เมื่อฝนเริ่มทิ้งช่วง ลมหนาวเริ่มค่อยๆ ปะทะผิวหน้า เป็นสัญญาณของการเข้าสู่ฤดูหนาวที่น่าจะเป็นฤดูโปรดของใครหลายคน การเริ่มต้นเปิดปฏิทินหาวันหยุดยาวเพื่อออกเดินทางไปสัมผัสลมหนาวทางเหนือของประเทศน่าจะเป็นคำตอบของใครหลายๆ คน 

แน่นอน เราก็เช่นกัน 

ทุกปีเราจะต้องคำนวณวันลาพักร้อนที่เหลือ และดูวันหยุดยาวที่สามารถพาตัวเองนั่งรถไฟไปเชียงใหม่ จุดประสงค์ของเราอาจแตกต่างกับคนอื่นตรงที่การนั่งรถไฟคือเป้าหมายหลัก และเชียงใหม่คือเป้าหมายรอง

อันนี้พูดจริง คนอื่นอาจจะคิดว่าการนั่งรถไฟคือการแบกตัวเองจากที่หนึ่งไปที่หนึ่งเท่านั้น แต่สำหรับเรานั้น มันคือการเที่ยวตั้งแต่วินาทีที่เท้าเหยียบสถานีรถไฟ และเวลาไปเชียงใหม่หลายคนจะเลือกขบวนที่ออกเย็นถึงเช้า ออกหัวค่ำถึงสาย 

นั่นไม่ใช่สำหรับข้าพเจ้า ขบวนที่เราจิ้มนิ้วเลือกทุกครั้งคือขบวนนอกสายตา ขบวนเก็บตก ขบวนที่ออกดึกไปถึงเที่ยง และนั่นคือรถด่วนขบวนสุดท้าย

เพราะมันเหมาะกับการเที่ยวบนรถไฟที่สุดยังไงล่ะ 

ขึ้นรถด่วนขบวน 51 แกลเลอรี่เคลื่อนที่เหนือทางรถไฟสายเหนือ ไปรับลมหนาวที่เชียงใหม่, ขึ้นรถไฟไปเหนือ

รถด่วนขบวน 51 คือรถด่วนมุ่งหน้าไปเชียงใหม่ขบวนสุดท้ายของทุกค่ำคืน มันออกจากกรุงเทพฯ 4 ทุ่มตรงและถึงเชียงใหม่เที่ยงวัน แน่นอนว่ามันคือตัวเลือกสุดท้ายของใครหลายๆ คน ด้วยเวลาปลายทางที่สุดแสนจะสาย เจ้ารถไฟความยาวแบบมินิมอลที่สมควรเรียกว่ารถด้วนมากกว่ารถด่วนมีส่วนผสมของตู้นั่งชั้นสามพัดลม ตู้นั่งชั้นสองพัดลม และตู้นอนชั้นสองแอร์ นอกจากมีหน้าที่เป็นยานพาหนะในการเดินทางแล้ว มันยังทำหน้าที่เสริมเป็นเหมือนแกลเลอรี่เคลื่อนที่ ซึ่งแสดงภาพศิลปะผ่านหน้าต่างบานใหญ่ของตู้โดยสารแต่ละตู้

เหล่าคนชอบรถไฟเกือบทุกคนนั้นต้องนั่งสักครั้งในชีวิต จนถูกขนานนามว่า ‘รถด่วนในตำนาน’ แบบว่าถ้าคุณเป็นแฟนรถไฟแล้วยังไม่เคยนั่งขบวนนี้ถือว่าเป็นบาปมาก

จากกรุงเทพฯ ถึงอุตรดิตถ์ คือช่วงที่รถไฟวิ่งผ่านราตรีเกือบ 500 กิโลเมตร และจากอุตรดิตถ์ถึงเชียงใหม่เพียงแค่ประมาณ 200 กิโลเมตร มันคือห้องจัดแสดงภาพธรรมชาติ เพราะเจ้าด่วน 51 ได้เผยโฉมหน้าของเส้นทางรถไฟสายเหนือที่ซ่อนความสวยงาม ซึ่งการนั่งรถยนต์หรือเครื่องบินนั้นให้ไม่ได้

 การถ่ายรูปสองข้างทางจากหน้าต่างขบวน 51 จึงเป็นกิจกรรมที่สนุกมากเมื่อคุณเดินทางกับมัน ภาพถ่ายแต่ละภาพร้อยเรียงเป็นเรื่องเล่าได้มากมาย และไม่น่าเชื่อว่าทุกครั้งที่เดินทางเราก็จะถ่ายภาพมุมเดิมๆ ที่เดิมๆ วิวเดิมๆ ซึ่งมันไม่เคยเหมือนกันเลยสักครั้ง

และนี่คือแกลเลอรี่ของขบวน 51 ที่เรารวบรวมจากการเดินทางกับขบวนนี้มาตลอดหลายปีที่ผ่านมา

ขึ้นรถด่วนขบวน 51 แกลเลอรี่เคลื่อนที่เหนือทางรถไฟสายเหนือ ไปรับลมหนาวที่เชียงใหม่, ขึ้นรถไฟไปเหนือ

แกลเลอรี่ห้องที่ 1

ยามเช้าที่เขาพลึง

‘สถานีศิลาอาสน์’ เป็นนาฬิกาปลุกในยามเช้าหลังจากที่ด่วน 51 วิ่งห้อตะบึงมาทั้งคืน ศิลาอาสน์จึงเป็นจุดเติมพลังงานของเจ้ารถจักรผู้แข็งขัน ก่อนที่จะใช้พละกำลังอีกมากไต่ภูเขาอีกหลายร้อยกิโลเมตรเพื่อมุ่งหน้าไปเชียงใหม่ นอกจากรถไฟแล้ว คนที่นั่งมาก็เลือกเติมพลังจากอาหารอร่อยๆ ที่มาขายถึงชานชาลาได้ด้วย

จากอุตรดิตถ์ไปจนถึงแพร่นั้นมีภูเขาพืดหนึ่งขวางเอาไว้ มันชื่อว่า ‘เขาพลึง’ จริงๆ แล้วเขาพลึงไม่ใช่กำแพงที่สูงมากนัก ระยะเวลา 1 ชั่วโมงจากสถานีศิลาอาสน์ไปถึงเด่นชัยนับได้ว่าเป็นแค่อาหารเรียกน้ำย่อยของการเดินทาง ทุ่งนาสองข้างทางเปลี่ยนจากสีเขียวเป็นสีน้ำตาลทองล้อกับแสงแดดตอนเช้า สลับกับภาพของบ้านเรือนและชุมชนริมทางรถไฟที่เริ่มมีชีวิตชีวาขึ้นในช่วงเช้า

ขึ้นรถด่วนขบวน 51 แกลเลอรี่เคลื่อนที่เหนือทางรถไฟสายเหนือ ไปรับลมหนาวที่เชียงใหม่, ขึ้นรถไฟไปเหนือ
ขึ้นรถด่วนขบวน 51 แกลเลอรี่เคลื่อนที่เหนือทางรถไฟสายเหนือ ไปรับลมหนาวที่เชียงใหม่, ขึ้นรถไฟไปเหนือ
ขึ้นรถด่วนขบวน 51 แกลเลอรี่เคลื่อนที่เหนือทางรถไฟสายเหนือ ไปรับลมหนาวที่เชียงใหม่, ขึ้นรถไฟไปเหนือ

‘สถานีปางต้นผึ้ง’ คือสถานีรถไฟแรกก่อนขึ้นเขา สถานีที่ซุกตัวอยู่ในโค้ง เมื่อมองตรงไปจะเห็นทางรถไฟค่อยๆ ไต่ระดับขึ้นเนินสูงขึ้นเบื้องหน้า ไอหมอกจางๆ ตัดกับสีเขียวของต้นไม้ กระตุ้นความตื่นตัวให้อยากจะสอดส่องสายตาไปทุกที่ ยิ่งช่วงหน้าหนาวยิ่งรู้สึกดีขึ้นไปอีกที่ใบหน้าได้ปะทะกับลมเย็นจัดจนหนาวหูและกลิ่นจางๆ ของน้ำค้างบนยอดหญ้า 

ขึ้นรถด่วนขบวน 51 แกลเลอรี่เคลื่อนที่เหนือทางรถไฟสายเหนือ ไปรับลมหนาวที่เชียงใหม่, ขึ้นรถไฟไปเหนือ
ขึ้นรถด่วนขบวน 51 แกลเลอรี่เคลื่อนที่เหนือทางรถไฟสายเหนือ ไปรับลมหนาวที่เชียงใหม่, ขึ้นรถไฟไปเหนือ
ขึ้นรถด่วนขบวน 51 แกลเลอรี่เคลื่อนที่เหนือทางรถไฟสายเหนือ ไปรับลมหนาวที่เชียงใหม่, ขึ้นรถไฟไปเหนือ

‘ปางตูบขอบ’ อุโมงค์แรกที่ต้อนรับเราสู่รถไฟสายเหนือ ความยาวของมันแค่อึดใจ ลอดและผ่านไปในความมืดไม่เกิน 30 วินาที เจ้าอุโมงค์นี้เป็นถ้ำลอดที่สั้นที่สุดของประเทศ ด้วยไซส์ที่มินิมอลดูน่ารักน่าชัง ทำให้เจ้าอุโมงค์นี้เมื่อมองจากท้ายขบวนรถจึงดูเหมือนเป็นช่องอะไรสักอย่างที่ดูตะมุตะมิอย่างบอกไม่ถูก

ขึ้นรถด่วนขบวน 51 แกลเลอรี่เคลื่อนที่เหนือทางรถไฟสายเหนือ ไปรับลมหนาวที่เชียงใหม่, ขึ้นรถไฟไปเหนือ
ขึ้นรถด่วนขบวน 51 แกลเลอรี่เคลื่อนที่เหนือทางรถไฟสายเหนือ ไปรับลมหนาวที่เชียงใหม่, ขึ้นรถไฟไปเหนือ

‘บ้านหนองน้ำเขียว’ ที่ซุกตัวอยู่ใต้ระดับทางรถไฟ จริงๆ ต้องบอกว่ามันคือหมู่บ้านในหุบเขาที่ถูกล้อมไว้ด้วยภูเขาทั้ง 4 ทิศ ฝั่งหนึ่งคือทางรถไฟที่สูงเหนือหลังคาบ้าน อันนี้บอกไม่ได้จริงๆ ว่าถ้าเราอยู่ในหมู่บ้านนี้จะมีความรู้สึกอย่างไร หรือจะเห็นภาพรถไฟเป็นแบบไหน แต่ที่แน่ๆ จินตนาการมันพาไปถึงภาพกลางคืนในวันที่ดาวเต็มฟ้า มีอากาศเย็นๆ ปะทะตัว เสียงเครื่องยนต์ดังสนั่นค่อยๆ เพิ่มเสียงขึ้นจากหลืบเขา และปรากฏรถไฟขบวนยาวเหยียดเป็นแสงไฟเส้นยาวเคลื่อนตัวอยู่มุมสูงในความมืดนั้น ก่อนที่จะค่อยๆ หายไปพร้อมกับเสียงแห่งราตรีที่เข้ามาแทนที่ขบวนรถไฟนั้น 

ขึ้นรถด่วนขบวน 51 แกลเลอรี่เคลื่อนที่เหนือทางรถไฟสายเหนือ ไปรับลมหนาวที่เชียงใหม่, ขึ้นรถไฟไปเหนือ

‘เขาพลึง’ ไม่ทันได้เก็บกล้องจากบ้านหนองน้ำเขียว ตามธรรมชาติคนนั่งรถไฟที่ชมวิวย่อมต้องมองออกไปด้านนอกอยู่แล้ว ยิ่งเข้าโค้งก็ยิ่งชอบดูหัวรถไฟผ่านหน้าต่างนั้น จู่ๆ รถไฟก็วิ่งเลี้ยวเข้าไปในหลืบเขาที่ปกคลุมด้วยต้นไม้ แล้วหายเข้าไปในช่องอุโมงค์ที่อยู่เบื้องหน้า นั่นคืออุโมงค์เขาพลึงที่ยาวเป็นอันดับ 3 ในประเทศ ความมืดภายในอาจดูลุ้นว่าเมื่อไหร่จะถึงปลายอุโมงค์อีกฝั่ง แต่บอกเลยว่าอยากให้ลองสังเกตภายในอุโมงค์ดูว่ามันแตกต่างกับอุโมงค์แรก ตรงที่ผนังของอุโมงค์เขาพลึงมีความเป็นเนื้อหินตะปุ่มตะป่ำอย่างเห็นได้ชัด

ขึ้นรถด่วนขบวน 51 แกลเลอรี่เคลื่อนที่เหนือทางรถไฟสายเหนือ ไปรับลมหนาวที่เชียงใหม่, ขึ้นรถไฟไปเหนือ
ขึ้นรถด่วนขบวน 51 แกลเลอรี่เคลื่อนที่เหนือทางรถไฟสายเหนือ ไปรับลมหนาวที่เชียงใหม่, ขึ้นรถไฟไปเหนือ

‘จากยอดเขาสู่ที่ราบ’ เมื่อออกจากอุโมงค์เขาพลึงแล้วคงรู้สึกได้ว่าเสียงสนั่นของเครื่องยนต์เบาลง เสียงล้อเหล็กที่บดกับรางเหล็กได้ยินชัดเจนขึ้น นั่นเป็นเพราะว่านี่คือทางลงเขาแล้ว ระหว่างทางไม่ได้มองเห็นหน้าผาหรือสันเขาอะไรเหมือนกับขาขึ้น มองไปรอบๆ จะเห็นความเป็นธรรมชาติอยู่รอบตัวสลับกับสิ่งปลูกสร้าง ถนนสาย 11 ที่วิ่งคู่ไปกับรถไฟให้เห็นเป็นระยะๆ หมู่บ้านกลางป่าที่ห้วยไร่ สถานีรถไฟแม่พวกที่เหลืออาคารไม้ 2 ชั้นให้เราเห็นอดีตสถานีที่เคยใช้งานมา ก่อนท่ามกลางป่าต้นสักที่อุดมสมบูรณ์ เผลอแป๊บเดียวรถด่วน 51 ก็พาเรามาถึงสถานีเด่นชัยที่รอต้อนรับเราหลังโค้งแคบๆ ที่เต็มไปด้วยสายหมอก

ขึ้นรถด่วนขบวน 51 แกลเลอรี่เคลื่อนที่เหนือทางรถไฟสายเหนือ ไปรับลมหนาวที่เชียงใหม่, ขึ้นรถไฟไปเหนือ
ขึ้นรถด่วนขบวน 51 แกลเลอรี่เคลื่อนที่เหนือทางรถไฟสายเหนือ ไปรับลมหนาวที่เชียงใหม่, ขึ้นรถไฟไปเหนือ

แกลเลอรี่ห้องที่ 2

จาก (แม่น้ำ) ยมถึง (แม่น้ำ) วัง

‘แก่งหลวง’ จากเด่นชัยออกไปไม่กี่กิโลเมตรมีโตรกเขาหนึ่งที่ดึงดูดใจเป็นอย่างมาก เขาฝั่งหนึ่งเต็มไปด้วยต้นไม้หนาทึบ อีกฝั่งหนึ่งเป็นภูเขาที่มีทางรถไฟคดเคี้ยวผ่าน ตรงกลางคือแม่น้ำยมซึ่งเป็นสาขาของแม่น้ำเจ้าพระยาไหลผ่าน ที่ก้นแม่น้ำนั้นมีแก่งหินขวางไว้ ทำให้น้ำไหลเชี่ยวเสียงดังแข่งกับเสียงรถไฟ 

โชคดีที่ฤดูหนาวได้มอบสิ่งที่สวยงามให้กับที่นี่ นั่นคือม่านหมอกหนาที่เป็นฟิลเตอร์ให้กับแสงอาทิตย์ของเวลา 7 โมงเช้าสาดเข้ามาจนทั่วบริเวณเป็นสีทองไปทั่วบริเวณ ภาพที่หน้าต่างคือรถไฟที่วิ่งไปทางเดียวกับสายน้ำ งูยักษ์ตัวใหญ่ลัดเลาะไปตามสันเขาเรื่อยๆ จนถึงสถานีแก่งหลวง ทางรถไฟกับแม่น้ำยมก็แยกออกจากกันไปคนละทาง

ขึ้นรถด่วนขบวน 51 แกลเลอรี่เคลื่อนที่เหนือทางรถไฟสายเหนือ ไปรับลมหนาวที่เชียงใหม่, ขึ้นรถไฟไปเหนือ
ขึ้นรถด่วนขบวน 51 แกลเลอรี่เคลื่อนที่เหนือทางรถไฟสายเหนือ ไปรับลมหนาวที่เชียงใหม่, ขึ้นรถไฟไปเหนือ
ขึ้นรถด่วนขบวน 51 แกลเลอรี่เคลื่อนที่เหนือทางรถไฟสายเหนือ ไปรับลมหนาวที่เชียงใหม่, ขึ้นรถไฟไปเหนือ

‘บ้านปิน ฝรั่งกลางป่า’ สถานีรถไฟหน้าตาแปลกไม่เหมือนที่ไหนในประเทศ ตัวอาคารเป็นสถาปัตยกรรมจากฟากยุโรปในรูปแบบเฟรมเฮาส์ สไตล์บาวาเรียน เอามาผสมผสานกับเรือนปั้นหยาแบบไทยได้อย่างลงตัว โดดเด่นและชวนมองจากหน้าต่างรถไฟ สภาพแวดล้อมรอบๆ สถานีนี้เป็นป่าที่ห้อมล้อมด้วยเทือกเขาและต้นไม้ต้นใหญ่กระจายไปทั่วบริเวณ คงเป็นเพราะความแปลกตาของสถานีรถไฟนี้ด้วยมั้ง ถึงได้มีคนเรียกสถานีนี้ว่า ‘ฝรั่งกลางป่า’

ขึ้นรถด่วนขบวน 51 แกลเลอรี่เคลื่อนที่เหนือทางรถไฟสายเหนือ ไปรับลมหนาวที่เชียงใหม่, ขึ้นรถไฟไปเหนือ
ขึ้นรถด่วนขบวน 51 แกลเลอรี่เคลื่อนที่เหนือทางรถไฟสายเหนือ ไปรับลมหนาวที่เชียงใหม่, ขึ้นรถไฟไปเหนือ

‘ห้วยแม่ลาน’ รถไฟที่ผละออกจากบ้านปินมุ่งหน้าเข้าเทือกเขาที่พืดยาวที่สุดในเส้นทาง สองข้างทางเต็มไปด้วยป่าและต้นไม้หนาทึบที่นานๆ ทีจะเห็นบ้านคนเข้ามาในสายตาสักหลังหนึ่ง ถ้าให้สังเกตข้างทางรถไฟ เราจะเห็นว่ามีลำธารสายเล็กๆ ขนานไปเรื่อยๆ นั่นคือห้วยแม่ลาน เป็นสาขาหนึ่งของแม่น้ำยมและมีต้นกำเนิดมาจากเทือกเขาพืดยาวที่กั้นแพร่กับลำปางไว้ แต่สิ่งที่เรารอคอยคือ ‘อุโมงค์ห้วยแม่ลาน’ ที่ยาวกว่าปางตูบขอบไม่มาก 

เมื่อรถไฟทั้งขบวนลอดพ้นไปอีกฝั่ง การมองย้อนไปด้านหลังเพื่อดูท้ายขบวนออกจากอุโมงค์ที่ปากถ้ำก่ออิฐเป็นรูปสามเหลี่ยม พร้อมๆ กับการมองไปหัวขบวนที่สาดโค้งจนเห็นหัวรถจักรชัดเจน มันเป็นภาพที่สวยไม่ใช่น้อยเลย

ขึ้นรถด่วนขบวน 51 แกลเลอรี่เคลื่อนที่เหนือทางรถไฟสายเหนือ ไปรับลมหนาวที่เชียงใหม่, ขึ้นรถไฟไปเหนือ
ขึ้นรถด่วนขบวน 51 แกลเลอรี่เคลื่อนที่เหนือทางรถไฟสายเหนือ ไปรับลมหนาวที่เชียงใหม่, ขึ้นรถไฟไปเหนือ

‘นครลำปาง’ จากแม่น้ำยม เรามาถึงแม่น้ำวัง ที่นี่คือสถานีนครลำปาง ตัวสถานีผสมผสานกันระหว่างความเป็นไทยแบบล้านนากับความเป็นยุโรป อาคาร 2 ชั้นครึ่งตึกครึ่งไม้ที่เราจะได้เห็นซุ้มโค้งที่ชานชาลาและห้องขายตั๋ว ชั้นบนส่วนไม้มีรั้วระเบียงและวงกบฉลุไม้เป็นลายแจกันดอกไม้แบบล้านนา ชานชาลาสถานีเป็นมิตรกับธรรมชาติ ด้วยต้นไม้ใหญ่ที่ปลูกเป็นแนวไปตลอดให้ความร่มเย็นโดยไม่จำเป็นต้องมีหลังคา และที่นี่เป็นสถานีเดียวในประเทศไทยที่ปลูกต้นไม้บนชานชาลา

อ้อ ที่นครลำปาง เรามีเวลาลงมายืดเส้นยืดสายข้างล่างได้เกือบ 10 นาที ลองมาเดินดูลายฉลุไม้สวยๆ ที่สถานีได้นะ

ขึ้นรถด่วนขบวน 51 แกลเลอรี่เคลื่อนที่เหนือทางรถไฟสายเหนือ ไปรับลมหนาวที่เชียงใหม่, ขึ้นรถไฟไปเหนือ
ขึ้นรถด่วนขบวน 51 แกลเลอรี่เคลื่อนที่เหนือทางรถไฟสายเหนือ ไปรับลมหนาวที่เชียงใหม่, ขึ้นรถไฟไปเหนือ

‘สะพานดำ’ สะพานรถไฟข้ามแม่น้ำวังที่พาดผ่านกลางเมือง คำว่า ‘สะพานดำ’ เป็นชื่อเรียกลำลองของสะพานเหล็กทั่วประเทศที่ทาด้วยสีดำ นั่นไม่ใช่สีที่ทามาแบบไร้ความหมาย มันคือสีกันสนิมซึ่งสะพานเหล็กต้องพ่นถึง 6 ชั้นด้วยกัน ตั้งแต่สีน้ำตาล 3 ชั้น สีขาว 1 ชั้น สีเทา 1 ชั้น และปิดนอกสุดด้วยสีดำอีก 1 ชั้น เลยทำให้ที่ไหนๆ ก็เรียกว่าสะพานดำเต็มไปหมด แต่สะพานดำที่นี่มีความพิเศษตรงที่เป็นผู้รอดชีวิตจากสงครามโลกครั้งที่ 2 ในขณะที่สะพานใหญ่อื่นๆ โดนระเบิดบึ้มบั้มพังทลาย แต่สะพานดำข้ามแม่น้ำวังรอดเพราะพลาดเป้า เราเลยได้เห็นแค่บาดแผลเป็นรูสะเก็ดระเบิดเล็กๆ บนเนื้อเหล็กบนสะพานเท่านั้น

ขึ้นรถด่วนขบวน 51 แกลเลอรี่เคลื่อนที่เหนือทางรถไฟสายเหนือ ไปรับลมหนาวที่เชียงใหม่, ขึ้นรถไฟไปเหนือ

แกลเลอรี่ห้องที่ 3

จากเขลางค์นครสู่นครพิงค์

‘แม่ตานน้อย’ ด่านสุดท้ายก่อนรถไฟจะไต่เขาที่ลาดชันที่สุดตั้งแต่วิ่งมาจากกรุงเทพฯ แม่ตานน้อยเป็นสถานีรถไฟที่ตั้งอยู่กลางโค้งรูปตัว S กลางป่าในหมู่บ้านที่สงบเงียบและน่ารัก ออกจากแม่ตานน้อยไป ภาพที่เห็นนอกหน้าต่างรถไฟคือเทือกเขาของอุทยานแห่งชาติดอยขุนตาลที่ขวางหน้าเอาไว้ มองวิวไปเพลินๆ รู้ตัวอีกทีทางรถไฟก็อยู่สูงกว่าพื้นข้างๆ แล้ว 

ยินดีต้อนรับสู่จุดสตาร์ทของทางรถไฟที่สูงที่สุดในประเทศ

ขึ้นรถด่วนขบวน 51 แกลเลอรี่เคลื่อนที่เหนือทางรถไฟสายเหนือ ไปรับลมหนาวที่เชียงใหม่, ขึ้นรถไฟไปเหนือ

‘สะพานหอสูง’ ถ้าให้อุโมงค์ขุนตานเป็นเมนคอร์ส สะพานข้ามเหวคงเป็นออเดิร์ฟ 3 จานร้อนที่ต้อนรับเรา ถ้าใครกลัวจนไม่กล้ามองลงไปด้านล่างที่รถไฟแล่นเหนือยอดไม้ก็ให้มองออกไปไกลๆ ภาพที่เห็นมันจรรโลงใจมากพอๆ กับการจินตนาการว่าเรากำลังบินอยู่เหนือยอดไม้ ถึงแม้ว่าทั้งสามสะพานวิวจะคล้ายๆ กัน แต่ความสูงที่มองลงไปด้านล่างมันต่างกัน อันนี้ต้องลองด้วยตัวเอง

ขึ้นรถด่วนขบวน 51 แกลเลอรี่เคลื่อนที่เหนือทางรถไฟสายเหนือ ไปรับลมหนาวที่เชียงใหม่, ขึ้นรถไฟไปเหนือ
ขึ้นรถด่วนขบวน 51 แกลเลอรี่เคลื่อนที่เหนือทางรถไฟสายเหนือ ไปรับลมหนาวที่เชียงใหม่, ขึ้นรถไฟไปเหนือ

‘ขุนตาน’ เมนคอร์สของเส้นทางรถไฟสายเหนือที่แท้จริง ระยะเวลาเกือบ 5 นาทีที่รถไฟวิ่งเข้าและออกอุโมงค์ที่ยาวที่สุดในประเทศไทย (ณ พ.ศ. นี้) เราจะอยู่ในความมืดที่น่าพิศวงว่าเมื่อไหร่จะถึงปลายอุโมงค์อีกฝั่ง ภาพความสนุกมันอยู่ตรงที่ขาเข้า เมื่อรถไฟวิ่งเข้าอุโมงค์แล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นพร้อมๆ กับความมืดคือเสียงร้อง “หูววว” ของคนในขบวน ตามมาด้วยเสียงดังของล้อเหล็กที่ดังก้องในอุโมงค์เป็นจังหวะเหมือนดนตรี ไม่กี่อึดใจในความมืด แสงสว่างที่ปลายอุโมงค์อีกฝั่งก็ค่อยๆ ทอแสงสว่างขึ้น พร้อมลมเย็นภายนอกที่ปะทะหน้าในช่วงเวลาเดียวกับที่รถไฟโผล่พ้นอุโมงค์ ภาพนอกหน้าต่างคือธรรมชาติล้วนๆ ของสถานีรถไฟที่น่ารักบนจุดสูงสุดเหนือระดับน้ำทะเล 500 กว่าเมตรของสถานีขุนตาน

ขึ้นรถด่วนขบวน 51 แกลเลอรี่เคลื่อนที่เหนือทางรถไฟสายเหนือ ไปรับลมหนาวที่เชียงใหม่, ขึ้นรถไฟไปเหนือ
ขึ้นรถด่วนขบวน 51 แกลเลอรี่เคลื่อนที่เหนือทางรถไฟสายเหนือ ไปรับลมหนาวที่เชียงใหม่, ขึ้นรถไฟไปเหนือ

‘ทาชมภู’ ถ้าขุนตานคือเมนคอร์ส ทาชมภูก็คือของหวานปิดอาหารมื้อนี้ สะพานทาชมภูที่เป็นสะพานโครงคอนกรีตเสริมเหล็กที่สวยงามที่สุดในประเทศ ด้วยองค์ประกอบของตัวสะพานเองและทัศนียภาพที่เป็นฉากหลัง จึงไม่แปลกใจว่าทำไมสะพานแห่งนี้ถึงได้ลุกขึ้นมาจากการเป็น Hidden Place สู่สถานที่ต้องมาเยือน 

แต่ถ้าอยู่บนรถไฟ เราจะได้สัมผัสสะพานนี้เพียงแค่ไม่กี่วินาทีเท่านั้น เพียงไม่ถึง 10 นาทีจากสถานีขุนตาน เมื่อเราเริ่มเห็นพื้นดินของที่ราบกลางหุบเขาเด่นชัดขึ้นพร้อมๆ กับความเร็วของรถไฟที่เริ่มเพิ่มขึ้น หลังจากที่คลานต้วมเตี้ยมบนภูเขามาชั่วโมงกว่าๆ ให้จดจ้องด้านขวามือของขบวนไว้ดีๆ ภาพที่สวยที่สุดจะปรากฏขึ้นเมื่อรถไฟพ้นโค้งสุดท้ายที่ตีนดอย เป็นภาพของหัวรถจักรวิ่งเข้าไปบนสะพานรถไฟสีขาว ที่พื้นหลังเป็นภูเขาสีเขียวตัดกับฟ้าสีน้ำเงินเข้มและสีขาวของปุยเมฆ

ขึ้นรถด่วนขบวน 51 แกลเลอรี่เคลื่อนที่เหนือทางรถไฟสายเหนือ ไปรับลมหนาวที่เชียงใหม่, ขึ้นรถไฟไปเหนือ

แกลเลอรี่ปลายทาง

นครพิงค์

แม้ว่ารถไฟจะมาถึงสถานีเชียงใหม่ในเวลาเที่ยงที่หลายๆ คนอาจมองว่ามันเสียเวลาไปโดยเปล่าประโยชน์ แต่สำหรับนักเดินทางด้วยรถไฟแล้ว มันเป็นการเติมเต็มประสบการณ์มากมายระหว่างทาง นับตั้งแต่แสงอาทิตย์แรกเริ่มทอแสงที่อุตรดิตถ์ ผ่านสถานที่ต่างๆ ภูเขาลูกแล้วลูกเล่า แม่น้ำสายเล็กสายน้อย จนตะวันตรงกลางหัวพอดีที่รถไฟขบวนนี้สิ้นสุดการเดินทางที่สถานีเชียงใหม่ 

มันเต็มอิ่มแล้วจริงๆ ขบวนรถด่วนเที่ยวสุดท้ายขบวนนี้ไม่ใช่แค่รถไฟที่พาใครต่อใครมาถึงเชียงใหม่ แต่มันก็ยังเป็นแกลเลอรี่ชั้นดี เป็นห้องเรียนที่ดี และเป็นนักเล่าเรื่องที่ดี แม้ว่ามันจะไม่ใช่ขบวนยอดนิยมหรือเป็นขบวนที่มีเครื่องอำนวยความสะดวกครบครันเท่ากับขบวนรถด่วนพิเศษอุตราวิถีที่ใหม่เอี่ยมอ่อง 

แต่เราก็รู้สึกว่า ด่วน 51 ทำหน้าที่ของมันได้อย่างสมบูรณ์จริงๆ

ขึ้นรถด่วนขบวน 51 แกลเลอรี่เคลื่อนที่เหนือทางรถไฟสายเหนือ ไปรับลมหนาวที่เชียงใหม่, ขึ้นรถไฟไปเหนือ
ขึ้นรถด่วนขบวน 51 แกลเลอรี่เคลื่อนที่เหนือทางรถไฟสายเหนือ ไปรับลมหนาวที่เชียงใหม่, ขึ้นรถไฟไปเหนือ

เกร็ดท้ายขบวน

  1. รถด่วนขบวนที่ 51 ให้บริการทุกวัน ในขบวนมีรถนั่งชั้นสามพัดลม รถนั่งชั้นสองพัดลม และรถนอนชั้นสองแอร์ ราคาจากกรุงเทพฯ ไปเชียงใหม่ เริ่มต้นที่ 271 บาท และแพงสุดอยู่ที่ 821 บาท สำหรับตู้นอน
  2. ช่วงเวลาที่ดีที่สุดของการเก็บภาพจากขบวน 51 คือช่วงเดือนพฤศจิกายนไปจนถึงมีนาคม 
  3. เฉพาะช่วงศิลาอาสน์ถึงเด่นชัย ฝั่งที่สวยที่สุดคือฝั่งซ้าย นอกนั้นฝั่งขวามือคือทิวทัศน์ที่วิเศษที่สุด

Writer & Photographer

วันวิสข์ เนียมปาน

มนุษย์ผู้มีรถไฟไทยเป็นเพื่อนสนิท และอยากแนะนำเพื่อนให้ชาวบ้านสนิทด้วย รักการเดินทางและชอบเดินเป็นชีวิตจิตใจ

Along the Railroad

เรื่องราวและเรื่องเล่าเกี่ยวกับรถไฟจากชายผู้ใช้ชีวิตอยู่กับรถไฟมาตลอด 30 ปี

ในช่วงสองสามเดือนที่ผ่านมา เราเห็นโลเคชันท่องเที่ยวและถ่ายรูปใหม่เกิดขึ้นมาแบบงงๆ ว่าทำไมอยู่ๆ สถานที่นี้ถึงฮิตขึ้นมาได้ จนกระทั่งได้ความมาว่า เพราะอินสตาแกรมของ ใหม่ ดาวิกา ไปถ่ายรูปที่โลเคชันนี้ คนก็เลยแห่แหนไปตามรอย เพราะถ่ายออกมาแล้วสวยเหมือนต่างประเทศ และก็มีบล็อกเกอร์สายท่องเที่ยวอีกมากมายออกมารีวิวกันจนแชร์โพสต์แทบไม่ทัน

รถไฟลอยฟ้าลพบุรีและของดีสถานีโคกสลุง เที่ยวรอบเขื่อนป่าสักฯ อย่างคนรักรถไฟและชุมชน

ที่นี่คือทางรถไฟลอยน้ำเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ลพบุรี ประเทศไทย

อ้าว มันไม่ได้ฮิตอยู่แล้วหรอ ใครๆ ก็รู้จักนี่ ขนาดตั๋วรถไฟนำเที่ยวก็ยังมียอดจองถล่มทลายจนเต็มไปหลายอาทิตย์

แต่เดี๋ยวก่อน มันไม่ใช่หน้าน้ำหน้าท่องเที่ยวน่ะสิ แต่เป็นช่วง Low Season ของเขื่อนที่มันไม่มีน้ำต่างหาก ปกติแทบไม่ค่อยมีใครสนใจ ไม่ค่อยมีคนมาทำกิจกรรม หรือไม่ค่อยมีคนรู้ด้วยซ้ำ เพราะส่วนใหญ่แล้วคนมักเข้าใจว่าน้ำจะอยู่ในเขื่อนยาวๆ ไม่มีช่วงพร่องจนเห็นทุ่งหญ้าสุดลูกหูลูกตา เมื่อภาพแบบ Unseen (จริงๆ) ถูกเผยแพร่ออกมาปั๊บ ที่นี่ก็กลายเป็นอีกหมุดหมายการเดินทางไปเยือนแบบถล่มทลายอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน (ใช่ เราก็สงสัยอยู่พักใหญ่เลยว่าทำไมอยู่ๆ มีแต่คนแห่ไป) 

ภาพของทุ่งหญ้ากว้าง มีแอ่งน้ำประปราย ท้องฟ้าโล่งสดใสกับแสงสีทองของพระอาทิตย์อัสดง ชักชวนให้อยากไปเห็นด้วยตาตัวเองสักครั้งจริงๆ

รถไฟลอยฟ้าลพบุรีและของดีสถานีโคกสลุง เที่ยวรอบเขื่อนป่าสักฯ อย่างคนรักรถไฟและชุมชน

ในฐานะคนชอบรถไฟระดับแพลตินัม เราอาจจะไม่รู้สึกแปลกกับการเห็นรถไฟที่เขื่อนป่าสักฯ ทั้งหน้าน้ำและหน้าแล้ง แต่สำหรับคนทั่วไปนั้น ภาพจำเขื่อนป่าสักฯ ของเขาคือรถไฟที่วิ่งผ่านท้องน้ำกว้างใหญ่ ปกติแล้วเดอะแก๊งรถไฟก็จะชอบออกไปถ่ายรูปรถไฟเล่นอยู่แล้ว เขื่อนป่าสักก็เป็นอีกสถานที่หนึ่งที่ไปกันประจำ ไปกันจนชาวบ้านน่าจะจำหน้าได้แล้ว 

มุมประจำจริงๆ จะมีไม่กี่มุมที่มองเห็นรถไฟเต็มขบวนได้ชัดที่สุด แต่ถ้าจุดที่แฟนรถไฟระดับเดนตายลงความเห็นกันแล้วว่า ‘เหมาะสมที่สุดและลงตัวที่สุด’ กับการตั้งป้อมยิงภาพรถไฟ นั่นคือคันกั้นน้ำตรงสถานีรถไฟโคกสลุง ซึ่งต่อมากลายเป็นสถานที่ยอดฮิตนี้นี่แหละ ด้วยชัยภูมิของมันที่ลมโกรกมากกกก ตัวบางๆ คือปลิวได้ บวกกับความโล่งของพื้นที่ที่มองเห็นภูเขาเป็นฉากหลัง ยามน้ำเต็มก็ดูยิ่งใหญ่สวยงาม พอน้ำแห้งก็แปลกตาไปอีกแบบ

รถไฟลอยฟ้าลพบุรีและของดีสถานีโคกสลุง เที่ยวรอบเขื่อนป่าสักฯ อย่างคนรักรถไฟและชุมชน
เขื่อนป่าสักตอนน้ำเต็ม 
ภาพ : สิริพร เชื้อทอง
รถไฟลอยฟ้าลพบุรีและของดีสถานีโคกสลุง เที่ยวรอบเขื่อนป่าสักฯ อย่างคนรักรถไฟและชุมชน
เขื่อนป่าสักตอนน้ำแห้งและเป็นทุ่งเลี้ยงวัว 
ภาพ : กิตติธัช กีรตินิจกาล

หากใครที่จะนั่งรถไฟมาเพื่อมาดูทุ่งรถไฟลอยฟ้านั้นคุณคิด… ผิด

อย่ามารถไฟ ขับรถมาเถอะ เพราะเส้นทางนี้มีรถไฟวิ่งผ่านค่อนข้างน้อย การเดินทางไป-กลับ ที่มีโจทย์ว่าต้องซึมซับกับบรรยากาศให้มากที่สุดขอให้ตัดชอยส์รถไฟออกได้เลย การนั่งรถไฟนั้นควรกระทำแค่การมาเที่ยวรถไฟลอยน้ำเท่านั้น 

เราและเพื่อนขับรถจากกรุงเทพฯ ผ่านสระบุรี และมาตามถนนหมายเลข 21 ผ่านพัฒนานิคม ตั้งจุดหมายเอาไว้ที่ตำบลโคกสลุง ซึ่งเป็นจุดใกล้กับสะพานรถไฟมากที่สุด สิ่งแรกที่อยากให้ทำคือ มาแวะเที่ยวสถานีรถไฟโคกสลุงและชุมชน ก่อนจะไปทุ่งหญ้าใต้สะพานรถไฟในช่วงเย็น 

ก่อนจะไปถึงที่หมาย มารู้จักกับโคกสลุงกันก่อนในฐานะชุมชนเจ้าบ้าน 

รถไฟลอยฟ้าลพบุรีและของดีสถานีโคกสลุง เที่ยวรอบเขื่อนป่าสักฯ อย่างคนรักรถไฟและชุมชน

ย้อนกลับไปหลายปีก่อนเขื่อนป่าสักฯ จะเกิด ชุมชนหลายแห่งตั้งอยู่ในพื้นที่ราบอันกว้างใหญ่ริมแม่น้ำป่าสัก ส่วนหนึ่งของอำเภอพัฒนานิคม จังหวัดลพบุรี ที่เรียกได้ว่าไกลจากตัวเมืองพอสมควร พื้นที่บริเวณนี้ค่อนข้างแห้งแล้ง มีแม่น้ำสายเดียวที่ไหลผ่านนั่นคือแม่น้ำป่าสัก จนกระทั่งโครงการพัฒนาลุ่มน้ำป่าสักเกิดขึ้น มีการสร้างเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ทำให้พื้นที่ราบบางส่วนซึ่งเป็นที่ต่ำต้องกลายเป็นอ่างเก็บน้ำ ชุมชนที่กระจายไปทั่วก็มารวมกลุ่มตั้งหมู่บ้านใหม่บริเวณตำบลโคกสลุงนอกเขตคันกั้นน้ำ

โคกสลุงเป็นชุมชนเก่าแก่ที่อยู่ในย่านนี้มานานมาก จากการค้นพบโบราณวัตถุและหลักฐานทางประวัติศาสตร์อื่นๆ บอกได้ว่าบริเวณเขื่อนป่าสักเป็นแหล่งชุมชนโบราณหลายยุค ไม่ว่าจะเป็นภาชนะดินเผาบริเวณบ้านเกาะพระแก้ว หรือศิลาแลงและหินทรายที่ตัดเป็นแท่งสี่เหลี่ยม เพื่อใช้ประกอบเป็นอาคารตามสถาปัตยกรรมแบบเขมรในยุคอิทธิพลวัฒนธรรมเขมร-ลพบุรี 

ที่มาของชื่อโคกสลุงนั้นสันนิษฐานว่ามาจากคำว่า ‘ถลุง’ เนื่องจากมีการค้นพบโบราณวัตถุสำคัญในละแวกนี้ รวมถึงก้อนเศษเหล็กที่สันนิษฐานว่าเป็นสถานที่ถลุงแร่ของชาวบ้านในสมัยก่อน จึงมีชื่อเรียกว่า ‘โคกถลุง’ ก่อนจะเพี้ยนเป็น ‘โคกสลุง’

เยือนเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์หน้าแล้ง ชมรถไฟลอยฟ้า กินข้าวแต๋นน้ำแตงโม และสัมผัสเสน่ห์เรียบง่ายน่ารักของลพบุรี
การแต่งตัวที่เป็นเอกลักษณ์ของชาวไทยเบิ้ง 
ภาพ : ชุมชนไทยเบิ้งโคกสลุง – Khoksalung (thaibuengkhoksalung.com)

ในแง่วัฒนธรรม ชาวชุมชนโคกสลุงเป็นชาวไทยเบิ้งที่เคลื่อนย้ายมาจากโคราช มีลักษณะเด่นทางภาษาที่พูดคล้ายไทยภาคกลาง แต่มีเอกลักษณ์ตรงเสียงเหน่อแบบโคราชที่หลงเหลืออยู่ รวมถึงคำลงท้ายเช่น เบิ้ง เหว่ย เด้อ ฯลฯ และถ้าเป็นคนโคกสลุงดั้งเดิมเลยก็จะมีนามสกุลลงท้ายด้วย ‘สลุง’ 

อาชีพหลักของชาวโคกสลุงคือการทำเกษตรกรรม ประมง หาของป่า และที่เรียกว่าเป็นเอกลักษณ์จริงๆ คือการทอผ้า โดยเฉพาะผ้าขาวม้าที่เป็นหนึ่งในเอกลักษณ์ของการแต่งตัว ซึ่งหลงเหลือให้เห็นในคนเฒ่าคนแก่ 

เยือนเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์หน้าแล้ง ชมรถไฟลอยฟ้า กินข้าวแต๋นน้ำแตงโม และสัมผัสเสน่ห์เรียบง่ายน่ารักของลพบุรี
เยือนเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์หน้าแล้ง ชมรถไฟลอยฟ้า กินข้าวแต๋นน้ำแตงโม และสัมผัสเสน่ห์เรียบง่ายน่ารักของลพบุรี
ชุมชนโคกสลุงหลังการสร้างเขื่อนเสร็จ 
ภาพ : ชุมชนไทยเบิ้งโคกสลุง – Khoksalung (thaibuengkhoksalung.com)

ปัจจุบันโคกสลุงเปลี่ยนไปมากหลังจากที่เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์สร้างเสร็จ หมู่บ้านที่กระจัดกระจายไปทั่วได้มารวมกลุ่มกันนอกคันกั้นน้ำจนเป็นชุมชนขนาดใหญ่ ความเป็นอยู่ก็เริ่มเปลี่ยนไป รวมถึงอาชีพที่มีการประมงเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต การแปรรูปปลา การปลูกพืชผักสวนครัว รวมถึงการทำนา ทำขนมซึ่งมีข้าวแต๋นน้ำแตงโมเป็นอาหารขึ้นชื่อ ที่เมื่อไหร่รถไฟนำเที่ยวเดินทางมาถึงสถานีรถไฟโคกสลุงก็จะต้องซื้อติดมือกลับกรุงเทพฯ ไปทุกครั้ง รวมถึงผ้าขาวม้าทอมือซึ่งเป็นสินค้าขึ้นชื่อของชุมชนโคกสลุงอีกด้วย

เยือนเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์หน้าแล้ง ชมรถไฟลอยฟ้า กินข้าวแต๋นน้ำแตงโม และสัมผัสเสน่ห์เรียบง่ายน่ารักของลพบุรี

ถ้ามาถึงที่นี่แล้วไม่พูดถึงทางรถไฟกับสถานีก็คงไม่ได้ เพราะพระเอกคือทางรถไฟ!

ทางรถไฟเส้นที่ก่อให้เกิดภูมิทัศน์ที่สวยงามนี้ คือทางรถไฟสายแก่งคอย-บัวใหญ่ หนึ่งในเส้นทางรถไฟที่สร้างขึ้นในยุคหลัง โดยหลักๆ แล้วรถไฟที่ผ่านสายนี้จะเป็นรถทางไกลที่วิ่งระหว่างกรุงเทพฯ- หนองคาย และรถท้องถิ่นระยะสั้นที่วิ่งในสายนั้นจากแก่งคอยไปบัวใหญ่ หรือแก่งคอยไปลำนารายณ์ แล้วก็มีรถสินค้าวิ่งผ่านประปราย โดยทางรถไฟเดิมก็พาดผ่านพื้นที่บนพื้นราบน่ะแหละ รอบๆ ก็เป็นไร่บ้าง ป่าบ้าง ทุ่งบ้าง แล้วพอจะสร้างเขื่อนนั้นเอง ด้วยความที่มันอยู่ในพื้นที่ที่น้ำต้องท่วม ก็เลยต้องปรับให้ทางรถไฟยกสูงขึ้นกว่าน้ำ บางช่วงเป็นคันดิน บางช่วงเป็นสะพานยาวลัดเลาะไปตามขอบของอ่างเก็บน้ำ ก็เลยกลายเป็นหนึ่งในเส้นทางรถไฟที่สวยที่สุดในประเทศไทยอย่างที่เรารู้จักกัน

เยือนเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์หน้าแล้ง ชมรถไฟลอยฟ้า กินข้าวแต๋นน้ำแตงโม และสัมผัสเสน่ห์เรียบง่ายน่ารักของลพบุรี

สถานีนี้เป็นส่วนหนึ่งของทางรถไฟสายแก่งคอย-บัวใหญ่ ตัวสถานีดั้งเดิมตั้งอยู่บนพื้นในชุมชนโคกสลุงเลย แต่พอมีการปรับแนวทางรถไฟเพื่อยกหนีน้ำ ทางรถไฟเดิมที่ยกสูงแล้วคงไม่สามารถโฉบลงมาระดับพื้นเพื่อมาจอดสถานีโคกสลุงได้ ไม่งั้นจะกลายเป็นรถไฟเหาะแน่ๆ สถานีโคกสลุงเลยต้องปรับตัวตามทางรถไฟ ย้ายจากที่เดิมเขยิบมานิดหน่อย แล้วยกสูงขึ้นในระดับเดียวกับแนวสะพาน จนกลายเป็นสถานีรถไฟยกระดับบนคันดินที่เรียกว่าเป็นจุดสูงสุดของตำบลนี้ เอาเป็นว่าถ้าอยู่บนสถานีมองไปรอบๆ จะเห็นบ้านทุกหลังต่ำกว่าสถานีแน่นอน

เยือนเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์หน้าแล้ง ชมรถไฟลอยฟ้า กินข้าวแต๋นน้ำแตงโม และสัมผัสเสน่ห์เรียบง่ายน่ารักของลพบุรี

วันที่มาถึงอากาศค่อนข้างร้อน แดดก็แรงซะเหลือเกิน พอรถมาจอดปั๊บ พี่นายสถานีที่กำลังรดน้ำต้นไม้อยู่ก็กุลีกุจอมาหาและทักทายในฐานะคนคุ้นเคย เพราะในช่วงเวลาที่รถไฟนำเที่ยวเขื่อนป่าสักฯ ยังวิ่งอยู่ เรามากับขบวนนี้บ่อยมาก 

สถานีในวันนี้ค่อนข้างเงียบ แตกต่างจากช่วงมีรถไฟนำเที่ยว เพราะถ้าเป็นฤดูท่องเที่ยวนั้น สถานีโคกสลุงจะทำหน้าที่เป็นตลาดนัดปลายทางระหว่างที่รถไฟกลับทิศทางหัวรถจักร หลังจากพาผู้โดยสารชมวิวบนรถไฟลอยน้ำเรียบร้อยแล้ว เกิดจากการที่ว่าการกลับทิศหัวรถจักรในแต่ละครั้งใช้เวลาประมาณหนึ่ง บวกกับต้องรอหลีกให้รถไฟอีกขบวนวิ่งผ่านไป ไอ้ครั้นจะให้ผู้โดยสารนั่งรอเฉยๆ ก็ไม่ได้ประโยชน์ การรถไฟกับชาวบ้านเลยออกไอเดียปิ๊งปั๊งว่า วันไหนที่มีรถไฟนำเที่ยวก็มาตั้งตลาดให้คนช้อปปิ้งกันบนชานชาลาไปเลยสิ นอกจากจะให้นักท่องเที่ยวได้ซื้อของกินที่หาในเมืองยากๆ ยังกระจายรายได้ให้กับชาวบ้านอีกต่างหาก 

สถานีรถไฟโคกสลุงก็เลยมีภาพจำเป็นตลาดนัดสถานีรถไฟไปโดยทันที

แต่สำหรับในวันที่ไม่มีรถไฟนำเที่ยว สถานีนี้ก็เงียบเชียบแบบนี้นี่แหละ ไม่อึกทึก ไม่วุ่นวาย และยังเป็นที่นั่งชมวิวตอนเย็นๆ ได้สบายอกสบายใจ

เยือนเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์หน้าแล้ง ชมรถไฟลอยฟ้า กินข้าวแต๋นน้ำแตงโม และสัมผัสเสน่ห์เรียบง่ายน่ารักของลพบุรี
เยือนเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์หน้าแล้ง ชมรถไฟลอยฟ้า กินข้าวแต๋นน้ำแตงโม และสัมผัสเสน่ห์เรียบง่ายน่ารักของลพบุรี
เยือนเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์หน้าแล้ง ชมรถไฟลอยฟ้า กินข้าวแต๋นน้ำแตงโม และสัมผัสเสน่ห์เรียบง่ายน่ารักของลพบุรี

พวกเราคุยกับพี่นายสถานีอยู่นานจนรู้สึกว่าแดดเริ่มร่ม พี่เขาเลยแนะนำว่าให้ขับรถผ่านไปทางวัดโคกสลุง แล้วเลาะชายขอบอ่างเก็บน้ำไปเรื่อยๆ บรรยากาศจะดีมาก ถนนตรงนั้นจะพาวกกลับมาตรงจุดที่เขานิยมไปถ่ายรูปกัน

ก่อนจากกันไป พี่เขายังแซวเลยว่า “มาตามคุณใหม่หรอ” 

เราขับรถชมวิวมาเรื่อยๆ จนถึงจุดที่เขาฮิตกัน ภาพแรกที่เห็นคือ คน คน คน และคน 

เออ มันแมสกว่าที่คิดแฮะ และเราก็ไม่อยากอยู่ตรงคนเยอะๆ นี้ด้วย เลยเลือกที่จะขับลงไปข้างล่างโดยทันที เพื่อหามุมที่มองเห็นทางรถไฟชัดที่สุดจากพื้นล่าง (คนชอบรถไฟก็ต้องดูรถไฟสิ จริงไหม) 

ปกติแล้วถ้าในช่วงหน้าแล้งไม่มีน้ำ คนโคกสลุงจะขับรถลงมาตรงทุ่งใต้สะพานรถไฟ ส่วนใหญ่เขาไม่ได้มาปิกนิกกันหรอก แต่จะขับต่อไปจนถึงจุดที่ยังมีน้ำขังอยู่ บ้างมาเล่นน้ำ บ้างมาตกปลา บ้างเอาวัวมากินหญ้า บรรยากาศที่ดีที่สุดคงเป็นเวลาประมาณ 4 โมงเย็นเป็นต้นไป จนกว่าพระอาทิตย์จะลับขอบฟ้า

เยือนเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์หน้าแล้ง ชมรถไฟลอยฟ้า กินข้าวแต๋นน้ำแตงโม และสัมผัสเสน่ห์เรียบง่ายน่ารักของลพบุรี
เยือนเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์หน้าแล้ง ชมรถไฟลอยฟ้า กินข้าวแต๋นน้ำแตงโม และสัมผัสเสน่ห์เรียบง่ายน่ารักของลพบุรี

เมื่อเราลงมาถึงพื้นดินแล้ว ภาพที่เห็นจะค่อนข้างแปลกตาและไม่ค่อยคุ้นเคยเท่าไหร่ 

เป็นทุ่งกว้างมีหญ้าสีเขียวอ่อน มีแอ่งน้ำบ้างประปรายตามสภาพภูมิประเทศ ด้านหน้าเป็นสะพานรถไฟทอดยาวข้ามจากด้านขวาไปด้านซ้าย 

ต้นไม้ใหญ่ที่ขึ้นอยู่ประปราย ทำให้ภาพของทุ่งดูไม่แห้งแล้งและโดดเด่นดูมีมิติขึ้นมา ไกลๆ นั้นคือแนวเทือกเขาที่กั้นภาคกลางกับภาคอีสานเอาไว้ มีแอ่งน้ำในเขื่อนที่กว้างสุดลูกหูลูกตาส่องประกายวิบวับล้อกับแสงแดดยามอาทิตย์อัสดง เหมือนประกายของเพชรที่ธรรมชาติรังสรรค์ไว้

สวยขนาดนี้ ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมคนถึงแห่กันมา

บ้างก็ว่านี่เป็นสวิตเซอร์แลนด์เมืองไทย (คงเพราะทุ่ง ไม่ใช่อากาศ)

บ้างก็ว่าทางรถไฟสายนี้เหมือนแถบทิเบต (ก็เป็นเพราะทุ่งโล่งเช่นกัน)

จริงๆ ไม่ต้องไปเปรียบกับที่ไหนหรอก เพราะยังไงโคกสลุงก็คือโคกสลุง ที่นี่มีคุณค่าในตัวของมันเองอยู่แล้ว

เยือนเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์หน้าแล้ง ชมรถไฟลอยฟ้า กินข้าวแต๋นน้ำแตงโม และสัมผัสเสน่ห์เรียบง่ายน่ารักของลพบุรี
เยือนเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์หน้าแล้ง ชมรถไฟลอยฟ้า กินข้าวแต๋นน้ำแตงโม และสัมผัสเสน่ห์เรียบง่ายน่ารักของลพบุรี
เยือนเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์หน้าแล้ง ชมรถไฟลอยฟ้า กินข้าวแต๋นน้ำแตงโม และสัมผัสเสน่ห์เรียบง่ายน่ารักของลพบุรี
เยือนเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์หน้าแล้ง ชมรถไฟลอยฟ้า กินข้าวแต๋นน้ำแตงโม และสัมผัสเสน่ห์เรียบง่ายน่ารักของลพบุรี

กิจกรรมหลักๆ คงไม่พ้นการนั่งละเลียดกินของอร่อยไปเรื่อยๆ แล้วมองบรรยากาศท้องฟ้าที่ค่อยๆ เปลี่ยนสีจากฟ้าสดไปสู่สีส้ม มองนกบินผ่าน มองพระอาทิตย์ที่กำลังจะลับขอบฟ้า บ้างก็เดินลงไปเล่นน้ำในเขื่อนที่ไม่ได้ลึกมาก หรือขับรถเลาะไปตามทางที่พอสังเกตเห็นได้บ้าง ออกไปถ่ายรูปอาทิตย์อัสดง ตากลมเย็นๆ ที่พัดมาตลอดอย่างไม่ขาดสาย 

และกิจกรรมหนึ่งที่ทุกคนแทบจะตั้งตารอเลย คือการได้เห็นรถไฟขบวนยาวที่นานๆ จะโผล่มาที วิ่งผ่านบนสะพานเหนือทุ่งหญ้านั้น และโบกมือให้กับคนบนรถไฟ เสียงคำรามของเครื่องยนต์รถไฟและเสียงล้อกระทบรางดัง ควบคู่ไปกับเสียงคนจากในทุ่งที่ส่งเสียงแข่งกลับไปเพื่อทักทายรถไฟขบวนนั้น

เยือนเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์หน้าแล้ง ชมรถไฟลอยฟ้า กินข้าวแต๋นน้ำแตงโม และสัมผัสเสน่ห์เรียบง่ายน่ารักของลพบุรี
เยือนเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์หน้าแล้ง ชมรถไฟลอยฟ้า กินข้าวแต๋นน้ำแตงโม และสัมผัสเสน่ห์เรียบง่ายน่ารักของลพบุรี
เยือนเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์หน้าแล้ง ชมรถไฟลอยฟ้า กินข้าวแต๋นน้ำแตงโม และสัมผัสเสน่ห์เรียบง่ายน่ารักของลพบุรี

เราขอไม่แนะนำเป็นพิเศษว่ามาที่นี่แล้วต้องทำอะไร แต่ขอให้ทุกคนทำตามความรู้สึกของตัวเองในการซึมซับบรรยากาศแบบนี้ บรรยากาศที่หาไม่ได้เลยในเมืองหลวง บรรยากาศที่เอื้อกับการนอนรับลมชมวิวและดูพระอาทิตย์ค่อยๆ ตกลับขอบฟ้า

พวกเราออกจากที่นี่ตอนประมาณ 2 ทุ่ม ตามความตั้งใจที่จะรอรถไฟสินค้าขบวน 555 แหลมฉบัง-หนองคาย ที่จะผ่านราวๆ ทุ่มครึ่ง พวกเราไม่สามารถถ่ายรูปได้เพราะไม่เหลือแสงแล้ว เราเลือกมองดูมันวิ่งผ่านหัวไป แล้วใช้สมองจดจำภาพรถไฟคอนเทนเนอร์ความยาว 10 กว่าตู้วิ่งบนสะพาน โดยมีฉากหลังคือท้องฟ้าสีดำ มีดาวระยิบระยับกระจายเต็มไปหมด ซึ่งเป็นอะไรที่วิเศษมาก และรู้สึกว่าอยากกลับมาที่นี่อีกครั้ง พร้อมกับความหวังที่ว่ามันจะพัฒนาเป็นสถานที่ท่องเที่ยวต่อไป โดยที่สภาพแวดล้อมไม่เพี้ยนไปจากเดิม

เยือนเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์หน้าแล้ง ชมรถไฟลอยฟ้า กินข้าวแต๋นน้ำแตงโม และสัมผัสเสน่ห์เรียบง่ายน่ารักของลพบุรี

เกร็ดท้ายขบวน

  1. ช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดของการมานั่งปิกนิกที่ทุ่งกว้างนี้ คือช่วงตั้งแต่ 4 โมงเย็นไปจนถึงราวๆ 2 ทุ่ม และเดือนที่น้ำแห้งให้พอทำกิจกรรมได้ คือช่วงตั้งแต่เมษายนจนถึงราวๆ สิงหาคม
  2. ช่วงเวลาที่รถไฟผ่านที่นี่สามารถตรวจสอบได้กับสถานีโคกสลุง เนื่องจากรถสินค้าก็มีกำหนดเวลาไม่แน่นอน
  3. ที่นี่ไม่มีไฟฟ้า ไม่มีห้องน้ำ จึงไม่เหมาะกับการพักค้างคืน
  4. ผู้มาเยือนอย่าลืมรักษาความสะอาด เก็บขยะและสิ่งแปลกปลอมให้หมดทุกชิ้น 
  5. ข้าวแต๋นน้ำแตงโมที่โคกสลุง อร่อยมากกกกกกกกก

Writer & Photographer

วันวิสข์ เนียมปาน

มนุษย์ผู้มีรถไฟไทยเป็นเพื่อนสนิท และอยากแนะนำเพื่อนให้ชาวบ้านสนิทด้วย รักการเดินทางและชอบเดินเป็นชีวิตจิตใจ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load