การแข่งขันกีฬาของคนพิการ หรือแม้กระทั่งมหกรรมกีฬาที่ใหญ่ที่สุดของพวกเขาอย่างพาราลิมปิก ไม่เคยได้รับความนิยมในประเทศไทย นี่คือความจริงที่เกิดขึ้น ถึงแม้ว่าจะมีผลงานที่ได้รับการยอมรับในเวทีระดับโลก และมีผู้ให้การสนับสนุนอย่างสม่ำเสมอ จนกระทั่งการมาถึงของ คุณจุตินันท์ ภิรมย์ภักดี หรือที่น้อง ๆ ในวงการกีฬาคนพิการเรียกอย่างสนิทสนมว่า ‘นาย’ พร้อมด้วยทีมงานคณะกรรมการพาราลิมปิกแห่งประเทศไทยได้ก้าวเข้ามา พร้อมกับตั้งภารกิจที่เรียกได้ว่าเรียกร้องต่อตัวนักกีฬา ผู้ชมอย่างเรา ๆ รวมไปถึงคณะผู้บริหารอย่างตัวเขาเองอย่างมาก ด้วยประโยคสั้น ๆ แต่ทรงพลังและสร้างความคาดหวัง

ความสำเร็จของพาราลิมปิกไทย จากแนวคิดของผู้ที่มองว่าการพัฒนาสำคัญกว่าผลการแข่งขัน

“เราจะต้องดีขึ้นกว่าเดิม”

น่าสนใจว่าพวกเขาและประธานคณะกรรมการพาราลิมปิกแห่งประเทศไทยอย่าง จุตินันท์ ภิรมย์ภักดี ฝันอะไร และคาดหวังแค่ไหนกับวงการนี้

“การแข่งขันครั้งที่ผ่านมา ถ้ามองในเรื่องจำนวนเหรียญ เราได้สิบแปดเหรียญ ซึ่งเท่ากับพาราลิมปิกครั้งที่แล้ว ที่ Rio ปี 2016”

เขาเริ่มด้วยสถิติที่ทัพนักกีฬาไทยทำได้ ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ผลงานของนักกีฬาเป็นสิ่งที่เขาให้ความสนใจอย่างจริงจัง 

“ถ้ามองจำนวนเหรียญทอง เหรียญเงิน เราลดลงหนึ่งเหรียญ แต่ถ้ามองในอันดับ ผมเห็นว่าเราทำได้ดี ครั้งนี้เราอยู่ที่อันดับยี่สิบห้า ใกล้เคียงกับครั้งที่ผ่านมา

ถึงแม้จำนวนเหรียญจะลดลง แต่อันดับที่ทำได้ รวมถึงผลงานนักกีฬาโดยรวม แสดงให้เห็นถึงพัฒนาการอย่างชัดเจน เพราะหลายชนิดกีฬามีการปรับเปลี่ยน หลายประเทศพัฒนาขีดความสามารถของตัวเองให้ใกล้กับหัวแถวได้ แม้จีนจะยังครองตำแหน่งเจ้าเหรียญทอง แต่เหรียญที่ทำได้ก็ลดลง แสดงให้เห็นถึงการแข่งขันที่เข้มข้นขึ้น ซึ่งทำให้เหรียญรางวัลกระจายกันมากขึ้น และก็อาจทำให้คณะกรรมการพาราลิมปิกตั้งเป้าหมายได้ง่ายขึ้นด้วย

“พูดได้ว่าเรายังคงเป็นที่หนึ่งในอาเซียนและเป็นแถวหน้าของเอเชีย ผมถือว่าเราทำได้ดี” เขากล่าวอย่างมั่นใจ ซึ่งไม่ได้ลอยมาจากอากาศ แต่มาจากการที่เขามีประสบการณ์การเป็นผู้จัดการทีมนักกีฬาไทยมาตั้งแต่ พ.ศ. 2548 ก่อนจะรับตำแหน่งประธานคณะกรรมการพาราลิมปิกแห่งประเทศไทยใน พ.ศ. 2552 ซึ่งผ่านมากว่า 10 ปี จากทีมที่เคยต้องรอนักกีฬาปกติซ้อมเสร็จก่อนถึงจะได้ใช้สนามซ้อม ทีมที่เคยได้เก็บตัวแค่เดือนเดียว เทียบกับนักกีฬาปกติ 6 เดือน คุณจุตินันท์ผลักดันให้ทัพนักกีฬาคนพิการไทยขึ้นมาเป็นแถวหน้าของเอเชียอย่างภาคภูมิ

ความสำเร็จของพาราลิมปิกไทย จากแนวคิดของผู้ที่มองว่าการพัฒนาสำคัญกว่าผลการแข่งขัน

“ครั้งแรกที่ได้รู้จักกีฬาคนพิการ ผมยังไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่ ยังไม่รู้ถึงความเป็นกีฬา พอได้คลุกคลีอยู่สองถึงสามปี ไปดูการซ้อม การเก็บตัว ไปดูการแข่งขัน อยู่ข้างสนาม กินนอนด้วยกัน ทำให้ผมเข้าใจมากขึ้น กว่าที่นักกีฬาพาราลิมปิกจะเดินทางมาถึงจุดที่พวกเขาอยู่ตรงนี้ ต้องเสียสละอะไรมาบ้าง ผ่านอะไรมาบ้าง ต้องฝึกฝนตัวเองมากแค่ไหน ไม่ใช่แค่ฝึกด้านร่างกาย แต่ต้องฝึกจิตใจด้วย ไม่ต่างจากนักกีฬาปกติเลย” 

การเป็นผู้บริหารไม่ใช่การทำหน้าที่ในการจัดการปัจจัยภายนอก เช่น การจัดหาการแข่งขันให้นักกีฬาหน้าใหม่ได้มีสนามลับฝีมือ หรืออำนวยความสะดวกยิบย่อยเช่น ที่ซ้อม ที่พัก เท่านั้น แต่ยังหมายถึงการเข้าไปอยู่ในชีวิตของพวกเขา เข้าใจความหวัง ความฝัน ความกลัว อารมณ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องยากสำหรับคนปกติ ที่ไม่เข้าใจความยากลำบากที่คนพิการกำลังเผชิญได้เลย

“ยกตัวอย่างนะ สนามกีฬาของนักกีฬาปกติไม่มีอุปกรณ์อำนวยความสะดวกที่คอยช่วยเหลือคนพิการ เช่น ทางลาดสำหรับรถเข็น ห้องน้ำคนพิการ ผมเลยเข้ามาช่วยเขาทุกเรื่อง ทั้งเรื่องชีวิต ความเป็นอยู่ เรื่องหมอ เรื่องกฎหมาย เรื่องทนาย ไม่ใช่แค่เรื่องเงิน เราดูแลชีวิตกันและกัน เลยมีความผูกพันกัน” เขาย้ำประเด็น “ผมก็เป็นนักกีฬา ผมมีประสบการณ์ทั้งเคยเป็นนักกีฬา เป็นโค้ช เป็นผู้บริการสมาคมกีฬา ผมถึงเข้าไปช่วยเขา ตั้งแต่ยังไม่มีใครให้ความสำคัญเลย ผมเข้าใจเขา จึงต้องทำให้เกิดความรู้สึกว่า เราพวกเดียวกัน ถ้ามีอะไรที่ต้องช่วย ผมจะช่วยอย่างเต็มที่ ทั้งในฐานะประธานฯ และฐานะคนกีฬาเหมือนกัน”

ความสำเร็จของพาราลิมปิกไทย จากแนวคิดของผู้ที่มองว่าการพัฒนาสำคัญกว่าผลการแข่งขัน

สำหรับเป้าหมายของพาราลิมปิกปารีส ปี 2024 เขาให้ความสำคัญเรื่องการแข่งขันน้อยกว่าการวางแผน ซึ่งเขามองว่าเป็นตัวแปรสำคัญที่จะทำให้ทุกความฝันและความคาดหวังเป็นจริงได้

“วันนี้พาราลิมปิกเป็นที่รู้จักและได้รับการยอมรับในโลกมากขึ้น ทำให้มีกีฬาใหม่ ๆ เกิดขึ้น กฎกติกาก็พัฒนาไป นักกีฬาหน้าใหม่เกิดขึ้นจำนวนมาก ความสำเร็จจะแพร่กระจายสู่ประเทศต่าง ๆ เยอะขึ้น ซึ่งมันเป็นพัฒนาการของกีฬา การแข่งขันในระดับอาเซียนและเอเชียจะดุเดือดมากขึ้น เพราะทุกประเทศหันมาให้ความสำคัญกับกีฬาคนพิการมากขึ้น ทุ่มงบประมาณมากขึ้น การวางแผนการสร้างทีมและการใช้งบประมาณต้องสอดคล้องกัน และใช้ให้ถูกวิธี”

เป้าหมายของแต่ละสมาคมแตกต่างกันออกไป แต่หลักใหญ่ที่ทุกสมาคมมีร่วมกัน คือความเชื่อที่ว่า “เราจะต้องดีขึ้น” ซึ่งคุณจุตินันท์ให้ความสำคัญกับการพัฒนาตลอดเวลา ทั้งในแง่การจัดการและการแข่งขัน 

“สำหรับพาราลิมปิกครั้งหน้าที่ฝรั่งเศส ถ้าเราให้ความสำคัญเรื่องเหรียญอย่างเดียวคงไม่ถูกต้องนัก ด้วยเหตุผลสองประการ คือ รายการการแข่งขันของกีฬาคนพิการจะมีการปรับลด-เพิ่มตลอดเวลา ทำให้โอกาสในการการทำเหรียญเปลี่ยนไปตามรายการ การแข่งขันที่ถูกตัดออก หรือ เพิ่มเข้ามาตลอด อีกประการหนึ่งคือ หลัก ๆ ของการแข่งขันพาราลิมปิก เน้นที่การมีส่วนร่วม ไม่ใช่การสร้างสถิติ ทำให้ทุกการแข่งขันต้องพยายามปรับ เพื่อเพิ่มโอกาสให้นักกีฬามีส่วนร่วมในเกมมากขึ้น”

หลาย ๆ ชนิดกีฬา เริ่มมีนักกีฬาหน้าใหม่ที่เติบโตมาช่วยรุ่นพี่สร้างผลงานแล้ว เช่น ยกน้ำหนัก ว่ายน้ำ และฟันดาบ รวมไปถึงเทเบิลเทนนิสและยิงปืน แต่ไฮไลต์สำคัญคือ ทัพนักกีฬาวีลแชร์เรซซิ่ง

‘จุตินันท์ ภิรมย์ภักดี’ เบื้องหลังความสำเร็จของทัพนักกีฬาพาราลิมปิกไทย และความเชื่อว่าวงการกีฬาคนพิการไทยดีได้กว่าที่เคยฝันไว้

“ผมยังเชื่อว่าทีมวีลแชร์เรซซิ่งจะทำผลงานได้ดี พัฒนามาตลอด ตั้งแต่ได้เหรียญทองในปี 2000 เป็นต้นมา จนถึงตอนนี้กว่ายี่สิบเอ็ดปี พวกเขาทำได้ยังไง มีการสร้างนักกีฬารุ่นใหม่ ๆ ขึ้นมาเสริมทีมตลอด ตั้งแต่ เรวัตร์ ต๋านะ, ประวัติ วะโฮรัมย์, สายชล คนเจน เรื่อยมาจนถึง พงศกร แปยอ อธิวัฒน์ แพงเหนือ ซึ่ง โค้ชสุพรต เพ็งพุ่ม เป็นคนเก่ง สร้างทีม สร้างความเป็นครอบครัวในทีมให้เกิดขึ้นได้” 

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พงศกร แปยอ หรือ ‘เจ้ากร’ เจ้าของ 3 เหรียญทองและสถิติโลกคนล่าสุด คนที่ติดตามการแข่งขัน T53 800 เมตร จะเห็นว่าเจ้ากรปล่อยให้ เบรนท์ ลาคาทอส คู่แข่งชาวแคนาดา เจ้าของสถิติโลก ณ ตอนนั้นแซงไปก่อนในรอบแรก ก็เพราะเขารู้ว่าร่างกายที่ฝึกฝนมาจะทำหน้าที่ของมันโดยไม่ต้องคิดมาก โดยเขาแซงหน้าคว้าเหรียญทองและทำลายสถิติโลกได้ในท้ายที่สุด โดยเจ้ากรเปิดเผยว่า เขาได้ข้อมูลเรื่องสนามแข่งและตารางการฝึกซ้อมที่เข้มข้น ทำให้ฝึกซ้อมได้อย่างตรงเป้าและประสบความสำเร็จอย่างงดงาม อาจกล่าวได้ว่านี่เป็นผลงานและแรงสนับสนุนที่คณะกรรมการพาราลิมปิกทำมาอย่างต่อเนื่องตลอด 10 ปี

สำหรับคุณจุตินันท์ ผลการแข่งขันเป็นน่าภาคภูมิใจ แต่ความสำคัญอยู่ที่การสนับสนุนที่คงเส้นคงวา และเป้าหมายที่มีร่วมกันอย่างชัดเจน 

“สำคัญคือสิ่งเหล่านี้จะสร้างความสำคัญกับการมีอยู่ของคนพิการ ความสำเร็จของนักกีฬาคนพิการจะเป็นตัวอย่างทั้งกับคนพิการและคนปกติทั่วไป สำหรับพาราลิมปิกเกมส์ที่ฝรั่งเศส ผมยังเชื่อว่าเราจะยังทำได้ดี อันดับคงอยู่ใกล้เคียงเดิม ไม่น่าจะต่ำกว่าอันดับที่สามสิบ แต่ก็อย่างที่บอกครับ ถ้าจะนับความสำเร็จที่จำนวนเหรียญทอง อาจจะไม่แน่นอน เพราะรายการการแข่งขันจะมีการปรับเปลี่ยนอยู่ตลอด รวมทั้งการพัฒนาของประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกที่ตื่นตัวกับกีฬาคนพิการ”

เรื่องจิตใจที่จะทุ่มเทให้ทีมนักกีฬาคนพิการ และความรักในกีฬาที่ทำให้ดำรงตำแหน่งมายาวนานมากกว่า 10 ปี คงไม่มีใครตั้งคำถาม แต่ในความเป็นจริง ทุกการแข่งขันต้องมีการวัดผลเพื่อรางวัล คุณจุตินันท์ได้วางเป้าหมายสำคัญ เพื่อเป็นหลักชัยให้ทั้งกับตัวเองและทีมนักกีฬาคนพิการไทยทุกคน เพื่อให้มีเป้าหมายร่วมกัน ซึ่งเขาเชื่อว่าเมื่อเราทำเพื่อส่วนรวมโดยมีการสนับสนุนที่ถูกต้อง เราจะไปได้ไกลกว่าเดิม และอาจจะไกลกว่าที่เคยฝันไว้

‘จุตินันท์ ภิรมย์ภักดี’ เบื้องหลังความสำเร็จของทัพนักกีฬาพาราลิมปิกไทย และความเชื่อว่าวงการกีฬาคนพิการไทยดีได้กว่าที่เคยฝันไว้

“ขั้นต้นคือความสำเร็จด้านผลงาน ตัวนักกีฬาเองต้องการการสนับสนุนหลาย ๆ อย่าง เพื่อให้พวกเขาสร้างผลงานได้ดีขึ้นเทียบเคียงกับต่างประเทศ ซึ่งเราก็ทำมาโดยตลอด และมันเริ่มออกดอกผล โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการแข่งขันพาราลิมปิก ในปัจจุบันเราทำได้แล้ว เราเป็นที่หนึ่งของอาเซียน เป็นหัวแถวของเอเชีย และมีหลายชนิดกีฬาที่เราเป็นแชมป์โลก เจ้าของเหรียญทองพาราลิมปิก มากไปกว่านี้ คือการสานต่อความสำเร็จต่อเนื่องไปยังนักกีฬาคลื่นลูกใหม่ ให้ก้าวขึ้นมาสานต่อความสำเร็จจากนักกีฬารุ่นพี่ที่ทำไว้ นักกีฬารุ่นพี่ก็นำประสบการณ์ที่มีมาต่อยอดสู่การเป็นโค้ช ดูแลนักกีฬารุ่นต่อไป มีพื้นที่ให้เขาได้แสดงฝีมือ” 

แผนการขั้นต้นของเขาแสดงให้เห็นว่า เขาต้องการให้นักกีฬาคนพิการมีเส้นทางไปต่อหลังเลิกเล่น หลายครั้งที่เราพบเห็นตามข่าวว่า นักกีฬาที่เคยสร้างชื่อเสียงให้ประเทศไม่ได้รับการเหลียวแล เขาไม่อยากให้เกิดเรื่องเช่นนั้นอีก

“ส่วนต่อไปก็คือ ผมสัมผัสนักกีฬามา ผมทราบดีว่าเขาใช้ความพยายามมาก ไม่ใช่เรื่องง่าย ที่คนพิการจะประสบความสำเร็จในด้านกีฬา เมื่อพวกเขาทำได้ ย่อมต้องการคนในสังคมร่วมชื่นชมยินดีกับความสำเร็จของเขา ความสำเร็จของเขาเป็นมากกว่าความภูมิใจในตัวเอง แต่แสดงออกถึงการยอมรับจากสังคม เป็นที่รู้จัก และเป็นโอกาสในการใช้ชีวิตอยู่ในสังคมร่วมกับคนปกติ ซึ่งมีความหมายกับพวกเขามาก และความสำเร็จของพวกเขาเป็นตัวอย่างที่ดีให้คนพิการอีกเป็นจำนวนมาก รวมทั้งคนปกติด้วย ให้ลุกขึ้นมาสู้กับการดำเนินชีวิต หรือแม้กระทั่งการจะลุกขึ้นมาเล่นกีฬาก็ตาม” คุณจุตินันท์ไม่ได้มองแค่ในแง่ความสำเร็จด้านอาชีพเพียงอย่างเดียวเท่านั้น เพราะเขารู้ดีว่าที่ยืนในสังคมสำหรับคนพิการโดยทั่วไปยังมีอยู่ไม่มากนัก ถึงแม้ผู้พิการทุกคนจะไม่ใช่นักกีฬา แต่เขาก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่า ผลงานที่พวกเขาทำได้ จะจุดประกายให้เกิดการแรงกระเพื่อมในสังคม

สิ่งสุดท้ายที่เขาฝัน คือความสำเร็จในด้านการดูแลและตอบแทนจากภาครัฐ 

“ผมคิดว่าความสำเร็จของนักกีฬาคนพิการไม่แตกต่างจากนักกีฬาปกติ และการเดินบนเส้นทางสู่ความสำเร็จ ก็ต้องการการสนับสนุนดูแลจากภาครัฐไม่ด้อยกว่านักกีฬาทั่งไป วันนี้ผมสู้เพื่อนักกีฬาผู้พิการ และได้ทำให้หลายอย่างดีขึ้น เงินอัดฉีดต่อเหรียญรางวัลจากรัฐบาลดีขึ้นกว่าเดิมมาก อยู่ในระดับประมาณหกสิบเปอร์เซ็นต์ของนักกีฬาปกติ แต่ผมก็ยังอยากผลักดันให้อยู่ในระดับที่ใกล้เคียงกับนักกีฬาปกติมากกว่านี้ ยิ่งถ้าอยู่ในระดับเดียวกันได้ยิ่งดี เพราะผมรู้ว่าพวกเขาพยายามอย่างมากกว่าจะมาถึงวันที่ประสบความสำเร็จ ไม่น้อยไปกว่านักกีฬาปกติเลย ต้องใช้ความพยายามมากกว่าด้วยซ้ำ ด้วยความไม่สมบูรณ์ของร่างกาย” 

เป้าหมายของคุณจุตินันท์ทำไม่ได้ง่าย แต่หากได้มองย้อนจากการลงแรง ความทุ่มเท การทำเพื่อส่วนรวม และผลงานที่ปรากฏตลอดกว่า 10 ปีที่อยู่ในตำแหน่งนี้ พูดได้ว่านี่ไม่ใช่เรื่องไกลเกินฝัน สำหรับทัพนักกีฬาคนพิการทีมชาติไทยและคนไทยทุกคน

‘จุตินันท์ ภิรมย์ภักดี’ เบื้องหลังความสำเร็จของทัพนักกีฬาพาราลิมปิกไทย และความเชื่อว่าวงการกีฬาคนพิการไทยดีได้กว่าที่เคยฝันไว้

Writer

นรินทร์ จีนเชื่อม

จบรัฐศาสตร์ ชอบอ่านวรรณกรรมคลาสสิค หลงใหลการโต้เถียงแบบมีอารยะ กินกาแฟดำเหมือนนักเขียนรุ่นใหญ่ แต่ใจจริงชอบแฟรบปูชิโน่คาราเมลเพิ่มไซรัป

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

ท่ามกลางสถานการณ์โรคระบาด การขยับตัวสร้างสรรค์ของย่านท้องถิ่นต่าง ๆ เป็นสัญญาณของการปรับตัวและความหวังใหม่ ในปี 2021 ที่ผ่านมา ทั่วประเทศมีเทศกาลย่านสร้างสรรค์มากมายหลายงาน นำร่องโดยหัวเมืองใหญ่อย่างกรุงเทพฯ และเชียงใหม่ที่จัดงาน Design Week ต่อเนื่องทุกปี ภาคใต้มีความเคลื่อนไหวสนุก ๆ อย่างงาน Made in Songkla และ Creative Nakhon ที่นครศรีธรรมราช ฟากอีสานก็มีงานเทศกาลอีสานสร้างสรรค์ (Isan Creative Festival) ที่ขอนแก่น และ สกลจังซั่น เทศกาลงานสร้างสรรค์ย่านเมืองเก่าสกลนคร 

การเติบโตของเมืองแห่งธรรมะ โคขุน และผ้าครามน่าสนใจมาก ๆ จากเมืองอีสานที่ไม่ใช่เมืองท่องเที่ยวหลัก ภายในระยะเวลาไม่กี่ปี แรงผลักดันจากท้องถิ่น โดยเฉพาะชาวสกลนครรุ่นใหม่ สร้างแรงกระเพื่อมให้เมืองมีมิติร่วมสมัย ควบคู่ไปกับวัฒนธรรมดั้งเดิม 

เบื้องหลังสีสันความสนุกของสกลจังซั่นคือความตั้งใจขับเคลื่อนเมืองอย่างแรงกล้า หลังเฟสติวัลจบ เราจึงชวนผู้จัดงานหลายฝ่ายมาถอดบทเรียนให้ฟังว่างานสร้างสรรค์นี้เกิดขึ้นได้อย่างไร สกลนครในฝันของพวกเขาหน้าตาเป็นอย่างไร ควรเติบโตไปทางไหน และตั้งใจจะปั้นอะไรให้เมืองงอกงามต่อจากนี้บ้าง

สกลจังซั่น เทศกาลสร้างสรรค์ย่านเมืองเก่า ที่คนรุ่นใหม่กลับบ้านมาต่อยอดพัฒนาเมือง

สกลเฮ็ด สกลทำ

เมื่อ พ.ศ.​ 2560 กลุ่มคนทำงานคราฟต์รวมตัวกันจัดเฟสติวัลรับลมหนาวปลายปีชื่อ สกลเฮ็ด จากงานเล็ก ๆ ที่มีผู้จัดงานเพียง 10 กว่าร้าน คลื่นเล็ก ๆ นั้นพัดพาไปสู่การจัดงานใหญ่ในปีนี้ ‘สกลจังซั่น’ คือเฟสติวัลความยาว 4 วันที่กินอาณาเขตไปทั้งเมืองเก่า โดยกลุ่มภาคีเครือข่ายในเมืองสกลอย่างหอการค้า และภาคีเครือข่ายจากภายนอก ทั้งภาครัฐอย่างสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (CEA) ซึ่งคัดเลือกให้สกลนครเป็นหนึ่งใน TCDN ( Thailand Creative District Network) และกำลังมองหาพื้นที่ทดลองจัดกิจกรรมเพื่อพัฒนาย่านเศรษฐกิจ ไปจนถึงภาคเอกชนและประชาสังคม ช่วยกันเนรมิตขึ้นมาให้สนุกครบเครื่องทุกมิติ ใช้ความคิดสร้างสรรค์และสินทรัพย์ท้องถิ่น ยกระดับศักยภาพเมืองและเศรษฐกิจไปอีกขั้น

สกลจังซั่น เทศกาลสร้างสรรค์ย่านเมืองเก่า ที่คนรุ่นใหม่กลับบ้านมาต่อยอดพัฒนาเมือง
ภาพ : บ้านเสงี่ยม-มณี
สกลจังซั่น เทศกาลสร้างสรรค์ย่านเมืองเก่า ที่คนรุ่นใหม่กลับบ้านมาต่อยอดพัฒนาเมือง
ภาพ : ปฏิพล รัชตอาภา

‘สกลจังซั่น’ เป็นชื่อที่ ติ๊ดตี่-ธรรศ วัฒนาเมธี สถาปนิกผู้ดูแลที่พัก ‘บ้านเสงี่ยม-มณี’ สมาชิกกลุ่มสกลเฮ็ด และหนึ่งในผู้จัดงานสกลจังซั่นตั้งขึ้น และได้รับโหวตให้เป็นชื่องาน โดยสกลจังซั่น (จังซี่) หมายถึง สกลนครก็เป็นอย่างนั้นแหละ ที่เห็นอยู่นี่ก็เป็นสกลนครแหละ พ้องกับคำว่า ‘Junction’ ในภาษาอังกฤษ หมายถึง ทางแยก จุดตัด จุดเชื่อมต่อ ชุมทาง สื่อถึงลักษณะงานที่เป็นจุดนัดพบของหลาย ๆ ภาคส่วนมาจัดกิจกรรมร่วมกัน และชื่อจังหวัดสกลนคร ที่แปลว่านครแห่งเมืองทั้งมวล หรือหมายถึงการเป็นเมืองศูนย์กลางนั่นเอง

สกลจังซั่น เทศกาลสร้างสรรค์ย่านเมืองเก่า ที่คนรุ่นใหม่กลับบ้านมาต่อยอดพัฒนาเมือง
สกลจังซั่น เทศกาลสร้างสรรค์ย่านเมืองเก่า ที่คนรุ่นใหม่กลับบ้านมาต่อยอดพัฒนาเมือง

หนึ่งในพื้นที่จัดงานหลักคือเทียนอันโอสถ สกลโฮเต็ล ตึกเก่า 5 ชั้นที่ปลดระวางจากการเป็นโรงแรมประจำเมืองมาเนิ่นนาน แปลงโฉมเป็นศูนย์ Showcase งานดีไซน์และศิลปะของชาวสกลนคร ทั้งนักออกแบบ นักเรียนนักศึกษา และประชาชนทั่วไป 

สกลจังซั่น เทศกาลสร้างสรรค์ย่านเมืองเก่า ที่คนรุ่นใหม่กลับบ้านมาต่อยอดพัฒนาเมือง
สกลจังซั่น เทศกาลสร้างสรรค์ย่านเมืองเก่า ที่คนรุ่นใหม่กลับบ้านมาต่อยอดพัฒนาเมือง

ยามค่ำคืน ตึกฝั่งตรงข้ามจะจัดไฟสวยงาม พร้อมให้คณะหมอลำมาเต้นตามระเบียงห้องให้สนุกแบบ Social Distancing กันไปยาว ๆ ส่วนดาดฟ้าสกลโฮเต็ลเองก็จัดดินเนอร์พิเศษวันละครั้ง เป็น Fine Dining ชื่อ สะออน (Sound On) โดย House Number 1712 เล่าวัฒนธรรมการกินอาหารท้องถิ่นของคนสกลนครในหลากหลายเชื้อชาติและชนเผ่าผ่านมื้ออาหาร แต่ละคำผ่านการตีความหมายใหม่ปรับให้เข้ากับยุคสมัย แต่ยังคงไปด้วยเอกลักษณ์และรสชาติตามแบบฉบับดั้งเดิม เสริมความน่าสนใจด้วยวัตถุดิบท้องถิ่นที่เข้าร่วมโครงการ Esan Gastronomy โดยมีเสียงดนตรีหมอลำคลอไปตลอดมื้อ

สกลจังซั่น เทศกาลสร้างสรรค์ย่านเมืองเก่า ที่คนรุ่นใหม่กลับบ้านมาต่อยอดพัฒนาเมือง
สกลจังซั่น เทศกาลสร้างสรรค์ย่านเมืองเก่า ที่คนรุ่นใหม่กลับบ้านมาต่อยอดพัฒนาเมือง

“ผลตอบรับของสกลจังซั่นดูดีกว่าที่คิดเลยนะ งานเปิดวันแรก มีคนต่อคิวยาวมากเพื่อจะขึ้นมาตึกนี้ แต่ไม่แน่ใจว่าต่อคิวเพื่อขึ้นมาดูหมอลำฝั่งตรงข้ามรึเปล่า” แมน-ปราชญ์ นิยมค้า ผู้ก่อตั้งแบรนด์ Mann Craft และสวนแมนเอ่ยแกมหัวเราะ ขณะพาชมนิทรรศการสีครามเล็ก ๆ ของเขาในตึกโรงแรมเก่า “มันเป็นพื้นที่ใหม่ที่คนอยากจะออกมาดู นอกจากห้างสรรพสินค้าที่สำเร็จรูป เป็นพื้นที่อื่นที่เด็ก ๆ วัยรุ่นอยากจะรู้ว่าตึกนี้มันมีอะไร ทำไมฉันไม่เคยเข้าไป เขาก็อยากสัมผัสประสบการณ์ใหม่ ๆ ถือว่าเป็นสิ่งที่สร้างได้ดี ปลุกให้คนในพื้นที่รู้ว่ามีสินทรัพย์อะไรดี ๆ บ้าง แล้วถ้าเกิดโชคดีได้ทำต่อเนื่อง มันจะทำให้คนมีส่วนร่วม นอกจากดูแล้วอาจจะเป็นคนมาลงมือทำด้วยกันได้”

สกลจังซั่น เทศกาลสร้างสรรค์ย่านเมืองเก่า ที่คนรุ่นใหม่กลับบ้านมาต่อยอดพัฒนาเมือง
สกลจังซั่น เทศกาลสร้างสรรค์ย่านเมืองเก่า ที่คนรุ่นใหม่กลับบ้านมาต่อยอดพัฒนาเมือง

ในสายตานักออกแบบและนักธุรกิจงานคราฟต์ การเกิดขึ้นของสกลจังซั่น ซึ่งรวมตัวคนรักสกลนครหลากหลายกลุ่ม ยกระดับงานท้องถิ่นที่ทำกันเองให้ไปสู่สเกลภูมิภาค ไม่ใช่แค่งานที่ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่หรือนักท่องเที่ยวบางกลุ่ม แต่งานที่มีกิจกรรมหลากหลายตลอด 4 วัน พาความคึกคักไปสู่หลายพื้นที่ทั่วสกลนคร ตัวเขาเองก็จัดงาน Craft Market ฤดูหนาวที่สวนแมนไปพร้อม ๆ กันใต้ร่มเทศกาลสกลจังซั่น กิจกรรมรวมตัวคนรักงานคราฟต์ทั้งผู้ผลิตและผู้ซื้อไว้ที่เดียว เป็นอีกแหล่งสีเขียวใกล้ชิดธรรมชาติที่ถูกใจผู้คนทั้งในและนอกจังหวัด 

“เราอยากสร้างศูนย์รวมพลังงานดี ๆ สร้างแรงบันดาลใจให้กันและกัน ผมชอบองค์ความรู้และการสร้างเครือข่าย คิดว่ามันเป็นการกระตุ้นความคิดทั้งคนทำงานเองแล้วก็ผู้บริโภคด้วย”

ฟื้นย่านเมืองเก่า

ถอดบทเรียนเทศกาลสร้างสรรค์ย่านเมืองเก่าอีสาน ผ่านกลุ่มคนรุ่นใหม่ผู้อยู่เบื้องหลังงานสกลจังซั่น
ถอดบทเรียนเทศกาลสร้างสรรค์ย่านเมืองเก่าอีสาน ผ่านกลุ่มคนรุ่นใหม่ผู้อยู่เบื้องหลังงานสกลจังซั่น
ถอดบทเรียนเทศกาลสร้างสรรค์ย่านเมืองเก่าอีสาน ผ่านกลุ่มคนรุ่นใหม่ผู้อยู่เบื้องหลังงานสกลจังซั่น

ยิปซี จันทร์เพ็งเพ็ญ แห่ง Gypsy Coffee Drip ชวนเพื่อนฝูงมาจัดงาน ‘จังซั่น ละเบ๋อ ซาวคุ้ม’ ปิดคุ้มกลางธงชัย ย่านเก่ากลางเมืองให้ครึกครื้น ในตรอกเล็ก ๆ ความยาวราว 200 เมตร พวกเขาต่อยอดกราฟฟิตี้สตรีทอาร์ตที่มีอยู่แล้วให้มากขึ้น แล้วรวมกิจกรรมสารพัดมาไว้ด้วยกัน ทั้งตลาดศิลปะ สินค้าทำมือ ร้านตัดผมริมทาง กาแฟ Slow Bar จาก 4 ร้านกาแฟดังในสกล โดยคนรุ่นใหม่จาก 4 ชนเผ่า แถมร้านต่าง ๆ ก็เปิดหน้าบ้านเอาของมาวางขาย เป็นพื้นที่รื่นรมย์ให้คนมาล้อมวงนั่งฟังดนตรี แวะซื้อข้าวจี่ต้มเส้น ปากหม้อ กุนเชียง ขนมจุบจิบ หรือเข้าบ้านไปทำขันหมากเบ็งหรือบายศรีกับคุณยาย แล้วออกมาเล่นสบาย ๆ 

“ย่านนี้เป็นชุมชนดั้งเดิมของสกลนคร อยู่ใกล้วัด มีแต่บ้านไม้เก่าสวย ๆ มีคุ้มเก่าของตระกูลวงกาฬสินธุ์ ที่เป็นตระกูลแรกของสกลนคร บ้านบางหลังไม่มีรั้ว ทะลุกันไปหมด บางบ้านยังมีเตาเก่า เล้าข้าว ปลูกผักปลูกกล้วย คนส่วนใหญ่เป็นคนแก่ที่ยังคงวิถีเดิมของสกล แต่ตอนนี้มีเมืองล้อมรอบ ตรงนี้ก็ดูรก ๆ ซบเซา คนสกลบางคนลืมไปแล้วด้วยซ้ำว่ามีซอยนี้ บางคนก็ไม่รู้จัก” ยิปซีอธิบายเบื้องหลังการปลุกย่านเก่า

ถอดบทเรียนเทศกาลสร้างสรรค์ย่านเมืองเก่าอีสาน ผ่านกลุ่มคนรุ่นใหม่ผู้อยู่เบื้องหลังงานสกลจังซั่น

“เราอยากแทรกซึมอยู่ในชุมชน ให้เขาเห็นคุณค่าบ้านเก่าตัวเอง ให้พื้นที่นี้กลับมาคึกคักมีชีวิต คนรุ่นใหม่ก็ได้ทำงานกับคนแก่ ไม่ให้เขาเหงา วันเตรียมงานก็สนุกแล้วนะ ยาย ๆ เขาก็ตื่นเต้น มาให้กำลังใจกัน มาบอกว่าอยากให้มาเพนต์บ้านยายบ้าง มีคนมาถ่ายรูป บอกว่าแถวบ้านเขาสวย เขาก็ได้ออกมาเดินดูแล้วก็สดใสขึ้น ส่วนพวกเพื่อน ๆ ก็อยากสนุก ปิดร้านมาขายของ สิงตามบ้านตรงนั้นตรงนี้ เป็นพลังที่น่ารักมาก มากกว่าความร่วมมือคือความรู้สึกว่าของธรรมดานั้นพิเศษ” แกนนำสกลเฮ็ดอธิบายด้วยรอยยิ้ม 

กล่าวตามตรง ด้วยสเกลเล็กจิ๋ว พื้นที่ตรงนี้อาจยังห่างไกลจากการเป็นแม่เหล็กดึงดูดสำหรับนักท่องเที่ยว ผู้ร่วมงานส่วนใหญ่คือคนในท้องที่มากกว่า แต่ในสายตาคนใน พื้นที่นี้คือหนึ่งในหมุดไฮไลต์สำคัญของงาน

ถอดบทเรียนเทศกาลสร้างสรรค์ย่านเมืองเก่าอีสาน ผ่านกลุ่มคนรุ่นใหม่ผู้อยู่เบื้องหลังงานสกลจังซั่น

“มีคนทำงานหลายกลุ่มมาลงพื้นที่ทำเรื่องสตรีทอาร์ตแล้วนะคะ คืบหน้าดีขึ้นเรื่อย ๆ มีชีวิตขึ้นเรื่อย ๆ แต่อาจจะยังมองไม่เห็นภาพชัดเจนเท่าครั้งนี้ เหมือนคนก็ยังมองภาพไม่ออกว่างานวาดกำแพงมันเป็นยังไง อาจจะติดภาพงานเขียนพ่นสเปรย์เลอะ ๆ แรก ๆ เขาก็ยังไม่เปิดใจ พอมาเห็นงานสวย ๆ ก็อนุญาตให้เพนต์กำแพงบ้าน” เตย-ไอรัตน์ดา มหาชัย ครูศิลปะ เจ้าของร้านกาแฟกึ่งแกลเลอรี่ Blue Bica Coffee x Local Art Space เล่าบ้าง ผู้ออกแบบคาแรกเตอร์ ‘น้องก่ำ’ มาสคอตของงาน มองว่ากิจกรรมป๊อปอัปแบบนี้กระตุ้นชีพจรของเมือง ให้คนหลากหลายกลุ่มหลายช่วงวัยได้พบปะม่วนซื่น แลกเปลี่ยนวิถีที่แตกต่างแต่สนุกร่วมกัน

ก้าวสู่สังเวียนสร้างสรรค์

เทศกาลนี้ดึงผู้คนจากหลายภาคส่วนมาร่วมมือกันอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน จากเป้าหมายในตอนแรกจะจัดกิจกรรมในเดือนมิถุนายน และฝันกันว่าจะเข้าไปจัดในพื้นที่เรือนจำเก่า ขยายผลเป็นกิจกรรมสร้างสรรค์มากมายทั่วเมืองสกลนคร ไม่ว่านิทรรศการเล่าเรื่องเมืองสกล แผนที่ย่านเมือง นิทรรศการงานออกแบบ ศิลปะ อาหาร ดนตรี งานเสวนา ตลาด ต่างรวมพลังงานดี ๆ ไว้มากมาย

“งานเพียง 4 วันอาจดูสั้นไปเมื่อเทียบกับงานในจังหวัดอื่น แต่ก็ทำให้เกิดสิ่งดี ๆ หลายอย่างต่อเมืองสกล กระตุ้นให้คนสกลนครเองให้ได้เห็นศักยภาพของพื้นที่ที่จะพัฒนาอย่างสร้างสรรค์ เห็นศักยภาพของคนที่ซ่อนอยู่ และเกิดการรวมตัวกันเพื่อทดลองทำสิ่งที่อยากสิ่งคิดให้เป็นจริง ในช่วงเวลาเตรียมงานจนงานจบลงนี้ ทำให้ผมได้รู้จักคนใหม่ ๆ ได้รู้จักคนเก่า ๆ มากยิ่งขึ้น และได้ทำในสิ่งที่เคยคาดหวังว่าจะทำ ผมหวังว่าเหล่าองค์กรภาคีต่าง ๆ ทั้งน้อยใหญ่จะกลับมาสร้างงานนี้ให้สำเร็จลงด้วยดีอีกครั้ง ต้องขอบคุณผู้คนมากมายที่ให้โอกาสได้ร่วมงานกันครับ” ติ๊ดตี่ออกความเห็น โดยหวังอย่างยิ่งว่างานนี้จะได้จัดขึ้นอีกครั้งในปีนี้

“งานนี้เกินคาดไปเยอะมาก ๆ คนตอบรับดี มันสร้างประสบการณ์รับรู้ใหม่ให้คนในพื้นที่มองเมืองเปลี่ยนไป เห็นว่าย่านเมืองเก่าทำอะไรได้มากกว่าจะปล่อยให้ร้างไป และภาคศิลปะก็ตื่นตัว นักดนตรี ศิลปินก็มีกำลังใจสร้างงาน เพราะรู้ว่างานเขามีที่รองรับ มีกลุ่มคนดู และในแง่การท่องเที่ยว คนนอกอยากมาเข้าร่วมเยอะ คนในเมืองก็อยากขอเป็นสปอนเซอร์สนับสนุน อยากมาช่วย” เสือ-ธรรมวิทย์ ลิ้มเลิศเจริญวนิช ทายาทเทียนอันโอสถ สกลโฮเต็ล หนึ่งในผู้จัดงานหลักเอ่ยอย่างกระตือรือร้น

ถอดบทเรียนเทศกาลสร้างสรรค์ย่านเมืองเก่าอีสาน ผ่านกลุ่มคนรุ่นใหม่ผู้อยู่เบื้องหลังงานสกลจังซั่น

“ต้องยอมรับว่าตัวเมืองสกลนครยังดึงคนให้อยู่เที่ยวยาว ๆ ทั้งวันจนนอนค้างไม่ได้ ขณะที่เมืองข้าง ๆ อย่างนครพนมมีวิวแม่น้ำโขง มีร้านอาหาร ร้านกาแฟ บรรยากาศมันชวนพักผ่อนมาก สิ่งที่ทำให้สกลนครแตกต่างคือวัฒนธรรมและงานคราฟต์ที่มีเอกลักษณ์เหนียวแน่น แต่ยังอาจเข้าถึงยาก คือต้องตั้งใจมามาก ๆ เฟสติวัลนี้เลยช่วยได้มาก ครั้งถัดไปก็อยากจัดให้ใกล้ช่วงเทศกาลแห่ดาวที่ท่าแร่ คนจะได้อยู่สกลนครได้ทั้งอาทิตย์ และปรับปรุงหลายอย่างให้ดีขึ้น ทั้งการประชาสัมพันธ์ การเตรียมสถานที่ การจัดการ หรือการสื่อสารเรื่องการชมงานศิลปะโดยไม่จับชิ้นงานให้เสียหาย สกลจังซั่นครั้งถัดไปน่าจะมีคนมาร่วมหลากหลายขึ้น เยอะขึ้น พอมีเวลาเตรียมตัวมากขึ้น ก็อยากชวนศิลปินจังหวัดอื่น ๆ ใกล้ ๆ มาคอลแล็บกัน เพื่อเพิ่มความสนุกให้มากขึ้น”

ด้วยสถานการณ์การท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบยาว ๆ จากโควิด-19 ผนวกกับความขลุกขลักของการจัดงานครั้งแรก นักท่องเที่ยวอย่างเรามองเห็นช่องว่างหลายจุดที่สกลจังซั่นน่าจะปรับปรุงหรือขยายผลให้ดียิ่งขึ้นได้ อย่างไรก็ดี เทศกาลสร้างสรรค์ร่วมสมัยนี้เป็นก้าวสำคัญที่น่าจับตามองมาก ๆ ของเมืองอีสาน 

“เราอยากให้เมืองเป็นยังไงก็ต้องลงมือทำที่บ้านเรา ก่อนจะไปหวังความช่วยเหลือจากภาครัฐหรือหน่วยงานไหน พูดตรง ๆ ว่าเราต้องดิ้นรนกันเองก่อน จังหวัดข้าง ๆ อย่างมุกดาหารก็ขยับตัวจัดงานเหมือนกันนะครับ เขามาดูงานเราแล้วก็เริ่มโครงการเลย เดือนกุมภาพันธ์กำลังจะมีงานสตรีทอาร์ตและภาพถ่าย คนในมุกดาหารร่วมมือกันทำงานในย่านที่สนใจ เงินจัดงานก็มาจากคนในเมืองช่วยกันบริจาค เราก็ดีใจที่งานนี้มีผลไปถึงคนข้างนอกด้วย” เสือเล่าอย่างภาคภูมิใจ

“ผมคิดว่าวัฒนธรรมอีสานแข็งแรงน่าสนใจมาก ดึงดูดทั้งสายอาร์ต สายคราฟต์ สายมู สายดนตรี สีสันความเป็นอีสานซิ่ง ๆ สด ๆ ทำให้น่าสนใจ คนกลับบ้านก็เยอะ ตอนนี้โจทย์ถัดไปคือต้องค่อย ๆ หาทางปัดฝุ่น หาอะไรมาลงพื้นที่ตลอดทั้งปี พอเทศกาลมันไม่ถาวร จบงานแล้วเมืองก็กลับมาเงียบเหมือนเดิม ผมสนใจงานออกแบบผลิตภัณฑ์แบบ Made in Songkhla อยากหาทุนต่อยอดร้านเก่าแก่ ต่อให้มีโควิด ก็มีกิจกรรมขายของและท่องเที่ยวได้ทั้งปี ร้านค้าก็อยู่ได้อย่างยั่งยืน ชอบอะไรแบบนี้ เริ่มจากสิ่งที่เรามีในเมืองก่อน แล้วขยายผลไปพื้นที่ใกล้เคียง” 

นักธุรกิจรุ่นใหม่เล่าถึงโปรเจกต์ต่อยอดที่เขากำลังดูแล คือ Sakon Gastronomy ส่งเสริมการท่องเที่ยวและอาหาร เข้าป่าไปหาวัตถุดิบมาทำอาหาร แล้วมาเที่ยวในเมืองต่อ เพื่อดึงให้คนอยู่ในจังหวัดให้นานที่สุด รวมถึงการจัดการระบบที่ทันสมัยและการตลาด เพื่อกระจายรายได้ให้เกษตรกรท้องถิ่นมากขึ้น

สกลจังซั่นจะกลับมาเป็นนิทรรศการฉบับย่อส่วนที่เทศกาลอีสานสร้างสรรค์ (Isan Creative Festival) จังหวัดขอนแก่น ส่วนปลายปีนี้ เราจะได้เห็นสกลจังซั่นเติบโตจนกลายเป็นเทศกาลท้องถิ่นร่วมสมัยประจำปีหรือไม่ โปรดติดตามกันต่อไป 

ถอดบทเรียนเทศกาลสร้างสรรค์ย่านเมืองเก่าอีสาน ผ่านกลุ่มคนรุ่นใหม่ผู้อยู่เบื้องหลังงานสกลจังซั่น

Writer

ภัทรียา พัวพงศกร

บรรณาธิการและนักจัดทริปแห่ง The Cloud ที่สนใจตึกเก่า งานคราฟต์ กลิ่น และละครเวทีพอๆ กับการเดินทาง

Photographer

จิราภรณ์ ล้อมหามงคล

ช่างภาพฟรีแลนซ์ตัวไม่เล็กจากแดนอีสาน ผู้ชื่นชอบในประวัติศาสตร์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load