“COVID-19 เราก็ต้องแก้กันไป แต่โรคอื่นก็ต้องเดินหน้าหาทางกันต่อ มันไม่ได้พักไปกับเราหรอก” เป็นประโยคที่ปลายสายตอบเรา

ก่อนที่คุณจะอ่านบทความอยู่นี้ เราเดาว่าคุณนั่งมองโทรศัพท์หรือจอคอมพิวเตอร์อยู่ที่บ้านมาหลายวันแล้ว เพื่อช่วยกันลดการแพร่ระบาดของ COVID-19 ด้วยการ ‘อยู่บ้าน หยุดเชื้อ ช่วยชาติ’ 

ในขณะที่พนักงานเรือนล้าน Work from home ตามมาตรการบริษัทและรัฐบาล ยังมีคนอีกมากมาย เช่นเจ้าของประโยคด้านบนที่ต้องทำงานเช่นเดิมแม้เสี่ยงต่อการติดเชื้อ

และในขณะที่รอรายงานจำนวนผู้ติดเชื้อรายวัน เราอาจจะกำลังก่นด่าใครสักคนที่ไปกินค้างคาว งูเห่า หรือตัวนิ่ม จนติดเชื้อเป็นคนแรกและแพร่กระจายโรคนี้ไปทั่วโลก 

แต่คุณอาจจะยังไม่รู้ว่าการใช้ชีวิตของเราและรูปแบบเมืองนี่แหละที่มีส่วนทำให้เราได้รับผลกระทบหนักเช่นตอนนี้

บทความนี้จึงมีขึ้น ไม่ใช่เพื่อสาวถึงต้นตอว่า COVID-19 มาจากค้างคาวหรือไม่ แต่เพื่อให้เราเข้าใจเชื้อโรคมากขึ้น และหาคำตอบว่าทำไมการใช้ชีวิตและเปลี่ยนแปลงของเมืองของมนุษย์จึงมีส่วนในโรคระบาด ซึ่งคนแรกที่เรานึกถึงและน่าจะเป็นคนที่ตอบคำถามนี้ได้ดีที่สุดจึงหนีไม่พ้น ‘นักระบาดวิทยาโรคสัตว์ป่า’ นายสัตวแพทย์ไพศิลป์ เล็กเจริญ ที่กว่าจะได้เริ่มเลกเชอร์ก็ตอนคุณหมอวางมือจากการทดลองวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าแบบกิน ซึ่งเป็นการทดลองใช้ครั้งแรกในภูมิภาคอาเซียน เราจึงอดแซวคุณหมอไม่ได้ว่า “โควิดระบาดขนาดนี้ คุณหมอยังไม่ Work from home อีกหรอ”

คุยกับนักระบาดวิทยาโรคสัตว์ป่า นายสัตวแพทย์ไพศิลป์ เล็กเจริญ เรื่องการใช้ชีวิตของคนและการเปลี่ยนแปลงเมือง สาเหตุที่แท้จริงของโรคระบาด COVID-19

จากสัตว์สู่คน

นอกจากโรค COVID-19 แล้ว เราอาจจะคุ้นเคยกับชื่อโรคระบาดอีกหลายโรค ไม่ว่าจะเป็นไข้หวัดนก ไข้หวัดใหญ่ ซาร์ส อีโบลา หรือเมอร์ส แต่โรคเหล่านี้ต่างกันอย่างไร ทำไมเราถึงตื่นตระหนกนัก

 “Pandemic Disease คือโรคระบาดที่เพิ่งพบและกระจายเป็นครั้งแรก หรือเรียกว่าโรคอุบัติใหม่ แต่พอเราควบคุมกระจายได้แล้ว คนเริ่มมีภูมิคุ้มกันแล้ว ก็ใช่ว่าโรคเหล่านี้จะหายไป มันก็จะยังหลงเหลืออยู่ในพื้นที่นั้นๆ แต่แพร่กระจายไม่มากเหมือนตอนแรก และกลายเป็นโรคประจำถิ่นหรือ Endemic Disease แทนไข้หวัดใหญ่ที่เราคุ้นเคยกัน อีกสิบยี่สิบปีคนรุ่นนั้นคงรู้จักว่า COVID-19 เป็นแค่ไวรัสธรรมดาตัวหนึ่ง” หมอศิลป์อธิบาย

ในช่วง 20 – 30 ปีที่ผ่านมา ทั่วโลกมีโรคระบาดใหญ่เกิดขึ้นกว่าร้อยโรค และ 60 เปอร์เซ็นต์ของโรคเหล่านี้เกิดจากการระบาดจากสัตว์สู่คน (Zoonotic Disease) ซึ่งส่วนมากมีต้นกำเนิดจากสัตว์ป่า ด้วยอัตราการเกิดกระโดดข้ามโฮสต์จากชนิดหนึ่งไปยังอีกชนิดหนึ่งถี่ขึ้น และการแพร่กระจายอย่างรวดเร็วในระยะเวลาสั้นๆ ซึ่งแน่นอนว่านี่ไม่ใช่เพียงเรื่องบังเอิญ

หรือจริงๆแล้วไวรัสคือมนุษย์และ COVID-19 เป็นภูมิคุ้มกันของโลกยามธรรมชาติถูกเบียดเบียน
ภาพ : ทรงกลด บางยี่ขัน 

สร้างบ้านแป (ล) งเมือง

ก่อนที่เราจะทันได้ถามถึงความเชื่อมโยงระหว่างเมืองกับโรคระบาด หมอศิลป์ก็ชิงถามก่อนว่า “เราสร้างเมืองกันไปเพื่ออะไร”

“ความสะดวกสบาย การร่วมกลุ่ม” เราตอบ ไม่แน่ว่าคำตอบของคุณอาจจะแตกต่างจากนี้

“มนุษย์ต้องการปัจจัยในการดำรงชีวิต แต่ผมไม่แน่ใจว่าสิ่งมีชีวิตอื่นต้องการความสะดวกสบายหรือหรูหราแบบมนุษย์ไหม เราจะเห็นว่าความต้องการอาหารที่เพิ่มขึ้นของเราทำให้เราต้องใช้ทรัพยากรธรรมชาติเพิ่มขึ้น และเลี้ยงสัตว์หนาแน่นขึ้น ประชากรที่เพิ่มมากขึ้นก็เปลี่ยนแปลงพื้นที่ป่าให้กลายเป็นเมืองมากขึ้นด้วย 

“มีการศึกษาหนึ่งชี้ให้เห็นว่าการลดลงของพื้นที่ป่าเพียงสี่เปอร์เซ็นต์ เพิ่มอัตราการเกิดโรคมาลาเรียในพื้นที่สูงถึงห้าสิบเปอร์เซ็นต์เลยนะ” 

การเปลี่ยนแปลงของเมืองเพื่อตอบสนองต่อการขยายตัวของมนุษย์เพียงเลขหลักหน่วย สร้างผลกระทบขนาดเลขหลักสิบ …ประโยค ‘เด็ดดอกไม้สะเทือนถึงดวงดาว’ คงไม่จริงไปกว่านี้อีกแล้ว

หรือจริงๆแล้วไวรัสคือมนุษย์และ COVID-19 เป็นภูมิคุ้มกันของโลกยามธรรมชาติถูกเบียดเบียน
ภาพ : กิตติคุณ เสนีวงศ์ ณ อยุธยา

“ไม่ใช่แค่ที่อยู่อาศัยหรือของกินที่มาจากธรรมชาตินะ แต่รวมไปถึงรถยนต์ โทรศัพท์ สายไฟฟ้า และสิ่งของอื่นๆ เกือบทั้งหมดด้วย มันผ่านกระบวนการผลิตมาหลายขั้นตอนมาก กว่าเราจะคิดไปถึงสุดทางว่าจริงๆ แล้วแหล่งที่มาของทรัพยากรเหล่านี้ก็มาจากธรรมชาติ แร่ธาตุที่นำมาผลิตโทรศัพท์จากใต้โลก หรือต้องไปตัดป่าฆ่ากอริลลามาด้วย” 

พอพื้นที่ป่าหายไป เราก็จะเห็นสิ่งมีชีวิตอื่นเข้ามาแทนที่ อย่างในเมืองเราจะคุ้นเคยกับหมา แมว หนู นกกระจอก พิราบ หรืออีกา เพราะการเปลี่ยนแปลงพื้นที่ไปส่งเสริมสิ่งมีชีวิตกลุ่มหนึ่งที่ปรับตัวได้ดี เชื้อโรคที่อยู่กับสัตว์พวกนี้ก็จะเพิ่มจำนวนมากขึ้น และด้วยความใกล้ชิดกับคนก็สร้างโอกาสให้เชื้อโรคถ่ายทอดมาถึงเราได้ง่ายขึ้น

“ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด เช่นการจัดการขยะของเราโดยใช้การฝังกลบอย่างทุกวันนี้ เรามักใช้ที่สาธารณประโยชน์ ที่ป่าละเมาะ หรือขออนุญาตใช้ป่าสงวนแห่งชาติ เป็นที่ทิ้งขยะ ฉะนั้น มันก็อาจจะมีสัตว์บางชนิดได้ประโยชน์จากของเสียต่างๆ เศษอาหารที่ปะปนมากลายเป็นแหล่งอาหารของสัตว์หรือสิ่งมีชีวิตบางชนิด ถ้าที่ใกล้ป่าก็อาจจะมีหมูป่า เก้ง กวาง ออกจากป่ามาใช้พื้นที่ตรงนี้เป็นแหล่งอาหารของมันแทน และตัวมันก็แถมเชื้อโรคให้ด้วย” 

ในขณะที่สัตว์ที่ปรับตัวเข้ากับเมืองได้มีจำนวนมากขึ้น สัตว์บางพวกก็กลับลดลงจนเกือบสูญพันธุ์ 

“ในอินเดียเขาพบว่าการหายไปของแร้งทำให้คนป่วยเป็นพิษสุนัขบ้าเพิ่มขึ้นด้วยนะ

“เห็นแร้งหน้าตาน่าเกลียดแบบนั้น มันเป็นตัวควบคุมโรคในธรรมชาติเลยนะ แต่การใช้ยาแก้อักเสบในวัวทำให้แร้งที่มากินซากวัวมีอัตราการตายสูงมาก จำนวนพวกมันลดลงถึงเก้าสิบเปอร์เซ็นต์ พอแร้งหายไปซากวัวก็เลยกลายเป็นแหล่งอาหารชั้นดีให้สุนัขจรจัด พอประชากรมันมากขึ้นก็ทำให้คนติดเชื้อพิษสุนัขบ้ามากขึ้นด้วย แม้เราจะมียามาดูแลปศุสัตว์อย่างดี แต่กลับส่งผลกระทบที่คาดไม่ถึง” หมอศิลป์เล่าถึงความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งมีชีวิตที่แสนซับซ้อน

จูงวัวไปค้า ขี่ม้าไปขาย

อย่าง COVID-19 หรือไข้หวัดนกเองก็เกิดจากการกระโดดข้ามโฮสต์ของเชื้อโรค จากสัตว์ที่อาจจะไม่เจอกันเลยตามธรรมชาติ ก็มาอยู่ที่เดียวกันเพราะมนุษย์จับมา ตลาดค้าสัตว์ป่าจึงเป็นแหล่งการแพร่ระบาดของเชื้อโรคที่สำคัญ จนจีนสั่งปิดตลาดและห้ามลำเลียงสัตว์ป่าด้วยยานพาหนะที่ไม่ได้รับอนุญาต

หมอศิลป์เล่าถึงเคสไข้หวัดนกที่เคยระบาดในไทยเมื่อ พ.ศ. 2547 ว่า “เชื้อไข้หวัด H5N1 นี้มีวิวัฒนาการร่วมกับกลุ่มนกน้ำและเป็ดมานานมากแล้ว แต่การที่เราเอาสัตว์เลี้ยงไปใช้แหล่งน้ำหรือพื้นที่ธรรมชาติก็เป็นแรงผลักดันให้เชื้อกระโดดข้ามชนิดมากขึ้น หรือระบบการค้าอย่างตลาดในจีนที่เอาตัวโน้นตัวนี้มาขังไว้รวมกันอย่างไม่ถูกสุขลักษณะก็ทำให้แพร่เชื้อได้ง่าย แถมระบบการเลี้ยงสัตว์ของเราหนาแน่นมากๆ ทีนี้พอติดเชื้อมาก็ติดกันหมดเลย 

 “การเป็นอยู่ของเราก็เหมือนกัน พอเมืองขยายและอยู่กันหนาแน่นมากขึ้น ระบบขนส่งสาธารณะที่ขึ้นทีหนึ่งอัดกันเป็นปลากระป๋องยิ่งทำให้เชื้อแพร่ระบาดเกิดขึ้นได้ไวมาก ไม่เหมือนชนบทต่างจังหวัดที่แต่ละบ้านอยู่ห่างๆ กัน แบบนี้ก็จะทำให้แพร่เชื้อได้ช้าและกักโรคได้ง่ายกว่า”

หรือจริงๆแล้วไวรัสคือมนุษย์และ COVID-19 เป็นภูมิคุ้มกันของโลกยามธรรมชาติถูกเบียดเบียน
ภาพ : มณีนุช บุญเรือง

แคปซูลปลอดเชื้อและเมืองในอนาคต

พอคุยมาถึงตรงนี้ เราก็เกิดคำถามแบบขวาจัดและซ้ายตกขอบว่า แบบนี้เราควรจะฆ่าสุนัข ยุง ค้างคาว สัตว์พาหะนำโรคให้หมดเลยไหม หรือเราควรจะอยู่ในบ้านแบบแคปซูลที่ปลอดเชื้ออยู่ตลอดเวลาไปเลย เพราะตอนนี้กักตัวอยู่บ้าน ต้องสั่งอาหารมากิน ก็ยิ่งรู้สึกใกล้เคียงเข้าไปทุกที

“ผมก็ไม่แน่ใจว่าเราจะอยู่กันยังไง เพราะเราต้องหายใจเอาอากาศเข้าไป ต้องเอาน้ำมากิน ต้องปลูกพืชที่ต้องใช้ดิน จะกินจะอยู่ อาหาร ยารักษาโรค ก็สุดแล้วแต่ต้องพึ่งพาธรรมชาติทั้งสิ้น มันเป็นไปไม่ได้เลยที่เราจะตัดตัวเองออกจากธรรมชาติ

หรือจริงๆแล้วไวรัสคือมนุษย์และ COVID-19 เป็นภูมิคุ้มกันของโลกยามธรรมชาติถูกเบียดเบียน

“มีคนบอกว่าจะทำยังไงให้ไข้เลือดออกหมดไปจากโลกนี้ มีทางเดียวก็คือฆ่าคนให้หมดโลก (หัวเราะ)” หมอศิลป์เล่าติดตลกก่อนที่จะอธิบายต่อ

“ไม่เช่นนั้นเราต้องเปลี่ยนเป้าหมายใหม่ว่า ทำยังไงให้คนกับยุงอยู่ด้วยกันได้อย่างสมดุล เคยมีใครคิดจะอยู่แบบสงบสุขกับยุงบ้าง สัตว์พาหะและเชื้อโรคต่างๆ พวกนี้ก็ไม่ได้มองว่ามันจะมากำจัดคนให้หายไปจากโลก แต่เขาต้องการโอกาสให้ตัวเองดำรงชีวิตอยู่ได้ พวกมันไม่เคยมองคนเป็นศัตรูเลย มีแต่คนนี่แหละที่ตั้งใจจะกำจัดมันอยู่ตลอดเวลา

“ต่อให้คนเราอยู่ด้วยกันเองไม่มีตัวอื่นเลย เราก็มีเชื้อโรคของเรา ไม่ใช่ว่าต้องมาจากสัตว์เท่านั้น คนยังแพร่เชื้อให้กันเอง แล้วเราจะหลบไปไหนหรอ เราต้องทำความเข้าใจว่าหลายคนและระบบสาธารณสุขเองต้องการสู้และป้องกันโรค ซึ่งเราอาจจะคิดไปถึงการทำให้เชื้อโรคมันหายไปหรือพาหะหมดโลกไปเลย ซึ่งมันอาจจะส่งผลต่อระบบนิเวศมหาศาล เราควรมองในความเป็นจริงตามธรรมชาติของเชื้อโรคว่า มันถูกสร้างขึ้นมาเพื่ออะไรและเราก็ควรจะเผื่อใจไว้บ้าง ปล่อยให้ธรรมชาติได้ทำงานและเคารพบทบาทของเชื้อโรคและสัตว์ ให้มันได้ทำหน้าที่ของมันบ้าง”

จากคนสู่สัตว์

อย่าว่าแต่สัตว์นำโรคมาสู่คนอย่างเดียว ในความเป็นจริงแล้วเราก็มีเชื้อโรคที่แพร่กระจายไปสู่สัตว์อื่นไม่น้อย แต่กลับไม่ค่อยถูกพูดถึงมากนัก

“ไม่มีทางเลยครับที่คนจะรับเชื้อมาจากสัตว์ป่าอย่างเดียวโดยไม่แพร่เชื้อด้วย ตัวอย่างที่เห็นชัดในประเทศไทยคือวัณโรคคนที่ไปติดในช้าง วัณโรคเป็นโรคที่สนิทชิดเชื้อกับคนและมีวิวัฒนาการร่วมกันมานานแล้ว ต่อมาด้วยความสัมพันธ์ระหว่างคนกับช้างเลี้ยง ทำให้ช้างติดวัณโรค ป่วย และตายด้วย เมื่อปลายปีก่อนมีช้างเลี้ยงตายเพราะติดวัณโรคถึงห้าเชือก 

“โรคไข้หวัดใหญ่กับไข้หัดก็เหมือนกัน มันจะติดในชนิดที่คล้ายคลึงกับคนในกลุ่มของไพรเมต พวกชิมแปนซีหรือกอริลล่า การท่องเที่ยวเชิงนิเวศในแอฟริกาก็ทำให้เกิดการแพร่เชื้อไข้หวัดใหญ่และไข้หัดจากนักท่องเที่ยวไปถึงกอริลล่าภูเขาด้วย ทำให้กอริลล่าป่วยแล้วก็ตายได้เหมือนกัน นอกจากนี้ ยังเจอแบคทีเรียดื้อยาในสัตว์อีก ซึ่งเกิดจากการใช้ยาปฏิชีวนะอย่างบ้าระห่ำ และเชื้อมันเกิดเองไม่ได้ ช้าง ลิง หรือเสือ ที่ป่วยซื้อยามากินเองไม่ได้ แต่เป็นเชื้อจากคนนี่แหละที่ปนเปื้อนในธรรมชาติ”

ยังไม่รวมถึงโรคระบาดทางอ้อมจากการปศุสัตว์ของมนุษย์ที่ทำให้นากในทะเลสมองอักเสบได้ ซึ่งหมอศิลป์เล่าความเชื่อมโยงให้ฟังว่า เกิดจากการทำปศุสัตว์จำนวนมากของเราซึ่งปล่อยน้ำปนเปื้อนขี้วัวลงไปในแหล่งน้ำธรรมชาติ เชื้อโรคท็อกโซพลาสโมซิสก็ปนไปกับแหล่งน้ำ ไหลลงสู่ทะเล แล้วก็ไปเกาะอยู่กับหอยสองฝา พอนากกินหอยสองฝาพวกนี้ก็ทำให้เป็นไข้ สมองอักเสบ และตาย

หรือจริงๆแล้วไวรัสคือมนุษย์และ COVID-19 เป็นภูมิคุ้มกันของโลกยามธรรมชาติถูกเบียดเบียน
ภาพ : ทรงกลด บางยี่ขัน

รับรู้ เข้าใจ สมดุล

จริงๆ แล้ว เครื่องมือป้องกันพาหะนำโรค หน้ากากอนามัย หรือยาฆ่าเชื้อ ไม่ต้องไปหาที่ไหนไกลเลย เพราะมันซ่อนอยู่ในธรรมชาติ เราได้ฟังบทบาทหน้าที่ของสิ่งมีชีวิตหลายตัวเกี่ยวกับโรคระบาดต่างๆ แต่พระเอกที่เราประทับใจที่สุดคือเจ้าพอสซัม ที่ช่วยป้องกันเราจากโรคไลม์ (Lyme’s Disease) 

โรคนี้เกิดจากแบคทีเรียที่มีเห็บเป็นพาหะ เจ้าเห็บนี้พอโตได้ระยะหนึ่งก็ต้องลอกคราบและกระโดดไปหาบ้านใหม่ ซึ่งจะเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมต่างๆ ตั้งแต่หนู (White-footed Mice) กวาง (White-tailed Deer) พอสซัม (Opossum) รวมถึงคนด้วย แต่ละผู้เล่นก็มีคุณสมบัติแตกต่างกัน ราวกับเรากำลังเล่นเกมคุมโรคระบาดนี้อยู่เลย

หนูเป็นตัวที่ส่งต่อเชื้อให้กับเห็บได้เป็นอย่างดีมีพลังทำลายล้างสูง ยิ่งระบบนิเวศมีหนูมากก็ยิ่งทำให้เชื้อกระจายได้มาก แต่ถ้าเห็บไปกัดกวางจะกระจายเชื้อได้ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ เพราะเชื้อมันเกาะกับร่างกายกวางไม่ค่อยดี ถ้าไปกัดพอสซัมละก็เสร็จแน่ๆ เพราะนอกจากมันจะไม่ค่อยส่งต่อเชื้อแล้ว มันยังมีพฤติกรรมชอบทำความสะอาดขนตัวเองและกินเห็บเป็นอาหารด้วย 

หรือจริงๆแล้วไวรัสคือมนุษย์และ COVID-19 เป็นภูมิคุ้มกันของโลกยามธรรมชาติถูกเบียดเบียน
พอสซัม ภาพ : www.thealexandriazoo.com

พอสซัมเป็นสัตว์ที่สะอาดมาก เพราะกำจัดเห็บบนตัวมันได้ถึง 90 เปอร์เซ็นต์เลยทีเดียว นั่นหมายความว่าถ้าในระบบนิเวศมีแต่หนูเต็มไปหมด เราก็คงจะแพ้แก่โรคระบาดในเกมนี้ แต่ถ้าในระบบนิเวศมีพอสซัมและกวางมากินส่วนแบ่งพื้นที่นี้ไป แปลว่าคนเราก็มีโอกาสได้รับเชื้อโรคนี้น้อยลงด้วย

“สัตว์พวกพอสซัมหรือแร้ง เราเลยเรียกว่ามันเล่นบท Protective Role คือมีบทบาทปกป้องให้คนติดเชื้อโรคนั้นๆ น้อยลง แปลว่ามันอาจจะมีโรคอื่นที่เราไม่รู้ก็ได้นะ ระบบนิเวศเลยต้องมีความหลากหลายที่คอยมาควบคุมกัน แต่ทุกวันนี้เราทำลายความหลากหลายทางชีวภาพไปมากแล้ว” หมอศิลป์อธิบาย

บ้านของเราคือโลกใบเดียวกัน

“ระบบนิเวศที่สุขภาพดีเป็นยังไง คือหัวใจของสิ่งที่ผมเรียน” 

หมอศิลป์หลงรักธรรมชาติและเริ่มต้นเส้นทางสายนี้ด้วยการเป็นสัตวแพทย์ แต่การได้อยู่ใกล้ชิดธรรมชาติและการรักษาสัตว์ป่ายังไม่ตอบโจทย์เป้าหมายในชีวิตของเขา จนกระทั่งได้มาเรียนเวชศาสตร์เชิงอนุรักษ์ (Conservation Medicine) สาขาวิชาชื่อแปลกที่เราเองก็ไม่เคยได้ยิน และไม่แปลกใจเลยที่คุณหมอจะบอกว่าเมืองไทยก็ยังไม่มีการเรียนการสอนเรื่องนี้ด้วยซ้ำ

คุยกับนักระบาดวิทยาโรคสัตว์ป่า นายสัตวแพทย์ไพศิลป์ เล็กเจริญ เรื่องการใช้ชีวิตของคนและการเปลี่ยนแปลงเมือง สาเหตุที่แท้จริงของโรคระบาด
หรือจริงๆแล้วไวรัสคือมนุษย์และ COVID-19 เป็นภูมิคุ้มกันของโลกยามธรรมชาติถูกเบียดเบียน

“แพทย์หรือสัตวแพทย์ เราเรียนรู้ว่าความเจ็บป่วยเป็นอย่างไร หาสาเหตุ และป้องกันความเจ็บป่วยเหล่านั้นที่เกิดขึ้นกับคนหรือสัตว์ ในขณะที่เวชศาสตร์เชิงอนุรักษ์เราใช้หลักการเดียวกัน แต่เรียนรู้ในสิ่งที่กว้างออกไปมากกว่าคนหนึ่งคน หรือสัตว์หนึ่งตัว เราพยายามผนวกความรู้ทางการแพทย์และการอนุรักษ์ธรรมชาติเข้าด้วยกัน

“เรามองว่าอะไรคือเชื้อโรคหรือปัญหาสุขภาพของระบบนิเวศ เช่น โรคสภาวะภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง โรคการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ โรคพื้นที่ป่าหายไป เราก็มาคิดต่อว่ามันเกิดขึ้นจากอะไร และเราจะป้องกันหรือควบคุมโรคนี้ได้ยังไงบ้าง ซึ่งส่วนใหญ่แล้วเป็นแรงขับเคลื่อนที่เกิดมาจากคนทั้งสิ้น คนจึงเป็นสาเหตุที่ทำให้สุขภาพของระบบนิเวศแย่ลง”

แม้เราจะคุยกันทางโทรศัพท์ แต่เราก็อดลุกจากเก้าอี้เดินวนแล้วคิดตามไม่ได้ เพราะเพียงแค่ถอยออกมามองจากการมี ‘มนุษย์’ เป็นศูนย์กลาง พอเปลี่ยนเป็น ‘โลก’ เป็นศูนย์กลางของเรื่องราวทั้งหมด เราก็เห็นทุกอย่างแตกต่างออกไป บางทีไวรัสที่แพร่ระบาดอาจเป็นมนุษย์อย่างเราๆ ก็ได้ และ COVID-19 อาจเป็นเพียงภูมิคุ้มกันของโลกหรือวัคซีนที่เราได้รับอยู่

“พอพูดแบบนี้แล้วบางคนก็มองว่าเราจะไปรักษาโรคหรือรักษาสัตว์มันทำไม ปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติเลยสิ แต่เป้าหมายของเราไม่ใช่การควบคุมทั้งหมด แต่เราเข้าไปรับรู้ เข้าใจวงจรของเชื้อโรคที่มีบทบาทตามธรรมชาติ บทบาทที่มันถูกกระทำจากอิทธิพลของมนุษย์ หรือสุดท้ายมันกระโดดข้ามมาหาเราได้อย่างไร

หรือจริงๆแล้วไวรัสคือมนุษย์และ COVID-19 เป็นภูมิคุ้มกันของโลกยามธรรมชาติถูกเบียดเบียน
ภาพ : ทรงกลด บางยี่ขัน 

“เราอยู่แบบที่พยายามจะเข้าใจและเคารพให้ธรรมชาติได้ทำหน้าที่ของมัน แต่แน่นอนว่าสมการนี้ตัดคนออกไปไม่ได้ ยังไงเสียคนก็จะทำให้เกิดผลกระทบต่อธรรมชาติ แต่เราควรรู้ว่าผลกระทบจะเกิดขึ้นในทิศทางไหน และทำยังไงไม่ให้ผลกระทบที่เกิดขึ้นมันรุนแรงเกินไป เกิดโรคในระดับที่เรารับได้ ดูแลผู้ป่วยได้ และไม่แพร่กระจายแบบยั้งไม่อยู่อีก”

หลังจากจบบทสนทนา เรากลับมาเช็กจำนวนผู้ติดเชื้อรายวันอีกครั้งและเลิกก่นด่าคนจีนที่ชอบเปิบพิสดาร เพราะในวิกฤตแบบนี้เราจึงมีโอกาสได้เห็นบ้านเมืองที่สงบ ฝุ่นควันที่ลดลง คลองในเวนิส อิตาลี ที่ใสแจ๋วจนเห็นปลาแหวกว่าย ช้างและสัตว์ป่าออกมานอนเล่นกลางถนน ข่าวโอโซนโลกที่กำลังดีขึ้น เราจึงปฏิเสธไม่ได้เลยว่า เราทุกคนล้วนมีส่วนไม่มากก็น้อยในการทำลายโลกใบนี้ 

โรคระบาดครั้งหน้าจะเกิดขึ้นอีกเมื่อไหร่ หรือจะรุนแรงแค่ไหน ก็ขึ้นอยู่กับการใช้ชีวิตของเรานับจากนี้

ภาพ : นายสัตวแพทย์ไพศิลป์ เล็กเจริญ

Writer

สุภัชญา เตชะชูเชิด

นักชีววิทยาติดกาแฟที่สนใจการเปลี่ยนไปของโลกและหลงรักนมคาราเมลเป็นชีวิตจิตใจ

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

แม่น้ำโขงมีความสำคัญในทางภูมิรัฐศาสตร์ ด้วยสายน้ำขนาดมโหฬารที่ไหลผ่านถึง 6 ประเทศ เริ่มต้นจากเทือกเขาหิมาลัยในทิเบต ผ่านแผ่นดินจีนอันไพศาล ร้อยเรียง 5 ประเทศสมาชิกอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงอย่างเมียนมา สปป. ลาว ไทย กัมพูชา และเวียดนาม ก่อนจะไหลออกสู่ทะเลจีนใต้ สิริระยะทางทั้งสิ้นประมาณ 5,000 กิโลเมตร

ประชากรมากกว่า 60 ล้านชีวิต พึ่งพาแม่น้ำโขงในฐานะแหล่งอาหาร พื้นที่ทำกิน และพื้นที่เกษตรกรรม สายน้ำแห่งนี้ยังเป็นแหล่งพันธุกรรมปลาที่มีความหลากหลายทางชีวภาพมากที่สุด อุดมไปด้วยสัตว์น้ำกว่า 1,300 สายพันธุ์ การประมง ตลอดลำน้ำโขง มอบปริมาณปลามากที่สุดเทียบกับลุ่มน้ำอื่น ๆ ทั่วโลก 

กรอบความร่วมมือของไทยกับนานาชาติ ที่จะนำลุ่มน้ำโขงไปสู่โลกใบใหม่หลังโควิด-1

อนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงเชื่อมต่อมหาสมุทรอินเดียกับมหาสมุทรแปซิฟิกเข้าด้วยกัน นับเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์เชื่อมต่อสำคัญ ไม่เพียงต่อประเทศในอนุภูมิภาคฯ แต่รวมถึงประเทศอื่น ๆ ที่ต้องพึ่งพาโครงข่ายถนน ราง เรือ เพื่อเดินทางและขนส่งสินค้า หลายสิบปีที่ผ่านมา ทรัพยากรมหาศาลรอบลำโขง ดึงดูดประเทศต่าง ๆ ให้เข้ามาร่วมลงทุนและพัฒนาพื้นที่นี้ ซึ่งไม่ใช่แค่การพัฒนาทางกายภาพอย่างเดียว แต่รวมไปถึงมิติด้านเศรษฐกิจ การเมือง สังคม และความเป็นอยู่ของประชาชนตามลุ่มน้ำ

การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 และกระแสโลกาภิวัตน์ ทำให้มิติการพัฒนาลุ่มน้ำโขงยิ่งซับซ้อนและท้าทาย ท่ามกลางการหลั่งไหลเข้ามาของหลายชาติมหาอำนาจ ประเทศไทยในฐานะข้อต่อและประเทศสมาชิกที่สำคัญของอนุภูมิภาคฯ วางแผนจะเดินหน้าความร่วมมือไปทางไหน และจะมีบทบาทอย่างไรต่อการพัฒนากรอบความร่วมมือมิติต่าง ๆ ในอนุภูมิภาคฯ ในอนาคต 

กรอบความร่วมมือของไทยกับนานาชาติ ที่จะนำลุ่มน้ำโขงไปสู่โลกใบใหม่หลังโควิด-1

The Cloudได้รับเกียรติพูดคุยกับ ท่านทูตอรุณรุ่ง โพธิ์ทอง ฮัมฟรีย์ส เอกอัครราชทูตประจำกระทรวงการต่างประเทศ ผู้ดูแลกลุ่มงานความร่วมมือลุ่มน้ำโขง กลุ่มงานใหม่ล่าสุดแห่งกระทรวงการต่างประเทศ ที่ตั้งขึ้นเพื่อดำเนินนโยบายการต่างประเทศเชิงรุก มีเป้าหมายสูงสุดในการดูแลผลประโยชน์ของไทย ไปพร้อมกับการสร้างการเติบโตให้อนุภูมิภาคฯ ของเรา เพื่อความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนไปด้วยกัน

กรอบความร่วมมือของไทยกับนานาชาติ ที่จะนำลุ่มน้ำโขงไปสู่โลกใบใหม่หลังโควิด-1

กรอบความร่วมมือที่ขับเคลื่อนการพัฒนา

ย้อนกลับไป 30 ปีก่อน เกิดกรอบความร่วมมือในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงขึ้นครั้งแรก ในชื่อ Greater Mekong Subregion หรือ GMS โดยการขับเคลื่อนของประเทศญี่ปุ่น มีธนาคารพัฒนาเอเชีย (Asian Development Bank หรือ ADB) เป็นผู้สนับสนุนการพัฒนาที่มีจุดมุ่งหมายทางเศรษฐกิจเป็นหลัก 

“ความร่วมมือในครั้งนั้นส่งผลให้เกิดระเบียงเศรษฐกิจที่เรารู้จักกันในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็น North – South Economic Corridor ที่เชื่อมโยงจีน สปป. ลาว ไทย ลงไปถึงมาเลเซียและสิงคโปร์ หรือ East – West Economic Corridor ที่เชื่อมเมียนมา ไทย สปป. ลาว กัมพูชา และเวียดนาม พูดง่าย ๆ คือ เชื่อมตั้งแต่มหาสมุทรอินเดียไปจนจรดมหาสมุทรแปซิฟิก 

“ผลที่ได้จากระเบียงเศรษฐกิจคือ ระบบโครงสร้างพื้นฐานที่เชื่อมโยงประเทศในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงเข้าด้วยกัน แต่ก่อนการคมนาคมไม่ได้สะดวกสบายเท่านี้ การเกิดขึ้นของ GMS ทำให้เกิดการพัฒนาสะพานข้ามแม่น้ำ ถนนทางหลวง ไปจนถึงสิ่งอำนวยความสะดวกในการเดินเรือในแม่น้ำ”

กรอบความร่วมมือของไทยกับนานาชาติ ที่จะนำลุ่มน้ำโขงไปสู่โลกใบใหม่หลังโควิด-1

หลังจากนั้น กรอบความร่วมมือมากมายในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงก็ทยอยเกิดขึ้น ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา ประเทศต่าง ๆ เข้ามาลงทุนในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงด้วยเม็ดเงินมหาศาล ไม่ใช่เพื่อแบ่งปันเทคโนโลยีเป็นหลัก แต่เพื่อสร้างผลประโยชน์แก่ชาติของเขาเองด้วย โครงการต่าง ๆ ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อเป็นฐานการผลิตอุตสาหกรรมที่มีทรัพยากรแรงงานคุณภาพและค่าจ้างต่ำ รวมถึงเป็นฐานการส่งออกแก่ประเทศเหล่านั้นที่เข้ามาลงทุนนั่นเอง 

กลุ่มงานความร่วมมือลุ่มน้ำโขงแห่งกระทรวงการต่างประเทศ กับภารกิจสร้างความร่วมมือเพื่อฟื้นฟูลุ่มน้ำโขงหลังโควิด-19

ปัจจุบัน กรอบความร่วมมือในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงทั้ง 6 กรอบ ในการดูแลของท่านทูตอรุณรุ่งฯ และกลุ่มงานความร่วมมือลุ่มน้ำโขง ซึ่งกำลังเร่งผลักดันอย่างแข็งขัน ประกอบไปด้วย

  • ความร่วมมือลุ่มน้ำโขง-คงคา (Mekong – Ganga Cooperation หรือ MGC) มีอินเดียเป็นผู้ขับเคลื่อนหลัก
  • หุ้นส่วนลุ่มน้ำโขง-สหรัฐฯ (Mekong – U.S. Partnership หรือ MUSP) มีสหรัฐอเมริกาเป็นผู้ขับเคลื่อนหลัก 
  • ความร่วมมือแม่โขง-ล้านช้าง (Mekong – Lancang Cooperation หรือ MLC) มีจีนเป็นผู้ขับเคลื่อนหลัก
  • ความร่วมมือลุ่มน้ำโขง-สาธารณรัฐเกาหลี (Mekong – Republic of Korea Cooperation หรือ Mekong – ROK) มีสาธารณรัฐเกาหลีเป็นผู้ขับเคลื่อนหลัก 
  • ความร่วมมือลุ่มน้ำโขงกับญี่ปุ่น (Mekong – Japan Cooperation หรือ MJ) มีญี่ปุ่นเป็นผู้ขับเคลื่อนหลัก 
  • ยุทธศาสตร์ความร่วมมือทางเศรษฐกิจอิรวดี-เจ้าพระยา-แม่โขง (Ayeyawady – Chao Phraya – Mekong Economic Cooperation Strategy หรือ ACMECS) กรอบความร่วมมือที่จัดตั้งขึ้นตามข้อริเริ่มของไทย

“กรอบความร่วมมือทั้งหกมีความสำคัญในแบบตัวเอง แม้จะมุ่งเน้นไปที่ภาพกว้างในการสร้างความเชื่อมโยง (Connectivity) เหมือนกัน แต่ประเทศผู้ขับเคลื่อนต่างก็มีศักยภาพในมิติที่แตกต่างกัน หน้าที่ของเราคือ วิเคราะห์ว่าจะใช้ประโยชน์สูงสุดจากกรอบความร่วมมือนั้น ๆ อย่างไร ให้ไทยและประเทศในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงต่างสมประโยชน์ร่วมกัน”

กรอบความร่วมมือ ACMECS หัวใจของอนุภูมิภาค

ACMECS คือ กรอบความร่วมมือที่สำคัญที่สุด เพราะไม่เพียงประกอบไปด้วยสมาชิกทั้ง 5 ของอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง ซึ่งถือเป็นพื้นที่ที่สำคัญทางยุทธศาสตร์หนึ่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่ยังเป็นกรอบความร่วมมือที่ไทยเป็นผู้ขับเคลื่อนหลัก ในช่วงที่ชาติมหาอำนาจอย่างจีนและสหรัฐอเมริกาเดินหน้าเข้ามามีบทบาทในอนุภูมิภาคฯ เราเป็นผู้ผลักดันความร่วมมือนี้ให้แข็งแกร่งขึ้น พร้อมทั้งผลักดันแผนแม่บท ACMECS เพื่อผลประโยชน์ร่วมในทุกมิติของทั้ง 5 ประเทศสมาชิก 

กลุ่มงานความร่วมมือลุ่มน้ำโขงแห่งกระทรวงการต่างประเทศ กับภารกิจสร้างความร่วมมือเพื่อฟื้นฟูลุ่มน้ำโขงหลังโควิด-19

แผนแม่บท ACMECS มุ่งเน้นไปที่ 3 เป้าหมายหลัก คือ การเสริมสร้างความเชื่อมโยงแบบไร้รอยต่อในอนุภูมิภาคฯ (Seamless Connectivity) การสอดประสานด้านกฎระเบียบ เพื่ออำนวยความสะดวกด้านเศรษฐกิจและการเคลื่อนย้ายของประชาชน (Synchronized ACMECS Economies) และการพัฒนาภูมิภาคอย่างยั่งยืนด้วยนวัตกรรม (Smart and Sustainable ACMECS)

“จุดประสงค์ของความร่วมมือในอนุภูมิภาคฯ คือ ผลกระโยชน์ทางเศรษฐกิจที่มีการแบ่งสรรปันส่วนเท่าเทียมกันและการพัฒนาที่ยั่งยืน เป็นการลดช่วงว่างของประเทศสมาชิกทั้ง 5 เพราะแต่ละประเทศมีระดับการพัฒนาที่แตกต่างกัน ไทยให้ความช่วยเหลือเพื่อพัฒนาประเทศเพื่อนบ้านด้วย เพราะเมื่อเพื่อนบ้านพึ่งพาตัวเองได้ในการพัฒนาเศรษฐกิจ ประเทศเราก็จะได้รับผลประโยชน์ด้วย เพราะมีพรมแดนติดกัน ทุกอย่างจึงเชื่อมต่อถึงกันทั้งหมด แท้จริงแล้ว อนุภูมิภาคฯ นี้ ถือเป็นพื้นที่ที่สำคัญทางยุทธศาสตร์หนึ่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ”

กลุ่มงานความร่วมมือลุ่มน้ำโขงแห่งกระทรวงการต่างประเทศ กับภารกิจสร้างความร่วมมือเพื่อฟื้นฟูลุ่มน้ำโขงหลังโควิด-19

ท่านทูตอรุณรุ่งฯ อธิบายถึงโจทย์ใหญ่ที่สุดของความร่วมมือในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงในปัจจุบันคือ โลกหลังโควิด-19 ที่เราต้องเร่งทำการฟื้นฟูประเทศและอนุภูมิภาคฯ ในหลาย ๆ ด้าน (Post-COVID Recovery) โดยการฟื้นฟูนั้นจะต้องทำร่วมกันเป็นองคาพยพ โดยเฉพาะในมิติของประเทศเพื่อนบ้าน ที่เชื่อมต่อกันทั้งในแง่พรมแดน วัฒนธรรมประเพณี และผู้คน 

“ในสถานการณ์โควิด-19 หากยังมีประเทศใดไม่ได้รับวัคซีน การฟื้นฟูของโลกจากการแพร่ระบาดก็ยากที่จะยั่งยืน ทุก ๆ ประเทศในโลกต้องได้รับวัคซีนร่วมกัน เช่นเดียวกับการพัฒนาในอนุภูมิภาคนี้ เราไม่สามารถรอดหรือเฟื่องฟูไปคนเดียวได้ รวมกันเราอยู่ แยกกันเราตาย ดังนั้น จุดมุ่งหมายของการสร้างความร่วมมือคือ เราต้องมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนไปด้วยกัน”

กลุ่มงานความร่วมมือลุ่มน้ำโขงแห่งกระทรวงการต่างประเทศ กับภารกิจสร้างความร่วมมือเพื่อฟื้นฟูลุ่มน้ำโขงหลังโควิด-19

โฉมหน้าของอนุภูมิภาคหลังโควิด-19

การผลักดันความร่วมมือเพื่อฟื้นฟูอนุภูมิภาคฯ หลังโควิด-19 แบ่งเป็น 2 มิติใหญ่ ๆ คือ การฟื้นฟูด้านสาธารณสุข เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับโรคอุบัติใหม่ในอนาคต และการฟื้นฟูเศรษฐกิจ

“โควิด-19 สร้างผลกระทบต่อเศรษฐกิจอย่างรุนแรง เพื่อฟื้นฟูสภาพระบบเศรษฐกิจและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ประเทศไทยได้นำ BCG Model หรือการพัฒนาเศรษฐกิจแบบองค์รวมมาเป็นตัวขับเคลื่อนนโยบายและกรอบความร่วมมือต่าง ๆ” 

BCG Model มุ่งพัฒนาเศรษฐกิจทั้ง 3 มิติไปพร้อมกัน คือ ระบบเศรษฐกิจชีวภาพ (Bio Economy) ที่เน้นการสร้างมูลค่าเพิ่มและการพัฒนาทรัพยากรชีวภาพเป็นผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง เชื่อมโยงกับเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ที่เน้นการนำวัสดุกลับมาใช้ประโยชน์ให้มากที่สุด และเศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) ที่เน้นการพัฒนาสังคมและการรักษาสิ่งแวดล้อม 

กลุ่มงานความร่วมมือลุ่มน้ำโขงแห่งกระทรวงการต่างประเทศ กับภารกิจสร้างความร่วมมือเพื่อฟื้นฟูลุ่มน้ำโขงหลังโควิด-19

เพื่อให้ต่อจากนี้ การพัฒนาเศรษฐกิจของไทยและอนุภูมิภาคฯ สามารถดำเนินควบคู่ไปกับการดูแลทรัพยากรธรรมชาติอย่างสมดุล เยียวยาโลกของเรา ที่ได้รับผลกระทบจากภาวะโลกร้อนและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของประเทศและภูมิภาคอื่น ๆ ในโลก

“อีกประเด็นที่สำคัญคือ การพาณิชย์ดิจิทัล ซึ่งช่วงโควิด-19 ภาคเอกชนและประชาชนจำนวนมาก เริ่มเปลี่ยนมาค้าขายทางดิจิทัลมากขึ้น ช่วงเวลาหลังการแพร่ระบาดจึงเป็นช่วงที่ควรเร่งรัด ผลักดันระบบที่ส่งเสริมการค้าดิจิทัล รวมถึงสร้างทักษะความเข้าใจการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล (Digital Literacy) ให้ประชาชนไทยและภูมิภาค”

“นอกจากนี้ยังมีเรื่องของทรัพยากรบุคคล ซึ่งเป็นอีกหนึ่งปัจจัยหลักที่ดึงดูดการเข้ามาพัฒนาและลงทุนของหลายชาติจากทั่วโลก เราจึงต้องส่งเสริมและพัฒนาทักษะแรงงาน (Reskill และ Upskill) ในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง ให้มีขอบเขตทักษะที่กว้างไกลขึ้น เพื่อในอนาคต อนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงจะสามารถขยายจากการเป็นฐานผลิตส่วนประกอบรถยนต์เป็นหลัก ไปสู่การผลิตชิ้นส่วนสำคัญทางเทคโนโลยีสมัยใหม่ อย่างเช่น เซมิคอนดักเตอร์ชิป (Semiconductor Chips) ได้ด้วย และเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานที่สำคัญของโลก”

กลุ่มงานความร่วมมือลุ่มน้ำโขงแห่งกระทรวงการต่างประเทศ กับภารกิจสร้างความร่วมมือเพื่อฟื้นฟูลุ่มน้ำโขงหลังโควิด-19

ปัจจุบัน ประเทศสมาชิกทั้ง 5 คือ เมียนมา สปป. ลาว ไทย กัมพูชา และเวียดนาม ต่างมีความมุ่งมั่นร่วมกันในการฟื้นฟูและพัฒนาอนุภูมิภาคฯ ในมิติต่าง ๆ หลังโควิด-19 เพื่อให้เรากลับมาเป็นที่จับตาต้องใจการลงทุนจากประเทศนอกอนุภูมิภาคฯ โดยประเทศไทย ในเชิงของภูมิรัฐศาสตร์และการดำเนินนโยบายต่างประเทศที่ผ่านมา ถือเป็นข้อต่อสำคัญที่ขาดไม่ได้ในทุก ๆ เรื่อง หากขาดไทยไป อนุภูมิภาคฯ ก็จะไม่สามารถเจริญเติบโตได้เช่นแต่ก่อนเช่นกัน

กลุ่มงานความร่วมมือลุ่มน้ำโขงแห่งกระทรวงการต่างประเทศ กับภารกิจสร้างความร่วมมือเพื่อฟื้นฟูลุ่มน้ำโขงหลังโควิด-19

ขับเคลื่อนไปด้วยกัน เพื่อผลประโยชน์ทวีคูณ

อย่างที่ท่านทูตอรุณรุ่งฯ เล่าไปข้างต้น แต่ละกรอบความร่วมมือล้วนมีศักยภาพที่จะนำไปสู่การพัฒนา เพื่อสร้างผลประโยชน์ให้ประชาชนตลอดลุ่มน้ำโขง ตามนโยบายของแต่ละประเทศผู้ขับเคลื่อนกรอบความร่วมมือ ว่าจะโฟกัสหรือให้น้ำหนักไปที่ประเด็นใด

“อย่างประเทศญี่ปุ่น ให้ความสำคัญกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals หรือ SDGs) ของสหประชาชาติ และการแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รวมถึงการผลักดันเรื่องเศรษฐกิจหมุนเวียน ภายใต้กรอบความร่วมมือลุ่มน้ำโขงกับญี่ปุ่น จึงเน้นไปที่วิสัยทัศน์การพัฒนาอุตสาหกรรมรูปแบบใหม่ 

“ที่ผ่านมา ญี่ปุ่นถอดบทเรียนให้ความรู้ประเทศอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงในการรีไซเคิลรถยนต์ทั้งคัน และในอนาคต ญี่ปุ่นน่าจะเป็นกำลังสำคัญที่จะช่วยเราส่งเสริมและพัฒนาทักษะแรงงานให้มีประสิทธิภาพเพื่อรับกับเทคโนโลยีแห่งอนาคต” 

ขณะที่ความร่วมมือลุ่มน้ำโขง-คงคา ที่อินเดียเป็นผู้ขับเคลื่อนหลัก จะเน้นไปทางมิติวัฒนธรรม เพราะประเทศต่าง ๆ ในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงต่างได้รับอิทธิพลทางศิลปวัฒนธรรมมาจากฮินดู พราหมณ์ รวมถึงพุทธศาสนาที่มีต้นกำเนิดจากอินเดีย และที่สำคัญ มิติทางวัฒนธรรมยังเป็นองค์ประกอบสำคัญของนโยบายต่างประเทศ Act East ของอินเดียอีกด้วย

กลุ่มงานความร่วมมือลุ่มน้ำโขงแห่งกระทรวงการต่างประเทศ กับภารกิจสร้างความร่วมมือเพื่อฟื้นฟูลุ่มน้ำโขงหลังโควิด-19

“หุ้นส่วนลุ่มน้ำโขง-สหรัฐฯ มีการยกระดับความร่วมมือในหลายด้าน ตั้งแต่การบริหารจัดการน้ำและทรัพยากรธรรมชาติข้ามพรมแดน อาชญากรรมข้ามชาติ ความมั่นคงทางไซเบอร์ ไปจนถึงการปราบปรามการค้ามนุษย์ ยาเสพติด และสัตว์ป่า แต่มิติที่กลุ่มงานความร่วมมือลุ่มน้ำโขงของเรามองว่าน่าสนใจมาก และกรอบความร่วมมืออื่น ๆ ยังไม่เคยพูดถึง คือการที่สหรัฐอเมริกาหยิบยกประเด็นการส่งเสริมศักยภาพของสตรี ซึ่งในปัจจุบัน เน้นไปที่กลุ่มสตรีที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ให้สามารถเป็นกำลังเข้มแข็งของครอบครัวในการสร้างรายได้จุนเจือ และเป็นกำลังสำคัญในการฟื้นฟูเศรษฐกิจระดับฐานรากหลังโควิด-19”

กลุ่มงานความร่วมมือลุ่มน้ำโขงแห่งกระทรวงการต่างประเทศ กับภารกิจสร้างความร่วมมือเพื่อฟื้นฟูลุ่มน้ำโขงหลังโควิด-19

ท่านทูตอรุณรุ่งฯ เอ่ยอย่างกระตือรือร้นว่า “แม้ปัจจุบันอนุภูมิภาคฯ ของเราจะได้รับความช่วยเหลือจากหลายประเทศมหาอำนาจในเรื่องการบริจาควัคซีนต้านโควิด-19 แต่จะเป็นไปได้ไหม ที่เราจะสร้างฐานการผลิตวัคซีนที่อนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงในอนาคต

“จากวิสัยทัศน์ของสาธารณรัฐเกาหลี ที่ต้องการเป็นประเทศผู้ผลิตวัคซีนของโลก เรามองว่า ในเมื่อเขาเชี่ยวชาญแนวทางออกแบบการวิจัยและพัฒนา (Research and Development) อนุภูมิภาคฯ ของเราที่พร้อมด้วยทรัพยากร สามารถจับมือกับสาธารณรัฐเกาหลี เพื่อเป็นแหล่งผลิตวัคซีนที่พึ่งพาตัวเองได้ เพราะตอนนี้มีแนวโน้มว่าโรคโควิด-19 อาจกลายเป็นโรคประจำถิ่นที่คงอยู่ในชีวิตประจำวันของพวกเรา และต้องฉีดวัคซีนกระตุ้นทุกปีต่อเนื่อง เพราะฉะนั้น ถ้าเราสามารถผลิตวัคซีนเองได้ ก็จะเป็นการดีในการพึ่งพาอนุภูมิภาคตัวเอง

กลุ่มงานความร่วมมือลุ่มน้ำโขงแห่งกระทรวงการต่างประเทศ กับภารกิจสร้างความร่วมมือเพื่อฟื้นฟูลุ่มน้ำโขงหลังโควิด-19

“นี่คือหน้าที่ของกลุ่มงานความร่วมมือลุ่มน้ำโขง และกระทรวงการต่างประเทศ ในการวิเคราะห์และชี้เป้าว่าแต่ละกรอบความร่วมมือที่เราดูแล มีช่องทางหรือมิติใดที่จะเสริมสร้างผลประโยชน์สูงสุดให้ไทย ประเทศเพื่อนบ้าน รวมถึงประเทศผู้ขับเคลื่อนนอกอนุภูมิภาคฯ ได้บ้าง ให้ทุกคนได้ผลประโยชน์เท่าทวีคูณ”

กรอบความร่วมมือ MLC เด็กอัจฉริยะ

กรอบความร่วมมือแม่โขง-ล้านช้าง หรือ MLC ที่มีจีนเป็นผู้ขับเคลื่อนหลัก แม้จะเพิ่งก่อตั้งขึ้นเพียง 5 ปี แต่มีความก้าวหน้ามาก ท่านทูตอรุณรุ่งฯ จึงให้ฉายากรอบความร่วมมือนี้ว่าเป็น ‘เด็กอัจฉริยะ’ เพราะได้สนับสนุนเงินจากกองทุนพิเศษในการวิจัยโครงการต่าง ๆ ไปแล้วหลายร้อยโครงการ

กลุ่มงานความร่วมมือลุ่มน้ำโขงแห่งกระทรวงการต่างประเทศ กับภารกิจสร้างความร่วมมือเพื่อฟื้นฟูลุ่มน้ำโขงหลังโควิด-19
กลุ่มงานความร่วมมือลุ่มน้ำโขงแห่งกระทรวงการต่างประเทศ กับภารกิจสร้างความร่วมมือเพื่อฟื้นฟูลุ่มน้ำโขงหลังโควิด-19

“หนึ่งในโครงการที่น่าจับตามอง โดยกระทรวงพาณิชย์ ประเทศไทย ซึ่งจีนอนุมัติให้เงินทุนช่วยเหลือไปเมื่อสองปีที่แล้ว คือ โครงการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษข้ามพรมแดนที่อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย เพื่อเป็นประตูการค้าชายแดน เชื่อมโยงระเบียงเศรษฐกิจเข้ากับบ่อเต็นของ สปป. ลาว และบ่อหานของจีน นับเป็นโครงการที่ดีที่จะส่งเสริมเรื่องการค้า การลงทุนข้ามพรมแดน และการสร้างงานมหาศาล

“ซึ่งในที่สุด จะต้องมีการนำระบบดิจิทัลและนวัตกรรม เข้ามาส่งเสริมการค้าและการลงทุนให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น กระทรวงการต่างประเทศจึงไปหารือกับสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ หรือ สอวช. เกิดการจัดตั้งระเบียงนวัตกรรม (Innovation Corridor) เพื่อวิจัยและพัฒนาสินค้าและบริการที่ทันสมัยในเขตเศรษฐกิจพิเศษ โดยเราจะนำทรัพยากรชีวภาพมาแปรรูป เพิ่มมูลค่าเป็นผลิตภัณฑ์ และส่งออก ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายขับเคลื่อนเศรษฐกิจของไทยด้วย BCG Model”

กลุ่มงานความร่วมมือลุ่มน้ำโขงแห่งกระทรวงการต่างประเทศ กับภารกิจสร้างความร่วมมือเพื่อฟื้นฟูลุ่มน้ำโขงหลังโควิด-19

นอกจากประเทศจีนแล้ว สาธารณรัฐเกาหลีก็ให้การสนับสนุนเงินในลักษณะกองทุน เพื่อดำเนินโครงการเพื่อการพัฒนาในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงเช่นกัน อย่างโครงการถอดบทเรียนการบริหารจัดการโรคโควิด-19 กับแรงงานต่างด้าว โดยจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และโครงการส่งเสริมความเข้าใจการบริหารจัดการน้ำของชุมชนที่ยั่งยืน โดยกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมก็ได้รับการสนับสนุนเงินทุนจากสาธารณรัฐเกาหลี

“โครงการเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นโครงการขนาดเล็กหรือใหญ่ ปลายทางคือ ผลประโยชน์สู่ประชาชน แต่หลายคนอาจไม่รู้ เพราะเป็นโครงการที่เสนอผ่านหน่วยงาน กว่าจะออกดอกผล ก็เป็นตอนที่หน่วยงานต่าง ๆ เอาผลลัพธ์ที่ได้จากโครงการไปปฏิบัติแล้ว ไม่ได้เห็นผลรวดเร็วทันใจ เพราะต้องใช้เวลาในการศึกษาดำเนินการ”

อย่างไรก็ตาม อีกประเด็นที่ถูกจับตา คือเรื่องการบริหารจัดการน้ำ ซึ่งเป็นความร่วมมือหลักของหลายกรอบความร่วมมือ รวมถึง MLC เช่นกัน โดยบางฝ่ายเห็นว่า สืบเนื่องจากมีการสร้างเขื่อนจำนวนมากบนแม่น้ำล้านช้าง ต้นน้ำของแม่น้ำโขง ทำให้ส่งผลกระทบต่อระดับน้ำและระบบนิเวศของทั้งลุ่มน้ำโขงตอนปลายซึ่งไหลผ่าน 5 ประเทศ ในอนุภูมิภาคฯ ซึ่งบางฝ่ายก็เห็นว่ามีหลายปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อระดับน้ำโขงและระบบนิเวศ เช่น ปัญหาโลกร้อน

กลุ่มงานความร่วมมือลุ่มน้ำโขงแห่งกระทรวงการต่างประเทศ กับภารกิจสร้างความร่วมมือเพื่อฟื้นฟูลุ่มน้ำโขงหลังโควิด-19

“เราผลักดันให้เกิดการทำงานร่วมกันของกรอบความร่วมมือแม่โขง-ล้านช้าง และคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (Mekong River Commission หรือ MRC) ต่อยอดจากที่จีนให้ข้อมูลระดับน้ำบริเวณท้ายเขื่อนจิ่งหงตลอดทั้งปี เพื่อส่งเสริมการจัดการและพัฒนาลุ่มน้ำโขงอย่างยั่งยืนและไม่หยุดนิ่ง”

“ฝ่ายจีนก็มีฐานข้อมูลด้านอุทกศาสตร์ของตัวเอง ที่บางครั้งอาจไม่สอดคล้องกับข้อมูลที่ไทยหรือ MRC มี ในปัจจุบัน จีน, MLC และ MRC จึงมีความร่วมมือใกล้ชิดกันมากขึ้น มีการหารือแลกเปลี่ยนข้อมูลอุทกศาสตร์ รวมถึงความเป็นไปได้ในทำการศึกษาการบริหารจัดการตะกอนของแม่น้ำโขง เมื่อทุกส่วนทำงานโดยอ้างอิงข้อมูลชุดเดียวกัน ต่อไปเมื่อพูดถึงปัญหาที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องระดับน้ำหรือระบบนิเวศ ทุกฝ่ายจะได้เข้าใจตรงกันและหาหนทางแก้ไขปัญหาหรือบรรเทาปัญหาที่สร้างสรรค์และตอบโจทย์ประชาชน นับเป็นพัฒนาการความร่วมมือที่ดี

“การที่แต่ละประเทศมีข้อมูลชุดเดียวกัน ความเข้าใจตรงกัน ในที่สุดก็จะถ่ายทอดไปสู่ความร่วมมือที่มันตรงเป้ามากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการเตือนน้ำท่วม น้ำแล้ง เมื่อไหร่ อย่างไร ผู้ได้รับผลประโยชน์ก็คือ ประชาชนทั้งสองฝั่งโขงนั่นเอง”

กลุ่มงานความร่วมมือลุ่มน้ำโขงแห่งกระทรวงการต่างประเทศ กับภารกิจสร้างความร่วมมือเพื่อฟื้นฟูลุ่มน้ำโขงหลังโควิด-19

เติบโตอย่างยั่งยืนโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

สมัยก่อนกรอบความร่วมมืออาจถูกผลักดันโดยการทูตเชิงเศรษฐกิจ (Economic Diplomacy) แต่ปัจจุบันมีศาสตร์ทางการทูตมากมายเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการทูตวิทยาศาสตร์ (Science Diplomacy) การทูตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change Diplomacy) ไปจนถึงการทูตว่าด้วยเรื่องน้ำ (Water Diplomacy) 

กลุ่มงานความร่วมมือลุ่มน้ำโขงแห่งกระทรวงการต่างประเทศ กับภารกิจสร้างความร่วมมือเพื่อฟื้นฟูลุ่มน้ำโขงหลังโควิด-19

“อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญที่สุดคือ การทูตเพื่อประชาชน (People Diplomacy) ประชาชนในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงหล่อหลอมผูกพันกับสายน้ำ ทั้งทางกายภาพและจิตวิญญาณ ดังนั้น การขับเคลื่อนด้วยประชาชนคือ รูปแบบที่งอกงามที่สุดและยั่งยืน ซึ่งการพัฒนาและการเจริญเติบโตของอนุภูมิภาคฯ ที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ต้องอาศัยศาสตร์ของการทูตที่หลากหลายมาหลอมรวมกันเป็นองคาพยพ

“ปลายทางของทุกกรอบความร่วมมือคือผลประโยชน์ร่วมกัน ‘จับมือให้อุ่น’ คือสโลแกนในการดำเนินงานของกลุ่มงานความร่วมมือลุ่มน้ำโขงและกระทรวงการต่างประเทศ แต่ละประเทศมีจุดแข็งของเขา นำจุดแข็งมารวมกัน ยิ่งส่งเสริมผลลัพธ์เชิงบวกเป็นเท่าทวี

“ประเทศไทยดำเนินนโยบายต่างประเทศเชิงรุกที่ต้องการให้ทุกประเทศเติบโตอย่างยั่งยืน และตอบโจทย์นโยบายต่างประเทศไทย 5S หรือ 5 มี คือ มีความมั่นคง (Security), มีความมั่งคั่งและยั่งยืน (Sustainability), มีมาตรฐานสากล (Standard), มีสถานะและเกียรติภูมิ (Status) และมีพลัง (Synergy)” ท่านทูตอรุณรุ่งฯ กล่าวทิ้งท้าย

ภาพ : กลุ่มงานความร่วมมือลุ่มน้ำโขง กระทรวงการต่างประเทศ

Writer

มิ่งขวัญ รัตนคช

อดีต Urban Designer ผู้รักการเดินทางสำรวจโลกกว้าง สนใจงานออกแบบเชิงพฤติกรรมมนุษย์ และยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ เชื่อว่าทุกการเปลี่ยนแปลงเริ่มต้นจากน้ำหยดเล็กที่ไหลมารวมกัน

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load