ลองถามคนรอบตัวดูสักครั้งว่า “อาหารพม่าเป็นยังไง?”
คำตอบที่ได้มักวนเวียนอยู่กับคำว่า “มัน” บ้าง “คล้ายแกงฮังเล” บ้าง หรือถ้าโชคดีหน่อยก็อาจได้ยินคำว่า “สลัดใบชา” ซึ่งนั่นก็ยังไม่ได้บอกอะไรมากนัก
จักรวาลอาหารพม่าเป็นอย่างไร ผู้ไขปริศนานี้ได้คือ Lady GooGoo หรือ GooGoo (Phyu-Cyn) ผู้หญิงตัวเล็กๆ ที่เดินทางเก็บเกี่ยวประสบการณ์ด้านอาหารในพม่าจากเหนือจรดใต้ แล้วออกเดินทางไปยุโรปและอีกหลายประเทศ ผ่านประสบการณ์จากที่ปรึกษาด้านประชาสัมพันธ์ ทำอาหารเป็นอาชีพมาร่วม 3 ปี โดยนำเสนออาหารพม่าในรูปแบบใหม่ ทันสมัย แต่ไม่ประนีประนอมรสชาติ
ไม่ใช่เชฟจากโรงเรียนสอนทำอาหาร แต่เป็นเชฟที่ใช้ชีวิตเป็นตำรา
Lady GooGoo หรือ Phyu-Cyn ไม่ใช่เชฟที่ผ่านการฝึกอบรมในครัวระดับมิชลิน เธอเป็นที่ปรึกษาด้านประชาสัมพันธ์ที่ผันตัวมาทำอาหารด้วยความหลงใหล เธอเริ่มทำอาหารตั้งแต่อายุ 12 ปี และระหว่างที่เรียนในสหราชอาณาจักรนานถึง 7 ปี ก็ทำอาหารให้เพื่อนและในงานระดมทุนต่างๆ
เธอเล่าว่า “Pop-up chose me” มากกว่าที่เธอจะเลือกมัน ซึ่งฟังดูเรียบง่าย แต่นั่นคือสิ่งที่พิสูจน์ว่าเมื่ออาหารของคุณดีพอ คนจะหาทางมาหาคุณเอง
ความน่าสนใจของ Lady GooGoo ไม่ได้อยู่แค่ที่ทักษะการปรุงอาหาร แต่อยู่ที่วิธีมองอาหารพม่าในฐานะ “ผู้สื่อสาร” ไม่ใช่แค่ผู้ปรุง เธอเติบโตในย่างกุ้ง เรียนที่อังกฤษ ทำงานในแวดวงพีอาร์ และนำทุกประสบการณ์นั้นกลับมาใส่ในจาน
อาหารพม่าคืออะไร ถ้าไม่ใช่แค่แกงมัน

หนึ่งในภารกิจหลักของ Phyu-Cyn คือการทำลายภาพจำที่ว่าอาหารพม่าคืออาหารมันๆ หนักๆ
เธอบอกว่า “อาหารพม่าหลากหลายมาก หลังจากโลกได้ค้นพบอาหารจีน อาหารมาเลย์ อาหารไทย อาหารเวียดนาม อาหารลาว เราก็คิดว่าอาหารพม่าเป็นอีกอย่างหนึ่งที่ทุกคนในโลกควรได้รับรู้ เพราะมีรสชาติหลากหลายจากหลากชาติพันธุ์ และยังเป็นอาหารที่ทำรสชาติให้ถูกปาก-ถูกใจคนได้ง่าย”
พม่าเป็นประเทศที่มีชนชาติกว่า 135 กลุ่มชาติพันธุ์ ตั้งอยู่บนจุดตัดของอาหารจีน อินเดีย ไทย และลาว แต่ยังคงมีเอกลักษณ์ของตัวเองที่ชัดเจน อาหารพม่าทางเหนือมีกลิ่นอายของยูนนาน ทางใต้ชายฝั่งเต็มไปด้วยซีฟู้ด ทางภาคอีสานมีรสชาติแบบฉาน และในย่างกุ้งเองก็มีอาหารสายอังกฤษ-พม่าที่ผสมผสานมาตั้งแต่ยุคอาณานิคม นี่คือความซับซ้อนที่ lady googoo พยายามจะเล่า
lahpet thoke สลัดใบชาที่ไม่ใช่แค่สลัด
ถ้าจะเข้าใจอาหารพม่าผ่านจานเดียว จานนั้นต้องเป็น lahpet thoke หรือสลัดใบชาหมัก
ใบชาหมักในสลัดนี้มีประวัติศาสตร์ยาวนานในพม่า ในอดีตใบชาหมักถูกใช้เป็นสัญลักษณ์แห่งสันติภาพ เป็นของที่นำมาแลกเปลี่ยนเพื่อยุติข้อพิพาทระหว่างอาณาจักรที่ทำสงครามกัน และในยุคปัจจุบัน lahpet ยังคงเป็นสัญลักษณ์ของการต้อนรับแขกผู้มาเยือน
ส่วนประกอบของ lahpet thoke ประกอบด้วยใบชาหมักเป็นฐาน ผสมกับกะหล่ำปลีสด มะเขือเทศ ถั่วทอด ถั่วลิสง งา ขิง กระเทียม คลุกเคล้าด้วยน้ำมัน น้ำปลา และน้ำมะนาว ความซับซ้อนของรสชาติที่ได้คือ เปรี้ยว ขม กรอบ นุ่ม และมีกลิ่นหอมของชาที่ไม่เหมือนอาหารชาติใดในโลก
Lady GooGoo มักใช้ lahpet thoke เป็นจาน “เปิด” ในงาน pop-up ของเธอ เพราะมันทำหน้าที่เป็นทั้งคำทักทายและคำอธิบายวัฒนธรรมในคราวเดียวกัน
Pop-up ที่ไม่ใช่แค่ดินเนอร์ แต่คือการทูต
Lady GooGoo ได้จัด Pop-up Dinner และ Chef’s Table ทั้งทำเดี่ยวและทำร่วมกับเชฟชื่อดังมาหลายคนแล้ว ทั้งในกรุงเทพฯ และจังหวัดใหญ่ๆ
เธอได้นำอาหารพม่าไปจัด Supper Club และ Pop-up ทั่วยุโรป ตั้งแต่ Burmese Picnic ในปารีส ไปจนถึงการทำอาหารในออร์แกนิกดิสทิลเลอรีในสตอกโฮล์ม
รูปแบบงาน pop-up ที่ lady googoo เลือกไม่ใช่แค่การขายมื้ออาหาร แต่คือการออกแบบประสบการณ์ที่ให้คนได้สัมผัสพม่าผ่านทุกประสาทสัมผัส ทั้งกลิ่น รสชาติ เรื่องเล่า และที่มาของวัตถุดิบ แต่ละจานมาพร้อมบริบท ไม่ว่าจะเป็นว่าใบชาชนิดนี้มาจากรัฐฉานอย่างไร หรือทำไมซุปโมฮิงกาถึงเป็นอาหารเช้าที่คนพม่าทุกชนชั้นกิน
Conrad Bengaluru ในเดือนสิงหาคม 2025 ได้เชิญ Chef Goo Goo มาจัด Pop-up สามวันโดยนำเสนอเรื่องราวผ่านจานอาหาร เปรียบดั่งการเดินทางจากถนนในย่างกุ้ง ตลาดกรุงเทพ และครัวอังกฤษ ทุกจานสะท้อนปรัชญาของเธอในการปรุงอาหารด้วยความทรงจำ ความเมตตา และความลึกทางวัฒนธรรม
วัตถุดิบท้องถิ่น ราคาสูง แต่เธอไม่ขอประนีประนอม

หนึ่งในสิ่งที่ผู้คนมักตั้งคำถามกับเชฟพม่าคนนี้คือเรื่องราคา เมนูอาหารพม่าที่ใช้วัตถุดิบท้องถิ่นแต่ตั้งราคาสูงกว่าที่คาดไว้
เธอตอบอย่างชัดเจนว่า “ไม่ใช่เลย อาหารท้องถิ่นก็ขึ้นอยู่กับวัตถุดิบที่คุณใช้ สำหรับเรา เราเชื่อในเรื่องการใช้วัตถุดิบท้องถิ่นที่มีคุณภาพ และเพื่อให้ได้วัตถุดิบที่ดีที่สุด เรายอมจ่ายในราคาแพงขึ้นเพื่อให้ได้ของสดและมีคุณภาพจริงๆ เวลาไปทำอาหารที่ไหนเราจึงไม่ค่อยเอาอะไรติดตัวไป เพราะอยากใช้ของท้องถิ่น”
นี่คือปรัชญาที่ lady googoo ยึดถือมาตลอด และมันทำให้งานของเธอมีความหมายมากกว่าแค่การปรุงอาหารอร่อย เธอกำลังสร้างระบบนิเวศของอาหารที่เชื่อมเกษตรกร วัตถุดิบ วิธีปรุง และผู้กิน เข้าไว้ในเส้นเรื่องเดียวกัน
ฝันที่ใหญ่กว่าจาน
เธอพูดถึงสถานการณ์บ้านเกิดอย่างตรงไปตรงมาว่า “ด้วยช่วงหลังโควิด เมียนมาเกิดรัฐประหารอีกรอบ กลุ่มคนทำงานด้านอาหารเลยผลักดันเรื่องการนำอาหารท้องถิ่นเป็น Soft Power ไม่ได้”
คำพูดนี้บอกอะไรได้มาก เพราะในขณะที่ประเทศอื่นในอาเซียนต่างใช้อาหารเป็น Soft Power ดึงดูดนักท่องเที่ยวและสร้างภาพลักษณ์ พม่ากำลังเผชิญกับความท้าทายที่ใหญ่กว่านั้นมาก Lady GooGoo จึงไม่ได้ทำงานแค่ในฐานะเชฟ แต่ทำงานในฐานะทูตวัฒนธรรมที่ต้องแบกรับทั้งความหวังและความหนักใจไปพร้อมกัน
เธอบอกว่าเพื่อนบ้านอย่างลาวและเวียดนามต่างมีทูตด้านอาหารที่พาอาหารของตัวเองออกไปสู่โลก และเธอหวังว่าจะได้ทำสิ่งเดียวกันให้กับอาหารพม่า โดยนำเสนอความหลากหลายของมัน
กรุงเทพฯ คือบ้านหลังที่สองของอาหารพม่า
ในกรุงเทพฯ Lady Googoo หรือเชฟสาวชาวพม่าคนนี้ ยังได้รับเชิญให้ร่วมออกแบบเมนูสลัดพม่าให้กับร้านอาหารในกรุงเทพฯ ด้วย อย่างเมนูส้มตำพม่าและสลัดใบชาพม่าให้กับร้าน Kaen
การที่ lady googoo เลือกกรุงเทพฯ เป็นฐานปฏิบัติการไม่ใช่เรื่องบังเอิญ กรุงเทพฯ คือเมืองที่มีชาวพม่าอาศัยอยู่จำนวนมาก และเป็นเมืองที่นักกินและนักทำอาหารจากทั่วโลกมาพบปะกัน มันคือพื้นที่ทดสอบที่สมบูรณ์แบบสำหรับอาหารที่ยังไม่เป็นที่รู้จัก
สิ่งที่ Lady GooGoo กำลังทำในกรุงเทพฯ และทั่วโลกจึงไม่ใช่แค่การเปิดpop-up dinner กรุงเทพ แต่คือการเขียนประวัติศาสตร์บทใหม่ของ อาหารพม่า ทีละจาน ทีละเรื่องเล่า ในช่วงเวลาที่อาหารของเธอต้องทำงานหนักกว่าเชฟคนอื่นๆ เพราะมันต้องเป็นทั้งอาหาร เรื่องราว และเสียงของประเทศที่ยังไม่มีพื้นที่พูด
