วันที่ 28 เมษายนของทุกปีถือเป็นอีกหนึ่งวันสำคัญ เพราะเป็นวันประสูติของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ สมเด็จครูและนายช่างใหญ่แห่งกรุงสยาม ผู้ทรงอุทิศเวลาตลอดพระชนม์ชีพแก่การสร้างสรรค์งานช่างทุกสาขา ทรงมีผลงานมากมายทั้งงานสถาปัตยกรรม ประติมากรรม จิตรกรรม และหนึ่งในผลงานที่มีชื่อเสียงที่สุดและเป็นที่รู้จักมากที่สุดแห่งหนึ่งก็คือ ‘วัดราชาธิวาส’

วัดราชาธิวาส มีชื่อเดิมว่า วัดสมอราย เป็นวัดเก่าแก่มาตั้งแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา ชื่อวัดสมอรายนี้พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระราชวิจารณ์ว่า คำว่าสมอนี้น่าจะเพี้ยนมาจากคำว่า ถมอ ซึ่งเป็นภาษาเขมรแปลว่า หิน ดังนั้น สมอราย หรือถมอราย จึงน่าจะหมายถึง หินเรียงราย ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์พระราชทานนามใหม่ให้แก่วัดแห่งนี้ว่า ‘วัดราชาธิวาส’ ซึ่งมีความหมายว่า วัดอันเป็นที่ประทับของพระราชา เนื่องจากวัดแห่งนี้เคยเป็นที่ประทับของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยและสมเด็จฯ กรมพระราชวังบวรมหาเสนานุรักษ์เมื่อครั้งทรงผนวช

นอกจากทั้งสองพระองค์ที่กล่าวไปแล้ว ยังมีพระราชาอีกพระองค์ที่เคยประทับที่วัดแห่งนี้ นั่นก็คือพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเมื่อครั้งที่ยังทรงเป็นพระวชิรญาณภิกขุ ในช่วงเวลาที่ประทับที่วัดราชาธิวาสแห่งนี้ทรงตั้งคณะสงฆ์ธรรมยุติกนิกายขึ้นตามพระราชประสงค์ของพระองค์ที่ต้องการฟื้นฟูศาสนาพุทธในสยามและแก้ไขวัตรปฏิบัติให้ถูกต้องตามพระวินัย ซึ่งคณะสงฆ์นี้ยังดำรงอยู่คู่กับสังคมไทยมาจนถึงปัจจุบัน

วัดราชาธิวาสแห่งนี้ได้รับการบูรณปฏิสังขรณ์มาแล้วหลายครั้ง ไม่ว่าจะเป็นในสมัยรัชกาลที่ 3 รัชกาลที่ 4 รัชกาลที่ 5 หรือแม้แต่ในรัชกาลปัจจุบัน แต่ผลงานที่ปรากฏอยู่ในปัจจุบันนั้นส่วนใหญ่เป็นงานในสมัยรัชกาลที่ 5 ซึ่งในการปฏิสังขรณ์ในครั้งนั้นพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ซึ่งในขณะนั้นยังทรงดำรงพระยศเป็นสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมหลวงนริศรานุวัดติวงศ์ ให้เป็นผู้ออกแบบพระอุโบสถ กำแพงแก้ว และสะพานนาคหน้าอุโบสถ

พระอุโบสถเป็นอาคารประธานของวัดราชาธิวาสหันหน้าไปยังแม่น้ำเจ้าพระยาซึ่งเป็นเส้นทางคมนาคมสำคัญในสมัยโบราณ โดยมีสะพานข้ามคลองเล็กๆ ตั้งอยู่ด้านหน้าซึ่งสมเด็จครูได้แรงบันดาลใจจากสะพานนาคในศิลปะขอมมาดัดแปลงลวดลาย ตัวพระอุโบสถมีแนวกำแพงแก้วที่มีการหักมุมและมีการนำรูปแบบใบเสมามาดัดแปลงกับหัวเสากำแพงแก้ว

วัดราชาธิวาส วัดราชาธิวาส

ในส่วนของตัวพระอุโบสถหลังเดิมได้รับการบูรณปฏิสังขรณ์มาแล้วหลายครั้งตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 1 ก่อนจะมีปฏิสังขรณ์ครั้งใหญ่เมื่อครั้งพระวชิรญาณภิกขุประทับที่วัดแห่งนี้ ก่อนที่ใน พ.ศ. 2450 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจะโปรดเกล้าฯ ให้รื้อสร้างใหม่ทั้งวัดเพราะชำรุดทรุดโทรมลงไปมาก ดังนั้น จึงโปรดให้สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ออกแบบใหม่ ซึ่งพระองค์ทรงตั้งพระทัยออกแบบให้มีลักษณะพิเศษแตกต่างไปจากวัดอื่นและแตกต่างจากแบบแผนจารีตเดิม

พระองค์ได้ผสมผสานศิลปะไทย ศิลปะขอม และศิลปะตะวันตก เข้าด้วยกันอย่างกลมกลืมกลมกล่อมยิ่งนัก โดยพระองค์คงแนวผนังเดิมของพระอุโบสถเอาไว้ และนำแรงบันดาลใจจากศิลปะขอม ไม่ว่าจะเป็นเสาหรือซุ้มมาออกแบบใหม่ในสไตล์ของท่าน ประดิษฐานพระพุทธรูปศิลปะอยุธยาแบบอู่ทองรุ่นที่ 2 ซึ่งได้แรงบันดาลใจจากศิลปะขอมไว้ที่หน้าบันอีกด้วย รูปแบบนี้ต่อมากลายเป็นแรงบันดาลใจให้ศิลปินสมัยหลังนำไปใช้ต่อ เช่น อุโบสถวัดทัศนารุณสุนทริการาม กทม. หรืออุโบสถวัดประชาศรัทธาธรรม กทม. ฯลฯ

วัดราชาธิวาส

ภาพ : ศิลปกรรมวัดราชาธิวาส

วัดราชาธิวาส

ภายในพระอุโบสถแบ่งออกเป็น 3 ส่วนด้วยกัน ได้แก่ ส่วนระเบียงด้านหน้า ส่วนตรงกลาง และส่วนด้านหลัง ซึ่งห้องด้านหลังเป็นที่ประดิษฐานพระสัมพุทธวัฒโนภาส พระพุทธรูปสมัยอยุธยาตอนปลายและพระประธานดั้งเดิมตั้งแต่เมื่อครั้งเป็นวัดสมอราย ร่วมกับพระพุทธรูปอีก 2 องค์ ซึ่งทั้งหมดยังประดิษฐานอยู่ที่เดิม โดยกั้นผนังเพื่อประดิษฐานพระประธานองค์ใหม่แต่ยังเก็บรักษาองค์เดิมเอาไว้ เนื่องจากรัชกาลที่ 5 มีพระราชดำริว่า “ถ้าย้ายไปก็เสมือนหนึ่งไล่เจ้าของเดิม”

นอกจากนี้ ที่ฐานชุกชีของพระพุทธรูปองค์นี้ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตรยังได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้บรรจุพระสรีรังคารของสมเด็จพระศรีสวรินทราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า และเส้นพระเกศาของสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี ไว้ด้วย

วัดราชาธิวาส

ในขณะที่ห้องตรงกลางซึ่งถือเป็นห้องที่สำคัญที่สุดของอาคารเป็นที่ประดิษฐานพระสัมพุทธพรรณี พระพุทธรูปที่รัชกาลที่ 5 โปรดให้สร้างโดยจำลองแบบมาจากพระพุทธรูปที่มีพระนามเดียวกับพระราชบิดาของพระองค์ คือรัชกาลที่ 4 และประดิษฐานอยู่บนฐานชุกชีภายในพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม เมื่อ พ.ศ. 2452 เพื่อใช้เป็นพระประธานองค์ใหม่ของวัดแห่งนี้ ที่ฐานของพระพุทธรูปองค์นี้เป็นที่ซึ่งรัชกาลที่ 6 โปรดให้นำพระราชสรีรังคารของสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถมาประดิษฐานด้วย

พระสัมพุทธพรรณีประดิษฐานอยู่ภายในซุ้มที่ได้รับการออกแบบเป็นพิเศษ โดยใช้กรอบซุ้มอย่างขอมมาผสมผสานกับเสาซุ้มอย่างตะวันตก โดยนำตราพระราชลัญจกรของพระมหากษัตริย์ 5 รัชกาลมาแทรกไว้ที่ปลายกรอบซุ้มแต่ละแห่ง ได้แก่ ตราช้างสามเศียรรองรับสัญลักษณ์โอมของรัชกาลที่ 1 ที่ยอดซุ้ม ตราครุฑยุดนาคของรัชกาลที่ 2 ที่กรอบซุ้มชั้นที่ 2 ฝั่งซ้าย ตราปราสาทของรัชกาลที่ 3 ที่กรอบซุ้มชั้นที่ 2 ฝั่งขวา ตราพระมหาพิชัยมงกุฎของรัชกาลที่ 4 ที่กรอบซุ้มชั้นที่ 3 ฝั่งซ้าย และตราพระเกี้ยวของรัชกาลที่ 5 ที่กรอบซุ้มชั้นที่ 3 ฝั่งขวา ภายในกรอบซุ้มยังมีการเขียนภาพจิตรกรรมเป็นภาพพระพุทธเจ้ายืน มีพระสารีบุตรและพระอินทร์มาเฝ้า และภาพกษัตริย์แห่งศากยวงศ์เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า

วัดราชาธิวาส วัดราชาธิวาส วัดราชาธิวาส

แต่นี่ไม่ใช่จิตรกรรมแห่งเดียวภายในพระอุโบสถแห่งนี้ ผนังทั้ง 4 ด้านที่เหลือมีการเขียนจิตรกรรมฝาผนังเรื่องเวสสันดรชาดกครบทั้ง 13 กัณฑ์ ซึ่งสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัติวงศ์ทรงร่างแบบและให้จิตรกรรมชาวอิตาลีนาม  คาร์โล ริโกลี (Carlo Rigoli) เป็นผู้ขยายแบบและลงสีโดยใช้เทคนิคการลงสีแบบเฟรสโกหรือการเขียนสีบนปูนเปียก ซึ่งเป็นเทคนิคการเขียนของโลกตะวันตก

นอกจากนี้ ภาพที่ถูกเขียนยังมีความสมจริงทั้งฉาก บุคคล ธรรมชาติ ถือเป็นครั้งแรกที่จิตรกรรมฝาผนังเนื่องในพุทธศาสนาถูกเขียนด้วยเทคนิคแบบนี้ โดยเรื่องราวทั้ง 13 กัณฑ์ถูกแบ่งเขียนลงทั้งผนังเหนือช่องประตูและหน้าต่างและผนังระหว่างกลาง บางตอนเขียนเต็มช่อง บางตอนเช่นกัณฑ์ทศพรเขียนแทรกกับตอนอื่น บางตอนเช่นกัณฑ์จุลพนที่ชูชกถูกสุนัขของพรานเจตบุตรไล่จนต้องหนีขึ้นต้นไม้ก็แบ่งเป็น 2 ช่องต่อกัน

ลองเทียบกันดูได้เลยครับว่ามิสเตอร์ริโกลีเป็นจิตรกรที่มีความสามารถมากขนาดไหนที่สามารถนำแบบร่างของสมเด็จครูมาขยายลงบนผนังได้อย่างสมบูรณ์ขนาดนี้ อ้อ เกือบลืมบอกไปว่าภาพร่างต้นแบบของจิตรกรรมฝาผนังวัดราชาธิวาสปัจจุบันอยู่ที่วังปลายเนินร่วมกับภาพร่างต้นแบบอีกหลายภาพเลยครับ

วัดราชาธิวาส วัดราชาธิวาส วัดราชาธิวาส วัดราชาธิวาส

พระเจดีย์ด้านหลังพระอุโบสถเป็นเจดีย์ที่สร้างขึ้นครอบเจดีย์ทรงระฆังที่ตามประวัติระบุว่าสร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 3 แต่มาแล้วเสร็จในรัชกาลต่อมา เจดีย์ทรงนี้เป็นรูปแบบที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวที่ทรงโปรดมากกว่าเจดีย์ทรงเครื่องที่นิยมมาแต่ก่อนด้วยเหตุผลว่าแน่นหนากว่า สามารถรักษาพระบรมสารีริกธาตุได้ดีกว่า ก่อนที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจะโปรดให้สร้างครอบ แต่มาแล้วเสร็จในรัชกาลต่อมาเช่นกัน โดยผู้ควบคุมออกแบบก่อสร้างคือพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนเรศวรฤทธิ์ พระราชโอรสร่วมพระราชบิดาและพระญาติพระองค์สำคัญพระองค์หนึ่งของรัชกาลที่ 5

วัดราชาธิวาส

ภาพ : ศิลปกรรมวัดราชาธิวาส

รูปแบบที่ปรากฏในปัจจุบันเป็นเจดีย์ทรงปราสาท ประดิษฐานพระพุทธรูปในซุ้มทั้งสี่ด้าน ตั้งอยู่บนฐานสิงห์ล้อมมีซุ้มรอบ แม้ตามข้อมูลจะระบุว่าเป็นเจดีย์แบบศรีวิชัย แต่ส่วนตัวเห็นว่าน่าจะได้แรงบันดาลใจจากเจดีย์ศิลปะปาละของอินเดีย ไม่เชื่อลองเทียบกับเจดีย์องค์เล็กที่อยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ดูครับว่าคล้ายกันหลายส่วนทีเดียว แล้วเอามาต่อกับฐานสิงห์ล้อมซึ่งเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นและพบเฉพาะในประเทศไทยเท่านั้น มีหลักฐานอยู่ที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เช่น วัดธรรมิกราช วัดแม่นางปลื้ม ฯลฯ ดังนั้น ไม่เพียงแต่พระอุโบสถเท่านั้น แม้แต่พระเจดีย์องค์นี้ก็ยังถือเป็นตัวอย่างของการมิกซ์แอนด์แมตช์ศิลปะ 2 สัญชาติเข้าด้วยกันอย่างลงตัวอีกชิ้นหนึ่งเช่นกัน

วัดราชาธิวาส วัดราชาธิวาส

ในส่วนของพระพุทธรูปที่อยู่ภายในซุ้มพระเจดีย์นั้นเป็นของอิมพอร์ตมาจากประเทศอินโดนีเซีย เป็นพระพุทธรูปที่รัฐบาลฮอลันดาถวายรัชกาลที่ 5 และเดิมอยู่ที่วัดพระศรีรัตนศาสดาราม โดยถวายมาทั้งสิ้น 5 องค์ 5 ปาง แทนพระธยานิพุทธเจ้าตามคติความเชื่อแบบพุทธศาสนามหายานตันตระ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนเรศวรฤทธิ์ ได้อัญเชิญมา 4 องค์และประดิษฐานตามทิศต่างๆ ตามทิศของพระธยานิพุทธเจ้านั้นๆ

ในกรณีนี้สมเด็จครูทรงมีพระราชวิจารณ์ว่าเป็นเรื่องเสียหาย 2 กระทง คือย้ายวัตถุที่คนชมได้ง่ายเอาไปตั้งในที่ลี้ลับกระทงหนึ่ง แต่ที่ร้ายแรงกว่าคือเอาพระพุทธรูปอีกองค์แยกไปถวายสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ที่วัดบวรนิเวศวิหาร (ปัจจุบันตั้งอยู่หน้าพระอุโบสถ)

วัดราชาธิวาส

อีกสถานที่หนึ่งที่คุณไม่ควรพลาดก็คือศาลาการเปรียญที่ออกแบบโดยพระยาจินดารังสรรค์ (พลับ) สถาปนิกผู้มีชื่อเสียงอีกท่านหนึ่งในสมัยรัชกาลที่ 5 โดยได้แรงบันดาลใจจากศาลาการเปรียญวัดใหญ่สุวรรณาราม จังหวัดเพชรบุรี ศาลาแห่งนี้มีมุขทั้งด้านหน้าและด้านหลัง โดยด้านหน้ามีตราพระเกี้ยว สัญลักษณ์ของรัชกาลที่ 5 ในขณะที่ด้านหลังมีตราวชิราวุธ สัญลักษณ์ของรัชกาลที่ 6

วัดราชาธิวาส

ภายในศาลาการเปรียญมีโต๊ะหมู่ที่ประดิษฐานพระพุทธรูปศิลปะล้านนาแบบสิงห์ที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวพระราชทานมา นอกจากนั้น ยังมีธรรมาสน์ที่งดงามอีก 2 องค์ ซึ่งเป็นงานฝีพระหัตถ์ของสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ซึ่งกล่าวกันว่าได้รับแบบอย่างจากธรรมาสน์ 2 องค์จากวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ จังหวัดพิษณุโลก ธรรมาสน์ทั้งสององค์นี้เป็นหนึ่งในมาสเตอร์พีซของธรรมาสน์สมัยอยุธยาตอนปลาย ปัจจุบันเก็บรักษาเอาไว้ในห้องกระจกด้านหลังพระวิหารหลวง ทว่าผมยังไม่เคยเข้าไปชมภายในศาลาการเปรียญ ดังนั้น จึงขออนุญาตจำภาพจากอินเทอร์เน็ตมาให้ชมกันแทนครับผม

วัดราชาธิวาส

ภาพ : https://pantip.com/topic/30498414

นี่ยังไม่ใช่ทั้งหมดของวัดราชาธิวาสแห่งนี้ ยังมีอีกหลายสถานที่ที่น่าไปชม ไม่ว่าจะเป็นบรรดาพระตำหนักต่างๆ เช่น พระตำหนักสมเด็จพระพันปีหลวง พระตำหนักพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ศาลาพระอัยยิกา หอสวดมนต์ ศาลาหลวงพ่อนาค ฯลฯ ดังนั้น ถ้าใครได้มีโอกาสเดินทางไปยังวัดแห่งนี้ลองค่อยๆ พิจารณาความงามต่างๆ ที่ซ่อนอยู่ภายในวัดแห่งนี้ ที่ผมนำมาเล่านำมาบอกเป็นเพียงแค่เสี้ยวหนึ่งของเรื่องราวของวัดแห่งนี้เท่านั้นครับ

เกร็ดแถมท้าย

  1. วัดราชาธิวาสอยู่ในเขตดุสิต ริมถนนสามเสน สามารถใช้ขนส่งสาธารณะหรือพาหนะส่วนตัวก็ได้ทั้งนั้น หากเดินมาจากถนนเราจะเห็นพระเจดีย์ก่อนพระอุโบสถนะครับ
  2. วัดราชาธิวาสมีทางเดินเล็กๆ ที่สามารถเดินไปชมโบสถ์คอนเซ็ปชัญได้เลย ซึ่งจะสะดวกและใกล้กว่าการเดินจากถนนสามเสน โดยทางเดินอยู่ใกล้กับท่าน้ำครับ
  3. อีกหนึ่งสถานที่น่าสนใจใกล้กับวัดราชาธิวาสก็คือวังสวนสุนันทา ซึ่งอยู่ภายในพื้นที่ของมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ตั้งอยู่ตรงข้ามเยื้องกับทางเข้าวัดราชาธิวาส ภายในมีพระตำหนักที่น่าสนใจอยู่หลายหลังเลยครับ

Writer & Photographer

ธนภัทร์ ลิ้มหัสนัยกุล

ต้า วัดไทย เด็กประวัติศาสตร์ศิลปะผู้ดูวัดมาแล้วกว่าพันวัดแม้จะยังไม่ครบทุกจังหวัด ชื่นชอบในความงามของศิลปะทั้งไทยและเทศรวมถึงเรื่องราวของสถานที่นั้นๆ ปัจจุบันยังคงออกเที่ยวชมวัดทุกศาสนารวมถึงวังต่างๆ อย่างต่อเนื่องพร้อมกับนำเรื่องราวมาเผยแพร่บน Facebook อยู่เป็นระยะๆ

เวลาพูดถึงชาวต่างชาติ นึกถึงอะไรกันบ้างครับ 

บางคนอาจจะนึกถึงรูปร่างหน้าตาที่แตกต่างจากเรา บางคนอาจจะนึกถึงเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายที่เขาใส่ บางคนอาจจะนึกถึงอาหารการกินของประเทศเหล่านั้น หรือถ้ารู้จักแบบลึกซึ้งหน่อย อาจจะนึกถึงอุปนิสัยใจคอของชาวต่างชาติเหล่านั้น หรือถ้าเราไม่รู้จักเลย ก็แค่หยิบมือถือ เปิดคอมพิวเตอร์แล้วค้นหาก็จะเจอข้อมูลเหล่านี้อย่างง่าย

แล้วถ้าเป็นคนในสมัยก่อนล่ะ เขานึกถึงชาวต่างชาติอย่างไรกันบ้าง คิดเหมือนเราไหม วันนี้ผมจะชวนไปพิสูจน์ ไปหาคำตอบว่า คนในสมัยก่อนรู้จักชาวต่างชาติแค่ไหนผ่านภาพวาดภายในวัดครับ 

ใครคิดว่าผมจะพาไปดูภาพกากที่เป็นรูปชาวต่างชาติล่ะก็ บอกเลยว่าคิดผิดถนัด เพราะผมจะพาไปชมทวารบาลที่วัดแห่งหนึ่ง ซึ่งนำเอาชาวต่างชาติเหล่านี้มาทำหน้าที่แทนเทวดาหรือเสี้ยวกาง วัดที่ว่านี้ก็คือ ‘วัดบางขุนเทียนนอก’ ครับผม

วัดบางขุนเทียนนอก : จากหนึ่งกลายเป็นสองวัด

ถ้ายึดตามประวัติวัดบางขุนเทียนนอก เดิมวัดนี้มีชื่อว่าวัดยมโลก สร้างขึ้นสมัยอยุธยาตอนปลาย ประวัติมีเท่านี้เลยครับ 

แต่เรื่องราวที่สนุกของวัดแห่งนี้กลับเป็นประวัติในเวอร์ชันตำนาน ซึ่งเล่าว่าเศรษฐีท่านหนึ่งได้ร่วมกับน้องสาวสร้างวัดแห่งหนึ่งขึ้นมา เมื่อสร้างเสร็จเศรษฐีคนพี่ไปขอจองกฐินวัดเพียงคนเดียวโดยไม่บอกน้องสาว พอน้องสาวรู้เข้าก็ไม่พอใจ ต่อมาพี่ชายให้คนมายืมเครื่องใช้สำหรับจัดเตรียมงานบุญ ปรากฏว่าน้องยังไม่พอใจพี่ชายอยู่เลยไม่ยอมให้ แถมน้องสาวยังสั่งให้คนไปขุดคูน้ำมาคั่นกลางวัดที่ร่วมกันสร้าง จากหนึ่งวัดจึงกลายเป็นสองวัดไปในทันที โดยวัดของคนพี่คือวัดบางขุนเทียนนอก ส่วนวัดของน้องสาวคือวัดบางขุนเทียนกลาง

วัดบางขุนเทียนนอก วัดที่มีทวารบาลเป็นชาวต่างชาติ 22 ชาติ ชาวเกาหลีในชุดฮันบกก็มี

อุโบสถครั้งกรุงเก่าที่ผ่านมือช่างครั้ง ร.3

อาคารหลักของวัดบางขุนเทียนนอก คือ อุโบสถซึ่งปัจจุบันตั้งอยู่ต่ำกว่าระดับพื้นปัจจุบันลงไปเยอะพอสมควร เป็นอาคารขนาดเล็ก มีหน้าบันเป็นงานปูนปั้นลายดอกไม้และชามกระเบื้อง ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของงานแบบพระราชนิยมในสมัยรัชกาลที่ 3 แถมซุ้มประตูและหน้าต่างยังเป็นลายดอกไม้ใบเทศแบบที่นิยมในสมัยรัชกาลที่ 3 แต่ถ้าจะบอกว่าอาคารหลังนี้สร้างขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว คุณคิดผิดครับ จะเห็นว่าด้านหน้าและด้านหลังมีชายคา (หรือที่บางคนจะเรียกว่าจั่นหับ) ยื่นออกมา สิ่งนี้ไม่พบในสมัยรัชกาลที่ 3 แต่พบได้ในสมัยอยุธยาตอนปลาย สอดคล้องกับประวัติวัดที่บอกว่าสร้างขึ้นตั้งแต่สมัยอยุธยาตอนปลาย

ที่สำคัญ พอเข้าไปด้านในอุโบสถ พระประธานชื่อ ‘พระพุทธยมโลก’ ตามชื่อเดิมของวัด ประดิษฐานร่วมกับพระพุทธรูปอีกหลายองค์เป็นหมู่อยู่บนฐานชุกชีเดียวกัน แม้จะมีทั้งพระสมัยอยุธยาและพระสมัยรัชกาลที่ 3 ปะปนกันอยู่ แต่ลักษณะการประดิษฐานเช่นนี้ เป็นสิ่งที่พบได้ทั่วไปในสมัยอยุธยาตอนปลายเช่นกัน เพราะในสมัยรัตนโกสินทร์นั้นนิยมประดิษฐานพระประธานองค์เดียวเป็นประธานมากกว่า

วัดบางขุนเทียนนอก วัดที่มีทวารบาลเป็นชาวต่างชาติ 22 ชาติ ชาวเกาหลีในชุดฮันบกก็มี

การปะปนกันของงานศิลปะจากต่างยุคไม่ได้มีแค่กับอุโบสถและพระพุทธรูปเท่านั้น จิตรกรรมฝาผนังก็เช่นกัน เพราะจิตรกรรมฝาผนังที่ผนังสกัดหน้าและสกัดหลัง เป็นงานที่น่าจะวาดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 3 เล่าเรื่องพุทธประวัติตอนสำคัญ เช่น เจ้าชายสิทธัตถะตัดพระเมาลี หรือ มารผจญ ส่วนผนังด้านข้างแม้จะเขียนพุทธประวัติเหมือนกัน เช่น นาคปรก แต่ก็ยังมีเรื่องอื่นอย่าง อสุภกรรมฐานหรือการทำกรรมฐานด้วยการเพ่งไปยังซากศพอยู่ด้วย ดูปนกันแบบงง ๆ แถมฝีมือยังดูดรอปกว่าผนังสกัดทั้งสองด้านพอสมควร ทำให้พอจะสันนิษฐานว่า ภาพที่ผนังด้านข้างน่าจะวาดขึ้นทีหลังโดยไม่อ้างอิงกับของเดิม

วัดบางขุนเทียนนอก วัดที่มีทวารบาลเป็นชาวต่างชาติ 22 ชาติ ชาวเกาหลีในชุดฮันบกก็มี
วัดบางขุนเทียนนอก วัดที่มีทวารบาลเป็นชาวต่างชาติ 22 ชาติ ชาวเกาหลีในชุดฮันบกก็มี

สิบสองภาษาที่มากกว่าสิบสอง

ก่อนจะไปพูดถึงภาพชาวต่างชาติที่วัดบางขุนเทียนนอก ผมต้องขอแนะนำให้ทุกท่านรู้จักกับ ‘โคลงภาพคนต่างภาษา’ หรือ ‘โคลงภาพสิบสองภาษา’ ก่อน โคลงภาพคนต่างภาษานี้เป็นหนึ่งในจารึกที่วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม หรือ วัดโพธิ์ ท่าเตียน ซึ่งเขียนขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 

โคลงภาพคนต่างภาษานี้มีทั้งสิ้น 64 บท บรรยายเอกลักษณ์ของชาวต่างชาติต่างภาษาจำนวน 32 ชาติ ซึ่งมีทั้งประเทศตัวเอง ประเทศเพื่อนบ้าน ประเทศฝั่งตะวันออกและประเทศฝั่งตะวันตก มีคำอธิบายเกี่ยวกับลักษณะการแต่งกาย รูปร่างหน้าตา ความรู้ความสามารถ ความเชื่อ ที่อยู่อาศัย สภาพอากาศ รวมถึงลักษณะพิเศษของขนบธรรมเนียมประเพณีบางอย่าง ตามความรู้ความเข้าใจของคนในสมัยนั้น อย่างเช่นโคลงเกี่ยวกับชาวมอญ ว่า

“นี้ภาพเตลงเขตรแคว้น หงสา วดีเฮย

คือเหล่ารามัญฉมัง หมู่นี้

ไว้หวังเพื่อประชา ชมเล่น

เผื่อไว้ภายหน้าลี้ ลับหาย ฯ

นุ่งผ้าตราริ้วเช่น ชาวอัง วะเฮย

พันโพกเกล้าแต่งกาย ใส่เสื้อ

มอญมักสักไหล่หลัง ลงเลข ยันต์นา

พลอยทับทิ้มน้ำเนื้อ นับถือ”

อีกสักบทละกัน คราวนี้เป็นชาวต่างชาติบ้างอย่างชาวหรูชปีตะสบาก มีใครเคยได้ยินชนชาตินี้ไหมครับ ผมเชื่อว่าไม่น่าจะเคยกัน แต่ถ้าผมบอกว่าชาวเซนต์ปีเตอร์สเบอร์ก ผมเชื่อว่าทุกคนน่าจะนึกออกครับ เพราะหรูชปีตะสบากนั้นเพี้ยนมาจากคำว่า ‘หรูช’ หรือ Rus มาผสมกับคำว่า ‘ปีตะสบาก’ หรือ ปีเตอร์สเบอร์ก นั่นเอง ดังนั้น โคลงบทนี้จึงอธิบายลักษณะชาวรัสเซียซึ่งมาจากเมืองนี้ว่า

“รูปหรูชปีตะสบากด้าว แดนตวัน ตกพ่อ

คนมากเมืองเขาเคย ข่าวได้

ดลเดือนฤดูพรรษ์ ผลเห็บ ตกแฮ

เย็นเยือกลมไล้ย้อย หยาดเผลียง

ชาวเกษตรใส่เสื้อเย็บ หนังแกะ

นอนแนบอัคคีเคียง แค่มุ้ง

ลางชนเชือดหนังแพะ พันห่อ กายเฮย

สาบสอายคลุ้งฟุ้ง เฟื่องเหม็น”

โคลงภาพคนต่างภาษานี้ถือเป็นหลักฐานสำคัญที่ยืนยันว่า เหล่าบัณฑิตในสมัยรัชกาลที่ 3 มีความรู้ความเข้าใจที่มีต่อชาวต่างชาติในเวลานั้นเป็นอย่างดี และยังถือเป็นงานเขียนเชิงชาติพันธุ์วรรณาชิ้นแรก ๆ ของประเทศไทยอีกด้วย และที่วัดโพธิ์นี้ไม่ได้มีแค่โคลงภาพเท่านั้น ยังมีการบันทึกความรู้ชุดนี้เอาไว้ในรูปของจิตรกรรม โดยวาดเอาไว้บนบานหน้าต่างด้วยภาพชายชาวต่างชาติยืนเฝ้าประตูและหน้าต่างเอาไว้

อนึ่ง คำว่า ‘สิบสองภาษา’ นี้เป็นคำในสมัยก่อนที่ใช้เรียกชาวต่างชาติแบบรวม ๆ นะครับ ไม่ได้หมายความว่ามี 12 ชาตินะครับ

อนึ่งอีกที 32 ชาติที่ปรากฏในโคลงภาพต่างภาษานี้มีใครบ้าง ตามนี้เลยครับ สิงหฬ [ศรีลังกา], ไทย, กะเหรี่ยง, อาฟริกัน, ดอดชิ [ดัทช์], อิตาเลียน, ฝรั่งเศส, ยิบเซ็ดอ่าน [อียิปต์], สะระกาฉวน [ซาราเซน], ยี่ปุ่น [ญี่ปุ่น], อาหรับ หรุ่มโต้ระกี่ [ตุรกี], แขกปะถ่าน [ปาทาน มุสลิมแถบอัฟกานิสถาน-ปากีสถาน], แขกจุเหลี่ย [มุสลิมแถบอินเดียภาคใต้ – ลังกา], หรูชปีตะสบาก [รัสเซีย เซนต์ปีเตอร์สเบอร์ก], หรูช (ตาตา) [ตาตาร์ ชาวมุสลิมในไครเมีย], มอญ, กระแซ, เงี้ยว, พม่า, ฮินดู่, มลายู, พราหมณ์ฮินดู่, พราหมณ์รามเหศร์, จาม, ลาวยวน [ชาวล้านนา], หุ้ยหุย [มุสลิมในจีน], เกาหลี, ญวน , จีน, เขมร, ลิ่วขิ่ว (ริวกิว)

วัดบางขุนเทียนนอก วัดที่มีทวารบาลเป็นชาวต่างชาติ 22 ชาติ ชาวเกาหลีในชุดฮันบกก็มี
วัดบางขุนเทียนนอก วัดที่มีทวารบาลเป็นชาวต่างชาติ 22 ชาติ ชาวเกาหลีในชุดฮันบกก็มี

ชาวต่างชาติบนบานหน้าต่าง ชายหญิงควงคู่เฝ้าหน้าต่าง

กลับมาที่วัดบางขุนเทียนนอกกันอีกที ภาพวาดชาวต่างชาติที่วัดแห่งนี้อยู่ตำแหน่งเดียวกันกับที่วัดโพธิ์เลยครับ ก็คือบนบานหน้าต่างของอุโบสถ แต่ก็มีจุดหนึ่งที่แตกต่างกัน เพราะทวารบาลชาวต่างชาติที่วัดบางขุนเทียนนอกนี้เป็นการจับคู่กับระหว่างชายกับหญิง ไม่ใช่ชายกับชายแบบวัดโพธิ์ แถมบางคู่ยังเป็นคนละชาติมาจับคู่กันอีก ซึ่งที่วัดบางขุนเทียนนอกมีชาวต่างชาติอยู่ทั้งสิ้น 22 ชาติ

ลองดูคู่ที่เป็นชาติเดียวกันก่อน เริ่มกันด้วยชาติที่เราคุ้นเคยกันอย่างชาวจีน ซึ่งเป็นภาพชายไว้เปียแมนจูใส่ชุดแดง สวมหมวกใบเล็กพอดีหัว คู่กับหญิงสวมเสื้อสีแดงแขนยาวถึงข้อมือปลายแขนกว้าง บนผมมีเครื่องประดับขนาดเล็กและผ้าคล้องไหล่ ซึ่งถ้าใครดูหนังจีนย้อนยุคบ่อย ๆ น่าจะคุ้นเคยกับชุดประมาณนี้กันอยู่แล้ว ที่สำคัญ ผู้หญิงก็ยังอุ้มลูกอยู่ด้วย เหมือนแสดงภาพคู่สามีภรรยาชาวจีนเลย

วัดบางขุนเทียนนอกมีทวารบาลเป็นชาวต่างชาติ 22 ชาติ ทั้งเอเชีย ยุโรป แอฟริกา และความหมายของคำว่า ‘สิบสองภาษา’

เอาคู่สามีภรรยาอีกสักคู่แล้วกัน คู่ชาวดัตช์ซึ่งเป็นชาวตะวันตกชาติเดียวที่วัดบางขุนเทียนนอกแห่งนี้ ผู้ชายไว้ผมยาวดัดเป็นลอน สวมหมวกปีกมีขนนกปักด้านหน้า สวมเสื้อแขนยาวสีดำแขนสีแดง ปลายแขนเสื้อพับเป็นรูปคล้ายสามเหลี่ยม สวมกางเกงรัดปลายระดับเข่า ส่วนผู้หญิงผมสีแดงสวมชุดเสื้อแขนยาวสีแดง ปลายแขนเสื้อพับเป็นรูปคล้ายสามเหลี่ยมเหมือนผู้ชายและสวมกระโปรงลายตาราง ที่สำคัญ ในมืออุ้มลูกเหมือนกับคู่คนจีนเลยครับ ซึ่งลักษณะแบบนี้เทียบได้กับเครื่องแต่งกายชาวดัตช์ในช่วงเวลานั้นเช่นกัน

วัดบางขุนเทียนนอกมีทวารบาลเป็นชาวต่างชาติ 22 ชาติ ทั้งเอเชีย ยุโรป แอฟริกา และความหมายของคำว่า ‘สิบสองภาษา’

คราวนี้ลองมาดูบรรดาคู่ไม่เหมือนกันบ้าง เอาชาติที่ผมเชื่อเราน่าจะรู้จักกันยังสาวชาวเกาหลีกันก่อน แน่นอนว่ามาพร้อมกับชุดคลุมยาวปิดข้อมือ มีผ้าแถบผูกที่คอเสื้อที่เรียกว่าชุดฮันบก ส่วนอีกฝั่งหนึ่งเป็นชายชาวญวนหรือชาวเวียดนามครับ แสดงด้วยภาพชายไว้ผมเปียสวมหมวกสีแดง สวมเสื้อแขนยาวคลุมข้อมือและยาวเลยเข่าเล็กน้อย มือหนึ่งถือพัด สวมกางแกงขาวยาวถึงข้อเท้า หากดูเผิน ๆ จะดูเหมือนชาวจีน ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะวัฒนธรรมของทั้งสองชาติคล้ายกัน แต่โชคดีว่าในโคลงต่างภาษาที่วัดโพธิ์ ใส่รายละเอียดว่าชาวญวนจะแต่งกายคล้ายงิ้วและถือพัดด้ามจิ๋ว

วัดบางขุนเทียนนอกมีทวารบาลเป็นชาวต่างชาติ 22 ชาติ ทั้งเอเชีย ยุโรป แอฟริกา และความหมายของคำว่า ‘สิบสองภาษา’

ถัดมาลองดูประเทศแปลก ๆ กันบ้าง ฝ่ายหญิงคือชาวกระแซ เป็นสตรีเจาะหูสวมชุดเขียวสั้นเลยเอวไปเล็กน้อย ทับกระโปรงสั้นสีขาวลายตรง คอสวมสร้อยลูกปัด ส่วนมือข้างซ้ายถือกล้องยาสูบ ที่ขามีเด็กเกาะอยู่ ส่วนฝ่ายชายคือชาวแอฟริกัน เป็นบุรุษผิวเข้มเจาะหู นุ่งผ้าเตี่ยวผืนเดียวโดยไม่ใส่เสื้อและเหน็บเคียวไว้ที่เอว ในมือถือไม้ไผ่ปลายแหลม ซึ่งทั้งสองชาตินี้ต่างก็เป็นชนชาติที่ชาวสยามในสมัยก่อนไม่รู้จัก แถมยังไม่เคยเห็นอีกต่างหาก ภาพนี้จึงวาดขึ้นผ่านคำบอกเล่าของคนอื่น โดยชาวกระแซเป็นข้อมูลจากเชลยชาวพม่า ส่วนชาวแอฟริกันนั้นเป็นข้อมูลจากมิชชันนารีชาวตะวันตก

วัดบางขุนเทียนนอกมีทวารบาลเป็นชาวต่างชาติ 22 ชาติ ทั้งเอเชีย ยุโรป แอฟริกา และความหมายของคำว่า ‘สิบสองภาษา’

ชาวต่างชาติในวัดไทย

แม้ว่าในวัดไทยแห่งอื่น ๆ จะไม่ได้มีภาพชาวต่างชาติที่หลากหลายขนาดวัดบางขุนเทียนนอกหรือวัดโพธิ์ แต่การที่ปรากฏภาพบุคคลต่างชาติต่างภาษากับเราอยู่ภายในวัดของเรา ก็ถือเป็นเครื่องยืนยันว่าคนในสมัยก่อนไม่ได้รู้จักคนเหล่านี้แค่เพียงเขาเป็นพ่อค้า เป็นนักบวช หรือเป็นคนที่เดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรเท่านั้น แต่พวกเขาสังเกต จดจำ และบันทึกเรื่องราวของเขาเหล่านี้ ละเอียดบ้าง ไม่ละเอียดบ้าง ดังนั้น ภาพของต่างชาติเหล่านี้จึงสมจริงพอสมควร และช่วยให้เราเข้าใจหรือรับรู้ได้ว่ามีคนชาติไหนบ้างที่ผู้คนในยุคนั้นรู้จักด้วย ดังนั้นถ้า ใครสนใจศึกษาเรื่องราวของชาวต่างชาติ เราอาจไม่จำเป็นต้องไปไกลถึงประเทศเหล่านั้น แค่เดินเข้าไปในวัดไทย ก็หาความรู้เรื่องนี้ได้เหมือนกันครับ

ป.ล. ขออภัยที่ผมไม่ได้เอามาให้ดูหมดทุกคู่นะครับ ไม่งั้นเดี๋ยวจะยาวเกินไป และชาวต่างชาติบางชาติก็ยังต้องมีการศึกษากันต่อ เพื่อตีความว่าเป็นคนชาติไหนกันแน่ และขอหยิบตัวอย่างที่คิดว่าน่าจะเห็นกันชัด ๆ ชัวร์ ๆ ก่อนนะครับ

เกร็ดแถมท้าย

  1. อุโบสถวัดบางขุนเทียนนอก ปกติแล้วจะไม่ได้ล็อกประตู เดินเข้าไปชมได้เลย แต่แนะนำให้ไปแจ้งพระท่านไว้หน่อย เดี๋ยวท่านจะตกใจว่าใครแอบเข้าไปทำอะไรในอุโบสถ หรือถ้าแจ็กพอต ประตูอุโบสถล็อกไว้ให้ลองติดต่อพระที่วัดดูครับ
  2. ถ้าใครมาชมทวารบาลชาวต่างชาติที่วัดนี้แล้วไม่จุใจ ก็อย่าลืมไปที่วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามหรือวัดโพธิ์ด้วยนะครับ อยู่ที่พระวิหารทิศเหนือ (วิหารที่ประดิษฐานพระปางป่าเลไลยก์) และพระวิหารทิศตะวันตก (วิหารที่ประดิษฐานพระนาคปรก) ลองปิดประตู ปิดหน้าต่าง แล้วทัศนาภาพชาวต่างชาติแบบเดียวกับวัดบางขุนเทียนนอกได้เลยครับ อ้อ วัดโพธิ์มีชาวต่างชาติในเวอร์ชันประติมากรรมด้วยนะครับ เสียดายที่ตอนนี้เหลือแค่ไม่กี่ตัวเท่านั้น
  3. ไหน ๆ ไปวัดบางขุนเทียนนอกแล้ว ควรแวะไปชมวัดบางขุนเทียนกลางที่อยู่ใกล้กัน เป็นวัดที่สร้างขึ้นในสมัยอยุธยาตอนปลายเหมือนกัน แถมยังบูรณปฏิสังขรณ์ในสมัยรัชกาลที่ 3 เหมือนกันด้วย แล้วก็ไปชมวัดบางขุนเทียนในที่อยู่ไม่ไกลกันนักก็ดีนะครับ ที่นี่มีพระประธานปางป่าเลไลยก์ที่ไม่ค่อยพบเท่าไหร่ แถมยังมีจิตรกรรมเล่าเรื่องชาดกแปลก ๆ ที่ไม่ค่อยมีที่ไหน อย่าง จุลปทุมชาดก หรือชาดกที่ผมชอบเรียกแซวว่าเป็นบาร์บีคิวพลาซ่าชาดกด้วย

Writer & Photographer

ธนภัทร์ ลิ้มหัสนัยกุล

ต้า วัดไทย เด็กประวัติศาสตร์ศิลปะผู้ดูวัดมาแล้วกว่าพันวัดแม้จะยังไม่ครบทุกจังหวัด ชื่นชอบในความงามของศิลปะทั้งไทยและเทศรวมถึงเรื่องราวของสถานที่นั้นๆ ปัจจุบันยังคงออกเที่ยวชมวัดทุกศาสนารวมถึงวังต่างๆ อย่างต่อเนื่องพร้อมกับนำเรื่องราวมาเผยแพร่บน Facebook อยู่เป็นระยะๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load