มีธุรกิจหลายแห่งที่ตายไปพร้อมกับผู้ก่อตั้ง มีมากกว่านั้นที่ทรงตัวอยู่ด้วยความเฉื่อยจนกระทั่งวันหนึ่งก็หายไปอย่างเงียบๆ
ผงหอมศรีจันทร์ กล่องสีเหลืองฟ้าที่คุณยายของเราเคยใช้ เกือบจะเป็นหนึ่งในนั้น
แต่ในปี 2549 ชายหนุ่มวัย 27 คนหนึ่งขับรถไปรับคุณปู่ที่โรงพยาบาล แวะดูกิจการเก่าแก่ที่ไม่มีใครสนใจ แล้วตัดสินใจว่าเขาจะไม่ปล่อยให้มันหายไป
ชายคนนั้นคือ รวิศ หาญอุตสาหะ

วิศวะไฟฟ้าที่ฝันจะเป็นนักบินอวกาศ
หลายคนอาจไม่รู้ว่าเส้นทางชีวิตของรวิศไม่ได้ถูกวางแผนมาให้เป็นผู้สืบทอดธุรกิจตั้งแต่แรก ในวัยเด็ก รวิศเติบโตมาพร้อมกับความฝันที่จะเป็นนักบินอวกาศและนักเขียนการ์ตูน ความสนใจของเขาในตอนนั้นอยู่ห่างไกลจากธุรกิจครอบครัวโดยสิ้นเชิง เมื่อถึงเวลาเลือกเรียนต่อมหาวิทยาลัย คุณแม่เป็นผู้ตัดสินใจพาไปสมัครคณะวิศวกรรมศาสตร์ให้ และเมื่อต้องเลือกสาขา เขาก็ตัดสินใจตามเพื่อนไปเรียนวิศวกรรมไฟฟ้า การเรียนในคณะวิศวะไม่ใช่ช่วงเวลาที่ง่ายนัก รวิศยอมรับว่าต้องใช้ความพยายามอย่างมากในการเรียนให้จบ จนถึงทุกวันนี้ เขายังฝันร้ายเกี่ยวกับการเรียนในครั้งนั้น
เรื่องนี้สอนอะไรบางอย่างที่สำคัญเกี่ยวกับ รวิศ หาญอุตสาหะ ในวัยเด็กเขาไม่ได้เกิดมาพร้อมกับ “พรสวรรค์ทางธุรกิจ” หรือความชัดเจนว่าชีวิตจะไปทางไหน แต่เขามีความสามารถในการปรับตัวและหาทางในสถานการณ์ที่ไม่ได้เลือกเอง ซึ่งคือทักษะที่สำคัญที่สุดสำหรับการพลิกฟื้นธุรกิจ
จากแบงก์สู่กิจการที่เกือบตาย
รวิศมีประสบการณ์ทำงานในแวดวงการเงินอยู่หลายปีกับธนาคารชั้นนำอย่าง Citibank ก่อนจะสานต่อธุรกิจครอบครัว
หลังเรียนจบ รวิศ หาญอุตสาหะ เดินเข้าสู่วงการธนาคารตามเส้นทางที่ดูสมเหตุสมผลสำหรับคนรุ่นเขา งานที่ Citibank ให้ทั้งความมั่นคงและทักษะด้านการเงินที่ต่อมากลายเป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญในการบริหาร ศรีจันทร์
แต่วันหนึ่งก็มาถึง
ธุรกิจศรีจันทร์พี่ไม่รู้เลยว่าเขาทำอะไรกัน เพราะคุณพ่อไม่ได้ทำก็เลยไม่เคยรู้ รู้แต่ว่าเป็นธุรกิจของคุณปู่แค่นี้ แล้ววันหนึ่งก็ต้องมาที่ศรีจันทร์ มารับปู่เพราะว่าแกป่วย ไม่มีใครว่างพี่ก็เลยขับรถไปรับไปโรงพยาบาล แล้วพอเราไปดูที่ศรีจันทร์เราก็รู้สึกว่าเสียดายถ้าไม่มีใครทำต่อ มันคงจะค่อยๆ หายไป
ความรู้สึก “เสียดาย” นั้นไม่ใช่การตัดสินใจด้วยเหตุผล แต่เป็นสัญชาตญาณ และสัญชาตญาณนั้นพาเขาออกจาก Citibank มาสู่กิจการครอบครัวที่ไม่มีใครคาดว่าจะฟื้นขึ้นมาได้
พลิกฟื้นจากศูนย์ เป้าหมายแรกคือรอดตาย
ในปี พ.ศ. 2549 รวิศ หาญอุตสาหะ ทายาทรุ่นที่ 3 เข้ามาบริหารธุรกิจครอบครัวและเริ่มการพลิกฟื้นองค์กรครั้งใหญ่ ด้วยเจตนารมณ์ที่อยากเห็นธุรกิจเก่าแก่ของครอบครัวเติบโตและเป็นที่รู้จักในระดับสากล
ที่ผ่านมาตอนแรกๆ ไม่ค่อยมีกลยุทธ์ครับ คือจริงๆ ศรีจันทร์ถึงแม้ว่าจะเก่ามากถ้านับอายุ แต่มันเริ่มเป็นธุรกิจแบบเวอร์ชั่นนี้สัก 7 ปีเองเท่านั้น เพราะฉะนั้นในช่วงแรกเหมือนทุกธุรกิจครับ เป้าหมายของเราคือรอดตายก่อน ทำยังไงก็ได้ให้รอดตาย เพราะฉะนั้นช่วงแรกเราจะทำแค่นั้นเลยแหละ
ความซื่อสัตย์ในคำพูดของ รวิศ หาญอุตสาหะ นี้คือสิ่งที่ทำให้เขาเป็นแรงบันดาลใจที่น่าเชื่อถือ เขาไม่ได้เดินเข้ามาพร้อม “แผนธุรกิจ 5 ปีที่ยอดเยี่ยม” แต่เข้ามาด้วยความเชื่อว่าอยากให้มันรอดก่อน แล้วค่อยคิดหาทางต่อไป

แป้งม่วงศรีจันทร์ จากของยายสู่ไอคอนของคนรุ่นใหม่
ผลิตภัณฑ์ที่พลิกโฉม ศรีจันทร์ จากแบรนด์ที่คนรู้จักในเชิง “โน่นของยายฉัน” มาสู่ปรากฏการณ์โซเชียลมีเดียคือแป้งม่วงศรีจันทร์ ที่กลายเป็นกระแสในหมู่ผู้ใช้ทั่วเอเชีย
ความตั้งใจทำผลิตภัณฑ์ให้ดีมากๆ เวลาที่ผลิตภัณฑ์ออกมาไม่เป็นอย่างที่คิด เราจะใช้ต้นทุนที่มีทั้งหมดแก้ไขหรือทำให้ดีขึ้น ฟังดูเป็นเรื่องพื้นฐานที่ใครๆ ก็คงทำกัน แต่จริงๆ แล้วไม่ เพราะบ่อยครั้งที่เราอยู่กับตัวเลือกมากๆ เช่นทางนี้ถูกกว่า เราก็อาจจะลืมว่าทำสิ่งนี้เพื่ออะไร เราท่องเสมอว่าถ้ามีทางเลือกที่ส่งผลต่อราคาและผลิตภัณฑ์ เราจะเลือกทำเพื่อคุณภาพของสินค้าก่อน
ปรัชญาง่ายๆ ที่ว่า “คุณภาพมาก่อนราคา” นั้นฟังดูเป็นเรื่องที่ทุกธุรกิจพูด แต่ รวิศ หาญอุตสาหะ ยืนยันว่าในความเป็นจริง เมื่อต้องตัดสินใจจริงๆ บริษัทส่วนใหญ่มักเลือกต้นทุน และนั่นคือสิ่งที่ศรีจันทร์เลือกที่จะไม่ทำ
โจทย์ที่ยากกว่า เปลี่ยนภาพจำของแบรนด์เก่า
โจทย์ของเราคือลูกค้า สิ่งที่ศรีจันทร์ทำงานหนักมากคือส่วนที่ทำงานกับลูกค้า เอาสินค้าไปให้ลอง เพื่อเก็บข้อมูลว่าพวกเธอชอบอะไร ไม่ชอบอะไร รู้ว่าอะไรคือสิ่งที่ลูกค้าอยากได้จริงๆ และอะไรคือสิ่งที่ลูกค้าคิดว่ามีก็ดีแต่ไม่มีก็ได้ อะไรคือแก่นของสินค้าที่คนจดจำ
การเปลี่ยนภาพจำของแบรนด์ที่อยู่มา 70 กว่าปีนั้นยากกว่าการสร้างแบรนด์ใหม่ เพราะต้องรักษาคนที่รักของเก่าไว้ด้วย ขณะเดียวกันก็ต้องดึงดูดคนรุ่นใหม่ที่ไม่รู้จักหรือมองว่าเชย การที่ CEO ศรีจันทร์ เลือกแนวทาง “เอาสินค้าไปให้ลอง” แทนการโฆษณาเพียงอย่างเดียว บอกว่าเขาเชื่อในข้อมูลจริงมากกว่าการสมมติ
Mission To The Moon ไม่ใช่งานเสริม แต่คือส่วนสำคัญของตัวตน
รวิศ หาญอุตสาหะ นอกจากจะเป็นซีอีโอของศรีจันทร์แล้ว ยังทำหน้าที่เป็นนักเขียน นักพูดให้แรงบันดาลใจ และซีอีโอของสื่อชื่อดังอย่าง Mission To The Moon ด้วย มีผู้ติดตามมากกว่า 4 แสนคน
คุณรวิศยังเป็นผู้หลงใหลการเล่าเรื่องและถ่ายทอดความคิดในฐานะนักเขียนที่มีผลงานตีพิมพ์ถึง 10 เล่ม
Mission To The Moon ที่ รวิศ หาญอุตสาหะ สร้างขึ้นไม่ใช่กิมมิคทางการตลาด แต่สะท้อนตัวตนที่แท้จริงของเขาในฐานะคนที่รักการเล่าเรื่อง และเชื่อว่าความรู้ด้านธุรกิจควรเข้าถึงได้สำหรับทุกคน ไม่ใช่แค่คนในห้องประชุม
ธุรกิจที่เชื่อเรื่องความหลากหลาย
ศรีจันทร์ออกแคมเปญ Be Yourself & More ที่บอกว่า “ไม่ว่าจะเป็นใคร เพศอะไร ก็ใช้ และมั่นใจได้” โดยรวิศ หาญอุตสาหะ อธิบายว่า “ทุกวันนี้ เครื่องสำอางหลายอย่างหรือผลิตภัณฑ์บำรุงผิวหลายอย่างก็เหมาะสมกับทุกคน”
ศรีจันทร์สนับสนุนสวัสดิการพนักงานหลากหลาย ทั้ง Medical Leave for Gender Reassignment Surgery ให้พนักงานมีสิทธิ์ลาเพื่อการผ่าตัดแปลงเพศได้ไม่เกิน 30 วัน และ Maternity Leave ให้พนักงานลาคลอดบุตร 180 วันโดยบริษัทยังคงจ่ายค่าจ้างให้ตามปกติ
สิ่งที่ทำให้ รวิศ หาญอุตสาหะ และ ศรีจันทร์ น่าสนใจในฐานะกรณีศึกษาไม่ใช่แค่ตัวเลขรายได้ แต่คือการที่แบรนด์อายุ 70 กว่าปีสามารถเป็น “แบรนด์ที่ก้าวหน้า” ในเรื่องสังคมได้โดยไม่เสแสร้ง เพราะมันมาจากความเชื่อของผู้นำที่ชัดเจน
ตัวเลขที่พูดแทนทุกคำอธิบาย
รวิศ หาญอุตสาหะ สามารถพลิกรายได้ของบริษัทเป็น 400 ล้านบาทในปี 2563
จากกิจการที่เกือบจะปิดตัวในปี 2549 มาสู่รายได้ 400 ล้านบาท และก้าวต่อไปคือการเตรียม IPO นั้นบอกว่าสิ่งที่ รวิศ หาญอุตสาหะ ทำมาตลอด 15 กว่าปีไม่ใช่ความโชคดี แต่คือระบบ ปรัชญา และวัฒนธรรมองค์กรที่ถูกสร้างขึ้นอย่างตั้งใจ
“ถ้า Apple มีสตีฟ จ็อบส์ ศรีจันทร์ก็มีรวิศ หาญอุตสาหะ”
เปรียบเทียบนี้อาจฟังดูยิ่งใหญ่เกินไป แต่ในแง่ของการที่ CEO คนหนึ่งกลายเป็นส่วนหนึ่งของแบรนด์ที่ผู้คนเชื่อมโยงกัน นั่นคือสิ่งที่ รวิศ หาญอุตสาหะ ทำได้สำเร็จกับ ศรีจันทร์ เขาไม่ได้แค่บริหารบริษัท แต่กลายเป็นเรื่องราวของแบรนด์นั้นด้วยตัวเอง
