ช่วงนี้เราๆ ท่านๆ คงยังต้องอยู่บ้านกันอีกสักระยะด้วยเรื่องของโรค COVID-19 การจะไปดูวัดอาจจะยังไม่สะดวกมากนัก ไหนๆ เราก็ยังไม่ได้ออกไปไหนกันเท่าไหร่ ผมเลยอยากแนะนำทริกเล็กๆ น้อยๆ สำหรับคนที่คิดจะเริ่มดูจิตรกรรมฝาผนัง เพราะเชื่อว่าหลายท่านน่าจะประสบปัญหาว่า ภาพที่เห็นคือเรื่องอะไร ฉากอะไร ซึ่งจิตรกรรมฝาผนังในวัดส่วนใหญ่จะเขียนพุทธประวัติบ้าง ทศชาติชาดกบ้าง ฉากไตรภูมิบ้าง โดยวันนี้เราจะเริ่มกันที่ทศชาติชาดกครับผม

ทศชาติชาดก คือเรื่องราว 10 พระชาติสุดท้ายของพระพุทธเจ้า ได้รับความนิยมแพร่หลายมาตั้งแต่สมัยอยุธยา โดยพระชาติทั้ง 10 ประกอบด้วย เตมีย์ชาดก มหาชนกชาดก สุวรรณสามชาดก เนมิราชชาดก มโหสถชาดก ภูริทัตชาดก จันทกุมารชาดก พรหมนารทชาดก วิทูรชาดก และเวสสันดรชาดก

ซึ่งถ้าใครจำลำดับไม่ได้ มีทริกการจำเล็กๆ โดยการย่อทั้งสิบชาติเหลือแค่ ‘เต ชะ สุ เน มะ ภู จะ นา วิ เว’

ทีนี้ เวลาช่างโบราณจะเล่าเรื่องราวเหล่านี้ลงบนฝาผนัง ก็มักจะหยิบเอาฉากสำคัญของเรื่องนั้นๆ มาวาด เพราะถ้าจะให้วาดตั้งแต่ต้นจนจบ ทั้งอาคารคงมีชาดกแค่เรื่องเดียว แต่อาจจะยกเว้นไว้เรื่องหนึ่ง นั่นก็คือ เวสสันดรชาดก ที่บางวัดเขียนแค่เฉพาะชาดกเรื่องนี้เรื่องเดียวโดยไม่เขียนทศชาติชาดกเรื่องอื่นประกอบไปด้วย

แต่เนื่องจากทศชาติชาดกมีถึง 10 เรื่อง ต่อให้เล่าเรื่องแบบสรุปยังไงถ้าเล่าทั้งสิบเรื่องในตอนเดียว คาดว่าผู้อ่านอาจจะหลับก่อนได้ ดังนั้น เรามาทำความรู้จักกับทศชาติชาดก 3 พระชาติแรกกันก่อนแล้วกันครับ

‘เตมีย์ชาดก’ ถือเป็นชาดกเรื่องแรกในชุดทศชาติชาดกซึ่งทรงบำเพ็ญเนขัมมบารมี คือ การออกบวช ในชาตินี้พระองค์เสวยพระชาติ (เกิด) เป็นพระเตมีย์ โอรสของพระเจ้ากาสิกราชแห่งเมืองพาราณสี วันหนึ่งพระเตมีย์เห็นพระบิดาทรงลงโทษโจรด้วยวิธีการต่างๆ ทำให้พระองค์สลดพระทัยและเห็นว่าการขึ้นครองราชย์เป็นหนทางไปสู่นรก พระเตมีย์จึงแสร้งทำเป็นง่อยเปลี้ย หูหนวก แม้จะถูกทดสอบด้วยวิธีการต่างๆ เช่น เอางู เอาช้างมาขู่ เอาสาวงามมายั่วยวน พระองค์ก็ยังอดทนไม่แสดงอาการใดๆ เป็นเวลาถึง 16 ปี จนพระบิดาเชื่อและให้นายสุนันท์ผู้เป็นสารถีหรือคนขับรถนั้นเอาตัวพระเตมีย์ไปฝัง 

ในขณะที่นายสารถีจะขุดหลุมฝังพระเตมีย์นั้น พระองค์ได้ทรงทดลองกำลังโดยการยกราชรถขึ้นแกว่งด้วยมือเดียว จากนั้นพระองค์จึงได้แสดงธรรมโปรดนายสุนันท์และให้กลับไปบอกพระบิดา พระมารดา ว่าพระองค์ออกบรรพชา ต่อมาพระบิดา พระมารดา และบรรดาอำมาตย์ได้มาเข้าเฝ้าและฟังธรรมของพระเตมีย์ จึงพากันออกบรรพชาจนหมด

และฉากที่ถือเป็นฉากเด็ดที่สุดของชาดกเรื่องนี้ ก็คือฉากที่พระเตมีย์แสดงพลังดุจยอดมนุษย์โดยการยกราชรถด้วยมือเดียว ถือเป็นฉากที่ฮิตที่ถ้าเห็นเมื่อไหร่ ผนังนั้นก็คือเตมีย์ชาดกแน่นอน นอกจากฉากนี้ ก็ยังมีฉากสำคัญของเรื่อง อย่างฉากที่พระเตมีย์สมัยเป็นพระกุมารนั่งบนตักพระบิดาดูพระองค์สั่งลงโทษบรรดาโจรต่างๆ รวมถึงฉากการทดสอบพระเตมีย์ที่ช่างแต่ละวัดก็จะเลือกฉากการทดสอบแตกต่างกันออกไป บางที่เขียนแค่ 1 บททดสอบ แต่บางที่จัดมา 2 – 3 บททดสอบเลยก็มีครับ 

รวมฉากเด็ดใน 3 ชาติแรกของ ทศชาติชาดก จากจิตรกรรมบนฝาผนังวัดทั่วไทย
จิตรกรรมฝาผนังเตมีย์ชาดกในอุโบสถวัดใหญ่อินทาราม จังหวัดชลบุรี
รวมฉากเด็ดใน 3 ชาติแรกของ ทศชาติชาดก จาก จิตรกรรมฝาผนัง วัดทั่วไทย
รวมฉากเด็ดใน 3 ชาติแรกของ ทศชาติชาดก จาก จิตรกรรมฝาผนัง วัดทั่วไทย
จิตรกรรมฝาผนังเตมีย์ชาดกในอุโบสถวัดหน่อพุทธางกูร จังหวัดสุพรรณบุรี
รวมฉากเด็ดใน 3 ชาติแรกของ ทศชาติชาดก จาก จิตรกรรมฝาผนัง วัดทั่วไทย
จิตรกรรมฝาผนังเตมีย์ชาดกในอุโบสถวัดใหญ่อินทาราม จังหวัดชลบุรี

‘มหาชนกชาดก’ คือชาดกเรื่องที่ 2 และน่าจะเป็นหนึ่งในชาดกที่คนไทยรู้จักมากที่สุด เนื่องจากพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร หรือในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงพระราชนิพนธ์ไว้ ในพระชาตินี้พระมหาชนกทรงบำเพ็ญวิริยบารมี คือความเพียร ความบากบั่น 

และแน่นอนว่า พระโพธิสัตว์ทรงเสวยพระชาติเป็นพระมหาชนก โอรสของพระเจ้าอริฏฐชนก ผู้ถูกพระอนุชานามพระเจ้าโปลชนกแก้แค้นด้วยการยกทัพมาตีกรุงมิถิลา เพื่อแย่งชิงราชสมบัติและประหารพระเจ้าอริฏฐชนก ทำให้พระราชเทวีที่ทรงตั้งครรภ์ต้องเสด็จหนีจากเมือง โดยความช่วยเหลือของพระอินทร์ไปยังกาลจัมปากนคร 

ที่นั่น พระนางประสูติพระมหาชนก ต่อมาพระองค์ทรงอยากรู้ว่าพระบิดาของตนเป็นใคร พระมารดาจึงเล่าเรื่องพระเจ้าโปลชนกให้ฟัง เมื่อเจริญวัยขึ้น พระมหาชนกจึงขอพระมารดาไปค้าขาย ระหว่างทางเรือสำเภาที่ทรงโดยสารมาแตกเพราะพายุใหญ่ ทำให้พระองค์ต้องว่ายน้ำอยู่ 7 วัน 7 คืน จนนางมณีเมขลาเห็นความวิริยะจึงอุ้มพระองค์ไปยังสวนแห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นเวลาเดียวกันกับที่พระเจ้าโปลชนกสวรรคต ประกอบกับทรงมีพระธิดาองค์เดียว คือนางสีวลีเทวี ปุโรหิตจึงทำพิธีเสี่ยงราชรถหาผู้มีบุญญาธิการมาครองราชย์ ราชรถก็มาจอด ณ ที่ที่พระมหาชนกบรรทมอยู่ พระมหาชนกทรงแสดงความสามารถและแก้ปริศนาของพระเจ้าโปลชนกได้ทั้งหมดจึงได้ครองราชย์ที่เมืองมิถิลา ทรงครองราชย์อย่างยาวนานจนเกิดเบื่อหน่ายในราชสมบัติหลังเห็นเหตุที่เกิดกับต้นมะม่วง จึงทรงเสด็จออกจากวังแล้วออกบรรพชา

ถ้าพูดถึงฉากสำคัญในเรื่องพระมหาชนกย่อมหนีไม่พ้นฉากเรือแตก ซึ่งเขียนกันแทบจะทุกวัดเลยทีเดียว แต่นอกจากฉากนี้แล้ว ยังมีฉากราชรถมาเกยหน้าพระมหาชนก ที่กลายเป็นที่มาของสำนวน ‘ราชรถมาเกย’ ซึ่งได้รับความนิยมมากเป็นรองแค่ฉากเรือแตก และยังมีฉากอื่นๆ เช่น ฉากพระอินทร์แปลงเป็นพราหมณ์พาพระราชเทวีหนี ซึ่งบางครั้งแสดงด้วยรูปพราหมณ์ที่มีกายสีเขียว เพื่อบอกให้รู้ว่านี่คือพระอินทร์แปลงกายมา ไม่ใช่พราหมณ์ธรรมดาๆ หรือ ฉากพระเจ้าอริฏฐชนกและพระเจ้าโปลชนกรบกัน ซึ่งมักใช้ฉากยุทธหัตถีแสดงฉากนี้ครับ

รวมฉากเด็ดใน 3 ชาติแรกของ ทศชาติชาดก จาก จิตรกรรมฝาผนัง วัดทั่วไทย
รวมฉากเด็ดใน 3 ชาติแรกของ ทศชาติชาดก จาก จิตรกรรมฝาผนัง วัดทั่วไทย
รวมฉากเด็ดใน 3 ชาติแรกของ ทศชาติชาดก จาก จิตรกรรมฝาผนัง วัดทั่วไทย
จิตรกรรมฝาผนังมหาชนกชาดกในอุโบสถ วัดช่องนนทรี กรุงเทพมหานคร

‘สุวรรณสามชาดก’ นับเป็นชาดกเรื่องที่ 3 ซึ่งได้ทรงบำเพ็ญเมตตาบารมี คือความรักและความปรารถนาให้เขามีความสุข ในพระชาตินี้ ทรงเสวยพระชาติเป็นพระสุวรรณสาม บุตรของทุกูลดาบสและปาริกาดาบสินี ที่แม้จะเกิดเป็นบุตรและบุตรีนายพรานแต่กลับไม่ประสงค์ฆ่าสัตว์ จึงออกบวชไปอยู่ป่าและรักษาศีล ต่อมาพระอินทร์เห็นอันตรายที่จะเกิดแก่ทั้งสอง จึงประทานพระโพธิสัตว์ให้มาจุติเพื่อมาปรนนิบัตินามสุวรรณสาม 

และก็เป็นดั่งที่พระอินทร์เห็น พราหมณ์สองผัวเมียโดนงูพ่นพิษจนตาบอดระหว่างที่ออกไปหาผลไม้ในป่า สุวรรณสามจึงดูแลบิดามารดาอย่างดี วันหนึ่งสุวรรณสามออกไปตักน้ำพร้อมกับฝูงเนื้อ แต่สุดท้ายไม่ได้กลับมา เพราะสุวรรณสามโดนพระเจ้าปิลยักขราชยิงลูกศรอาบยาพิษใส่ เนื่องจากสงสัยว่าสุวรรณสามเป็นคน เทวดา หรือนาคกันแน่ พอรู้ความจริงจากปากสุวรรณสาม ท่านจึงสัญญาว่าจะดูแลพ่อแม่ตาบอดของสุวรรณสามแทนเอง 

เมื่อกลับไปยังอาศรม ดาบสก็รู้ความจริงว่าสุวรรณสามได้จากไปแล้ว จึงขอให้พระเจ้าปิลยักขราชพาไปหาลูกชาย เมื่อไปถึงทั้งทุกูลดาบสและปาริกาดาบสินีต่างพรรณาความดีของสุวรรณสาม จนเทพธิดานามสุนธรีผู้เคยเป็นแม่ของสุวรรณสามเมื่อชาติก่อนได้ร่วมทำสัจอธิษฐานกับดาบสทั้งสองและพระเจ้าปิลยักขราช จนทำให้สุวรรณสามฟื้นขึ้นมาและแสดงธรรมแก่พระราชา เมื่อกษัตริย์กลับไปก็ยังปกครองเมืองได้โดยชอบธรรม

ฉากสำคัญในเรื่องสุวรรณสามชาดกที่พบบ่อย ก็คือฉากที่พระเจ้าปิลยักขราชแผลงศรอาบยาพิษใส่สุวรรณสาม ซึ่งทิศทางหรือระยะยิงจะผกผันไปตามสภาพแวดล้อมโดยรอบที่ช่างโบราณวาด อีกฉากที่นิยมพอๆ กันคือฉากที่ดาบสทั้ง สอง พระเจ้าปิลยักราช และนางเทพธิดาสุนธรี ร่วมกันตั้งสัจอธิษฐานจนสุวรรณสามฟื้นขึ้นมา 

แต่วัดที่เขียนฉากอื่นก็มี เป็นต้นว่าฉากที่งูพ่นพิษจนพ่อแม่ของสุวรรณสามตาบอด หรือฉากที่พระเจ้าปิลยักราชแบกหม้อน้ำกลับไปหาพ่อแม่ของสุวรรณสาม ซึ่งมีหลายเวอร์ชัน ทั้งเวอร์ชันที่แบกหม้อน้ำเตรียมเข้าไปหา และเวอร์ชันที่นั่งรายงาน และมักจะต่อด้วยฉากพาพ่อแม่ไปหาสุวรรณสาม

รวมฉากเด็ดใน 3 ชาติแรกของ ทศชาติชาดก จาก จิตรกรรมฝาผนัง วัดทั่วไทย
รวมฉากเด็ดใน 3 ชาติแรกของ ทศชาติชาดก จาก จิตรกรรมฝาผนัง วัดทั่วไทย
รวมฉากเด็ดใน 3 ชาติแรกของ ทศชาติชาดก จาก จิตรกรรมฝาผนัง วัดทั่วไทย
รวมฉากเด็ดใน 3 ชาติแรกของ ทศชาติชาดก จาก จิตรกรรมฝาผนัง วัดทั่วไทย
รวมฉากเด็ดใน 3 ชาติแรกของ ทศชาติชาดก จาก จิตรกรรมฝาผนัง วัดทั่วไทย

สำหรับตอนแรกก็จะขอพักไว้เท่านี้ก่อน ตอนต่อไปเราจะไปต่อกันอีก 3 ชาดก นั่นก็คือ เนมิราชชาดก มโหสถชาดก และภูริทัตชาดก อย่าลืมติดตามตอนต่อไปนะครับว่าเรื่องราวจะเป็นอย่างไร ฉากไหนดี ฉากไหนเด็ด มารอชมกันครับผม


เกร็ดแถมท้าย

  1. สำหรับใครที่อยากรู้เนื้อหาล่วงหน้าของชาดกเรื่องถัดๆ ไป ลองอ่านในเว็บไซต์ก่อนได้ครับ มีทั้งแบบสรุปเนื้อเรื่องอย่างย่อและเนื้อเรื่องแบบเต็ม เลือกดูเลือกอ่านกันได้ตามสะดวกเลยครับ
  2. แต่ถ้าใครสนใจเป็นหนังสือก็ขอแนะนำ 3 เล่มครับ ได้แก่ ความเข้าใจในจิตรกรรมไทยประเพณี ของ เนื้ออ่อน ขรัวทองเขียว หนังสือชุด ทศชาติกับจิตรกรรมฝาผนัง ของ นิดดา หงษ์วิวัฒน์ แล่วก็หนังสือ ท่องทศชาติผ่านจิตรกรรม ของ อู่ทอง ประศาสน์วินิจฉัย

Writer & Photographer

ธนภัทร์ ลิ้มหัสนัยกุล

ต้า วัดไทย เด็กประวัติศาสตร์ศิลปะผู้ดูวัดมาแล้วกว่าพันวัดแม้จะยังไม่ครบทุกจังหวัด ชื่นชอบในความงามของศิลปะทั้งไทยและเทศรวมถึงเรื่องราวของสถานที่นั้นๆ ปัจจุบันยังคงออกเที่ยวชมวัดทุกศาสนารวมถึงวังต่างๆ อย่างต่อเนื่องพร้อมกับนำเรื่องราวมาเผยแพร่บน Facebook อยู่เป็นระยะๆ

เวลานึกถึงพระพุทธรูปภายในโบสถ์วิหาร เราจะนึกถึงพระประธานองค์ใหญ่องค์เดียว หรือไม่ก็อาจจะมีพระอันดับตั้งอยู่โดยรอบ มีบ้างที่พระประธาน 2 องค์หันหลังชนกัน หรือพระประธาน 4 องค์หันหลังชนกัน แต่นั่นเทียบไม่ได้เลยกับพระประธานภายในพระอุโบสถของ ‘วัดอัปสรสวรรค์วรวิหาร’ เพราะที่นี่มีพระประธานมากถึง 28 พระองค์

วัดอัปสรสวรรค์ : จากวัดโบราณที่ไม่รู้อายุ สู่วัดงามสมัยพระนั่งเกล้า

วัดอัปสรสวรรค์เป็นวัดโบราณที่ตั้งอยู่ริมคลองด่าน เขตภาษีเจริญ กรุงเทพฯ แต่จะเก่าขนาดไหนไม่มีใครรู้ รู้แต่เพียงคำบอกเล่าที่ว่า คนสร้างวัดนี้คือ จีนอู๋ ชาวจีนที่อาศัยอยู่ในย่านนี้ ซึ่งน่าจะเคยเป็นที่อยู่ของชาวจีนที่ประกอบอาชีพเลี้ยงหมู เพราะปรากฏใน นิราศเมืองเพชร ที่สุนทรภู่บรรยายถึงย่านนี้ว่า

ถึงบางหลวงล่วงล่องเข้าคลองเล็ก 

ล้วนบ้านเจ๊กขายหมูอยู่อักโข

เมียขาวขาวสาวสวยล้วนรวยโป

หัวอกโอ้อายใจมิใช่เล็ก

ต่อมาในแผ่นดินของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 เจ้าจอมน้อย (สุหรานากง) ธิดาของเจ้าพระยาพลเทพ (ฉิม) พระสนมเอกของพระองค์ผู้มีความสามารถในการเล่นเป็นตัวละคร ‘สุหรานากง’ ตัวละครในเรื่อง อิเหนา ได้มาสถาปนาวัดใหม่ทั้งวัด โครงการนี้ได้รับการสานต่อโดยพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 3 เมื่อการปฏิสังขรณ์แล้วเสร็จ พระองค์ได้พระราชทานนามวัดนี้ใหม่ว่า ‘วัดอัปสรสวรรค์ พร้อมกับพระราชทานพระพุทธรูปปางฉันสมอไว้กับวัดนี้ด้วย

วัดอัปสรสวรรค์ : พระเจ้า 28 พระองค์หนึ่งในสยาม

วัดอัปสรสวรรค์วรวิหาร : พระประธาน 28 พระองค์ และพระพุทธรูปปางฉันสมอครองจีวรอย่างจีน

วัดนี้ได้รับการสถาปนา (aka สร้างใหม่) ทั้งวัดในสมัยรัชกาลที่ 3 ดังนั้น งานศิลปกรรมหลักในฝั่งพุทธาวาสของวัดนี้เลยเป็นงานแบบที่เรียกว่า ‘พระราชนิยมรัชกาลที่ 3’ ซึ่งเป็นงานศิลปกรรมที่นิยมในสมัยรัชกาลที่ 3 ได้รับอิทธิพลจากศิลปะจีน ซึ่งเกิดขึ้นครั้งแรกที่วัดราชโอรสาราม แต่หากให้พูดแบบสั้น ๆ พระอุโบสถและพระวิหารของวัดอัปสรสวรรค์เป็นอาคารสไตล์จีนที่ไม่มีช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ แต่ประดับทั้งหมดด้วยปูนปั้นประดับกระเบื้องอย่างจีน เป็นรูปโขดหิน ดอกไม้ สัตว์ และสัญลักษณ์ต่าง ๆ

วัดอัปสรสวรรค์วรวิหาร : พระประธาน 28 พระองค์ และพระพุทธรูปปางฉันสมอครองจีวรอย่างจีน

ทว่าสิ่งที่ถือเป็นไฮไลต์ของวัดอัปสรสวรรค์อยู่ภายในพระอุโบสถของวัด นั่นก็คือพระประธาน 28 องค์ อ่านไม่ผิดครับ 28 องค์จริง ๆ เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัยหน้าตาเหมือน ๆ กันขนาดเท่า ๆ กัน ตั้งบนฐานชุกชีเดียวกัน แต่ตั้งให้ลดหลั่นลงมาเป็นขั้นบันได มีทั้งที่หันไปทางประตูและหันออกไปด้านข้างทั้ง 2 ฝั่ง โดยไม่มีองค์ไหนหันไปทางด้านหลัง

วัดอัปสรสวรรค์วรวิหาร : พระประธาน 28 พระองค์ และพระพุทธรูปปางฉันสมอครองจีวรอย่างจีน

แล้วทำไมถึงต้องเป็น 28 องค์ ตัวเลข 28 เป็นตัวเลขสำคัญ เพราะเป็นตัวเลขจำนวนพระอดีตพุทธเจ้า ซึ่งหลายคนอาจจะนึกในใจว่า พระพุทธเจ้ามีจำนวนมากมายนับไม่ถ้วนดั่งเม็ดทรายในแม่น้ำคงคาไม่ใช่หรือ ใช่ครับ แต่จะมีอยู่ 28 องค์ที่ถูกพูดถึงเป็นพิเศษ ซึ่งจริง ๆ แล้วตัวเลข 28 นี้มาจากสูตร 24 + 3 + 1

24 คือ จำนวนพระอดีตพุทธเจ้าที่ได้พบพระพุทธเจ้าศากยมุนีในขณะที่ยังเป็นพระโพธิสัตว์ และมีพุทธพยากรณ์ว่าพระองค์จะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าแน่ ๆ เริ่มด้วยพระพุทธทีปังกรจนถึงพระพุทธเจ้ากัสสปะ

3 คือ จำนวนของพระอดีตพุทธเจ้าที่อยู่ร่วมสารมัณฑกัลป์กับพระพุทธเจ้าทีปังกร ที่ให้พุทธพยากรณ์กับพระพุทธเจ้าศากยมุนี ประกอบด้วย พระพุทธเจ้าตัณหังกร พระพุทธเจ้าเมธังกร และพระพุทธเจ้าสรณังกร

1 คือพระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน คือ พระพุทธเจ้าศากยมุนี หรือพระสมณโคดมนั่นเอง

ความเชื่อเรื่องพระอดีตพุทธเจ้ามีมานานแล้ว ในบ้านเราอย่างน้อยก็มีมาตั้งแต่สมัยสุโขทัย ล้านนารวมถึงอยุธยาในยุคแรก ๆ ด้วย แต่ในสมัยโน้นมาในรูปของจิตรกรรมฝาผนัง เป็นภาพพระพุทธเจ้านั่งเรียงแถวกัน ซึ่งก็มีทั้งที่ตัวเลขจำนวนมีความหมายและแบบที่วาดให้เยอะเข้าไว้ แสดงถึงความเชื่อเรื่องพระพุทธเจ้ามีมากมายมหาศาลนั่นเอง แต่ในสมัยรัชกาลที่ 3 ได้เกิดการแสดงพระอดีตพุทธเจ้าแนวใหม่ ไม่ว่าจะเป็นพระพุทธรูป 28 องค์แบบวัดอัปสรสวรรค์แห่งนี้ หรือเจดีย์ 28 องค์แบบวัดราชคฤห์ 

แล้วในเมื่อพระพุทธรูปทั้ง 28 องค์ที่วัดอัปสรสวรรค์หน้าตาเหมือนกันหมด เราจะแยกพระอดีตพุทธเจ้าแต่ละพระองค์ออกจากกันได้ยังไง ให้ดูที่ฐานครับ ที่ฐานของพระพุทธรูปแต่ละพระองค์มีแผ่นจารึกระบุชื่อพระพุทธเจ้าแต่ละพระองค์เอาไว้แล้ว โดยวิธีการเรียงลำดับนั้น พระพุทธเจ้าตัณหังกรเป็นองค์แรกในชุด 28 พระองค์จะอยู่บนสุด จากนั้นจะเรียงลดหลั่นกันลงมาเรื่อย ๆ ซึ่งที่วัดมีแผนผังแสดงการจัดเรียงเอาไว้แล้วเรียบร้อย

วัดอัปสรสวรรค์วรวิหาร : พระประธาน 28 พระองค์ และพระพุทธรูปปางฉันสมอครองจีวรอย่างจีน
วัดอัปสรสวรรค์วรวิหาร : พระประธาน 28 พระองค์ และพระพุทธรูปปางฉันสมอครองจีวรอย่างจีน

วัดอัปสรสวรรค์ : หอไตรหลังงามกลางน้ำ

มณีอีก 1 เม็ดของวัดอัปสรสวรรค์ที่ควรค่าแก่การชมอย่างยิ่ง ก็คือหอไตรของวัดซึ่งตั้งอยู่เยื้อง ๆ กับพระอุโบสถ จุดเด่นอย่างแรกของหอไตรหลังนี้คือเป็นอาคารไม้สไตล์ไทยประเพณียกพื้นสูงที่ยังรักษารูปแบบดั้งเดิม ไม่ว่าจะเป็นช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ มีคันทวยรับชายคา ผนังอาคารประดับด้วยกระจกสี ซึ่งหาชมได้ยากมากแล้วในยุคปัจจุบัน ด้วยเหตุผลว่าต่อมาเกิดความนิยมหอไตร 2 ชั้นแทน

วัดอัปสรสวรรค์วรวิหาร : พระประธาน 28 พระองค์ และพระพุทธรูปปางฉันสมอครองจีวรอย่างจีน

มากไปกว่านั้น หอไตรนี้ยังตั้งอยู่กลางน้ำ เพื่อป้องกันไม่ให้แมลงต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นมดหรือปลวกเข้าไปกัดกินคัมภีร์หรือพระไตรปิฎกที่เก็บรักษาเอาไว้ใต้ตู้พระธรรมภายในหอไตร ซึ่งเป็นสิ่งที่หอไตรแทบทุกหลังที่สร้างด้วยไม้ร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่เนื่องจากความสำคัญของหอไตรในยุคหลัง ๆ ลดลง สระน้ำหลายสระจึงถูกถม ทำให้หอไตรไม้จำนวนหนึ่งขึ้นมาตั้งบนบกแล้ว

อนึ่ง หอไตรหลังนี้น่าจะสร้างขึ้นพร้อมกับพระอุโบสถ พระวิหารและพระปรางค์ในสมัยรัชกาลที่ 3 ไม่น่าจะสร้างขึ้นในสมัยอยุธยาเหมือนที่บางที่เขียนไว้นะครับ

วัดอัปสรสวรรค์ : พระเจ้าฉันสมอจากลาว?

อย่างที่ผมเล่าไว้ตอนแรกว่า วัดอัปสรสวรรค์แห่งนี้มีหลวงพ่อฉันสมอ พระพุทธรูปสำคัญที่พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวพระราชทานให้ ซึ่งพระพุทธรูปปางนี้ถือเป็นพระพุทธรูปที่หาชมได้ไม่ง่ายนักเพราะเป็นปางที่ไม่ได้นิยมเท่าไหร่ โดยพระพุทธรูปปางฉันสมอเป็นพระพุทธรูปนั่งขัดสมาธิ ครองจีวรอย่างจีนดูแปลกตา พระหัตถ์ขวาวางบนพระชานุ (เข่า) ส่วนพระหัตถ์ซ้ายซึ่งถือผลสมอนั้นจะวางบนพระเพลา (ตัก)

พระพุทธรูปปางนี้สร้างขึ้นตามเหตุการณ์ในพุทธประวัติในสัปดาห์ที่ 7 หลังจากพระพุทธเจ้าตรัสรู้ พระองค์ประทับเสวยวิมุตติสุข (สุขจากการตรัสรู้) ใต้ต้นราชายตนะหรือต้นเกด พระอินทร์ทราบว่าพระพุทธเจ้ายังไม่ได้ฉันอะไรเลยตลอด 7 สัปดาห์นับจากตรัสรู้ จนกระทั่ง 2 พ่อค้าตปุสสะและภัลลิกะถวายพระกระยาหารมื้อแรก พระอินทร์จึงได้นำผลสมอมาถวายให้พระพุทธเจ้าฉันเป็นยา

สิ่งที่น่าสนใจเกี่ยวกับพระพุทธรูปองค์นี้คือ ตามประวัติระบุว่า หลวงพ่อฉันสมอองค์นี้เป็นพระพุทธรูปที่อัญเชิญมาจากเมืองเวียงจันทน์ ปรากฏในหมายรับสั่ง จ.ศ. 1189 (ตรงกับ พ.ศ. 2370 ในสมัยรัชกาลที่ 3) ว่าหลังเสร็จศึกเจ้าอนุวงศ์ มีการอัญเชิญพระพุทธรูปสำคัญจากเวียงจันทน์มาหลายองค์ หลวงพ่อฉันสมอเป็นหนึ่งในนั้น เดิมเคยประดิษฐานอยู่ภายในพระวิหารพระนาก ในวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ก่อนจะอัญเชิญมาไว้ที่วัดนี้ จึงมักถูกเข้าใจผิดว่าเป็นพระพุทธรูปในศิลปะลาวล้านช้าง เพราะอัญเชิญมาจากลาว

วัดอัปสรสวรรค์วรวิหาร : พระประธาน 28 พระองค์ และพระพุทธรูปปางฉันสมอครองจีวรอย่างจีน

แต่ถ้าดูจากพุทธศิลป์ของพระพุทธรูปองค์นี้แล้วกลับแตกต่างกับพระพุทธรูปในศิลปะล้านช้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการครองจีวรอย่างจีน ซึ่งไม่พบมาก่อนในศิลปะล้านช้าง แต่กลับพบในบ้านเรามาตั้งแต่สมัยอยุธยา หรือแม้แต่ในสมัยต้นกรุงก็มีพระคันธารราษฎร์ภายในวัดพระศรีรัตนศาสดารามที่ครองจีวรจีนเช่นกัน ดังนั้น หลวงพ่อฉันสมอองค์นี้จึงน่าจะเป็นพระพุทธรูปศิลปะรัตนโกสินทร์ที่อัญเชิญไปยังนครหลวงเวียงจันทน์ ก่อนจะอัญเชิญกลับมายังกรุงเทพฯ อีกครั้ง

นอกจากนี้ ไม่ได้มีกฎว่าพระพุทธรูปที่อัญเชิญมาจากประเทศลาวต้องเป็นพระพุทธรูปในศิลปะลาวล้านช้างเสมอไป เพราะไม่ว่าจะเป็นพระแก้วมรกต หลวงพ่อแซกคำ หรือพระพุทธรูปอีกหลายองค์ที่อัญเชิญมาจากลาวก็ไม่ใช่พระพุทธรูปศิลปะล้านช้าง ดังนั้น อย่าเพิ่งรีบเชื่อหรือตีความว่าพระพุทธรูปอัญเชิญมาจากที่ไหน จะต้องเป็นพระพุทธรูปจากประเทศนั้นนะ

แต่ ๆๆ หลวงพ่อฉันสมอต่างจากพระเจ้า 28 พระองค์ในพระอุโบสถนะครับ เพราะไม่ได้เข้าชมหรือนมัสการได้ตลอดเวลา ถึงแม้ว่าระหว่างพระอุโบสถและพระวิหารจะมีมณฑปหลวงพ่อฉันสมออยู่ แต่หลวงพ่อฉันสมอองค์นั้นเป็นองค์จำลอง องค์จริงจะอัญเชิญออกมาให้คนกราบไหว้เฉพาะในโอกาสพิเศษเท่านั้น

วัดอัปสรสวรรค์วรวิหาร : พระประธาน 28 พระองค์ และพระพุทธรูปปางฉันสมอครองจีวรอย่างจีน

วัดอัปสรสวรรค์ : มณีที่ซ่อนอยู่ในชุมชนเก่า

ดังนั้น ถึงแม้ว่าวัดอัปสรสวรรค์จะเป็นวัดที่สร้างในสมัยรัชกาลที่ 3 ตามสไตล์พระราชนิยมรัชกาลที่ 3 ซึ่งถ้าว่ากันตามตรงก็ค่อนข้างโหลพอสมควร มีวัดที่คล้าย ๆ กันหลายวัด ทั้งในพระนคร ธนบุรี และต่างจังหวัด แต่ในความคล้ายของวัดรุ่นนี้ ในทุกวัดมักจะมีการออกแบบกิมมิกที่แตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นหน้าบัน พระประธาน จิตรกรรม ฯลฯ ทำให้ถ้าเราดูดี ๆ การดูวัดเหล่านี้จะไม่มีทางจำเจแน่นอน

เกร็ดแถมท้าย

1. วัดอัปสรสวรรค์ตั้งอยู่ค่อนข้างลึก ใครสนใจไปแนะนำให้ใช้รถส่วนตัวครับ แต่ถ้าจะนั่งรถเมล์ก็ได้เหมือนกัน โดยพระอุโบสถที่ประดิษฐานพระเจ้า 28 พระองค์นั้นเปิดทุกวัน แถมยังไปชมวัดใกล้ ๆ ได้อีกหลายวัด ไม่ว่าจะเป็นวัดปากน้ำภาษีเจริญ วัดขุนจันทร์ วัดนางชีโชตนาราม วัดนาคปรก ฯ

2. หากสนใจเรื่องหลวงพ่อฉันสมอ เท่าที่ทราบ ทางวัดอัปสรสวรรค์จะอัญเชิญออกมาช่วงสงกรานต์ของทุกปี แต่ถ้าอยากชมพระพุทธรูปปางฉันสมอองค์อื่น ๆ ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร มีอยู่ในห้องรัตนโกสินทร์ ไปชมได้ หรือถ้าอยากจะไปชมในวัด ก็มีที่วัดนาคกลาง กรุงเทพฯ ครับ

Writer & Photographer

ธนภัทร์ ลิ้มหัสนัยกุล

ต้า วัดไทย เด็กประวัติศาสตร์ศิลปะผู้ดูวัดมาแล้วกว่าพันวัดแม้จะยังไม่ครบทุกจังหวัด ชื่นชอบในความงามของศิลปะทั้งไทยและเทศรวมถึงเรื่องราวของสถานที่นั้นๆ ปัจจุบันยังคงออกเที่ยวชมวัดทุกศาสนารวมถึงวังต่างๆ อย่างต่อเนื่องพร้อมกับนำเรื่องราวมาเผยแพร่บน Facebook อยู่เป็นระยะๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load