ในหลายมุมของกรุงเทพฯ ยังมีตลาดสดที่ขายวัตถุดิบสำหรับการประกอบอาหารที่มีหลากหลายประเภท ทั้งผัก เนื้อสัตว์ อาหารแปรรูป ซึ่งมีราคาย่อมเยา แม้ว่าจะไม่ได้ถูกบรรจุในแพ็กเกจที่สวยงามเหมือนในห้าง แต่ก็ยังถือว่าราคาเป็นมิตร สะดวกกับการเลือกสรรด้วยตัวเอง เหมาะกับบรรดาแม่บ้านที่ไม่ได้ตั้งใจจะเข้าไปซื้อของในห้างหรือสะดวกจับจ่ายแถวบ้านด้วยราคาที่สบายกระเป๋าพร้อมอุดหนุนผู้ค้ารายย่อยที่เป็นชาวบ้านอย่างเราๆ นี่แหละ

และอีกมุมหนึ่งของกรุงเทพฯ ก็ยังมีตลาดสดแบบนี้ ที่ขนบรรดาวัตถุดิบมาด้วยรถไฟขบวนยาวจากโซนตะวันออกของเมืองในทุกๆ เช้า ผ่านระยะเวลามากว่าสิบปี 

ที่นี่ ตลาดสดสถานีรถไฟมักกะสัน 

สถานีรถไฟปู๊นปู๊นใจกลางเมืองที่พาดผ่านด้วยทางด่วน ล้อมรอบด้วยตึกสูง อยู่ใกล้ตึกใบหยก ใกล้เซ็นทรัลเวิลด์ ใกล้อนุสาวรีย์ชัย 

ตลาดสถานีรถไฟมักกะสัน ปลายทางของ 'รถ(ไฟ)แม่ค้า' ที่พาของสดจากตะวันออกเข้ากรุงทุกเช้า

ยี่สิบกว่าปีก่อน

เรา…ในวัยเพียงไม่กี่ขวบ ถูกหญิงสูงอายุจูงมือเดินมาจากปากซอยหมอเหล็งย่านหัวถนนศรีอยุธยาตัดกับราชปรารภ สองคนย่าหลานเดินข้ามทางรถไฟสายตะวันออก ผ่านรั้วริมทางรถไฟลัดเลาะไปเรื่อยๆ จนไปถึงสถานีรถไฟที่ซ่อนตัวอยู่ใต้ทางด่วน สถานีรถไฟที่ดูลึกลับนั้นมีชื่อว่า ‘มักกะสัน’ 

มันคือชีวิตประจำวันของเราทุกวันเสาร์ จริงๆ ย่าพาหลานมาดูรถไฟพร้อมกับใช้แรงงานหอบหิ้วของเท่าที่จะหิ้วได้ไปด้วยในตัว เป็นการลงทุนที่คุ้มค่าไม่เบาเพราะเราก็ชอบแหละ หิ้วของนิดๆ หน่อยๆ แต่ได้ดูรถไฟแบบเต็มๆ สองคนย่าหลานจะมาถึงในช่วงสายประมาณ 9 โมงครึ่ง ซึ่งเป็นช่วงจังหวะที่มีรถไฟ 2 – 3 ขบวนรวมรถสินค้าให้ดูก่อนถึงเวลาที่รถไฟพระเอกของงานจะมาถึงในช่วงราวๆ 10 โมง (ถ้าความทรงจำเกือบ 30 ปีก่อนของเราไม่เลือนราง)

เด็กน้อยที่นั่งดูรถไฟผ่านไปผ่านมาอย่างมีความสุขพร้อมส่งเสียงเอิ๊กอ๊ากเป็นภาพที่ชินตาของคนที่สถานีไปแล้วมั้ง ย่าเองก็นั่งคุยกับคนขายของที่ชานชาลา คุยกับแม่ค้าขายลอตเตอรี่อย่างออกรสแล้วก็ได้กลับบ้านสักใบสองใบประจำ (แต่ก็ไม่เคยถูกกับเขาหรอก) 

ตลาดสถานีรถไฟมักกะสัน ปลายทางของ 'รถ(ไฟ)แม่ค้า' ที่พาของสดจากตะวันออกเข้ากรุงทุกเช้า

ขบวนรถรวม คือรถไฟที่มีตู้สินค้าและตู้โดยสารในขบวนเดียวกัน ภาพโดย William Ford

เมื่อถึงเวลา ขบวนรถไฟที่หน้าตาขึงขังก็วิ่งเข้ามาที่ชานชาลา 2 ของสถานีมักกะสัน รถไฟขบวนนี้แตกต่างจากขบวนอื่นๆ มันมีตู้สินค้าอยู่ด้านหน้าและมีตู้โดยสารอยู่ด้านหลัง เมื่อมันจอดสนิท หัวรถจักรคันนั้นก็ดึงตู้สินค้าทั้งหมดออกแล้วลากเข้าไปเก็บในทางที่ 3 ก่อนจะกลับเข้ามาต่อกับรถโดยสารแล้ววิ่งต่อไปสถานีปลายทาง ทิ้งให้ตู้สินค้าทั้งหมดจอดสนิทอยู่ที่สถานี 

ในขณะนั้นเอง แม่ค้าที่อยู่ภาคพื้นก็จะไปรับกะละมัง ชะลอม ลัง และอุปกรณ์ต่างๆ ที่มากับตู้สินค้าลงมาที่ชานชาลาและส่งต่อไปด้านหลังสถานีซึ่งเป็นลานโล่งสำหรับขายของ หลังจากนั้นไม่นานตลาดหลังสถานีก็ถูกเติมเต็มด้วยสินค้าอีกล็อตใหญ่ที่เพิ่งลงมาจากรถไฟขบวนนั้น และนั่นคือเวลาที่ย่าเดินไปจ่ายตลาดประจำวันพร้อมหลานผู้เป็นลูกสมุนช่วยขนของ

ขบวนรถไฟขบวนนี้เราเรียกลำลองว่า ‘รถแม่ค้า’ 

ตลาดสถานีรถไฟมักกะสัน ปลายทางของ 'รถ(ไฟ)แม่ค้า' ที่พาของสดจากตะวันออกเข้ากรุงทุกเช้า

พ.ศ. 2563 

ผ่านไปหลายสิบปี ย่าไม่อยู่แล้วเหลือแต่หลานยังยืนอยู่ที่ชานชาลาสถานีมักกะสันเหมือนเดิม มันมีหลายอย่างเปลี่ยนแปลงไปจากตอนนั้นมาก

ตอนนี้มีแอร์พอร์ตลิงก์วิ่งผ่านบนหัว

ตอนนี้ทางรถไฟที่สถานีมักกะสันเหลืออยู่ 2 ทาง 

และตอนนี้รถรวม 498 กบินทร์บุรี-กรุงเทพ ได้ยกเลิกไปแล้ว ทำให้ไม่มีรถไฟลูกครึ่งโดยสารและสินค้าในเส้นทางสายตะวันออกอีก 

แต่ตลาดยังอยู่

แม่ค้าก็ยังขนของทางรถไฟอยู่

แค่เปลี่ยนขบวนมาให้เช้าขึ้น

ขบวนรถไฟสายตะวันออกวิ่งผ่านพื้นที่ด้านโซนตะวันออกของกรุงเทพฯ อย่างมักกะสัน หัวหมาก ลาดกระบัง หัวตะเข้ ก่อนจะเข้าจังหวัดฉะเชิงเทราและแยกออกไป 2 ฝั่ง ฝั่งหนึ่งไปพัทยา ไปสัตหีบ อีกฝั่งหนึ่งไปปราจีนบุรี กบินทร์บุรี อรัญประเทศ และเข้ากัมพูชาที่คลองลึก 

พื้นที่ส่วนใหญ่ที่ผ่านคือ ทุ่งนา คลอง ทุ่งนา คลอง ทุ่งนา สลับกันไป

แน่นอนว่ามันคือพื้นที่เกษตรกรรมที่กว้างขวาง มีสวน มีนา มีท้องร่อง และมีคลองเยอะแยะไปหมดตามชื่อสถานีที่มีเป็นคลองเพียบ ทั้งคลองหลวงแพ่ง คลองอุดมชลจร (คลอง) เปรง คลองแขวงกลั่น คลองบางพระ คลองสิบเก้า คลองยี่สิบเอ็ด บรรดาสิ่งของธรรมชาติที่หลากหลายก็เป็นหนึ่งในชีวิตประจำวันของคนละแวกนั้น ทั้งปลูกเอง กินเอง และมันก็เกิดการค้าขายขึ้น

ตลาดสถานีรถไฟมักกะสัน ปลายทางของ 'รถ(ไฟ)แม่ค้า' ที่พาของสดจากตะวันออกเข้ากรุงทุกเช้า

หลังจากที่รถรวมกบินทร์ฯ อดีตรถไฟแม่ค้ารุ่นออริจินัลได้ล้มหายตายจากไป รถไฟที่พาแม่ค้าและของสดเดินทางเข้ากรุงเทพฯ นั้นเปลี่ยนใหม่เป็นรถธรรมดาขบวนที่ 372 ต้นสายมาจากปราจีนบุรี ปลายทางกรุงเทพ รถไฟขบวนนี้ออกจากปราจีนบุรีแต่เช้ามืด จอดรับส่งคนมาตลอดทาง และเริ่มมีสินค้าล็อตแรกขึ้นที่บ้านสร้าง ต่อด้วยบางน้ำเปรี้ยว ฉะเชิงเทรา บางเตย คลองบางพระ คลองแขวงกลั่น คลองเปรง คลองอุดมชลจร ซึ่งแม่ค้าเหล่านี้ก็ล้วนแล้วแต่เอาทรัพยากรที่เขาหาได้จากพื้นที่อาศัย ทั้งสวนของตัวเอง หรือแม้แต่การจับปลาจากคลองหรือท้องนา ขึ้นรถไฟเพื่อมาขายที่มักกะสันเป็นประจำแบบนี้ทุกวันๆ 

ตลาดหลังสถานีรถไฟมักกะสันตั้งแผงตั้งแต่เช้ามืด การจับจ่ายสินค้าเริ่มกันตั้งแต่ตลาดเปิด แผงส่วนใหญ่ถูกวางไว้ด้วยผักสด เนื้อสัตว์ ปลา อาหารแปรรูป อาหารสำเร็จรูป แต่ก็ยังมีบางแผงที่ยังว่างเปล่าเพื่อรอเพื่อนแม่ค้าที่เดินทางมากับรถไฟขบวน 372 ซึ่งจะมาถึงตอน 7 โมงเช้า 45 นาที

ตลาดสถานีรถไฟมักกะสัน ปลายทางของ 'รถ(ไฟ)แม่ค้า' ที่พาของสดจากตะวันออกเข้ากรุงทุกเช้า

7 โมงครึ่ง คือสัญญาณของการเตรียมตัว

แผนกภาคพื้นของตลาดหรือที่เราเรียกเล่นๆ ว่า ‘กราวนด์’ ยืนสแตนด์บายอยู่ที่ชานชาลาตรงจุดประจำ พวกเขาทำงานกันเป็นทีม แต่ละคนรู้ว่าตำแหน่งของตู้แม่ค้าจากปราจีนบุรีและแปดริ้วเดินทางมานั้นจอดอยู่ตรงไหนของสถานี จากนั้นพวกเขาก็แค่รอให้รถไฟเดินทางมาถึง

ไม่นานนักเสียงระฆังดังขึ้น เป็นสัญญาณว่ารถไฟเที่ยวเข้ากรุงเทพฯ กำลังจะเดินทางมาถึง นั่นคือรถชานเมืองขบวน 372 ปราจีนบุรี-กรุงเทพ ที่ห้อตะบึงมาอย่างรวดเร็วและจอดสนิทอย่างสวยงามที่ชานชาลา

ตลาดสถานีรถไฟมักกะสัน ปลายทางของ 'รถ(ไฟ)แม่ค้า' ที่พาของสดจากตะวันออกเข้ากรุงทุกเช้า

รถไฟขบวนนี้มีความยาวประมาณ 10 ตู้ 

ด้านหัวและท้ายของมันเป็นตู้รถไฟชั้นสามอย่างที่เราคุ้นเคย แต่ตู้ตรงกลางของขบวนเป็นรถสเตนเลสทาสีเขียวสังขยาดูแล้วแปลกตา ตู้แบบนี้เรียกว่าตู้ควีนส์แลนด์ที่เดินทางมาไกลจากออสเตรเลียเมื่อหลายสิบปีก่อน มันเหมาะสมกับขบวนนี้ เพราะพื้นที่บางส่วนถูกเว้นว่างไว้ให้เป็นที่ยืนและที่วางของ และแน่นอนว่าบรรดาของสด ผัก และกะละมังปลา ก็ถูกขนขึ้นและจัดวางบนขบวนรถอย่างเรียบร้อยภายในตู้แค่ไม่กี่ตู้ในขบวน

ตลาดสถานีรถไฟมักกะสัน ปลายทางของ 'รถ(ไฟ)แม่ค้า' ที่พาของสดจากตะวันออกเข้ากรุงทุกเช้า
ตลาดสถานีรถไฟมักกะสัน ปลายทางของ 'รถ(ไฟ)แม่ค้า' ที่พาของสดจากตะวันออกเข้ากรุงทุกเช้า
ตลาดสถานีรถไฟมักกะสัน ปลายทางของ 'รถ(ไฟ)แม่ค้า' ที่พาของสดจากตะวันออกเข้ากรุงทุกเช้า

เมื่อรถไฟจอดสนิท กระบวนการถ่ายของจากบนรถไฟสู่ภาคพื้นก็เกิดขึ้น

ผักที่ถูกมัดไว้ถูกลำเลียงลงมาที่ชานชาลาพร้อมคนที่รอรับด้านล่างและเรียงขึ้นรถเข็นอย่างรวดเร็ว

กะละมังปลาช่อนที่มีปลาช่อนและปลาดุกเป็นๆ กำลังดิ้นอยู่ถูกส่งลงมาที่ชานชาลาเป็นลำดับต่อไป และตามมาด้วยแม่ค้าอีกนับสิบคนที่หอบหิ้วตะกร้าซึ่งบรรจุผลไม้ กล้วย ถุงปลาร้า และของชิ้นเล็กๆ อัดแน่นเต็มอยู่ในนั้นเป็นลำดับสุดท้ายที่ลงจากรถ 

กระบวนการทั้งหมดเกิดขึ้นและจบลงภายใน 5 นาที ถือว่าเป็นความรวดเร็วที่ต้องแข่งกับเวลา เมื่อทุกอย่างเสร็จสิ้นรถไฟขบวน 372 ก็เดินทางต่อไปปลายทางที่สถานีกรุงเทพ 

ตลาดสถานีรถไฟมักกะสัน ปลายทางของ 'รถ(ไฟ)แม่ค้า' ที่พาของสดจากตะวันออกเข้ากรุงทุกเช้า

เรามองดูของที่วางอยู่บนชานชาลาซึ่งรอการย้ายไปที่ตลาด หญิงวัยกลางคนคนหนึ่งก็ไถ่ถามว่าอยากได้อะไรไหม แน่ล่ะเราไม่ใช่มาสเตอร์เชฟ คงไม่อยากได้ปลาช่อนดิ้นแด่วๆ เอาไปทำอะไรตอนนี้แน่นอน เราเลยเลือกที่จะคุยกับเธอมากกว่า 

“ป้าจะเตรียมของทุกเย็น บางทีวางยอไว้ (อุปกรณ์จับปลา) เย็นมาก็ได้ปลา ปลาช่อนมั่ง ปลาดุกมั่ง ปลาหมอก็มี ก็จะมันใส่กะละมังปิดด้วยข่าย (ตาข่าย)

“ส่วนผักพวกสะเดา กล้วย อะไรพวกนี้ก็ปลูกเองบ้าง เก็บมาบ้าง ส่วนใหญ่แล้วผักบุ้งก็ไปเก็บมาจากท้องนาไม่ก็ริมคลอง พอได้มาก็ล้างแล้วก็มัดไว้ ของทุกอย่างต้องพร้อมเสร็จก่อนค่ำ พอเช้ามืดก็ขนทุกอย่างมาที่สถานีรอรถไฟอย่างเดียว บางทีขึ้นมาบนรถก็ขายได้ด้วย พวกคนบนรถเขาก็ซื้อของเล็กๆ น้อยๆ ไป อย่างพวกกล้วย ขนมจีนอะไรแบบนี้”

ป้าคนขายของเล่าให้ฟังระหว่างสาละวนกับการจัดระเบียบของในตะกร้า

“พอมาถึงสถานีตอนเช้าก็จะตั้งแผงแล้วก็ขาย วันไหนหมดเร็วก็ได้กลับเร็ว วันไหนหมดช้าก็กลับช้า ส่วนใหญ่แล้วก็กลับรถแปดริ้วตอนเที่ยง ไม่ก็รถคลองลึกตอนบ่ายไปเลย” 

ตลาดสถานีรถไฟมักกะสัน ปลายทางของ 'รถ(ไฟ)แม่ค้า' ที่พาของสดจากตะวันออกเข้ากรุงทุกเช้า
ตลาดสถานีรถไฟมักกะสัน ปลายทางของ 'รถ(ไฟ)แม่ค้า' ที่พาของสดจากตะวันออกเข้ากรุงทุกเช้า
ตลาดสถานีรถไฟมักกะสัน ปลายทางของ 'รถ(ไฟ)แม่ค้า' ที่พาของสดจากตะวันออกเข้ากรุงทุกเช้า

เราสงสัยเหมือนกันว่าในเมื่อตอนนี้การเดินทางด้วยถนนมันสะดวกกว่ามาก ทำไมป้าและพรรคพวกอีกหลายคนยังใช้รถไฟขนของมาขายเหมือนแต่ก่อน ป้าตอบอย่างไม่รีรอเลยว่า “มันถูก มันไม่ได้หลายเงินเหมือนขับรถมา ค่ารถไฟแค่ไม่ถึงสิบบาทกับค่าระวางอีกนิดหน่อยรวมๆ แล้วก็วันละประมาณร้อยหนึ่ง ถ้าขับรถมาไหนจะค่าน้ำมัน ค่าซ่อมรถ แล้วมันไม่ได้คล่องเหมือนรถไฟ…เอาข้าวต้มมัดไหมลูก”

ตลาดสถานีรถไฟมักกะสัน ปลายทางของ 'รถ(ไฟ)แม่ค้า' ที่พาของสดจากตะวันออกเข้ากรุงทุกเช้า
ตลาดสถานีรถไฟมักกะสัน ปลายทางของ 'รถ(ไฟ)แม่ค้า' ที่พาของสดจากตะวันออกเข้ากรุงทุกเช้า

ระหว่างนั้นป้าก็กุลีกุจอขนของทั้งหมดไปที่ตลาด เราก็ถือโอกาสนี้เดิมดูตลาดไปด้วย กิจกรรมในตลาดที่นี่ก็ไม่ต่างจากตลาดสดที่อื่น เพียงแค่ว่ามันไม่ได้มีที่ตั้งขายของแบบถาวร เป็นลักษณะแผงลอยที่ประกอบง่ายๆ เก็บง่ายๆ ร้านรวงต่างๆ ถูกแยกเป็นโซนอย่างชัดเจน โซนผัก โซนเนื้อสัตว์ โซนอาหารสำเร็จรูป โซนอาหารแปรรูป 

ผักนานาชนิดหาซื้อได้ที่นี่ ไม่ว่าจะเบสิกๆ อย่างผักกาดขาว ผักกาดหอม มะเขือเทศ ชะอม กะหล่ำปลี หรือผักอื่นๆ อย่างสะเดา มะรุม ฟักเขียว สายบัว ไหลบัว ฟักทอง ในฟากเนื้อสัตว์สดๆ ก็ไม่ต่างกัน มีให้เลือกทั้งเนื้อหมู เนื้อวัว เนื้อไก่ และยังมีปลาช่อน ปลาดุก ปลาหมอ ปลากด รวมถึงกบ ที่ยังเป็นๆ ดิ้นได้กระโดดได้อยู่ในกะละมัง การันตีถึงความสดใหม่อย่างแน่นอน นอกจากนั้น อาหารแปรรูปหลากหลายชนิดเช่นปลาร้า ที่มีทั้งเวอร์ชันน้ำบรรจุขวดและเวอร์ชันมาเป็นตัวๆ เหมือนกับปลาส้ม ขนมจีนเป็นตับเรียงสวยงาม ฟักเชื่อม ผักกาดดอง มีให้ครบจบที่ตลาดเดียว

ตลาดสถานีรถไฟมักกะสัน ปลายทางของ 'รถ(ไฟ)แม่ค้า' ที่พาของสดจากตะวันออกเข้ากรุงทุกเช้า
ตลาดสถานีรถไฟมักกะสัน ปลายทางของ 'รถ(ไฟ)แม่ค้า' ที่พาของสดจากตะวันออกเข้ากรุงทุกเช้า
ตลาดสถานีรถไฟมักกะสัน ปลายทางของ 'รถ(ไฟ)แม่ค้า' ที่พาของสดจากตะวันออกเข้ากรุงทุกเช้า

ด้วยความที่ร้านรวงต่างๆ อยู่ชิดกันค่อนข้างมากทำให้เราต้องใช้สกิลล์ในการแทรกตัวพอสมควร แต่ละคนที่มาจับจ่ายมีอุปกรณ์พร้อมมากทั้งกระเป๋า ถุงผ้า หรือแม้แต่กระสอบ IKEA ที่ทั้งสองแขนหอบหิ้วของสดในราคาถูกแสนถูกกลับไปทำอาหารอร่อยๆ ที่บ้านของตัวเอง

การซื้อขายผ่านไปเพียงไม่กี่ชั่วโมงตลาดก็เริ่มวาย บางเจ้าก็กลับบ้านโดยอาศัยรถกระบะ ส่วนเจ้าที่มากับรถไฟนั้นก็เก็บอุปกรณ์บรรจุต่างๆ ที่มีแต่ความว่างเปล่าซ้อนๆ กันและรอรถไฟขาออกเพื่อกลับไปยังที่ที่ตัวเองมา สิ่งนี้เกิดขึ้นมาเป็นสิบๆ ปีก่อนเราเกิดด้วยซ้ำ จนเวลาผ่านหลายปีกิจกรรมนี้ก็ยังคงอยู่ แม้ว่าปริมาณการขนของและแม่ค้าจะน้อยลง ก็ได้แต่แอบคิดว่าเมื่อวันที่ป้าๆ เริ่มเกษียณอายุกับอาชีพการขนของกับรถไฟมาขาย หรือเริ่มไม่ไหวแล้วจะมีใครมาสานต่อไหม หรือในวันที่รถไฟไทยถูกเปลี่ยนเป็นรถปรับอากาศล้วนทั้งขบวนที่สบายขึ้น เทคโนโลยีที่ใหม่ขึ้น ภาพวิถีชีวิตเหล่านี้จะยังมีอยู่หรือเปล่า มันอาจจะหายไปเลยหรือว่าอาจจะเจอจุดร่วมตรงกลางระหว่างรถไฟที่สะดวกสบายกับรถไฟบางขบวนที่ยังเป็นรถพัดลม ซึ่งพร้อมที่จะซัพพอร์ตวิถีคนที่ยังประกอบอาชีพค้าขายที่ยังคงต้องใช้รถไฟในการขนสินค้าและเดินทางในคราวเดียวกัน ซึ่งเราไม่รู้ว่าตอบจบของเรื่องนี้จะเป็นยังไง ในอีก 10 – 20 ปีข้างหน้ารถไฟแม่ค้าก็อาจจะกลายเป็นตำนานและคงไว้แค่เรื่องเล่าให้ลูกหลานเราฟังแค่นั้นเอง

ตลาดสถานีรถไฟมักกะสัน ปลายทางของ 'รถ(ไฟ)แม่ค้า' ที่พาของสดจากตะวันออกเข้ากรุงทุกเช้า
ตลาดสถานีรถไฟมักกะสัน ปลายทางของ 'รถ(ไฟ)แม่ค้า' ที่พาของสดจากตะวันออกเข้ากรุงทุกเช้า

ขออุทิศเรื่องนี้ให้ คุณสง่า เนียมปาน คุณย่าผู้เปิดโลกของรถไฟให้กับหลานคนนี้ กับตลาดสถานีรถไฟที่เป็นกิจวัตรประจำสัปดาห์

เกร็ดท้ายขบวน

  1. สถานีรถไฟมักกะสัน ไม่ใช่ที่เดียวกับ Airport Link มักกะสัน ซึ่งสถานีมักกะสันจะอยู่ติดกับโรงงานรถไฟมักกะสัน ย่านประตูน้ำ
  2. ช่วงเวลาจับจ่ายที่สมบูรณ์ที่สุด เริ่มต้นจากช่วง 8 โมงเช้า – 10 โมงเช้า หลังจากนั้นตลาดจะเริ่มวาย 
  3. ที่นี่ขายของทุกวันไม่เว้นวันหยุดราชการ

ในหลายมุมของกรุงเทพฯ ยังมีตลาดสดที่ขายวัตถุดิบสำหรับการประกอบอาหารที่มีหลากหลายประเภท ทั้งผัก เนื้อสัตว์ อาหารแปรรูป ซึ่งมีราคาย่อมเยา แม้ว่าจะไม่ได้ถูกบรรจุในแพ็กเกจที่สวยงามเหมือนในห้าง แต่ก็ยังถือว่าราคาเป็นมิตร สะดวกกับการเลือกสรรด้วยตัวเอง เหมาะกับบรรดาแม่บ้านที่ไม่ได้ตั้งใจจะเข้าไปซื้อของในห้างหรือสะดวกจับจ่ายแถวบ้านด้วยราคาที่สบายกระเป๋าพร้อมอุดหนุนผู้ค้ารายย่อยที่เป็นชาวบ้านอย่างเราๆ นี่แหละ

และอีกมุมหนึ่งของกรุงเทพฯ ก็ยังมีตลาดสดแบบนี้ ที่ขนบรรดาวัตถุดิบมาด้วยรถไฟขบวนยาวจากโซนตะวันออกของเมืองในทุกๆ เช้า ผ่านระยะเวลามากว่าสิบปี 

ที่นี่ ตลาดสดสถานีรถไฟมักกะสัน 

สถานีรถไฟปู๊นปู๊นใจกลางเมืองที่พาดผ่านด้วยทางด่วน ล้อมรอบด้วยตึกสูง อยู่ใกล้ตึกใบหยก ใกล้เซ็นทรัลเวิลด์ ใกล้อนุสาวรีย์ชัย 

ตลาดสถานีรถไฟมักกะสัน ปลายทางของ 'รถ(ไฟ)แม่ค้า' ที่พาของสดจากตะวันออกเข้ากรุงทุกเช้า

ยี่สิบกว่าปีก่อน

เรา…ในวัยเพียงไม่กี่ขวบ ถูกหญิงสูงอายุจูงมือเดินมาจากปากซอยหมอเหล็งย่านหัวถนนศรีอยุธยาตัดกับราชปรารภ สองคนย่าหลานเดินข้ามทางรถไฟสายตะวันออก ผ่านรั้วริมทางรถไฟลัดเลาะไปเรื่อยๆ จนไปถึงสถานีรถไฟที่ซ่อนตัวอยู่ใต้ทางด่วน สถานีรถไฟที่ดูลึกลับนั้นมีชื่อว่า ‘มักกะสัน’ 

มันคือชีวิตประจำวันของเราทุกวันเสาร์ จริงๆ ย่าพาหลานมาดูรถไฟพร้อมกับใช้แรงงานหอบหิ้วของเท่าที่จะหิ้วได้ไปด้วยในตัว เป็นการลงทุนที่คุ้มค่าไม่เบาเพราะเราก็ชอบแหละ หิ้วของนิดๆ หน่อยๆ แต่ได้ดูรถไฟแบบเต็มๆ สองคนย่าหลานจะมาถึงในช่วงสายประมาณ 9 โมงครึ่ง ซึ่งเป็นช่วงจังหวะที่มีรถไฟ 2 – 3 ขบวนรวมรถสินค้าให้ดูก่อนถึงเวลาที่รถไฟพระเอกของงานจะมาถึงในช่วงราวๆ 10 โมง (ถ้าความทรงจำเกือบ 30 ปีก่อนของเราไม่เลือนราง)

เด็กน้อยที่นั่งดูรถไฟผ่านไปผ่านมาอย่างมีความสุขพร้อมส่งเสียงเอิ๊กอ๊ากเป็นภาพที่ชินตาของคนที่สถานีไปแล้วมั้ง ย่าเองก็นั่งคุยกับคนขายของที่ชานชาลา คุยกับแม่ค้าขายลอตเตอรี่อย่างออกรสแล้วก็ได้กลับบ้านสักใบสองใบประจำ (แต่ก็ไม่เคยถูกกับเขาหรอก) 

ตลาดสถานีรถไฟมักกะสัน ปลายทางของ 'รถ(ไฟ)แม่ค้า' ที่พาของสดจากตะวันออกเข้ากรุงทุกเช้า

ขบวนรถรวม คือรถไฟที่มีตู้สินค้าและตู้โดยสารในขบวนเดียวกัน ภาพโดย William Ford

เมื่อถึงเวลา ขบวนรถไฟที่หน้าตาขึงขังก็วิ่งเข้ามาที่ชานชาลา 2 ของสถานีมักกะสัน รถไฟขบวนนี้แตกต่างจากขบวนอื่นๆ มันมีตู้สินค้าอยู่ด้านหน้าและมีตู้โดยสารอยู่ด้านหลัง เมื่อมันจอดสนิท หัวรถจักรคันนั้นก็ดึงตู้สินค้าทั้งหมดออกแล้วลากเข้าไปเก็บในทางที่ 3 ก่อนจะกลับเข้ามาต่อกับรถโดยสารแล้ววิ่งต่อไปสถานีปลายทาง ทิ้งให้ตู้สินค้าทั้งหมดจอดสนิทอยู่ที่สถานี 

ในขณะนั้นเอง แม่ค้าที่อยู่ภาคพื้นก็จะไปรับกะละมัง ชะลอม ลัง และอุปกรณ์ต่างๆ ที่มากับตู้สินค้าลงมาที่ชานชาลาและส่งต่อไปด้านหลังสถานีซึ่งเป็นลานโล่งสำหรับขายของ หลังจากนั้นไม่นานตลาดหลังสถานีก็ถูกเติมเต็มด้วยสินค้าอีกล็อตใหญ่ที่เพิ่งลงมาจากรถไฟขบวนนั้น และนั่นคือเวลาที่ย่าเดินไปจ่ายตลาดประจำวันพร้อมหลานผู้เป็นลูกสมุนช่วยขนของ

ขบวนรถไฟขบวนนี้เราเรียกลำลองว่า ‘รถแม่ค้า’ 

ตลาดสถานีรถไฟมักกะสัน ปลายทางของ 'รถ(ไฟ)แม่ค้า' ที่พาของสดจากตะวันออกเข้ากรุงทุกเช้า

พ.ศ. 2563 

ผ่านไปหลายสิบปี ย่าไม่อยู่แล้วเหลือแต่หลานยังยืนอยู่ที่ชานชาลาสถานีมักกะสันเหมือนเดิม มันมีหลายอย่างเปลี่ยนแปลงไปจากตอนนั้นมาก

ตอนนี้มีแอร์พอร์ตลิงก์วิ่งผ่านบนหัว

ตอนนี้ทางรถไฟที่สถานีมักกะสันเหลืออยู่ 2 ทาง 

และตอนนี้รถรวม 498 กบินทร์บุรี-กรุงเทพ ได้ยกเลิกไปแล้ว ทำให้ไม่มีรถไฟลูกครึ่งโดยสารและสินค้าในเส้นทางสายตะวันออกอีก 

แต่ตลาดยังอยู่

แม่ค้าก็ยังขนของทางรถไฟอยู่

แค่เปลี่ยนขบวนมาให้เช้าขึ้น

ขบวนรถไฟสายตะวันออกวิ่งผ่านพื้นที่ด้านโซนตะวันออกของกรุงเทพฯ อย่างมักกะสัน หัวหมาก ลาดกระบัง หัวตะเข้ ก่อนจะเข้าจังหวัดฉะเชิงเทราและแยกออกไป 2 ฝั่ง ฝั่งหนึ่งไปพัทยา ไปสัตหีบ อีกฝั่งหนึ่งไปปราจีนบุรี กบินทร์บุรี อรัญประเทศ และเข้ากัมพูชาที่คลองลึก 

พื้นที่ส่วนใหญ่ที่ผ่านคือ ทุ่งนา คลอง ทุ่งนา คลอง ทุ่งนา สลับกันไป

แน่นอนว่ามันคือพื้นที่เกษตรกรรมที่กว้างขวาง มีสวน มีนา มีท้องร่อง และมีคลองเยอะแยะไปหมดตามชื่อสถานีที่มีเป็นคลองเพียบ ทั้งคลองหลวงแพ่ง คลองอุดมชลจร (คลอง) เปรง คลองแขวงกลั่น คลองบางพระ คลองสิบเก้า คลองยี่สิบเอ็ด บรรดาสิ่งของธรรมชาติที่หลากหลายก็เป็นหนึ่งในชีวิตประจำวันของคนละแวกนั้น ทั้งปลูกเอง กินเอง และมันก็เกิดการค้าขายขึ้น

ตลาดสถานีรถไฟมักกะสัน ปลายทางของ 'รถ(ไฟ)แม่ค้า' ที่พาของสดจากตะวันออกเข้ากรุงทุกเช้า

หลังจากที่รถรวมกบินทร์ฯ อดีตรถไฟแม่ค้ารุ่นออริจินัลได้ล้มหายตายจากไป รถไฟที่พาแม่ค้าและของสดเดินทางเข้ากรุงเทพฯ นั้นเปลี่ยนใหม่เป็นรถธรรมดาขบวนที่ 372 ต้นสายมาจากปราจีนบุรี ปลายทางกรุงเทพ รถไฟขบวนนี้ออกจากปราจีนบุรีแต่เช้ามืด จอดรับส่งคนมาตลอดทาง และเริ่มมีสินค้าล็อตแรกขึ้นที่บ้านสร้าง ต่อด้วยบางน้ำเปรี้ยว ฉะเชิงเทรา บางเตย คลองบางพระ คลองแขวงกลั่น คลองเปรง คลองอุดมชลจร ซึ่งแม่ค้าเหล่านี้ก็ล้วนแล้วแต่เอาทรัพยากรที่เขาหาได้จากพื้นที่อาศัย ทั้งสวนของตัวเอง หรือแม้แต่การจับปลาจากคลองหรือท้องนา ขึ้นรถไฟเพื่อมาขายที่มักกะสันเป็นประจำแบบนี้ทุกวันๆ 

ตลาดหลังสถานีรถไฟมักกะสันตั้งแผงตั้งแต่เช้ามืด การจับจ่ายสินค้าเริ่มกันตั้งแต่ตลาดเปิด แผงส่วนใหญ่ถูกวางไว้ด้วยผักสด เนื้อสัตว์ ปลา อาหารแปรรูป อาหารสำเร็จรูป แต่ก็ยังมีบางแผงที่ยังว่างเปล่าเพื่อรอเพื่อนแม่ค้าที่เดินทางมากับรถไฟขบวน 372 ซึ่งจะมาถึงตอน 7 โมงเช้า 45 นาที

ตลาดสถานีรถไฟมักกะสัน ปลายทางของ 'รถ(ไฟ)แม่ค้า' ที่พาของสดจากตะวันออกเข้ากรุงทุกเช้า

7 โมงครึ่ง คือสัญญาณของการเตรียมตัว

แผนกภาคพื้นของตลาดหรือที่เราเรียกเล่นๆ ว่า ‘กราวนด์’ ยืนสแตนด์บายอยู่ที่ชานชาลาตรงจุดประจำ พวกเขาทำงานกันเป็นทีม แต่ละคนรู้ว่าตำแหน่งของตู้แม่ค้าจากปราจีนบุรีและแปดริ้วเดินทางมานั้นจอดอยู่ตรงไหนของสถานี จากนั้นพวกเขาก็แค่รอให้รถไฟเดินทางมาถึง

ไม่นานนักเสียงระฆังดังขึ้น เป็นสัญญาณว่ารถไฟเที่ยวเข้ากรุงเทพฯ กำลังจะเดินทางมาถึง นั่นคือรถชานเมืองขบวน 372 ปราจีนบุรี-กรุงเทพ ที่ห้อตะบึงมาอย่างรวดเร็วและจอดสนิทอย่างสวยงามที่ชานชาลา

ตลาดสถานีรถไฟมักกะสัน ปลายทางของ 'รถ(ไฟ)แม่ค้า' ที่พาของสดจากตะวันออกเข้ากรุงทุกเช้า

รถไฟขบวนนี้มีความยาวประมาณ 10 ตู้ 

ด้านหัวและท้ายของมันเป็นตู้รถไฟชั้นสามอย่างที่เราคุ้นเคย แต่ตู้ตรงกลางของขบวนเป็นรถสเตนเลสทาสีเขียวสังขยาดูแล้วแปลกตา ตู้แบบนี้เรียกว่าตู้ควีนส์แลนด์ที่เดินทางมาไกลจากออสเตรเลียเมื่อหลายสิบปีก่อน มันเหมาะสมกับขบวนนี้ เพราะพื้นที่บางส่วนถูกเว้นว่างไว้ให้เป็นที่ยืนและที่วางของ และแน่นอนว่าบรรดาของสด ผัก และกะละมังปลา ก็ถูกขนขึ้นและจัดวางบนขบวนรถอย่างเรียบร้อยภายในตู้แค่ไม่กี่ตู้ในขบวน

ตลาดสถานีรถไฟมักกะสัน ปลายทางของ 'รถ(ไฟ)แม่ค้า' ที่พาของสดจากตะวันออกเข้ากรุงทุกเช้า
ตลาดสถานีรถไฟมักกะสัน ปลายทางของ 'รถ(ไฟ)แม่ค้า' ที่พาของสดจากตะวันออกเข้ากรุงทุกเช้า
ตลาดสถานีรถไฟมักกะสัน ปลายทางของ 'รถ(ไฟ)แม่ค้า' ที่พาของสดจากตะวันออกเข้ากรุงทุกเช้า

เมื่อรถไฟจอดสนิท กระบวนการถ่ายของจากบนรถไฟสู่ภาคพื้นก็เกิดขึ้น

ผักที่ถูกมัดไว้ถูกลำเลียงลงมาที่ชานชาลาพร้อมคนที่รอรับด้านล่างและเรียงขึ้นรถเข็นอย่างรวดเร็ว

กะละมังปลาช่อนที่มีปลาช่อนและปลาดุกเป็นๆ กำลังดิ้นอยู่ถูกส่งลงมาที่ชานชาลาเป็นลำดับต่อไป และตามมาด้วยแม่ค้าอีกนับสิบคนที่หอบหิ้วตะกร้าซึ่งบรรจุผลไม้ กล้วย ถุงปลาร้า และของชิ้นเล็กๆ อัดแน่นเต็มอยู่ในนั้นเป็นลำดับสุดท้ายที่ลงจากรถ 

กระบวนการทั้งหมดเกิดขึ้นและจบลงภายใน 5 นาที ถือว่าเป็นความรวดเร็วที่ต้องแข่งกับเวลา เมื่อทุกอย่างเสร็จสิ้นรถไฟขบวน 372 ก็เดินทางต่อไปปลายทางที่สถานีกรุงเทพ 

ตลาดสถานีรถไฟมักกะสัน ปลายทางของ 'รถ(ไฟ)แม่ค้า' ที่พาของสดจากตะวันออกเข้ากรุงทุกเช้า

เรามองดูของที่วางอยู่บนชานชาลาซึ่งรอการย้ายไปที่ตลาด หญิงวัยกลางคนคนหนึ่งก็ไถ่ถามว่าอยากได้อะไรไหม แน่ล่ะเราไม่ใช่มาสเตอร์เชฟ คงไม่อยากได้ปลาช่อนดิ้นแด่วๆ เอาไปทำอะไรตอนนี้แน่นอน เราเลยเลือกที่จะคุยกับเธอมากกว่า 

“ป้าจะเตรียมของทุกเย็น บางทีวางยอไว้ (อุปกรณ์จับปลา) เย็นมาก็ได้ปลา ปลาช่อนมั่ง ปลาดุกมั่ง ปลาหมอก็มี ก็จะมันใส่กะละมังปิดด้วยข่าย (ตาข่าย)

“ส่วนผักพวกสะเดา กล้วย อะไรพวกนี้ก็ปลูกเองบ้าง เก็บมาบ้าง ส่วนใหญ่แล้วผักบุ้งก็ไปเก็บมาจากท้องนาไม่ก็ริมคลอง พอได้มาก็ล้างแล้วก็มัดไว้ ของทุกอย่างต้องพร้อมเสร็จก่อนค่ำ พอเช้ามืดก็ขนทุกอย่างมาที่สถานีรอรถไฟอย่างเดียว บางทีขึ้นมาบนรถก็ขายได้ด้วย พวกคนบนรถเขาก็ซื้อของเล็กๆ น้อยๆ ไป อย่างพวกกล้วย ขนมจีนอะไรแบบนี้”

ป้าคนขายของเล่าให้ฟังระหว่างสาละวนกับการจัดระเบียบของในตะกร้า

“พอมาถึงสถานีตอนเช้าก็จะตั้งแผงแล้วก็ขาย วันไหนหมดเร็วก็ได้กลับเร็ว วันไหนหมดช้าก็กลับช้า ส่วนใหญ่แล้วก็กลับรถแปดริ้วตอนเที่ยง ไม่ก็รถคลองลึกตอนบ่ายไปเลย” 

ตลาดสถานีรถไฟมักกะสัน ปลายทางของ 'รถ(ไฟ)แม่ค้า' ที่พาของสดจากตะวันออกเข้ากรุงทุกเช้า
ตลาดสถานีรถไฟมักกะสัน ปลายทางของ 'รถ(ไฟ)แม่ค้า' ที่พาของสดจากตะวันออกเข้ากรุงทุกเช้า
ตลาดสถานีรถไฟมักกะสัน ปลายทางของ 'รถ(ไฟ)แม่ค้า' ที่พาของสดจากตะวันออกเข้ากรุงทุกเช้า

เราสงสัยเหมือนกันว่าในเมื่อตอนนี้การเดินทางด้วยถนนมันสะดวกกว่ามาก ทำไมป้าและพรรคพวกอีกหลายคนยังใช้รถไฟขนของมาขายเหมือนแต่ก่อน ป้าตอบอย่างไม่รีรอเลยว่า “มันถูก มันไม่ได้หลายเงินเหมือนขับรถมา ค่ารถไฟแค่ไม่ถึงสิบบาทกับค่าระวางอีกนิดหน่อยรวมๆ แล้วก็วันละประมาณร้อยหนึ่ง ถ้าขับรถมาไหนจะค่าน้ำมัน ค่าซ่อมรถ แล้วมันไม่ได้คล่องเหมือนรถไฟ…เอาข้าวต้มมัดไหมลูก”

ตลาดสถานีรถไฟมักกะสัน ปลายทางของ 'รถ(ไฟ)แม่ค้า' ที่พาของสดจากตะวันออกเข้ากรุงทุกเช้า
ตลาดสถานีรถไฟมักกะสัน ปลายทางของ 'รถ(ไฟ)แม่ค้า' ที่พาของสดจากตะวันออกเข้ากรุงทุกเช้า

ระหว่างนั้นป้าก็กุลีกุจอขนของทั้งหมดไปที่ตลาด เราก็ถือโอกาสนี้เดิมดูตลาดไปด้วย กิจกรรมในตลาดที่นี่ก็ไม่ต่างจากตลาดสดที่อื่น เพียงแค่ว่ามันไม่ได้มีที่ตั้งขายของแบบถาวร เป็นลักษณะแผงลอยที่ประกอบง่ายๆ เก็บง่ายๆ ร้านรวงต่างๆ ถูกแยกเป็นโซนอย่างชัดเจน โซนผัก โซนเนื้อสัตว์ โซนอาหารสำเร็จรูป โซนอาหารแปรรูป 

ผักนานาชนิดหาซื้อได้ที่นี่ ไม่ว่าจะเบสิกๆ อย่างผักกาดขาว ผักกาดหอม มะเขือเทศ ชะอม กะหล่ำปลี หรือผักอื่นๆ อย่างสะเดา มะรุม ฟักเขียว สายบัว ไหลบัว ฟักทอง ในฟากเนื้อสัตว์สดๆ ก็ไม่ต่างกัน มีให้เลือกทั้งเนื้อหมู เนื้อวัว เนื้อไก่ และยังมีปลาช่อน ปลาดุก ปลาหมอ ปลากด รวมถึงกบ ที่ยังเป็นๆ ดิ้นได้กระโดดได้อยู่ในกะละมัง การันตีถึงความสดใหม่อย่างแน่นอน นอกจากนั้น อาหารแปรรูปหลากหลายชนิดเช่นปลาร้า ที่มีทั้งเวอร์ชันน้ำบรรจุขวดและเวอร์ชันมาเป็นตัวๆ เหมือนกับปลาส้ม ขนมจีนเป็นตับเรียงสวยงาม ฟักเชื่อม ผักกาดดอง มีให้ครบจบที่ตลาดเดียว

ตลาดสถานีรถไฟมักกะสัน ปลายทางของ 'รถ(ไฟ)แม่ค้า' ที่พาของสดจากตะวันออกเข้ากรุงทุกเช้า
ตลาดสถานีรถไฟมักกะสัน ปลายทางของ 'รถ(ไฟ)แม่ค้า' ที่พาของสดจากตะวันออกเข้ากรุงทุกเช้า
ตลาดสถานีรถไฟมักกะสัน ปลายทางของ 'รถ(ไฟ)แม่ค้า' ที่พาของสดจากตะวันออกเข้ากรุงทุกเช้า

ด้วยความที่ร้านรวงต่างๆ อยู่ชิดกันค่อนข้างมากทำให้เราต้องใช้สกิลล์ในการแทรกตัวพอสมควร แต่ละคนที่มาจับจ่ายมีอุปกรณ์พร้อมมากทั้งกระเป๋า ถุงผ้า หรือแม้แต่กระสอบ IKEA ที่ทั้งสองแขนหอบหิ้วของสดในราคาถูกแสนถูกกลับไปทำอาหารอร่อยๆ ที่บ้านของตัวเอง

การซื้อขายผ่านไปเพียงไม่กี่ชั่วโมงตลาดก็เริ่มวาย บางเจ้าก็กลับบ้านโดยอาศัยรถกระบะ ส่วนเจ้าที่มากับรถไฟนั้นก็เก็บอุปกรณ์บรรจุต่างๆ ที่มีแต่ความว่างเปล่าซ้อนๆ กันและรอรถไฟขาออกเพื่อกลับไปยังที่ที่ตัวเองมา สิ่งนี้เกิดขึ้นมาเป็นสิบๆ ปีก่อนเราเกิดด้วยซ้ำ จนเวลาผ่านหลายปีกิจกรรมนี้ก็ยังคงอยู่ แม้ว่าปริมาณการขนของและแม่ค้าจะน้อยลง ก็ได้แต่แอบคิดว่าเมื่อวันที่ป้าๆ เริ่มเกษียณอายุกับอาชีพการขนของกับรถไฟมาขาย หรือเริ่มไม่ไหวแล้วจะมีใครมาสานต่อไหม หรือในวันที่รถไฟไทยถูกเปลี่ยนเป็นรถปรับอากาศล้วนทั้งขบวนที่สบายขึ้น เทคโนโลยีที่ใหม่ขึ้น ภาพวิถีชีวิตเหล่านี้จะยังมีอยู่หรือเปล่า มันอาจจะหายไปเลยหรือว่าอาจจะเจอจุดร่วมตรงกลางระหว่างรถไฟที่สะดวกสบายกับรถไฟบางขบวนที่ยังเป็นรถพัดลม ซึ่งพร้อมที่จะซัพพอร์ตวิถีคนที่ยังประกอบอาชีพค้าขายที่ยังคงต้องใช้รถไฟในการขนสินค้าและเดินทางในคราวเดียวกัน ซึ่งเราไม่รู้ว่าตอบจบของเรื่องนี้จะเป็นยังไง ในอีก 10 – 20 ปีข้างหน้ารถไฟแม่ค้าก็อาจจะกลายเป็นตำนานและคงไว้แค่เรื่องเล่าให้ลูกหลานเราฟังแค่นั้นเอง

ตลาดสถานีรถไฟมักกะสัน ปลายทางของ 'รถ(ไฟ)แม่ค้า' ที่พาของสดจากตะวันออกเข้ากรุงทุกเช้า
ตลาดสถานีรถไฟมักกะสัน ปลายทางของ 'รถ(ไฟ)แม่ค้า' ที่พาของสดจากตะวันออกเข้ากรุงทุกเช้า

ขออุทิศเรื่องนี้ให้ คุณสง่า เนียมปาน คุณย่าผู้เปิดโลกของรถไฟให้กับหลานคนนี้ กับตลาดสถานีรถไฟที่เป็นกิจวัตรประจำสัปดาห์

เกร็ดท้ายขบวน

  1. สถานีรถไฟมักกะสัน ไม่ใช่ที่เดียวกับ Airport Link มักกะสัน ซึ่งสถานีมักกะสันจะอยู่ติดกับโรงงานรถไฟมักกะสัน ย่านประตูน้ำ
  2. ช่วงเวลาจับจ่ายที่สมบูรณ์ที่สุด เริ่มต้นจากช่วง 8 โมงเช้า – 10 โมงเช้า หลังจากนั้นตลาดจะเริ่มวาย 
  3. ที่นี่ขายของทุกวันไม่เว้นวันหยุดราชการ

Writer & Photographer

วันวิสข์ เนียมปาน

แฮม คือชื่อเล่น มีรถไฟไทยเป็นเพื่อนสนิทและใช้ชีวิตอยู่กับรถไฟมากกว่าบ้านของตัวเอง เสพติดการเดินทาง แฮมมึนคือฉายาแต่ไม่เคยมึนเรื่องเที่ยว เรื่องกิน และเรื่องรถไฟ เป็นผู้ริเริ่ม hashtag #ทีมนั่งรถไฟ ใน Twitter Instagram และ Facebook

Along the Railroad

เรื่องราวและเรื่องเล่าเกี่ยวกับรถไฟจากชายผู้ใช้ชีวิตอยู่กับรถไฟมาตลอด 30 ปี

ในวันที่ไปไหนมาไหนในเมืองใหญ่อย่างกรุงเทพฯ สะดวกสบายขึ้นกว่าแต่ก่อน เรามีรถไฟฟ้าให้ไปถึงปลายทางได้อย่างรวดเร็ว เรามี Grab ที่พาเราไปส่งได้ทุกที่ การพาตัวเองจากบ้านเพื่อไปทำงานหรือไปเรียนกลายเป็นเรื่องง่ายขึ้นมาก (อาจจะขอยกเว้นเรื่องความติดขัดของการจราจร และราคารถไฟฟ้าที่เห็นแล้วต้องปวดหัว) จริงๆ ยังมีการเดินทางด้วยยานพาหนะอีกชนิดหนึ่งที่ยังมีคนเลือกใช้เพื่อเดินทางไปเรียนกันเป็นกิจวัตร ตั้งแต่ยุคที่ถนนหนทางยังไม่สะดวกเท่าทุกวัน 

นั่นคือรถไฟ

รถไฟปู๊นๆ เนี่ยแหละ 

ทั้งเป็นรถไฟระหว่างเมืองที่มาจากต่างจังหวัด หรือเป็นรถไฟระยะใกล้ที่วิ่งแค่ในแถบชานเมือง ซึ่งดูเหมือนว่าจะเป็นอีกทางเลือกในการเดินทางที่สะดวกพอตัว

เรากำลังจะไปทำความรู้จัก ‘รถไฟชานเมือง’ หรือ Commuter Train 

รถไฟประเภทหนึ่งที่ทรงอิทธิพลอย่างมากต่อคนที่พักอาศัยอยู่ในย่านรอบนอกของเมือง แล้วต้องเข้ามาสู่ใจกลางเมืองใหญ่ ด้วยการขนคนได้ทีละมากๆ และมีความปลอดภัยสูง จึงเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้รถไฟระบบนี้เป็นทางเลือกของใครหลายคน

รถไฟชานเมือง ตัวเลือกเข้ากรุงเทพฯ ของคนบ้านไกล กำลังจะมีสายสีแดงใหม่ที่บางซื่อ

ระบบรถไฟชานเมืองเน้นการขนส่งจากใจกลางเมืองใหญ่ออกไปรอบนอก ในระยะวิ่งไม่เกิน 200 กิโลเมตร หรือช่วงเวลาเดินทางไม่เกิน 3 – 4 ชั่วโมง มีสถานีที่อยู่ห่างในระยะที่เราเดินไม่ได้ และรถไฟจอดทุกสถานีที่วิ่งผ่าน (ในบางประเทศมีให้บริการเป็นรถชานเมืองด่วนด้วย) มีคนขึ้นลงตลอดการเดินทาง แตกต่างจากรถไฟระหว่างเมืองที่คนเน้นเดินทางไกลมากกว่า รวมถึงรอบเวลาก็มีมากพอให้เราไม่ต้องรอนานเมื่อพลาดขบวนก่อนหน้า 

คำนิยามของ รถไฟชานเมือง รฟท. ได้บอกเอาไว้ว่า มันคือรถไฟที่เข้า-ออก สถานีกรุงเทพและสถานีธนบุรี เดินทางไปปลายทางที่ห่างจากต้นทางไม่เกิน 150 กิโลเมตร และจอดรับส่งผู้โดยสารทุกสถานี ไม่เว้นแม้แต่ป้ายหยุดรถที่เป็นจุดขึ้นลงย่อยๆ 

สำหรับ รถไฟชานเมือง ของไทยถือว่าได้รับความนิยมพอสมควร ด้วยราคาประหยัด ใช้เวลาเดินทางไม่นานเมื่อเทียบกับถนน รวมถึงการเจาะเข้ามาถึงในกลางเมือง มันจึงพาคนจากแหล่งที่อยู่อาศัยต่างๆ เดินทางเข้าสู่เมืองได้แบบส่งตรงถึงใจกลาง 

รถไฟชานเมือง ตัวเลือกเข้ากรุงเทพฯ ของคนบ้านไกล กำลังจะมีสายสีแดงใหม่ที่บางซื่อ

ทางที่เธอไป

กรุงเทพมหานครมีปทุมธานีอยู่ด้านเหนือ นครปฐมอยู่ตะวันตก และฉะเชิงเทราอยู่ตะวันออก

การขยายตัวของเมืองทำให้จังหวัดรอบๆ ที่มีอาณาเขตติดกับกรุงเทพฯ แทบจะกลายเป็นเนื้อเดียวกัน พื้นที่อยู่อาศัยที่เคยอยู่ในไข่แดงของกรุงเทพค่อยๆ กระจายออกไปทั่วทุกทิศ แล้วไปประสานกับกลุ่มชุมชนดั้งเดิมซึ่งกระจายอยู่ทั่วพื้นที่ สิ่งที่เกิดขึ้นพร้อมกับการขยายตัวของเมือง ก็ไม่พ้นเส้นทางคมนาคมทางถนนที่ดูเหมือนจะตัดตามสถานที่ต่างๆ ไปหรือแม้แต่การเปิดเส้นทางใหม่ๆ ให้เมืองเข้าไปหา ถ้าตรงไหนป๊อปปูลาร์หน่อย เส้นทางสัญจรก็มีตัวเลือกหลากหลายรูปแบบ

มาดูเส้นทางรถไฟของกรุงเทพฯ และปริมณฑลกันหน่อย ทุกคนคงมีข้อมูลชุดเดียวกันในหัวแล้วว่า สถานีรถไฟหลักของประเทศไทยก็คือสถานีกรุงเทพ หรือที่เราติดปากเรียกกันว่าหัวลำโพง ทางรถไฟที่มุ่งหน้าไปทั่วทุกภาคของไทยนั้นตั้งจุดสตาร์ทที่นี่ ก่อนจะแยกออกไปทิศทางต่างๆ

รถไฟชานเมือง ตัวเลือกเข้ากรุงเทพฯ ของคนบ้านไกล กำลังจะมีสายสีแดงใหม่ที่บางซื่อ
รถไฟชานเมือง ตัวเลือกเข้ากรุงเทพฯ ของคนบ้านไกล กำลังจะมีสายสีแดงใหม่ที่บางซื่อ

ทางรถไฟสายเหนือและสายอีสานจับมือไปทางด้านทิศเหนือ ผ่านพื้นที่การค้าแถบโบ๊เบ๊ ยมราช สามเสน บางซื่อ บางเขน หลักสี่ สนามบินดอนเมือง เข้ารังสิต และวิ่งต่อไปอยุธยา

สายตะวันออก วิ่งไปมักกะสัน หัวหมาก ลาดกระบัง หัวตะเข้ และข้ามจังหวัดออกไปฉะเชิงเทรา

สายใต้ วิ่งไปด้านทิศตะวันตก ผ่านบางซ่อน ข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาไปบางบำหรุ ตลิ่งชัน เข้าศาลายา และไปนครปฐม

เห็นไหม แต่ละที่ชื่อคุ้นๆ ทั้งนั้น

รถไฟชานเมือง ตัวเลือกเข้ากรุงเทพฯ ของคนบ้านไกล กำลังจะมีสายสีแดงใหม่ที่บางซื่อ

ในทุกเช้า ภาพที่เห็นจนชินตาคือขบวนรถไฟชานเมืองจากทั้งสามสารทิศมุ่งหน้าเข้าสู่กรุงเทพฯ

รถไฟขบวนยาวบ้างสั้นบ้าง พาผู้โดยสารมาเต็มขบวนเดินทางเข้าสู่ในเมือง มีคนสลับสับเปลี่ยนกันขึ้นลงตลอดทาง อยู่ที่ว่าปลายทางของคนคนนั้นอยู่ที่ไหน 

รถไฟที่มาจากทางทิศเหนือของกรุงเทพฯ คนจะเริ่มหนาแน่นที่อยุธยา เมื่อชุดแรกลงที่รังสิตก่อนชุดใหม่จะขึ้นมาเรื่อยๆ จนถึงบางซื่อ ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนไป MRT ที่นี่มีคนลงเยอะพอสมควร แล้วรถไฟก็เดินทางต่อผ่านสามเสน โรงพยาบาลรามาธิบดี ที่เรียกได้ว่าลงรถไฟปั๊บ เข้าโรงพยาบาลปุ๊บ และพาผู้โดยสารชุดสุดท้ายไปแตะปลายทางที่สถานีกรุงเทพ 

สายตะวันออกถือว่าลูกค้าก็ไม่น้อยหน้า ด้วยเพราะถนนเข้าเมืองค่อนข้างอ้อม ทำให้รถไฟชานเมืองกลายเป็นขวัญใจคนทำงาน คนส่วนใหญ่เดินทางมาจากฉะเชิงเทรา หัวตะเข้ ลาดกระบัง หัวหมาก ผู้โดยสารชุดใหญ่ก็ลงที่อโศก ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนเส้นทางกับ MRT ส่วนที่เหลือก็มีกระจายลงที่พญาไทบ้าง ยมราชบ้าง และไปจบการเดินทางที่สถานีกรุงเทพเหมือนสายอื่นๆ 

รถไฟชานเมือง ตัวเลือกเข้ากรุงเทพฯ ของคนบ้านไกล กำลังจะมีสายสีแดงใหม่ที่บางซื่อ
รถไฟชานเมือง : การเปลี่ยนแปลงรถไฟราคาถูก เข้าถึงง่าย ที่น่าสนับสนุน เพื่อการเดินทางเข้า-ออก เมืองหลวงราบรื่นอย่างที่ควรจะเป็น

สถานีกรุงเทพ คือจุดหมายปลายทางและจุดเริ่มต้นการเดินทางที่อยู่ในใจกลางเมืองมากที่สุด แวดล้อมไปด้วยย่านเศรษฐกิจ การค้า ที่อยู่อาศัยที่สำคัญและหนาแน่น ไม่ต่างกับสถานีรถไฟหลักในต่างประเทศ ซึ่งมุ่งตรงเข้าใจกลางเมืองให้มากที่สุดเช่นกัน นี่คือภารกิจที่สำคัญของรถไฟชานเมือง 

พลังที่เธอมี

อย่างที่ว่าไป เจ้ารถไฟชานเมืองแบบดั้งเดิมทำหน้าที่ของมัน ส่งคนตอนเช้า รับคนกลับตอนเย็น วนลูปไปหลายสิบปีจนสิ่งใหม่ๆ เริ่มเข้ามาถึงกรุงเทพมหานครเมืองหลวงของเรา ระบบขนส่งมวลชนอื่นๆ เกิดขึ้นมาอีกมากมายที่เป็นตัวเลือกของการเดินทางที่สะดวกขึ้น 

จากคนรอบนอกที่ต้องนั่งรถไฟชานเมืองเข้ามาทำงาน ก็เปลี่ยนเป็นรถตู้บ้าง รถไฟฟ้าบ้าง ทำให้รถไฟชานเมืองที่เคยรุ่งเรืองและครองการเดินทางเข้าเมืองมานานมีคนใช้น้อยลง จนคนแทบนึกไม่ถึงว่ามีวิธีเดินทางแบบนี้อยู่ด้วย ซึ่งถ้าว่ากันตรงๆ มันก็มีจุดแข็งที่ไม่แพ้ใคร 

รถไฟชานเมือง : การเปลี่ยนแปลงรถไฟราคาถูก เข้าถึงง่าย ที่น่าสนับสนุน เพื่อการเดินทางเข้า-ออก เมืองหลวงราบรื่นอย่างที่ควรจะเป็น

อันดับแรก มีตารางเวลาเป็นของตัวเอง ซึ่งเราคำนวณและวางแผนได้เลยว่าจะไปถึงที่หมายปลายทางของเราตอนกี่โมง แม้จะเกเรบ้าง แต่ก็คาดคะเนได้ไม่ยาก แถมใช้เวลาในการเดินทางใช้เวลาไม่นาน อันนี้เชื่อว่าหลายคนน่าจะนึกไม่ถึง จากหัวลำโพงใจกลางเมืองมุ่งสู่รังสิต ศาลายา หัวตะเข้ ด้วยเวลาแค่ 60 นาที ไปอยุธยา นครปฐม ฉะเชิงเทรา ภายในเวลาประมาณหนึ่งชั่วโมงครึ่งเท่านั้น แถมไม่ต้องมาลุ้นอีกว่าวันนี้รถจะติดไหม

สองคือการเข้าถึงหลายๆ สถานที่ที่ถนนหนทางสายหลักไม่ได้ตัดเข้าไปหา ส่วนใหญ่ก็เป็นเมืองดั้งเมืองเดิมที่อยู่กันมานานแสนนานตามแนวทางรถไฟนั่นแหละ การที่สถานีรถไฟถูกห้อมล้อมด้วยที่อยู่อาศัย ตามคอนเซปต์รถไฟไปที่ไหนเมืองเกิดที่นั่น ทำให้การเข้าถึงรถไฟของคนในละแวกนั้นๆ ไม่ใช่เรื่องยาก และดูเหมือนว่าจะง่ายกว่าการเดินทางด้วยวิธีอื่นซะอีก 

สาม ราคาค่ารถที่ถู้กถูกเสียจนเอามือทาบอก เริ่มต้นแค่เพียง 2 บาท ก็นั่งไปได้ตั้ง 10 กิโลเมตร แถมไปไกลขึ้นค่ารถก็ไม่ได้แพงเลย จะไปดอนเมืองก็จ่ายแค่ 5 บาท ไปอยุธยาก็ 15 บาท ราคาสบายกระเป๋าแบบนี้ จับต้องได้กันทุกคน ไม่ว่าคุณจะเป็นนักเรียน คนค้าขาย มนุษย์เงินเดือน หรือแม้แต่ผู้บริหาร หากเดินทางประจำ ใช้ตั๋วเดือนที่มีส่วนลด ก็ลดค่าใช้จ่ายในการเดินทางลงไปอีก

รถไฟชานเมือง : การเปลี่ยนแปลงรถไฟราคาถูก เข้าถึงง่าย ที่น่าสนับสนุน เพื่อการเดินทางเข้า-ออก เมืองหลวงราบรื่นอย่างที่ควรจะเป็น

แม้มีจุดแข็งตามที่บอกไปแล้ว จุดอ่อนของมันก็ยังพอมีอยู่บ้าง หลักๆ เลยคือเรื่องของรอบเวลาที่ไม่ได้มีถี่มากเหมือนรถไฟฟ้า และการใช้รถร้อน ซึ่งความสบายอาจจะสู้กับรถตู้ รถเมล์ หรือรถไฟฟ้าไม่ได้ นี่ก็เป็นปัจจัยหลักๆ ที่ทำให้คนนิยมใช้รถไฟชานเมืองแบบดั้งเดิมน้อยลง 

ทั้งจุดแข็งและจุดอ่อนของมันก็ไม่ได้ต่างกับขนส่งมวลชนประเภทอื่นเท่าไหร่ ตามข้อจำกัดของรถไฟที่ไม่ได้สามารถซอกแซกไปทุกที่เหมือนมอเตอร์ไซค์ แต่ก็ยังมีผู้ติดอกติดใจเลือกเดินทางกับมันในชีวิตประจำวัน ซึ่งอาจจะเป็นการเดินทางที่แฝงไว้ด้วยความหวังว่า ในวันหนึ่ง ระบบรถไฟดั้งเดิมแบบนี้จะถูกยกขึ้นมาเป็นนัมเบอร์วันด้วยคุณภาพที่ดีขึ้น เสริมกับศักยภาพที่มีอยู่อย่างเปี่ยมล้น 

แล้วอนาคตของรถไฟชานเมืองของไทยจะเป็นยังไง

รถไฟชานเมือง : การเปลี่ยนแปลงรถไฟราคาถูก เข้าถึงง่าย ที่น่าสนับสนุน เพื่อการเดินทางเข้า-ออก เมืองหลวงราบรื่นอย่างที่ควรจะเป็น
รถไฟชานเมือง : การเปลี่ยนแปลงรถไฟราคาถูก เข้าถึงง่าย ที่น่าสนับสนุน เพื่อการเดินทางเข้า-ออก เมืองหลวงราบรื่นอย่างที่ควรจะเป็น

ตอนต่อไปของเธอ

ปลายปีนี้ จะมีรถไฟสายใหม่เปิดตัว นั่นคือ ‘รถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง’

ความตั้งใจของรถไฟสายนี้อัปเลเวลให้รถไฟชานเมืองแบบดั้งเดิมกลายเป็นรถไฟวิ่งด้วยไฟฟ้า แอร์เย็นฉ่ำ แถมรอบถี่ขึ้น ชนิดที่ว่าพลาดขบวนนี้แล้วรออีกไม่กี่นาทีขบวนใหม่ก็มา มีแนวเส้นทางเกาะไปตามทางรถไฟเดิม พร้อมสถานีที่เหมือนกับรถไฟเดิมแบบแทบจะถอดมา โดยมีบ้านใหม่อยู่ที่สถานีกลางบางซื่อ ซึ่งสร้างมาเพื่อทดแทนบ้านเดิมที่หัวลำโพงซึ่งคับแคบลงทุกวัน

การเปลี่ยนแปลงรถไฟราคาถูก เข้าถึงง่าย ที่น่าสนับสนุน เพื่อการเดินทางเข้า-ออก เมืองหลวงราบรื่นอย่างที่ควรจะเป็น

เจ้ารถไฟสายสีแดงถือได้ว่าเป็นก้าวสำคัญของการเปลี่ยนแปลงการเดินทางด้วยรถไฟไปยังพื้นที่ชานเมือง เส้นทางนั้นประกอบด้วยทิศเหนือและทิศตะวันตกของกรุงเทพฯ ก่อน แล้วจึงสร้างส่วนต่อขยายตามมาด้วยทิศตะวันออกที่ไปสุดสายที่สถานีหัวหมาก และทิศใต้มุ่งหน้าเข้าหัวลำโพง ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่สุดในการพาคนจากทั่วประเทศที่ต้องมาลงรถไฟที่สถานีกลางเข้าสู่หัวลำโพง ใจกลางเมืองที่เคยเป็นอดีตสถานีหลัก 

และในอนาคต เมื่อทั้งสี่ทิศทางเสร็จสมบูรณ์นั้น การเดินทางในกรุงเทพฯ และรอบนอกด้วยรถไฟจะกลายเป็นเรื่องที่ง่ายและสะดวกเหมือนปอกกล้วยเข้าปาก

น่าเสียดายที่การเกิดขึ้นของระบบรถไฟใหม่ๆ ทำให้ความสนใจมันถูกเทลงไปอย่างเอนเอียง มันอาจจะไม่แปลกหรอกที่ใครๆ ก็ชอบของที่ใหม่กว่า สดกว่า ดีกว่า จนทำให้รถไฟชานเมืองดั้งเดิมถูกทิ้งไว้ข้างหลัง ไม่ค่อยมีใครพูดถึง ไม่ค่อยมีใครสนใจ ทั้งที่มันสามารถยกเครื่องใหม่ให้เทียบเท่ากับรถไฟรุ่นลูกที่เกิดขึ้นมาเป็นดอกเห็ดได้ ซึ่งถ้ามันถูกอุ้มชูไปควบคู่กัน เราเองก็จะมีตัวเลือกในการเดินทางที่มีประสิทธิภาพใกล้เคียงกันให้เดินทางได้มากกว่านี้แน่นอน

การเปลี่ยนแปลงรถไฟราคาถูก เข้าถึงง่าย ที่น่าสนับสนุน เพื่อการเดินทางเข้า-ออก เมืองหลวงราบรื่นอย่างที่ควรจะเป็น

แม้ว่าวันนี้รถไฟชานเมืองแบบดั้งเดิมอาจจะยังไม่ใช่การเดินทางที่สะดวกสบายที่สุด ไม่ใช่วิธีแรกๆ ที่นึกถึงในการเดินทาง แต่ก็ยังเป็นเพื่อนเดินทางที่ทำหน้าที่พาหลายชีวิตเดินทางเข้าออกกรุงเทพฯ ได้อย่างไม่ขาดตกบกพร่องตามสภาพที่จะทำได้ ทุกวันเมื่อมันเคลื่อนออกจากชานชาลาสถานีต้นทางพร้อมพระอาทิตย์ขึ้น และถึงปลายทางในยามพลบค่ำ วันรุ่งขึ้นมันก็พร้อมทำหน้าที่รับคนกลุ่มเดิมตั้งแต่เช้ามืด เพื่อมาถึงชานชาลาสถานีปลายทางในเช้าวันใหม่แบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ เป็นวัฏจักร 

รถไฟสายสีแดงก็คงเป็นความหวังใหม่ที่จะพัฒนาคุณภาพของรถไฟชานเมืองให้กับผู้คนอีกมากมาย มันอาจจะเป็นโมเดลของรถไฟชานเมืองในภูมิภาคที่ไม่ใช่แค่กรุงเทพฯ และในอนาคตข้างหน้า เราอาจจะได้เห็นภาพคนมหาศาลขึ้นรถไฟไปทำงานกันเป็นกิจวัตรเหมือนที่ญี่ปุ่นก็ได้

การเปลี่ยนแปลงรถไฟราคาถูก เข้าถึงง่าย ที่น่าสนับสนุน เพื่อการเดินทางเข้า-ออก เมืองหลวงราบรื่นอย่างที่ควรจะเป็น

เกร็ดท้ายขบวน

  1. สถานีกรุงเทพหรือหัวลำโพงนั้น ไม่ได้ปิดตัวลงอย่างที่เป็นข่าว จะเหลือเพียงรถไฟชานเมืองบางขบวนเท่านั้นที่จะทำหน้าที่ส่งผู้โดยสารถึงสามเสน รามาธิบดี ยมราช พญาไท อุรุพงษ์ และหัวลำโพง ซึ่งรถไฟสายสีแดงไปไม่ถึง 
  2. โครงการรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง เมื่อเต็มรูปแบบแล้วทิศเหนือจะไปถึงบ้านภาชี (อยุธยา) ทิศใต้ไปถึงมหาชัย ทิศตะวันออกไปถึงฉะเชิงเทรา และทิศตะวันตกไปถึงนครปฐม
  3. ในภูมิภาค รถไฟชานเมืองแบบดั้งเดิมก็มีแต่มันมีชื่อเรียกว่า ‘รถท้องถิ่น’ ซึ่งก็เป็นรถไฟที่ให้บริการสอดคล้องกับช่วงเวลาที่คนเดินทางไปทำงาน เช่นเดียวกับกรุงเทพฯ และปริมณฑล
  4. ปัจจุบันมีคนใช้รถไฟชานเมืองเข้ามาทำงานในกรุงเทพฯ เป็นจำนวนมาก ซึ่งส่วนใหญ่เลือกใช้บริการเพราะราคาประหยัดและรถไม่ติด คุณๆ ก็ลองดูได้นะครับ

เช็กรอบเวลารถไฟชานเมืองได้ที่ www.railway.co.th หรือโทรสอบถามตารางที่เบอร์ 1690

ในวันที่ไปไหนมาไหนในเมืองใหญ่อย่างกรุงเทพฯ สะดวกสบายขึ้นกว่าแต่ก่อน เรามีรถไฟฟ้าให้ไปถึงปลายทางได้อย่างรวดเร็ว เรามี Grab ที่พาเราไปส่งได้ทุกที่ การพาตัวเองจากบ้านเพื่อไปทำงานหรือไปเรียนกลายเป็นเรื่องง่ายขึ้นมาก (อาจจะขอยกเว้นเรื่องความติดขัดของการจราจร และราคารถไฟฟ้าที่เห็นแล้วต้องปวดหัว) จริงๆ ยังมีการเดินทางด้วยยานพาหนะอีกชนิดหนึ่งที่ยังมีคนเลือกใช้เพื่อเดินทางไปเรียนกันเป็นกิจวัตร ตั้งแต่ยุคที่ถนนหนทางยังไม่สะดวกเท่าทุกวัน 

นั่นคือรถไฟ

รถไฟปู๊นๆ เนี่ยแหละ 

ทั้งเป็นรถไฟระหว่างเมืองที่มาจากต่างจังหวัด หรือเป็นรถไฟระยะใกล้ที่วิ่งแค่ในแถบชานเมือง ซึ่งดูเหมือนว่าจะเป็นอีกทางเลือกในการเดินทางที่สะดวกพอตัว

เรากำลังจะไปทำความรู้จัก ‘รถไฟชานเมือง’ หรือ Commuter Train 

รถไฟประเภทหนึ่งที่ทรงอิทธิพลอย่างมากต่อคนที่พักอาศัยอยู่ในย่านรอบนอกของเมือง แล้วต้องเข้ามาสู่ใจกลางเมืองใหญ่ ด้วยการขนคนได้ทีละมากๆ และมีความปลอดภัยสูง จึงเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้รถไฟระบบนี้เป็นทางเลือกของใครหลายคน

รถไฟชานเมือง ตัวเลือกเข้ากรุงเทพฯ ของคนบ้านไกล กำลังจะมีสายสีแดงใหม่ที่บางซื่อ

ระบบรถไฟชานเมืองเน้นการขนส่งจากใจกลางเมืองใหญ่ออกไปรอบนอก ในระยะวิ่งไม่เกิน 200 กิโลเมตร หรือช่วงเวลาเดินทางไม่เกิน 3 – 4 ชั่วโมง มีสถานีที่อยู่ห่างในระยะที่เราเดินไม่ได้ และรถไฟจอดทุกสถานีที่วิ่งผ่าน (ในบางประเทศมีให้บริการเป็นรถชานเมืองด่วนด้วย) มีคนขึ้นลงตลอดการเดินทาง แตกต่างจากรถไฟระหว่างเมืองที่คนเน้นเดินทางไกลมากกว่า รวมถึงรอบเวลาก็มีมากพอให้เราไม่ต้องรอนานเมื่อพลาดขบวนก่อนหน้า 

คำนิยามของ รถไฟชานเมือง รฟท. ได้บอกเอาไว้ว่า มันคือรถไฟที่เข้า-ออก สถานีกรุงเทพและสถานีธนบุรี เดินทางไปปลายทางที่ห่างจากต้นทางไม่เกิน 150 กิโลเมตร และจอดรับส่งผู้โดยสารทุกสถานี ไม่เว้นแม้แต่ป้ายหยุดรถที่เป็นจุดขึ้นลงย่อยๆ 

สำหรับ รถไฟชานเมือง ของไทยถือว่าได้รับความนิยมพอสมควร ด้วยราคาประหยัด ใช้เวลาเดินทางไม่นานเมื่อเทียบกับถนน รวมถึงการเจาะเข้ามาถึงในกลางเมือง มันจึงพาคนจากแหล่งที่อยู่อาศัยต่างๆ เดินทางเข้าสู่เมืองได้แบบส่งตรงถึงใจกลาง 

รถไฟชานเมือง ตัวเลือกเข้ากรุงเทพฯ ของคนบ้านไกล กำลังจะมีสายสีแดงใหม่ที่บางซื่อ

ทางที่เธอไป

กรุงเทพมหานครมีปทุมธานีอยู่ด้านเหนือ นครปฐมอยู่ตะวันตก และฉะเชิงเทราอยู่ตะวันออก

การขยายตัวของเมืองทำให้จังหวัดรอบๆ ที่มีอาณาเขตติดกับกรุงเทพฯ แทบจะกลายเป็นเนื้อเดียวกัน พื้นที่อยู่อาศัยที่เคยอยู่ในไข่แดงของกรุงเทพค่อยๆ กระจายออกไปทั่วทุกทิศ แล้วไปประสานกับกลุ่มชุมชนดั้งเดิมซึ่งกระจายอยู่ทั่วพื้นที่ สิ่งที่เกิดขึ้นพร้อมกับการขยายตัวของเมือง ก็ไม่พ้นเส้นทางคมนาคมทางถนนที่ดูเหมือนจะตัดตามสถานที่ต่างๆ ไปหรือแม้แต่การเปิดเส้นทางใหม่ๆ ให้เมืองเข้าไปหา ถ้าตรงไหนป๊อปปูลาร์หน่อย เส้นทางสัญจรก็มีตัวเลือกหลากหลายรูปแบบ

มาดูเส้นทางรถไฟของกรุงเทพฯ และปริมณฑลกันหน่อย ทุกคนคงมีข้อมูลชุดเดียวกันในหัวแล้วว่า สถานีรถไฟหลักของประเทศไทยก็คือสถานีกรุงเทพ หรือที่เราติดปากเรียกกันว่าหัวลำโพง ทางรถไฟที่มุ่งหน้าไปทั่วทุกภาคของไทยนั้นตั้งจุดสตาร์ทที่นี่ ก่อนจะแยกออกไปทิศทางต่างๆ

รถไฟชานเมือง ตัวเลือกเข้ากรุงเทพฯ ของคนบ้านไกล กำลังจะมีสายสีแดงใหม่ที่บางซื่อ
รถไฟชานเมือง ตัวเลือกเข้ากรุงเทพฯ ของคนบ้านไกล กำลังจะมีสายสีแดงใหม่ที่บางซื่อ

ทางรถไฟสายเหนือและสายอีสานจับมือไปทางด้านทิศเหนือ ผ่านพื้นที่การค้าแถบโบ๊เบ๊ ยมราช สามเสน บางซื่อ บางเขน หลักสี่ สนามบินดอนเมือง เข้ารังสิต และวิ่งต่อไปอยุธยา

สายตะวันออก วิ่งไปมักกะสัน หัวหมาก ลาดกระบัง หัวตะเข้ และข้ามจังหวัดออกไปฉะเชิงเทรา

สายใต้ วิ่งไปด้านทิศตะวันตก ผ่านบางซ่อน ข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาไปบางบำหรุ ตลิ่งชัน เข้าศาลายา และไปนครปฐม

เห็นไหม แต่ละที่ชื่อคุ้นๆ ทั้งนั้น

รถไฟชานเมือง ตัวเลือกเข้ากรุงเทพฯ ของคนบ้านไกล กำลังจะมีสายสีแดงใหม่ที่บางซื่อ

ในทุกเช้า ภาพที่เห็นจนชินตาคือขบวนรถไฟชานเมืองจากทั้งสามสารทิศมุ่งหน้าเข้าสู่กรุงเทพฯ

รถไฟขบวนยาวบ้างสั้นบ้าง พาผู้โดยสารมาเต็มขบวนเดินทางเข้าสู่ในเมือง มีคนสลับสับเปลี่ยนกันขึ้นลงตลอดทาง อยู่ที่ว่าปลายทางของคนคนนั้นอยู่ที่ไหน 

รถไฟที่มาจากทางทิศเหนือของกรุงเทพฯ คนจะเริ่มหนาแน่นที่อยุธยา เมื่อชุดแรกลงที่รังสิตก่อนชุดใหม่จะขึ้นมาเรื่อยๆ จนถึงบางซื่อ ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนไป MRT ที่นี่มีคนลงเยอะพอสมควร แล้วรถไฟก็เดินทางต่อผ่านสามเสน โรงพยาบาลรามาธิบดี ที่เรียกได้ว่าลงรถไฟปั๊บ เข้าโรงพยาบาลปุ๊บ และพาผู้โดยสารชุดสุดท้ายไปแตะปลายทางที่สถานีกรุงเทพ 

สายตะวันออกถือว่าลูกค้าก็ไม่น้อยหน้า ด้วยเพราะถนนเข้าเมืองค่อนข้างอ้อม ทำให้รถไฟชานเมืองกลายเป็นขวัญใจคนทำงาน คนส่วนใหญ่เดินทางมาจากฉะเชิงเทรา หัวตะเข้ ลาดกระบัง หัวหมาก ผู้โดยสารชุดใหญ่ก็ลงที่อโศก ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนเส้นทางกับ MRT ส่วนที่เหลือก็มีกระจายลงที่พญาไทบ้าง ยมราชบ้าง และไปจบการเดินทางที่สถานีกรุงเทพเหมือนสายอื่นๆ 

รถไฟชานเมือง ตัวเลือกเข้ากรุงเทพฯ ของคนบ้านไกล กำลังจะมีสายสีแดงใหม่ที่บางซื่อ
รถไฟชานเมือง : การเปลี่ยนแปลงรถไฟราคาถูก เข้าถึงง่าย ที่น่าสนับสนุน เพื่อการเดินทางเข้า-ออก เมืองหลวงราบรื่นอย่างที่ควรจะเป็น

สถานีกรุงเทพ คือจุดหมายปลายทางและจุดเริ่มต้นการเดินทางที่อยู่ในใจกลางเมืองมากที่สุด แวดล้อมไปด้วยย่านเศรษฐกิจ การค้า ที่อยู่อาศัยที่สำคัญและหนาแน่น ไม่ต่างกับสถานีรถไฟหลักในต่างประเทศ ซึ่งมุ่งตรงเข้าใจกลางเมืองให้มากที่สุดเช่นกัน นี่คือภารกิจที่สำคัญของรถไฟชานเมือง 

พลังที่เธอมี

อย่างที่ว่าไป เจ้ารถไฟชานเมืองแบบดั้งเดิมทำหน้าที่ของมัน ส่งคนตอนเช้า รับคนกลับตอนเย็น วนลูปไปหลายสิบปีจนสิ่งใหม่ๆ เริ่มเข้ามาถึงกรุงเทพมหานครเมืองหลวงของเรา ระบบขนส่งมวลชนอื่นๆ เกิดขึ้นมาอีกมากมายที่เป็นตัวเลือกของการเดินทางที่สะดวกขึ้น 

จากคนรอบนอกที่ต้องนั่งรถไฟชานเมืองเข้ามาทำงาน ก็เปลี่ยนเป็นรถตู้บ้าง รถไฟฟ้าบ้าง ทำให้รถไฟชานเมืองที่เคยรุ่งเรืองและครองการเดินทางเข้าเมืองมานานมีคนใช้น้อยลง จนคนแทบนึกไม่ถึงว่ามีวิธีเดินทางแบบนี้อยู่ด้วย ซึ่งถ้าว่ากันตรงๆ มันก็มีจุดแข็งที่ไม่แพ้ใคร 

รถไฟชานเมือง : การเปลี่ยนแปลงรถไฟราคาถูก เข้าถึงง่าย ที่น่าสนับสนุน เพื่อการเดินทางเข้า-ออก เมืองหลวงราบรื่นอย่างที่ควรจะเป็น

อันดับแรก มีตารางเวลาเป็นของตัวเอง ซึ่งเราคำนวณและวางแผนได้เลยว่าจะไปถึงที่หมายปลายทางของเราตอนกี่โมง แม้จะเกเรบ้าง แต่ก็คาดคะเนได้ไม่ยาก แถมใช้เวลาในการเดินทางใช้เวลาไม่นาน อันนี้เชื่อว่าหลายคนน่าจะนึกไม่ถึง จากหัวลำโพงใจกลางเมืองมุ่งสู่รังสิต ศาลายา หัวตะเข้ ด้วยเวลาแค่ 60 นาที ไปอยุธยา นครปฐม ฉะเชิงเทรา ภายในเวลาประมาณหนึ่งชั่วโมงครึ่งเท่านั้น แถมไม่ต้องมาลุ้นอีกว่าวันนี้รถจะติดไหม

สองคือการเข้าถึงหลายๆ สถานที่ที่ถนนหนทางสายหลักไม่ได้ตัดเข้าไปหา ส่วนใหญ่ก็เป็นเมืองดั้งเมืองเดิมที่อยู่กันมานานแสนนานตามแนวทางรถไฟนั่นแหละ การที่สถานีรถไฟถูกห้อมล้อมด้วยที่อยู่อาศัย ตามคอนเซปต์รถไฟไปที่ไหนเมืองเกิดที่นั่น ทำให้การเข้าถึงรถไฟของคนในละแวกนั้นๆ ไม่ใช่เรื่องยาก และดูเหมือนว่าจะง่ายกว่าการเดินทางด้วยวิธีอื่นซะอีก 

สาม ราคาค่ารถที่ถู้กถูกเสียจนเอามือทาบอก เริ่มต้นแค่เพียง 2 บาท ก็นั่งไปได้ตั้ง 10 กิโลเมตร แถมไปไกลขึ้นค่ารถก็ไม่ได้แพงเลย จะไปดอนเมืองก็จ่ายแค่ 5 บาท ไปอยุธยาก็ 15 บาท ราคาสบายกระเป๋าแบบนี้ จับต้องได้กันทุกคน ไม่ว่าคุณจะเป็นนักเรียน คนค้าขาย มนุษย์เงินเดือน หรือแม้แต่ผู้บริหาร หากเดินทางประจำ ใช้ตั๋วเดือนที่มีส่วนลด ก็ลดค่าใช้จ่ายในการเดินทางลงไปอีก

รถไฟชานเมือง : การเปลี่ยนแปลงรถไฟราคาถูก เข้าถึงง่าย ที่น่าสนับสนุน เพื่อการเดินทางเข้า-ออก เมืองหลวงราบรื่นอย่างที่ควรจะเป็น

แม้มีจุดแข็งตามที่บอกไปแล้ว จุดอ่อนของมันก็ยังพอมีอยู่บ้าง หลักๆ เลยคือเรื่องของรอบเวลาที่ไม่ได้มีถี่มากเหมือนรถไฟฟ้า และการใช้รถร้อน ซึ่งความสบายอาจจะสู้กับรถตู้ รถเมล์ หรือรถไฟฟ้าไม่ได้ นี่ก็เป็นปัจจัยหลักๆ ที่ทำให้คนนิยมใช้รถไฟชานเมืองแบบดั้งเดิมน้อยลง 

ทั้งจุดแข็งและจุดอ่อนของมันก็ไม่ได้ต่างกับขนส่งมวลชนประเภทอื่นเท่าไหร่ ตามข้อจำกัดของรถไฟที่ไม่ได้สามารถซอกแซกไปทุกที่เหมือนมอเตอร์ไซค์ แต่ก็ยังมีผู้ติดอกติดใจเลือกเดินทางกับมันในชีวิตประจำวัน ซึ่งอาจจะเป็นการเดินทางที่แฝงไว้ด้วยความหวังว่า ในวันหนึ่ง ระบบรถไฟดั้งเดิมแบบนี้จะถูกยกขึ้นมาเป็นนัมเบอร์วันด้วยคุณภาพที่ดีขึ้น เสริมกับศักยภาพที่มีอยู่อย่างเปี่ยมล้น 

แล้วอนาคตของรถไฟชานเมืองของไทยจะเป็นยังไง

รถไฟชานเมือง : การเปลี่ยนแปลงรถไฟราคาถูก เข้าถึงง่าย ที่น่าสนับสนุน เพื่อการเดินทางเข้า-ออก เมืองหลวงราบรื่นอย่างที่ควรจะเป็น
รถไฟชานเมือง : การเปลี่ยนแปลงรถไฟราคาถูก เข้าถึงง่าย ที่น่าสนับสนุน เพื่อการเดินทางเข้า-ออก เมืองหลวงราบรื่นอย่างที่ควรจะเป็น

ตอนต่อไปของเธอ

ปลายปีนี้ จะมีรถไฟสายใหม่เปิดตัว นั่นคือ ‘รถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง’

ความตั้งใจของรถไฟสายนี้อัปเลเวลให้รถไฟชานเมืองแบบดั้งเดิมกลายเป็นรถไฟวิ่งด้วยไฟฟ้า แอร์เย็นฉ่ำ แถมรอบถี่ขึ้น ชนิดที่ว่าพลาดขบวนนี้แล้วรออีกไม่กี่นาทีขบวนใหม่ก็มา มีแนวเส้นทางเกาะไปตามทางรถไฟเดิม พร้อมสถานีที่เหมือนกับรถไฟเดิมแบบแทบจะถอดมา โดยมีบ้านใหม่อยู่ที่สถานีกลางบางซื่อ ซึ่งสร้างมาเพื่อทดแทนบ้านเดิมที่หัวลำโพงซึ่งคับแคบลงทุกวัน

การเปลี่ยนแปลงรถไฟราคาถูก เข้าถึงง่าย ที่น่าสนับสนุน เพื่อการเดินทางเข้า-ออก เมืองหลวงราบรื่นอย่างที่ควรจะเป็น

เจ้ารถไฟสายสีแดงถือได้ว่าเป็นก้าวสำคัญของการเปลี่ยนแปลงการเดินทางด้วยรถไฟไปยังพื้นที่ชานเมือง เส้นทางนั้นประกอบด้วยทิศเหนือและทิศตะวันตกของกรุงเทพฯ ก่อน แล้วจึงสร้างส่วนต่อขยายตามมาด้วยทิศตะวันออกที่ไปสุดสายที่สถานีหัวหมาก และทิศใต้มุ่งหน้าเข้าหัวลำโพง ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่สุดในการพาคนจากทั่วประเทศที่ต้องมาลงรถไฟที่สถานีกลางเข้าสู่หัวลำโพง ใจกลางเมืองที่เคยเป็นอดีตสถานีหลัก 

และในอนาคต เมื่อทั้งสี่ทิศทางเสร็จสมบูรณ์นั้น การเดินทางในกรุงเทพฯ และรอบนอกด้วยรถไฟจะกลายเป็นเรื่องที่ง่ายและสะดวกเหมือนปอกกล้วยเข้าปาก

น่าเสียดายที่การเกิดขึ้นของระบบรถไฟใหม่ๆ ทำให้ความสนใจมันถูกเทลงไปอย่างเอนเอียง มันอาจจะไม่แปลกหรอกที่ใครๆ ก็ชอบของที่ใหม่กว่า สดกว่า ดีกว่า จนทำให้รถไฟชานเมืองดั้งเดิมถูกทิ้งไว้ข้างหลัง ไม่ค่อยมีใครพูดถึง ไม่ค่อยมีใครสนใจ ทั้งที่มันสามารถยกเครื่องใหม่ให้เทียบเท่ากับรถไฟรุ่นลูกที่เกิดขึ้นมาเป็นดอกเห็ดได้ ซึ่งถ้ามันถูกอุ้มชูไปควบคู่กัน เราเองก็จะมีตัวเลือกในการเดินทางที่มีประสิทธิภาพใกล้เคียงกันให้เดินทางได้มากกว่านี้แน่นอน

การเปลี่ยนแปลงรถไฟราคาถูก เข้าถึงง่าย ที่น่าสนับสนุน เพื่อการเดินทางเข้า-ออก เมืองหลวงราบรื่นอย่างที่ควรจะเป็น

แม้ว่าวันนี้รถไฟชานเมืองแบบดั้งเดิมอาจจะยังไม่ใช่การเดินทางที่สะดวกสบายที่สุด ไม่ใช่วิธีแรกๆ ที่นึกถึงในการเดินทาง แต่ก็ยังเป็นเพื่อนเดินทางที่ทำหน้าที่พาหลายชีวิตเดินทางเข้าออกกรุงเทพฯ ได้อย่างไม่ขาดตกบกพร่องตามสภาพที่จะทำได้ ทุกวันเมื่อมันเคลื่อนออกจากชานชาลาสถานีต้นทางพร้อมพระอาทิตย์ขึ้น และถึงปลายทางในยามพลบค่ำ วันรุ่งขึ้นมันก็พร้อมทำหน้าที่รับคนกลุ่มเดิมตั้งแต่เช้ามืด เพื่อมาถึงชานชาลาสถานีปลายทางในเช้าวันใหม่แบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ เป็นวัฏจักร 

รถไฟสายสีแดงก็คงเป็นความหวังใหม่ที่จะพัฒนาคุณภาพของรถไฟชานเมืองให้กับผู้คนอีกมากมาย มันอาจจะเป็นโมเดลของรถไฟชานเมืองในภูมิภาคที่ไม่ใช่แค่กรุงเทพฯ และในอนาคตข้างหน้า เราอาจจะได้เห็นภาพคนมหาศาลขึ้นรถไฟไปทำงานกันเป็นกิจวัตรเหมือนที่ญี่ปุ่นก็ได้

การเปลี่ยนแปลงรถไฟราคาถูก เข้าถึงง่าย ที่น่าสนับสนุน เพื่อการเดินทางเข้า-ออก เมืองหลวงราบรื่นอย่างที่ควรจะเป็น

เกร็ดท้ายขบวน

  1. สถานีกรุงเทพหรือหัวลำโพงนั้น ไม่ได้ปิดตัวลงอย่างที่เป็นข่าว จะเหลือเพียงรถไฟชานเมืองบางขบวนเท่านั้นที่จะทำหน้าที่ส่งผู้โดยสารถึงสามเสน รามาธิบดี ยมราช พญาไท อุรุพงษ์ และหัวลำโพง ซึ่งรถไฟสายสีแดงไปไม่ถึง 
  2. โครงการรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง เมื่อเต็มรูปแบบแล้วทิศเหนือจะไปถึงบ้านภาชี (อยุธยา) ทิศใต้ไปถึงมหาชัย ทิศตะวันออกไปถึงฉะเชิงเทรา และทิศตะวันตกไปถึงนครปฐม
  3. ในภูมิภาค รถไฟชานเมืองแบบดั้งเดิมก็มีแต่มันมีชื่อเรียกว่า ‘รถท้องถิ่น’ ซึ่งก็เป็นรถไฟที่ให้บริการสอดคล้องกับช่วงเวลาที่คนเดินทางไปทำงาน เช่นเดียวกับกรุงเทพฯ และปริมณฑล
  4. ปัจจุบันมีคนใช้รถไฟชานเมืองเข้ามาทำงานในกรุงเทพฯ เป็นจำนวนมาก ซึ่งส่วนใหญ่เลือกใช้บริการเพราะราคาประหยัดและรถไม่ติด คุณๆ ก็ลองดูได้นะครับ

เช็กรอบเวลารถไฟชานเมืองได้ที่ www.railway.co.th หรือโทรสอบถามตารางที่เบอร์ 1690

Writer & Photographer

วันวิสข์ เนียมปาน

แฮม คือชื่อเล่น มีรถไฟไทยเป็นเพื่อนสนิทและใช้ชีวิตอยู่กับรถไฟมากกว่าบ้านของตัวเอง เสพติดการเดินทาง แฮมมึนคือฉายาแต่ไม่เคยมึนเรื่องเที่ยว เรื่องกิน และเรื่องรถไฟ เป็นผู้ริเริ่ม hashtag #ทีมนั่งรถไฟ ใน Twitter Instagram และ Facebook

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load