มาถึงตอนที่ 3 กันแล้วนะครับ เรามากันเกินครึ่งทางไปเรียบร้อย พร้อมกับทศชาดกที่ผมได้นำเสนอไปแล้วทั้งสิ้น 6 เรื่องด้วยกัน และเราจะยังคงไปกันอย่างต่อเนื่องกันชาดกอีก 3 เรื่องนั่นก็คือ ลำดับที่ 7 จันทกุมารชาดก ลำดับที่ 8 นารทชาดก และลำดับที่ 9 วิธุรชาดก 

แต่ก่อนจะไปกันต่อ ขอเล่าเกร็ดเกี่ยวกับชาดกอีกสักเรื่อง เพราะนอกจากชื่อชาดกที่มักสัมพันธ์กับชื่อของพระพุทธเจ้าในชาตินั้นๆ แล้ว ตอนต้นกับตอนจบของชาดกทุกเรื่องจะมีลักษณะร่วมกันอยู่เรื่องหนึ่ง นั่นก็คือ มักจะเปิดด้วยการเกิดเหตุการณ์บางอย่างที่นำไปสู่การเล่าชาดกเรื่องนั้น และปิดด้วยการเฉลยว่า ตัวละครสำคัญใดที่มาเกิดเป็นใครในชาตินี้ เช่น ตัวละครเอกของเรื่องมาเกิดเป็นพระพุทธเจ้า ตัวร้ายของเรื่องมาเกิดเป็นพระเทวทัต บิดามารดาของตัวละครเอกมาเกิดเป็นพระเจ้าสุทโธทนะและพระนางสิริมหามายา เป็นต้น

ดังนั้น ถ้าอยากจะสนุกกับการอ่านชาดก ผมอยากให้ลองเดากันไปด้วยเลยครับว่า ตัวละครไหนน่าจะมาเกิดเป็นใครในสมัยพุทธกาลบ้าง แล้วค่อยไปเช็กคำตอบว่าทายถูกรึเปล่าครับ

เอาล่ะ ได้เวลาเข้าเรื่องแล้วครับ เรามาทำความรู้จักกับทศชาติชาดกทั้ง 3 เรื่องนี้กันครับผม

‘จันทกุมารชาดก’ คือชาดกลำดับที่ 7 ในทศชาติชาดก ซึ่งพระพุทธเจ้าเสวยพระชาติเป็นพระจันทกุมารและทรงบำเพ็ญขันติบารมี คือความอดทนเพื่อบรรลุจุดมุ่งหมายที่ดีงาม พระจันทกุมารเป็นโอรสของพระเจ้าเอกราชแห่งเมืองบุปผวดี (ในที่สุดก็มีเมืองใหม่แล้ว) พระเจ้าเอกราชมีกัณฑหาลพราหมณ์เป็นราชปุโรหิตผู้ทำหน้าที่ตัดสินคดีต่างๆ แต่ราชปุโรหิตคนนี้เป็นคนไม่เที่ยงธรรม ชอบรับสินบน จนเมื่อพระจันทกุมารเจริญวัยจนตัดสินได้อย่างเที่ยงธรรม พระบิดาก็ยกหน้าที่นี้ให้จัดการแทน ทำให้กัณฑหาลพรหมณ์แค้น 

พอสบโอกาส พระเจ้าเอกราชฝันเป็นสวรรค์ชั้นดาวดึงส์และปรารถนาจะไป ราชปุโรหิตจึงหลอกให้พระเจ้าเอกราชบูชายัญด้วยของ 4 หมวด ได้แก่ พระราชบุตรพระราชธิดา พระมเหสี ม้ามงคล และโคอุสุภราช (คือจริงๆ ตั้งใจจะฆ่าพระจันทกุมารคนเดียว แต่ลากคนอื่นมาด้วยเพื่อให้ดูสมเหตุสมผล) พระเจ้าเอกราชเชื่อ แม้จะมีผู้ทัดทานก็ไม่เป็นผล ร้อนถึงพระอินทร์ต้องเสด็จลงมาทำลายพิธี ชาวเมืองที่โกรธแค้นจะเข้ามาทำร้ายพระราชาและราชปุโรหิต แต่พระจันทกุมารห้ามไว้ โดยให้เนรเทศพระบิดาออกจากเมืองและพระองค์ขึ้นครองราชย์แทนด้วยความชอบธรรม พร้อมกับปรนนิบัติพระบิดาในเวลาเดียวกัน

และเป็นที่แน่นอนว่า ฉากที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของชาดกเรื่องนี้ ก็คือชาดกที่พระอินทร์เสด็จลงมาพร้อมกับค้อนที่ลุกไหม้ราวกับเทพเจ้าธอร์แล้วทำลายพิธีบูชายัญของกัณฑหาลพราหมณ์ โดยพระอินทร์เหาะลงมาหักฉัตรในพิธี พร้อมกับความวุ่นวายที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะการสหบาทาของชาวเมืองใส่กัณฑหาลพราหมณ์ ส่วนฉากอื่น ต้องบอกว่า เนื่องจากฉากทำลายพิธีเป็นฉากใหญ่มาก ทำให้ผนังมักจะไม่ค่อยเหลือที่ไว้เขียนฉากอื่น แต่ก็พอจะมีฉากอื่นอยู่บ้าง เช่น ฉากที่กัณฑหาลพราหมณ์ไปยุยงเป่าหูให้พระเจ้าเอกราชประกอบพิธีบูชายัญ

เกร็ดที่น่าสนใจของพระชาติที่ 7 8 9 ใน ทศชาติชาดก บนวัดทั่วไทย, จิตรกรรมฝาผนัง
วัดสุวรรณาราม กรุงเทพมหานคร
เกร็ดที่น่าสนใจของพระชาติที่ 7 8 9 ใน ทศชาติชาดก บนวัดทั่วไทย, จิตรกรรมฝาผนัง
วัดวิเศษไชยชาญ จังหวัดอ่างทอง
เกร็ดที่น่าสนใจของพระชาติที่ 7 8 9 ใน ทศชาติชาดก บนวัดทั่วไทย, จิตรกรรมฝาผนัง
วัดใหญ่อินทาราม จังหวัดชลบุรี

ลำดับที่ 8 ในทศชาติชาดกก็คือ ‘นารทชาดก’ และนี่คือชาดกเรื่องที่ 2 ที่พระพุทธเจ้าไม่ได้เสวยพระชาติเป็นมนุษย์ ในชาดกเรื่องนี้พระพุทธเจ้าเสวยพระชาติเป็นมหาพรหมนามนารทะ ทรงบำเพ็ญอุเบกขาบารมี คือความวางเฉย ไม่ยินดียินร้าย วางใจเป็นกลาง และยังเป็นชาดกที่พระพุทธเจ้ามีบทน้อยกว่าทศชาติชาดกเรื่องอื่น เพราะกว่าจะปรากฏตัวก็กลางเรื่องแล้ว

ในกาลหนึ่ง พระเจ้าอังคติราชครองเมืองมิถิลา (เมืองมิถิลากลับมาแล้ว) พระองค์ทรงมีพระธิดาองค์หนึ่งนามรุจาราชธิดา พระองค์ทรงครองเมืองด้วยทศพิธราชธรรม จนกระทั่งได้ไปฟังคำสอนของคุณาชีวกว่าบาปบุญนั้นไม่มีจริง หลังจากนั้น พระเจ้าอังคติราชก็เปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ ละเว้นราชกิจทั้งหมด แม้พระนางธิดาจะทัดทานก็ไม่ทรงฟัง นางรุจาราชกุมารีจึงทรงอธิษฐานให้เทพมาโปรดพระบิดา นารทะพรหมจึงเสด็จลงมาช่วยโดยแปลงเป็นนักบวชหาบสาแหรกทองคำมาสู่ปราสาทของพระเจ้าอังคติราช แสดงธรรมและบอกถึงความน่ากลัวของนรกภูมิ ทำให้พระราชาเมืองมิถิลาละมิจฉาทิฐิและกลับไปประพฤติตนตามเดิม พระนารทะพรหมจึงเสด็จกลับพรหมโลกตามเดิม

สำหรับชาดกเรื่องนี้ ฉากที่สำคัญที่สุดคงจะต้องเป็นฉากที่พระนารทะพรหมเสด็จลงมาพร้อมกับสาแหรกทองคำยมายังปราสาทพระเจ้าอังคติราช โดยการเหาะลงมามีทั้งที่มาในรูปของพรหม 4 หน้าอย่างที่เราคุ้นเคยกันและพรหมหน้าเดียว เพราะจริงๆ แล้ว ‘พรหม’ มีเพียงหน้าเดียวเท่านั้น แต่เกิดความสับสนกับ ‘พระพรหม’ เทพเจ้าในศาสนาพราหมณ์ฮินดู ทำให้พรหมในงานศิลปกรรมไทยหลายครั้งทำเป็น 4 หน้าครับ 

และอีกหนึ่งฉากสำคัญที่พบบ่อย ก็คือการสนทนาระหว่างพระเจ้าอังคติราชและคุณาชีวก ที่เป็นเหตุให้พระพรหมนารทะต้องเสด็จลงมา โดยช่างอาจจะวาดขบวนเสด็จของพระเจ้าอังคติราชควบคู่กันไปด้วย นอกจากนี้ก็จะมีฉากอื่นๆ อย่างการโปรยทานที่เราจะเห็นว่า วิธีการที่ชาวบ้านรับของในการโปรยทานนั้น แทบไม่ต่างอะไรกับในปัจจุบันเลย 

เกร็ดที่น่าสนใจของพระชาติที่ 7 8 9 ใน ทศชาติชาดก บนวัดทั่วไทย, จิตรกรรมฝาผนัง
วัดคงคาราม จังหวัดราชบุรี
เกร็ดที่น่าสนใจของพระชาติที่ 7 8 9 ใน ทศชาติชาดก บนวัดทั่วไทย, จิตรกรรมฝาผนัง
วัดช่องนนทรี กรุงเทพมหานคร
เกร็ดที่น่าสนใจของพระชาติที่ 7 8 9 ใน ทศชาติชาดก บนวัดทั่วไทย, จิตรกรรมฝาผนัง
วัดไพชยนต์พลเสพย์ จังหวัดสมุทรปราการ
เกร็ดที่น่าสนใจของพระชาติที่ 7 8 9 ใน ทศชาติชาดก บนวัดทั่วไทย, จิตรกรรมฝาผนัง
เกร็ดที่น่าสนใจของพระชาติที่ 7 8 9 ใน ทศชาติชาดก บนวัดทั่วไทย, จิตรกรรมฝาผนัง
วัดสุวรรณดาราราม จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

และลำดับที่ 9 ก็คือ ‘วิธุรชาดก’ หนึ่งในชาดกที่ชื่อสั้นสุดอีกเรื่องหนึ่ง ในพระชาตินี้ พระพุทธเจ้าเสวยพระชาติเป็นวิธุรบัณฑิต บัณฑิตในราชสำนักของพระเจ้าธนัญชัยโกรพยะแห่งเมืองอินทปัตที่เคยแสดงธรรมแก่พระอินทร์ พญาครุฑ และพญานาค จนได้รับการชื่นชมอย่างมาก นางวิมาลา มเหสีของพญานาคอยากฟังแต่ไม่กล้าบอกตรงๆ จึงแสร้งว่าป่วยและบอกว่าอยากได้หัวใจของวิธุระ 

นางอิรันทตีผู้เป็นธิดาจึงป่าวประกาศว่าใครที่นำหัวใจของวิธุระมาได้จะยอมแต่งงานด้วย ปุณณกยักษ์จึงอาสาและท้าพนันสกากับพระเจ้าธนัญชัยโกรพยะ เมื่อปุณณกยักษ์ชนะจึงทูลขอวิธุรบัณฑิต พระองค์ก็ต้องยอมยกให้ วิธุระพร้อมไปแต่ขอไปลาครอบครัวก่อน จึงให้ปุณณกยักษ์พาตัวไป ระหว่างทางปุณณกยักษ์ทำทุกวิถีทางเพื่อฆ่าวิธุระแต่ก็ไม่เป็นผล สุดท้ายพอได้ฟังธรรมของวิธุรบัณฑิตก็ได้สติจะพากลับเมือง แต่วิธุระกลับให้ปุณณกยักษ์พาไปหานางวิมาลาเพื่อแสดงธรรมให้นางฟัง นางจึงเฉลยว่า ที่แท้ ‘หัวใจ’ ก็คือ ‘ปัญญาของบัณฑิต’ นั่นเอง จากนั้นก็ยกนางอิรันทตีให้ปุณณกยักษ์ตามสัญญา ส่วนปุณณกยักษ์ก็พาวิธุรบัณฑิตกลับราชสำนักเมืองอินทปัต

วิธุรชาดกถือเป็นชาดกอีกเรื่องที่มีความหลากหลายของฉากที่เขียนมาก โดยฉากสำคัญที่มักจะเขียน คือฉากความพยายามของปุณณกยักษ์ในการสังหารวิธุระด้วยวิธีการต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นขี่ม้าวิเศษฝ่าพายุ ฝ่าปาเขา ฝ่าภูเขา หรือฟาดกับภูเขา เหวี่ยงเต็มแรง ฟาดด้วยอาวุธ นอกจากนี้ก็ยังมีฉากสำคัญอื่นๆ ของเรื่องที่ช่างจะเลือกมาเขียน เช่น ปุณณยักษ์เกี้ยวนางอิรันทตี ปุณณยักษ์พนันสกากับพระเจ้าธนัญชัยโกรพยะภายในปราสาท วิธุระร่ำลาครอบครัว หรือวิธุรบัณฑิตแสดงธรรมแก่ปุณณกยักษ์ โดยฉากไหนจะถูกนำมาเขียนก็สุดแท้แต่ช่างโบราณจะเลือก

เกร็ดที่น่าสนใจของพระชาติที่ 7 8 9 ใน ทศชาติชาดก บนวัดทั่วไทย, จิตรกรรมฝาผนัง
วัดคงคาราม จังหวัดราชบุรี
เกร็ดที่น่าสนใจของพระชาติที่ 7 8 9 ใน ทศชาติชาดก บนวัดทั่วไทย, จิตรกรรมฝาผนัง
วัดหน้าพระธาตุ จังหวัดนครราชสีมา
เกร็ดที่น่าสนใจของพระชาติที่ 7 8 9 ใน ทศชาติชาดก บนวัดทั่วไทย, จิตรกรรมฝาผนัง
วัดคงคาราม จังหวัดราชบุรี
เกร็ดที่น่าสนใจของพระชาติที่ 7 8 9 ใน ทศชาติชาดก บนวัดทั่วไทย, จิตรกรรมฝาผนัง
วัดบวกครกหลวง จังหวัดเชียงใหม่
เกร็ดที่น่าสนใจของพระชาติที่ 7 8 9 ใน ทศชาติชาดก บนวัดทั่วไทย, จิตรกรรมฝาผนัง
วัดบางยี่ขัน กรุงเทพมหานคร

เราผ่านทศชาติชาดกมาแล้ว 9 เรื่อง เหลืออีกเพียงเรื่องเดียวเท่านั้น และผมเชื่อว่าหลายๆ ท่านน่าจะพอเดาได้ว่าผมจะต้องเอาเรื่องนี้มาปิด นั่นก็คือ ‘เวสสันดรชาดก’ ชาดกที่เป็นที่รู้จักมากที่สุดในประเทศไทยและพบในงานจิตรกรรมไทยมากที่สุดด้วยเช่นกัน ดังนั้น สำหรับตอนถัดไปที่จะเป็นตอนสุดท้ายของวิชานี้ เราจะมาทำความรู้จักกับเวสสันดาชาดกกันในมุมของงานศิลปะครับผม


เกร็ดแถมท้าย

  1. สำหรับใครอยากรู้เรื่องราวของทศชาติชาดกเวอร์ชันหนังสือพร้อมภาพประกอบ ผมขอแนะนำหนังสือ 3 เล่มเดิมครับ ความเข้าใจในจิตรกรรมไทยประเพณี ของ เนื้ออ่อน ขรัวทองเขียว หนังสือชุด ทศชาติกับจิตรกรรมฝาผนัง ของ นิดดา หงส์วิวัฒน์ แล่วก็หนังสือชุด ท่องทศชาติผ่านจิตรกรรม ของ อู่ทอง ประศาสน์วินิจฉัย
  2. สำหรับใครที่เพิ่งมาอ่านบทความนี้หรือลืมชาดกเรื่องก่อนๆ ที่ผมเล่าให้ฟัง หรืออยากกลับไปอ่านใหม่ เชิญอ่านในตอนก่อนๆ ในซีรีส์ ชาดก 101 และ ชาดก 102 ได้เลยครับผม
  3. และสำหรับใครที่อยากดูแบบรายการเกมโชว์ที่มีภาพประกอบอื่นๆ หรือเรื่องราวอื่นก็ขอแนะนำรายการ แฟนพันธุ์แท้ ตอนทศชาติชาดก หาชมได้ YouTube ครับผม
  4. สำหรับใครที่สงสัยว่าทำไมวัดที่ผมเลือกมาดูซ้ำๆ กัน ส่วนหนึ่งเพราะผมพยายามเลือกรูปที่สวย น่าสนใจ และบอกเล่าฉากนั้นได้ชัดเจนที่สุด แต่อีกส่วนหนึ่งก็เพราะทศชาติชาดกเรื่องอื่นไม่ค่อยเป็นที่นิยมนอกภาคกลางเท่าไหร่ วัดก็เลยซ้ำกันสักหน่อยครับ

Writer & Photographer

ธนภัทร์ ลิ้มหัสนัยกุล

ต้า วัดไทย เด็กประวัติศาสตร์ศิลปะผู้ดูวัดมาแล้วกว่าพันวัดแม้จะยังไม่ครบทุกจังหวัด ชื่นชอบในความงามของศิลปะทั้งไทยและเทศรวมถึงเรื่องราวของสถานที่นั้นๆ ปัจจุบันยังคงออกเที่ยวชมวัดทุกศาสนารวมถึงวังต่างๆ อย่างต่อเนื่องพร้อมกับนำเรื่องราวมาเผยแพร่บน Facebook อยู่เป็นระยะๆ

ตามปกติแล้วเวลาที่มีภาพเล่าเรื่องเกี่ยวกับชาดกเนื่องในพระพุทธศาสนาตามวัดวาอารามต่าง ๆ ในบ้านเรานั้น ถ้าไม่ใช่ เวสสันดรชาดก ชาดกยอดฮิตอันดับ 1 ก็จะเป็นซีรีส์ 10 เรื่องอย่าง ทศชาติชาดก แต่การที่คนคนหนึ่งจะตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าได้นั้น การบำเพ็ญบารมีเพียง 10 ชาติไม่พอแน่นอน ต้องบำเพ็ญบารมีอย่างยาวนานยิ่งกว่านั้นเป็นจำนวนมากกว่า 500 ชาติ แต่อาจเพราะปัญหาเรื่องของพื้นที่ทำให้ไม่ค่อยมีที่ไหนที่เขียนชาดกเยอะถึงขั้นนั้น แต่เหตุผลเหล่านั้นใช้ไม่ได้กับวัดเครือวัลย์ครับ

วัดเครือวัลย์ : พระอารามแห่งตระกูลบุญยรัตพันธ์

วัดเครือวัลย์แห่งนี้สร้างในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 ผู้สร้างคือ เจ้าพระยาอภัยภูธร (น้อย บุณยรัตพันธุ์) พร้อมด้วยพระธิดาคือ เจ้าจอมเครือวัลย์ เจ้าจอมในพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว แต่น่าเสียดายว่าทั้งสองพระองค์ไม่ทันเห็นวัดแห่งนี้สร้างจนเสร็จสมบูรณ์ โดยในหลวง ร.3 ทรงรับเป็นผู้อุปการะโปรดเกล้าฯ ให้ดำเนินการสร้างวัดแห่งนี้ต่อจนแล้วเสร็จ ตามความในพระราชพงศาวดาร รัชกาลที่ 3 ว่า

“…ในคลองมอญวัด 1 เจ้าจอมเครือวัลย์บุตรี เจ้าพระยาอภัยภูธรสร้างใหม่ การยังไม่แล้ว ก็ถึงแก่กรรมเสีย จึงโปรดให้ทำต่อไป วัดนั้นแล้วพระราชทานชื่อวัดเครือวัลย์วรวิหาร…”

โดยเหตุที่ได้ชื่อว่า ‘วัดเครือวัลย์’ นี้ก็น่าจะมาจากชื่อของ 1 ในผู้สร้างวัด นั่นก็คือ เจ้าจอมเครือวัลย์นั่นเอง และเนื่องจากผู้สร้างวัดนี้มาจากบรรพบุรุษตระกูลบุณยรัตพันธุ์ วัดเครือวัลย์ในปัจจุบันจึงมีสถานะเป็นวัดประจำตระกูลบุณยรัตพันธุ์ด้วย

วัดเครือวัลย์ : พระอุโบสถที่สถิตแห่งพระยืน

อาคารสำคัญของวัดเครือวัลย์คือพระอุโบสถซึ่งมีสถานะเป็นอาคารประธานของวัด หน้าตาของพระอุโบสถหลังนี้ถือเป็นอาคารแบบมาตรฐานที่พบได้ทั่วไปในกลุ่มวัดที่สร้างสมัยรัชกาลที่ 3 ไม่ว่าจะเป็นรูปทรงที่เป็นอาคารแบบไทยประเพณี หน้าบันตกแต่งด้วยลายดอกไม้พันธุ์พฤกษา เช่นเดียวกับซุ้มประตู ซุ้มหน้าต่างก็เป็นลายพันธุ์พฤกษาเช่นกัน

วัดเครือวัลย์วรวิหาร ที่สุดท้ายที่ยังเหลือภาพฝาผนังพระเจ้า 500 ชาติอายุร้อยปีครบทุกชาติ

แต่ในความธรรมดาภายนอกนั้นเทียบไม่ได้กับความพิเศษที่อยู่ข้างใน เพราะเมื่อเดินผ่านประตูเข้าไป จะพบพระประธานซึ่งแทนที่จะเป็นพระพุทธรูปนั่ง แต่ที่วัดเครือวัลย์แห่งนี้กลับใช้พระพุทธรูปยืนแทน เป็นสิ่งที่หาชมได้ไม่ง่ายนัก เพราะมีวัดเพียงไม่กี่แห่งที่มีพระพุทธรูปยืนเป็นพระประธาน เช่น วัดบวรสถานสุทธาวาส หรือ วัดพระแก้ววังหน้า กรุงเทพฯ หรือ วัดบุญยืน จังหวัดน่าน เป็นต้น แต่ในแง่ของจำนวนเมื่อเทียบกับพระพุทธรูปนั่งแล้ว ก็ยังถือว่าเป็นจำนวนที่น้อยมากอยู่ดี ซึ่งสิ่งนี้หาดูได้ที่วัดเครือวัลย์แห่งนี้

วัดเครือวัลย์วรวิหาร ที่สุดท้ายที่ยังเหลือภาพฝาผนังพระเจ้า 500 ชาติอายุร้อยปีครบทุกชาติ

วัดเครือวัลย์ : พระเจ้า 538 ชาติในวัดเดียว

สิ่งที่ทำให้พระอุโบสถหลังนี้พิเศษยิ่งกว่าการมีพระประธานเป็นพระยืน คือ จิตรกรรมฝาผนังพระอุโบสถหลังนี้ ซึ่งเขียนบนผนังทั้ง 4 ด้าน เป็นเรื่องของชาดกอันเป็นอดีตของพระพุทธเจ้า เขียนลงในช่องสี่เหลี่ยมเล็กจำนวนมากจนเต็มพื้นที่ผนัง มีมากถึง 538 ช่อง แต่ละช่องเขียนชาดก 1 เรื่อง พร้อมกับชื่อชาดกกำกับเอาไว้บริเวณใต้ภาพ นั่นหมายความว่า จำนวนชาดกที่เขียนที่วัดเครือวัลย์แห่งนี้มีมากถึง 538 เรื่อง ทำให้จิตรกรรมฝาผนังที่นี่แตกต่างจากจิตรกรรมฝาผนังที่เขียนมาในอดีต เพราะแม้จะเคยมีการเขียนจิตรกรรมหรือเล่าเรื่องชาดกในช่องสี่เหลี่ยม เช่นภายในกรุพระปรางค์ วัดราชบูรณะ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา หรือภายในอุโมงค์วัดศรีชุม แต่ในแง่ของจำนวน ไม่มีที่ไหนเลยที่จะมากเท่าที่วัดเครือวัลย์แห่งนี้

วัดเครือวัลย์วรวิหาร ที่สุดท้ายที่ยังเหลือภาพฝาผนังพระเจ้า 500 ชาติอายุร้อยปีครบทุกชาติ
วัดเครือวัลย์วรวิหาร ที่สุดท้ายที่ยังเหลือภาพฝาผนังพระเจ้า 500 ชาติอายุร้อยปีครบทุกชาติ

ที่สำคัญ มูลเหตุเขียนภาพชาดกจำนวนมากที่วัดเครือวัลย์แห่งนี้ยังเป็นพระราชประสงค์ของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวอีกด้วย ยืนยันด้วยข้อความจาก กลอนเพลงยาวสรรเสริญพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งแต่งขึ้นโดยหมื่นพรหมสมพัตสร หรือ นายมี มหาดเล็ก ผู้เคยเป็นช่างเขียนภาพ ภูริทัตชาดก ภายในพระอุโบสถ วัดอรุณราชวราราม จึงอาจได้ข้อมูลเบื้องลึกเบื้องหลังมาและได้นำมาเล่าเอาไว้ โดยมีเนื้อความดังนี้

“วัดทั้งหลายคล้ายกันเป็นอันมาก

ไม่หนีจากอย่างเก่าเป็นอวสาน

แต่วัดเครือวัลย์ใหม่อำไพพาน

หนีบุราณแปลกเพื่อนไม่เหมือนใคร

เขียนชาดกยกเรื่องโพธิสัตว์

ทอดประทัดตีตารางสว่างไสว

เป็นห้องห้องช่องละชาติออกดาษไป

นับชาติได้ห้าร้อยสิบชาติตรา

ด้วยทรงพระศรัทธาเมตตาช่าง

ให้สินจ้างช่องละบาทปรารถนา

ด้วยบุญญาอานิสงส์ทรงศรัทธา

ไม่ต้องหาช่างเขียนเวียนมาเอง

เนื้อความในกลอนเพลงยาวฯ นี้ให้รายละเอียดไว้เยอะและละเอียดจริง ๆ เห็นไหมครับ ไม่ว่าจะเนื้อหาที่เขียน รวมถึงความแปลกแตกต่างที่ไม่เหมือนใครของจิตรกรรมที่นี่ รวมถึงราคาค่าจ้างในการเขียนซึ่งอยู่ที่ 1 บาทต่อ 1 ช่อง ซึ่งอาจฟังดูเป็นเงินจำนวนน้อย แต่อย่าลืมนะครับว่า เรากำลังพูดถึงเงิน 1 บาทเมื่อราวร้อยปีก่อน ซึ่งมูลค่ามันย่อมจะสูงกว่า 1 บาทในปัจจุบันมากโขทีเดียว

แต่ก็มีจุดที่ชวนให้ตั้งคำถามอยู่ 1 จุด เพราะในกลอนเพลงยาวฯ นี้ระบุว่ามีชาดกอยู่ทั้งสิ้น 510 ชาติ แต่ไม่ว่าจะนับยังไง จิตรกรรมฝาผนังที่วัดเครือวัลย์ก็มี 538 ช่อง มากกว่าที่ระบุไว้ถึง 28 ชาติ ซึ่งเหตุผลที่จำนวนออกมาไม่ตรงกันนั้นน่าจะเกิดจากผู้เขียน คือนายมี มหาดเล็กเองที่อยากทำให้คำประพันธ์ของตัวเองตรงตามฉันทลักษณ์ เพราะถ้าเขียนคำว่า ‘ห้าร้อยสามสิบแปด’ แทน ‘ห้าร้อยสิบ’ มันจะเกินแน่นอนหรืออาจจะฟังดูแหม่ง ๆ และอาจต้องการแค่บอกว่าชาดกที่เขียนเอาไว้ที่นี่มีจำนวนเยอะมาก โดยไม่ได้สนใจว่าจะต้องเขียนให้ตรงกันก็เป็นได้ ก็เลยเลือกใส่จำนวนที่ดูแล้วเข้ากับฉันทลักษณ์ที่สุดแทนที่จำนวนแท้จริง

นอกจากนี้ เรายังรู้เรื่องของจิตรกรรมฝาผนังที่วัดเครือวัลย์อีกเรื่องหนึ่งจากผลงานชิ้นนี้ของนายมี มหาดเล็ก นั่นก็คือช่วงเวลาที่เขียนจิตรกรรมฝาผนังที่วัดแห่งนี้น่าจะอยู่ระหว่าง พ.ศ. 2367 – 2376 เพราะ พ.ศ. 2367 เป็นปีที่พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวขึ้นครองราชย์ ส่วน พ.ศ. 2376 เป็นปีที่นายมี มหาดเล็ก ได้ทูลเกล้าฯ ถวายกลอนเพลงยาวฯ นี้แด่ในหลวง ร.3 นั่นเอง ดังนั้น จิตรกรรมฝาผนังที่วัดเครือวัลย์ก็คงจะเขียนในช่วงระหว่างปีนี้นี่แหละ แต่จะเป็นปีไหนแบบชี้ชัดคงบอกไม่ได้

ใช่ว่าที่วัดเครือวัลย์จะเป็นแห่งเดียวที่เขียนจิตรกรรมเรื่องชาดกจำนวนมากขนาดนี้ ในสมัยรัชกาลที่ 3 เคยมีอีกวัดหนึ่งที่เขียนเรื่องชาดกจำนวนมากแบบนี้เช่นกัน นั่นก็คือ วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม หรือ วัดโพธิ์ ท่าเตียนนั่นเอง แต่ตำแหน่งการเขียนจะต่างจากที่นี่ เพราะที่วัดโพธิ์นั้น เรื่องชาดกเหล่านี้จะเขียนเอาไว้บนคอสองของศาลารายจำนวน 16 หลัง มีจารึกกำกับระบุลำดับของชาดกและเรื่องของชาดกเอาไว้ด้วย แถมจำนวนของที่วัดโพธิ์ยังมากกว่าที่วัดเครือวัลย์อีกต่างหาก เพราะมีถึง 547 เรื่อง

แต่จิตรกรรมบนคอสองศาลาที่วัดพระเชตุพนฯ น่าจะเขียนหลังจากวัดเครือวัลย์เพราะการปฏิสังขรณ์วัดพระเชตุพนฯ เกิดขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2378 ที่สำคัญ ภายในจารึกภายในศาลารายแห่งที่ 3 และที่ศาลาหน้าพระมหาเจดีย์ด้านทิศใต้ยังระบุว่ามีช่างเขียนที่เป็นพระจากวัดเครือวัลย์ร่วมอยู่ด้วย ซึ่งช่างพระจากวัดเครือวัลย์เหล่านี้อาจนำเอาความรู้จากจิตรกรรมที่วัดของตัวเองมาใช้ที่วัดพระเชตุพนฯ แห่งนี้ด้วยก็เป็นได้

นอกจากบนผนังแล้ว ยังมีจิตรกรรมบนบานประตูและหน้าต่างด้วย ซึ่งแม้ตำแหน่งต่างกัน หน้าที่ต่างกัน แต่ใช้ภาพในแนวทางเดียวกัน คือ ภาพฉัตรบนพื้นสีแดงล้อมรอบด้วยลายพันธุ์พฤกษา โดยความแตกต่างระหว่างภาพบนบานประตูและหน้าต่างมีอยู่ 2 จุด จุดแรกคือถ้าเป็นภาพบนบานประตูจะมีทหารถือฉัตร ส่วนบนบานหน้าต่างไม่มี อีกจุดหนึ่งคือจำนวนชั้นของฉัตร เพราะบนบานประตูจะเป็นฉัตร 5 ชั้น ส่วนบนบานหน้าต่างเป็นฉัตร 7 ชั้น

วัดเครือวัลย์วรวิหาร ที่สุดท้ายที่ยังเหลือภาพฝาผนังพระเจ้า 500 ชาติอายุร้อยปีครบทุกชาติ
วัดเครือวัลย์วรวิหาร ที่สุดท้ายที่ยังเหลือภาพฝาผนังพระเจ้า 500 ชาติอายุร้อยปีครบทุกชาติ

วัดเครือวัลย์ : พระเจดีย์ทั้ง 3

ระหว่างพระอุโบสถและพระวิหารมีเจดีย์อยู่ 3 องค์ ซึ่งแม้ตัวเลข 3 จะเป็นตัวเลขสำคัญในทางพุทธศาสนา ไม่ว่าจะเป็นพระรัตนตรัยที่ประกอบด้วยพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ หรือญาณ 3 ซึ่งมีสัจจญาณ กิจจญาณ และกดญาณ แต่เจดีย์ที่วัดเครือวัลย์นี้ไม่มีความเกี่ยวข้องใด ๆ กับตัวเลขเหล่านี้ เพราะเจดีย์ทั้ง 3 องค์นี้สร้างขึ้นไม่พร้อมกัน

วัดเครือวัลย์วรวิหาร ที่สุดท้ายที่ยังเหลือภาพฝาผนังพระเจ้า 500 ชาติอายุร้อยปีครบทุกชาติ

ถ้าสังเกตดี ๆ จะเห็นว่าแม้เจดีย์ 3 องค์จะมีรูปทรงเดียวกัน คือ เจดีย์ทรงระฆัง แต่ทั้ง 3 องค์แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม โดยเจดีย์ที่สร้างขึ้นมาพร้อมกับวัดเป็นเจดีย์ 2 องค์ที่ตั้งอยู่บนฐานเดียวกัน สร้างขึ้นโดยพระยาภูธราภัย (นุช บุณยรัตพันธุ์) บุตรของเจ้าพระยาอภัยภูธร (น้อย บุณยรัตพันธุ์) ผู้สร้างวัด ซึ่งปัจจุบันเป็นที่บรรจุอัฐิของคนในตระกูลบุณยรัตพันธุ์ ส่วนเจดีย์อีกองค์หนึ่งนั้นตั้งบนฐานที่แยกไว้ต่างหากนั้นสร้างขึ้นโดยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ซึ่งภายในองค์เจดีย์มีพระบรมสารีริกธาตุบรรจุเอาไว้ด้วย โดยวิธีสังเกตอีกจุดหนึ่ง คือ เจดีย์คู่ที่สร้างขึ้นโดยพระยาภูธราภัยมีปล้องไฉนเป็นสีทอง ส่วนเจดีย์ที่สร้างขึ้นโดยในหลวง ร.4 มีปล้องไฉนเป็นสีขาว

แต่ถึงแม้ผู้ที่สร้างเจดีย์ทั้ง 3 องค์นั้นจะไม่ใช่คนเดียวกันทั้งหมด แต่เจดีย์ทั้ง 3 องค์ก็เป็นเครื่องยืนยันว่า ถึงแม้ตามประวัติวัดจะกล่าวว่าวัดเครือวัลย์แห่งนี้สร้างเสร็จในสมัยรัชกาลที่ 3 แต่กว่าที่วัดนี้จะสร้างเสร็จอย่างสมบูรณ์อย่างที่เห็นในปัจจุบันนั้นก็กินเวลามาจนถึงสมัยรัชกาลที่ 4 เพราะแม้ว่าเจดีย์ทรงระฆังจะเป็นเจดีย์ที่มีมานานแล้วตั้งแต่ในอดีต แต่เจดีย์ทรงระฆังนั้นได้เสื่อมความนิยมลงตั้งแต่ในสมัยอยุธยาตอนปลายลง ก่อนจะผงาดแซงหน้าเจดีย์ทรงอื่น ๆ อีกครั้งในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว สังเกตได้จากเจดีย์สำคัญในรัชกาลนี้ล้วนแล้วแต่เป็นเจดีย์ทรงระฆังทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นวัดราชประดิษฐ์สถิตมหาสีมาราม วัดบรมนิวาส เป็นต้น

วัดเครือวัลย์ : ความพิเศษไม่ซ้ำใครที่ไม่ได้อยู่ในวัดใหญ่

ถึงแม้ภายในพระอารามหลวงหรือวัดที่สร้างขึ้นหรืออุปถัมภ์โดยพระมหากษัตริย์มักจะมีความอลังการในทางสถาปัตยกรรม ประติมากรรม งานประดับตกแต่ง รวมถึงความพิเศษบางอย่างก็จะเป็นสิ่งที่พบได้ภายในวัดระดับนี้ในง่ายกว่าวัดราษฎร์หรือวัดสร้างขึ้นโดยขุนนาง แต่ก็ใช่ว่าวัดในระดับที่รองลงจะไม่มีความพิเศษหรือลักษณะเฉพาะตัว อย่างวัดเครือวัลย์ก็ยังมีพระประธานเป็นพระยืน รวมไปถึงจิตรกรรมฝาผนังที่มีความพิเศษชนิดที่หาชมที่ไหนไม่ได้แบบนี้ ดังนั้น อย่าละเลยวัดเล็ก อย่าเมินวัดรอง เพราะบางทีของดีของเด็ดอาจจะแบบซ่อนอยู่ในแบบนี้ก็เป็นได้

เกร็ดแถมท้าย

1. วัดเครือวัลย์เป็นวัดที่คนส่วนใหญ่รู้จักในฐานะของฌาปนสถานกองทัพเรือ และยังวัดที่เดินทางมาชมไม่ยาก จะนั่งรถส่วนตัวหรือนั่งรถเมล์สาย 57 หรือ 208 ก็ได้ นั่งรถกระป๋องมาก็ได้เช่นกัน แต่ตามปกติแล้วพระอุโบสถของวัดเครือวัลย์ไม่ได้เปิด หากสนใจเข้าชม อาจต้องรอจังหวะที่พระทำวัตรเช้าเย็น หรืออาจลองขออนุญาตพระที่วัดดูได้ครับ

2. ใกล้วัดเครือวัลย์ยังมีอีกหลายวัดที่น่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็นวัดอรุณราชวราราม หรือวัดหงส์รัตนาราม ซึ่งเป็นที่เป็นที่รู้จักในหมู่นักท่องเที่ยวพอสมควร หรือวัดที่อาจไม่เป็นที่รู้จักแต่น่าชม เช่น วัดโมลีโลกยาราม วัดนาคกลาง หรือแม้แต่วัดวงศ์มูลวิหารภายในกรมอู่ทหารเรือก็อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลจากวัดเครือวัลย์แห่งนี้เช่นกัน

3. ถึงแม้ผมจะบอกว่าภาพเล่าเรื่องชาดก 547 เรื่องจะมีอยู่ภายในศาลารายทั้ง 16 แห่งที่วัดพระเชตุพนฯ แต่ปัจจุบันมีศาลารายเพียง 8 แห่งเท่านั้นที่เหลือรอดมาจนถึงปัจจุบัน แถมบางส่วนยังดัดแปลงเป็นอาคารประกอบกิจกรรมอื่น ๆ เช่น อาคารเรียนของโรงเรียนวัดพระเชตุพนฯ เป็นต้น ดังนั้น เราจึงชมภาพชาดกทั้งหมดแบบครบถ้วนไม่ได้อีกแล้ว

4. ส่วนใครที่สนใจเรื่องชาดก ผมเคยมีซีรีส์เล็ก ๆ ที่เล่าถึงทศชาติชาดกเอาไว้ใน The Cloud จำนวน 4 ตอน ไปอ่านได้เลยครับผม

Writer & Photographer

ธนภัทร์ ลิ้มหัสนัยกุล

ต้า วัดไทย เด็กประวัติศาสตร์ศิลปะผู้ดูวัดมาแล้วกว่าพันวัดแม้จะยังไม่ครบทุกจังหวัด ชื่นชอบในความงามของศิลปะทั้งไทยและเทศรวมถึงเรื่องราวของสถานที่นั้นๆ ปัจจุบันยังคงออกเที่ยวชมวัดทุกศาสนารวมถึงวังต่างๆ อย่างต่อเนื่องพร้อมกับนำเรื่องราวมาเผยแพร่บน Facebook อยู่เป็นระยะๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load