มาถึงตอนที่ 3 กันแล้วนะครับ เรามากันเกินครึ่งทางไปเรียบร้อย พร้อมกับทศชาดกที่ผมได้นำเสนอไปแล้วทั้งสิ้น 6 เรื่องด้วยกัน และเราจะยังคงไปกันอย่างต่อเนื่องกันชาดกอีก 3 เรื่องนั่นก็คือ ลำดับที่ 7 จันทกุมารชาดก ลำดับที่ 8 นารทชาดก และลำดับที่ 9 วิธุรชาดก 

แต่ก่อนจะไปกันต่อ ขอเล่าเกร็ดเกี่ยวกับชาดกอีกสักเรื่อง เพราะนอกจากชื่อชาดกที่มักสัมพันธ์กับชื่อของพระพุทธเจ้าในชาตินั้นๆ แล้ว ตอนต้นกับตอนจบของชาดกทุกเรื่องจะมีลักษณะร่วมกันอยู่เรื่องหนึ่ง นั่นก็คือ มักจะเปิดด้วยการเกิดเหตุการณ์บางอย่างที่นำไปสู่การเล่าชาดกเรื่องนั้น และปิดด้วยการเฉลยว่า ตัวละครสำคัญใดที่มาเกิดเป็นใครในชาตินี้ เช่น ตัวละครเอกของเรื่องมาเกิดเป็นพระพุทธเจ้า ตัวร้ายของเรื่องมาเกิดเป็นพระเทวทัต บิดามารดาของตัวละครเอกมาเกิดเป็นพระเจ้าสุทโธทนะและพระนางสิริมหามายา เป็นต้น

ดังนั้น ถ้าอยากจะสนุกกับการอ่านชาดก ผมอยากให้ลองเดากันไปด้วยเลยครับว่า ตัวละครไหนน่าจะมาเกิดเป็นใครในสมัยพุทธกาลบ้าง แล้วค่อยไปเช็กคำตอบว่าทายถูกรึเปล่าครับ

เอาล่ะ ได้เวลาเข้าเรื่องแล้วครับ เรามาทำความรู้จักกับทศชาติชาดกทั้ง 3 เรื่องนี้กันครับผม

‘จันทกุมารชาดก’ คือชาดกลำดับที่ 7 ในทศชาติชาดก ซึ่งพระพุทธเจ้าเสวยพระชาติเป็นพระจันทกุมารและทรงบำเพ็ญขันติบารมี คือความอดทนเพื่อบรรลุจุดมุ่งหมายที่ดีงาม พระจันทกุมารเป็นโอรสของพระเจ้าเอกราชแห่งเมืองบุปผวดี (ในที่สุดก็มีเมืองใหม่แล้ว) พระเจ้าเอกราชมีกัณฑหาลพราหมณ์เป็นราชปุโรหิตผู้ทำหน้าที่ตัดสินคดีต่างๆ แต่ราชปุโรหิตคนนี้เป็นคนไม่เที่ยงธรรม ชอบรับสินบน จนเมื่อพระจันทกุมารเจริญวัยจนตัดสินได้อย่างเที่ยงธรรม พระบิดาก็ยกหน้าที่นี้ให้จัดการแทน ทำให้กัณฑหาลพรหมณ์แค้น 

พอสบโอกาส พระเจ้าเอกราชฝันเป็นสวรรค์ชั้นดาวดึงส์และปรารถนาจะไป ราชปุโรหิตจึงหลอกให้พระเจ้าเอกราชบูชายัญด้วยของ 4 หมวด ได้แก่ พระราชบุตรพระราชธิดา พระมเหสี ม้ามงคล และโคอุสุภราช (คือจริงๆ ตั้งใจจะฆ่าพระจันทกุมารคนเดียว แต่ลากคนอื่นมาด้วยเพื่อให้ดูสมเหตุสมผล) พระเจ้าเอกราชเชื่อ แม้จะมีผู้ทัดทานก็ไม่เป็นผล ร้อนถึงพระอินทร์ต้องเสด็จลงมาทำลายพิธี ชาวเมืองที่โกรธแค้นจะเข้ามาทำร้ายพระราชาและราชปุโรหิต แต่พระจันทกุมารห้ามไว้ โดยให้เนรเทศพระบิดาออกจากเมืองและพระองค์ขึ้นครองราชย์แทนด้วยความชอบธรรม พร้อมกับปรนนิบัติพระบิดาในเวลาเดียวกัน

และเป็นที่แน่นอนว่า ฉากที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของชาดกเรื่องนี้ ก็คือชาดกที่พระอินทร์เสด็จลงมาพร้อมกับค้อนที่ลุกไหม้ราวกับเทพเจ้าธอร์แล้วทำลายพิธีบูชายัญของกัณฑหาลพราหมณ์ โดยพระอินทร์เหาะลงมาหักฉัตรในพิธี พร้อมกับความวุ่นวายที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะการสหบาทาของชาวเมืองใส่กัณฑหาลพราหมณ์ ส่วนฉากอื่น ต้องบอกว่า เนื่องจากฉากทำลายพิธีเป็นฉากใหญ่มาก ทำให้ผนังมักจะไม่ค่อยเหลือที่ไว้เขียนฉากอื่น แต่ก็พอจะมีฉากอื่นอยู่บ้าง เช่น ฉากที่กัณฑหาลพราหมณ์ไปยุยงเป่าหูให้พระเจ้าเอกราชประกอบพิธีบูชายัญ

เกร็ดที่น่าสนใจของพระชาติที่ 7 8 9 ใน ทศชาติชาดก บนวัดทั่วไทย, จิตรกรรมฝาผนัง
วัดสุวรรณาราม กรุงเทพมหานคร
เกร็ดที่น่าสนใจของพระชาติที่ 7 8 9 ใน ทศชาติชาดก บนวัดทั่วไทย, จิตรกรรมฝาผนัง
วัดวิเศษไชยชาญ จังหวัดอ่างทอง
เกร็ดที่น่าสนใจของพระชาติที่ 7 8 9 ใน ทศชาติชาดก บนวัดทั่วไทย, จิตรกรรมฝาผนัง
วัดใหญ่อินทาราม จังหวัดชลบุรี

ลำดับที่ 8 ในทศชาติชาดกก็คือ ‘นารทชาดก’ และนี่คือชาดกเรื่องที่ 2 ที่พระพุทธเจ้าไม่ได้เสวยพระชาติเป็นมนุษย์ ในชาดกเรื่องนี้พระพุทธเจ้าเสวยพระชาติเป็นมหาพรหมนามนารทะ ทรงบำเพ็ญอุเบกขาบารมี คือความวางเฉย ไม่ยินดียินร้าย วางใจเป็นกลาง และยังเป็นชาดกที่พระพุทธเจ้ามีบทน้อยกว่าทศชาติชาดกเรื่องอื่น เพราะกว่าจะปรากฏตัวก็กลางเรื่องแล้ว

ในกาลหนึ่ง พระเจ้าอังคติราชครองเมืองมิถิลา (เมืองมิถิลากลับมาแล้ว) พระองค์ทรงมีพระธิดาองค์หนึ่งนามรุจาราชธิดา พระองค์ทรงครองเมืองด้วยทศพิธราชธรรม จนกระทั่งได้ไปฟังคำสอนของคุณาชีวกว่าบาปบุญนั้นไม่มีจริง หลังจากนั้น พระเจ้าอังคติราชก็เปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ ละเว้นราชกิจทั้งหมด แม้พระนางธิดาจะทัดทานก็ไม่ทรงฟัง นางรุจาราชกุมารีจึงทรงอธิษฐานให้เทพมาโปรดพระบิดา นารทะพรหมจึงเสด็จลงมาช่วยโดยแปลงเป็นนักบวชหาบสาแหรกทองคำมาสู่ปราสาทของพระเจ้าอังคติราช แสดงธรรมและบอกถึงความน่ากลัวของนรกภูมิ ทำให้พระราชาเมืองมิถิลาละมิจฉาทิฐิและกลับไปประพฤติตนตามเดิม พระนารทะพรหมจึงเสด็จกลับพรหมโลกตามเดิม

สำหรับชาดกเรื่องนี้ ฉากที่สำคัญที่สุดคงจะต้องเป็นฉากที่พระนารทะพรหมเสด็จลงมาพร้อมกับสาแหรกทองคำยมายังปราสาทพระเจ้าอังคติราช โดยการเหาะลงมามีทั้งที่มาในรูปของพรหม 4 หน้าอย่างที่เราคุ้นเคยกันและพรหมหน้าเดียว เพราะจริงๆ แล้ว ‘พรหม’ มีเพียงหน้าเดียวเท่านั้น แต่เกิดความสับสนกับ ‘พระพรหม’ เทพเจ้าในศาสนาพราหมณ์ฮินดู ทำให้พรหมในงานศิลปกรรมไทยหลายครั้งทำเป็น 4 หน้าครับ 

และอีกหนึ่งฉากสำคัญที่พบบ่อย ก็คือการสนทนาระหว่างพระเจ้าอังคติราชและคุณาชีวก ที่เป็นเหตุให้พระพรหมนารทะต้องเสด็จลงมา โดยช่างอาจจะวาดขบวนเสด็จของพระเจ้าอังคติราชควบคู่กันไปด้วย นอกจากนี้ก็จะมีฉากอื่นๆ อย่างการโปรยทานที่เราจะเห็นว่า วิธีการที่ชาวบ้านรับของในการโปรยทานนั้น แทบไม่ต่างอะไรกับในปัจจุบันเลย 

เกร็ดที่น่าสนใจของพระชาติที่ 7 8 9 ใน ทศชาติชาดก บนวัดทั่วไทย, จิตรกรรมฝาผนัง
วัดคงคาราม จังหวัดราชบุรี
เกร็ดที่น่าสนใจของพระชาติที่ 7 8 9 ใน ทศชาติชาดก บนวัดทั่วไทย, จิตรกรรมฝาผนัง
วัดช่องนนทรี กรุงเทพมหานคร
เกร็ดที่น่าสนใจของพระชาติที่ 7 8 9 ใน ทศชาติชาดก บนวัดทั่วไทย, จิตรกรรมฝาผนัง
วัดไพชยนต์พลเสพย์ จังหวัดสมุทรปราการ
เกร็ดที่น่าสนใจของพระชาติที่ 7 8 9 ใน ทศชาติชาดก บนวัดทั่วไทย, จิตรกรรมฝาผนัง
เกร็ดที่น่าสนใจของพระชาติที่ 7 8 9 ใน ทศชาติชาดก บนวัดทั่วไทย, จิตรกรรมฝาผนัง
วัดสุวรรณดาราราม จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

และลำดับที่ 9 ก็คือ ‘วิธุรชาดก’ หนึ่งในชาดกที่ชื่อสั้นสุดอีกเรื่องหนึ่ง ในพระชาตินี้ พระพุทธเจ้าเสวยพระชาติเป็นวิธุรบัณฑิต บัณฑิตในราชสำนักของพระเจ้าธนัญชัยโกรพยะแห่งเมืองอินทปัตที่เคยแสดงธรรมแก่พระอินทร์ พญาครุฑ และพญานาค จนได้รับการชื่นชมอย่างมาก นางวิมาลา มเหสีของพญานาคอยากฟังแต่ไม่กล้าบอกตรงๆ จึงแสร้งว่าป่วยและบอกว่าอยากได้หัวใจของวิธุระ 

นางอิรันทตีผู้เป็นธิดาจึงป่าวประกาศว่าใครที่นำหัวใจของวิธุระมาได้จะยอมแต่งงานด้วย ปุณณกยักษ์จึงอาสาและท้าพนันสกากับพระเจ้าธนัญชัยโกรพยะ เมื่อปุณณกยักษ์ชนะจึงทูลขอวิธุรบัณฑิต พระองค์ก็ต้องยอมยกให้ วิธุระพร้อมไปแต่ขอไปลาครอบครัวก่อน จึงให้ปุณณกยักษ์พาตัวไป ระหว่างทางปุณณกยักษ์ทำทุกวิถีทางเพื่อฆ่าวิธุระแต่ก็ไม่เป็นผล สุดท้ายพอได้ฟังธรรมของวิธุรบัณฑิตก็ได้สติจะพากลับเมือง แต่วิธุระกลับให้ปุณณกยักษ์พาไปหานางวิมาลาเพื่อแสดงธรรมให้นางฟัง นางจึงเฉลยว่า ที่แท้ ‘หัวใจ’ ก็คือ ‘ปัญญาของบัณฑิต’ นั่นเอง จากนั้นก็ยกนางอิรันทตีให้ปุณณกยักษ์ตามสัญญา ส่วนปุณณกยักษ์ก็พาวิธุรบัณฑิตกลับราชสำนักเมืองอินทปัต

วิธุรชาดกถือเป็นชาดกอีกเรื่องที่มีความหลากหลายของฉากที่เขียนมาก โดยฉากสำคัญที่มักจะเขียน คือฉากความพยายามของปุณณกยักษ์ในการสังหารวิธุระด้วยวิธีการต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นขี่ม้าวิเศษฝ่าพายุ ฝ่าปาเขา ฝ่าภูเขา หรือฟาดกับภูเขา เหวี่ยงเต็มแรง ฟาดด้วยอาวุธ นอกจากนี้ก็ยังมีฉากสำคัญอื่นๆ ของเรื่องที่ช่างจะเลือกมาเขียน เช่น ปุณณยักษ์เกี้ยวนางอิรันทตี ปุณณยักษ์พนันสกากับพระเจ้าธนัญชัยโกรพยะภายในปราสาท วิธุระร่ำลาครอบครัว หรือวิธุรบัณฑิตแสดงธรรมแก่ปุณณกยักษ์ โดยฉากไหนจะถูกนำมาเขียนก็สุดแท้แต่ช่างโบราณจะเลือก

เกร็ดที่น่าสนใจของพระชาติที่ 7 8 9 ใน ทศชาติชาดก บนวัดทั่วไทย, จิตรกรรมฝาผนัง
วัดคงคาราม จังหวัดราชบุรี
เกร็ดที่น่าสนใจของพระชาติที่ 7 8 9 ใน ทศชาติชาดก บนวัดทั่วไทย, จิตรกรรมฝาผนัง
วัดหน้าพระธาตุ จังหวัดนครราชสีมา
เกร็ดที่น่าสนใจของพระชาติที่ 7 8 9 ใน ทศชาติชาดก บนวัดทั่วไทย, จิตรกรรมฝาผนัง
วัดคงคาราม จังหวัดราชบุรี
เกร็ดที่น่าสนใจของพระชาติที่ 7 8 9 ใน ทศชาติชาดก บนวัดทั่วไทย, จิตรกรรมฝาผนัง
วัดบวกครกหลวง จังหวัดเชียงใหม่
เกร็ดที่น่าสนใจของพระชาติที่ 7 8 9 ใน ทศชาติชาดก บนวัดทั่วไทย, จิตรกรรมฝาผนัง
วัดบางยี่ขัน กรุงเทพมหานคร

เราผ่านทศชาติชาดกมาแล้ว 9 เรื่อง เหลืออีกเพียงเรื่องเดียวเท่านั้น และผมเชื่อว่าหลายๆ ท่านน่าจะพอเดาได้ว่าผมจะต้องเอาเรื่องนี้มาปิด นั่นก็คือ ‘เวสสันดรชาดก’ ชาดกที่เป็นที่รู้จักมากที่สุดในประเทศไทยและพบในงานจิตรกรรมไทยมากที่สุดด้วยเช่นกัน ดังนั้น สำหรับตอนถัดไปที่จะเป็นตอนสุดท้ายของวิชานี้ เราจะมาทำความรู้จักกับเวสสันดาชาดกกันในมุมของงานศิลปะครับผม


เกร็ดแถมท้าย

  1. สำหรับใครอยากรู้เรื่องราวของทศชาติชาดกเวอร์ชันหนังสือพร้อมภาพประกอบ ผมขอแนะนำหนังสือ 3 เล่มเดิมครับ ความเข้าใจในจิตรกรรมไทยประเพณี ของ เนื้ออ่อน ขรัวทองเขียว หนังสือชุด ทศชาติกับจิตรกรรมฝาผนัง ของ นิดดา หงส์วิวัฒน์ แล่วก็หนังสือชุด ท่องทศชาติผ่านจิตรกรรม ของ อู่ทอง ประศาสน์วินิจฉัย
  2. สำหรับใครที่เพิ่งมาอ่านบทความนี้หรือลืมชาดกเรื่องก่อนๆ ที่ผมเล่าให้ฟัง หรืออยากกลับไปอ่านใหม่ เชิญอ่านในตอนก่อนๆ ในซีรีส์ ชาดก 101 และ ชาดก 102 ได้เลยครับผม
  3. และสำหรับใครที่อยากดูแบบรายการเกมโชว์ที่มีภาพประกอบอื่นๆ หรือเรื่องราวอื่นก็ขอแนะนำรายการ แฟนพันธุ์แท้ ตอนทศชาติชาดก หาชมได้ YouTube ครับผม
  4. สำหรับใครที่สงสัยว่าทำไมวัดที่ผมเลือกมาดูซ้ำๆ กัน ส่วนหนึ่งเพราะผมพยายามเลือกรูปที่สวย น่าสนใจ และบอกเล่าฉากนั้นได้ชัดเจนที่สุด แต่อีกส่วนหนึ่งก็เพราะทศชาติชาดกเรื่องอื่นไม่ค่อยเป็นที่นิยมนอกภาคกลางเท่าไหร่ วัดก็เลยซ้ำกันสักหน่อยครับ

Writer & Photographer

ธนภัทร์ ลิ้มหัสนัยกุล

ต้า วัดไทย เด็กประวัติศาสตร์ศิลปะผู้ดูวัดมาแล้วกว่าพันวัดแม้จะยังไม่ครบทุกจังหวัด ชื่นชอบในความงามของศิลปะทั้งไทยและเทศรวมถึงเรื่องราวของสถานที่นั้นๆ ปัจจุบันยังคงออกเที่ยวชมวัดทุกศาสนารวมถึงวังต่างๆ อย่างต่อเนื่องพร้อมกับนำเรื่องราวมาเผยแพร่บน Facebook อยู่เป็นระยะๆ

เวลาพูดถึงชาวต่างชาติ นึกถึงอะไรกันบ้างครับ 

บางคนอาจจะนึกถึงรูปร่างหน้าตาที่แตกต่างจากเรา บางคนอาจจะนึกถึงเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายที่เขาใส่ บางคนอาจจะนึกถึงอาหารการกินของประเทศเหล่านั้น หรือถ้ารู้จักแบบลึกซึ้งหน่อย อาจจะนึกถึงอุปนิสัยใจคอของชาวต่างชาติเหล่านั้น หรือถ้าเราไม่รู้จักเลย ก็แค่หยิบมือถือ เปิดคอมพิวเตอร์แล้วค้นหาก็จะเจอข้อมูลเหล่านี้อย่างง่าย

แล้วถ้าเป็นคนในสมัยก่อนล่ะ เขานึกถึงชาวต่างชาติอย่างไรกันบ้าง คิดเหมือนเราไหม วันนี้ผมจะชวนไปพิสูจน์ ไปหาคำตอบว่า คนในสมัยก่อนรู้จักชาวต่างชาติแค่ไหนผ่านภาพวาดภายในวัดครับ 

ใครคิดว่าผมจะพาไปดูภาพกากที่เป็นรูปชาวต่างชาติล่ะก็ บอกเลยว่าคิดผิดถนัด เพราะผมจะพาไปชมทวารบาลที่วัดแห่งหนึ่ง ซึ่งนำเอาชาวต่างชาติเหล่านี้มาทำหน้าที่แทนเทวดาหรือเสี้ยวกาง วัดที่ว่านี้ก็คือ ‘วัดบางขุนเทียนนอก’ ครับผม

วัดบางขุนเทียนนอก : จากหนึ่งกลายเป็นสองวัด

ถ้ายึดตามประวัติวัดบางขุนเทียนนอก เดิมวัดนี้มีชื่อว่าวัดยมโลก สร้างขึ้นสมัยอยุธยาตอนปลาย ประวัติมีเท่านี้เลยครับ 

แต่เรื่องราวที่สนุกของวัดแห่งนี้กลับเป็นประวัติในเวอร์ชันตำนาน ซึ่งเล่าว่าเศรษฐีท่านหนึ่งได้ร่วมกับน้องสาวสร้างวัดแห่งหนึ่งขึ้นมา เมื่อสร้างเสร็จเศรษฐีคนพี่ไปขอจองกฐินวัดเพียงคนเดียวโดยไม่บอกน้องสาว พอน้องสาวรู้เข้าก็ไม่พอใจ ต่อมาพี่ชายให้คนมายืมเครื่องใช้สำหรับจัดเตรียมงานบุญ ปรากฏว่าน้องยังไม่พอใจพี่ชายอยู่เลยไม่ยอมให้ แถมน้องสาวยังสั่งให้คนไปขุดคูน้ำมาคั่นกลางวัดที่ร่วมกันสร้าง จากหนึ่งวัดจึงกลายเป็นสองวัดไปในทันที โดยวัดของคนพี่คือวัดบางขุนเทียนนอก ส่วนวัดของน้องสาวคือวัดบางขุนเทียนกลาง

วัดบางขุนเทียนนอก วัดที่มีทวารบาลเป็นชาวต่างชาติ 22 ชาติ ชาวเกาหลีในชุดฮันบกก็มี

อุโบสถครั้งกรุงเก่าที่ผ่านมือช่างครั้ง ร.3

อาคารหลักของวัดบางขุนเทียนนอก คือ อุโบสถซึ่งปัจจุบันตั้งอยู่ต่ำกว่าระดับพื้นปัจจุบันลงไปเยอะพอสมควร เป็นอาคารขนาดเล็ก มีหน้าบันเป็นงานปูนปั้นลายดอกไม้และชามกระเบื้อง ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของงานแบบพระราชนิยมในสมัยรัชกาลที่ 3 แถมซุ้มประตูและหน้าต่างยังเป็นลายดอกไม้ใบเทศแบบที่นิยมในสมัยรัชกาลที่ 3 แต่ถ้าจะบอกว่าอาคารหลังนี้สร้างขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว คุณคิดผิดครับ จะเห็นว่าด้านหน้าและด้านหลังมีชายคา (หรือที่บางคนจะเรียกว่าจั่นหับ) ยื่นออกมา สิ่งนี้ไม่พบในสมัยรัชกาลที่ 3 แต่พบได้ในสมัยอยุธยาตอนปลาย สอดคล้องกับประวัติวัดที่บอกว่าสร้างขึ้นตั้งแต่สมัยอยุธยาตอนปลาย

ที่สำคัญ พอเข้าไปด้านในอุโบสถ พระประธานชื่อ ‘พระพุทธยมโลก’ ตามชื่อเดิมของวัด ประดิษฐานร่วมกับพระพุทธรูปอีกหลายองค์เป็นหมู่อยู่บนฐานชุกชีเดียวกัน แม้จะมีทั้งพระสมัยอยุธยาและพระสมัยรัชกาลที่ 3 ปะปนกันอยู่ แต่ลักษณะการประดิษฐานเช่นนี้ เป็นสิ่งที่พบได้ทั่วไปในสมัยอยุธยาตอนปลายเช่นกัน เพราะในสมัยรัตนโกสินทร์นั้นนิยมประดิษฐานพระประธานองค์เดียวเป็นประธานมากกว่า

วัดบางขุนเทียนนอก วัดที่มีทวารบาลเป็นชาวต่างชาติ 22 ชาติ ชาวเกาหลีในชุดฮันบกก็มี

การปะปนกันของงานศิลปะจากต่างยุคไม่ได้มีแค่กับอุโบสถและพระพุทธรูปเท่านั้น จิตรกรรมฝาผนังก็เช่นกัน เพราะจิตรกรรมฝาผนังที่ผนังสกัดหน้าและสกัดหลัง เป็นงานที่น่าจะวาดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 3 เล่าเรื่องพุทธประวัติตอนสำคัญ เช่น เจ้าชายสิทธัตถะตัดพระเมาลี หรือ มารผจญ ส่วนผนังด้านข้างแม้จะเขียนพุทธประวัติเหมือนกัน เช่น นาคปรก แต่ก็ยังมีเรื่องอื่นอย่าง อสุภกรรมฐานหรือการทำกรรมฐานด้วยการเพ่งไปยังซากศพอยู่ด้วย ดูปนกันแบบงง ๆ แถมฝีมือยังดูดรอปกว่าผนังสกัดทั้งสองด้านพอสมควร ทำให้พอจะสันนิษฐานว่า ภาพที่ผนังด้านข้างน่าจะวาดขึ้นทีหลังโดยไม่อ้างอิงกับของเดิม

วัดบางขุนเทียนนอก วัดที่มีทวารบาลเป็นชาวต่างชาติ 22 ชาติ ชาวเกาหลีในชุดฮันบกก็มี
วัดบางขุนเทียนนอก วัดที่มีทวารบาลเป็นชาวต่างชาติ 22 ชาติ ชาวเกาหลีในชุดฮันบกก็มี

สิบสองภาษาที่มากกว่าสิบสอง

ก่อนจะไปพูดถึงภาพชาวต่างชาติที่วัดบางขุนเทียนนอก ผมต้องขอแนะนำให้ทุกท่านรู้จักกับ ‘โคลงภาพคนต่างภาษา’ หรือ ‘โคลงภาพสิบสองภาษา’ ก่อน โคลงภาพคนต่างภาษานี้เป็นหนึ่งในจารึกที่วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม หรือ วัดโพธิ์ ท่าเตียน ซึ่งเขียนขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 

โคลงภาพคนต่างภาษานี้มีทั้งสิ้น 64 บท บรรยายเอกลักษณ์ของชาวต่างชาติต่างภาษาจำนวน 32 ชาติ ซึ่งมีทั้งประเทศตัวเอง ประเทศเพื่อนบ้าน ประเทศฝั่งตะวันออกและประเทศฝั่งตะวันตก มีคำอธิบายเกี่ยวกับลักษณะการแต่งกาย รูปร่างหน้าตา ความรู้ความสามารถ ความเชื่อ ที่อยู่อาศัย สภาพอากาศ รวมถึงลักษณะพิเศษของขนบธรรมเนียมประเพณีบางอย่าง ตามความรู้ความเข้าใจของคนในสมัยนั้น อย่างเช่นโคลงเกี่ยวกับชาวมอญ ว่า

“นี้ภาพเตลงเขตรแคว้น หงสา วดีเฮย

คือเหล่ารามัญฉมัง หมู่นี้

ไว้หวังเพื่อประชา ชมเล่น

เผื่อไว้ภายหน้าลี้ ลับหาย ฯ

นุ่งผ้าตราริ้วเช่น ชาวอัง วะเฮย

พันโพกเกล้าแต่งกาย ใส่เสื้อ

มอญมักสักไหล่หลัง ลงเลข ยันต์นา

พลอยทับทิ้มน้ำเนื้อ นับถือ”

อีกสักบทละกัน คราวนี้เป็นชาวต่างชาติบ้างอย่างชาวหรูชปีตะสบาก มีใครเคยได้ยินชนชาตินี้ไหมครับ ผมเชื่อว่าไม่น่าจะเคยกัน แต่ถ้าผมบอกว่าชาวเซนต์ปีเตอร์สเบอร์ก ผมเชื่อว่าทุกคนน่าจะนึกออกครับ เพราะหรูชปีตะสบากนั้นเพี้ยนมาจากคำว่า ‘หรูช’ หรือ Rus มาผสมกับคำว่า ‘ปีตะสบาก’ หรือ ปีเตอร์สเบอร์ก นั่นเอง ดังนั้น โคลงบทนี้จึงอธิบายลักษณะชาวรัสเซียซึ่งมาจากเมืองนี้ว่า

“รูปหรูชปีตะสบากด้าว แดนตวัน ตกพ่อ

คนมากเมืองเขาเคย ข่าวได้

ดลเดือนฤดูพรรษ์ ผลเห็บ ตกแฮ

เย็นเยือกลมไล้ย้อย หยาดเผลียง

ชาวเกษตรใส่เสื้อเย็บ หนังแกะ

นอนแนบอัคคีเคียง แค่มุ้ง

ลางชนเชือดหนังแพะ พันห่อ กายเฮย

สาบสอายคลุ้งฟุ้ง เฟื่องเหม็น”

โคลงภาพคนต่างภาษานี้ถือเป็นหลักฐานสำคัญที่ยืนยันว่า เหล่าบัณฑิตในสมัยรัชกาลที่ 3 มีความรู้ความเข้าใจที่มีต่อชาวต่างชาติในเวลานั้นเป็นอย่างดี และยังถือเป็นงานเขียนเชิงชาติพันธุ์วรรณาชิ้นแรก ๆ ของประเทศไทยอีกด้วย และที่วัดโพธิ์นี้ไม่ได้มีแค่โคลงภาพเท่านั้น ยังมีการบันทึกความรู้ชุดนี้เอาไว้ในรูปของจิตรกรรม โดยวาดเอาไว้บนบานหน้าต่างด้วยภาพชายชาวต่างชาติยืนเฝ้าประตูและหน้าต่างเอาไว้

อนึ่ง คำว่า ‘สิบสองภาษา’ นี้เป็นคำในสมัยก่อนที่ใช้เรียกชาวต่างชาติแบบรวม ๆ นะครับ ไม่ได้หมายความว่ามี 12 ชาตินะครับ

อนึ่งอีกที 32 ชาติที่ปรากฏในโคลงภาพต่างภาษานี้มีใครบ้าง ตามนี้เลยครับ สิงหฬ [ศรีลังกา], ไทย, กะเหรี่ยง, อาฟริกัน, ดอดชิ [ดัทช์], อิตาเลียน, ฝรั่งเศส, ยิบเซ็ดอ่าน [อียิปต์], สะระกาฉวน [ซาราเซน], ยี่ปุ่น [ญี่ปุ่น], อาหรับ หรุ่มโต้ระกี่ [ตุรกี], แขกปะถ่าน [ปาทาน มุสลิมแถบอัฟกานิสถาน-ปากีสถาน], แขกจุเหลี่ย [มุสลิมแถบอินเดียภาคใต้ – ลังกา], หรูชปีตะสบาก [รัสเซีย เซนต์ปีเตอร์สเบอร์ก], หรูช (ตาตา) [ตาตาร์ ชาวมุสลิมในไครเมีย], มอญ, กระแซ, เงี้ยว, พม่า, ฮินดู่, มลายู, พราหมณ์ฮินดู่, พราหมณ์รามเหศร์, จาม, ลาวยวน [ชาวล้านนา], หุ้ยหุย [มุสลิมในจีน], เกาหลี, ญวน , จีน, เขมร, ลิ่วขิ่ว (ริวกิว)

วัดบางขุนเทียนนอก วัดที่มีทวารบาลเป็นชาวต่างชาติ 22 ชาติ ชาวเกาหลีในชุดฮันบกก็มี
วัดบางขุนเทียนนอก วัดที่มีทวารบาลเป็นชาวต่างชาติ 22 ชาติ ชาวเกาหลีในชุดฮันบกก็มี

ชาวต่างชาติบนบานหน้าต่าง ชายหญิงควงคู่เฝ้าหน้าต่าง

กลับมาที่วัดบางขุนเทียนนอกกันอีกที ภาพวาดชาวต่างชาติที่วัดแห่งนี้อยู่ตำแหน่งเดียวกันกับที่วัดโพธิ์เลยครับ ก็คือบนบานหน้าต่างของอุโบสถ แต่ก็มีจุดหนึ่งที่แตกต่างกัน เพราะทวารบาลชาวต่างชาติที่วัดบางขุนเทียนนอกนี้เป็นการจับคู่กับระหว่างชายกับหญิง ไม่ใช่ชายกับชายแบบวัดโพธิ์ แถมบางคู่ยังเป็นคนละชาติมาจับคู่กันอีก ซึ่งที่วัดบางขุนเทียนนอกมีชาวต่างชาติอยู่ทั้งสิ้น 22 ชาติ

ลองดูคู่ที่เป็นชาติเดียวกันก่อน เริ่มกันด้วยชาติที่เราคุ้นเคยกันอย่างชาวจีน ซึ่งเป็นภาพชายไว้เปียแมนจูใส่ชุดแดง สวมหมวกใบเล็กพอดีหัว คู่กับหญิงสวมเสื้อสีแดงแขนยาวถึงข้อมือปลายแขนกว้าง บนผมมีเครื่องประดับขนาดเล็กและผ้าคล้องไหล่ ซึ่งถ้าใครดูหนังจีนย้อนยุคบ่อย ๆ น่าจะคุ้นเคยกับชุดประมาณนี้กันอยู่แล้ว ที่สำคัญ ผู้หญิงก็ยังอุ้มลูกอยู่ด้วย เหมือนแสดงภาพคู่สามีภรรยาชาวจีนเลย

วัดบางขุนเทียนนอกมีทวารบาลเป็นชาวต่างชาติ 22 ชาติ ทั้งเอเชีย ยุโรป แอฟริกา และความหมายของคำว่า ‘สิบสองภาษา’

เอาคู่สามีภรรยาอีกสักคู่แล้วกัน คู่ชาวดัตช์ซึ่งเป็นชาวตะวันตกชาติเดียวที่วัดบางขุนเทียนนอกแห่งนี้ ผู้ชายไว้ผมยาวดัดเป็นลอน สวมหมวกปีกมีขนนกปักด้านหน้า สวมเสื้อแขนยาวสีดำแขนสีแดง ปลายแขนเสื้อพับเป็นรูปคล้ายสามเหลี่ยม สวมกางเกงรัดปลายระดับเข่า ส่วนผู้หญิงผมสีแดงสวมชุดเสื้อแขนยาวสีแดง ปลายแขนเสื้อพับเป็นรูปคล้ายสามเหลี่ยมเหมือนผู้ชายและสวมกระโปรงลายตาราง ที่สำคัญ ในมืออุ้มลูกเหมือนกับคู่คนจีนเลยครับ ซึ่งลักษณะแบบนี้เทียบได้กับเครื่องแต่งกายชาวดัตช์ในช่วงเวลานั้นเช่นกัน

วัดบางขุนเทียนนอกมีทวารบาลเป็นชาวต่างชาติ 22 ชาติ ทั้งเอเชีย ยุโรป แอฟริกา และความหมายของคำว่า ‘สิบสองภาษา’

คราวนี้ลองมาดูบรรดาคู่ไม่เหมือนกันบ้าง เอาชาติที่ผมเชื่อเราน่าจะรู้จักกันยังสาวชาวเกาหลีกันก่อน แน่นอนว่ามาพร้อมกับชุดคลุมยาวปิดข้อมือ มีผ้าแถบผูกที่คอเสื้อที่เรียกว่าชุดฮันบก ส่วนอีกฝั่งหนึ่งเป็นชายชาวญวนหรือชาวเวียดนามครับ แสดงด้วยภาพชายไว้ผมเปียสวมหมวกสีแดง สวมเสื้อแขนยาวคลุมข้อมือและยาวเลยเข่าเล็กน้อย มือหนึ่งถือพัด สวมกางแกงขาวยาวถึงข้อเท้า หากดูเผิน ๆ จะดูเหมือนชาวจีน ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะวัฒนธรรมของทั้งสองชาติคล้ายกัน แต่โชคดีว่าในโคลงต่างภาษาที่วัดโพธิ์ ใส่รายละเอียดว่าชาวญวนจะแต่งกายคล้ายงิ้วและถือพัดด้ามจิ๋ว

วัดบางขุนเทียนนอกมีทวารบาลเป็นชาวต่างชาติ 22 ชาติ ทั้งเอเชีย ยุโรป แอฟริกา และความหมายของคำว่า ‘สิบสองภาษา’

ถัดมาลองดูประเทศแปลก ๆ กันบ้าง ฝ่ายหญิงคือชาวกระแซ เป็นสตรีเจาะหูสวมชุดเขียวสั้นเลยเอวไปเล็กน้อย ทับกระโปรงสั้นสีขาวลายตรง คอสวมสร้อยลูกปัด ส่วนมือข้างซ้ายถือกล้องยาสูบ ที่ขามีเด็กเกาะอยู่ ส่วนฝ่ายชายคือชาวแอฟริกัน เป็นบุรุษผิวเข้มเจาะหู นุ่งผ้าเตี่ยวผืนเดียวโดยไม่ใส่เสื้อและเหน็บเคียวไว้ที่เอว ในมือถือไม้ไผ่ปลายแหลม ซึ่งทั้งสองชาตินี้ต่างก็เป็นชนชาติที่ชาวสยามในสมัยก่อนไม่รู้จัก แถมยังไม่เคยเห็นอีกต่างหาก ภาพนี้จึงวาดขึ้นผ่านคำบอกเล่าของคนอื่น โดยชาวกระแซเป็นข้อมูลจากเชลยชาวพม่า ส่วนชาวแอฟริกันนั้นเป็นข้อมูลจากมิชชันนารีชาวตะวันตก

วัดบางขุนเทียนนอกมีทวารบาลเป็นชาวต่างชาติ 22 ชาติ ทั้งเอเชีย ยุโรป แอฟริกา และความหมายของคำว่า ‘สิบสองภาษา’

ชาวต่างชาติในวัดไทย

แม้ว่าในวัดไทยแห่งอื่น ๆ จะไม่ได้มีภาพชาวต่างชาติที่หลากหลายขนาดวัดบางขุนเทียนนอกหรือวัดโพธิ์ แต่การที่ปรากฏภาพบุคคลต่างชาติต่างภาษากับเราอยู่ภายในวัดของเรา ก็ถือเป็นเครื่องยืนยันว่าคนในสมัยก่อนไม่ได้รู้จักคนเหล่านี้แค่เพียงเขาเป็นพ่อค้า เป็นนักบวช หรือเป็นคนที่เดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรเท่านั้น แต่พวกเขาสังเกต จดจำ และบันทึกเรื่องราวของเขาเหล่านี้ ละเอียดบ้าง ไม่ละเอียดบ้าง ดังนั้น ภาพของต่างชาติเหล่านี้จึงสมจริงพอสมควร และช่วยให้เราเข้าใจหรือรับรู้ได้ว่ามีคนชาติไหนบ้างที่ผู้คนในยุคนั้นรู้จักด้วย ดังนั้นถ้า ใครสนใจศึกษาเรื่องราวของชาวต่างชาติ เราอาจไม่จำเป็นต้องไปไกลถึงประเทศเหล่านั้น แค่เดินเข้าไปในวัดไทย ก็หาความรู้เรื่องนี้ได้เหมือนกันครับ

ป.ล. ขออภัยที่ผมไม่ได้เอามาให้ดูหมดทุกคู่นะครับ ไม่งั้นเดี๋ยวจะยาวเกินไป และชาวต่างชาติบางชาติก็ยังต้องมีการศึกษากันต่อ เพื่อตีความว่าเป็นคนชาติไหนกันแน่ และขอหยิบตัวอย่างที่คิดว่าน่าจะเห็นกันชัด ๆ ชัวร์ ๆ ก่อนนะครับ

เกร็ดแถมท้าย

  1. อุโบสถวัดบางขุนเทียนนอก ปกติแล้วจะไม่ได้ล็อกประตู เดินเข้าไปชมได้เลย แต่แนะนำให้ไปแจ้งพระท่านไว้หน่อย เดี๋ยวท่านจะตกใจว่าใครแอบเข้าไปทำอะไรในอุโบสถ หรือถ้าแจ็กพอต ประตูอุโบสถล็อกไว้ให้ลองติดต่อพระที่วัดดูครับ
  2. ถ้าใครมาชมทวารบาลชาวต่างชาติที่วัดนี้แล้วไม่จุใจ ก็อย่าลืมไปที่วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามหรือวัดโพธิ์ด้วยนะครับ อยู่ที่พระวิหารทิศเหนือ (วิหารที่ประดิษฐานพระปางป่าเลไลยก์) และพระวิหารทิศตะวันตก (วิหารที่ประดิษฐานพระนาคปรก) ลองปิดประตู ปิดหน้าต่าง แล้วทัศนาภาพชาวต่างชาติแบบเดียวกับวัดบางขุนเทียนนอกได้เลยครับ อ้อ วัดโพธิ์มีชาวต่างชาติในเวอร์ชันประติมากรรมด้วยนะครับ เสียดายที่ตอนนี้เหลือแค่ไม่กี่ตัวเท่านั้น
  3. ไหน ๆ ไปวัดบางขุนเทียนนอกแล้ว ควรแวะไปชมวัดบางขุนเทียนกลางที่อยู่ใกล้กัน เป็นวัดที่สร้างขึ้นในสมัยอยุธยาตอนปลายเหมือนกัน แถมยังบูรณปฏิสังขรณ์ในสมัยรัชกาลที่ 3 เหมือนกันด้วย แล้วก็ไปชมวัดบางขุนเทียนในที่อยู่ไม่ไกลกันนักก็ดีนะครับ ที่นี่มีพระประธานปางป่าเลไลยก์ที่ไม่ค่อยพบเท่าไหร่ แถมยังมีจิตรกรรมเล่าเรื่องชาดกแปลก ๆ ที่ไม่ค่อยมีที่ไหน อย่าง จุลปทุมชาดก หรือชาดกที่ผมชอบเรียกแซวว่าเป็นบาร์บีคิวพลาซ่าชาดกด้วย

Writer & Photographer

ธนภัทร์ ลิ้มหัสนัยกุล

ต้า วัดไทย เด็กประวัติศาสตร์ศิลปะผู้ดูวัดมาแล้วกว่าพันวัดแม้จะยังไม่ครบทุกจังหวัด ชื่นชอบในความงามของศิลปะทั้งไทยและเทศรวมถึงเรื่องราวของสถานที่นั้นๆ ปัจจุบันยังคงออกเที่ยวชมวัดทุกศาสนารวมถึงวังต่างๆ อย่างต่อเนื่องพร้อมกับนำเรื่องราวมาเผยแพร่บน Facebook อยู่เป็นระยะๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load