The Cloud X dtac SME 

รวิศ หาญอุตสาหะ คือทายาทรุ่นที่ 3 และ CEO ของบริษัท ศรีจันทร์สหโอสถ จำกัด

ชื่อของเขาเป็นที่รู้จักหลังจากพลิกฟื้นคืนชีวิตให้แบรนด์เครื่องสำอางอายุกว่า 70 ปี จากแป้งราคาหลักสิบสู่ราคาหลักร้อย จากการวางขายในร้านเล็กๆ ต่างจังหวัดสู่ห้างร้านหรูในเมือง สร้างผลประกอบการหลักร้อยล้าน ถูกยกเป็นตัวอย่างของการสานต่อธุรกิจครอบครัว และมีคนทั้งในและนอกวงการธุรกิจพูดถึงอยู่เสมอ

สิ่งที่เกิดขึ้นเหล่านี้ไม่ได้มาจากการเปลี่ยนเครื่องหมายการค้าและบรรจุภัณฑ์ให้ทันสมัยเพียงอย่างเดียว กลยุทธ์ที่คิดต่างจากคนในยุคนั้นก็ใช่ แต่สิ่งสำคัญคือความรู้สึกที่อยากเห็นธุรกิจเติบโต ไม่ใช่แค่ยังคงอยู่

หลังจากวันนั้น ชื่อและเรื่องราวของคุณรวิศปรากฎในสื่อมากมาย ได้รับเชิญไปบรรยายสิ่งที่ทำ สร้างแรงบันดาลใจให้คนทำงานที่ฝันอยากมีธุรกิจลุกขึ้นมาเริ่มลงมือทำอะไรสักอย่าง ผ่านซีรีส์หนังสือหลักการตลาดหลายเล่ม มีรายการวิทยุของตัวเอง ถ้า Apple มี สตีฟ จ็อบส์ (Steve Jobs) ศรีจันทร์ก็มี รวิศ หาญอุตสาหะ

รวิศ หาญอุตสาหะ CEO ศรีจันทร์ ไอดอลคนทำธุรกิจผู้สร้างแรงกระเพื่อมให้วงการเครื่องสำอางไทย

The Cloud นัดหมายคุณรวิศที่ออฟฟิศย่านพระราม 9 เพื่อพูดคุยกันถึงวิธีคิดที่ทำศรีจันทร์และธุรกิจอื่นๆ ของเขา เพียงแต่ครั้งนี้เราอยากรู้เรื่องราวภาคต่อหลังจากศรีจันทร์กลับมายืนโดดเด่นในวงการ จึงได้รู้ว่าศรีจันทร์วันนี้เป็น Marketing-based Company ที่ทำงานสนุกมาก 

พวกเขาติดตาม ประมวลผล และเปลี่ยนแผนสื่อสารตลอด 365 วัน มีสินค้าและแคมเปญการตลาดสนุกๆ เพื่อเข้าถึงกลุ่มลูกค้าใหม่ๆ มากมาย

จากแบรนด์ที่อยากผลิตเครื่องสำอางที่ดีที่สุด วันนี้ศรีจันทร์ปรับวิธีการทำงาน มีพาร์ตเนอร์ที่เก่งๆ รอบตัวเพื่อดำเนินธุรกิจเติบโตยั่งยืน แทนที่จะมุ่งสร้างสรรค์แป้งที่ดีที่สุดเพียงลำพัง เขาทุ่มพลังกับการสร้างสิ่งที่แก้ปัญหาชีวิตลูกค้า นักเรียนที่อยากแต่งหน้าบางๆ ไปโรงเรียน พนักงานออฟฟิศที่อยากโชว์งานผิวยามพวกเธอออกกำลังกาย

มากไปกว่านั้น เราดีใจที่บทสนทนาระหว่างเรายอมให้เห็นมุมของกัปตันทีมศรีจันทร์ที่ธรรมดาเหมือนพวกเรา คนที่เหนื่อยเป็น คนที่อยากทำให้ลูกน้องรัก คนที่ชีวิตมีเรื่องเสียดาย และอื่นๆ

คุณรวิศรอเราอยู่แล้ว ให้เขาเล่าเองเลยแล้วกัน

CEO ศรีจันทร์ ไอดอลคนทำธุรกิจผู้สร้างแรงกระเพื่อมให้วงการเครื่องสำอางไทย

นักเรียนวิศวกรรมศาสตร์มาเป็นนักธุรกิจได้อย่างไร

สิ่งที่น่าสนใจในโลกยุคใหม่คือ ความรู้ที่เรียนมาแทบไม่ถูกนำมาใช้ แต่เป็นการหาเติมความรู้ใหม่ระหว่างทาง ซึ่งใครขยันมากกว่าก็มองเห็นโอกาสที่มากกว่า ผมเชื่อว่ามนุษย์เรามีสัญชาตญาณการค้าขายในตัวทุกคน แม้คุณพ่อคุณแม่จะไม่ได้ทำธุรกิจของครอบครัวโดยตรง แต่ผมก็ได้ยินคนในครอบครัวคุยเรื่องงานบนโต๊ะอาหารเสมอ ตัวเราเองก็ชอบขายของ ทำของขายตั้งแต่เด็กๆ แล้ว พอทำไปก็เริ่มเห็นทาง

คุณเอาความมั่นใจมาจากไหน จึงตัดสินใจลาออกจากงานสายการเงินและธนาคารที่กำลังไปได้ดีเพื่อกลับมาทำธุรกิจครอบครัว

ธุรกิจเครื่องสำอางเป็นธุรกิจที่สินค้าไม่เปลี่ยนมาหลายสิบปีแล้ว สิ่งที่เปลี่ยนไปคือ ตลาด คู่แข่ง และพฤติกรรมผู้บริโภค ซึ่งเปลี่ยนเยอะสุด จริงอยู่ที่สินค้าของเราในยุคแรกๆ ไม่ทันสมัย แต่ก็มีแบรนด์ไม่น้อยที่ดูไม่ทันสมัยแต่ก็อยู่ได้ ผมเริ่มคิดว่าการจะพาแบรนด์ไปต่อให้ใหญ่นั้นยาก เราต้องเปลี่ยนวิธีคิดและทำใหม่ ช่วงนั้นเศรษฐกิจดี เราเป็นเด็กอายุ 26 – 27 ปี ที่คิดว่าถ้าทำธุรกิจครอบครัวไม่รอดก็จะลาออกไปหางานใหม่ได้

ทำไมถึงอยากทำให้บริษัทใหญ่ขึ้น ไม่ทำแค่ให้แบรนด์ยังอยู่

มนุษย์เราถูกออกแบบมาให้อยากเติบโต เป็นไปไม่ได้เลยที่จะบอกเผ่าพันธุ์มนุษย์ให้หยุดพัฒนา

แผนการแรกก็คือ

ไม่คิดอะไรเยอะ รู้สึกว่าอะไรคือสิ่งที่ควรทำเราก็ทำ เริ่มจากบันทึกข้อมูลให้อยู่บนคอมพิวเตอร์ เพื่อการค้นหาและวิเคราะห์ข้อมูลที่มี

ย้อนกลับไป อะไรคือจุดแข็งของศรีจันทร์ในอดีตที่คุณอยากรักษาไว้

ความตั้งใจทำผลิตภัณฑ์ให้ดีมากๆ เวลาที่ผลิตภัณฑ์ออกมาไม่เป็นอย่างที่คิด เราจะใช้ต้นทุนที่มีทั้งหมดแก้ไขหรือทำให้ดีขึ้น ฟังดูเป็นเรื่องพื้นฐานที่ใครๆ ก็คงทำกัน แต่จริงๆ แล้วไม่ เพราะบ่อยครั้งที่เราอยู่กับตัวเลือกมากๆ เช่นทางนี้ถูกกว่า เราก็อาจจะลืมว่าทำสิ่งนี้เพื่ออะไร เราท่องเสมอว่าถ้ามีทางเลือกที่ส่งผลต่อราคาและผลิตภัณฑ์ เราจะเลือกทำเพื่อคุณภาพของสินค้าก่อน เครื่องสำอางเป็นสินค้าที่ผู้บริโภคเปลี่ยนบ่อย แบรนด์ที่อยู่ได้คือแบรนด์ที่สินค้ามีคุณภาพดี ดีระดับที่คนยอมกลับมาใช้หลังจากที่ลองอย่างอื่นมามากมาย

ไม่เพียงคุณภาพ แต่วิธีคิดและวิธีทำงานของคุณได้เข้ามาเปลี่ยนแปลงศรีจันทร์ไม่น้อย

โจทย์ของเราคือลูกค้า สิ่งที่ศรีจันทร์ทำงานหนักมากคือส่วนที่ทำงานกับลูกค้า เอาสินค้าไปให้ลอง เพื่อเก็บข้อมูลว่าพวกเธอชอบอะไร ไม่ชอบอะไร รู้ว่าอะไรคือสิ่งที่ลูกค้าอยากได้จริงๆ และอะไรคือสิ่งที่ลูกค้าคิดว่ามีก็ดีแต่ไม่มีก็ได้ อะไรคือแก่นของสินค้าที่คนจดจำ

รวิศ หาญอุตสาหะ CEO ศรีจันทร์ ไอดอลคนทำธุรกิจผู้สร้างแรงกระเพื่อมให้วงการเครื่องสำอางไทย

ไม่เหมือนกำลังขายเครื่องสำอางเลย ศรีจันทร์กำลังขายอะไร

ธุรกิจความงามและสุขภาพทั้งหมดในอุตสาหกรรม กำลังขาย Hope หรือความหวัง ไม่มีใครอยากได้ลิปสติกหรอก มีแต่คนอยากได้ปากสีสวยๆ และในอนาคตอาจจะไม่มีลิปสติกแล้วแต่เป็นนวัตกรรมอื่นๆ

ข้อมูลจากการทำงานกับลูกค้าเยอะๆ และเป็นจุดเปลี่ยนของแบรนด์ศรีจันทร์ในยุคของคุณ คืออะไร

การเข้ามาของกล้องโทรศัพท์มือถือเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมนี้อย่างรุนแรงมาก โดยเฉพาะกับเด็กวัยรุ่น เราพบข้อมูลว่า สำหรับพวกเขา อะไรก็ตามที่ไม่ถูกบันทึกเป็นภาพลงอินสตาแกรม เขาถือว่าสิ่งนั้นไม่เคยเกิดขึ้นจริง ความทรงจำในนิยามของพวกเขาคือภาพที่อยู่บนโลก ทำให้คิดถึงคนรุ่นก่อน เรากับเพื่อนมีรูปถ่ายด้วยกันน้อยมาก รู้แบบนี้ผู้ใหญ่คงรู้สึกว่าทำไมต้องขนาดนั้น แต่นี่คือความจริงของโลกของพวกเขา ถ้าเราอยากขายของให้เขา เราต้องไปอยู่ในโลกของเขาให้ได้ ตลาดนักเรียนน่าสนใจเพราะโดยหลักการแล้วเด็กนักเรียนแต่งหน้าไปโรงเรียนไม่ได้นะ แต่ก็ต้องยอมรับว่ามีบ้างที่แอบแต่ง เพียงแต่สาเหตุสำคัญของดีกรีการแอบแต่งในวันนี้เข้มข้นขึ้นมาจากกล้องถ่ายรูปนี่แหละ 

มีมุกตลกหนึ่งที่ผมชอบหยิบขึ้นมาเล่าบ่อยๆ ที่ฟิตเนสแห่งหนึ่งมีคนเข้าไปเล่นเยอะมาก สิ่งที่พบคือฟิตเนสที่นี้ใช้ดัมเบลใหญ่กว่าที่อื่นเมื่อเทียบน้ำหนักเท่ากัน คนก็ชอบเพราะถ่ายรูปออกมาแล้วดูเหมือนยกน้ำหนักเยอะ เช่นกันเราจึงเห็นคนแต่งหน้าไปวิ่ง ฟังดูไม่น่าใช่สิ่งที่ต้องทำ แต่มีคนทำเยอะขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ตลาดนี้ค่อนข้างโต เหตุผลคือเขาไม่ได้อยากสวยตอนวิ่ง แต่เขาอยากสวยตอนถูกถ่ายรูป เวลาเราพูดถึงคำว่าโลกของลูกค้า โลกของแต่ละคนก็แตกต่างกัน แต่เขาจะมีแพตเทิร์นอยู่ 

ยังไง

เราค้นหาว่าวันนี้เรื่องแบบไหนอยู่บนหน้าไทม์ไลน์ของกลุ่มเป้าหมาย และเรามีอะไรที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนั้นๆ บ้าง แคมเปญการตลาดสมัยก่อน คือการคิดงานร่วมกับครีเอทีฟ เรามาทำหนังโฆษณากัน มาคิดแคมเปญร่วมสนุกกัน แต่วันนี้สมมติมีเหตุการณ์สักอย่างเกิดขึ้นแล้วเราลองปล่อยแผนที่ 1 ไป ถ้าไม่รอดก็ปรับแล้วปล่อยแผนที่ 2 ทำแบบนี้ทุกวัน 365 วัน เราจะเริ่มเห็นรูปแบบซ้ำๆ โจทย์แบบนี้ต้องพูดด้วยเนื้อหาและน้ำเสียงไหน เราเริ่มเห็นว่ากลุ่มเป้าหมายตอบสนองกับภาพและเนื้อหาแบบไหน หรือแม้แต่ผลิตภัณฑ์ของเราประเภทไหน มีสีหรือไม่มีสี ลูกค้าเขาก็ตอบรับผ่านกระบวนการที่แตกต่างกัน

อย่างนี้ไม่ต้องไล่ตามทุกเรื่องไปเรื่อยๆ หรือ

เป็นงานของยุคนี้เลย เราจำเป็นที่ต้องไล่ตามไปเรื่อยๆ นั่นทำให้วิถีของคนทำการตลาดเปลี่ยน เพียงแต่เราต้องชัดเจนและรู้ว่าแก่นของเราคืออะไร

CEO ศรีจันทร์ ไอดอลคนทำธุรกิจผู้สร้างแรงกระเพื่อมให้วงการเครื่องสำอางไทย
รวิศ หาญอุตสาหะ CEO ศรีจันทร์ ไอดอลคนทำธุรกิจผู้สร้างแรงกระเพื่อมให้วงการเครื่องสำอางไทย

สัดส่วนของทีมงานในศรีจันทร์เป็นอย่างไร

ทีมการตลาดคือทีมที่ใหญ่ที่สุด รองลงมาคือทีมพัฒนาผลิตภัณฑ์และฝ่ายขาย มาจากการดูว่าเราเก่งอะไร หรือเราอยากเป็นบริษัทแบบไหน วันนี้ศรีจันทร์เราเป็น Marketing-based Company การพัฒนาผลิตภัณฑ์เราก็สนใจ แต่ความสามารถในการพัฒนาผลิตภัณฑ์อยู่ที่พาร์ตเนอร์ เราไม่จำเป็นต้องมีคนเยอะ ขอแค่พาร์ตเนอร์เราเก่งก็พอแล้ว สำคัญคือการเลือกพาร์ตเนอร์ให้ถูก

เพราะอะไร

เวลาเราทำวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์หรือ R&D เราอาจจะมีทีมงาน 5 คน แต่บริษัทพาร์ตเนอร์เราที่เกาหลีมี R&D 800 คน คนละสเกลเลย สิ่งที่เราให้ความสำคัญคือ เราจะสื่อสารความต้องการที่มีอย่างไร ลำพังแค่อุปกรณ์หรือแม้แต่เทคโนโลยีก็เทียบกันไม่ได้ เราก็ควรทำสิ่งที่เราถนัด ในเมื่อเราตั้งใจเป็น Marketing-based Company ที่ถ่ายทอดเรื่องราวและสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้บริโภค ผ่านสินค้าคุณภาพดี โดยที่เราไม่จำเป็นต้องพัฒนาขึ้นมาเองก็ได้ เพราะเรารู้ว่าเราทำอะไรอยู่

เป็นไปได้หรอที่บริษัทจะขยายตัวโดยไม่เพิ่มคน

แต่ให้เพิ่มพาร์ตเนอร์ เช่น ระบบโลจิสติกส์ สำรวจว่าเราทำเองได้ไหม จริงๆ ก็ได้ แต่การทำคลังสินค้าเองอาจจะสู้คนที่ทำคลังเป็นอาชีพไม่ได้ ก็ต้องมีพาร์ตเนอร์มาช่วย เพื่อเอาเวลาไปโฟกัสสิ่งที่เราถนัดหรือเพื่อทำให้ดีขึ้นไปอีก ตอนนี้เรามีพาร์ตเนอร์ตั้งแต่ ผู้ผลิตต่างชาติ ธนาคาร เครือข่ายโทรศัพท์ ร้านค้าปลีก แบรนด์ต่างๆ ที่ทำงานร่วมกัน สิ่งสำคัญคือการสื่อสารที่ดีทั้งในและนอกบริษัท

เมื่อก่อนคนทำธุรกิจจะรวมทุกเรื่องไว้กับตัวเอง การมอบให้คนนอกองค์กรทำงานแทนเราถือเป็นความเสี่ยงของการทำธุรกิจรูปแบบนี้ไหม

เป็นความเสี่ยง แต่เรากลับคิดว่ายิ่งมีคนทำแบบนี้มากขึ้นจะยิ่งลดความเสี่ยงลงเพราะมีตัวเลือกในตลาดมากขึ้น และดีในแง่ที่หากบริษัทมี 16 แผนก การจะคุยงานประชุมกับหัวหน้าทั้ง 16 คน ให้ครบถ้วนและรู้เรื่องนั้นไม่ง่าย แต่ถ้าโฟกัสในส่วนงานที่แม่นยำ หาคนเก่งมาช่วยเสริมส่วนที่เหลือ ก็ทำให้องค์กรเติบโตได้เร็วกว่า

ไม่กลัวว่าจะเสียตัวตนของแบรนด์ หรือกลัวการลอกเลียนผลิตซ้ำ

การที่พาร์ตเนอร์ผู้ผลิตมีเทคโนโลยีสูงกว่าถ้าเขาจะทำ เขาทำได้อยู่แล้ว แต่สิ่งที่เขาทำไม่ได้คือแบรนดิ้ง เช่น Nike ก็ไม่มีโรงงาน ต่อให้โรงงานที่ผลิตสินค้าให้แบรนด์ไนกี้จะทำรองเท้าแข่งกับ Nike ก็ทำไม่ได้

เป็นลักษณะการทำธุรกิจที่มีชื่อเรียกไหม

คล้ายกับ Sharing Economy เพียงแต่เป็นสัดส่วนอย่างบริษัทเท่านั้นเอง คนนี้ทำโลจิสติกส์เก่ง ก็ให้เขาทำไป เราก็ไปทำอย่างอื่น แต่ต้องมีจุดที่ตกลงกันว่าข้อมูลชุดนี้ใครเป็นคนเก็บหรือใครเป็นเจ้าของ จะเห็นว่าหลายๆ บริษัทในโลกก็เปลี่ยนวิธีการทำงานไป มีบริษัทสมัยใหม่ที่เชี่ยวชาญเฉพาะด้านสุดๆ ไปเลยเยอะขึ้น ผมคิดว่าโมเดลลักษณะนี้จะขับเคลื่อนธุรกิจขนาดกลางและใหญ่ต่อไปในอนาคต

รวิศ หาญอุตสาหะ CEO ศรีจันทร์ ไอดอลคนทำธุรกิจผู้สร้างแรงกระเพื่อมให้วงการเครื่องสำอางไทย

ทฤษฎีการตลาดข้อไหนที่คนชอบกันมาก แต่คุณไม่เชื่อ

ไม่ขนาดนั้น ผมรู้สึกว่าทฤษฎีหรือกรอบความคิดที่เคยรู้มา ไม่ได้บอกว่าผิด แต่ไม่รู้ว่าจะใช้ได้จริงกับบางสถานการณ์หรือเปล่า ตอนนี้เลยชอบการทดลองมากที่สุด เป็นกรอบความคิดและหลักในการทำงาน นั่นคือไม่ต้องเถียงกันว่าของจะขายออกไหม ทดลองเลยแล้วกัน กระบวนการที่เกิดขึ้นคือ ทำอย่างไรให้การทดลองนั้นใช้เงินน้อยๆ แต่รู้ผลเร็วๆ เราจะได้ไปต่อได้

สมัยก่อน เวลาคิดผลัตภัณฑ์ใหม่จะเริ่มจากห้องประชุม และตกลงได้คำตอบเกือบครบแล้วในห้องประชุม แต่ตอนนี้ทำแบบนั้นไม่ได้ เพราะความรู้เราน้อยกว่าลูกค้า ความรู้สึก ความเข้าใจว่าตลาดอยากได้อะไร อยู่ที่มือผู้บริโภคทั้งสิ้น แทนที่จะคิดให้มากเหมือนแต่ก่อน ผมเริ่มทำสินค้าต้นแบบทดสอบตลาด เราไม่ถามว่าเขาอยากซื้อสินค้ารุ่นนี้ในราคาเท่าไหร่ เขาตอบมาจริงๆ แต่อาจจะไม่ซื้อของเราก็ได้ วิธีที่ใช้คือ เราตั้งราคาของสินแบบเดียวกันไว้ที่ 3 ราคา เช่น 300 400 500 จากนั้นปล่อยโฆษณาไปสู่กลุ่มเป้าหมาย 3 กลุ่มที่คล้ายกันและมีบางปัจจัยที่ต่างกัน ทดสอบว่าราคาไหนเกิดการซื้อขายจริงมากที่สุด เราพบว่า บ่อยครั้งราคาที่ตั้งแพงที่สุดกลับขายดีที่สุด เหตุผลเพราะเครื่องสำอางเป็นสินค้าที่ถ้าถูกไปคนก็ไม่อยากใช้

ซึ่งวัดผลจากอะไร

ขึ้นกับจุดประสงค์ ถ้าเป็นเรื่องราคา เราก็วัดจากยอดการซื้อ

บรรยากาศตอนประชุมเดี๋ยวนี้ไม่ได้คุยว่าจะทำอะไร แต่คุยกันว่าจะลองทำอะไรมากกว่า เมื่อก่อนเราประชุมเพื่อหาทางออก ตอนนี้ประชุมเพื่อหาคำถามว่าจะถามลูกค้าว่าอะไรดี

ศรีจันทร์ในวันนี้กำลังพูดหรือสนใจเรื่องอะไร

ศรีจันทร์ปีนี้พูดเรื่อง Beauty Ready Go สวยก่อนพร้อมกว่า คุณไม่จำเป็นต้องมีเครื่องสำอางเยอะ ศรีจันทร์ทำให้หน้าไม่เทา ลิปสติกทาแล้วดื่มน้ำสีไม่ติดแก้ว ขณะที่แบรนด์ Sasi by ศรีจันทร์ พูดเรื่อง Live a Little ขอให้ทุกวันมีความสุข เป็นคอนเซปต์ที่ได้จากการคุยกับเด็กมัธยม โมเมนต์ที่มีความสุขที่สุดคือ ตอนที่แต่งหน้าไปยืนหน้าเสาธงแล้วครูจับไม่ได้ เป็นความรู้สึกแบบอย่างน้อยวันนี้ต้องมีหนึ่งเรื่องที่ดีเกิดขึ้นกับฉัน

ถ้าวันหนึ่งไม่มีศรีจันทร์บนโลกนี้ มีใครเดือดร้อนไหม

เป็นคำถามที่เราถามตัวเองเสมอนะ ว่าถ้าวันหนึ่งเราไม่อยู่แล้วจะมีคนคิดถึงเราไหม เราเชื่อว่ายังมีคนที่รู้สึกว่าใช้ของเราแล้วเป็นของที่คุ้มค่า ซื้อมาเป็นตลับที่ 30 แล้วในชีวิต เราเชื่อว่ามีคนเหล่านั้นอยู่ที่อยากให้เราอยู่ต่อ เราพยายามสร้างคนเหล่านั้นให้มากขึ้น นี่แหละคือจุดเริ่มต้นของการทำสินค้า ทำแบรนด์และทำธุรกิจที่ดี

รวิศ หาญอุตสาหะ CEO ศรีจันทร์ ไอดอลคนทำธุรกิจผู้สร้างแรงกระเพื่อมให้วงการเครื่องสำอางไทย

การทำธุรกิจในวันนี้เปลี่ยนไปจากเดิมแค่ไหน

เมื่อก่อน การทำธุรกิจต้องมีบริษัท มีคน มีที่ดิน มีปัจจัยมากมาย แต่วันนี้เรากำลังพูดถึงความสามารถที่คุณขายแก่ใครก็ได้ คนละแบบกับฟรีแลนซ์นะ เช่น งานของ Mission to the Moon เป็นการตกลงกันระหว่างผมกับทีมงาน มีลักษณะเป็น Profit Sharing Based นั่นคืองานที่ทำแปรผันตรงกับผลตอบแทน เหตุผลที่ต้องทำแบบนี้เพราะปริมาณงานไม่คงที่ ซึ่งจะมีงานลักษณะนี้เยอะมากขึ้น ต่อไปเราจะไม่พูดถึงเวลาทำงานแล้ว เราแทบไม่สนใจว่าคุณอยู่ที่ไหนตราบใดที่ได้รับชิ้นงานที่มีคุณภาพตามปริมาณที่ตกลง

คนทำธุรกิจเป็นกับคนทำธุรกิจที่ดีแตกต่างกันอย่างไร

คนทำธุรกิจเป็นจะทำให้ธุรกิจอยู่รอดได้และมีกำไร แต่คนทำธุรกิจที่ดีจะคิดถึงและให้ความสำคัญกับความยั่งยืนขององค์กร โดยเฉพาะความสุขของคนที่อยู่กับเรา ซึ่งต้องผ่านวิธีคิดที่ลึกซึ้งกว่าการทำธุรกิจให้มีกำไรเพียงอย่างเดียว

ลึกซึ้งขนาดไหน

คุณอาจจะคิดว่าการให้ค่าตอบแทนที่มากพอเท่ากับมอบความสุขให้ทีมงาน แท้จริงคือการได้ทำงานที่มีความหมาย เขารู้ว่าเขาทำอะไรไปเพื่ออะไร กระบวนการออกแบบวิธีสร้างความสุขนั้นไม่ยาก สิ่งที่ยากคือการติดตามผลของความรู้สึกว่าเขาทำงานอยู่ที่นี่แล้วมีความหมาย อยากอยู่ทำงานไปเรื่อยๆ

คุณเป็นผู้บริหารสไตล์ไหน

ผมทำงานกับทีมโดยอยู่ในสมมติฐานที่ว่าเขาทำงานนั้นได้ดีกว่าผมทำเอง ซึ่งหมายความว่าสิ่งที่ผมทำไม่ใช่การสั่งงานแล้วไปตาม แต่นั่งคุยกันว่าคุณอยากทำอะไร นี่คือโจทย์ใหญ่เลย เมื่อตกลงกันว่าเขาจะทำสิ่งนี้ผมจะถามต่อว่าต้องการให้ผมช่วยอะไรบ้าง จากนั้นติดตามผลกันและกันเพื่อให้โอกาสเขาได้ทำงานที่เขาอยากทำมากที่สุด ผมมีความเชื่อว่าเราจำเป็นที่ต้องหาคนที่ทำงานนั้นได้เก่งกว่าเรา ไม่งั้นเราก็จะต้องทำงานเองอย่างอดไม่ได้ เราก็จะเหนื่อย เขาก็จะไม่ภูมิใจ

งานเขียน งานพูดให้แรงบันดาลใจ งานพอดแคสต์ และวิ่ง ทำให้คุณมองโลกเปลี่ยนไปอย่างไรบ้าง

เกี่ยวกับวิ่ง ดีต่อสุขภาพ แต่ถ้ามาเกินไปก็อันตราย วิ่งสอนเราว่าชีวิตก็เท่านี้ไม่มีอะไรซับซ้อน วิ่งพาเรากลับไปสู่รากของการเป็นมนุษย์ ผมใช้เวลานี้อยู่กับตัวเองไม่คิดอะไร และเนื่องจากมีการวัดผลตลอดเวลาก็ทำให้ผมตั้งเป้าหมายใหม่ๆ กับตัวเอง ได้ความตื่นเต้นนะ ส่วนพอดแคสต์ทำมานานมากและเราก็ได้อะไรเยอะ บางเรื่องคงไม่ได้อ่าน ไม่ได้รู้ หากทำไมพอดแคส เช่น กฎประเภทไหนที่ทำให้คนทำผิดเยอะกว่ากัน ที่เขาบอกว่า Live Long Learning สำหรับเราก็คงเป็นเรื่องนี้ ตัวอย่างเรื่อง Introvert Extrovert สมัยก่อนเราไม่มีทางเข้าใจ พอค่อยๆ อ่านก็เริ่มเห็นตัวเอง เริ่มเห็นคุณค่าของการให้และรับฟีดแบ็กจากคนอื่น ทำให้ผมชอบเขียนบทความถึงเรื่องการรับมือกับกระแสตอบรับทั้งบวกและลบ เพราะมันค่อนข้างสำคัญกับชีวิตการทำงานร่วมกัน

รวิศ หาญอุตสาหะ CEO ศรีจันทร์ ไอดอลคนทำธุรกิจผู้สร้างแรงกระเพื่อมให้วงการเครื่องสำอางไทย

มีเส้นแบ่งหรือจุดไหนที่ยอมรับกับตัวเองว่ากำลังเหนื่อยเกินไป

มีคนชอบคิดว่าผมเป็นคนชอบทำงานตลอดเวลา จริงๆ แล้วไม่ได้ขนาดนั้น มีวันที่เหนื่อยจากการทำงานมาก มีวันที่คิดพอดแคสต์ไม่ออก 

จุดที่คิดว่า เฮ้ย เรายังไหว เราทำงานได้อีก แต่ความจริงคือไม่ไหวแล้ว ไม่สนุกแล้ว เราถามตัวเองว่าเพราะอะไรถึงเป็นแบบนี้ ก็มาจากจุดที่ว่า เรารู้อยู่แล้วแหละว่าเกือบจะไม่ไหวแล้ว แต่เรากลัวโอกาสนี้จะหลุดลอยไป เรากลัวว่าถึงวันที่งานนั้นสำเร็จแล้วเราต้องมานั่งเสียดายที่ไม่ทำมัน เราจึงตัดสินใจรับงานนั้นมาทำและอยู่ในสถานการณ์แบบนี้ไปสักระยะหนึ่ง ซึ่งไม่ดีนะ ไม่มีประสิทธิภาพ มันเหนื่อยเกินไป เราจะคิดอะไรไม่ออก ผมเช็กอีเมลไม่จบมาหลายวันแล้ว เพราะระหว่างที่เช็กก็คิดเรื่องอื่นไปด้วย บอกตัวเองว่าอยากพัก แต่พอดูปฏิทินแล้วทำไมได้

เพราะไม่ปฏิเสธโอกาสที่เข้ามาหาเลยหรือเปล่า

สมัยก่อนเป็นคนไม่ปฏิเสธคนนะ เดี๋ยวนี้ดีขึ้นมากแล้ว แต่พอปฏิเสธไปเราก็อยากไปหาอะไรมาทำอยู่ดี

เชื่อว่าหลายคนเป็นเหมือนกัน อาการเหมือนคนหมดไฟ แต่เรารู้ตัวว่าไม่ได้หมดไฟ แค่เหนื่อยเกินไป อยากทำทุกอย่างแต่มันเหนื่อยแล้ว ขอคำแนะนำได้ไหม

ผมก็ยังหาทางอยู่นะ ถ้ามั่นใจว่าอยากทำทุกอย่างให้เกิดขึ้นจริงๆ ต้องยอมเข้มงวดกับตารางชีวิตประจำวัน 

คือต้องยอมสุดโต่ง

ประมาณหนึ่งเลย ช่วงที่ผ่านมาใช้วิธีนี้ กำหนดเวลาในการทำสิ่งต่างๆ เป๊ะมากๆ หรือไม่ก็คงต้องทบทวนว่ามีบางอย่างเราทำไปเป็นกิจวัตรทั้งๆ ที่ไม่อยากทำแล้วและเลิกได้บ้างไหม

คุณบอกตัวเองยังไงให้ยอมถอยจากสิ่งที่ชอบทำ

ต้องบอกตัวเองว่าถ้าไม่ถอยงานอื่นก็เละ คุณภาพของงานเป็นเรื่องสำคัญที่เราจะไม่ปล่อยผ่านเลย อะไรที่ตกลงกันได้ก็ลองพูดคุยกัน ดีกับเขาด้วยนะเพราะไม่ทำให้คุณภาพงานลดลง ตัวอย่างงานของ Mission to the Moon มันใหม่ทุกวัน คนที่ทำงานพวกนี้ ใช้พลังงานสร้างสรรค์มาก และไม่มีมนุษย์คนไหนทำได้ตลอดเวลาหรอก เท่าไหร่คือไหว หาจุดนั้นให้เจอและบริหารจัดการมัน

ในชีวิตนี้มีเรื่องไหนที่คุณรู้สึกเสียดายอะไรบ้าง

อยากเรียนหนังสือเยอะกว่านี้ มีความคิดอยากกลับไปเรียนหนังสือในห้องเรียนจริงจัง อยากเรียนจิตวิทยา เชื่อไหมว่าผมลงเรียนคอร์สออนไลน์มานับไม่ถ้วน แต่ไม่เคยมีสักครั้งที่เรียนจบ เพราะบรรยากาศที่ทำให้ไม่มีสมาธิ ขณะที่ฟังครูสอนก็อยากเช็กเมลไปด้วย สุดท้ายก็ไม่ได้ฟังต่อ ผมสงสัยว่ามีคนเรียนคอร์สออนไลน์จบหลักสูตรมั้ย เจอข้อมูลว่ามีคนเรียนจบเพียง 5 เปอร์เซ็นต์ ขนาดว่าจ่ายเงินเรียนแล้วนะ หลายคนยอมจ่ายคอร์สออนไลน์เพียงเพื่อบังคับให้ตัวเองเรียน แต่ก็เรียนไม่จบอยู่ดี ผมรู้สึกว่าต้องการอะไรสักอย่างเชื่อมเรากับห้องเรียน

ทำไมสนใจวิชาจิตวิทยา

มนุษย์เราซับซ้อนนะ และมีโอกาสที่จะซับซ้อนมากไปกว่านี้อีก คนที่เข้าใจเพื่อนมนุษย์ด้วยกันจะขายของได้ จะมีชีวิตที่ดี สำคัญคือต้องเข้าใจตัวเอง บางทีความสุข ความทุกข์ไม่ได้เกี่ยวกับเหตุการณ์แต่เป็นตัวเราที่มองเหตุการณ์นั้นมากกว่า ยุคนี้การสอบเข้าคณะจิตวิทยาใช้คะแนนสูงมากและจะสูงขึ้นไปเรื่อยๆ

รวิศ หาญอุตสาหะ CEO ศรีจันทร์ ไอดอลคนทำธุรกิจผู้สร้างแรงกระเพื่อมให้วงการเครื่องสำอางไทย

10 Questions Answered by CEO of Srichand United Dispensary Co.,Ltd.

  1. สิ่งแรกที่ทำเมื่อถึงออฟฟิศ : เขียน ผมมีสมุดจด 4 เล่ม ชอบเครื่องเขียนมากจะมีสติกเกอร์เล็กๆ สำหรับจดบันทึกประจำวันว่าเรื่องไหนสำคัญ วันนี้จะคุยกับใครบ้าง ทุกเช้าจะคิดธีมแต่ละวัน ไม่ใช่เช็กลิสต์ด้วยนะ เขียนให้เต็ม 1 หน้ากระดาษขนาด A5 
  2. ถ้าให้คุณเขียนจดหมายถึงตัวเองในอดีตจะเขียนถึงช่วงเวลาไหน และเนื้อความส่วนใหญ่พูดเรื่องอะไร : เขียนถึงตัวเองช่วงเรียนจบใหม่ๆ เพื่อบอกว่าให้ตั้งใจทำงานและออกไปหาประสบการณ์ใหม่ๆ มากกว่านี้
  3. คำถามสัมภาษณ์พนักงานใหม่ : อะไรคือเรื่องเลวร้ายที่สุดที่คุณเจอ แล้วคุณผ่านเรื่องราวเหล่านั้นมาได้อย่างไร
  4. คำพูดติดปาก : เวลามีคนถามว่าอยากให้ส่งงานนี้เมื่อไหร่ ผมจะตอบกลับไปว่า อยากได้เมื่อวาน
  5. ถ้าให้เลือกทำอาชีพได้เพียงอย่างเดียว : ขอเป็นครู อยากสอนวิชาจิตวิทยา
  6. หนังสือเล่มล่าสุดที่อ่าน : PARIS IN PAIRS ปารีสบนดาวดวงอื่น ของ โชติกา ปริณายก
  7. สเตตัสล่าสุดที่เขียน : เรื่องวิ่ง มีพี่คนหนึ่งบอกว่า เราจะเป็นคนอายุ 40 ปี ที่เดินขึ้นบันได 3 ชั้นแล้วเหนื่อย หรือวิ่งมารธอนจบก่อนเวลา 3 ชั่วโมงก็ได้
  8. เบอร์รองเท้าวิ่ง : เบอร์ 10
  9. ความสามารถพิเศษที่คนไม่ค่อยรู้ : เป็นความสามารถแย่ๆ ได้ไหม เราเป็นคนร้องเพลงไม่ได้เลย ถ้าจำเป็นต้องร้องจริงๆ จะเลือกเพลงคีย์ต่ำๆ ไว้ก่อน10. คุณไปแข่งรายการแฟนพันธุ์แท้ตอนไหนได้บ้าง : Nike

CEO’s TIP

“ในอนาคตจะเห็นธุรกิจเติบโตโดยที่ไม่ได้ขึ้นกับขนาดของอาคารสำนักงานหรือขนาดของทีมอีกต่อไป แต่ขึ้นกับไอเดียของธุรกิจนั้นว่าส่งผลกระทบต่อวงการหรือตลาดมากแค่ไหน” รวิศ หาญอุตสาหะ

ศรีจันทร์ก้าวข้าม SME ไปสู่องค์กรที่ทำงานมืออาชีพ ด้วยการบริหารจัดการทีมที่คนน้อยๆ เป็นองค์กรลีน ที่บริหารโดยมุ่งเน้นการลดต้นทุนและเพิ่มความพึงพอใจของลูกค้า สิ่งสำคัญคือ ต้องมีพาร์ทเนอร์ที่เก่งในแต่ละด้าน ซึ่งช่วยให้องค์กรทำงานคล่องตัวและยืดหยุ่นได้ ช่วยสนับสนุนให้ทำธุรกิจง่ายขึ้น และพาร์ทเนอร์ทางด้านการสื่อสาร ที่ศรีจันทร์ไว้วางใจ คือ dtac SME ที่ช่วยให้การติดต่อสื่อสารกันได้ตลอดเวลา ด้วยการใช้ Cloud เชื่อมต่อระบบและเก็บข้อมูลการโทร ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานร่วมกัน 

“เวลาผมเดินทาง หรือทีมทำงานกันอยู่ข้างนอก ไม่อยู่ออฟฟิศก็สามารถโทรเข้ามาด้วยระบบประชุมสาย และแพ็กเกจโทรกลุ่มด้วยระบบโทรศัพท์สำนักงานที่ทำให้รับสายลูกค้าที่โทรเข้าเบอร์สำนักงานได้ทุกที่ทุกเวลาผ่านมือถือ ระบบนี้ทำให้บริษัทสามารถจัดการสายเข้า เช่น ระบบเสียงตอบรับอัตโนมัติ ระบบโอนสาย รับสาย โทรออก ที่เป็นมาตรฐานเดียวกับระบบโทรศัพท์สำนักงานแบบตู้สาขาโทรศัพท์ดั้งเดิม (PBX) แต่ประหยัดกว่าหลายเท่า ช่วยให้รับสายลูกค้าได้ทุกที่ ทุกเวลา โดยไม่ต้องอยู่ออฟฟิศ ไม่ต้องวางระบบที่ลงทุนสูงเหมือน PBX ไม่ต้องจ้างพนักงานดูแลระบบ และไม่ต้องเสียค่าบำรุงรักษา เนื่องจากดีแทค เป็นผู้ดูแลระบบให้”

ระบบจัดการโทรศัพท์สำนักงานแบบใหม่ ทำให้ศรีจันทร์ออกแบบเบอร์โทรต่อสาย เชื่อมการทำงานติดต่อสื่อสารในแบบมืออาชีพ ไม่ว่าภายในและภายนอกองค์กรไม่มีสะดุด เพราะยกระบบเข้ามาอยู่ในโทรศัพท์มือถือทั้งหมด เพื่อให้เข้ากับออฟฟิศการทำงานยุคใหม่ ดูรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ dtac SME หรือซิม WorryFree ได้ที่  dtac.co.th/sme (http://bit.ly/dtacsme_srichand) หรือโทร 088-188-1678

Writer

นภษร ศรีวิลาศ

อดีตนักเรียนเศรษฐศาสตร์ผู้วิ่งเล่นในแวดวงตลาดทุน หน่วยงานสนับสนุนกิจการเพื่อสังคม และงานสายแบรนดิ้งเพื่อความยั่งยืน หลงรักการลองเสื้อคอลเลกชันใหม่ของ COS MUJI Marimekko BEAMS และมีเพจชื่อ น้องนอนในห้องลองเสื้อ

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

กัปตันทีม

บทสนทนานอกตำราวิชาการจัดการและแนวคิดในการทำงานของผู้บริหารองค์กร

การทำงานกับหลายจังหวัดทำให้ The Cloud สังเกตเห็นความจริงข้อหนึ่ง แต่ละจังหวัดมักมีคนขับเคลื่อนด้านต่าง ๆ หรือที่เราเรียกกันเองในกองบรรณาธิการว่า ‘พ่อเมือง-แม่เมือง’ โดยมากเป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่กลับมาพัฒนาอำเภอบ้านเกิดให้ดีและสนุก เป็นบุคคลที่รู้จักและรักในจังหวัดเป็นชีวิตจิตใจ 

การมาขอนแก่นครั้งนี้ก็เหมือนกัน พิเศษขึ้นตรงที่ขอนแก่นไม่ได้มีแค่คนกลุ่มที่ว่า แต่ยังมีการรวมตัวของนักธุรกิจ ไม่ใช่แค่ 1 หรือ 2 แต่มากถึง 20 บริษัท เกิดเป็นบริษัท ขอนแก่นพัฒนาเมือง (เคเคทีที) จำกัด ที่ร่วมลงทุนพัฒนาจังหวัดโดยเริ่มจากการคมนาคมรถไฟฟ้ารางเบา จนเป็นต้นแบบ ‘ขอนแก่นโมเดล’ ที่ภาคเอกชนและท้องถิ่นเข้ามามีบทบาทอย่างจริงจัง

หนึ่งใน 20 รายชื่อนั้นคือ บริษัท ช ทวี จำกัด (มหาชน) ภายใต้การบริหารของ คุณสุรเดช ทวีแสงสกุลไทย ทายาทรุ่นสองคนสุดท้องที่เข้ามารับช่วงกิจการครอบครัวที่เริ่มจากโรงสีของอากง ตัวแทนจำหน่ายรถบรรทุกของป๊า ก่อนต่อยอดมาให้บริการออกแบบ ผลิต ประกอบ ติดตั้งระบบวิศวกรรมตัวถัง พัฒนานวัตกรรมอีกมากมาย จนครองตลาดรถลำเลียงอาหารขึ้นเครื่องบินในทวีปเอเชีย และอยู่คู่เมืองขอนแก่นมานานกว่า 50 ปี

ในบรรดาพี่น้อง 11 คน เขาคือคนที่เลือกสานต่อโรงงานแห่งนี้

นอกจากฝีมือการบริหารที่เก่งกาจ วิสัยทัศน์ที่เฉียบขาด และสไตล์การทำงานแบบลงมือทำ ชีวิตของคุณสุรเดชยังมันสุด ๆ ไม่ต่างจากออฟฟิศส่วนตัวของเขา ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นบ้านของครอบครัวที่ลูกสาวทั้งสี่เติบโตมา 

ด้านหนึ่งเป็นครัวทำอาหารที่มีเครื่องไม้เครื่องมือพร้อมสรรพ ตรงกลางเป็นโต๊ะทำงานขนาดใหญ่ ส่วนด้านหลังมีอุปกรณ์เครื่องมือช่างแขวนไว้มากมาย ถ้าไม่อยู่ในบ้านต้องเข้าใจผิดว่าเป็นโรงรถ เขาทำเฟอร์นิเจอร์เองเกือบทั้งหมด ส่วนใหญ่ดัดแปลงจากอะไหล่รถอย่างโต๊ะจากล้อแม็ก หรือโคมไฟจากพวงมาลัยที่มีก้านไฟเลี้ยวเป็นสวิตช์เปิดปิด

ถ้าให้เล่าประวัติสั้น ๆ คุณสุรเดชย้ายโรงเรียน 7 ครั้ง แล้วจึงไปเรียนต่อระดับมหาวิทยาลัยที่ญี่ปุ่น เข้าบริหาร ช ทวี ก่อนวิกฤต พ.ศ. 2540 ถึงพาบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์ จนเจอกับวิกฤตอีกครั้งใน พ.ศ. 2563 

การแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้เขาหันกลับมาพิจารณาธุรกิจที่มี พร้อมเตรียมตัวถูกแทรกแซงในอนาคตด้วยการเข้าระดมทุนในตลาดหุ้น Nasdaq ที่สหรัฐอเมริกา วางแผนปรับเปลี่ยนบริษัทให้เป็น Tech Company ที่สนใจ 3 เรื่อง คือ การออกโทเคน KGO การทำ NFT (Non-Fungible Token) และ Metaverse พัฒนาพนักงานให้โตเท่าทันความเปลี่ยนแปลง ขณะเดียวกันก็มุ่งพัฒนาเมืองขอนแก่นที่เขารักไปด้วย

ชั้นสองของออฟฟิศทำเป็นเหมืองขุดบิตคอยน์ ด้านข้างเป็นแปลงองุ่นที่ให้พนักงานช่วยกันปลูก และภาพขอนแก่นในหัวของเขา ใคร ๆ ก็บอกว่าเป็นแค่ฝัน

ส่วนเรื่องยาว ๆ จะเป็นอย่างไร ถ้าคุณได้อ่านคำพูดเขาเองน่าจะสนุกกว่า… แถมมันกว่าด้วย

คุณเป็นผู้บริหารที่ทำแชนแนลท่องเที่ยว

ใช่ (หัวเราะ) ผมมียูทูบชื่อ ‘ถนัดจริง กินเที่ยว’ คนดูคิดว่าผมมีทีมถ่ายทำเยอะ นึกว่าไปทีเป็นกองถ่าย แต่จริง ๆ แล้วทำอยู่คนเดียวนะ ทุกครั้งที่มีเวลาจะทำคอนเทนต์บนช่องนี้ อย่างเราชอบรถก็ไปแข่งรถ ขับโกคาร์ตขึ้นภูกระดึง ทำโน่นทำนี่ อีกเรื่องคือความรู้เกี่ยวกับเมืองขอนแก่น เล่าแผนพัฒนาจังหวัดไปเลย 16 ปี 

ผมจบจากญี่ปุ่น เลยมีคอนเทนต์แปลทวิตเตอร์คนญี่ปุ่นที่บอกว่ามาจากโลกอนาคตในปี 2058 น่าจะเป็นเหมือน AI ที่วันนี้ของญี่ปุ่นล้ำหน้าไปมาก คนบอกว่าต้องเอาข้อมูลให้ AI เยอะ ๆ พอมีข้อมูลเยอะ แต่ไม่มีคำถาม ก็ไม่รู้ว่ารู้เรื่องไหน เลยต้องใส่คำถามของมนุษย์เข้าไป จะได้รู้ว่ามันมีข้อมูลอะไรบ้าง คำตอบแต่ละเรื่องก็ใช้ได้นะ

หรือเรื่องโดรนผมก็ชอบ วิดีโอจากโดรนเราก็ถ่ายเอง ลูก ๆ ก็ไป

ลูก ๆ ก็ชอบเที่ยวเหมือนกันเหรอ

ลูกสาวผมก็ชอบ ไปเยอรมนี ไปฝรั่งเศส ก็พกโดรนตัวเล็ก วิดีโอแรก ๆ ไปมัลดีฟส์กับลูก แล้วผมมีลูกสาว 4 คน เขาก็จะ ‘ป๊ามุมนี้ ๆ’ ‘มุมนี้ต้องถ่ายแบบนี้’ เราก็ต้องขึ้นโดรนล็อกไว้ แล้วถือ Go Pro วิ่งตามลูก บางอันลูกก็ถ่ายให้ (หัวเราะ)

ออฟฟิศนี้เลยเป็นเหมือนพิพิธภัณฑ์รวบรวมสิ่งที่คุณชอบ

มันเป็นเหมือน Experiment ที่เราอยากทำอะไรก็ได้ อยากเอาจักรยานมาซ่อมเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็ทำส่วนที่เป็นห้องช็อปเอาไว้ จริง ๆ ตรงกลางนี่ต้องเป็นโต๊ะช็อป แล้วห้องทำงานผมอยู่ชั้นบน แต่มีอาจารย์มาดูฮวงจุ้ยออฟฟิศเขาให้เปลี่ยน เขาบอกดูแล้วให้เอาโต๊ะทำงานมาอยู่ตรงนี้ ตรงนี้ดี ตอนนี้ห้องเดิมข้างบนเลยกลายเป็นที่สำหรับเครื่องขุดบิตคอยน์ที่กำลังทดลองอยู่

คุณสนใจเรื่องนวัตกรรม เทคโนโลยี และเครื่องยนต์ มาตั้งแต่เมื่อไหร่

เราชอบเรื่องพวกนี้ตั้งแต่เด็ก ผมเรียนจบปริญญาตรีตอนปี 1992 จบจากญี่ปุ่น กลับมาก็ชวนพี่สาวกู้เงินธนาคารทำ Search Engine สมัยนั้นมีน้อย มีแค่ AltaVista ส่วน Google ยังเป็นวุ้นอยู่เลย 

ไปถึงธนาคาร เขาก็ไม่รู้ว่ามันคืออะไร ธนาคารไทยจะปล่อยกู้เฉพาะสิ่งที่จับต้องได้ มีที่ดินค้ำประกัน เพราะฉะนั้นในปี 1992 เรื่องเทคฯ มันไกลเกินไปมาก ก็ต้องล้มเลิก

เลยเลือกทำธุรกิจโรงงานของที่บ้าน ซึ่งต่างจากพี่น้องคนอื่น

เราเรียนจบวิศวกรรมยานยนต์ สนใจเรื่องนี้อยู่แล้วก็เลยเลือกโรงงานนี่แหละ แล้วค่อย ๆ นำนวัตกรรมใหม่ ๆ มาใส่ ทำให้โรงงานเรามีสินค้าแปลกใหม่ออกมาเยอะแยะไปหมด พอวิกฤตต้มยำกุ้ง (พ.ศ. 2540) ก็เจอปัญหาที่ต้องแก้มาเรื่อย ๆ 

12 ปีจากวิกฤตนั้น เราพาบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์ ทำให้ธุรกิจเติบโตขึ้น จนมาเจอโรคโควิด-19 ทำให้รู้ว่า นวัตกรรมต่าง ๆ ที่เราวิจัยพัฒนามากำลังเปลี่ยนไปแล้ว

กลายเป็นว่าในปี 1992 เราอยากทำอะไร เราทำไม่ได้ เพราะขาดฟังก์ชันอยู่หลายอย่าง เช่น เรื่องเงินที่เราหาทุนไม่ได้

แต่วันนี้คุณทำได้

ปีนี้เราอยากทำหลายเรื่อง

2 ปีก่อน เราตัดสินใจระดมทุนในรูปแบบ SPAC (Special Purpose Acquisition Companies) เพราะกองทุนเมืองนอกพร้อมที่จะลงทุนกับนวัตกรรมใหม่ ๆ เราต้องการพาบริษัทนี้ข้ามจากการเป็นบริษัทธรรมดาไปเป็นบริษัทเทค เพราะโควิด-19 บังคับเลยว่าของที่เรามีถูกทุบทิ้งหมด ของที่ขายดีเมื่อวาน วันนี้สายการบินเขาไม่บินกันแล้ว ก็ขายไม่ได้ เงินไม่มี 

โมเดลธุรกิจที่เราวางแผนไว้ตอนนี้เลยมี 2 ส่วน หนึ่งคือของเก่าที่ทำอยู่แล้ว เช่น เราเป็นเจ้าแรกที่นำเทคโนโลยีมาใส่ในรถบัส หรือเรื่อง Bus Operation เราก็ทำ เรื่องยานพาหนะทางทหารก็ทำมานาน มีโครงการใหญ่ ๆ เข้ามาต่อเนื่องเรื่อย ๆ รถลำเลียงอาหารขึ้นเครื่องบิน (Ground Support Equipment : GSE) เราขายทั้งโลก และตอนนี้สายการบินก็ค่อย ๆ กลับมาให้บริการแล้ว ศูนย์ซ่อมรถที่เรามีทั่วประเทศก็น่าจะยังไม่โดน Disrupt เร็ว ๆ นี้ เราเลยเก็บไว้

มาส่วนที่เรากำลังเดินไป อย่างแรกคือรถ EV ที่เรากำลังทำกันอยู่ อีกตัวที่เพิ่งเซ็นสัญญาไปคือตัวราง Light Rail Transit ซึ่งผมว่าเราเข้าใจเทคโนโลยีดีพอสมควร ยังมีทำเรื่อง Blockchain ทำเรื่อง Smart City ให้ขอนแก่น นอกจากนี้ก็มีเรื่องบิตคอยน์ Fintech รถไฟฟ้าไร้คนขับ (Autonomous Car) และ Metaverse

นักลงทุนในประเทศไม่เข้าใจทิศทางที่คุณกำลังเดินไปเหรอ ถึงต้องไประดมทุนในต่างประเทศ

ภาษาวัยรุ่นเขาเรียกว่าอะไรล่ะ ใจไม่กล้าเหรอ

ใจไม่ถึง?

ใช่ ๆ ใจไม่ถึง คือหยอดกับเด็กไม่พอยังเอาเปรียบเด็กอีก ลองคิดดูว่ามีเด็กรุ่นใหม่ หัวคิดดี ๆ แต่ไม่มีเงิน พอไปหาแหล่งเงินทุนก็หมดกำลังใจ ก่อนเราจะไประดมทุนผ่าน SPAC อธิบายให้ใครฟังในบ้านเรา ไม่มีใครเอาเลย เขาไม่เห็นภาพ จนวันที่เราไปซื้อบริษัท AROGO และควบรวมกับ EON Reality Inc. เพื่อทำธุรกิจ Metaverse ด้านการศึกษา ตอนนี้มีมูลค่ารวมราว ๆ 655 ล้านเหรียญฯ

คนก็ตกใจ มันมีแบบนี้ด้วยเหรอวะ เอาเงินไป 4 – 5 ล้านเหรียญฯ แล้วก็ทำกองทุนมูลค่าร้อยล้านเหรียญ แล้วก็ไปควบรวมกับอีกบริษัทหนึ่งจนมีค่าถึง 655 ล้านเหรียญฯ 

คนไทยจะปิดหู เป็นไปไม่ได้หรอก ประเทศนี้เหมือนกับ Monkey see, Monkey believe อย่างเราทำเรื่องพัฒนาเมืองขอนแก่นหรืออะไรบ้า ๆ วันแรกก็ไม่มีใครเชื่อว่ามันจะเป็นไปได้นะ 

แล้วจะทำให้คนเชื่อได้ยังไง

พูดไปเขาอาจจะฟังแค่ 50 – 50 สิ่งสำคัญที่สุดคือต้องทำให้เห็น อย่างเรื่องเมื่อกี้ก็ต้องทำให้ดูเลยว่าบริษัทมันซื้อได้จริงนะโว้ย ซื้อแล้วเดี๋ยว 9 เดือนมันเสร็จแล้วโว้ย แม่งบันทึกกำไรได้แล้วโว้ย แล้วก็กลับไปอย่างที่บอก เราถูกทุบทิ้ง แต่เรามีทางออก เราคิดตั้งนานแล้วว่าจะไปที่ใหม่ 

สิ่งที่ยากที่สุดในการบริหาร ช ทวี คืออะไร

คือเรื่องคนมั้ง โดยเฉพาะเวลาที่เราต้องแสดงให้เขาเห็นทางข้างหน้าเหมือนกับเรา 

สมมติเราบอกว่าจะไปเชียงใหม่ บางคนเขาไม่เคยไปเชียงใหม่ ความท้าทายคือเราพูดให้เขาเห็นภาพเชียงใหม่ได้ไหม การสื่อสารพวกนี้จึงสำคัญ เราต้องคุยกับคน คุยกับพนักงานทั้งหลายที่จะมาช่วยระดมสมองกันว่าจะทำยังไงดี 

อีกเรื่องคือความไว้ใจ (Trust) และความเชื่อ (Believe) ที่ต้องสร้าง ขณะที่ทำให้คนในเชื่อ ก็ต้องทำให้คนนอกเชื่อด้วย 

ฟังดูเหมือนเลือกเดินทางยากมาโดยตลอดตั้งแต่เริ่มทำธุรกิจ แต่ไม่เคยยอมแพ้เลยสักครั้ง

ตั้งแต่ตอนเรียนจบปี 1992 เรารู้ตัวว่าอยากทำอะไร แต่ไม่มีทุน เปรียบเทียบเหมือนกับอยากไปเชียงใหม่ แต่เครื่องมือไม่ครบ มันมีดินแดนเชียงใหม่ที่อยากไป ถ้าไปก็ไปได้ แต่เราไปไม่ได้เพราะไม่มีเงินเติมน้ำมัน ไม่มีใครให้เงินเติม และถ้าถีบจักรยานที่มีอยู่ก็คงไม่ถึงแน่ 

ผ่านมา 20 กว่าปี เราพบแหล่งให้ยืมเงินเติมน้ำมันใหม่ ใหญ่เบ้อเริ่ม เพราะฉะนั้นรอบนี้ไม่ต้องไปแค่เชียงใหม่แล้ว ไปดาวอังคารเลย เรามีทั้งประสบการณ์ มีโครงสร้าง มีทีมที่จะทำให้เราไปถึงตรงนั้นได้ และเมื่อไหร่ที่เราไปอยู่ตรงนั้นจะไม่มีใครตามทันแล้ว

ตั้งแต่ปี 1992 จนถึงตอนนี้ เราไม่เคยลืมสิ่งที่อยากทำ ก่อนหน้านี้อยากทำเทคฉิบหาย แต่พอจะเอาจริงไม่กล้าว่ะ บริษัทก็ยังต้องรันอยู่ ทำไปทำมาเป็นได้แค่งานอดิเรก 

คุณมีเป้าหมายใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ ทำยังไงให้พนักงานเดินไปพร้อมกันได้

เราให้ทุกคนค่อย ๆ ทำไปด้วยกัน พนักงานของเราเริ่มอบรม Upskill และ Reskill มาตั้งแต่ปีที่แล้ว ทุกคนมีกระเป๋าตังค์วอลเล็ต ทุกคนรู้เรื่อง Token เข้าใจเรื่อง Digital Currency หรือการ Stake เหรียญ สิ่งสำคัญคือ เราต้องสอนให้เขาเข้าใจในทางที่เราจะไป

หนึ่ง เราให้แต่ละแผนกขุดบิตคอยน์ เอาเครื่องที่เร็วที่สุดขุด สอง เราให้ทุกคนทำเรื่องพลังงานทดแทน และสาม เราให้เขาทำเกษตร 

เรามีที่ดินพันไร่ พันไร่ของเราจะทำการเกษตร แต่เป็นการเกษตรประณีตซึ่งแบ่งเป็น 3 ธุรกิจ เริ่มจากโซลาร์เซลล์ เราทำได้เกือบร้อยเมกะวัตต์ในพื้นที่พันไร่นี้ ร้อยเมกะวัตต์เอาไปทำอะไรได้บ้าง ถ้าเราไม่รู้ก็คงรอภาครัฐ ขายไฟได้เงินนิด ๆ หน่อย ๆ แต่เรามีเหมืองบิตคอยน์ไปด้วย ซึ่งใช้ไฟเยอะมาก พอผลิตไฟได้เองเราก็เอามาใช้ตรงนี้ มีไฟเท่าไหร่เราเอาหมด ส่วนเหมืองเราก็ไม่ได้ทำขึ้นมาให้ได้เหรียญ แต่ทำให้วันหนึ่งมีคนมา Take over เหมืองเราอีกที แล้วทีมงานเราก็ต้องมีความรู้เรื่องพืชด้วย เพราะเราเห็นว่าจากนี้ไปความมั่นคงทางอาหารคือการเกษตร มันอาจพัฒนาไปเป็นพื้นที่ท่องเที่ยวได้ ซึ่งพืชที่เราเริ่มลองปลูกแล้วคือ องุ่น 

ทำไมต้ององุ่น

พนักงานก็ถามว่าเถ้าแก่จะให้เลี้ยงต้นองุ่นไปทำไมวะ (หัวเราะ) ข้าง ๆ ออฟฟิศผมมีต้นองุ่นเต็มไปหมด ต้นเล็ก ๆ ที่แต่ละคนช่วยรับผิดชอบ ผมบอกเสมอว่า ‘มึงอย่าทำตายนะ!’ 

ที่ให้ปลูกองุ่นเพราะเป็นพืชที่ดูแลยากมาก ๆ คนปลูกต้องอ่าน ต้องศึกษา ต้องวิเคราะห์ และเอาใจใส่มันสุด ๆ เลี้ยงให้รอดก่อน ถ้าปลูกองุ่นได้ พืชอื่นแม่งโคตรง่ายเลย

องค์ประกอบเหล่านี้จะพาบริษัทไปสู่อนาคตได้อีกไกลพอสมควร ทั้งยังเชื่อมกับเรื่อง Metaverse ที่เราทำอยู่ พอเอามารวมกันทั้งสามส่วน ทุกคนเห็นภาพชัดเจน แล้วแต่ละส่วนก็เป็นธรุกิจได้ อนาคตเราไม่ต้องแข่งกับใคร ไม่มีใครมาตามเรา ธุรกิจของเราเลยครบจบในระบบนิเวศตัวเอง เพราะสิ่งที่ยากในประเทศนี้คือการพึ่งพาภาครัฐ

ซึ่งเป็นข้อจำกัดของหลาย ๆ ธุรกิจ

ถูกต้อง ภาครัฐของไทยคือ ภาคที่บอกจะส่งเสริม แต่ส่งเสริมแบบมีข้อจำกัด 

เราทำธุรกิจมาเยอะ เราคุยกับคนเยอะ คุยกับกระทรวงต่าง ๆ พอเป็นระดับนั้น คนที่ไปคุยก็ต้องเป็นเถ้าแก่ ไม่ก็ซีอีโอ มองกลับมา ถ้าให้ลูกน้องหรือลูกเราไปคุยกับรัฐมนตรีจะได้เรื่องไหม เพราะของแบบนี้มันเป็นศิลปะ มันต้องเรียนรู้ผ่านประสบการณ์ที่มี และแทบจะสอนกันไม่ได้เลย

เรามองแบบนี้ ถ้าวันหนึ่งไม่เหลือคนคุยกับภาครัฐแล้ว บริษัทเราก็ต้องปิด แล้วกระบวนการที่ต้องไปคุยเหล่านั้นมันถูกต้องแต่แรกหรือเปล่า เพราะฉะนั้น เราหันมาทำธุรกิจที่ยั่งยืนที่เราอยู่ได้ด้วยตัวเราเองดีกว่าไหม เป็นแผนการระยะยาวที่คิดรอบนี้แล้วอีก 40 ปีค่อยมาคิดใหม่ 

บริษัทเราซื้อเหรียญคริปโตเก็บไว้ทุกเดือน ครึ่งหนึ่งบิตคอยน์ ครึ่งหนึ่งอีเธอเรียม เก็บไปเรื่อย ๆ ในอัตราที่จะไม่เป็นภาระของบริษัท ขณะที่อีก 4 ปีข้างหน้าคนจะเริ่มรู้งี้ซื้อไว้ดีกว่า รู้งี้ไม่น่าทำคีย์หายเลย ไอ้ ‘รู้งี้’ มันจะมาในอีก 3 – 4 ปีถัดไป

ชีวิตคุณมีอะไรที่ ‘รู้งี้’ บ้างไหม

มี (นิ่งคิด) 

เฮ้ย ไม่มีว่ะ เราอยากทำอะไรก็ได้ทำทุกอย่างเลย หลายอย่างได้ลองแล้วพลาดจนเลิก ผมโชคดีที่เป็นลูกคนเล็กในพี่น้อง 11 คน แล้วที่บ้าน พ่อแม่ก็เอาใจลูกชายคนสุดท้าย เป็นคนที่ได้ไปเรียนเมืองนอก แต่กว่าจะได้ไปย้ายโรงเรียนมา 7 ที่

หลักสูตร 15 ปีรวมอนุบาล คุณย้ายโรงเรียน 7 ครั้งเลยเหรอ

เขาไม่ค่อยให้ผมเรียน (หัวเราะ) ตั้งแต่อนุบาลที่มีให้นอนกลางวัน แล้วก็ร้อนฉิบหาย อาบน้ำเสร็จให้เรานอน อยู่ดี ๆ ก็มีเด็กผู้หญิงมานอนข้าง ๆ ผมไม่ไหว บอกแม่ไม่เรียนแล้ว ออก!

จากนั้นก็ไปเรียนโรงเรียนอนุบาลพระกุมารเยซูขอนแก่น เรียนได้ 2 ปี มีคนบอกว่าถ้าอยากเป็นข้าราชการ ให้ไปเข้าวชิราวุธวิทยาลัย แต่โดนซ้ำชั้น เพราะผมทำข้อสอบไม่ได้ มันเป็นเรื่องกวางที่มองเงาในน้ำแล้วคิดว่าตัวเองสวยมาก พอเสือมาก็วิ่งหนีจนเขาไปพันกับเถาวัลย์ นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า สิ่งสวยงามอาจเป็นภัยกับตัวเรา ไอ้เราเป็นเด็กอีสาน เขาให้เขียน ‘กวาง’ เราไปเขียน ‘กวง’ กวงตัวหนึ่ง เลยโดนซ้ำชั้น อยู่ได้ 2 ปี แล้วแอบขึ้นรถหนีกลับขอนแก่นเลย (หัวเราะ)

ตอนนั้นอยู่ ป. อะไร

ป.2 เองมั้ง สมัยนั้น พ่อผมต้องไปรับรถ HINO กลับขอนแก่น แล้วทุกวันผมต้องเดินไปบ้านญาติที่เจริญผล เพื่อขึ้นรถไปโรงเรียนกับเขา วันนั้นระหว่างทางเจอรถป๊าที่กำลังจะกลับขอนแก่นพอดี เลยแอบขึ้นรถซ่อนอยู่ข้างหลัง พอถึงสระบุรีคิดว่าเขาคงไม่เลี้ยวรถกลับไปส่งแล้วเลยเคาะกระจก ป๊าตกใจ มึงมาได้ไง กูนึกว่ามึงอยู่โรงเรียน (หัวเราะ)

พอออกจากวชิรวุธก็กลับมาโดนซ้ำชั้นที่โรงเรียนมหาไถ่ศึกษาขอนแก่น แล้วก็อีก 2 โรงเรียน จนโตหน่อยอยากเตะบอล โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัยเขาเตะบอลกัน เลยขอพ่อแม่ไปสอบ เขาบอกว่าจะเข้าสวนกุหลาบฯ ต้องเรียนพิเศษ ผมก็เรียน ง่ายมาก สอบได้แน่ ทีนี้พอถึงตอนสัมภาษณ์ มีคนเอากระดาษมาให้ใบหนึ่ง บอกให้ไปห้องนี้ ตอนแรกก็นึกว่าทุกคนได้เหมือนกัน แต่กลายเป็นว่าคนอื่นสุ่มหยิบกระดาษเอง หยิบได้เบอร์ไหน ไปห้องนั้น เราก็งงว่าทำไมเขาหยิบกันเองหมดเลย

แล้วทำยังไง

ไม่ได้! เราต้องเหมือนคนอื่น เลยทิ้งใบที่เขาให้มาแล้วไปหยิบใหม่ เดินเข้าไปสัมภาษณ์เสร็จก็ตกสัมภาษณ์เลย เพราะเสือกไม่ไปห้องนั้น ผมเลยไม่ชอบเรื่องเส้นสายแต่เด็ก สิ่งที่ทำกับขอนแก่นคือเราต้องการ Disrupt บางอย่าง ลดความเหลื่อมล้ำ สร้างความโปร่งใส ด้วยพลังที่พวกเรามี

สุดท้ายพ่อบอกว่า ‘มึงอยากเตะบอลมากใช่ไหม’ มีที่หนึ่งมีสนามบอลเยอะ ก็พาไปเรียนที่อัสสัมชัญศรีราชา แต่มีเรื่องจนไม่ได้เรียนต่อ เลยกลับมาจบ ม.ปลาย ที่ขอนแก่น 

แต่ล่าสุดเขาก็เรียกไปรับรางวัลศิษย์เก่าดีเด่นนะ ครูบอกว่าไม่เป็นไรหรอก เขาลืมกันหมดแล้ว (หัวเราะ)

การเป็นคนคิดต่างในยุคนั้นเป็นยังไง

บางทีคนเขาจะคิดว่าเราเป็นพวกต่อต้าน

ผมชอบเด็กสมัยนี้ ลูกผมมาถามว่า ‘ป๊า ขอไปประท้วงกับเขาได้ไหม’ ผมบอก ไปเลยลูก แต่ระวังตัวดี ๆ ไม่ต้องลงถนน ให้อยู่ตรงสกายวอร์ก แต่ถ้าจะลงไปให้อยู่บนเวทีนะ อย่าอยู่บนถนน

เราเห็นประวัติศาสตร์การเมืองมาหมดแล้ว ตอนเหตุการณ์เดือนตุลา พ่อผมพาไป นักศึกษาบอกเราชนะแล้ว เชิญพี่ ๆ ไปเลือกตั้ง ปรากฏนักการเมืองที่รับช่วงต่อก็ไปแย่อีก บางงานที่ผมทำเลยเขียนเองทำเอง ส่งโครงการไปให้รัฐบาล เขาถามว่าเอาใครมาทำ เอาเรานี่แหละ หรือจังหวัดถามว่าแล้วตำแหน่งนี้ใครนั่ง 

เราเอง

คนก็สงสัยว่าทำไมทำเองชงเอง เรามองว่าถ้าขึ้นไปแล้วแย่ เราลงเอง ดีกว่าที่เอาใครขึ้นไปทำแล้วคุมไม่ได้ คนที่มีอำนาจในมือแล้วเปลี่ยนไปก็เห็นมาเยอะแล้ว นั่นคือปัญหาของประเทศนี้

ลองคิดดูว่าเด็ก ๆ ที่ประท้วง สมมติได้ค่าขนมเดือนละหมื่นกว่าบาท ถ้าพ่อแม่รวย ๆ ให้เดือนละ 3 หมื่น แต่อยู่ดี ๆ ไปเจอกระเป๋าใบหนึ่งมีเงิน 17 ล้าน มันคนละเรื่องเลยนะ 

ประเทศนี้มีปัญหาทั้งระบบ เอาคนดีมาปกครองก็อยู่ไม่ไหว ผมเกลียดเรื่องแบบนี้เลยเป็นคนมีอะไรต้องทำเอง และไม่เคยไปขอใคร ถ้าจะขอก็ขอเพื่อจังหวัด ธุรกิจที่พยายามทำเลยต้องไปของมันเองได้ ไม่ต้องยุ่งกับการเมือง

ถ้ามีคนเสนอให้เป็นนายกรัฐมนตรี จะเป็นไหม

เป็นไปก็ไม่มีประโยชน์ วันหนึ่งที่ประชาชนกับราชการเชื่อมต่อกันโดยตรงได้ก็ไม่ต้องมีตัวแทน เพราะตัวแทนที่ส่งไปสุดท้ายก็บิดเบี้ยว ไม่ทำตามที่ประชาชนต้องการ ถ้าวันหนึ่งที่ประชาชนออกเสียงเองได้ บางตำแหน่งหรือบางหน่วยงานอาจไม่มีบทบาทอีกต่อไป จริงอยู่ที่ระดับนิติบัญญัติต้องมี ข้าราชการทำงานต้องมี แต่ระดับบริหารอาจไม่จำเป็นแล้ว ในขอนแก่นน่าจะอีก 4 ปีถึงได้เห็นสิ่งนี้

ผูกพันอะไรกับขอนแก่นถึงทุ่มเท่กับการพัฒนาเมืองขนาดนี้

ไม่ว่าจะไปไหนก็ตาม ผมแม่งจะอยากกลับขอนแก่น 

กลับขอนแก่นดีกว่า สนุกกว่า เราอยู่ที่นี่มาตั้งแต่เด็ก เราขี่จักรยาน เราเดินเที่ยว บางอย่างที่เคยเห็นแต่เด็ก ถ้าออกแรงหน่อยแล้วทำให้มันดี ให้มันสวยขึ้น จะดีไหม พอมันดีขึ้น ทั้งเมืองและคนก็ดีขึ้นไปด้วย

เราเป็นพ่อค้า พ่อค้าต้องการลูกค้า ถ้าช่วยให้คนที่เงินน้อยรวยขึ้นอีก ให้เขาพ้นเส้นความยากจน ลูกค้าก็เยอะขึ้น 

การบริหารประเทศนี้วันนี้เป็นแบบเลี้ยงไข้ เหมือนกลัวเขารวย อย่ารวย แล้วก็อย่าตาย ฝรั่งบอกทำธุรกิจแล้วต้องคืนสังคม เกิดเป็นโครงการ CSR (Corporate Social Responsibility) แบบที่ถ่ายรูปก็ถือว่าทำแล้ว แต่วันนี้สิ่งที่เรากำลังทำคือตรงกันข้าม เรารวมธุรกิจในขอนแก่น 20 เจ้า เกิดเป็นกลุ่มขอนแก่นพัฒนาเมือง ทำ CSR ขนาดใหญ่เพื่อสร้างเศรษฐกิจในจังหวัด แล้วเดี๋ยวธุรกิจของพวกเราจะดีขึ้นเอง

มันคือการแก้ปัญหาที่ต้นทาง ไม่ใช่การแจกเงินเหมือนที่เห็นบ่อย ๆ 

มันคือการแจกโอกาสให้คนตัวเล็ก ๆ มากกว่า เวลาข้าราชการไปแจกเงิน ชาวบ้านที่ได้รับอาจรู้สึกยกย่องเขา แต่ถามว่าเงินนั้นเงินใคร ก็เงินภาษีของพวกเราเอง พอเป็นโอกาส เขาจะภูมิใจในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ทำให้เขายืนบนขาของตัวเองได้

การที่เอกชนลุกขึ้นมาทำเรื่องการพัฒนาเมืองและสังคม มีข้อดี-ข้อเสียต่างจากรัฐทำอย่างไร

เรามีความคล่องตัวมากกว่า ถ้ารัฐบาลทำก็จะเป็นขั้นตอนแบบหนึ่ง แต่ละหน่วยงานเริ่มเขียนภารกิจว่าจะทำอะไร เพราะอย่างนั้นมันจึงไม่มีการบูรณาการ เนื่องจากระเบียบเขียนเอาไว้หมดแล้ว 1 -10 ทำแค่นี้ปลอดภัย ถ้าทำขาดโดน ทำเกินก็โดน ส่วนประชาชนจะเป็นยังไงช่างมัน

สิ่งที่เราทำอยู่คือการบูรณาการโดยมีเป้าหมาย คือ แก้จน ลดความเหลื่อมล้ำ ดังนั้น ภารกิจเราเลยมีหลากหลาย เป็นคนละแบบกับภาครัฐ แต่ไม่ได้หมายความว่าเราทิ้งข้าราชการนะ

อย่างขอนแก่น สมมติหน่วยงานหนึ่งบอกจะทำ 1 – 10 เราก็ติดต่อไปส่วนกลางที่กรุงเทพฯ บอกกระทรวงให้ไปบอกหน่วยงานนี้หน่อยว่า ให้ทำเรื่อง 11 กับ 12 ด้วย พอหน่วยงานนั้นเห็นกระดาษ 11, 12 ก็เห็นว่าดี ถ้าอย่างนั้นก็ไปช่วยเอกชนด้วยเลย

ขอนแก่นอยากเป็นแบบเมืองไหน

ผมว่าจริง ๆ แล้วไม่มี เราเคยไปดูพอร์ตแลนด์ แต่ก็ไม่ใช่ ขอนแก่นเลยเป็นโมเดลที่เราพยายามทำให้แมตช์กับประเทศไทย เพราะประเทศไทยมีปัญหา เราจึงทำให้ยั่งยืนและเกิดความร่วมมือระหว่างภาครัฐส่วนกลาง ภาครัฐ และภาคเอกชน 

ในขอนแก่นมีโอกาสอะไรที่คนส่วนใหญ่ยังไม่เห็นบ้าง

เยอะแยะเลย เราไม่ได้บอกว่าตัวเองเป็นเมืองท่องเที่ยวระดับโลก และไม่ได้ตั้งเป้าว่าจะเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ แต่ขอนแก่นเป็นเมืองแห่งโอกาส โอกาสที่ว่าอาจจะหมายถึงการทำธุรกิจ ทำการค้า หรือย้ายออฟฟิศมาอยู่ที่ดีกันดีกว่า

เรามีศูนย์วิจัย มี Infrastructure ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นด้านดิจิทัล ด้านคมนาคมขนส่ง เรามี Sea, Land, Air ครบ มีท่าเรือบกที่เชื่อมต่อกับท่าเรือแหลมฉบัง สนามบินของเราก็อันดับต้น ๆ โรงพยาบาลก็ดี จะแพงถูกมีหมด 

ต่อไปมนุษย์จะเริ่มตัดสินใจเรื่องความครบความพร้อม เพราะฉะนั้นแต่ละเมืองจะต้องรู้ว่าตัวเอง Need อะไร Want อะไร ไม่ใช่จังหวัดข้าง ๆ มี เราอยากได้บ้าง ถามกลับว่าจะเอาไปทำไม ไม่รู้เหมือนกันแต่อยากได้ นั่นคือเมืองที่ไม่คิด แต่เมืองนี้คิด 

คุณวาดภาพขอนแก่นไว้สวยงาม เคยมีคนบอกไหมว่าสิ่งที่คิดอาจเป็นได้แค่ฝัน

มี (หัวเราะ) ผมเคยให้สัมภาษณ์กับนักข่าวคนหนึ่ง พอพูดจบ เขาอุทานเลยว่า ‘ฝัน’ แต่ผมโคตรชอบคำนี้เลย มนุษย์แม่งต้องมีฝัน แล้วก็ตั้งใจทำฝันนั้น ทำไปทำมาผ่านมา 6 ปี ขอนแก่นเริ่มเข้าใกล้สิ่งที่เราฝันไว้ วันนี้ก็ยังคิดว่ามันจะเป็นไปได้อยู่

Questions answered by CEO of Cho Thavee Plc.

01 ร้านอาหารที่กินบ่อยที่สุดในขอนแก่น…

ไข่กระทะมินเทียน อาหารญี่ปุ่นก็ Hayashi ถ้าอิตาเลียนจะเป็น Pomodoro 

02 ร้านกาแฟเจ้าประจำ…

Trinity Cafe’ กับ Cafe de’ Forest

03 นวัตกรรมที่เจ๋งที่สุดในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา…

Blockchain

04 โปรเจกต์พัฒนาเมืองที่ท้าทายที่สุด…

ระบบรางที่ขอนแก่น

05 เรื่องที่ได้เรียนรู้ล่าสุด…

องุ่นปลูกยาก!

06 หนังสือที่อยากแนะนำต่อ…

เศรษฐศาสตร์ความจน อ่านแล้วทำให้เห็นเลยว่าวิธีแก้จนของโลกนี้แม่งผิดมา 20 – 30 ปี สิ่งที่เราทำกับขอนแก่นตอนแรกก็ไม่รู้หรอกว่าถูกหรือผิด พออ่านเล่มนี้เลยรู้ว่า มาถูกทางแล้ว

07 ถ้าได้เขียนหนังสือจะเขียนเรื่อง…

เรื่องขอนแก่นโมเดล

08 แนวทางการทำธุรกิจที่เรียนรู้จากป๊า…

ป๊าบอกว่า หิวยังไงก็ต้องอมไม้จิ้มฟันไว้ให้คนคิดว่า เรากินข้าวมาแล้ว ทั้ง ๆ ที่ยังไม่ได้กิน แปลว่าเราต้องถ่อมตัวและมุ่งทำสิ่งที่ตั้งใจไปเรื่อย ๆ

09 รถที่ ช ทวี อยากผลิตแต่ยังไม่ได้ผลิต…

กำลังจะทำ Autonomous ไร้คนขับ กำลังจะทดลองขับแล้วด้วย 

10 คุณเป็นพ่อที่…

ตามใจลูกหมดเลย แล้วก็ค่อย ๆ สอน สอนได้ถึง ป.5 ป.6 สอนแบบตามใจ ก่อนนอนจะเล่านิทานให้ลูกฟัง แต่นิทานไม่ใช่หนูน้อยหมวกแดง นิทานคือเรื่องของอนาคตของเรา เราเล่าฝันให้ลูกฟัง แล้วมันก็เข้าไปอยู่ในตัวลูกเราหมด เพราะฉะนั้น โครงสร้างของลูกถูกต้องแล้ว ส่วนการตัดสินใจก็แล้วแต่บุญแต่กรรม แล้ววันหนึ่งเรื่องที่เคยฟังจะสะกิดใจเขา บางทีเขาจำได้เป็นฉาก เรายังงง ๆ ว่านี่โม้ถึงตอนไหนแล้ววะ ลูกมันจำได้ (หัวเราะ)

Writer

พิมพ์อร นทกุล

บัญชีบัณฑิตที่พบว่าตัวเองรักหมามากกว่าคน

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load