มาถึงตอนที่ 3 กันแล้วนะครับ เรามากันเกินครึ่งทางไปเรียบร้อย พร้อมกับทศชาดกที่ผมได้นำเสนอไปแล้วทั้งสิ้น 6 เรื่องด้วยกัน และเราจะยังคงไปกันอย่างต่อเนื่องกันชาดกอีก 3 เรื่องนั่นก็คือ ลำดับที่ 7 จันทกุมารชาดก ลำดับที่ 8 นารทชาดก และลำดับที่ 9 วิธุรชาดก 

แต่ก่อนจะไปกันต่อ ขอเล่าเกร็ดเกี่ยวกับชาดกอีกสักเรื่อง เพราะนอกจากชื่อชาดกที่มักสัมพันธ์กับชื่อของพระพุทธเจ้าในชาตินั้นๆ แล้ว ตอนต้นกับตอนจบของชาดกทุกเรื่องจะมีลักษณะร่วมกันอยู่เรื่องหนึ่ง นั่นก็คือ มักจะเปิดด้วยการเกิดเหตุการณ์บางอย่างที่นำไปสู่การเล่าชาดกเรื่องนั้น และปิดด้วยการเฉลยว่า ตัวละครสำคัญใดที่มาเกิดเป็นใครในชาตินี้ เช่น ตัวละครเอกของเรื่องมาเกิดเป็นพระพุทธเจ้า ตัวร้ายของเรื่องมาเกิดเป็นพระเทวทัต บิดามารดาของตัวละครเอกมาเกิดเป็นพระเจ้าสุทโธทนะและพระนางสิริมหามายา เป็นต้น

ดังนั้น ถ้าอยากจะสนุกกับการอ่านชาดก ผมอยากให้ลองเดากันไปด้วยเลยครับว่า ตัวละครไหนน่าจะมาเกิดเป็นใครในสมัยพุทธกาลบ้าง แล้วค่อยไปเช็กคำตอบว่าทายถูกรึเปล่าครับ

เอาล่ะ ได้เวลาเข้าเรื่องแล้วครับ เรามาทำความรู้จักกับทศชาติชาดกทั้ง 3 เรื่องนี้กันครับผม

‘จันทกุมารชาดก’ คือชาดกลำดับที่ 7 ในทศชาติชาดก ซึ่งพระพุทธเจ้าเสวยพระชาติเป็นพระจันทกุมารและทรงบำเพ็ญขันติบารมี คือความอดทนเพื่อบรรลุจุดมุ่งหมายที่ดีงาม พระจันทกุมารเป็นโอรสของพระเจ้าเอกราชแห่งเมืองบุปผวดี (ในที่สุดก็มีเมืองใหม่แล้ว) พระเจ้าเอกราชมีกัณฑหาลพราหมณ์เป็นราชปุโรหิตผู้ทำหน้าที่ตัดสินคดีต่างๆ แต่ราชปุโรหิตคนนี้เป็นคนไม่เที่ยงธรรม ชอบรับสินบน จนเมื่อพระจันทกุมารเจริญวัยจนตัดสินได้อย่างเที่ยงธรรม พระบิดาก็ยกหน้าที่นี้ให้จัดการแทน ทำให้กัณฑหาลพรหมณ์แค้น 

พอสบโอกาส พระเจ้าเอกราชฝันเป็นสวรรค์ชั้นดาวดึงส์และปรารถนาจะไป ราชปุโรหิตจึงหลอกให้พระเจ้าเอกราชบูชายัญด้วยของ 4 หมวด ได้แก่ พระราชบุตรพระราชธิดา พระมเหสี ม้ามงคล และโคอุสุภราช (คือจริงๆ ตั้งใจจะฆ่าพระจันทกุมารคนเดียว แต่ลากคนอื่นมาด้วยเพื่อให้ดูสมเหตุสมผล) พระเจ้าเอกราชเชื่อ แม้จะมีผู้ทัดทานก็ไม่เป็นผล ร้อนถึงพระอินทร์ต้องเสด็จลงมาทำลายพิธี ชาวเมืองที่โกรธแค้นจะเข้ามาทำร้ายพระราชาและราชปุโรหิต แต่พระจันทกุมารห้ามไว้ โดยให้เนรเทศพระบิดาออกจากเมืองและพระองค์ขึ้นครองราชย์แทนด้วยความชอบธรรม พร้อมกับปรนนิบัติพระบิดาในเวลาเดียวกัน

และเป็นที่แน่นอนว่า ฉากที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของชาดกเรื่องนี้ ก็คือชาดกที่พระอินทร์เสด็จลงมาพร้อมกับค้อนที่ลุกไหม้ราวกับเทพเจ้าธอร์แล้วทำลายพิธีบูชายัญของกัณฑหาลพราหมณ์ โดยพระอินทร์เหาะลงมาหักฉัตรในพิธี พร้อมกับความวุ่นวายที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะการสหบาทาของชาวเมืองใส่กัณฑหาลพราหมณ์ ส่วนฉากอื่น ต้องบอกว่า เนื่องจากฉากทำลายพิธีเป็นฉากใหญ่มาก ทำให้ผนังมักจะไม่ค่อยเหลือที่ไว้เขียนฉากอื่น แต่ก็พอจะมีฉากอื่นอยู่บ้าง เช่น ฉากที่กัณฑหาลพราหมณ์ไปยุยงเป่าหูให้พระเจ้าเอกราชประกอบพิธีบูชายัญ

เกร็ดที่น่าสนใจของพระชาติที่ 7 8 9 ใน ทศชาติชาดก บนวัดทั่วไทย, จิตรกรรมฝาผนัง
วัดสุวรรณาราม กรุงเทพมหานคร
เกร็ดที่น่าสนใจของพระชาติที่ 7 8 9 ใน ทศชาติชาดก บนวัดทั่วไทย, จิตรกรรมฝาผนัง
วัดวิเศษไชยชาญ จังหวัดอ่างทอง
เกร็ดที่น่าสนใจของพระชาติที่ 7 8 9 ใน ทศชาติชาดก บนวัดทั่วไทย, จิตรกรรมฝาผนัง
วัดใหญ่อินทาราม จังหวัดชลบุรี

ลำดับที่ 8 ในทศชาติชาดกก็คือ ‘นารทชาดก’ และนี่คือชาดกเรื่องที่ 2 ที่พระพุทธเจ้าไม่ได้เสวยพระชาติเป็นมนุษย์ ในชาดกเรื่องนี้พระพุทธเจ้าเสวยพระชาติเป็นมหาพรหมนามนารทะ ทรงบำเพ็ญอุเบกขาบารมี คือความวางเฉย ไม่ยินดียินร้าย วางใจเป็นกลาง และยังเป็นชาดกที่พระพุทธเจ้ามีบทน้อยกว่าทศชาติชาดกเรื่องอื่น เพราะกว่าจะปรากฏตัวก็กลางเรื่องแล้ว

ในกาลหนึ่ง พระเจ้าอังคติราชครองเมืองมิถิลา (เมืองมิถิลากลับมาแล้ว) พระองค์ทรงมีพระธิดาองค์หนึ่งนามรุจาราชธิดา พระองค์ทรงครองเมืองด้วยทศพิธราชธรรม จนกระทั่งได้ไปฟังคำสอนของคุณาชีวกว่าบาปบุญนั้นไม่มีจริง หลังจากนั้น พระเจ้าอังคติราชก็เปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ ละเว้นราชกิจทั้งหมด แม้พระนางธิดาจะทัดทานก็ไม่ทรงฟัง นางรุจาราชกุมารีจึงทรงอธิษฐานให้เทพมาโปรดพระบิดา นารทะพรหมจึงเสด็จลงมาช่วยโดยแปลงเป็นนักบวชหาบสาแหรกทองคำมาสู่ปราสาทของพระเจ้าอังคติราช แสดงธรรมและบอกถึงความน่ากลัวของนรกภูมิ ทำให้พระราชาเมืองมิถิลาละมิจฉาทิฐิและกลับไปประพฤติตนตามเดิม พระนารทะพรหมจึงเสด็จกลับพรหมโลกตามเดิม

สำหรับชาดกเรื่องนี้ ฉากที่สำคัญที่สุดคงจะต้องเป็นฉากที่พระนารทะพรหมเสด็จลงมาพร้อมกับสาแหรกทองคำยมายังปราสาทพระเจ้าอังคติราช โดยการเหาะลงมามีทั้งที่มาในรูปของพรหม 4 หน้าอย่างที่เราคุ้นเคยกันและพรหมหน้าเดียว เพราะจริงๆ แล้ว ‘พรหม’ มีเพียงหน้าเดียวเท่านั้น แต่เกิดความสับสนกับ ‘พระพรหม’ เทพเจ้าในศาสนาพราหมณ์ฮินดู ทำให้พรหมในงานศิลปกรรมไทยหลายครั้งทำเป็น 4 หน้าครับ 

และอีกหนึ่งฉากสำคัญที่พบบ่อย ก็คือการสนทนาระหว่างพระเจ้าอังคติราชและคุณาชีวก ที่เป็นเหตุให้พระพรหมนารทะต้องเสด็จลงมา โดยช่างอาจจะวาดขบวนเสด็จของพระเจ้าอังคติราชควบคู่กันไปด้วย นอกจากนี้ก็จะมีฉากอื่นๆ อย่างการโปรยทานที่เราจะเห็นว่า วิธีการที่ชาวบ้านรับของในการโปรยทานนั้น แทบไม่ต่างอะไรกับในปัจจุบันเลย 

เกร็ดที่น่าสนใจของพระชาติที่ 7 8 9 ใน ทศชาติชาดก บนวัดทั่วไทย, จิตรกรรมฝาผนัง
วัดคงคาราม จังหวัดราชบุรี
เกร็ดที่น่าสนใจของพระชาติที่ 7 8 9 ใน ทศชาติชาดก บนวัดทั่วไทย, จิตรกรรมฝาผนัง
วัดช่องนนทรี กรุงเทพมหานคร
เกร็ดที่น่าสนใจของพระชาติที่ 7 8 9 ใน ทศชาติชาดก บนวัดทั่วไทย, จิตรกรรมฝาผนัง
วัดไพชยนต์พลเสพย์ จังหวัดสมุทรปราการ
เกร็ดที่น่าสนใจของพระชาติที่ 7 8 9 ใน ทศชาติชาดก บนวัดทั่วไทย, จิตรกรรมฝาผนัง
เกร็ดที่น่าสนใจของพระชาติที่ 7 8 9 ใน ทศชาติชาดก บนวัดทั่วไทย, จิตรกรรมฝาผนัง
วัดสุวรรณดาราราม จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

และลำดับที่ 9 ก็คือ ‘วิธุรชาดก’ หนึ่งในชาดกที่ชื่อสั้นสุดอีกเรื่องหนึ่ง ในพระชาตินี้ พระพุทธเจ้าเสวยพระชาติเป็นวิธุรบัณฑิต บัณฑิตในราชสำนักของพระเจ้าธนัญชัยโกรพยะแห่งเมืองอินทปัตที่เคยแสดงธรรมแก่พระอินทร์ พญาครุฑ และพญานาค จนได้รับการชื่นชมอย่างมาก นางวิมาลา มเหสีของพญานาคอยากฟังแต่ไม่กล้าบอกตรงๆ จึงแสร้งว่าป่วยและบอกว่าอยากได้หัวใจของวิธุระ 

นางอิรันทตีผู้เป็นธิดาจึงป่าวประกาศว่าใครที่นำหัวใจของวิธุระมาได้จะยอมแต่งงานด้วย ปุณณกยักษ์จึงอาสาและท้าพนันสกากับพระเจ้าธนัญชัยโกรพยะ เมื่อปุณณกยักษ์ชนะจึงทูลขอวิธุรบัณฑิต พระองค์ก็ต้องยอมยกให้ วิธุระพร้อมไปแต่ขอไปลาครอบครัวก่อน จึงให้ปุณณกยักษ์พาตัวไป ระหว่างทางปุณณกยักษ์ทำทุกวิถีทางเพื่อฆ่าวิธุระแต่ก็ไม่เป็นผล สุดท้ายพอได้ฟังธรรมของวิธุรบัณฑิตก็ได้สติจะพากลับเมือง แต่วิธุระกลับให้ปุณณกยักษ์พาไปหานางวิมาลาเพื่อแสดงธรรมให้นางฟัง นางจึงเฉลยว่า ที่แท้ ‘หัวใจ’ ก็คือ ‘ปัญญาของบัณฑิต’ นั่นเอง จากนั้นก็ยกนางอิรันทตีให้ปุณณกยักษ์ตามสัญญา ส่วนปุณณกยักษ์ก็พาวิธุรบัณฑิตกลับราชสำนักเมืองอินทปัต

วิธุรชาดกถือเป็นชาดกอีกเรื่องที่มีความหลากหลายของฉากที่เขียนมาก โดยฉากสำคัญที่มักจะเขียน คือฉากความพยายามของปุณณกยักษ์ในการสังหารวิธุระด้วยวิธีการต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นขี่ม้าวิเศษฝ่าพายุ ฝ่าปาเขา ฝ่าภูเขา หรือฟาดกับภูเขา เหวี่ยงเต็มแรง ฟาดด้วยอาวุธ นอกจากนี้ก็ยังมีฉากสำคัญอื่นๆ ของเรื่องที่ช่างจะเลือกมาเขียน เช่น ปุณณยักษ์เกี้ยวนางอิรันทตี ปุณณยักษ์พนันสกากับพระเจ้าธนัญชัยโกรพยะภายในปราสาท วิธุระร่ำลาครอบครัว หรือวิธุรบัณฑิตแสดงธรรมแก่ปุณณกยักษ์ โดยฉากไหนจะถูกนำมาเขียนก็สุดแท้แต่ช่างโบราณจะเลือก

เกร็ดที่น่าสนใจของพระชาติที่ 7 8 9 ใน ทศชาติชาดก บนวัดทั่วไทย, จิตรกรรมฝาผนัง
วัดคงคาราม จังหวัดราชบุรี
เกร็ดที่น่าสนใจของพระชาติที่ 7 8 9 ใน ทศชาติชาดก บนวัดทั่วไทย, จิตรกรรมฝาผนัง
วัดหน้าพระธาตุ จังหวัดนครราชสีมา
เกร็ดที่น่าสนใจของพระชาติที่ 7 8 9 ใน ทศชาติชาดก บนวัดทั่วไทย, จิตรกรรมฝาผนัง
วัดคงคาราม จังหวัดราชบุรี
เกร็ดที่น่าสนใจของพระชาติที่ 7 8 9 ใน ทศชาติชาดก บนวัดทั่วไทย, จิตรกรรมฝาผนัง
วัดบวกครกหลวง จังหวัดเชียงใหม่
เกร็ดที่น่าสนใจของพระชาติที่ 7 8 9 ใน ทศชาติชาดก บนวัดทั่วไทย, จิตรกรรมฝาผนัง
วัดบางยี่ขัน กรุงเทพมหานคร

เราผ่านทศชาติชาดกมาแล้ว 9 เรื่อง เหลืออีกเพียงเรื่องเดียวเท่านั้น และผมเชื่อว่าหลายๆ ท่านน่าจะพอเดาได้ว่าผมจะต้องเอาเรื่องนี้มาปิด นั่นก็คือ ‘เวสสันดรชาดก’ ชาดกที่เป็นที่รู้จักมากที่สุดในประเทศไทยและพบในงานจิตรกรรมไทยมากที่สุดด้วยเช่นกัน ดังนั้น สำหรับตอนถัดไปที่จะเป็นตอนสุดท้ายของวิชานี้ เราจะมาทำความรู้จักกับเวสสันดาชาดกกันในมุมของงานศิลปะครับผม


เกร็ดแถมท้าย

  1. สำหรับใครอยากรู้เรื่องราวของทศชาติชาดกเวอร์ชันหนังสือพร้อมภาพประกอบ ผมขอแนะนำหนังสือ 3 เล่มเดิมครับ ความเข้าใจในจิตรกรรมไทยประเพณี ของ เนื้ออ่อน ขรัวทองเขียว หนังสือชุด ทศชาติกับจิตรกรรมฝาผนัง ของ นิดดา หงส์วิวัฒน์ แล่วก็หนังสือชุด ท่องทศชาติผ่านจิตรกรรม ของ อู่ทอง ประศาสน์วินิจฉัย
  2. สำหรับใครที่เพิ่งมาอ่านบทความนี้หรือลืมชาดกเรื่องก่อนๆ ที่ผมเล่าให้ฟัง หรืออยากกลับไปอ่านใหม่ เชิญอ่านในตอนก่อนๆ ในซีรีส์ ชาดก 101 และ ชาดก 102 ได้เลยครับผม
  3. และสำหรับใครที่อยากดูแบบรายการเกมโชว์ที่มีภาพประกอบอื่นๆ หรือเรื่องราวอื่นก็ขอแนะนำรายการ แฟนพันธุ์แท้ ตอนทศชาติชาดก หาชมได้ YouTube ครับผม
  4. สำหรับใครที่สงสัยว่าทำไมวัดที่ผมเลือกมาดูซ้ำๆ กัน ส่วนหนึ่งเพราะผมพยายามเลือกรูปที่สวย น่าสนใจ และบอกเล่าฉากนั้นได้ชัดเจนที่สุด แต่อีกส่วนหนึ่งก็เพราะทศชาติชาดกเรื่องอื่นไม่ค่อยเป็นที่นิยมนอกภาคกลางเท่าไหร่ วัดก็เลยซ้ำกันสักหน่อยครับ

มาถึงตอนที่ 3 กันแล้วนะครับ เรามากันเกินครึ่งทางไปเรียบร้อย พร้อมกับทศชาดกที่ผมได้นำเสนอไปแล้วทั้งสิ้น 6 เรื่องด้วยกัน และเราจะยังคงไปกันอย่างต่อเนื่องกันชาดกอีก 3 เรื่องนั่นก็คือ ลำดับที่ 7 จันทกุมารชาดก ลำดับที่ 8 นารทชาดก และลำดับที่ 9 วิธุรชาดก 

แต่ก่อนจะไปกันต่อ ขอเล่าเกร็ดเกี่ยวกับชาดกอีกสักเรื่อง เพราะนอกจากชื่อชาดกที่มักสัมพันธ์กับชื่อของพระพุทธเจ้าในชาตินั้นๆ แล้ว ตอนต้นกับตอนจบของชาดกทุกเรื่องจะมีลักษณะร่วมกันอยู่เรื่องหนึ่ง นั่นก็คือ มักจะเปิดด้วยการเกิดเหตุการณ์บางอย่างที่นำไปสู่การเล่าชาดกเรื่องนั้น และปิดด้วยการเฉลยว่า ตัวละครสำคัญใดที่มาเกิดเป็นใครในชาตินี้ เช่น ตัวละครเอกของเรื่องมาเกิดเป็นพระพุทธเจ้า ตัวร้ายของเรื่องมาเกิดเป็นพระเทวทัต บิดามารดาของตัวละครเอกมาเกิดเป็นพระเจ้าสุทโธทนะและพระนางสิริมหามายา เป็นต้น

ดังนั้น ถ้าอยากจะสนุกกับการอ่านชาดก ผมอยากให้ลองเดากันไปด้วยเลยครับว่า ตัวละครไหนน่าจะมาเกิดเป็นใครในสมัยพุทธกาลบ้าง แล้วค่อยไปเช็กคำตอบว่าทายถูกรึเปล่าครับ

เอาล่ะ ได้เวลาเข้าเรื่องแล้วครับ เรามาทำความรู้จักกับทศชาติชาดกทั้ง 3 เรื่องนี้กันครับผม

‘จันทกุมารชาดก’ คือชาดกลำดับที่ 7 ในทศชาติชาดก ซึ่งพระพุทธเจ้าเสวยพระชาติเป็นพระจันทกุมารและทรงบำเพ็ญขันติบารมี คือความอดทนเพื่อบรรลุจุดมุ่งหมายที่ดีงาม พระจันทกุมารเป็นโอรสของพระเจ้าเอกราชแห่งเมืองบุปผวดี (ในที่สุดก็มีเมืองใหม่แล้ว) พระเจ้าเอกราชมีกัณฑหาลพราหมณ์เป็นราชปุโรหิตผู้ทำหน้าที่ตัดสินคดีต่างๆ แต่ราชปุโรหิตคนนี้เป็นคนไม่เที่ยงธรรม ชอบรับสินบน จนเมื่อพระจันทกุมารเจริญวัยจนตัดสินได้อย่างเที่ยงธรรม พระบิดาก็ยกหน้าที่นี้ให้จัดการแทน ทำให้กัณฑหาลพรหมณ์แค้น 

พอสบโอกาส พระเจ้าเอกราชฝันเป็นสวรรค์ชั้นดาวดึงส์และปรารถนาจะไป ราชปุโรหิตจึงหลอกให้พระเจ้าเอกราชบูชายัญด้วยของ 4 หมวด ได้แก่ พระราชบุตรพระราชธิดา พระมเหสี ม้ามงคล และโคอุสุภราช (คือจริงๆ ตั้งใจจะฆ่าพระจันทกุมารคนเดียว แต่ลากคนอื่นมาด้วยเพื่อให้ดูสมเหตุสมผล) พระเจ้าเอกราชเชื่อ แม้จะมีผู้ทัดทานก็ไม่เป็นผล ร้อนถึงพระอินทร์ต้องเสด็จลงมาทำลายพิธี ชาวเมืองที่โกรธแค้นจะเข้ามาทำร้ายพระราชาและราชปุโรหิต แต่พระจันทกุมารห้ามไว้ โดยให้เนรเทศพระบิดาออกจากเมืองและพระองค์ขึ้นครองราชย์แทนด้วยความชอบธรรม พร้อมกับปรนนิบัติพระบิดาในเวลาเดียวกัน

และเป็นที่แน่นอนว่า ฉากที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของชาดกเรื่องนี้ ก็คือชาดกที่พระอินทร์เสด็จลงมาพร้อมกับค้อนที่ลุกไหม้ราวกับเทพเจ้าธอร์แล้วทำลายพิธีบูชายัญของกัณฑหาลพราหมณ์ โดยพระอินทร์เหาะลงมาหักฉัตรในพิธี พร้อมกับความวุ่นวายที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะการสหบาทาของชาวเมืองใส่กัณฑหาลพราหมณ์ ส่วนฉากอื่น ต้องบอกว่า เนื่องจากฉากทำลายพิธีเป็นฉากใหญ่มาก ทำให้ผนังมักจะไม่ค่อยเหลือที่ไว้เขียนฉากอื่น แต่ก็พอจะมีฉากอื่นอยู่บ้าง เช่น ฉากที่กัณฑหาลพราหมณ์ไปยุยงเป่าหูให้พระเจ้าเอกราชประกอบพิธีบูชายัญ

เกร็ดที่น่าสนใจของพระชาติที่ 7 8 9 ใน ทศชาติชาดก บนวัดทั่วไทย, จิตรกรรมฝาผนัง
วัดสุวรรณาราม กรุงเทพมหานคร
เกร็ดที่น่าสนใจของพระชาติที่ 7 8 9 ใน ทศชาติชาดก บนวัดทั่วไทย, จิตรกรรมฝาผนัง
วัดวิเศษไชยชาญ จังหวัดอ่างทอง
เกร็ดที่น่าสนใจของพระชาติที่ 7 8 9 ใน ทศชาติชาดก บนวัดทั่วไทย, จิตรกรรมฝาผนัง
วัดใหญ่อินทาราม จังหวัดชลบุรี

ลำดับที่ 8 ในทศชาติชาดกก็คือ ‘นารทชาดก’ และนี่คือชาดกเรื่องที่ 2 ที่พระพุทธเจ้าไม่ได้เสวยพระชาติเป็นมนุษย์ ในชาดกเรื่องนี้พระพุทธเจ้าเสวยพระชาติเป็นมหาพรหมนามนารทะ ทรงบำเพ็ญอุเบกขาบารมี คือความวางเฉย ไม่ยินดียินร้าย วางใจเป็นกลาง และยังเป็นชาดกที่พระพุทธเจ้ามีบทน้อยกว่าทศชาติชาดกเรื่องอื่น เพราะกว่าจะปรากฏตัวก็กลางเรื่องแล้ว

ในกาลหนึ่ง พระเจ้าอังคติราชครองเมืองมิถิลา (เมืองมิถิลากลับมาแล้ว) พระองค์ทรงมีพระธิดาองค์หนึ่งนามรุจาราชธิดา พระองค์ทรงครองเมืองด้วยทศพิธราชธรรม จนกระทั่งได้ไปฟังคำสอนของคุณาชีวกว่าบาปบุญนั้นไม่มีจริง หลังจากนั้น พระเจ้าอังคติราชก็เปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ ละเว้นราชกิจทั้งหมด แม้พระนางธิดาจะทัดทานก็ไม่ทรงฟัง นางรุจาราชกุมารีจึงทรงอธิษฐานให้เทพมาโปรดพระบิดา นารทะพรหมจึงเสด็จลงมาช่วยโดยแปลงเป็นนักบวชหาบสาแหรกทองคำมาสู่ปราสาทของพระเจ้าอังคติราช แสดงธรรมและบอกถึงความน่ากลัวของนรกภูมิ ทำให้พระราชาเมืองมิถิลาละมิจฉาทิฐิและกลับไปประพฤติตนตามเดิม พระนารทะพรหมจึงเสด็จกลับพรหมโลกตามเดิม

สำหรับชาดกเรื่องนี้ ฉากที่สำคัญที่สุดคงจะต้องเป็นฉากที่พระนารทะพรหมเสด็จลงมาพร้อมกับสาแหรกทองคำยมายังปราสาทพระเจ้าอังคติราช โดยการเหาะลงมามีทั้งที่มาในรูปของพรหม 4 หน้าอย่างที่เราคุ้นเคยกันและพรหมหน้าเดียว เพราะจริงๆ แล้ว ‘พรหม’ มีเพียงหน้าเดียวเท่านั้น แต่เกิดความสับสนกับ ‘พระพรหม’ เทพเจ้าในศาสนาพราหมณ์ฮินดู ทำให้พรหมในงานศิลปกรรมไทยหลายครั้งทำเป็น 4 หน้าครับ 

และอีกหนึ่งฉากสำคัญที่พบบ่อย ก็คือการสนทนาระหว่างพระเจ้าอังคติราชและคุณาชีวก ที่เป็นเหตุให้พระพรหมนารทะต้องเสด็จลงมา โดยช่างอาจจะวาดขบวนเสด็จของพระเจ้าอังคติราชควบคู่กันไปด้วย นอกจากนี้ก็จะมีฉากอื่นๆ อย่างการโปรยทานที่เราจะเห็นว่า วิธีการที่ชาวบ้านรับของในการโปรยทานนั้น แทบไม่ต่างอะไรกับในปัจจุบันเลย 

เกร็ดที่น่าสนใจของพระชาติที่ 7 8 9 ใน ทศชาติชาดก บนวัดทั่วไทย, จิตรกรรมฝาผนัง
วัดคงคาราม จังหวัดราชบุรี
เกร็ดที่น่าสนใจของพระชาติที่ 7 8 9 ใน ทศชาติชาดก บนวัดทั่วไทย, จิตรกรรมฝาผนัง
วัดช่องนนทรี กรุงเทพมหานคร
เกร็ดที่น่าสนใจของพระชาติที่ 7 8 9 ใน ทศชาติชาดก บนวัดทั่วไทย, จิตรกรรมฝาผนัง
วัดไพชยนต์พลเสพย์ จังหวัดสมุทรปราการ
เกร็ดที่น่าสนใจของพระชาติที่ 7 8 9 ใน ทศชาติชาดก บนวัดทั่วไทย, จิตรกรรมฝาผนัง
เกร็ดที่น่าสนใจของพระชาติที่ 7 8 9 ใน ทศชาติชาดก บนวัดทั่วไทย, จิตรกรรมฝาผนัง
วัดสุวรรณดาราราม จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

และลำดับที่ 9 ก็คือ ‘วิธุรชาดก’ หนึ่งในชาดกที่ชื่อสั้นสุดอีกเรื่องหนึ่ง ในพระชาตินี้ พระพุทธเจ้าเสวยพระชาติเป็นวิธุรบัณฑิต บัณฑิตในราชสำนักของพระเจ้าธนัญชัยโกรพยะแห่งเมืองอินทปัตที่เคยแสดงธรรมแก่พระอินทร์ พญาครุฑ และพญานาค จนได้รับการชื่นชมอย่างมาก นางวิมาลา มเหสีของพญานาคอยากฟังแต่ไม่กล้าบอกตรงๆ จึงแสร้งว่าป่วยและบอกว่าอยากได้หัวใจของวิธุระ 

นางอิรันทตีผู้เป็นธิดาจึงป่าวประกาศว่าใครที่นำหัวใจของวิธุระมาได้จะยอมแต่งงานด้วย ปุณณกยักษ์จึงอาสาและท้าพนันสกากับพระเจ้าธนัญชัยโกรพยะ เมื่อปุณณกยักษ์ชนะจึงทูลขอวิธุรบัณฑิต พระองค์ก็ต้องยอมยกให้ วิธุระพร้อมไปแต่ขอไปลาครอบครัวก่อน จึงให้ปุณณกยักษ์พาตัวไป ระหว่างทางปุณณกยักษ์ทำทุกวิถีทางเพื่อฆ่าวิธุระแต่ก็ไม่เป็นผล สุดท้ายพอได้ฟังธรรมของวิธุรบัณฑิตก็ได้สติจะพากลับเมือง แต่วิธุระกลับให้ปุณณกยักษ์พาไปหานางวิมาลาเพื่อแสดงธรรมให้นางฟัง นางจึงเฉลยว่า ที่แท้ ‘หัวใจ’ ก็คือ ‘ปัญญาของบัณฑิต’ นั่นเอง จากนั้นก็ยกนางอิรันทตีให้ปุณณกยักษ์ตามสัญญา ส่วนปุณณกยักษ์ก็พาวิธุรบัณฑิตกลับราชสำนักเมืองอินทปัต

วิธุรชาดกถือเป็นชาดกอีกเรื่องที่มีความหลากหลายของฉากที่เขียนมาก โดยฉากสำคัญที่มักจะเขียน คือฉากความพยายามของปุณณกยักษ์ในการสังหารวิธุระด้วยวิธีการต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นขี่ม้าวิเศษฝ่าพายุ ฝ่าปาเขา ฝ่าภูเขา หรือฟาดกับภูเขา เหวี่ยงเต็มแรง ฟาดด้วยอาวุธ นอกจากนี้ก็ยังมีฉากสำคัญอื่นๆ ของเรื่องที่ช่างจะเลือกมาเขียน เช่น ปุณณยักษ์เกี้ยวนางอิรันทตี ปุณณยักษ์พนันสกากับพระเจ้าธนัญชัยโกรพยะภายในปราสาท วิธุระร่ำลาครอบครัว หรือวิธุรบัณฑิตแสดงธรรมแก่ปุณณกยักษ์ โดยฉากไหนจะถูกนำมาเขียนก็สุดแท้แต่ช่างโบราณจะเลือก

เกร็ดที่น่าสนใจของพระชาติที่ 7 8 9 ใน ทศชาติชาดก บนวัดทั่วไทย, จิตรกรรมฝาผนัง
วัดคงคาราม จังหวัดราชบุรี
เกร็ดที่น่าสนใจของพระชาติที่ 7 8 9 ใน ทศชาติชาดก บนวัดทั่วไทย, จิตรกรรมฝาผนัง
วัดหน้าพระธาตุ จังหวัดนครราชสีมา
เกร็ดที่น่าสนใจของพระชาติที่ 7 8 9 ใน ทศชาติชาดก บนวัดทั่วไทย, จิตรกรรมฝาผนัง
วัดคงคาราม จังหวัดราชบุรี
เกร็ดที่น่าสนใจของพระชาติที่ 7 8 9 ใน ทศชาติชาดก บนวัดทั่วไทย, จิตรกรรมฝาผนัง
วัดบวกครกหลวง จังหวัดเชียงใหม่
เกร็ดที่น่าสนใจของพระชาติที่ 7 8 9 ใน ทศชาติชาดก บนวัดทั่วไทย, จิตรกรรมฝาผนัง
วัดบางยี่ขัน กรุงเทพมหานคร

เราผ่านทศชาติชาดกมาแล้ว 9 เรื่อง เหลืออีกเพียงเรื่องเดียวเท่านั้น และผมเชื่อว่าหลายๆ ท่านน่าจะพอเดาได้ว่าผมจะต้องเอาเรื่องนี้มาปิด นั่นก็คือ ‘เวสสันดรชาดก’ ชาดกที่เป็นที่รู้จักมากที่สุดในประเทศไทยและพบในงานจิตรกรรมไทยมากที่สุดด้วยเช่นกัน ดังนั้น สำหรับตอนถัดไปที่จะเป็นตอนสุดท้ายของวิชานี้ เราจะมาทำความรู้จักกับเวสสันดาชาดกกันในมุมของงานศิลปะครับผม


เกร็ดแถมท้าย

  1. สำหรับใครอยากรู้เรื่องราวของทศชาติชาดกเวอร์ชันหนังสือพร้อมภาพประกอบ ผมขอแนะนำหนังสือ 3 เล่มเดิมครับ ความเข้าใจในจิตรกรรมไทยประเพณี ของ เนื้ออ่อน ขรัวทองเขียว หนังสือชุด ทศชาติกับจิตรกรรมฝาผนัง ของ นิดดา หงส์วิวัฒน์ แล่วก็หนังสือชุด ท่องทศชาติผ่านจิตรกรรม ของ อู่ทอง ประศาสน์วินิจฉัย
  2. สำหรับใครที่เพิ่งมาอ่านบทความนี้หรือลืมชาดกเรื่องก่อนๆ ที่ผมเล่าให้ฟัง หรืออยากกลับไปอ่านใหม่ เชิญอ่านในตอนก่อนๆ ในซีรีส์ ชาดก 101 และ ชาดก 102 ได้เลยครับผม
  3. และสำหรับใครที่อยากดูแบบรายการเกมโชว์ที่มีภาพประกอบอื่นๆ หรือเรื่องราวอื่นก็ขอแนะนำรายการ แฟนพันธุ์แท้ ตอนทศชาติชาดก หาชมได้ YouTube ครับผม
  4. สำหรับใครที่สงสัยว่าทำไมวัดที่ผมเลือกมาดูซ้ำๆ กัน ส่วนหนึ่งเพราะผมพยายามเลือกรูปที่สวย น่าสนใจ และบอกเล่าฉากนั้นได้ชัดเจนที่สุด แต่อีกส่วนหนึ่งก็เพราะทศชาติชาดกเรื่องอื่นไม่ค่อยเป็นที่นิยมนอกภาคกลางเท่าไหร่ วัดก็เลยซ้ำกันสักหน่อยครับ

Writer & Photographer

ธนภัทร์ ลิ้มหัสนัยกุล

ต้า วัดไทย เด็กประวัติศาสตร์ศิลปะผู้ดูวัดมาแล้วกว่าพันวัดแม้จะยังไม่ครบทุกจังหวัด ชื่นชอบในความงามของศิลปะทั้งไทยและเทศรวมถึงเรื่องราวของสถานที่นั้นๆ ปัจจุบันยังคงออกเที่ยวชมวัดทุกศาสนารวมถึงวังต่างๆ อย่างต่อเนื่องพร้อมกับนำเรื่องราวมาเผยแพร่บน Facebook อยู่เป็นระยะๆ

เมื่อ พ.ศ. 2531 หรือ 33 ปีที่แล้ว สหรัฐอเมริกาได้ส่งคืนทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์จากปราสาทหินพนมรุ้ง ทับหลังที่ถูกลับลอบนำออกนอกประเทศไทยตั้งแต่ช่วงสงครามเวียดนามคืนให้กับประเทศไทย ทับหลังที่ทำให้เกิดเพลง ทับหลัง ของวงคาราวที่มีเนื้อเพลงติดหูว่า “เอาไมเคิล แจ๊กสันคืนไป เอาพระนารายณ์คืนมา” 

และใน พ.ศ. 2564 สหรัฐอเมริกาได้ส่งคืนทับหลัง 2 ชิ้นที่ถูกลับลอบนำออกนอกประเทศในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน นั่นก็คือ ‘ทับหลังจากปราสาทหนองหงส์’ จังหวัดบุรีรัมย์ และ ‘ทับหลังจากปราสาทเขาโล้น’ จังหวัดสระแก้ว ซึ่งผมเชื่อว่า ถ้าคุณไม่ใช่คนในพื้นที่หรือคนที่สนใจจริงๆ แทบจะไม่มีใครเคยได้ยินชื่อปราสาทสองแห่งนี้มาก่อนแน่ๆ ผมเลยจะขออาสาพาทุกท่านไปทำความรู้จักกับปราสาททั้งสองแห่งกันครับ

การเดินทางกลับบ้านของทับหลังปราสาทหนองหงส์และปราสาทเขาโล้น จากซานฟรานฯ สู่อีสาน
ภาพ : Facebook Royal Consulate-General Los Angeles

ก่อนจะไปทำความรู้จักกับปราสาททั้งสองหลัง ขอเล่าเรื่องการทวงคืนทับหลังทั้ง 2 ชิ้นนี้แบบย่อๆ สักเล็กน้อยครับผม

จุดเริ่มต้นทั้งหมดเริ่มจากกลุ่มสำนึก 300 องค์ ซึ่งนำโดย นายทนงศักดิ์ หาญวงษ์ และนักวิชาการอิสระกลุ่มหนึ่งได้พบเบาะแสของทับหลังทั้งสองชิ้น ในระหว่างการติดตามทวงคืนประติมากรรมสำริดจากกรุประโคนชัย โดยพบทับหลังทั้งสองชิ้นจัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑ์ศิลปะเอเชีย ชอง-มุน ลี (Asian Art Museum Chong-Moon Lee Center for Asian Art and Culture) ซานฟรานซิสโก รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา 

ซึ่งทับหลังทั้งสองชิ้นมีป้ายระบุชัดเจนว่ามาจากปราสาทแห่งใด เช่น ปราสาทหนองหงส์ (Place of Origin : Northeastern Thailand, Nong Hong Temple, Buriram Province) หรือปราสาทเขาโล้น (Place of Origin : Northeastern Thailand, Khao Lon Temple, Sa Kaeo Province) ประกอบกับหลักฐานเป็นภาพถ่ายเก่าของทับหลังทั้งสองชิ้นเมื่อครั้งยังประดิษฐานอยู่ที่ปราสาท จึงถือเป็นหลักฐานชั้นดีที่นำไปสู่การทวงคืนทับหลังทั้งสองชิ้นกลับมายังประเทศไทย 

อย่างไรก็ตาม รูปถ่ายที่จะใช้ในการทวงคืนนั้นจะต้องถ่ายหลัง พ.ศ. 2504 นะครับ เพราะเป็นปีที่มีการออก พ.ร.บ. โบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ดังนั้น ถ้าโบราณวัตถุใดก็ตามที่ถูกลักลอบนำออกนอกประเทศก่อนหน้านี้ก็ทวงคืนไม่ได้ เพราะกฎหมายยังไม่ได้ออก ซึ่งรูปถ่ายทั้ง 2 ภาพถ่ายหลัง พ.ศ. 2504 ทั้งคู่ จึงใช้ในกระบวนการนี้ได้

การเดินทางกลับบ้านของทับหลังปราสาทหนองหงส์และปราสาทเขาโล้น จากซานฟรานฯ สู่อีสาน
ทับหลังจากปราสาทหนองหงส์ 
ภาพ : หนังสือโครงการและรายงาน การสำรวจและขุดแต่งโบราณวัตถุสถานในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เล่ม 2 พ.ศ. 2502 หน้า 34
การเดินทางกลับบ้านของทับหลังปราสาทหนองหงส์และปราสาทเขาโล้น จากซานฟรานฯ สู่อีสาน
ทับหลังจากปราสาทเขาโล้น 
ภาพ : หนังสือศิลปะสมัยลพบุรี หน้า 30

ทับหลังทั้งสองชิ้น ทั้งทับหลังจากปราสาทหนองหงส์และทับหลังจากปราสาทเขาโล้น ต่างเป็นทับหลังในศิลปะขอมแบบบาปวน สร้างขึ้นราวพุทธศตวรรษที่ 16 ด้วยกันทั้งคู่ เป็นหลักฐานสำคัญที่ยืนยันอายุของปราสาทที่ทับหลังทั้งสองชิ้นนี้เคยอยู่ โดยทับหลังจากปราสาทหนองหงส์นั้นมีรูปพระยม เทพเจ้าแห่งความตาย และเทพประจำทิศใต้ประทับบนหลังกระบือ พาหนะของพระองค์ อยู่เหนือหน้ากาลซึ่งกำลังคายท่อนพวงมาลัย ประดับด้านบนและด้านล่างของทับหลังด้วยลายกระหนกใบไม้ตั้งขึ้นและใบไม้ห้อยลง

การเดินทางกลับบ้านของทับหลังปราสาทหนองหงส์และปราสาทเขาโล้น จากซานฟรานฯ สู่อีสาน
ภาพ : Asian Art Museum Chong-Moon Lee Center for Asian Art and Culture

ส่วนทับหลังจากปราสาทเขาโล้นนั้นมีหน้ากาลเหมือนกัน แต่ด้านบนเปลี่ยนเป็นรูปเทวดานั่งชันเข่าแทน (บางคนตีความว่าเป็นพระอินทร์ แต่ผมคิดว่าไม่ใช่ เพราะไม่ได้ขี่เทพพาหนะอย่างช้างเอราวัณ และของในมือก็ไม่ชัดเจนว่าเป็นวัชระหรือไม่) และหน้ากาลนั้นเปลี่ยนจากคายท่อนพวงมาลัยเป็นคายก้านขดม้วนต่อเนื่องออกมาแทน ส่วนด้านบนก็ประดับลายกระหนกใบไม้ตั้งขึ้นและใบไม้ห้อยลงเช่นเดียวกัน

การเดินทางกลับบ้านของทับหลังปราสาทหนองหงส์และปราสาทเขาโล้น จากซานฟรานฯ สู่อีสาน
ภาพ : Asian Art Museum Chong-Moon Lee Center for Asian Art and Culture

เราทำความรู้จักกับทับหลังทั้งสองแล้ว ทีนี้ได้เวลาไปชมปราสาททั้งสองแห่งแล้วครับ

แม้ว่าทั้งปราสาทหนองหงส์และปราสาทเขาโล้นจะตั้งอยู่คนละจังหวัด ดูแล้วไม่น่าจะเกี่ยวข้องกันได้ แต่ปราสาททั้งสองหลังมีความเกี่ยวข้องกันอยู่อย่างหนึ่ง นั่นก็คือที่ตั้งครับ ปราสาททั้งสองหลังตั้งอยู่บริเวณช่องตะโกของเทือกเขาพนมดงรัก ซึ่งช่องตะโกนี้ถือเป็นหนึ่งในหลายช่องเขาที่เชื่อมต่อพื้นที่ลุ่มน้ำมูลในประเทศไทยและโตนเลสาบในประเทศกัมพูชา โดยปราสาทหนองหงส์ตั้งอยู่บนบนขอบที่ราบสูง ส่วนปราสาทเขาโล้นตั้งอยู่บนต้นทางที่ราบลุ่ม ลงจากเขตที่ราบสูงเพื่อเดินทางต่อไปยังปราสาทสด๊กก๊อกธม ปราสาทสำคัญอีกแห่งหนึ่งซึ่งพบจารึกสำคัญที่เล่าเรื่องราวของกษัตริย์ขอมโบราณเอาไว้ และมุ่งสู่เขตกัมพูชาต่อไป ดังนั้น ปราสาททั้งสองหลังจึงเหมือนเป็นจุดพักระหว่างทางในการเดินทางเชื่อมต่อระหว่างสองดินแดน มีความสัมพันธ์กันทางเครือญาติอย่างลึกซึ้งมาตั้งแต่อดีตกาลนับพันปีมาแล้ว

โดยปราสาทหนองหงส์เป็นปราสาทสร้างด้วยอิฐ 3 หลัง ตั้งอยู่บนฐานไพทีเดียวกันเรียงตัวในแนวเหนือ-ใต้ หันหน้าไปทางทิศตะวันออกซี่งถือเป็นทิศมงคล มีปราสาทประธานตั้งอยู่ตรงกลางและถึงแม้จะได้ 100 เปอร์เซ็นต์ แต่ยังมีสภาพสมบูรณ์กว่าปราสาทบริวารทั้งสองหลัง เพราะยังเหลือส่วนชั้นซ้อนด้านบนอยู่บ้าง แต่ทับหลังซึ่งเคยมีอยู่กับปราสาททั้ง 3 หลังนั้นไม่ปรากฏแล้ว

ทับหลังรูปพระยมทรงกระบือที่ได้คืนมาครั้งนี้เดิมอยู่ที่ปราสาทหลังทิศใต้ (ถ้าหันหน้าไปหากลุ่มปราสาทจะอยู่ทางซ้าย) ส่วนทับหลังรูปพระนารายณ์ทรงครุฑและทับหลังรูปพระอินทร์ยังคงสูญหายไป ด้านหน้ากลุ่มปราสาทมีวิหาร (นิยมเรียกกันว่าบรรณาลัย) ตั้งอยู่หน้าปราสาทบริวารหลังทิศใต้ กลุ่มอาคารทั้งหมดมีกำแพงล้อมรอบ โดยมีโคปุระหรือประตูทางเข้าอยู่ทางด้านทิศตะวันออกและทิศตะวันตก ก็คือด้านหน้าและด้านหลังนั่นเอง

การเดินทางกลับบ้านของทับหลังปราสาทหนองหงส์และปราสาทเขาโล้น จากซานฟรานฯ สู่อีสาน
การเดินทางกลับบ้านของทับหลังปราสาทหนองหงส์และปราสาทเขาโล้น จากซานฟรานฯ สู่อีสาน
การเดินทางกลับบ้านของทับหลังปราสาทหนองหงส์และปราสาทเขาโล้น จากซานฟรานฯ สู่อีสาน
ภาพ : ทศพล นามปัญญา

ในขณะที่ปราสาทเขาโล้นตั้งอยู่ยอดเขาเตี้ยๆ ลูกหนึ่งชื่อว่าเขาโล้น ตั้งอยู่ภายในสำนักสงฆ์ปราสาทเขาโล้น เป็นกลุ่มปราสาท 4 หลังเรียงตัวในแนวเหนือ-ใต้ หันหน้าไปทางทิศตะวันออก แถวหน้ามี 3 หลังและแถวหลังมีอีก 1 หลัง แต่ปัจจุบันพังทลายไปจนหมด คงเหลือเพียงปราสาทประธานหลังกลางเพียงหลังเดียวในสภาพที่ไม่ได้สมบูรณ์ 100 เปอร์เซ็นต์ โดยเหลือชั้นซ้อนด้านบนเล็กน้อย ทับหลังรูปเทวดานั่งชันเข่าเหนือหน้ากาลที่ได้คืนมาเดิมอยู่ที่ปราสาทหลังนี้ครับ 

นอกจากจำนวนปราสาทจะมากกว่าปราสาทหนองหงส์ซึ่งมี 3 หลังแล้ว ที่ปราสาทเขาโล้นแห่งนี้ยังมีจารึกโบราณอยู่ที่กรอบประตูทางเข้า โดยในจารึกมีการระบุศักราช ซึ่งเมื่อแปลงเป็นพุทธศักราชแล้วจะตรงกับ พ.ศ. 1559 สอดคล้องกับอายุของทับหลังจากปราสาทหลังนี้ที่สร้างขึ้นในพุทธศตวรรษที่ 16 เลยครับ

เรื่องราวของทับหลัง 2 ชิ้น และการเดินทางกลับปราสาทหนองหงส์ บุรีรัมย์ และปราสาทเขาโล้น สระแก้ว ปราสาทหินที่บอกเล่าประวัติศาสตร์แดนอีสาน
เรื่องราวของทับหลัง 2 ชิ้น และการเดินทางกลับปราสาทหนองหงส์ บุรีรัมย์ และปราสาทเขาโล้น สระแก้ว ปราสาทหินที่บอกเล่าประวัติศาสตร์แดนอีสาน
ภาพ : ทศพล นามปัญญา

และการทวงคืนทับหลังทั้งสองชิ้นนี้กลับมาสู่มาตุภูมิ น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีของการทวงคืนโบราณวัตถุชิ้นสำคัญอีกหลายชิ้นที่ไปตกอยู่ในความครอบครองของพิพิธภัณฑ์ ทั้งในสหรัฐอเมริกาและประเทศอื่นๆ รวมไปถึงในร้านประมูลโบราณวัตถุ ซึ่งส่วนใหญ่ออกไปจากประเทศไทยอย่างผิดกฎหมายแทบทั้งสิ้น แม้บางชิ้นจะมีป้ายที่ระบุชัดเจนถึงสถานที่ตั้งเดิมของโบราณวัตถุเหล่านั้น แต่ก็ยังมีอีกมากที่ป้ายระบุเพียงข้อมูลอย่างกว้างๆ ดังนั้น จึงเป็นหน้าที่ของทั้งภาครัฐและเอกชนที่จะร่วมมือกันรวบรวมหลักฐาน เพื่อให้โบราณวัตถุเหล่านั้นได้กลับมายังสถานที่ซึ่งพวกเขาเคยอยู่อีกครั้ง

เกร็ดแถมท้าย

  1. ปราสาทขอมนั้นแม้ส่วนใหญ่จะพบอยู่ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือหรือภาคอีสาน แต่จริงๆ แล้วยังพบในภาคอื่นด้วย เช่น ภาคกลางและภาคตะวันออก เหล่านี้ล้วนแสดงให้เห็นถึงอิทธิพลของอาณาจักรขอมโบราณได้เป็นอย่างดี
  2. ทับหลังถือเป็นโบราณวัตถุชิ้นสำคัญและมักเป็นชิ้นที่มีความสวยงามที่สุดในปราสาทหินควบคู่ไปกับหน้าบัน นอกจากความสวยงามแล้ว ทับหลังยังเป็นหลักฐานสำคัญที่ช่วยในการกำหนดอายุของปราสาทอีกด้วย
  3. นอกจากทับหลังที่เราได้คืนมาแล้ว ที่ปราสาทหนองหงส์ยังมีโบราณวัตถุน่าสนใจอีกหลายชิ้น ไม่ว่าจะเป็นโกลนทับหลัง (ทับหลังที่ยังแกะสลักไม่เสร็จ) ชิ้นส่วนหน้าบัน ฐานรูปเคารพฯ ซึ่งได้จากการขุดศึกษาเมื่อ พ.ศ. 2545 และปัจจุบันจัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพิมาย จังหวัดนครราชสีมา

เมื่อ พ.ศ. 2531 หรือ 33 ปีที่แล้ว สหรัฐอเมริกาได้ส่งคืนทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์จากปราสาทหินพนมรุ้ง ทับหลังที่ถูกลับลอบนำออกนอกประเทศไทยตั้งแต่ช่วงสงครามเวียดนามคืนให้กับประเทศไทย ทับหลังที่ทำให้เกิดเพลง ทับหลัง ของวงคาราวที่มีเนื้อเพลงติดหูว่า “เอาไมเคิล แจ๊กสันคืนไป เอาพระนารายณ์คืนมา” 

และใน พ.ศ. 2564 สหรัฐอเมริกาได้ส่งคืนทับหลัง 2 ชิ้นที่ถูกลับลอบนำออกนอกประเทศในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน นั่นก็คือ ‘ทับหลังจากปราสาทหนองหงส์’ จังหวัดบุรีรัมย์ และ ‘ทับหลังจากปราสาทเขาโล้น’ จังหวัดสระแก้ว ซึ่งผมเชื่อว่า ถ้าคุณไม่ใช่คนในพื้นที่หรือคนที่สนใจจริงๆ แทบจะไม่มีใครเคยได้ยินชื่อปราสาทสองแห่งนี้มาก่อนแน่ๆ ผมเลยจะขออาสาพาทุกท่านไปทำความรู้จักกับปราสาททั้งสองแห่งกันครับ

การเดินทางกลับบ้านของทับหลังปราสาทหนองหงส์และปราสาทเขาโล้น จากซานฟรานฯ สู่อีสาน
ภาพ : Facebook Royal Consulate-General Los Angeles

ก่อนจะไปทำความรู้จักกับปราสาททั้งสองหลัง ขอเล่าเรื่องการทวงคืนทับหลังทั้ง 2 ชิ้นนี้แบบย่อๆ สักเล็กน้อยครับผม

จุดเริ่มต้นทั้งหมดเริ่มจากกลุ่มสำนึก 300 องค์ ซึ่งนำโดย นายทนงศักดิ์ หาญวงษ์ และนักวิชาการอิสระกลุ่มหนึ่งได้พบเบาะแสของทับหลังทั้งสองชิ้น ในระหว่างการติดตามทวงคืนประติมากรรมสำริดจากกรุประโคนชัย โดยพบทับหลังทั้งสองชิ้นจัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑ์ศิลปะเอเชีย ชอง-มุน ลี (Asian Art Museum Chong-Moon Lee Center for Asian Art and Culture) ซานฟรานซิสโก รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา 

ซึ่งทับหลังทั้งสองชิ้นมีป้ายระบุชัดเจนว่ามาจากปราสาทแห่งใด เช่น ปราสาทหนองหงส์ (Place of Origin : Northeastern Thailand, Nong Hong Temple, Buriram Province) หรือปราสาทเขาโล้น (Place of Origin : Northeastern Thailand, Khao Lon Temple, Sa Kaeo Province) ประกอบกับหลักฐานเป็นภาพถ่ายเก่าของทับหลังทั้งสองชิ้นเมื่อครั้งยังประดิษฐานอยู่ที่ปราสาท จึงถือเป็นหลักฐานชั้นดีที่นำไปสู่การทวงคืนทับหลังทั้งสองชิ้นกลับมายังประเทศไทย 

อย่างไรก็ตาม รูปถ่ายที่จะใช้ในการทวงคืนนั้นจะต้องถ่ายหลัง พ.ศ. 2504 นะครับ เพราะเป็นปีที่มีการออก พ.ร.บ. โบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ดังนั้น ถ้าโบราณวัตถุใดก็ตามที่ถูกลักลอบนำออกนอกประเทศก่อนหน้านี้ก็ทวงคืนไม่ได้ เพราะกฎหมายยังไม่ได้ออก ซึ่งรูปถ่ายทั้ง 2 ภาพถ่ายหลัง พ.ศ. 2504 ทั้งคู่ จึงใช้ในกระบวนการนี้ได้

การเดินทางกลับบ้านของทับหลังปราสาทหนองหงส์และปราสาทเขาโล้น จากซานฟรานฯ สู่อีสาน
ทับหลังจากปราสาทหนองหงส์ 
ภาพ : หนังสือโครงการและรายงาน การสำรวจและขุดแต่งโบราณวัตถุสถานในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เล่ม 2 พ.ศ. 2502 หน้า 34
การเดินทางกลับบ้านของทับหลังปราสาทหนองหงส์และปราสาทเขาโล้น จากซานฟรานฯ สู่อีสาน
ทับหลังจากปราสาทเขาโล้น 
ภาพ : หนังสือศิลปะสมัยลพบุรี หน้า 30

ทับหลังทั้งสองชิ้น ทั้งทับหลังจากปราสาทหนองหงส์และทับหลังจากปราสาทเขาโล้น ต่างเป็นทับหลังในศิลปะขอมแบบบาปวน สร้างขึ้นราวพุทธศตวรรษที่ 16 ด้วยกันทั้งคู่ เป็นหลักฐานสำคัญที่ยืนยันอายุของปราสาทที่ทับหลังทั้งสองชิ้นนี้เคยอยู่ โดยทับหลังจากปราสาทหนองหงส์นั้นมีรูปพระยม เทพเจ้าแห่งความตาย และเทพประจำทิศใต้ประทับบนหลังกระบือ พาหนะของพระองค์ อยู่เหนือหน้ากาลซึ่งกำลังคายท่อนพวงมาลัย ประดับด้านบนและด้านล่างของทับหลังด้วยลายกระหนกใบไม้ตั้งขึ้นและใบไม้ห้อยลง

การเดินทางกลับบ้านของทับหลังปราสาทหนองหงส์และปราสาทเขาโล้น จากซานฟรานฯ สู่อีสาน
ภาพ : Asian Art Museum Chong-Moon Lee Center for Asian Art and Culture

ส่วนทับหลังจากปราสาทเขาโล้นนั้นมีหน้ากาลเหมือนกัน แต่ด้านบนเปลี่ยนเป็นรูปเทวดานั่งชันเข่าแทน (บางคนตีความว่าเป็นพระอินทร์ แต่ผมคิดว่าไม่ใช่ เพราะไม่ได้ขี่เทพพาหนะอย่างช้างเอราวัณ และของในมือก็ไม่ชัดเจนว่าเป็นวัชระหรือไม่) และหน้ากาลนั้นเปลี่ยนจากคายท่อนพวงมาลัยเป็นคายก้านขดม้วนต่อเนื่องออกมาแทน ส่วนด้านบนก็ประดับลายกระหนกใบไม้ตั้งขึ้นและใบไม้ห้อยลงเช่นเดียวกัน

การเดินทางกลับบ้านของทับหลังปราสาทหนองหงส์และปราสาทเขาโล้น จากซานฟรานฯ สู่อีสาน
ภาพ : Asian Art Museum Chong-Moon Lee Center for Asian Art and Culture

เราทำความรู้จักกับทับหลังทั้งสองแล้ว ทีนี้ได้เวลาไปชมปราสาททั้งสองแห่งแล้วครับ

แม้ว่าทั้งปราสาทหนองหงส์และปราสาทเขาโล้นจะตั้งอยู่คนละจังหวัด ดูแล้วไม่น่าจะเกี่ยวข้องกันได้ แต่ปราสาททั้งสองหลังมีความเกี่ยวข้องกันอยู่อย่างหนึ่ง นั่นก็คือที่ตั้งครับ ปราสาททั้งสองหลังตั้งอยู่บริเวณช่องตะโกของเทือกเขาพนมดงรัก ซึ่งช่องตะโกนี้ถือเป็นหนึ่งในหลายช่องเขาที่เชื่อมต่อพื้นที่ลุ่มน้ำมูลในประเทศไทยและโตนเลสาบในประเทศกัมพูชา โดยปราสาทหนองหงส์ตั้งอยู่บนบนขอบที่ราบสูง ส่วนปราสาทเขาโล้นตั้งอยู่บนต้นทางที่ราบลุ่ม ลงจากเขตที่ราบสูงเพื่อเดินทางต่อไปยังปราสาทสด๊กก๊อกธม ปราสาทสำคัญอีกแห่งหนึ่งซึ่งพบจารึกสำคัญที่เล่าเรื่องราวของกษัตริย์ขอมโบราณเอาไว้ และมุ่งสู่เขตกัมพูชาต่อไป ดังนั้น ปราสาททั้งสองหลังจึงเหมือนเป็นจุดพักระหว่างทางในการเดินทางเชื่อมต่อระหว่างสองดินแดน มีความสัมพันธ์กันทางเครือญาติอย่างลึกซึ้งมาตั้งแต่อดีตกาลนับพันปีมาแล้ว

โดยปราสาทหนองหงส์เป็นปราสาทสร้างด้วยอิฐ 3 หลัง ตั้งอยู่บนฐานไพทีเดียวกันเรียงตัวในแนวเหนือ-ใต้ หันหน้าไปทางทิศตะวันออกซี่งถือเป็นทิศมงคล มีปราสาทประธานตั้งอยู่ตรงกลางและถึงแม้จะได้ 100 เปอร์เซ็นต์ แต่ยังมีสภาพสมบูรณ์กว่าปราสาทบริวารทั้งสองหลัง เพราะยังเหลือส่วนชั้นซ้อนด้านบนอยู่บ้าง แต่ทับหลังซึ่งเคยมีอยู่กับปราสาททั้ง 3 หลังนั้นไม่ปรากฏแล้ว

ทับหลังรูปพระยมทรงกระบือที่ได้คืนมาครั้งนี้เดิมอยู่ที่ปราสาทหลังทิศใต้ (ถ้าหันหน้าไปหากลุ่มปราสาทจะอยู่ทางซ้าย) ส่วนทับหลังรูปพระนารายณ์ทรงครุฑและทับหลังรูปพระอินทร์ยังคงสูญหายไป ด้านหน้ากลุ่มปราสาทมีวิหาร (นิยมเรียกกันว่าบรรณาลัย) ตั้งอยู่หน้าปราสาทบริวารหลังทิศใต้ กลุ่มอาคารทั้งหมดมีกำแพงล้อมรอบ โดยมีโคปุระหรือประตูทางเข้าอยู่ทางด้านทิศตะวันออกและทิศตะวันตก ก็คือด้านหน้าและด้านหลังนั่นเอง

การเดินทางกลับบ้านของทับหลังปราสาทหนองหงส์และปราสาทเขาโล้น จากซานฟรานฯ สู่อีสาน
การเดินทางกลับบ้านของทับหลังปราสาทหนองหงส์และปราสาทเขาโล้น จากซานฟรานฯ สู่อีสาน
การเดินทางกลับบ้านของทับหลังปราสาทหนองหงส์และปราสาทเขาโล้น จากซานฟรานฯ สู่อีสาน
ภาพ : ทศพล นามปัญญา

ในขณะที่ปราสาทเขาโล้นตั้งอยู่ยอดเขาเตี้ยๆ ลูกหนึ่งชื่อว่าเขาโล้น ตั้งอยู่ภายในสำนักสงฆ์ปราสาทเขาโล้น เป็นกลุ่มปราสาท 4 หลังเรียงตัวในแนวเหนือ-ใต้ หันหน้าไปทางทิศตะวันออก แถวหน้ามี 3 หลังและแถวหลังมีอีก 1 หลัง แต่ปัจจุบันพังทลายไปจนหมด คงเหลือเพียงปราสาทประธานหลังกลางเพียงหลังเดียวในสภาพที่ไม่ได้สมบูรณ์ 100 เปอร์เซ็นต์ โดยเหลือชั้นซ้อนด้านบนเล็กน้อย ทับหลังรูปเทวดานั่งชันเข่าเหนือหน้ากาลที่ได้คืนมาเดิมอยู่ที่ปราสาทหลังนี้ครับ 

นอกจากจำนวนปราสาทจะมากกว่าปราสาทหนองหงส์ซึ่งมี 3 หลังแล้ว ที่ปราสาทเขาโล้นแห่งนี้ยังมีจารึกโบราณอยู่ที่กรอบประตูทางเข้า โดยในจารึกมีการระบุศักราช ซึ่งเมื่อแปลงเป็นพุทธศักราชแล้วจะตรงกับ พ.ศ. 1559 สอดคล้องกับอายุของทับหลังจากปราสาทหลังนี้ที่สร้างขึ้นในพุทธศตวรรษที่ 16 เลยครับ

เรื่องราวของทับหลัง 2 ชิ้น และการเดินทางกลับปราสาทหนองหงส์ บุรีรัมย์ และปราสาทเขาโล้น สระแก้ว ปราสาทหินที่บอกเล่าประวัติศาสตร์แดนอีสาน
เรื่องราวของทับหลัง 2 ชิ้น และการเดินทางกลับปราสาทหนองหงส์ บุรีรัมย์ และปราสาทเขาโล้น สระแก้ว ปราสาทหินที่บอกเล่าประวัติศาสตร์แดนอีสาน
ภาพ : ทศพล นามปัญญา

และการทวงคืนทับหลังทั้งสองชิ้นนี้กลับมาสู่มาตุภูมิ น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีของการทวงคืนโบราณวัตถุชิ้นสำคัญอีกหลายชิ้นที่ไปตกอยู่ในความครอบครองของพิพิธภัณฑ์ ทั้งในสหรัฐอเมริกาและประเทศอื่นๆ รวมไปถึงในร้านประมูลโบราณวัตถุ ซึ่งส่วนใหญ่ออกไปจากประเทศไทยอย่างผิดกฎหมายแทบทั้งสิ้น แม้บางชิ้นจะมีป้ายที่ระบุชัดเจนถึงสถานที่ตั้งเดิมของโบราณวัตถุเหล่านั้น แต่ก็ยังมีอีกมากที่ป้ายระบุเพียงข้อมูลอย่างกว้างๆ ดังนั้น จึงเป็นหน้าที่ของทั้งภาครัฐและเอกชนที่จะร่วมมือกันรวบรวมหลักฐาน เพื่อให้โบราณวัตถุเหล่านั้นได้กลับมายังสถานที่ซึ่งพวกเขาเคยอยู่อีกครั้ง

เกร็ดแถมท้าย

  1. ปราสาทขอมนั้นแม้ส่วนใหญ่จะพบอยู่ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือหรือภาคอีสาน แต่จริงๆ แล้วยังพบในภาคอื่นด้วย เช่น ภาคกลางและภาคตะวันออก เหล่านี้ล้วนแสดงให้เห็นถึงอิทธิพลของอาณาจักรขอมโบราณได้เป็นอย่างดี
  2. ทับหลังถือเป็นโบราณวัตถุชิ้นสำคัญและมักเป็นชิ้นที่มีความสวยงามที่สุดในปราสาทหินควบคู่ไปกับหน้าบัน นอกจากความสวยงามแล้ว ทับหลังยังเป็นหลักฐานสำคัญที่ช่วยในการกำหนดอายุของปราสาทอีกด้วย
  3. นอกจากทับหลังที่เราได้คืนมาแล้ว ที่ปราสาทหนองหงส์ยังมีโบราณวัตถุน่าสนใจอีกหลายชิ้น ไม่ว่าจะเป็นโกลนทับหลัง (ทับหลังที่ยังแกะสลักไม่เสร็จ) ชิ้นส่วนหน้าบัน ฐานรูปเคารพฯ ซึ่งได้จากการขุดศึกษาเมื่อ พ.ศ. 2545 และปัจจุบันจัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพิมาย จังหวัดนครราชสีมา

Writer

ธนภัทร์ ลิ้มหัสนัยกุล

ต้า วัดไทย เด็กประวัติศาสตร์ศิลปะผู้ดูวัดมาแล้วกว่าพันวัดแม้จะยังไม่ครบทุกจังหวัด ชื่นชอบในความงามของศิลปะทั้งไทยและเทศรวมถึงเรื่องราวของสถานที่นั้นๆ ปัจจุบันยังคงออกเที่ยวชมวัดทุกศาสนารวมถึงวังต่างๆ อย่างต่อเนื่องพร้อมกับนำเรื่องราวมาเผยแพร่บน Facebook อยู่เป็นระยะๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load