มีเรื่องเล่าเรื่องหนึ่งที่คนไทยรู้จักมาตั้งแต่เด็ก ได้ยินในงานวัด เห็นในภาพฝาผนัง และยังคงถูกบรรจุในหลักสูตรการศึกษามาจนถึงทุกวันนี้ นั่นคือ มหาเวสสันดรชาดก หรือเทศน์มหาชาติ — เรื่องราวของพระโพธิสัตว์ในพระชาติสุดท้ายก่อนตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า ที่บำเพ็ญทานบารมีไว้อย่างยิ่งยวดจนเป็นที่กล่าวขานตลอดมา
ทำไมถึงเรียกว่า “มหาชาติ”
มหาเวสสันดรชาดกได้รับการยกย่องให้เป็น “มหาชาติ” เพราะเป็นชาติที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในบรรดาทศชาติชาดกทั้ง 10 ชาติ และเป็นพระชาติสุดท้ายก่อนที่พระโพธิสัตว์จะมาจุติเป็นเจ้าชายสิทธัตถะ ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า นอกจากนี้ยังได้รับการยกย่องว่าเป็นชาดกที่มีความสำคัญมากที่สุดในบรรดาชาดกทั้ง 547 เรื่องในพระไตรปิฎก
ความยิ่งใหญ่ของเรื่องนี้ทำให้นักปราชญ์แต่งพรรณนาแบ่งออกเป็น 13 กัณฑ์ เพื่อให้พระเทศน์ได้จบภายในวันเดียว และเชื่อกันว่าผู้ใดได้ฟังเทศน์มหาชาติครบทั้ง 13 กัณฑ์ในวันเดียว จะได้รับอานิสงส์ถึงสามชั้น ทั้งชาตินี้ ชาติหน้า และจะได้พบพระศาสนาของพระศรีอริยเมตตรัยในอนาคต
13 กัณฑ์ เรื่องราวที่ซ้อนกันอยู่ในภาพฝาผนัง

กัณฑ์ที่ 1 : ทศพร — เริ่มต้นก่อนพระเวสสันดรจะมาเกิด เมื่อนางผุสดีเทพธิดาใกล้จุติลงมาเกิดในโลกมนุษย์ พระอินทร์ประทานพร 10 ประการให้ตามที่ทูลขอ รวมถึงพรข้อที่ว่าขอให้ได้พระโอรสผู้มีจิตใจเอื้อเฟื้อ — นั่นคือจุดเริ่มต้นของพระเวสสันดร
กัณฑ์ที่ 2 : หิมพานต์ — พระเวสสันดรทรงบริจาคช้างปัจจัยนาเคนทร์อันเป็นช้างคู่บารมีของเมืองสีพีให้กับราชทูตของเมืองกลิงคราษฎร์ที่บ้านเมืองกันแล้ง ชาวเมืองสีพีโกรธแค้นและเนรเทศพระองค์ออกจากเมือง
กัณฑ์ที่ 3 : ทานกัณฑ์ — ก่อนออกเดินทางไปป่า พระเวสสันดรทรงบริจาคสัตตสดกมหาทาน ทาน 7 หมวด หมวดละ 7 ร้อย อันเป็นการให้ทานครั้งยิ่งใหญ่ที่ทำให้แผ่นดินไหวสะเทือน
กัณฑ์ที่ 4 : วนประเวศน์ — เสด็จดำเนินไปยังป่าวงกต ผ่านเมืองเจตราษฎร์ที่กษัตริย์เมืองนั้นเสนอราชสมบัติให้แต่พระองค์ปฏิเสธ กัณฑ์นี้เป็นที่มาของภาพ “สี่กษัตริย์เดินดง” อันลือชื่อในจิตรกรรมฝาผนังไทย
กัณฑ์ที่ 5 : ชูชก — แนะนำชูชกพราหมณ์รูปร่างน่าเกลียด ที่ถูกภรรยาสาวกดดันให้ไปขอทาสรับใช้จากพระเวสสันดร เดินทางเข้าป่าและโดนสุนัขของพรานเจตบุตรรุมไล่จนต้องปีนต้นไม้หนี
กัณฑ์ที่ 6 : จุลพน — ชูชกหลอกพรานเจตบุตรให้บอกทางเข้าป่าวงกต โดยแกล้งทำทีว่าเป็นทูตมาจากเมืองสีพี
กัณฑ์ที่ 7 : มหาพน — ชูชกเดินทางผ่านป่าใหญ่และพบอจุตฤๅษีผู้ชี้ทางไปยังอาศรมพระเวสสันดร
กัณฑ์ที่ 8 : กุมาร — ชูชกทูลขอพระชาลีและพระกัณหาโอรสธิดาของพระเวสสันดร พระองค์ทรงยกให้ด้วยเป็นการบำเพ็ญทานบารมีขั้นสูงสุด สองกุมารหนีลงไปซ่อนในสระโบกขรณีแต่ถูกชูชกจับตัวไปได้ เป็นกัณฑ์ที่ปรากฏในภาพจิตรกรรมฝาผนังมากที่สุดกัณฑ์หนึ่ง
กัณฑ์ที่ 9 : มัทรี — พระนางมัทรีออกเก็บผลไม้ในป่า ระหว่างทางกลับมีเทวดาแปลงกายเป็นเสือโคร่ง เสือเหลือง และราชสีห์ขวางทางไว้ กว่าจะกลับถึงอาศรมก็ค่ำ ไม่พบพระลูกจึงออกตามหาตลอดคืนจนสลบ กัณฑ์นี้ถือเป็นบทที่แสดงความรักของแม่ที่ทรงพลังที่สุดในวรรณคดีไทย
กัณฑ์ที่ 10 : สักกบรรพ — พระอินทร์เกรงว่าพระเวสสันดรจะยกพระนางมัทรีให้คนอื่นต่ออีก จึงแปลงกายมาขอพระนางมัทรีเสียเอง เมื่อทรงรับแล้วก็คืนให้ และประทานพร 8 ประการ
กัณฑ์ที่ 11 : มหาราช — พระชาลีพาชูชกเดินทางกลับเมืองสีพี ชูชกกินอาหารมากเกินไปจนถึงแก่ความตาย ทรัพย์สินจึงตกเป็นของหลวง พระเจ้ากรุงสีพีทรงไถ่ตัวสองพระกุมารกลับมา
กัณฑ์ที่ 12 : ฉกษัตริย์ — พระเจ้ากรุงสัญชัยเสด็จไปรับพระเวสสันดรกลับเมือง เมื่อพบกันทั้งหกกษัตริย์ต่างโศกเศร้าและดีใจจนสลบพร้อมกันทั้งหก ฝนโบกขรพรรษชำระล้างสรรพสัตว์
กัณฑ์ที่ 13 : นคร — พระเวสสันดรเสด็จกลับเมืองพร้อมด้วยความยินดีของชาวสีพีทั้งปวง พระองค์ครองราชย์และทรงบำเพ็ญทานบารมีต่อไปอีกหลายหมื่นปีก่อนจะสิ้นพระชนม์และไปจุติเป็นเจ้าชายสิทธัตถะในพระชาติถัดไป
เทศน์มหาชาติในวิถีไทย มากกว่าแค่การฟังธรรม
ประเพณีเทศน์มหาชาติ 13 กัณฑ์ยังคงมีให้เห็นในวัดทั่วประเทศโดยเฉพาะในช่วงเดือน 10 และ 11 ตามปฏิทินจันทรคติ นอกจากนี้ยังปรากฏอยู่ในจิตรกรรมฝาผนังตามวัดสำคัญทั่วประเทศ แต่ละวัดวาดฉากเดียวกันด้วยสไตล์และยุคสมัยที่ต่างกัน ทำให้กัณฑ์เดียวกันอย่างกัณฑ์กุมารหรือสี่กษัตริย์เดินดงมีหน้าตาต่างกันออกไปในแต่ละที่ เป็นหลักฐานทางศิลปกรรมที่ยังมีชีวิตอยู่
