ในหลายมุมของกรุงเทพฯ ยังมีตลาดสดที่ขายวัตถุดิบสำหรับการประกอบอาหารที่มีหลากหลายประเภท ทั้งผัก เนื้อสัตว์ อาหารแปรรูป ซึ่งมีราคาย่อมเยา แม้ว่าจะไม่ได้ถูกบรรจุในแพ็กเกจที่สวยงามเหมือนในห้าง แต่ก็ยังถือว่าราคาเป็นมิตร สะดวกกับการเลือกสรรด้วยตัวเอง เหมาะกับบรรดาแม่บ้านที่ไม่ได้ตั้งใจจะเข้าไปซื้อของในห้างหรือสะดวกจับจ่ายแถวบ้านด้วยราคาที่สบายกระเป๋าพร้อมอุดหนุนผู้ค้ารายย่อยที่เป็นชาวบ้านอย่างเราๆ นี่แหละ

และอีกมุมหนึ่งของกรุงเทพฯ ก็ยังมีตลาดสดแบบนี้ ที่ขนบรรดาวัตถุดิบมาด้วยรถไฟขบวนยาวจากโซนตะวันออกของเมืองในทุกๆ เช้า ผ่านระยะเวลามากว่าสิบปี 

ที่นี่ ตลาดสดสถานีรถไฟมักกะสัน 

สถานีรถไฟปู๊นปู๊นใจกลางเมืองที่พาดผ่านด้วยทางด่วน ล้อมรอบด้วยตึกสูง อยู่ใกล้ตึกใบหยก ใกล้เซ็นทรัลเวิลด์ ใกล้อนุสาวรีย์ชัย 

ตลาดสถานีรถไฟมักกะสัน ปลายทางของ 'รถ(ไฟ)แม่ค้า' ที่พาของสดจากตะวันออกเข้ากรุงทุกเช้า

ยี่สิบกว่าปีก่อน

เรา…ในวัยเพียงไม่กี่ขวบ ถูกหญิงสูงอายุจูงมือเดินมาจากปากซอยหมอเหล็งย่านหัวถนนศรีอยุธยาตัดกับราชปรารภ สองคนย่าหลานเดินข้ามทางรถไฟสายตะวันออก ผ่านรั้วริมทางรถไฟลัดเลาะไปเรื่อยๆ จนไปถึงสถานีรถไฟที่ซ่อนตัวอยู่ใต้ทางด่วน สถานีรถไฟที่ดูลึกลับนั้นมีชื่อว่า ‘มักกะสัน’ 

มันคือชีวิตประจำวันของเราทุกวันเสาร์ จริงๆ ย่าพาหลานมาดูรถไฟพร้อมกับใช้แรงงานหอบหิ้วของเท่าที่จะหิ้วได้ไปด้วยในตัว เป็นการลงทุนที่คุ้มค่าไม่เบาเพราะเราก็ชอบแหละ หิ้วของนิดๆ หน่อยๆ แต่ได้ดูรถไฟแบบเต็มๆ สองคนย่าหลานจะมาถึงในช่วงสายประมาณ 9 โมงครึ่ง ซึ่งเป็นช่วงจังหวะที่มีรถไฟ 2 – 3 ขบวนรวมรถสินค้าให้ดูก่อนถึงเวลาที่รถไฟพระเอกของงานจะมาถึงในช่วงราวๆ 10 โมง (ถ้าความทรงจำเกือบ 30 ปีก่อนของเราไม่เลือนราง)

เด็กน้อยที่นั่งดูรถไฟผ่านไปผ่านมาอย่างมีความสุขพร้อมส่งเสียงเอิ๊กอ๊ากเป็นภาพที่ชินตาของคนที่สถานีไปแล้วมั้ง ย่าเองก็นั่งคุยกับคนขายของที่ชานชาลา คุยกับแม่ค้าขายลอตเตอรี่อย่างออกรสแล้วก็ได้กลับบ้านสักใบสองใบประจำ (แต่ก็ไม่เคยถูกกับเขาหรอก) 

ตลาดสถานีรถไฟมักกะสัน ปลายทางของ 'รถ(ไฟ)แม่ค้า' ที่พาของสดจากตะวันออกเข้ากรุงทุกเช้า

ขบวนรถรวม คือรถไฟที่มีตู้สินค้าและตู้โดยสารในขบวนเดียวกัน ภาพโดย William Ford

เมื่อถึงเวลา ขบวนรถไฟที่หน้าตาขึงขังก็วิ่งเข้ามาที่ชานชาลา 2 ของสถานีมักกะสัน รถไฟขบวนนี้แตกต่างจากขบวนอื่นๆ มันมีตู้สินค้าอยู่ด้านหน้าและมีตู้โดยสารอยู่ด้านหลัง เมื่อมันจอดสนิท หัวรถจักรคันนั้นก็ดึงตู้สินค้าทั้งหมดออกแล้วลากเข้าไปเก็บในทางที่ 3 ก่อนจะกลับเข้ามาต่อกับรถโดยสารแล้ววิ่งต่อไปสถานีปลายทาง ทิ้งให้ตู้สินค้าทั้งหมดจอดสนิทอยู่ที่สถานี 

ในขณะนั้นเอง แม่ค้าที่อยู่ภาคพื้นก็จะไปรับกะละมัง ชะลอม ลัง และอุปกรณ์ต่างๆ ที่มากับตู้สินค้าลงมาที่ชานชาลาและส่งต่อไปด้านหลังสถานีซึ่งเป็นลานโล่งสำหรับขายของ หลังจากนั้นไม่นานตลาดหลังสถานีก็ถูกเติมเต็มด้วยสินค้าอีกล็อตใหญ่ที่เพิ่งลงมาจากรถไฟขบวนนั้น และนั่นคือเวลาที่ย่าเดินไปจ่ายตลาดประจำวันพร้อมหลานผู้เป็นลูกสมุนช่วยขนของ

ขบวนรถไฟขบวนนี้เราเรียกลำลองว่า ‘รถแม่ค้า’ 

ตลาดสถานีรถไฟมักกะสัน ปลายทางของ 'รถ(ไฟ)แม่ค้า' ที่พาของสดจากตะวันออกเข้ากรุงทุกเช้า

พ.ศ. 2563 

ผ่านไปหลายสิบปี ย่าไม่อยู่แล้วเหลือแต่หลานยังยืนอยู่ที่ชานชาลาสถานีมักกะสันเหมือนเดิม มันมีหลายอย่างเปลี่ยนแปลงไปจากตอนนั้นมาก

ตอนนี้มีแอร์พอร์ตลิงก์วิ่งผ่านบนหัว

ตอนนี้ทางรถไฟที่สถานีมักกะสันเหลืออยู่ 2 ทาง 

และตอนนี้รถรวม 498 กบินทร์บุรี-กรุงเทพ ได้ยกเลิกไปแล้ว ทำให้ไม่มีรถไฟลูกครึ่งโดยสารและสินค้าในเส้นทางสายตะวันออกอีก 

แต่ตลาดยังอยู่

แม่ค้าก็ยังขนของทางรถไฟอยู่

แค่เปลี่ยนขบวนมาให้เช้าขึ้น

ขบวนรถไฟสายตะวันออกวิ่งผ่านพื้นที่ด้านโซนตะวันออกของกรุงเทพฯ อย่างมักกะสัน หัวหมาก ลาดกระบัง หัวตะเข้ ก่อนจะเข้าจังหวัดฉะเชิงเทราและแยกออกไป 2 ฝั่ง ฝั่งหนึ่งไปพัทยา ไปสัตหีบ อีกฝั่งหนึ่งไปปราจีนบุรี กบินทร์บุรี อรัญประเทศ และเข้ากัมพูชาที่คลองลึก 

พื้นที่ส่วนใหญ่ที่ผ่านคือ ทุ่งนา คลอง ทุ่งนา คลอง ทุ่งนา สลับกันไป

แน่นอนว่ามันคือพื้นที่เกษตรกรรมที่กว้างขวาง มีสวน มีนา มีท้องร่อง และมีคลองเยอะแยะไปหมดตามชื่อสถานีที่มีเป็นคลองเพียบ ทั้งคลองหลวงแพ่ง คลองอุดมชลจร (คลอง) เปรง คลองแขวงกลั่น คลองบางพระ คลองสิบเก้า คลองยี่สิบเอ็ด บรรดาสิ่งของธรรมชาติที่หลากหลายก็เป็นหนึ่งในชีวิตประจำวันของคนละแวกนั้น ทั้งปลูกเอง กินเอง และมันก็เกิดการค้าขายขึ้น

ตลาดสถานีรถไฟมักกะสัน ปลายทางของ 'รถ(ไฟ)แม่ค้า' ที่พาของสดจากตะวันออกเข้ากรุงทุกเช้า

หลังจากที่รถรวมกบินทร์ฯ อดีตรถไฟแม่ค้ารุ่นออริจินัลได้ล้มหายตายจากไป รถไฟที่พาแม่ค้าและของสดเดินทางเข้ากรุงเทพฯ นั้นเปลี่ยนใหม่เป็นรถธรรมดาขบวนที่ 372 ต้นสายมาจากปราจีนบุรี ปลายทางกรุงเทพ รถไฟขบวนนี้ออกจากปราจีนบุรีแต่เช้ามืด จอดรับส่งคนมาตลอดทาง และเริ่มมีสินค้าล็อตแรกขึ้นที่บ้านสร้าง ต่อด้วยบางน้ำเปรี้ยว ฉะเชิงเทรา บางเตย คลองบางพระ คลองแขวงกลั่น คลองเปรง คลองอุดมชลจร ซึ่งแม่ค้าเหล่านี้ก็ล้วนแล้วแต่เอาทรัพยากรที่เขาหาได้จากพื้นที่อาศัย ทั้งสวนของตัวเอง หรือแม้แต่การจับปลาจากคลองหรือท้องนา ขึ้นรถไฟเพื่อมาขายที่มักกะสันเป็นประจำแบบนี้ทุกวันๆ 

ตลาดหลังสถานีรถไฟมักกะสันตั้งแผงตั้งแต่เช้ามืด การจับจ่ายสินค้าเริ่มกันตั้งแต่ตลาดเปิด แผงส่วนใหญ่ถูกวางไว้ด้วยผักสด เนื้อสัตว์ ปลา อาหารแปรรูป อาหารสำเร็จรูป แต่ก็ยังมีบางแผงที่ยังว่างเปล่าเพื่อรอเพื่อนแม่ค้าที่เดินทางมากับรถไฟขบวน 372 ซึ่งจะมาถึงตอน 7 โมงเช้า 45 นาที

ตลาดสถานีรถไฟมักกะสัน ปลายทางของ 'รถ(ไฟ)แม่ค้า' ที่พาของสดจากตะวันออกเข้ากรุงทุกเช้า

7 โมงครึ่ง คือสัญญาณของการเตรียมตัว

แผนกภาคพื้นของตลาดหรือที่เราเรียกเล่นๆ ว่า ‘กราวนด์’ ยืนสแตนด์บายอยู่ที่ชานชาลาตรงจุดประจำ พวกเขาทำงานกันเป็นทีม แต่ละคนรู้ว่าตำแหน่งของตู้แม่ค้าจากปราจีนบุรีและแปดริ้วเดินทางมานั้นจอดอยู่ตรงไหนของสถานี จากนั้นพวกเขาก็แค่รอให้รถไฟเดินทางมาถึง

ไม่นานนักเสียงระฆังดังขึ้น เป็นสัญญาณว่ารถไฟเที่ยวเข้ากรุงเทพฯ กำลังจะเดินทางมาถึง นั่นคือรถชานเมืองขบวน 372 ปราจีนบุรี-กรุงเทพ ที่ห้อตะบึงมาอย่างรวดเร็วและจอดสนิทอย่างสวยงามที่ชานชาลา

ตลาดสถานีรถไฟมักกะสัน ปลายทางของ 'รถ(ไฟ)แม่ค้า' ที่พาของสดจากตะวันออกเข้ากรุงทุกเช้า

รถไฟขบวนนี้มีความยาวประมาณ 10 ตู้ 

ด้านหัวและท้ายของมันเป็นตู้รถไฟชั้นสามอย่างที่เราคุ้นเคย แต่ตู้ตรงกลางของขบวนเป็นรถสเตนเลสทาสีเขียวสังขยาดูแล้วแปลกตา ตู้แบบนี้เรียกว่าตู้ควีนส์แลนด์ที่เดินทางมาไกลจากออสเตรเลียเมื่อหลายสิบปีก่อน มันเหมาะสมกับขบวนนี้ เพราะพื้นที่บางส่วนถูกเว้นว่างไว้ให้เป็นที่ยืนและที่วางของ และแน่นอนว่าบรรดาของสด ผัก และกะละมังปลา ก็ถูกขนขึ้นและจัดวางบนขบวนรถอย่างเรียบร้อยภายในตู้แค่ไม่กี่ตู้ในขบวน

ตลาดสถานีรถไฟมักกะสัน ปลายทางของ 'รถ(ไฟ)แม่ค้า' ที่พาของสดจากตะวันออกเข้ากรุงทุกเช้า
ตลาดสถานีรถไฟมักกะสัน ปลายทางของ 'รถ(ไฟ)แม่ค้า' ที่พาของสดจากตะวันออกเข้ากรุงทุกเช้า
ตลาดสถานีรถไฟมักกะสัน ปลายทางของ 'รถ(ไฟ)แม่ค้า' ที่พาของสดจากตะวันออกเข้ากรุงทุกเช้า

เมื่อรถไฟจอดสนิท กระบวนการถ่ายของจากบนรถไฟสู่ภาคพื้นก็เกิดขึ้น

ผักที่ถูกมัดไว้ถูกลำเลียงลงมาที่ชานชาลาพร้อมคนที่รอรับด้านล่างและเรียงขึ้นรถเข็นอย่างรวดเร็ว

กะละมังปลาช่อนที่มีปลาช่อนและปลาดุกเป็นๆ กำลังดิ้นอยู่ถูกส่งลงมาที่ชานชาลาเป็นลำดับต่อไป และตามมาด้วยแม่ค้าอีกนับสิบคนที่หอบหิ้วตะกร้าซึ่งบรรจุผลไม้ กล้วย ถุงปลาร้า และของชิ้นเล็กๆ อัดแน่นเต็มอยู่ในนั้นเป็นลำดับสุดท้ายที่ลงจากรถ 

กระบวนการทั้งหมดเกิดขึ้นและจบลงภายใน 5 นาที ถือว่าเป็นความรวดเร็วที่ต้องแข่งกับเวลา เมื่อทุกอย่างเสร็จสิ้นรถไฟขบวน 372 ก็เดินทางต่อไปปลายทางที่สถานีกรุงเทพ 

ตลาดสถานีรถไฟมักกะสัน ปลายทางของ 'รถ(ไฟ)แม่ค้า' ที่พาของสดจากตะวันออกเข้ากรุงทุกเช้า

เรามองดูของที่วางอยู่บนชานชาลาซึ่งรอการย้ายไปที่ตลาด หญิงวัยกลางคนคนหนึ่งก็ไถ่ถามว่าอยากได้อะไรไหม แน่ล่ะเราไม่ใช่มาสเตอร์เชฟ คงไม่อยากได้ปลาช่อนดิ้นแด่วๆ เอาไปทำอะไรตอนนี้แน่นอน เราเลยเลือกที่จะคุยกับเธอมากกว่า 

“ป้าจะเตรียมของทุกเย็น บางทีวางยอไว้ (อุปกรณ์จับปลา) เย็นมาก็ได้ปลา ปลาช่อนมั่ง ปลาดุกมั่ง ปลาหมอก็มี ก็จะมันใส่กะละมังปิดด้วยข่าย (ตาข่าย)

“ส่วนผักพวกสะเดา กล้วย อะไรพวกนี้ก็ปลูกเองบ้าง เก็บมาบ้าง ส่วนใหญ่แล้วผักบุ้งก็ไปเก็บมาจากท้องนาไม่ก็ริมคลอง พอได้มาก็ล้างแล้วก็มัดไว้ ของทุกอย่างต้องพร้อมเสร็จก่อนค่ำ พอเช้ามืดก็ขนทุกอย่างมาที่สถานีรอรถไฟอย่างเดียว บางทีขึ้นมาบนรถก็ขายได้ด้วย พวกคนบนรถเขาก็ซื้อของเล็กๆ น้อยๆ ไป อย่างพวกกล้วย ขนมจีนอะไรแบบนี้”

ป้าคนขายของเล่าให้ฟังระหว่างสาละวนกับการจัดระเบียบของในตะกร้า

“พอมาถึงสถานีตอนเช้าก็จะตั้งแผงแล้วก็ขาย วันไหนหมดเร็วก็ได้กลับเร็ว วันไหนหมดช้าก็กลับช้า ส่วนใหญ่แล้วก็กลับรถแปดริ้วตอนเที่ยง ไม่ก็รถคลองลึกตอนบ่ายไปเลย” 

ตลาดสถานีรถไฟมักกะสัน ปลายทางของ 'รถ(ไฟ)แม่ค้า' ที่พาของสดจากตะวันออกเข้ากรุงทุกเช้า
ตลาดสถานีรถไฟมักกะสัน ปลายทางของ 'รถ(ไฟ)แม่ค้า' ที่พาของสดจากตะวันออกเข้ากรุงทุกเช้า
ตลาดสถานีรถไฟมักกะสัน ปลายทางของ 'รถ(ไฟ)แม่ค้า' ที่พาของสดจากตะวันออกเข้ากรุงทุกเช้า

เราสงสัยเหมือนกันว่าในเมื่อตอนนี้การเดินทางด้วยถนนมันสะดวกกว่ามาก ทำไมป้าและพรรคพวกอีกหลายคนยังใช้รถไฟขนของมาขายเหมือนแต่ก่อน ป้าตอบอย่างไม่รีรอเลยว่า “มันถูก มันไม่ได้หลายเงินเหมือนขับรถมา ค่ารถไฟแค่ไม่ถึงสิบบาทกับค่าระวางอีกนิดหน่อยรวมๆ แล้วก็วันละประมาณร้อยหนึ่ง ถ้าขับรถมาไหนจะค่าน้ำมัน ค่าซ่อมรถ แล้วมันไม่ได้คล่องเหมือนรถไฟ…เอาข้าวต้มมัดไหมลูก”

ตลาดสถานีรถไฟมักกะสัน ปลายทางของ 'รถ(ไฟ)แม่ค้า' ที่พาของสดจากตะวันออกเข้ากรุงทุกเช้า
ตลาดสถานีรถไฟมักกะสัน ปลายทางของ 'รถ(ไฟ)แม่ค้า' ที่พาของสดจากตะวันออกเข้ากรุงทุกเช้า

ระหว่างนั้นป้าก็กุลีกุจอขนของทั้งหมดไปที่ตลาด เราก็ถือโอกาสนี้เดิมดูตลาดไปด้วย กิจกรรมในตลาดที่นี่ก็ไม่ต่างจากตลาดสดที่อื่น เพียงแค่ว่ามันไม่ได้มีที่ตั้งขายของแบบถาวร เป็นลักษณะแผงลอยที่ประกอบง่ายๆ เก็บง่ายๆ ร้านรวงต่างๆ ถูกแยกเป็นโซนอย่างชัดเจน โซนผัก โซนเนื้อสัตว์ โซนอาหารสำเร็จรูป โซนอาหารแปรรูป 

ผักนานาชนิดหาซื้อได้ที่นี่ ไม่ว่าจะเบสิกๆ อย่างผักกาดขาว ผักกาดหอม มะเขือเทศ ชะอม กะหล่ำปลี หรือผักอื่นๆ อย่างสะเดา มะรุม ฟักเขียว สายบัว ไหลบัว ฟักทอง ในฟากเนื้อสัตว์สดๆ ก็ไม่ต่างกัน มีให้เลือกทั้งเนื้อหมู เนื้อวัว เนื้อไก่ และยังมีปลาช่อน ปลาดุก ปลาหมอ ปลากด รวมถึงกบ ที่ยังเป็นๆ ดิ้นได้กระโดดได้อยู่ในกะละมัง การันตีถึงความสดใหม่อย่างแน่นอน นอกจากนั้น อาหารแปรรูปหลากหลายชนิดเช่นปลาร้า ที่มีทั้งเวอร์ชันน้ำบรรจุขวดและเวอร์ชันมาเป็นตัวๆ เหมือนกับปลาส้ม ขนมจีนเป็นตับเรียงสวยงาม ฟักเชื่อม ผักกาดดอง มีให้ครบจบที่ตลาดเดียว

ตลาดสถานีรถไฟมักกะสัน ปลายทางของ 'รถ(ไฟ)แม่ค้า' ที่พาของสดจากตะวันออกเข้ากรุงทุกเช้า
ตลาดสถานีรถไฟมักกะสัน ปลายทางของ 'รถ(ไฟ)แม่ค้า' ที่พาของสดจากตะวันออกเข้ากรุงทุกเช้า
ตลาดสถานีรถไฟมักกะสัน ปลายทางของ 'รถ(ไฟ)แม่ค้า' ที่พาของสดจากตะวันออกเข้ากรุงทุกเช้า

ด้วยความที่ร้านรวงต่างๆ อยู่ชิดกันค่อนข้างมากทำให้เราต้องใช้สกิลล์ในการแทรกตัวพอสมควร แต่ละคนที่มาจับจ่ายมีอุปกรณ์พร้อมมากทั้งกระเป๋า ถุงผ้า หรือแม้แต่กระสอบ IKEA ที่ทั้งสองแขนหอบหิ้วของสดในราคาถูกแสนถูกกลับไปทำอาหารอร่อยๆ ที่บ้านของตัวเอง

การซื้อขายผ่านไปเพียงไม่กี่ชั่วโมงตลาดก็เริ่มวาย บางเจ้าก็กลับบ้านโดยอาศัยรถกระบะ ส่วนเจ้าที่มากับรถไฟนั้นก็เก็บอุปกรณ์บรรจุต่างๆ ที่มีแต่ความว่างเปล่าซ้อนๆ กันและรอรถไฟขาออกเพื่อกลับไปยังที่ที่ตัวเองมา สิ่งนี้เกิดขึ้นมาเป็นสิบๆ ปีก่อนเราเกิดด้วยซ้ำ จนเวลาผ่านหลายปีกิจกรรมนี้ก็ยังคงอยู่ แม้ว่าปริมาณการขนของและแม่ค้าจะน้อยลง ก็ได้แต่แอบคิดว่าเมื่อวันที่ป้าๆ เริ่มเกษียณอายุกับอาชีพการขนของกับรถไฟมาขาย หรือเริ่มไม่ไหวแล้วจะมีใครมาสานต่อไหม หรือในวันที่รถไฟไทยถูกเปลี่ยนเป็นรถปรับอากาศล้วนทั้งขบวนที่สบายขึ้น เทคโนโลยีที่ใหม่ขึ้น ภาพวิถีชีวิตเหล่านี้จะยังมีอยู่หรือเปล่า มันอาจจะหายไปเลยหรือว่าอาจจะเจอจุดร่วมตรงกลางระหว่างรถไฟที่สะดวกสบายกับรถไฟบางขบวนที่ยังเป็นรถพัดลม ซึ่งพร้อมที่จะซัพพอร์ตวิถีคนที่ยังประกอบอาชีพค้าขายที่ยังคงต้องใช้รถไฟในการขนสินค้าและเดินทางในคราวเดียวกัน ซึ่งเราไม่รู้ว่าตอบจบของเรื่องนี้จะเป็นยังไง ในอีก 10 – 20 ปีข้างหน้ารถไฟแม่ค้าก็อาจจะกลายเป็นตำนานและคงไว้แค่เรื่องเล่าให้ลูกหลานเราฟังแค่นั้นเอง

ตลาดสถานีรถไฟมักกะสัน ปลายทางของ 'รถ(ไฟ)แม่ค้า' ที่พาของสดจากตะวันออกเข้ากรุงทุกเช้า
ตลาดสถานีรถไฟมักกะสัน ปลายทางของ 'รถ(ไฟ)แม่ค้า' ที่พาของสดจากตะวันออกเข้ากรุงทุกเช้า

ขออุทิศเรื่องนี้ให้ คุณสง่า เนียมปาน คุณย่าผู้เปิดโลกของรถไฟให้กับหลานคนนี้ กับตลาดสถานีรถไฟที่เป็นกิจวัตรประจำสัปดาห์

เกร็ดท้ายขบวน

  1. สถานีรถไฟมักกะสัน ไม่ใช่ที่เดียวกับ Airport Link มักกะสัน ซึ่งสถานีมักกะสันจะอยู่ติดกับโรงงานรถไฟมักกะสัน ย่านประตูน้ำ
  2. ช่วงเวลาจับจ่ายที่สมบูรณ์ที่สุด เริ่มต้นจากช่วง 8 โมงเช้า – 10 โมงเช้า หลังจากนั้นตลาดจะเริ่มวาย 
  3. ที่นี่ขายของทุกวันไม่เว้นวันหยุดราชการ

Writer & Photographer

Avatar

วันวิสข์ เนียมปาน

มนุษย์ผู้มีรถไฟไทยเป็นเพื่อนสนิท และอยากแนะนำเพื่อนให้ชาวบ้านสนิทด้วย รักการเดินทางและชอบเดินเป็นชีวิตจิตใจ

Along the Railroad

เรื่องราวและเรื่องเล่าเกี่ยวกับรถไฟจากชายผู้ใช้ชีวิตอยู่กับรถไฟมาตลอด 30 ปี

สถานการณ์โรคระบาดในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาทำให้การเดินทางและการท่องเที่ยวหยุดชะงักไปก็ไม่น้อย ความคิดถึงการเดินทางด้วยรถไฟมันก็คุกรุ่นอยู่ในใจ อยากคว้ารองเท้าผ้าใบออกมาสวม เอาเป้มาสะพาย เอากล้องออกไปส่องโลกบนสองรางเหล็กให้หายคิดถึง

จนเมื่อความคลี่คลายค่อย ๆ คืบคลานเข้ามา ล้อเหล็กที่เคยหยุดนิ่งกลับมาหมุนวนบนรางเหล็กอีกครั้ง รถไฟขบวนยาวเริ่มเดินทางต่อแม้สมาชิกจะไม่ครบทุกขบวนก็ตาม

และนี่คือภาพถ่ายในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา บนเส้นทางรถไฟประเทศไทย

#01

ขบวนสุดท้าย…ก่อนบายเธอ

สะพานมิตรภาพไทย-ลาว หนองคาย-ท่านาแล้ง

13 ภาพถ่ายเรื่องราวรถไฟทั่วไทยใน 2 ปีที่ผ่านมา ของแฟนพันธุ์แท้รถไฟไทย

ก่อนการระบาดใหญ่จนต้องปิดพรมแดนระหว่างประเทศ รถไฟขบวนน้อยน่ารักที่เชื่อมการเดินทางระหว่างไทย-ลาว วิ่งข้ามประเทศเป็นครั้งสุดท้าย โดยที่ไม่มีใครรู้เลยว่าการงดรถไฟระหว่างประเทศจะกินเวลายาวเป็นปี

ทางรถไฟจากไทยข้ามไปลาวใช้สะพานเดียวกับถนน รางเหล็กถูกฝังอยู่บนสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 1 ข้ามแม่น้ำโขงที่เป็นพรมแดนธรรมชาติ เมื่อขบวนรถไฟมาถึง ถนนจะถูกกั้นทั้งสองฝั่ง จนกว่ารถไฟขบวนน้อยจะวิ่งข้ามไปจนถึงอีกฝั่งการจราจรบนถนนจึงกลับมาเป็นปกติ

นี่เป็นขบวนสุดท้าย ก่อนบายเธอไป…เกือบ 2 ปี

#02

คนดูรถ

สถานีกรุงเทพ (หัวลำโพง) กรุงเทพมหานคร

13 ภาพถ่ายเรื่องราวรถไฟทั่วไทยใน 2 ปีที่ผ่านมา ของแฟนพันธุ์แท้รถไฟไทย

ในทุก ๆ วัน รถไฟทุกตู้จะต้องถูกเช็ดถูภายนอกและภายในรถ ภายนอกรถอาจจะเป็นส่วนที่สกปรกง่ายที่สุด เพราะต้องวิ่งฝ่าแดดลมฝนฝุ่นในแต่ละวัน มดงานเหล่านี้มีหน้าที่ชำระล้างก่อนรถไฟจะออกจากสถานี

ไม่ใช่เพียงแค่ข้างนอก แต่ข้างในเองก็เช่นกัน โดยเฉพาะช่วงที่โรคระบาดแพร่ใหม่ ๆ งานทำความสะอาดต้องเพิ่มขึ้นมาเป็นเท่าตัวเพื่อเช็ดเบาะที่นั่งทุก ๆ ที่ ให้เราได้นั่งรถไฟกันอย่างสบายใจ

#03

คนดูราง

สถานีบ้านด่าน จ.อุตรดิตถ์

13 ภาพถ่ายเรื่องราวรถไฟทั่วไทยใน 2 ปีที่ผ่านมา ของแฟนพันธุ์แท้รถไฟไทย

ในทุก ๆ วัน ที่รถไฟวิ่งบนรางเหล็กย่อมมีความชำรุดเกิดขึ้นจากการใช้งาน คนดูแลรางของฝ่ายโยธาจำเป็นต้องตรวจสภาพทางทุก ๆ วันด้วยรถยนต์รางหรือที่เรียกกันว่ารถต๊อก

รถเหล็กหน้าตาน่ารักสีเหลืองส่งเสียงดัง ต๊อก ๆๆๆๆๆ พร้อมธงสีแดงปักเอาไว้ เป็นสัญญาณให้เรารู้ว่า หน้าที่ของคนตรวจทางได้เริ่มขึ้นในช่วงเช้าของทุกวัน เพื่อสอดส่องสายตาหาความชำรุดเล็ก ๆ น้อย ๆ และจัดการซ่อมแซมให้การเดินทางด้วยรถไฟปลอดภัยต่อไป

#04

รอคอย

สถานีพิจิตร จ.พิจิตร

13 ภาพถ่ายเรื่องราวรถไฟทั่วไทยใน 2 ปีที่ผ่านมา ของแฟนพันธุ์แท้รถไฟไทย

แม้ในช่วงที่งดวิ่งรถไฟไปหลายขบวน ตามมาตรการของรัฐเพื่อลดการเดินทางระหว่างจังหวัดและเคอร์ฟิวในช่วงเวลากลางคืน จนรถไฟข้ามคืนต้องงดให้บริการทุกขบวน แต่กระนั้นแล้วชีวิตของคนที่ยังจำเป็นต้องเดินทางยังคงมีอยู่ จนการผ่อนคลายเกิดขึ้นในช่วงระยะหนึ่ง มีการเปิดขบวนรถสายยาวช่วงกลางวันขึ้นเป็นกรณีพิเศษ เพื่อให้คนที่ยังจำเป็นต้องเดินทางได้ไปมาหาสู่ทำธุระกันได้ เราเห็นผู้คนมากมายยืนรอคอยรถไฟบนชานชาลา และเมื่อรถไฟขบวนนั้นออกจากสถานีไป ความเงียบก็กลับมาปกคลุมสถานีรถไฟอีกครั้ง

#05

อรุณสวัสดิ์

ตลาดเก๊าจาว จ.ลำปาง

13 ภาพถ่ายเรื่องราวรถไฟทั่วไทยใน 2 ปีที่ผ่านมา ของแฟนพันธุ์แท้รถไฟไทย

ทางรถไฟตัดผ่านที่ไหน ชุมชนย่อมเกิดขึ้นที่นั่น เมื่อชุมชนเกิดขึ้นก็ต้องมีเส้นทางสัญจรข้ามไปมา และเมื่อพบกับทางรถไฟก็จะต้องตัดผ่านเพื่อข้ามไปอีกฟาก ในบางเมืองนั้นทางรถไฟกับถนนอยู่คนละระดับกัน ไม่ถนนก็ทางรถไฟต้องเป็นฝ่ายที่ต้องยกหนี

ตลาดเก๊าจาวอยู่ใกล้กับสะพานรถไฟข้ามแม่น้ำวัง เมืองลำปางในช่วงเช้านั้นคึกคักและวุ่นวายมาก ทั้งรถราและรถไฟจากกรุงเทพฯ ที่มาถึงในช่วงเช้าพอดี ถนนเส้นเล็กนี้ลอดใต้ทางรถไฟเพื่อเชื่อมชุมชนสองฝั่งให้ถึงกัน ถ้าช่วงไหนรถไฟผ่านมา เราก็จะได้เห็นพี่รถไฟไซส์จัมโบ้ข้ามสะพาน จนรถราบนถนนดูเล็กจ้อยทีเดียว

#06

เพื่อนเดินทาง

สถานีสุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส

13 ภาพถ่ายเรื่องราวรถไฟทั่วไทยใน 2 ปีที่ผ่านมา ของแฟนพันธุ์แท้รถไฟไทย

สถานีสุไหงโก-ลก คือสุดท้ายปลายทางของสายใต้ และเป็นสถานีใต้สุดของประเทศไทยที่ห่างจากกรุงเทพฯ ถึงพันกว่ากิโลเมตร ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ขบวนรถที่มาถึงปลายทางแห่งนี้มีเพียงรถเร็วขบวนเลขที่ 171 และ 172 เท่านั้น ทำให้การเดินทางมีเพียงแค่เที่ยวเดียวต่อวันจากกรุงเทพฯ ผู้โดยสารมากมายที่ใช้รถไฟเดินทางข้ามคืนมากับขบวนนี้

เวลาบนรถร่วม 20 ชั่วโมงสร้างความสัมพันธ์ของผู้เดินทางได้ไม่ยากจากการพูดคุย เมื่อเริ่มต้นเดินทางเราอาจจะยังไม่รู้จักใคร แต่เมื่อลงจากรถ เราอาจโบกมือลาเพื่อนเดินทางในตู้เดียวกันนั้นโดยไม่รู้ตัว

#07

เผชิญหน้า

สถานีปางต้นผึ้ง จ.อุตรดิตถ์

13 ภาพถ่ายเรื่องราวรถไฟทั่วไทยใน 2 ปีที่ผ่านมา ของแฟนพันธุ์แท้รถไฟไทย

ทางรถไฟส่วนใหญ่ของไทยยังคงเป็นทางเดี่ยว การสวนทางต้องเกิดขึ้น ณ จุดที่เป็นสถานีเท่านั้น การสวนทางกันในสถานีหรือที่เรียกว่า ‘รอหลีก’ มักเป็นช่วงที่คนบนรถไฟลงมายืดเส้นยืดสาย และถือโอกาสเยี่ยมชมสถานีนั้น ๆ ไปด้วย ซึ่งก็มีไม่น้อยที่บรรยากาศดี

ปางต้นผึ้งที่นี่ก็เช่นกัน นับว่าเป็นสถานีแรกเลยก็ว่าได้ที่เป็นจุดเริ่มต้นของทางรถไฟซึ่งไต่ไปตามขุนเขาของภาคเหนือ และในวันที่ประจวบเหมาะ รถด่วน 51 ปลายทางเชียงใหม่ และรถเร็ว 112 จากเด่นชัย ก็จะมาเจอกันที่นี่ โดยรถด่วน 51 จะจอดรถในทางประธาน และรถเร็ว 112 จะลงเขามาเพื่อเลี้ยวเข้าทางหลีกมารับคนหน้าสถานี ภาพที่เห็นข้างหน้าก็คือรถไฟ 2 ขบวนเผชิญหน้ากัน

#08

พี่เห็นหนูด้วยหรอคะ

อุทยานแห่งชาติดอยขุนตาล จ.ลำพูน

13 ภาพถ่ายเรื่องราวรถไฟทั่วไทยใน 2 ปีที่ผ่านมา ของแฟนพันธุ์แท้รถไฟไทย

เห็นสิ ทำไมจะไม่เห็น

บนลานกางเต็นท์ของอุทยานแห่งชาติดอยขุนตาล มีพื้นที่ชมวิวที่มองออกไปต้องสดชื่นเพราะความเขียวขจีของป่า เห็นหมู่บ้านเป็นเวิ้งเล็ก ๆ อยู่ไกล ๆ และถ้ามองลงต่ำลงมาอีกหน่อย จะเห็นเส้นสีขาว ๆ จาง ๆ ของทางรถไฟเลี้ยวลดไปตามไหล่เขา

เมื่อเสียงหวีดดังขึ้น เป็นสัญญาณว่ารถไฟกำลังออกจากสถานีขุนตาน ไม่กี่อึดใจเดียว เจ้ารถไฟขบวนยาวบ้างสั้นบ้างก็ค่อย ๆ เลื้อยออกมาจากเงาไม้ ละม้ายคล้ายงูเหล็กที่เลื้อยผ่านต้นไม้ต้นแล้วต้นเล่า ความสนุกสนานคือคนที่ลานกางเต็นท์จะชี้ชวนกันดูรถไฟ บ้างก็เห็น บ้างก็ไม่เห็น

แล้วพี่ล่ะ เห็นน้องไหมจากบนดอยนั้น

#09

รับน้อง

สะพานทาชมภู จ.ลำพูน

ภาพถ่าย เรื่องราว ความทรงจำ สองข้างทางรถไฟ ระหว่าง พ.ศ. 2564 - 2565 ที่น่าบันทึกเก็บไว้ ของแฟนพันธุ์แท้รถไฟไทย

เจ้าหัวรถจักร QSY สีแดง/เทา หน้าตาดูแปลกตาเพราะไม่หน้าเหลืองเหมือนรถจักรที่รถไฟไทยใช้อยู่ ถือได้ว่าเป็นน้องใหม่ที่รุ่นพี่จับตามอง เพราะความสดใส (ของสี) และใหม่สด ไม่ว่าจะเป็นแฟนรถไฟคนไหนก็อยากเห็นน้องตัวเป็น ๆ

แต่ก่อนที่น้องจะต้องออกทำงานทำการนั้น ต้องมีการทดสอบสมรรถนะเสียก่อน และโจทย์ใหญ่ที่สุดคือการทดสอบลากจูงบนเส้นทางภูเขา ซึ่งดอยขุนตาลเป็นเหมือนข้อสอบไฟนอลของน้องที่ถ้าทำข้อสอบไม่ผ่านก็ไม่ได้ไปต่อ

นี่น่าจะเป็นกิจกรรมดักถ่ายรูปรถไฟต่างจังหวัดแรก ๆ ของเราเลยก็ว่าได้ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา สะพานทาชมภูเป็นหมุดหมายหนึ่งที่ตั้งใจจะต้องเก็บภาพให้ได้ และโชคหล่นทับที่มีคาเฟ่ความสูง 3 ชั้นตั้งอยู่ตรงมุมทองของโค้งนี้พอดี จึงทำให้ได้ภาพที่สะสวยรูปนี้มา

พี่มารับน้องใหม่แล้วนะเออ

#10

มุมบังเอิญ

สถานีการเคหะ กรุงเทพมหานคร

ภาพถ่าย เรื่องราว ความทรงจำ สองข้างทางรถไฟ ระหว่าง พ.ศ. 2564 - 2565 ที่น่าบันทึกเก็บไว้ ของแฟนพันธุ์แท้รถไฟไทย

การถ่ายรูปรถจักรไอน้ำทุกครั้งที่วิ่งเป็นภารกิจสำคัญของคนรักรถไฟที่มักมาพร้อมหน้ากันโดยมิได้นัดหมายเหมือนวันมาฆบูชา แต่นับวันผ่านไปสถานที่ที่ถ่ายรูปเริ่มซ้ำ เริ่มคนเยอะขึ้นเรื่อย ๆ จึงต้องสรรหาสถานที่ใหม่ ๆ เพื่อให้รูปดูใหม่สดและมุมแปลกอยู่เสมอ จนกระทั่งวันหนึ่งได้เห็นชัยภูมิที่สวยงามจากการลากกระเป๋ามาขึ้นรถไฟฟ้า นั่นคือสถานีการเคหะ

วันจริง มีเพียงไม่กี่คนที่มาอยู่มุมนี้ (ใช่ เราคงคิดเหมือนกัน) มุมมองนี้มันสวยมาก โล่งมาก และเห็นรถจักรไอน้ำแบบเต็มขบวนโดยไม่ต้องกังวลว่าใครจะมาบังหน้ากล้อง แต่ที่บังเอิญไปยิ่งกว่าราวกับนัดแต่ไม่ได้นัด เมื่อรถจักรไอน้ำสีดำทะมึนกำลังวิ่งมาถึงจุดถ่ายรูปนั้น เจ้ารถไฟสายสีแดงตัวขาวก็เคลื่อนออกจากสถานีแบบพอดิบพอดี จนได้รูปของรุ่นทวดและรุ่นเหลนมาเจอกันโดยไม่ได้นัดหมายแบบบังเอิญ ๆ

#11

กลับบ้าน

สถานีกรุงเทพ (หัวลำโพง)

ภาพถ่าย เรื่องราว ความทรงจำ สองข้างทางรถไฟ ระหว่าง พ.ศ. 2564 - 2565 ที่น่าบันทึกเก็บไว้ ของแฟนพันธุ์แท้รถไฟไทย

วันนั้นฝนตกหนักมาก เป็นวันสิ้นสุดภารกิจของขบวนรถจักรไอน้ำนำเที่ยว ปกติแล้วคุณทวดจะโชว์ตัวอยู่ที่สถานีกรุงเทพระยะหนึ่งแล้วจึงเดินทางกลับ แต่เผอิญว่าพระพิรุณไม่รู้ไปโกรธใครมา ไม่พูดไม่จาก็ถล่มลงมาจนไปไหนไม่ได้

แต่รถจักรไอน้ำกลับได้

ความร้อนของไอน้ำและตัวถังรถ มาเจอกับความเย็นของฝนเม็ดใหญ่ที่ถล่มลงมาแบบไม่ลืมหูลืมตาจนเป็นฝ้าไปหมด ทำให้ไอน้ำสีขาวของคุณทวดไอน้ำยิ่งเด่นชัดขึ้นในสายฝนนั้น

ความดำทะมึนของตัวรถ ความขาวของไอน้ำ และแสงไฟสีแดงสองดวงเหมือนลูกตาเหมือนกับอสุรกายดุดันที่กำลังจ้องเราอยู่จากสายฝนที่โหมกระหน่ำ

แต่คุณทวดไม่ใช่อสุรกาย เขาคือคนแก่ใจดีที่ส่งเสียงฉึกฉักแข่งกับเสียงฝนเสียงฟ้า ก่อนจะค่อย ๆ ลับหายไปในม่านฝนเพื่อพักผ่อนรอออกมาเจอพวกเราใหม่ในรอบถัดไป

#12

แดงไหน

สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์

ภาพถ่าย เรื่องราว ความทรงจำ สองข้างทางรถไฟ ระหว่าง พ.ศ. 2564 - 2565 ที่น่าบันทึกเก็บไว้ ของแฟนพันธุ์แท้รถไฟไทย

เจ้าหนูลมกรดหน้าแป้นทะยานตัวด้วยความเร็วจากสถานีกลางกรุงเทพฯ หรือที่รู้จักกันว่าสถานีกลางบางซื่อไปทางรังสิตและตลิ่งชัน นี่คือรถไฟสายสีแดงทีเป็นน้องใหม่ไฟแรง (รถก็แรง) ของชาวกรุงเทพฯ และปทุมธานี

ในช่วงแรกที่สายสีแดงเปิดใช้งาน มีเหล่า Railfan มากมายไปนั่งเล่น (เพราะมันฟรี) จากคนน้อยในช่วงแรก ๆ เพราะคน Work from Home ก็ค่อย ๆ เพิ่มปริมาณคนเยอะขึ้นหลังจากสถานการณ์คลี่คลาย จนตอนนี้น้องแดงมีเพื่อนใหม่เป็นมนุษย์มากมายหลังจากเหงาหงอยมานาน

ทุกครั้งที่ขึ้นมาบนชานชาลา ก็จะต้องเซย์ไฮทักทายน้องก่อนจากมุมบันไดนี้ทุกครั้ง และถ้ามีน้องเข้ามา2 ขบวน ก็จะเห็นเจ้าหนูหน้าแป้นยืนต้อนรับเราอยู่ตรงชานชาลานั้นเอง

#13

ขึ้นทางด่วน

สถานีจตุจักร กรุงเทพมหานคร

ภาพถ่าย เรื่องราว ความทรงจำ สองข้างทางรถไฟ ระหว่าง พ.ศ. 2564 - 2565 ที่น่าบันทึกเก็บไว้ ของแฟนพันธุ์แท้รถไฟไทย

พ.ศ. 2566 เมื่อโลกเริ่มกลับเข้าสู่สภาวะปกติ การเดินทางกลับมาคึกคักขึ้น นักท่องเที่ยวเริ่มกลับมาเดินทาง และรถไฟไทยกำลังจะใช้สถานีกลางกรุงเทพฯ หรือที่เราเคยรู้จักกันว่าสถานีกลางบางซื่อเต็มรูปแบบ ซึ่งรถไฟปู๊น ๆ ส่วนใหญ่จะย้ายจากหัวลำโพงมาสถานีกลางด้วย จึงทำให้รถไฟที่ออกจากสถานีกลางต้องวิ่งบนทางยกระดับร่วมกับรถไฟสายสีแดง ซึ่งปีที่ผ่านมาก็ได้มีการซ้อมเดินรถร่วมกับสายสีแดงเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เพื่อทดสอบการเดินรถ รวมถึงฝึกอบรมคนขับให้เรียนรู้กับสภาพทางและเส้นทางใหม่

มันเลยดูเหมือนรถไฟปู๊น ๆ ไปวิ่งอยู่บนทางด่วน ไม่ใช่แค่รถที่ออกจากสถานีกลาง รถที่ออกหัวลำโพงก็จะต้องขึ้นมาวิ่งบนนี้เหมือนกัน คงน่าตื่นเต้นเหมือนกันที่จากเดิมเคยนั่งรถไฟวิ่งบนพื้นขนานกับถนนวิภาวดีรังสิตไปเรื่อย ๆ ส่วนของใหม่มาวิ่งด้านบนขนานระดับเดียวกับดอนเมืองโทลเวย์ด้วยความเร็วแบบเต็มพิกัด

วิวจากหน้าต่างจะเป็นยังไงกันเนี่ย

แค่คิดก็สนุกแล้ว

Writer & Photographer

Avatar

วันวิสข์ เนียมปาน

มนุษย์ผู้มีรถไฟไทยเป็นเพื่อนสนิท และอยากแนะนำเพื่อนให้ชาวบ้านสนิทด้วย รักการเดินทางและชอบเดินเป็นชีวิตจิตใจ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load