ในหลายมุมของกรุงเทพฯ ยังมีตลาดสดที่ขายวัตถุดิบสำหรับการประกอบอาหารที่มีหลากหลายประเภท ทั้งผัก เนื้อสัตว์ อาหารแปรรูป ซึ่งมีราคาย่อมเยา แม้ว่าจะไม่ได้ถูกบรรจุในแพ็กเกจที่สวยงามเหมือนในห้าง แต่ก็ยังถือว่าราคาเป็นมิตร สะดวกกับการเลือกสรรด้วยตัวเอง เหมาะกับบรรดาแม่บ้านที่ไม่ได้ตั้งใจจะเข้าไปซื้อของในห้างหรือสะดวกจับจ่ายแถวบ้านด้วยราคาที่สบายกระเป๋าพร้อมอุดหนุนผู้ค้ารายย่อยที่เป็นชาวบ้านอย่างเราๆ นี่แหละ

และอีกมุมหนึ่งของกรุงเทพฯ ก็ยังมีตลาดสดแบบนี้ ที่ขนบรรดาวัตถุดิบมาด้วยรถไฟขบวนยาวจากโซนตะวันออกของเมืองในทุกๆ เช้า ผ่านระยะเวลามากว่าสิบปี 

ที่นี่ ตลาดสดสถานีรถไฟมักกะสัน 

สถานีรถไฟปู๊นปู๊นใจกลางเมืองที่พาดผ่านด้วยทางด่วน ล้อมรอบด้วยตึกสูง อยู่ใกล้ตึกใบหยก ใกล้เซ็นทรัลเวิลด์ ใกล้อนุสาวรีย์ชัย 

ตลาดสถานีรถไฟมักกะสัน ปลายทางของ 'รถ(ไฟ)แม่ค้า' ที่พาของสดจากตะวันออกเข้ากรุงทุกเช้า

ยี่สิบกว่าปีก่อน

เรา…ในวัยเพียงไม่กี่ขวบ ถูกหญิงสูงอายุจูงมือเดินมาจากปากซอยหมอเหล็งย่านหัวถนนศรีอยุธยาตัดกับราชปรารภ สองคนย่าหลานเดินข้ามทางรถไฟสายตะวันออก ผ่านรั้วริมทางรถไฟลัดเลาะไปเรื่อยๆ จนไปถึงสถานีรถไฟที่ซ่อนตัวอยู่ใต้ทางด่วน สถานีรถไฟที่ดูลึกลับนั้นมีชื่อว่า ‘มักกะสัน’ 

มันคือชีวิตประจำวันของเราทุกวันเสาร์ จริงๆ ย่าพาหลานมาดูรถไฟพร้อมกับใช้แรงงานหอบหิ้วของเท่าที่จะหิ้วได้ไปด้วยในตัว เป็นการลงทุนที่คุ้มค่าไม่เบาเพราะเราก็ชอบแหละ หิ้วของนิดๆ หน่อยๆ แต่ได้ดูรถไฟแบบเต็มๆ สองคนย่าหลานจะมาถึงในช่วงสายประมาณ 9 โมงครึ่ง ซึ่งเป็นช่วงจังหวะที่มีรถไฟ 2 – 3 ขบวนรวมรถสินค้าให้ดูก่อนถึงเวลาที่รถไฟพระเอกของงานจะมาถึงในช่วงราวๆ 10 โมง (ถ้าความทรงจำเกือบ 30 ปีก่อนของเราไม่เลือนราง)

เด็กน้อยที่นั่งดูรถไฟผ่านไปผ่านมาอย่างมีความสุขพร้อมส่งเสียงเอิ๊กอ๊ากเป็นภาพที่ชินตาของคนที่สถานีไปแล้วมั้ง ย่าเองก็นั่งคุยกับคนขายของที่ชานชาลา คุยกับแม่ค้าขายลอตเตอรี่อย่างออกรสแล้วก็ได้กลับบ้านสักใบสองใบประจำ (แต่ก็ไม่เคยถูกกับเขาหรอก) 

ตลาดสถานีรถไฟมักกะสัน ปลายทางของ 'รถ(ไฟ)แม่ค้า' ที่พาของสดจากตะวันออกเข้ากรุงทุกเช้า

ขบวนรถรวม คือรถไฟที่มีตู้สินค้าและตู้โดยสารในขบวนเดียวกัน ภาพโดย William Ford

เมื่อถึงเวลา ขบวนรถไฟที่หน้าตาขึงขังก็วิ่งเข้ามาที่ชานชาลา 2 ของสถานีมักกะสัน รถไฟขบวนนี้แตกต่างจากขบวนอื่นๆ มันมีตู้สินค้าอยู่ด้านหน้าและมีตู้โดยสารอยู่ด้านหลัง เมื่อมันจอดสนิท หัวรถจักรคันนั้นก็ดึงตู้สินค้าทั้งหมดออกแล้วลากเข้าไปเก็บในทางที่ 3 ก่อนจะกลับเข้ามาต่อกับรถโดยสารแล้ววิ่งต่อไปสถานีปลายทาง ทิ้งให้ตู้สินค้าทั้งหมดจอดสนิทอยู่ที่สถานี 

ในขณะนั้นเอง แม่ค้าที่อยู่ภาคพื้นก็จะไปรับกะละมัง ชะลอม ลัง และอุปกรณ์ต่างๆ ที่มากับตู้สินค้าลงมาที่ชานชาลาและส่งต่อไปด้านหลังสถานีซึ่งเป็นลานโล่งสำหรับขายของ หลังจากนั้นไม่นานตลาดหลังสถานีก็ถูกเติมเต็มด้วยสินค้าอีกล็อตใหญ่ที่เพิ่งลงมาจากรถไฟขบวนนั้น และนั่นคือเวลาที่ย่าเดินไปจ่ายตลาดประจำวันพร้อมหลานผู้เป็นลูกสมุนช่วยขนของ

ขบวนรถไฟขบวนนี้เราเรียกลำลองว่า ‘รถแม่ค้า’ 

ตลาดสถานีรถไฟมักกะสัน ปลายทางของ 'รถ(ไฟ)แม่ค้า' ที่พาของสดจากตะวันออกเข้ากรุงทุกเช้า

พ.ศ. 2563 

ผ่านไปหลายสิบปี ย่าไม่อยู่แล้วเหลือแต่หลานยังยืนอยู่ที่ชานชาลาสถานีมักกะสันเหมือนเดิม มันมีหลายอย่างเปลี่ยนแปลงไปจากตอนนั้นมาก

ตอนนี้มีแอร์พอร์ตลิงก์วิ่งผ่านบนหัว

ตอนนี้ทางรถไฟที่สถานีมักกะสันเหลืออยู่ 2 ทาง 

และตอนนี้รถรวม 498 กบินทร์บุรี-กรุงเทพ ได้ยกเลิกไปแล้ว ทำให้ไม่มีรถไฟลูกครึ่งโดยสารและสินค้าในเส้นทางสายตะวันออกอีก 

แต่ตลาดยังอยู่

แม่ค้าก็ยังขนของทางรถไฟอยู่

แค่เปลี่ยนขบวนมาให้เช้าขึ้น

ขบวนรถไฟสายตะวันออกวิ่งผ่านพื้นที่ด้านโซนตะวันออกของกรุงเทพฯ อย่างมักกะสัน หัวหมาก ลาดกระบัง หัวตะเข้ ก่อนจะเข้าจังหวัดฉะเชิงเทราและแยกออกไป 2 ฝั่ง ฝั่งหนึ่งไปพัทยา ไปสัตหีบ อีกฝั่งหนึ่งไปปราจีนบุรี กบินทร์บุรี อรัญประเทศ และเข้ากัมพูชาที่คลองลึก 

พื้นที่ส่วนใหญ่ที่ผ่านคือ ทุ่งนา คลอง ทุ่งนา คลอง ทุ่งนา สลับกันไป

แน่นอนว่ามันคือพื้นที่เกษตรกรรมที่กว้างขวาง มีสวน มีนา มีท้องร่อง และมีคลองเยอะแยะไปหมดตามชื่อสถานีที่มีเป็นคลองเพียบ ทั้งคลองหลวงแพ่ง คลองอุดมชลจร (คลอง) เปรง คลองแขวงกลั่น คลองบางพระ คลองสิบเก้า คลองยี่สิบเอ็ด บรรดาสิ่งของธรรมชาติที่หลากหลายก็เป็นหนึ่งในชีวิตประจำวันของคนละแวกนั้น ทั้งปลูกเอง กินเอง และมันก็เกิดการค้าขายขึ้น

ตลาดสถานีรถไฟมักกะสัน ปลายทางของ 'รถ(ไฟ)แม่ค้า' ที่พาของสดจากตะวันออกเข้ากรุงทุกเช้า

หลังจากที่รถรวมกบินทร์ฯ อดีตรถไฟแม่ค้ารุ่นออริจินัลได้ล้มหายตายจากไป รถไฟที่พาแม่ค้าและของสดเดินทางเข้ากรุงเทพฯ นั้นเปลี่ยนใหม่เป็นรถธรรมดาขบวนที่ 372 ต้นสายมาจากปราจีนบุรี ปลายทางกรุงเทพ รถไฟขบวนนี้ออกจากปราจีนบุรีแต่เช้ามืด จอดรับส่งคนมาตลอดทาง และเริ่มมีสินค้าล็อตแรกขึ้นที่บ้านสร้าง ต่อด้วยบางน้ำเปรี้ยว ฉะเชิงเทรา บางเตย คลองบางพระ คลองแขวงกลั่น คลองเปรง คลองอุดมชลจร ซึ่งแม่ค้าเหล่านี้ก็ล้วนแล้วแต่เอาทรัพยากรที่เขาหาได้จากพื้นที่อาศัย ทั้งสวนของตัวเอง หรือแม้แต่การจับปลาจากคลองหรือท้องนา ขึ้นรถไฟเพื่อมาขายที่มักกะสันเป็นประจำแบบนี้ทุกวันๆ 

ตลาดหลังสถานีรถไฟมักกะสันตั้งแผงตั้งแต่เช้ามืด การจับจ่ายสินค้าเริ่มกันตั้งแต่ตลาดเปิด แผงส่วนใหญ่ถูกวางไว้ด้วยผักสด เนื้อสัตว์ ปลา อาหารแปรรูป อาหารสำเร็จรูป แต่ก็ยังมีบางแผงที่ยังว่างเปล่าเพื่อรอเพื่อนแม่ค้าที่เดินทางมากับรถไฟขบวน 372 ซึ่งจะมาถึงตอน 7 โมงเช้า 45 นาที

ตลาดสถานีรถไฟมักกะสัน ปลายทางของ 'รถ(ไฟ)แม่ค้า' ที่พาของสดจากตะวันออกเข้ากรุงทุกเช้า

7 โมงครึ่ง คือสัญญาณของการเตรียมตัว

แผนกภาคพื้นของตลาดหรือที่เราเรียกเล่นๆ ว่า ‘กราวนด์’ ยืนสแตนด์บายอยู่ที่ชานชาลาตรงจุดประจำ พวกเขาทำงานกันเป็นทีม แต่ละคนรู้ว่าตำแหน่งของตู้แม่ค้าจากปราจีนบุรีและแปดริ้วเดินทางมานั้นจอดอยู่ตรงไหนของสถานี จากนั้นพวกเขาก็แค่รอให้รถไฟเดินทางมาถึง

ไม่นานนักเสียงระฆังดังขึ้น เป็นสัญญาณว่ารถไฟเที่ยวเข้ากรุงเทพฯ กำลังจะเดินทางมาถึง นั่นคือรถชานเมืองขบวน 372 ปราจีนบุรี-กรุงเทพ ที่ห้อตะบึงมาอย่างรวดเร็วและจอดสนิทอย่างสวยงามที่ชานชาลา

ตลาดสถานีรถไฟมักกะสัน ปลายทางของ 'รถ(ไฟ)แม่ค้า' ที่พาของสดจากตะวันออกเข้ากรุงทุกเช้า

รถไฟขบวนนี้มีความยาวประมาณ 10 ตู้ 

ด้านหัวและท้ายของมันเป็นตู้รถไฟชั้นสามอย่างที่เราคุ้นเคย แต่ตู้ตรงกลางของขบวนเป็นรถสเตนเลสทาสีเขียวสังขยาดูแล้วแปลกตา ตู้แบบนี้เรียกว่าตู้ควีนส์แลนด์ที่เดินทางมาไกลจากออสเตรเลียเมื่อหลายสิบปีก่อน มันเหมาะสมกับขบวนนี้ เพราะพื้นที่บางส่วนถูกเว้นว่างไว้ให้เป็นที่ยืนและที่วางของ และแน่นอนว่าบรรดาของสด ผัก และกะละมังปลา ก็ถูกขนขึ้นและจัดวางบนขบวนรถอย่างเรียบร้อยภายในตู้แค่ไม่กี่ตู้ในขบวน

ตลาดสถานีรถไฟมักกะสัน ปลายทางของ 'รถ(ไฟ)แม่ค้า' ที่พาของสดจากตะวันออกเข้ากรุงทุกเช้า
ตลาดสถานีรถไฟมักกะสัน ปลายทางของ 'รถ(ไฟ)แม่ค้า' ที่พาของสดจากตะวันออกเข้ากรุงทุกเช้า
ตลาดสถานีรถไฟมักกะสัน ปลายทางของ 'รถ(ไฟ)แม่ค้า' ที่พาของสดจากตะวันออกเข้ากรุงทุกเช้า

เมื่อรถไฟจอดสนิท กระบวนการถ่ายของจากบนรถไฟสู่ภาคพื้นก็เกิดขึ้น

ผักที่ถูกมัดไว้ถูกลำเลียงลงมาที่ชานชาลาพร้อมคนที่รอรับด้านล่างและเรียงขึ้นรถเข็นอย่างรวดเร็ว

กะละมังปลาช่อนที่มีปลาช่อนและปลาดุกเป็นๆ กำลังดิ้นอยู่ถูกส่งลงมาที่ชานชาลาเป็นลำดับต่อไป และตามมาด้วยแม่ค้าอีกนับสิบคนที่หอบหิ้วตะกร้าซึ่งบรรจุผลไม้ กล้วย ถุงปลาร้า และของชิ้นเล็กๆ อัดแน่นเต็มอยู่ในนั้นเป็นลำดับสุดท้ายที่ลงจากรถ 

กระบวนการทั้งหมดเกิดขึ้นและจบลงภายใน 5 นาที ถือว่าเป็นความรวดเร็วที่ต้องแข่งกับเวลา เมื่อทุกอย่างเสร็จสิ้นรถไฟขบวน 372 ก็เดินทางต่อไปปลายทางที่สถานีกรุงเทพ 

ตลาดสถานีรถไฟมักกะสัน ปลายทางของ 'รถ(ไฟ)แม่ค้า' ที่พาของสดจากตะวันออกเข้ากรุงทุกเช้า

เรามองดูของที่วางอยู่บนชานชาลาซึ่งรอการย้ายไปที่ตลาด หญิงวัยกลางคนคนหนึ่งก็ไถ่ถามว่าอยากได้อะไรไหม แน่ล่ะเราไม่ใช่มาสเตอร์เชฟ คงไม่อยากได้ปลาช่อนดิ้นแด่วๆ เอาไปทำอะไรตอนนี้แน่นอน เราเลยเลือกที่จะคุยกับเธอมากกว่า 

“ป้าจะเตรียมของทุกเย็น บางทีวางยอไว้ (อุปกรณ์จับปลา) เย็นมาก็ได้ปลา ปลาช่อนมั่ง ปลาดุกมั่ง ปลาหมอก็มี ก็จะมันใส่กะละมังปิดด้วยข่าย (ตาข่าย)

“ส่วนผักพวกสะเดา กล้วย อะไรพวกนี้ก็ปลูกเองบ้าง เก็บมาบ้าง ส่วนใหญ่แล้วผักบุ้งก็ไปเก็บมาจากท้องนาไม่ก็ริมคลอง พอได้มาก็ล้างแล้วก็มัดไว้ ของทุกอย่างต้องพร้อมเสร็จก่อนค่ำ พอเช้ามืดก็ขนทุกอย่างมาที่สถานีรอรถไฟอย่างเดียว บางทีขึ้นมาบนรถก็ขายได้ด้วย พวกคนบนรถเขาก็ซื้อของเล็กๆ น้อยๆ ไป อย่างพวกกล้วย ขนมจีนอะไรแบบนี้”

ป้าคนขายของเล่าให้ฟังระหว่างสาละวนกับการจัดระเบียบของในตะกร้า

“พอมาถึงสถานีตอนเช้าก็จะตั้งแผงแล้วก็ขาย วันไหนหมดเร็วก็ได้กลับเร็ว วันไหนหมดช้าก็กลับช้า ส่วนใหญ่แล้วก็กลับรถแปดริ้วตอนเที่ยง ไม่ก็รถคลองลึกตอนบ่ายไปเลย” 

ตลาดสถานีรถไฟมักกะสัน ปลายทางของ 'รถ(ไฟ)แม่ค้า' ที่พาของสดจากตะวันออกเข้ากรุงทุกเช้า
ตลาดสถานีรถไฟมักกะสัน ปลายทางของ 'รถ(ไฟ)แม่ค้า' ที่พาของสดจากตะวันออกเข้ากรุงทุกเช้า
ตลาดสถานีรถไฟมักกะสัน ปลายทางของ 'รถ(ไฟ)แม่ค้า' ที่พาของสดจากตะวันออกเข้ากรุงทุกเช้า

เราสงสัยเหมือนกันว่าในเมื่อตอนนี้การเดินทางด้วยถนนมันสะดวกกว่ามาก ทำไมป้าและพรรคพวกอีกหลายคนยังใช้รถไฟขนของมาขายเหมือนแต่ก่อน ป้าตอบอย่างไม่รีรอเลยว่า “มันถูก มันไม่ได้หลายเงินเหมือนขับรถมา ค่ารถไฟแค่ไม่ถึงสิบบาทกับค่าระวางอีกนิดหน่อยรวมๆ แล้วก็วันละประมาณร้อยหนึ่ง ถ้าขับรถมาไหนจะค่าน้ำมัน ค่าซ่อมรถ แล้วมันไม่ได้คล่องเหมือนรถไฟ…เอาข้าวต้มมัดไหมลูก”

ตลาดสถานีรถไฟมักกะสัน ปลายทางของ 'รถ(ไฟ)แม่ค้า' ที่พาของสดจากตะวันออกเข้ากรุงทุกเช้า
ตลาดสถานีรถไฟมักกะสัน ปลายทางของ 'รถ(ไฟ)แม่ค้า' ที่พาของสดจากตะวันออกเข้ากรุงทุกเช้า

ระหว่างนั้นป้าก็กุลีกุจอขนของทั้งหมดไปที่ตลาด เราก็ถือโอกาสนี้เดิมดูตลาดไปด้วย กิจกรรมในตลาดที่นี่ก็ไม่ต่างจากตลาดสดที่อื่น เพียงแค่ว่ามันไม่ได้มีที่ตั้งขายของแบบถาวร เป็นลักษณะแผงลอยที่ประกอบง่ายๆ เก็บง่ายๆ ร้านรวงต่างๆ ถูกแยกเป็นโซนอย่างชัดเจน โซนผัก โซนเนื้อสัตว์ โซนอาหารสำเร็จรูป โซนอาหารแปรรูป 

ผักนานาชนิดหาซื้อได้ที่นี่ ไม่ว่าจะเบสิกๆ อย่างผักกาดขาว ผักกาดหอม มะเขือเทศ ชะอม กะหล่ำปลี หรือผักอื่นๆ อย่างสะเดา มะรุม ฟักเขียว สายบัว ไหลบัว ฟักทอง ในฟากเนื้อสัตว์สดๆ ก็ไม่ต่างกัน มีให้เลือกทั้งเนื้อหมู เนื้อวัว เนื้อไก่ และยังมีปลาช่อน ปลาดุก ปลาหมอ ปลากด รวมถึงกบ ที่ยังเป็นๆ ดิ้นได้กระโดดได้อยู่ในกะละมัง การันตีถึงความสดใหม่อย่างแน่นอน นอกจากนั้น อาหารแปรรูปหลากหลายชนิดเช่นปลาร้า ที่มีทั้งเวอร์ชันน้ำบรรจุขวดและเวอร์ชันมาเป็นตัวๆ เหมือนกับปลาส้ม ขนมจีนเป็นตับเรียงสวยงาม ฟักเชื่อม ผักกาดดอง มีให้ครบจบที่ตลาดเดียว

ตลาดสถานีรถไฟมักกะสัน ปลายทางของ 'รถ(ไฟ)แม่ค้า' ที่พาของสดจากตะวันออกเข้ากรุงทุกเช้า
ตลาดสถานีรถไฟมักกะสัน ปลายทางของ 'รถ(ไฟ)แม่ค้า' ที่พาของสดจากตะวันออกเข้ากรุงทุกเช้า
ตลาดสถานีรถไฟมักกะสัน ปลายทางของ 'รถ(ไฟ)แม่ค้า' ที่พาของสดจากตะวันออกเข้ากรุงทุกเช้า

ด้วยความที่ร้านรวงต่างๆ อยู่ชิดกันค่อนข้างมากทำให้เราต้องใช้สกิลล์ในการแทรกตัวพอสมควร แต่ละคนที่มาจับจ่ายมีอุปกรณ์พร้อมมากทั้งกระเป๋า ถุงผ้า หรือแม้แต่กระสอบ IKEA ที่ทั้งสองแขนหอบหิ้วของสดในราคาถูกแสนถูกกลับไปทำอาหารอร่อยๆ ที่บ้านของตัวเอง

การซื้อขายผ่านไปเพียงไม่กี่ชั่วโมงตลาดก็เริ่มวาย บางเจ้าก็กลับบ้านโดยอาศัยรถกระบะ ส่วนเจ้าที่มากับรถไฟนั้นก็เก็บอุปกรณ์บรรจุต่างๆ ที่มีแต่ความว่างเปล่าซ้อนๆ กันและรอรถไฟขาออกเพื่อกลับไปยังที่ที่ตัวเองมา สิ่งนี้เกิดขึ้นมาเป็นสิบๆ ปีก่อนเราเกิดด้วยซ้ำ จนเวลาผ่านหลายปีกิจกรรมนี้ก็ยังคงอยู่ แม้ว่าปริมาณการขนของและแม่ค้าจะน้อยลง ก็ได้แต่แอบคิดว่าเมื่อวันที่ป้าๆ เริ่มเกษียณอายุกับอาชีพการขนของกับรถไฟมาขาย หรือเริ่มไม่ไหวแล้วจะมีใครมาสานต่อไหม หรือในวันที่รถไฟไทยถูกเปลี่ยนเป็นรถปรับอากาศล้วนทั้งขบวนที่สบายขึ้น เทคโนโลยีที่ใหม่ขึ้น ภาพวิถีชีวิตเหล่านี้จะยังมีอยู่หรือเปล่า มันอาจจะหายไปเลยหรือว่าอาจจะเจอจุดร่วมตรงกลางระหว่างรถไฟที่สะดวกสบายกับรถไฟบางขบวนที่ยังเป็นรถพัดลม ซึ่งพร้อมที่จะซัพพอร์ตวิถีคนที่ยังประกอบอาชีพค้าขายที่ยังคงต้องใช้รถไฟในการขนสินค้าและเดินทางในคราวเดียวกัน ซึ่งเราไม่รู้ว่าตอบจบของเรื่องนี้จะเป็นยังไง ในอีก 10 – 20 ปีข้างหน้ารถไฟแม่ค้าก็อาจจะกลายเป็นตำนานและคงไว้แค่เรื่องเล่าให้ลูกหลานเราฟังแค่นั้นเอง

ตลาดสถานีรถไฟมักกะสัน ปลายทางของ 'รถ(ไฟ)แม่ค้า' ที่พาของสดจากตะวันออกเข้ากรุงทุกเช้า
ตลาดสถานีรถไฟมักกะสัน ปลายทางของ 'รถ(ไฟ)แม่ค้า' ที่พาของสดจากตะวันออกเข้ากรุงทุกเช้า

ขออุทิศเรื่องนี้ให้ คุณสง่า เนียมปาน คุณย่าผู้เปิดโลกของรถไฟให้กับหลานคนนี้ กับตลาดสถานีรถไฟที่เป็นกิจวัตรประจำสัปดาห์

เกร็ดท้ายขบวน

  1. สถานีรถไฟมักกะสัน ไม่ใช่ที่เดียวกับ Airport Link มักกะสัน ซึ่งสถานีมักกะสันจะอยู่ติดกับโรงงานรถไฟมักกะสัน ย่านประตูน้ำ
  2. ช่วงเวลาจับจ่ายที่สมบูรณ์ที่สุด เริ่มต้นจากช่วง 8 โมงเช้า – 10 โมงเช้า หลังจากนั้นตลาดจะเริ่มวาย 
  3. ที่นี่ขายของทุกวันไม่เว้นวันหยุดราชการ

Writer & Photographer

วันวิสข์ เนียมปาน

มนุษย์ผู้มีรถไฟไทยเป็นเพื่อนสนิท และอยากแนะนำเพื่อนให้ชาวบ้านสนิทด้วย รักการเดินทางและชอบเดินเป็นชีวิตจิตใจ

Along the Railroad

เรื่องราวและเรื่องเล่าเกี่ยวกับรถไฟจากชายผู้ใช้ชีวิตอยู่กับรถไฟมาตลอด 30 ปี

ขับรถยนต์ก็ต้องขับตามป้าย แล้วขับรถไฟมีป้ายให้ขับตามเหมือนรถยนต์หรือเปล่า

คำถามนี้เป็นจดหมายจากทางบ้านที่ถามเยอะพอ ๆ กับรถไฟติดไฟแดงหรือเปล่า (แน่นอนมันมีติดไฟแดง) ผนวกกับมีหลายต่อหลายคนที่นั่งรถไฟแล้วไม่ได้หลับ ชอบดูวิวนอกหน้าต่างแล้วสายตาไปป๊ะเข้ากับสารพัดป้ายที่ปักอยู่ข้างทางรถไฟ บางก็เป็นตัวเลข บ้างก็เป็นตัวอักษร แต่ไม่มีใครตอบได้ว่านั่นคือป้ายที่เกี่ยวกับการเดินรถไฟหรือไม่

ตามความเข้าใจของคนทั่วไปหรือเปล่าเราไม่แน่ใจ เคยมีคนบอกว่ารถไฟก็แค่วิ่งไปตามทางของมัน ถึงสถานีแล้วก็จอด พอคนขึ้นลงเสร็จมันก็ไป แล้วก็ขับไปเรื่อย ๆ เหยียบไปเท่าไหร่ก็ได้คล้ายคลึงกับการขับรถบนท้องถนน

เฉลยความหมาย 20 ป้ายจราจรของชาวรถไฟ ที่คนทั่วไปไม่มีทางเดาถูก

เอาล่ะ รีเซ็ตกันใหม่

รถไฟต้องขับตามความเร็วที่กำหนดไว้ (Speed Limit) เพราะมีผลต่อการคำนวณเวลาเดินรถ ความปลอดภัย และภูมิประเทศ

รถไฟต้องปฏิบัติตามป้ายข้างทาง ทั้งรูปแบบของตัวเลขและตัวอักษร ซึ่งมีความหมายที่เข้าใจเฉพาะคนขับรถไฟ (และคนชอบรถไฟ)

รถไฟต้องขับตามสัญญาณไฟจราจร ซึ่งแตกต่างจากไฟจราจรของรถยนต์ตรงที่ รถยนต์จะบอกแค่ ไฟเขียวไปได้ ไฟเหลืองเตรียมตัวหยุด ไฟแดงหยุด เพื่อจัดการความคล่องตัวของการจราจร แต่สำหรับรถไฟแล้ว เหมือนกันตรงคอนเซ็ปต์เขียวไป แดงหยุด เหลืองระวัง 

แต่มีนอกเหนือกว่านั้นคือ ทางรถไฟถูกแบ่งไว้เป็นตอน ๆ (Block) แต่ละตอนมีสัญญาณไฟจราจรทำหน้าที่เป็นตัวบอก ว่าตอนนั้นหรือช่วงนั้นเป็นทางปิดหรือทางเปิด ถ้าหากเป็นทางเปิดโล่งสะดวก สัญญาณไฟจะโชว์สีเขียวออกมาให้รถไฟวิ่งต่อไปได้ หากทางข้างหน้าไม่สะดวก ไฟแดงจะส่องสว่างกระจ่างจิต ให้รถไฟต้องหยุด ก่อนจะได้รับสัญญาณอนุญาตให้เดินทางต่อไปได้

เฉลยความหมาย 20 ป้ายจราจรของชาวรถไฟ ที่คนทั่วไปไม่มีทางเดาถูก
ป้ายจราจรรถไฟไทย
เฉลยความหมาย 20 ป้ายจราจรของชาวรถไฟ ที่คนทั่วไปไม่มีทางเดาถูก
ป้ายจราจรรถไฟมาเลเซีย

ป้ายนั้นมีเยอะมาก ทั้งเจอได้ทั่วไปและเป็นป้ายแบบพิเศษที่นาน ๆ ทีจะเจอที งั้นวันนี้เรามารู้จักป้ายข้างทางที่เป็นตัวบังคับและกำหนดให้รถไฟที่เรากำลังนั่งอยู่เดินทางได้ปลอดภัยจนถึงปลายทาง และเป็นป้ายที่เจอบ่อยชนิดไปที่ไหนก็เจอ ไหน ๆ ก็เจอก็เห็นแล้วมารู้ความหมายของมันกัน

ป้ายพิกัดความเร็วสูงสุดในทางประธาน

เฉลยความหมาย 20 ป้ายจราจรของชาวรถไฟ ที่คนทั่วไปไม่มีทางเดาถูก
ป้ายบอกว่าพิกัดความเร็วสูงสุด รถดีเซลราง 120 กม./ชม. รถจักรลาก 100 กม./ชม.
เฉลยความหมาย 20 ป้ายจราจรของชาวรถไฟ ที่คนทั่วไปไม่มีทางเดาถูก
แบบความเร็วเท่ากันทั้ง 2 ประเภทรถ ด้วยสภาพภูมิประเทศจำกัด

เอาแบบเข้าใจง่ายคือ ป้ายที่บอกว่าทางรถไฟตรงนี้ กำหนดความเร็วสูงสุดเอาไว้เท่าไหร่ วิ่งได้สูงสุดเท่านี้นะ หน้าตาของป้ายเป็นรูปแปดเหลี่ยมอันเดียวหรือซ้อนกัน 2 อัน ซึ่งตัวเลขเท่ากันหรือต่างกันตามประเภทรถ

ถ้าขอบป้ายเป็นสีดำ นั่นคือความเร็วสูงสุดที่รถดีเซลราง รถไฟที่ไม่ต้องใช้หัวรถจักรลากวิ่งได้

ถ้าขอบป้ายเป็นสีเหลือง นั่นคือความเร็วสูงสุดที่รถไฟที่ใช้หัวรถจักรลากจะวิ่งได้

รถดีเซลรางใช้ความเร็วสูงสุดได้มากกว่ารถไฟที่ใช้รถจักรลาก เนื่องจากน้ำหนักของรถเบากว่า ความคล่องตัวสูงกว่า และการเบรกที่มีระยะสั้นกว่า จึงทำให้ใช้ความเร็วสูงสุดได้มากกว่าตาม

ความเร็วสูงสุดนั้นปัจจุบันอยู่ที่ รถดีเซลราง 120 กม./ชม. และรถจักรลาก 100 กม./ชม. แต่หากเป็นทางภูเขาที่มีโค้งเยอะหรือลาดชัน ความเร็วก็จะลดลงมาให้สัมพันธ์กับความปลอดภัย เพราะว่าจะมีผลกับการเบรกเมื่อลงเขาให้ปลอดภัย และการเข้าโค้งที่รถจะไม่หลุดออกนอกรางด้วย

ถ้าเห็นป้ายนี้เมื่อไหร่ ให้รู้โดยอัตโนมัติได้เลยว่า นี่คือความเร็วสูงสุดที่รถไฟจะวิ่งได้ในช่วงทางนั้น

ป้ายอนุญาตให้ใช้ความเร็วผ่านประแจ

เฉลยความหมาย 20 ป้ายจราจรของชาวรถไฟ ที่คนทั่วไปไม่มีทางเดาถูก
ป้ายบอกว่าความเร็ววิ่งทางตรง 70 กม./ชม. ความเร็วเข้าประแจ (สับราง) 15 กม./ชม.

อ่านแล้วงงไหม อะใช่ ถ้าคุณไม่ใช่ Geek รถไฟคุณงงแน่

ประแจ หมายความว่าจุดที่เปลี่ยนทิศทางรถไฟได้ หากว่ากันง่าย ๆ มันคือจุดสับราง

ความหมายคือป้ายที่บอกความเร็วเวลาคุณเจอจุดสับราง ถ้าจุดสับกำหนดให้วิ่งตรงไปจะใช้ความเร็วได้เท่าไหร่ หากตัวสับรางนั้นสับให้รถไฟเปลี่ยนทิศทางวิ่งต้องใช้ความเร็วเท่าไหร่

หน้าตาของมันเป็นป้ายรูปแปดเหลี่ยมถูกผ่าซีก เลขด้านบนคือความเร็วที่วิ่งทางตรง ส่วนเลขด้านล่างคือความเร็วที่ต้องเปลี่ยนทางวิ่ง ซึ่งเราจะพบป้ายนี้ก่อนถึงจุดสับรางนั่นเอง

มีหลักในการจำอย่างหนึ่ง ถ้าสถานีนั้นมีจุดสับรางเพียงอันเดียว ความเร็วในการสับรางจะอยู่ที่ 40 – 30 กม./ชม. แต่ถ้ามีตัวสับรางหลายตัวก็จะลดเหลือ 15 กม./ชม. เพราะถ้าวิ่งเร็ว ๆ ตอนเปลี่ยนทางวิ่งคนในรถคือเซเทกระจาดแน่นอน

ป้ายจำกัดความเร็ว

เฉลยความหมาย 20 ป้ายจราจรของชาวรถไฟ ที่คนทั่วไปไม่มีทางเดาถูก
ป้ายบอกว่าจำกัดความเร็ว 45 กม./ชม.

ป้ายรูปสี่เหลี่ยมข้าวหลามตัดพื้นสีขาว มีตัวเลขสีดำกำหนดเอาไว้ ซึ่งตัวเลขความเร็วจะต่ำกว่าป้ายความเร็วสูงสุด และป้ายชนิดนี้เป็นป้ายถาวร ใช้กับพื้นที่ที่ต้องการให้รถไฟลดความเร็วในช่วงระยะทางสั้น ๆ และเป็นการลดความเร็วแบบถาวรด้วยข้อจำกัดด้านสถานที่และภูมิประเทศ เช่น เป็นโค้งรัศมีแคบที่ใช้ความเร็วสูงสุดไม่ได้ วิ่งเร็วตามพิกัดสูงสุดไม่ได้ หรือแม้กระทั่งเป็นพื้นที่ชุมชนที่ต้องลดความเร็ว

ระยะทางที่ยาวที่สุดของป้ายนี้ที่เคยเห็นคือโค้งด้านทิศใต้ของสถานีเพชรบุรี ที่ลดความเร็วเหลือ 70 กม./ชม. กับการวิ่งผ่านโค้งแคบจำนวน 4 โค้ง รวมถึงทางรถไฟสายใต้ที่มีโค้งรัศมีแคบหลายจุดก็พบป้ายนี้ประปรายเช่นกัน

ป้ายลดความเร็ว

เฉลยความหมาย 20 ป้ายจราจรของชาวรถไฟ ที่คนทั่วไปไม่มีทางเดาถูก
ป้ายบอกว่าให้ลดความเร็วเหลือ 50 กม./ชม. ระยะทาง 700 เมตร
เฉลยความหมาย 20 ป้ายจราจรของชาวรถไฟ ที่คนทั่วไปไม่มีทางเดาถูก
ป้ายบอกว่าให้ลดความเร็วเหลือ 20 กม./ชม. ระยะทาง 400 เมตร จากการเบี่ยงทางวิ่ง

เรียกกันภาษาชาวบ้านว่า ‘ป้ายเบาทาง’

ป้ายนี้เป็นป้ายที่คนขับรถไฟไม่ชอบ คนนั่งรถไฟที่รู้ความหมายก็ไม่ชอบ มันเป็นป้ายวงกลมพื้นสีเขียวตัวเลขสีขาวกำหนดเอาไว้ เป็นป้ายชั่วคราว (แต่บางป้ายก็อยู่ชั่วนาตาปี จนสงสัยว่าชั่วคราวของเราน่าจะไม่เท่ากัน)

ป้ายเบาทางใช้สำหรับเส้นทางที่ชำรุด กำลังอยู่ระหว่างการซ่อมบำรุง หรือแม้กระทั่งช่วงหลังซ่อมบำรุงที่รอทางเซ็ตตัวให้กลับไปสู่สภาพใช้งานได้ตามปกติ ตัวเลขบนป้ายเบาทางเป็นตัวเลขที่ใช้คำว่าคลานมากกว่าวิ่ง ช่วงนี้จะเห็นป้ายนี้ได้บ่อยตรงพื้นที่การสร้างทางคู่ที่มีการเบี่ยงแนวเส้นทางวิ่งไปมา หรือการก่อสร้างที่ทำให้โครงสร้างทางไม่แข็งแรงมากพอที่จะรับความเร็วได้มาก ซึ่งมีระยะทางได้ตั้งแต่ไม่กี่เมตรจนถึงหลักกิโลเมตร บางป้ายก็มีกำกับไว้ด้วยว่า ระยะทางที่ต้องลดความเร็วนั้นมีความยาวเท่าไหร่

ป้ายเตือนระบุความเร็ว

เฉลยความหมาย 20 ป้ายจราจรของชาวรถไฟ ที่คนทั่วไปไม่มีทางเดาถูก
ป้ายเตือนบอกว่าพิกัดสูงสุดของทางวิ่งได้ 80 กม./ชม. ของสายตะวันออก
เฉลยความหมาย 20 ป้ายจราจรของชาวรถไฟ ที่คนทั่วไปไม่มีทางเดาถูก
ป้ายเตือนบอกว่าด้านหน้ามีลดความเร็ว 35 กม./ชม.

ป้ายนี้เป็นป้ายที่บอกให้ทราบล่วงหน้า หน้าตาจะเหมือนกับป้ายความเร็วชนิดต่าง ๆ ที่จะต้องควบคุมให้ลดความเร็ว แต่จะต่างกันที่มันจะมีสีเหลืองขอบดำ มีตัวอักษร ‘ต’ กำกับ พร้อมป้ายความเร็วสีเหลืองขอบดำระบุตัวเลขที่ต้องให้ลดความเร็วลง

เนื่องจากรถไฟหยุดทันทีไม่ได้ ต้องมีการเตือนก่อนล่วงหน้าประมาณ 800 เมตร ซึ่งเป็นระยะเบรกปกติ ป้ายเตือนเหล่านี้จึงทำหน้าที่บอกคนขับว่า เตรียมชะลอได้แล้ว ข้างหน้าอีกประมาณ 800 เมตร เธอต้องใช้ความเร็วเท่านี้นะ ห้ามเกิน ห้ามฝ่า โดยก่อนหน้าที่จะเจอป้ายนี้ก็มีป้ายรูปสามเหลี่ยมสีเหลืองพร้อมตัวอักษร ต คอยเตือนก่อนเช่นกัน

ป้ายปกติ

ความหมายป้ายสัญลักษณ์จราจรรถไฟทั้งบนทางประธาน จุดผ่านประแจ บนเสาโทรเลข บนรางที่เสมอถนน ซึ่งเราเคยเห็น แต่ไม่เคยรู้ความหมาย
ป้ายบอกว่าด้านหน้าใช้ความเร็วได้ปกติหลังจากลดความเร็วมาแล้ว

มาถึงป้ายนี้กันบ้าง ป้ายที่จะเป็นตัวบอกระยะสิ้นสุดของการลดความเร็ว ไม่ว่าจะเป็นการลดความเร็วที่เกิดจากป้ายจำกัดความเร็ว (ป้ายรูปข้าวหลามตัด) หรือป้ายเบาทาง (ป้ายวงกลมสีเขียว) โดยหน้าตาของมันจะเหมือนกับป้ายที่ถูกบังคับใช้ตอนแรกเป๊ะ ๆ แล้วมีตัวอักษรเขียนกำกับไว้บนป้ายตัวเบ้อเริ่มว่า ‘ปกติ’

หน้าที่ของมันคือบอกสถานะว่าจุดลดความเร็วสิ้นสุดแล้ว และหลังจากที่ท้ายขบวนผ่านป้ายนี้ไปก็ใช้ความเร็วปกติตามพิกัดทางได้เลย

ป้ายหยุด

ความหมายป้ายสัญลักษณ์จราจรรถไฟทั้งบนทางประธาน จุดผ่านประแจ บนเสาโทรเลข บนรางที่เสมอถนน ซึ่งเราเคยเห็น แต่ไม่เคยรู้ความหมาย

ป้ายบอกให้หยุด บังคับใช้เฉพาะขบวนรถที่ระบุในกรอบล่าง เช่น รถพิเศษโดยสาร รถจักรดีเซลตัวเปล่า รถยนต์ราง

ป้ายนี้นาน ๆ จะเจอที แต่ทางภูเขาจะเจอบ่อยมาก เป็นป้ายรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสพื้นสีขาวมีคำว่า ‘หยุด’ หราอยู่บนนั้น หน้าที่ของมันคือสั่งให้รถไฟหยุด ใช่ ฉันสั่งให้เธอหยุด เธอต้องหยุด

แต่ก็มีเงื่อนไขย่อยลงไปอีก คือ

ขอบป้ายสีแดง เรียกว่าป้ายหยุดรถขอบแดง รถทุกขบวนต้องหยุดที่ป้ายนี้ เมื่อได้รับสัญญาณธงเขียวก็ให้เคลื่อนที่ต่อไปได้

ขอบป้ายสีดำ เรียกว่าป้ายหยุดรถขอบดำ ต่างกับขอบแดงคือจะมีป้ายเล็ก ๆ กำหนดไว้ว่าขบวนไหนที่ต้องหยุดที่ป้ายนี้บ้าง เช่น รถสินค้า รถจักรที่วิ่งมาคันเดียว ขบวนรถงาน หรือรถบำรุงทาง ด้วยเหตุผลคือเป็นทางลงเขาลาดชัน เพื่อความปลอดภัยและป้องกันการเบรกไม่อยู่ ต้องให้รถที่มีน้ำหนักมากหยุดที่ป้ายนี้ก่อน เพื่อเซ็ตความเร็วให้เป็น 0 ก่อนจะเดินทางต่อหลังจากหยุดสนิทแล้วเป็นระยะเวลาหนึ่ง

ป้ายทางลาดชัน

ความหมายป้ายสัญลักษณ์จราจรรถไฟทั้งบนทางประธาน จุดผ่านประแจ บนเสาโทรเลข บนรางที่เสมอถนน ซึ่งเราเคยเห็น แต่ไม่เคยรู้ความหมาย
ความหมายป้ายสัญลักษณ์จราจรรถไฟทั้งบนทางประธาน จุดผ่านประแจ บนเสาโทรเลข บนรางที่เสมอถนน ซึ่งเราเคยเห็น แต่ไม่เคยรู้ความหมาย
ป้ายบอกว่าด้านหน้ามีทางลาดชัน ทั้งเป็นทางขึ้นและทางลง

ป้ายรูปแปดเหลี่ยมสีขาว มีไอคอนรถจักรไอน้ำหน้าตาน่ารักเชิดขึ้น 45 องศา หรือหัวทิ่มลง 45 องศา เป็นป้ายแบบเดียวที่ใช้ Pictogram ในการสื่อความหมาย มีหน้าที่บอกว่าทางข้างหน้าหลังจากเลยป้ายนี้จะเป็นทางรถไฟที่เป็นทางลงหรือทางขึ้นที่มีความลาดชัน ซึ่งเราพบเห็นป้ายนี้ได้มากที่สุดคือสายเหนือ รองลงมาคือสายอีสาน และสายใต้ ตามลำดับ

อารมณ์เดียวกับรูปรถบรรทุกของป้ายจราจรทางถนนนั่นแหละ

ตัวเลขบนเสาโทรเลข

ความหมายป้ายสัญลักษณ์จราจรรถไฟทั้งบนทางประธาน จุดผ่านประแจ บนเสาโทรเลข บนรางที่เสมอถนน ซึ่งเราเคยเห็น แต่ไม่เคยรู้ความหมาย
พิกัด กม.ที่ 513 (จากกรุงเทพ) เสาต้นที่ 16 ของ กม. นั้น

อันนี้ไม่เชิงว่าเป็นป้าย แต่มันคือตัวเลขที่อยู่บนเสาโทรเลขข้างทางรถไฟ ซึ่งตีตัวคู่ขนานไปตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง แม้ว่าในปัจจุบันจะเป็นการโยงสายสื่อสาร สายโทรศัพท์ สายไฟเบอร์ออปติกแล้ว เจ้าเสาโทรเลขก็ยังมีอีกหน้าที่หนึ่งที่สื่อสารกับคนขับรถไฟได้

ลองมองไปที่เสา คุณจะเห็นตัวเลขเรียงลงมา แล้วมีขีดคั่น และต่อด้วยตัวเลขอีกตัวหนึ่ง เช่น 123/5 123/6 123/7

เลขก่อนเส้นคั่น คือหลักกิโลเมตรจากสถานีกรุงเทพ ด้านหลังเส้นคั่นคือลำดับเสาโทรเลขที่อยู่ใน กม.นั้น เช่น 123/5 คือ กม.ที่ 123 เสาต้นที่ 5 ไล่ไปเรื่อย ๆ และสิ้นสุดที่เสาต้นที่ 16 แล้วจึงขึ้น กม. ใหม่พร้อมเลขลำดับที่ 1

ใน 1 กิโลเมตรบนทางราบมีเสาโทรเลข 16 ต้น ส่วนทางภูเขาก็จะมากขึ้นไปอีกตามแต่สภาพแวดล้อม อาจได้ถึง 20 – 30 ต้นเลยทีเดียว ทีนี้เจ้าตัวเลขนี้ช่วยเรายังไง มันก็ไม่ได้ต่างอะไรกับหลักกิโลเมตร แต่เป็นเวอร์ชันที่ละเอียดขึ้นมาหน่อย ใช้ประโยชน์ได้ในเวลาที่เกิดเหตุแล้วต้องแจ้งพิกัด

ป้ายหวีดรถจักร

ความหมายป้ายสัญลักษณ์จราจรรถไฟทั้งบนทางประธาน จุดผ่านประแจ บนเสาโทรเลข บนรางที่เสมอถนน ซึ่งเราเคยเห็น แต่ไม่เคยรู้ความหมาย

เป็นป้ายที่เชื่อว่าหลายคนมีคำถามมาโดยตลอด และที่สำคัญคือเป็นป้ายที่เจอบ่อยที่สุดแล้วในบรรดาป้ายทั้งหมด แถมเดายากด้วยว่าหมายถึงอะไร เพราะเป็นป้ายรูปวงกลมสีขาว มีตัวอักษร ‘ว’ ประทับ

ว หมายถึงอะไร วัดหรือเปล่า หรือว่าให้ส่งเสียงออกมาว่า “ว้าววววว”

อันนั้นก็แฟนตาซีไป จริง ๆ แล้ว ว ตัวนี้ย่อมาจาก ‘หวีดรถจักร’ ซึ่งก็คือหวูดที่เราคุ้นเคยนั่นแหละ แต่ในภาษารถไฟจะใช้คำว่า หวีด ซึ่งมีที่มาจากเสียงที่แหลมสูงตั้งแต่สมัยรถจักรไอน้ำ แถมก็คล้องกับของต่างประเทศที่ใช้คำว่า Whistle โดยป้ายลักษณะนี้ในต่างประเทศก็จะใช้คำเต็มมั่ง หรือหากย่อก็จะเป็นตัวอักษร W

ป้ายหวีดรถจักรมีสปีชีส์ย่อยลงมาอีก และแต่ละแบบก็จะบอกใบ้ให้เราทราบแตกต่างกันไป เริ่มจาก

‘ป้ายหวีดรถจักรทั่วไป’ หน้าตาก็เบสิกเลยคือเป็นป้ายวงกลมสีขาว ตัวอักษร ว เต็มวงกลมนั้น หมายถึงเป็นการเตือนทั่วไป เมื่อคนขับขับมาถึงตรงนี้และเห็นป้าย ก็เปิดหวีดรถจักร ปู๊น ๆ เข้าไปเป็นเสร็จพิธี

ความหมายป้ายสัญลักษณ์จราจรรถไฟทั้งบนทางประธาน จุดผ่านประแจ บนเสาโทรเลข บนรางที่เสมอถนน ซึ่งเราเคยเห็น แต่ไม่เคยรู้ความหมาย

‘ป้ายหวีดรถจักรสำหรับถนนผ่านเสมอระดับทางรถไฟ ไม่มีเครื่องกั้นถนน’ อันนี้คล้ายเมื่อกี้ ต่างกันแค่มีเส้นใต้ตัวอักษร ว พาดยาวจนเหมือน ว แหวน ขีดเส้นใต้ หมายถึงด้านหน้ามีถนนตัดผ่าน และตรงนั้นไม่มีเครื่องกั้นหรืออุปกรณ์กั้นถนนใด ๆ ให้เพิ่มความระมัดระวังเข้าไป

ความหมายป้ายสัญลักษณ์จราจรรถไฟทั้งบนทางประธาน จุดผ่านประแจ บนเสาโทรเลข บนรางที่เสมอถนน ซึ่งเราเคยเห็น แต่ไม่เคยรู้ความหมาย

‘ป้ายหวีดรถจักรสำหรับถนนผ่านเสมอระดับทางรถไฟมีเครื่องกั้นถนน แต่ไม่มีสัญญาณผ่านเสมอระดับทาง’ โอ้โหชื่อยาวมาก แต่จำง่าย ๆ ว่า ข้างหน้ามีถนน มีที่กั้นด้วยนะ แต่ไม่มีสัญญาณบอกให้ผ่าน คืออาจจะเป็นถนนที่ตัดผ่านและกั้นด้วยคน ต้องอาศัยดูสัญญาณธงหรือสัญญาณไฟจากคนกั้นถนนเอง อันนี้มีไม่ค่อยเยอะเท่าไหร่ เดี๋ยวนี้เจอได้น้อยแล้ว

หน้าตาของมันคือป้ายวงกลม ว แหวน เหมือนทุกป้าย พร้อมออปชันเสริมด้านล่างเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าพร้อมกากบาทเต็มใบ

ความหมายป้ายสัญลักษณ์จราจรรถไฟทั้งบนทางประธาน จุดผ่านประแจ บนเสาโทรเลข บนรางที่เสมอถนน ซึ่งเราเคยเห็น แต่ไม่เคยรู้ความหมาย

ป้ายหวีดรถจักรสำหรับถนนผ่านเสมอระดับทางรถไฟมีเครื่องกั้นถนน และมีสัญญาณผ่านเสมอระดับทาง’ อันนี้เจอบ่อยมาก ไม่ว่าจะเป็นที่กั้นมีคนกั้นหรือที่กั้นอัตโนมัติ ถ้าตัวกั้นนั้นเป็นระบบไฟฟ้าจะเชื่อมกับสัญญาณบอกรถไฟว่า ถนนกั้นเรียบร้อยแล้ว เป็นสัญญาณไฟสีขาวจำนวน 5 ดวง ซึ่งเจ้าป้ายนี้ก็จะมีรูปวงกลม 5 วง บอกไว้ว่าข้างหน้ามีเจ้าสัญญาณหน้าตาแบบนี้เลย ให้สังเกตไว้ ถ้ามันไม่ติด ไม่สว่าง ไม่กะพริบ จงชะลอและหยุดรถบัดเดี๋ยวนี้ เพราะที่กั้นยังไม่ลง

ถ้าหากเครื่องกั้นทำงานเรียบร้อย เจ้าไฟ 5 ดวงนั้นก็จะกะพริบวาบ ๆ เป็นกระสือให้รถไฟรู้ว่า ถนนกั้นแล้ว ผ่านเลยลูกพี่

ความหมายป้ายสัญลักษณ์จราจรรถไฟทั้งบนทางประธาน จุดผ่านประแจ บนเสาโทรเลข บนรางที่เสมอถนน ซึ่งเราเคยเห็น แต่ไม่เคยรู้ความหมาย

สุดท้าย ‘ป้ายหวีดรถจักรสำหรับถนนผ่านเสมอระดับทางรถไฟมีเครื่องกั้น ถนนสัมพันธ์กับสัญญาณประจำที่ไม่มีสัญญาณผ่านถนนเสมอระดับทาง’ ยกให้อันนี้ชื่อยาวสุด มันมีรูปสัญญาณไฟจราจรเพิ่มเข้ามา ซึ่งหมายความว่า เจ้าถนนข้างหน้าน่ะมันมีเครื่องกั้นนะ แต่เจ้าเครื่องกั้นนี้มันสัมพันธ์กับสัญญาณไฟ ถ้าหากไฟไม่เขียวก็ห้ามวิ่งต่อล่ะ แต่ถ้าไฟเขียวเมื่อไหร่ก็คือผ่านได้เลย เครื่องกั้นทำงานเรียบร้อยแล้ว

ความหมายป้ายสัญลักษณ์จราจรรถไฟทั้งบนทางประธาน จุดผ่านประแจ บนเสาโทรเลข บนรางที่เสมอถนน ซึ่งเราเคยเห็น แต่ไม่เคยรู้ความหมาย

รถไฟก็เช่นเดียวกันกับรถยนต์ที่ต้องขับตามป้ายจราจรกำหนด ซึ่งแม้ว่าป้ายรถไฟนั้นจะดูเป็นป้ายเฉพาะความหมายจริง ๆ เราก็สนุกไปกับการนั่งรถไฟและดูป้ายคำสั่งนั้นได้ และที่สำคัญที่สุด ไม่ว่าจะเป็นรถไฟหรือรถยนต์ การขับขี่ตามป้ายจราจรและป้ายสัญญาณคือสิ่งที่ต้องปฏิบัติเพื่อความปลอดภัย

Writer & Photographer

วันวิสข์ เนียมปาน

มนุษย์ผู้มีรถไฟไทยเป็นเพื่อนสนิท และอยากแนะนำเพื่อนให้ชาวบ้านสนิทด้วย รักการเดินทางและชอบเดินเป็นชีวิตจิตใจ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load