเมล็ดกาแฟ 2 สัญชาติกับชาสูตรพิเศษของทางร้าน เบลนด์พร้อมกลีบกุหลาบ มะม่วง และราสเบอร์รี่ ให้ความหอมหวานโดดเด่นเฉพาะตัว

ส่วนจานขนมโฮมเมด ก็เสริมทัพจัดขบวนมาไม่น้อยหน้า ทั้ง Lemon Tart เมนูท็อปฮิตยอดนิยม ตัวไส้ทำจากเลม่อนแท้ รสชาติเปรี้ยวหวานกำลังดี หรือจะเป็น Coconut Tart ก็เข้าที เพราะเห็นแค่หน้าตาก็รู้ทันทีว่าต้องชิม ทางร้านคัดส่วนผสมจากมะพร้าวน้ำหอมแท้ นุ่มละมุนละลายในปาก ถูกใจสายหวานน้อยแน่นอน

มาชม

ร้านกาแฟบนตึกเก่าในย่านพระนครหาได้ง่ายพอๆ กับร้านสะดวกซื้อ ชนิดที่ว่าหลบไปมุมไหนก็หาร้านกาแฟซุกตัวได้อยู่ไม่ขาด แต่สิ่งที่ทำให้มาลีเป็นที่รู้จักในบรรดาสายคาเฟ่และนักเสพงานศิลป์จากทั่วฟ้าเมืองกรุงภายในระยะเวลาไม่ถึงขวบปี บอสมองว่าเป็นเรื่องของตัวตนและจุดยืนที่มาลีหนักแน่นมาเสมอ

“ลูกค้าจำเราได้ตั้งแต่เราขายดอกไม้อยู่ในไอจี พอเรามาทำร้าน เราก็ถ่ายทอดความเป็นตัวตนของเราออกมา บอสมองว่าความเป็นตัวตนมันยั่งยืนกว่าการทำไปตามกระแสนะครับ มันดีกว่าทำการตลาดไปเรื่อยๆ จนสุดท้ายกลายเป็นว่าช้ำหมด แล้วก็เงียบไป

“ถ้าเรามีตัวตน เราจะทำอะไร อยู่ที่ไหน คนก็จำเราได้”

อีกหนึ่งประการที่ทำให้ลูกค้าหน้าใหม่แวะเวียนเข้ามาที่คาเฟ่แห่งนี้จนหัวกระไดไม่แห้ง และเชื้อเชิญให้ขาประจำแวะมาซ้ำเป็นครั้งที่สองสามเรื่อยไป คือการหมุนเวียนเปลี่ยนโฉมการตกแต่งร้านอยู่เสมอ ก้าวขาเข้ามาแต่ละครั้ง ก็พบความตื่นเต้นหรรษากับบรรยากาศใหม่ ณ ขณะก็เหมือนว่าเป็นบรรยากาศเดิมที่คุ้นเคยเมื่อคราวก่อน

“บอสมองว่า Exhibition มันดีตรงที่เขาเข้ามาที่เดิม แต่เขาไม่ได้รูปเดิม

“เราเน้นไปที่ดอกไม้ไทย ดอกไม้ตามฤดูกาล และดอกไม้ที่คนไม่ค่อยนึกถึง ให้เห็นว่ามันเอามาทำอะไรแบบนี้ได้ด้วย เทคนิคต่างๆ ที่บอสใช้ก็มาจากการดูจากภาพจิตรกรรมหรืองานจิวเวลรี่ต่างๆ ถ้าเราทำงานดอกไม้ แล้วเราไปดูงานดอกไม้ของคนอื่น มันก็จะออกมาเหมือนกัน เราต้องดูจากศาสตร์อื่นๆ แล้วค่อยมาแปลงให้เป็นงานดอกไม้”

เมื่อเราถามถึงความถี่ของแบบสเก็ตช์ใหม่ๆ ที่บอสจะนำมาใช้จัดนิทรรศการ คำตอบของบอสทำให้เราทุกคน ณ ที่นั้นหัวเราะออกมาพร้อมกันด้วยความคาดไม่ถึง

“คิดทุกวันครับ (หัวเราะ) ​​เพราะร้านเราอยู่ปากคลอง เราอยู่ใกล้วัตถุดิบ แบบที่อยากจะทำมันมาทุกวันอยู่แล้ว”

ดอกไม้อาจเป็นเม็ดเงินและธุรกิจที่หล่อเลี้ยงปากท้อง แต่นั่นคือชีวิตและจิตวิญญาณของบอสเช่นกัน ด้วยพรสวรรค์ในการช่างคิดช่างทำ บอสจึงชอบเนรมิตแบบสเก็ตช์ที่เก็บซ่อนไว้บนแผ่นกระดาษ ให้ได้วาดลวดลายอยู่บนลานนิทรรศการในร้านอยู่เสมอ ทำให้ร้านมาลีทำหน้าที่เป็นพอร์ตเก็บผลงาน และลานปล่อยของของเขาไปด้วยในตัว 

หากลูกค้าเดินเข้ามาเลือกแบบดอกไม้ บอสก็พร้อมกางพอร์ตเล่มโตให้คุณได้เลือกสรรตามใจ หากผูกสมัครรักชอบผลงานชิ้นไหน บอสก็พร้อมเนรมิตทั้งหมดให้ได้อย่างไม่รีรอ

แม้สถาปนิกออกแบบตกแต่งภายในกับนักจัดดอกไม้จะแตกต่างกัน แต่บอสคิดว่าวิชาความรู้ด้านการออกแบบที่ติดตัวอยู่ ช่วยให้เขาเข้าใจองค์ประกอบ สัดส่วน โทนสี และฟังก์ชัน ของงานดอกไม้แต่ละชิ้นได้อย่างรู้จักมักคุ้น ผลงานที่ปรากฏอยู่ตรงหน้า เป็นเครื่องการันตีว่างานดอกไม้ทุกชิ้นจากที่นี่ ผสมความทันสมัย ความแปลกใหม่ และคุณค่าของวัฒนธรรมประเพณีไทย มาแขวนเข้าคู่กันไว้ได้อย่างลงตัว

“เวลาเรารักอะไร เราจะทำออกมาได้ดีเสมอ ซึ่งบอสคิดว่า ทุกอย่างที่บอสทำในวันนี้ เป็นเพราะความรักล้วนๆ เลย” 

เรื่องราวการผลิบานของร้านมาลี และช่วงชีวิตที่เผชิญกับความกล้าบ้าบิ่นของบอส ช่วยเสกสรรค์ให้ขนมและเครื่องดื่มบนโต๊ะหวานละมุนกลมกล่อมยิ่งกว่าเก่า กลิ่นรัญจวนจิตของพรรณไม้ที่ฟุ้งไปทั่วร้าน ยังติดอยู่ที่ปลายจมูกไม่จาง เมื่อได้รู้ว่านอกจากกลิ่นดอกไม้และขนม ที่แห่งนี้ยังตลบอบอวลไปด้วยความฝันและความทะเยอทะยานของเด็กหนุ่มไกลบ้าน ผู้หอบเอาร่องรอยความทรงจำแห่งวัยเยาว์ มาลงหลักปักฐานไว้ ณ ร้านดอกไม้ที่เสิร์ฟอาหารและนิทรรศการศิลปะเป็นเครื่องเคียง

จานขนม เครื่องดื่ม และบทสนทนาของเราดำเนินมาจนถึงปลายทาง ประหนึ่งว่าพวงมาลัยที่เขาบรรจงจัดร้อยให้เราเห็นเป็นขวัญตาเมื่อแรกเอ่ยคำทักทาย ได้ม้วนปมตัดปลายด้ายเป็นอันเสร็จเรียบร้อย พร้อมทำหน้าที่เป็นพวงมาลัยคล้องใจให้เราอยากกลับมาเยี่ยมเยียน ณ ที่แห่งนี้อีกเป็นครั้งที่สาม สี่ ห้า และอาจมีครั้งที่อนันต์ตามมาในที่สุด

มาลี / MALEE BREW & BLOOM

ที่ตั้ง : 180 ถนนบ้านหม้อ แขวงวังบูรพาภิรมย์ เขตพระนคร กรุงเทพฯ (แผนที่)

วัน-เวลาทำการ : อังคาร-ศุกร์ 11.00 – 19.00 น. เสาร์-อาทิตย์ 10.00 – 19.00 น.

Facebook : MALEE BREW & BLOOM.

Instagram : malee.brewandbloom

Writer

ณัฐชา เกิดพงษ์

นักฝึกเขียน ผู้มีกาแฟและหมาปั๊กเป็นปัจจัยที่ 5 และเพิ่งค้นพบว่าการอยู่เฉยๆ ยากพอๆ กับการนอนให้ครบ 8 ชั่วโมง

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ผู้ที่หาความสุขจากสิ่งรอบๆ ตัว

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load