“COVID-19 เราก็ต้องแก้กันไป แต่โรคอื่นก็ต้องเดินหน้าหาทางกันต่อ มันไม่ได้พักไปกับเราหรอก” เป็นประโยคที่ปลายสายตอบเรา

ก่อนที่คุณจะอ่านบทความอยู่นี้ เราเดาว่าคุณนั่งมองโทรศัพท์หรือจอคอมพิวเตอร์อยู่ที่บ้านมาหลายวันแล้ว เพื่อช่วยกันลดการแพร่ระบาดของ COVID-19 ด้วยการ ‘อยู่บ้าน หยุดเชื้อ ช่วยชาติ’ 

ในขณะที่พนักงานเรือนล้าน Work from home ตามมาตรการบริษัทและรัฐบาล ยังมีคนอีกมากมาย เช่นเจ้าของประโยคด้านบนที่ต้องทำงานเช่นเดิมแม้เสี่ยงต่อการติดเชื้อ

และในขณะที่รอรายงานจำนวนผู้ติดเชื้อรายวัน เราอาจจะกำลังก่นด่าใครสักคนที่ไปกินค้างคาว งูเห่า หรือตัวนิ่ม จนติดเชื้อเป็นคนแรกและแพร่กระจายโรคนี้ไปทั่วโลก 

แต่คุณอาจจะยังไม่รู้ว่าการใช้ชีวิตของเราและรูปแบบเมืองนี่แหละที่มีส่วนทำให้เราได้รับผลกระทบหนักเช่นตอนนี้

บทความนี้จึงมีขึ้น ไม่ใช่เพื่อสาวถึงต้นตอว่า COVID-19 มาจากค้างคาวหรือไม่ แต่เพื่อให้เราเข้าใจเชื้อโรคมากขึ้น และหาคำตอบว่าทำไมการใช้ชีวิตและเปลี่ยนแปลงของเมืองของมนุษย์จึงมีส่วนในโรคระบาด ซึ่งคนแรกที่เรานึกถึงและน่าจะเป็นคนที่ตอบคำถามนี้ได้ดีที่สุดจึงหนีไม่พ้น ‘นักระบาดวิทยาโรคสัตว์ป่า’ นายสัตวแพทย์ไพศิลป์ เล็กเจริญ ที่กว่าจะได้เริ่มเลกเชอร์ก็ตอนคุณหมอวางมือจากการทดลองวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าแบบกิน ซึ่งเป็นการทดลองใช้ครั้งแรกในภูมิภาคอาเซียน เราจึงอดแซวคุณหมอไม่ได้ว่า “โควิดระบาดขนาดนี้ คุณหมอยังไม่ Work from home อีกหรอ”

คุยกับนักระบาดวิทยาโรคสัตว์ป่า นายสัตวแพทย์ไพศิลป์ เล็กเจริญ เรื่องการใช้ชีวิตของคนและการเปลี่ยนแปลงเมือง สาเหตุที่แท้จริงของโรคระบาด COVID-19

จากสัตว์สู่คน

นอกจากโรค COVID-19 แล้ว เราอาจจะคุ้นเคยกับชื่อโรคระบาดอีกหลายโรค ไม่ว่าจะเป็นไข้หวัดนก ไข้หวัดใหญ่ ซาร์ส อีโบลา หรือเมอร์ส แต่โรคเหล่านี้ต่างกันอย่างไร ทำไมเราถึงตื่นตระหนกนัก

 “Pandemic Disease คือโรคระบาดที่เพิ่งพบและกระจายเป็นครั้งแรก หรือเรียกว่าโรคอุบัติใหม่ แต่พอเราควบคุมกระจายได้แล้ว คนเริ่มมีภูมิคุ้มกันแล้ว ก็ใช่ว่าโรคเหล่านี้จะหายไป มันก็จะยังหลงเหลืออยู่ในพื้นที่นั้นๆ แต่แพร่กระจายไม่มากเหมือนตอนแรก และกลายเป็นโรคประจำถิ่นหรือ Endemic Disease แทนไข้หวัดใหญ่ที่เราคุ้นเคยกัน อีกสิบยี่สิบปีคนรุ่นนั้นคงรู้จักว่า COVID-19 เป็นแค่ไวรัสธรรมดาตัวหนึ่ง” หมอศิลป์อธิบาย

ในช่วง 20 – 30 ปีที่ผ่านมา ทั่วโลกมีโรคระบาดใหญ่เกิดขึ้นกว่าร้อยโรค และ 60 เปอร์เซ็นต์ของโรคเหล่านี้เกิดจากการระบาดจากสัตว์สู่คน (Zoonotic Disease) ซึ่งส่วนมากมีต้นกำเนิดจากสัตว์ป่า ด้วยอัตราการเกิดกระโดดข้ามโฮสต์จากชนิดหนึ่งไปยังอีกชนิดหนึ่งถี่ขึ้น และการแพร่กระจายอย่างรวดเร็วในระยะเวลาสั้นๆ ซึ่งแน่นอนว่านี่ไม่ใช่เพียงเรื่องบังเอิญ

หรือจริงๆแล้วไวรัสคือมนุษย์และ COVID-19 เป็นภูมิคุ้มกันของโลกยามธรรมชาติถูกเบียดเบียน
ภาพ : ทรงกลด บางยี่ขัน 

สร้างบ้านแป (ล) งเมือง

ก่อนที่เราจะทันได้ถามถึงความเชื่อมโยงระหว่างเมืองกับโรคระบาด หมอศิลป์ก็ชิงถามก่อนว่า “เราสร้างเมืองกันไปเพื่ออะไร”

“ความสะดวกสบาย การร่วมกลุ่ม” เราตอบ ไม่แน่ว่าคำตอบของคุณอาจจะแตกต่างจากนี้

“มนุษย์ต้องการปัจจัยในการดำรงชีวิต แต่ผมไม่แน่ใจว่าสิ่งมีชีวิตอื่นต้องการความสะดวกสบายหรือหรูหราแบบมนุษย์ไหม เราจะเห็นว่าความต้องการอาหารที่เพิ่มขึ้นของเราทำให้เราต้องใช้ทรัพยากรธรรมชาติเพิ่มขึ้น และเลี้ยงสัตว์หนาแน่นขึ้น ประชากรที่เพิ่มมากขึ้นก็เปลี่ยนแปลงพื้นที่ป่าให้กลายเป็นเมืองมากขึ้นด้วย 

“มีการศึกษาหนึ่งชี้ให้เห็นว่าการลดลงของพื้นที่ป่าเพียงสี่เปอร์เซ็นต์ เพิ่มอัตราการเกิดโรคมาลาเรียในพื้นที่สูงถึงห้าสิบเปอร์เซ็นต์เลยนะ” 

การเปลี่ยนแปลงของเมืองเพื่อตอบสนองต่อการขยายตัวของมนุษย์เพียงเลขหลักหน่วย สร้างผลกระทบขนาดเลขหลักสิบ …ประโยค ‘เด็ดดอกไม้สะเทือนถึงดวงดาว’ คงไม่จริงไปกว่านี้อีกแล้ว

หรือจริงๆแล้วไวรัสคือมนุษย์และ COVID-19 เป็นภูมิคุ้มกันของโลกยามธรรมชาติถูกเบียดเบียน
ภาพ : กิตติคุณ เสนีวงศ์ ณ อยุธยา

“ไม่ใช่แค่ที่อยู่อาศัยหรือของกินที่มาจากธรรมชาตินะ แต่รวมไปถึงรถยนต์ โทรศัพท์ สายไฟฟ้า และสิ่งของอื่นๆ เกือบทั้งหมดด้วย มันผ่านกระบวนการผลิตมาหลายขั้นตอนมาก กว่าเราจะคิดไปถึงสุดทางว่าจริงๆ แล้วแหล่งที่มาของทรัพยากรเหล่านี้ก็มาจากธรรมชาติ แร่ธาตุที่นำมาผลิตโทรศัพท์จากใต้โลก หรือต้องไปตัดป่าฆ่ากอริลลามาด้วย” 

พอพื้นที่ป่าหายไป เราก็จะเห็นสิ่งมีชีวิตอื่นเข้ามาแทนที่ อย่างในเมืองเราจะคุ้นเคยกับหมา แมว หนู นกกระจอก พิราบ หรืออีกา เพราะการเปลี่ยนแปลงพื้นที่ไปส่งเสริมสิ่งมีชีวิตกลุ่มหนึ่งที่ปรับตัวได้ดี เชื้อโรคที่อยู่กับสัตว์พวกนี้ก็จะเพิ่มจำนวนมากขึ้น และด้วยความใกล้ชิดกับคนก็สร้างโอกาสให้เชื้อโรคถ่ายทอดมาถึงเราได้ง่ายขึ้น

“ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด เช่นการจัดการขยะของเราโดยใช้การฝังกลบอย่างทุกวันนี้ เรามักใช้ที่สาธารณประโยชน์ ที่ป่าละเมาะ หรือขออนุญาตใช้ป่าสงวนแห่งชาติ เป็นที่ทิ้งขยะ ฉะนั้น มันก็อาจจะมีสัตว์บางชนิดได้ประโยชน์จากของเสียต่างๆ เศษอาหารที่ปะปนมากลายเป็นแหล่งอาหารของสัตว์หรือสิ่งมีชีวิตบางชนิด ถ้าที่ใกล้ป่าก็อาจจะมีหมูป่า เก้ง กวาง ออกจากป่ามาใช้พื้นที่ตรงนี้เป็นแหล่งอาหารของมันแทน และตัวมันก็แถมเชื้อโรคให้ด้วย” 

ในขณะที่สัตว์ที่ปรับตัวเข้ากับเมืองได้มีจำนวนมากขึ้น สัตว์บางพวกก็กลับลดลงจนเกือบสูญพันธุ์ 

“ในอินเดียเขาพบว่าการหายไปของแร้งทำให้คนป่วยเป็นพิษสุนัขบ้าเพิ่มขึ้นด้วยนะ

“เห็นแร้งหน้าตาน่าเกลียดแบบนั้น มันเป็นตัวควบคุมโรคในธรรมชาติเลยนะ แต่การใช้ยาแก้อักเสบในวัวทำให้แร้งที่มากินซากวัวมีอัตราการตายสูงมาก จำนวนพวกมันลดลงถึงเก้าสิบเปอร์เซ็นต์ พอแร้งหายไปซากวัวก็เลยกลายเป็นแหล่งอาหารชั้นดีให้สุนัขจรจัด พอประชากรมันมากขึ้นก็ทำให้คนติดเชื้อพิษสุนัขบ้ามากขึ้นด้วย แม้เราจะมียามาดูแลปศุสัตว์อย่างดี แต่กลับส่งผลกระทบที่คาดไม่ถึง” หมอศิลป์เล่าถึงความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งมีชีวิตที่แสนซับซ้อน

จูงวัวไปค้า ขี่ม้าไปขาย

อย่าง COVID-19 หรือไข้หวัดนกเองก็เกิดจากการกระโดดข้ามโฮสต์ของเชื้อโรค จากสัตว์ที่อาจจะไม่เจอกันเลยตามธรรมชาติ ก็มาอยู่ที่เดียวกันเพราะมนุษย์จับมา ตลาดค้าสัตว์ป่าจึงเป็นแหล่งการแพร่ระบาดของเชื้อโรคที่สำคัญ จนจีนสั่งปิดตลาดและห้ามลำเลียงสัตว์ป่าด้วยยานพาหนะที่ไม่ได้รับอนุญาต

หมอศิลป์เล่าถึงเคสไข้หวัดนกที่เคยระบาดในไทยเมื่อ พ.ศ. 2547 ว่า “เชื้อไข้หวัด H5N1 นี้มีวิวัฒนาการร่วมกับกลุ่มนกน้ำและเป็ดมานานมากแล้ว แต่การที่เราเอาสัตว์เลี้ยงไปใช้แหล่งน้ำหรือพื้นที่ธรรมชาติก็เป็นแรงผลักดันให้เชื้อกระโดดข้ามชนิดมากขึ้น หรือระบบการค้าอย่างตลาดในจีนที่เอาตัวโน้นตัวนี้มาขังไว้รวมกันอย่างไม่ถูกสุขลักษณะก็ทำให้แพร่เชื้อได้ง่าย แถมระบบการเลี้ยงสัตว์ของเราหนาแน่นมากๆ ทีนี้พอติดเชื้อมาก็ติดกันหมดเลย 

 “การเป็นอยู่ของเราก็เหมือนกัน พอเมืองขยายและอยู่กันหนาแน่นมากขึ้น ระบบขนส่งสาธารณะที่ขึ้นทีหนึ่งอัดกันเป็นปลากระป๋องยิ่งทำให้เชื้อแพร่ระบาดเกิดขึ้นได้ไวมาก ไม่เหมือนชนบทต่างจังหวัดที่แต่ละบ้านอยู่ห่างๆ กัน แบบนี้ก็จะทำให้แพร่เชื้อได้ช้าและกักโรคได้ง่ายกว่า”

หรือจริงๆแล้วไวรัสคือมนุษย์และ COVID-19 เป็นภูมิคุ้มกันของโลกยามธรรมชาติถูกเบียดเบียน
ภาพ : มณีนุช บุญเรือง

แคปซูลปลอดเชื้อและเมืองในอนาคต

พอคุยมาถึงตรงนี้ เราก็เกิดคำถามแบบขวาจัดและซ้ายตกขอบว่า แบบนี้เราควรจะฆ่าสุนัข ยุง ค้างคาว สัตว์พาหะนำโรคให้หมดเลยไหม หรือเราควรจะอยู่ในบ้านแบบแคปซูลที่ปลอดเชื้ออยู่ตลอดเวลาไปเลย เพราะตอนนี้กักตัวอยู่บ้าน ต้องสั่งอาหารมากิน ก็ยิ่งรู้สึกใกล้เคียงเข้าไปทุกที

“ผมก็ไม่แน่ใจว่าเราจะอยู่กันยังไง เพราะเราต้องหายใจเอาอากาศเข้าไป ต้องเอาน้ำมากิน ต้องปลูกพืชที่ต้องใช้ดิน จะกินจะอยู่ อาหาร ยารักษาโรค ก็สุดแล้วแต่ต้องพึ่งพาธรรมชาติทั้งสิ้น มันเป็นไปไม่ได้เลยที่เราจะตัดตัวเองออกจากธรรมชาติ

หรือจริงๆแล้วไวรัสคือมนุษย์และ COVID-19 เป็นภูมิคุ้มกันของโลกยามธรรมชาติถูกเบียดเบียน

“มีคนบอกว่าจะทำยังไงให้ไข้เลือดออกหมดไปจากโลกนี้ มีทางเดียวก็คือฆ่าคนให้หมดโลก (หัวเราะ)” หมอศิลป์เล่าติดตลกก่อนที่จะอธิบายต่อ

“ไม่เช่นนั้นเราต้องเปลี่ยนเป้าหมายใหม่ว่า ทำยังไงให้คนกับยุงอยู่ด้วยกันได้อย่างสมดุล เคยมีใครคิดจะอยู่แบบสงบสุขกับยุงบ้าง สัตว์พาหะและเชื้อโรคต่างๆ พวกนี้ก็ไม่ได้มองว่ามันจะมากำจัดคนให้หายไปจากโลก แต่เขาต้องการโอกาสให้ตัวเองดำรงชีวิตอยู่ได้ พวกมันไม่เคยมองคนเป็นศัตรูเลย มีแต่คนนี่แหละที่ตั้งใจจะกำจัดมันอยู่ตลอดเวลา

“ต่อให้คนเราอยู่ด้วยกันเองไม่มีตัวอื่นเลย เราก็มีเชื้อโรคของเรา ไม่ใช่ว่าต้องมาจากสัตว์เท่านั้น คนยังแพร่เชื้อให้กันเอง แล้วเราจะหลบไปไหนหรอ เราต้องทำความเข้าใจว่าหลายคนและระบบสาธารณสุขเองต้องการสู้และป้องกันโรค ซึ่งเราอาจจะคิดไปถึงการทำให้เชื้อโรคมันหายไปหรือพาหะหมดโลกไปเลย ซึ่งมันอาจจะส่งผลต่อระบบนิเวศมหาศาล เราควรมองในความเป็นจริงตามธรรมชาติของเชื้อโรคว่า มันถูกสร้างขึ้นมาเพื่ออะไรและเราก็ควรจะเผื่อใจไว้บ้าง ปล่อยให้ธรรมชาติได้ทำงานและเคารพบทบาทของเชื้อโรคและสัตว์ ให้มันได้ทำหน้าที่ของมันบ้าง”

จากคนสู่สัตว์

อย่าว่าแต่สัตว์นำโรคมาสู่คนอย่างเดียว ในความเป็นจริงแล้วเราก็มีเชื้อโรคที่แพร่กระจายไปสู่สัตว์อื่นไม่น้อย แต่กลับไม่ค่อยถูกพูดถึงมากนัก

“ไม่มีทางเลยครับที่คนจะรับเชื้อมาจากสัตว์ป่าอย่างเดียวโดยไม่แพร่เชื้อด้วย ตัวอย่างที่เห็นชัดในประเทศไทยคือวัณโรคคนที่ไปติดในช้าง วัณโรคเป็นโรคที่สนิทชิดเชื้อกับคนและมีวิวัฒนาการร่วมกันมานานแล้ว ต่อมาด้วยความสัมพันธ์ระหว่างคนกับช้างเลี้ยง ทำให้ช้างติดวัณโรค ป่วย และตายด้วย เมื่อปลายปีก่อนมีช้างเลี้ยงตายเพราะติดวัณโรคถึงห้าเชือก 

“โรคไข้หวัดใหญ่กับไข้หัดก็เหมือนกัน มันจะติดในชนิดที่คล้ายคลึงกับคนในกลุ่มของไพรเมต พวกชิมแปนซีหรือกอริลล่า การท่องเที่ยวเชิงนิเวศในแอฟริกาก็ทำให้เกิดการแพร่เชื้อไข้หวัดใหญ่และไข้หัดจากนักท่องเที่ยวไปถึงกอริลล่าภูเขาด้วย ทำให้กอริลล่าป่วยแล้วก็ตายได้เหมือนกัน นอกจากนี้ ยังเจอแบคทีเรียดื้อยาในสัตว์อีก ซึ่งเกิดจากการใช้ยาปฏิชีวนะอย่างบ้าระห่ำ และเชื้อมันเกิดเองไม่ได้ ช้าง ลิง หรือเสือ ที่ป่วยซื้อยามากินเองไม่ได้ แต่เป็นเชื้อจากคนนี่แหละที่ปนเปื้อนในธรรมชาติ”

ยังไม่รวมถึงโรคระบาดทางอ้อมจากการปศุสัตว์ของมนุษย์ที่ทำให้นากในทะเลสมองอักเสบได้ ซึ่งหมอศิลป์เล่าความเชื่อมโยงให้ฟังว่า เกิดจากการทำปศุสัตว์จำนวนมากของเราซึ่งปล่อยน้ำปนเปื้อนขี้วัวลงไปในแหล่งน้ำธรรมชาติ เชื้อโรคท็อกโซพลาสโมซิสก็ปนไปกับแหล่งน้ำ ไหลลงสู่ทะเล แล้วก็ไปเกาะอยู่กับหอยสองฝา พอนากกินหอยสองฝาพวกนี้ก็ทำให้เป็นไข้ สมองอักเสบ และตาย

หรือจริงๆแล้วไวรัสคือมนุษย์และ COVID-19 เป็นภูมิคุ้มกันของโลกยามธรรมชาติถูกเบียดเบียน
ภาพ : ทรงกลด บางยี่ขัน

รับรู้ เข้าใจ สมดุล

จริงๆ แล้ว เครื่องมือป้องกันพาหะนำโรค หน้ากากอนามัย หรือยาฆ่าเชื้อ ไม่ต้องไปหาที่ไหนไกลเลย เพราะมันซ่อนอยู่ในธรรมชาติ เราได้ฟังบทบาทหน้าที่ของสิ่งมีชีวิตหลายตัวเกี่ยวกับโรคระบาดต่างๆ แต่พระเอกที่เราประทับใจที่สุดคือเจ้าพอสซัม ที่ช่วยป้องกันเราจากโรคไลม์ (Lyme’s Disease) 

โรคนี้เกิดจากแบคทีเรียที่มีเห็บเป็นพาหะ เจ้าเห็บนี้พอโตได้ระยะหนึ่งก็ต้องลอกคราบและกระโดดไปหาบ้านใหม่ ซึ่งจะเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมต่างๆ ตั้งแต่หนู (White-footed Mice) กวาง (White-tailed Deer) พอสซัม (Opossum) รวมถึงคนด้วย แต่ละผู้เล่นก็มีคุณสมบัติแตกต่างกัน ราวกับเรากำลังเล่นเกมคุมโรคระบาดนี้อยู่เลย

หนูเป็นตัวที่ส่งต่อเชื้อให้กับเห็บได้เป็นอย่างดีมีพลังทำลายล้างสูง ยิ่งระบบนิเวศมีหนูมากก็ยิ่งทำให้เชื้อกระจายได้มาก แต่ถ้าเห็บไปกัดกวางจะกระจายเชื้อได้ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ เพราะเชื้อมันเกาะกับร่างกายกวางไม่ค่อยดี ถ้าไปกัดพอสซัมละก็เสร็จแน่ๆ เพราะนอกจากมันจะไม่ค่อยส่งต่อเชื้อแล้ว มันยังมีพฤติกรรมชอบทำความสะอาดขนตัวเองและกินเห็บเป็นอาหารด้วย 

หรือจริงๆแล้วไวรัสคือมนุษย์และ COVID-19 เป็นภูมิคุ้มกันของโลกยามธรรมชาติถูกเบียดเบียน
พอสซัม ภาพ : www.thealexandriazoo.com

พอสซัมเป็นสัตว์ที่สะอาดมาก เพราะกำจัดเห็บบนตัวมันได้ถึง 90 เปอร์เซ็นต์เลยทีเดียว นั่นหมายความว่าถ้าในระบบนิเวศมีแต่หนูเต็มไปหมด เราก็คงจะแพ้แก่โรคระบาดในเกมนี้ แต่ถ้าในระบบนิเวศมีพอสซัมและกวางมากินส่วนแบ่งพื้นที่นี้ไป แปลว่าคนเราก็มีโอกาสได้รับเชื้อโรคนี้น้อยลงด้วย

“สัตว์พวกพอสซัมหรือแร้ง เราเลยเรียกว่ามันเล่นบท Protective Role คือมีบทบาทปกป้องให้คนติดเชื้อโรคนั้นๆ น้อยลง แปลว่ามันอาจจะมีโรคอื่นที่เราไม่รู้ก็ได้นะ ระบบนิเวศเลยต้องมีความหลากหลายที่คอยมาควบคุมกัน แต่ทุกวันนี้เราทำลายความหลากหลายทางชีวภาพไปมากแล้ว” หมอศิลป์อธิบาย

บ้านของเราคือโลกใบเดียวกัน

“ระบบนิเวศที่สุขภาพดีเป็นยังไง คือหัวใจของสิ่งที่ผมเรียน” 

หมอศิลป์หลงรักธรรมชาติและเริ่มต้นเส้นทางสายนี้ด้วยการเป็นสัตวแพทย์ แต่การได้อยู่ใกล้ชิดธรรมชาติและการรักษาสัตว์ป่ายังไม่ตอบโจทย์เป้าหมายในชีวิตของเขา จนกระทั่งได้มาเรียนเวชศาสตร์เชิงอนุรักษ์ (Conservation Medicine) สาขาวิชาชื่อแปลกที่เราเองก็ไม่เคยได้ยิน และไม่แปลกใจเลยที่คุณหมอจะบอกว่าเมืองไทยก็ยังไม่มีการเรียนการสอนเรื่องนี้ด้วยซ้ำ

คุยกับนักระบาดวิทยาโรคสัตว์ป่า นายสัตวแพทย์ไพศิลป์ เล็กเจริญ เรื่องการใช้ชีวิตของคนและการเปลี่ยนแปลงเมือง สาเหตุที่แท้จริงของโรคระบาด
หรือจริงๆแล้วไวรัสคือมนุษย์และ COVID-19 เป็นภูมิคุ้มกันของโลกยามธรรมชาติถูกเบียดเบียน

“แพทย์หรือสัตวแพทย์ เราเรียนรู้ว่าความเจ็บป่วยเป็นอย่างไร หาสาเหตุ และป้องกันความเจ็บป่วยเหล่านั้นที่เกิดขึ้นกับคนหรือสัตว์ ในขณะที่เวชศาสตร์เชิงอนุรักษ์เราใช้หลักการเดียวกัน แต่เรียนรู้ในสิ่งที่กว้างออกไปมากกว่าคนหนึ่งคน หรือสัตว์หนึ่งตัว เราพยายามผนวกความรู้ทางการแพทย์และการอนุรักษ์ธรรมชาติเข้าด้วยกัน

“เรามองว่าอะไรคือเชื้อโรคหรือปัญหาสุขภาพของระบบนิเวศ เช่น โรคสภาวะภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง โรคการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ โรคพื้นที่ป่าหายไป เราก็มาคิดต่อว่ามันเกิดขึ้นจากอะไร และเราจะป้องกันหรือควบคุมโรคนี้ได้ยังไงบ้าง ซึ่งส่วนใหญ่แล้วเป็นแรงขับเคลื่อนที่เกิดมาจากคนทั้งสิ้น คนจึงเป็นสาเหตุที่ทำให้สุขภาพของระบบนิเวศแย่ลง”

แม้เราจะคุยกันทางโทรศัพท์ แต่เราก็อดลุกจากเก้าอี้เดินวนแล้วคิดตามไม่ได้ เพราะเพียงแค่ถอยออกมามองจากการมี ‘มนุษย์’ เป็นศูนย์กลาง พอเปลี่ยนเป็น ‘โลก’ เป็นศูนย์กลางของเรื่องราวทั้งหมด เราก็เห็นทุกอย่างแตกต่างออกไป บางทีไวรัสที่แพร่ระบาดอาจเป็นมนุษย์อย่างเราๆ ก็ได้ และ COVID-19 อาจเป็นเพียงภูมิคุ้มกันของโลกหรือวัคซีนที่เราได้รับอยู่

“พอพูดแบบนี้แล้วบางคนก็มองว่าเราจะไปรักษาโรคหรือรักษาสัตว์มันทำไม ปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติเลยสิ แต่เป้าหมายของเราไม่ใช่การควบคุมทั้งหมด แต่เราเข้าไปรับรู้ เข้าใจวงจรของเชื้อโรคที่มีบทบาทตามธรรมชาติ บทบาทที่มันถูกกระทำจากอิทธิพลของมนุษย์ หรือสุดท้ายมันกระโดดข้ามมาหาเราได้อย่างไร

หรือจริงๆแล้วไวรัสคือมนุษย์และ COVID-19 เป็นภูมิคุ้มกันของโลกยามธรรมชาติถูกเบียดเบียน
ภาพ : ทรงกลด บางยี่ขัน 

“เราอยู่แบบที่พยายามจะเข้าใจและเคารพให้ธรรมชาติได้ทำหน้าที่ของมัน แต่แน่นอนว่าสมการนี้ตัดคนออกไปไม่ได้ ยังไงเสียคนก็จะทำให้เกิดผลกระทบต่อธรรมชาติ แต่เราควรรู้ว่าผลกระทบจะเกิดขึ้นในทิศทางไหน และทำยังไงไม่ให้ผลกระทบที่เกิดขึ้นมันรุนแรงเกินไป เกิดโรคในระดับที่เรารับได้ ดูแลผู้ป่วยได้ และไม่แพร่กระจายแบบยั้งไม่อยู่อีก”

หลังจากจบบทสนทนา เรากลับมาเช็กจำนวนผู้ติดเชื้อรายวันอีกครั้งและเลิกก่นด่าคนจีนที่ชอบเปิบพิสดาร เพราะในวิกฤตแบบนี้เราจึงมีโอกาสได้เห็นบ้านเมืองที่สงบ ฝุ่นควันที่ลดลง คลองในเวนิส อิตาลี ที่ใสแจ๋วจนเห็นปลาแหวกว่าย ช้างและสัตว์ป่าออกมานอนเล่นกลางถนน ข่าวโอโซนโลกที่กำลังดีขึ้น เราจึงปฏิเสธไม่ได้เลยว่า เราทุกคนล้วนมีส่วนไม่มากก็น้อยในการทำลายโลกใบนี้ 

โรคระบาดครั้งหน้าจะเกิดขึ้นอีกเมื่อไหร่ หรือจะรุนแรงแค่ไหน ก็ขึ้นอยู่กับการใช้ชีวิตของเรานับจากนี้

ภาพ : นายสัตวแพทย์ไพศิลป์ เล็กเจริญ

Writer

สุภัชญา เตชะชูเชิด

นักชีววิทยาติดกาแฟที่สนใจการเปลี่ยนไปของโลกและหลงรักนมคาราเมลเป็นชีวิตจิตใจ

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

ณ ตำบลแม่ทา อำเภอแม่ออน จังหวัดเชียงใหม่ มีพื้นที่ที่เป็นแบบอย่างของการทำเกษตรอินทรีย์ได้ เพราะการทำเกษตรอินทรีย์ทุกกระบวนการเกิดขึ้นที่นี่ และยังเป็นชุมชนที่ยกระดับตัวเองจากชุมชนตกสำรวจ ดินไม่ดี มีสารเคมีจากยาฆ่าแมลง รายได้จากผลผลิตไม่เป็นธรรม สู่การจัดตั้ง ‘สหกรณ์การเกษตรยั่งยืนแม่ทา จำกัด’ ยึดหลักการพึ่งพาตัวเองอย่างยั่งยืน

การทำเกษตรอินทรีย์จากน้ำพักน้ำแรงของชาวบ้านเกิดขึ้นมาแล้วกว่า 30 ปี มีปัญหายิบย่อยระหว่างทางบ้าง จนกระทั่งในตอนนี้ มีผู้ที่เข้ามาช่วยพัฒนาและสนับสนุน ส่งเสริมให้การเกษตรอินทรีย์ที่แม่ทาเป็นไปด้วยความราบรื่นและขยายวงกว้างมากขึ้น นั่นคือ ‘เซ็นทรัล ทำ (Central Tham)’ โครงการเพื่อสังคมภายใต้กลุ่มเซ็นทรัล

เซ็นทรัล ทำ

ปัญหาความเหลื่อมล้ำเป็นเรื่องใหญ่ที่เกิดขึ้นในทุกภาคส่วน เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่แก้ไขไม่ได้ด้วยใครคนใดคนหนึ่ง หรือคนกลุ่มหนึ่ง หรือวิธีใดวิธีหนึ่ง การแก้ให้เกิดมวลสั่นสะเทือนต้องแก้ที่ตัวแปรสำคัญอย่างระบบเศรษฐกิจและการเมือง

ถึงอย่างนั้น การลุกขึ้นมาทำอะไรบางอย่าง ไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ ก็ย่อมดีกว่าไม่ทำอะไรเลย 

เซ็นทรัล ทำ จึงส่งเสริมให้ทุกคนลงมือทำเพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน

โมเดลเกษตรอินทรีย์แม่ทา โครงการสร้างความยั่งยืนตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำกับ Central Tham
โมเดลเกษตรอินทรีย์แม่ทา โครงการสร้างความยั่งยืนตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำกับ Central Tham

สิ่งนี้เองคือความตั้งใจที่ ‘เซ็นทรัล’ กำลัง ‘ทำ’

ภายใต้ 6 แนวทางการขับเคลื่อน ได้แก่ แนวทางแรก ลดความเหลื่อมล้ำ สร้างความเสมอภาคในการเข้าถึงโอกาส อย่างเท่าเทียม แนวทางที่สอง ส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชน สร้างอาชีพ และบรรเทาสาธารณภัย แนวทางที่สาม พัฒนาศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ ในส่วนของแนวทางที่ 4 5 6 เป็นเรื่องทางด้านสิ่งแวดล้อม ได้แก่ การขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนและการบริหารจัดการขยะมูลฝอย ลดการสูญเสียอาหารในกระบวนการผลิตและลดปริมาณขยะอาหาร รวมถึงฟื้นฟูสภาพอากาศ ลดมลภาวะ และผลักดันการใช้พลังงานหมุนเวียน

ครั้งนี้ที่แม่ทา เซ็นทรัล ทำ กำลังช่วยสนับสนุนศูนย์เรียนรู้ด้านเกษตรอินทรีย์และการท่องเที่ยวชุมชน (พื้นที่ข่วงชีวิต วิถียั่งยืน) การทำการเพาะเมล็ดพันธุ์อินทรีย์ (ศูนย์เพาะเมล็ดพันธุ์อินทรีย์กรีนเนท) และการส่งเสริมด้านการตลาด (สหกรณ์การเกษตรยั่งยืนแม่ทาจำกัด) การพัฒนากระบวนการผลิตเกษตรอินทรีย์ ได้แก่ การสนับสนุนโรงบรรจุผักและรถห้องเย็นขนผัก เพื่อควบคุมอุณหภูมิในการขนส่งผลิตผล

พื้นที่ข่วงชีวิต วิถียั่งยืน

“หัวใจสำคัญคือ ต้องเรียนรู้ก่อนว่าพื้นที่ของคุณเป็นยังไง”

ก้าวแรกก่อนลงมือทำ คือการศึกษาข้อมูล ทำความเข้าใจกับสิ่งที่ต้องการจะทำก่อน การจัดตั้งศูนย์เรียนรู้ชุมชนจึงเกิดขึ้น เพื่อให้ความรู้เรื่องเกษตรอินทรีย์ โดยเริ่มตั้งแต่ศูนย์ว่าพื้นที่แบบนี้ต้องปลูกอะไรแบบไหน การเพาะเมล็ดอินทรีย์ต้องทำยังไง ไปจนถึงเรื่องที่ว่า ถ้าได้ผลผลิตมาแล้วจะขายที่ไหน ขายให้ใคร ซึ่ง อั๋น-อภิศักดิ์ กำเพ็ญ ผู้ส่งเสริมเกษตรอินทรีย์กรีนเนท ตัดสินใจไม่สอนเรื่องนี้ในรูปแบบคอร์สเรียนระยะสั้น เพราะเขามองว่า

“สมมติถ้าจะสอนทุกเรื่องภายใน 3 วันจบ มันก็จะได้แค่ Input เข้าไป เดี๋ยวกลับบ้านก็ลืม มันต้องมีการฝึก การเรียนรู้ และค่อย ๆ ซึมซับรายละเอียดจากการลงมือทำ เลยทำเป็นการเรียนรู้แบบระยะยาวครับ”

โมเดลเกษตรอินทรีย์แม่ทา โครงการสร้างความยั่งยืนตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำกับ Central Tham

การเรียนรู้ระยะยาวในแบบที่อั๋นว่า คือการเรียนรู้ที่ไม่มีเวลา ไม่มีสถานที่ ทุกคนแค่มาเจอกันแล้วใครอยากรู้เรื่องอะไรก็ลงพื้นที่ไปทำสิ่งนั้นจริง ๆ ไม่ใช่การเรียนรู้ในรูปแบบให้สาร รับสาร กลับบ้าน

อย่างเช่นเรื่องการจัดการดิน ผู้เรียนก็ต้องลองไปเดินสำรวจดิน หยิบดินขึ้นมาดูว่าเป็นยังไง แล้วลองมาวิเคราะห์องค์ประกอบของดินว่ามีอะไรบ้าง การจะทำให้ดินดีขึ้นมาต้องเริ่มมาจากอะไร สอนในทฤษฎีเบื้องต้นและให้ชาวบ้านกลับไปทำกับพื้นที่ของตัวเอง หากมีปัญหาอะไรก็มาคุยกันได้ตลอด

“นิยามความยั่งยืน คือการส่งต่อสิ่งดี ๆ ให้กับรุ่นลูกรุ่นหลาน” อั๋นว่า เขาจึงเน้นกระจายความรู้สู่คนรุ่นใหม่ สอนให้เข้าใจพื้นฐาน เพื่อให้พวกเขาต่อยอดเทคนิคต่อไปได้เอง

“ถ้าคุณเข้าใจตัวเอง คุณจะปลูกอะไร พื้นที่คุณเป็นแบบไหน มันเป็นเรื่องที่เราอยากให้คนได้ตระหนัก เพราะภาคอีสานก็จะเป็นแบบหนึ่ง ภาคใต้แบบหนึ่ง ภาคกลางก็เป็นอีกแบบหนึ่ง ภาคเหนือเองก็ต่างกัน เช่น ภาคเหนือที่นี่ เหนือเชียงรายหรือเหนือแพร่ก็ยังต่างกัน ถ้าคุณเข้าใจตรงนี้ ไม่ว่าอยู่ที่ไหนก็จะเห็นหนทางสร้างความยั่งยืนในพื้นที่นั้น ๆ ได้” 

โมเดลเกษตรอินทรีย์แม่ทา โครงการสร้างความยั่งยืนตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำกับ Central Tham

นอกจากนี้ ด้านหลังพื้นที่สอน ยังมีที่ว่างสำหรับเด็ก บางทีพ่อแม่มาเรียนรู้การทำเกษตรอินทรีย์ก็พาลูกมาด้วยได้ ให้เด็ก ๆ มาวิ่งเล่นกัน มาไถสเก็ตบอร์ด วาดรูป เล่นกับควาย เลี้ยงไก่ เพราะอั๋นหวังสร้างบรรยากาศ สร้างการเรียนรู้ ให้ที่ตรงนี้เป็นพื้นที่สร้างสรรค์ให้กับเด็ก ๆ ได้ด้วย และอีกนัยหนึ่งคือการแทรกซึมวิถีธรรมชาติให้เข้าไปอยู่ในชีวิตคน 

และคนที่ว่านั้น ต้องไม่ใช่ใคร กลุ่มใด หรือพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง แต่หมายถึงทุก ๆ คน

“เราไม่ชอบทำโปรเจกต์ที่ทำแล้วจบ แต่เราชอบที่จะทำไปด้วยกัน ถ้าวันหนึ่งที่เราโตได้ เราก็จะไปช่วยเพื่อนข้างเคียง ตำบลข้างเคียง เคยอยู่ที่นี่มาก่อนแล้วเขาก็ย้ายไปพัฒนาที่อื่นต่อ เพราะแม่ทาเริ่มอยู่ได้ มีสหกรณ์ เริ่มมีเงินหมุนเวียน เมื่อเราช่วยให้เขาอยู่ได้ เขาก็จะพัฒนาไปทำเรื่องอื่น ๆ ต่อไปได้”

โมเดลเกษตรอินทรีย์แม่ทา โครงการสร้างความยั่งยืนตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำกับ Central Tham

ศูนย์เพาะเมล็ดพันธุ์อินทรีย์กรีนเนท

จากศูนย์การเรียนรู้ของอั๋น ส่งต่อมาที่ศูนย์เพาะเมล็ดพันธุ์อินทรีย์กรีนเนทของ ปุ้ย-มัทนา อภัยมูล ผู้จัดการศูนย์เกษตรอินทรีย์กรีนเนท ที่ทำเกษตรอินทรีย์มาตั้งแต่หลังเรียนจบ นับช่วงเวลาได้ประมาณ 18 – 19 ปี

“ครอบครัวเราทำประเด็นอินทรีย์ พ่อเราเป็นผู้นำชุมชน ก่อตั้งกลุ่มทำเกษตรอินทรีย์มาก่อนในตอนเริ่มต้น ด้วยความที่เราสัมผัสกับยุคบุกเบิกมาตั้งแต่ 6 ขวบ ในยุคพ่อแม่คือที่ดินไม่พอ น้ำไม่พอใช้ ป่าโดนทำลาย สารเคมีเข้าสู่ชุมชน ตอนนี้เลยถึงเวลาที่เป็นยุคต่อยอดครอบครัว”

เมื่อเปลี่ยนรูปแบบมาเป็นอินทรีย์ งดใช้สารเคมี ดินและระบบนิเวศจึงถูกทำลายน้อยลง ณ ตอนนี้เรียกได้ว่าแม่ทาคือต้นแบบความออร์แกนิกร้อยเปอร์เซ็นต์ แม้แต่บ้านเรือนที่ไม่ได้เข้าร่วมโครงการวิสาหกิจชุมชนโดยตรง ก็ปลูกพืชสร้างรายได้ เลี้ยงชีพตัวเองกันเป็นกิจวัตร

การเพาะพันธุ์เมล็ดเกษตรอินทรีย์เริ่มต้นจากการสำรวจและรวบรวมเมล็ดพันธุ์ในชุมชนตัวเองก่อน โดยมองจุดเด่นของชุมชนว่ามีเมล็ดพันธุ์ไหนน่าสนใจ และน่าจะเป็นพืชที่สร้างอาชีพให้กับกลุ่มได้ หลังจากนั้นก็เอามาวิจัยและคัดพันธุ์ โดยการศึกษาทดลองปลูกดูลักษณะพันธุ์ รวมถึงขยายพันธุ์ให้เกษตรกรในชุมชน

โมเดลเกษตรอินทรีย์แม่ทา โครงการสร้างความยั่งยืนตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำกับ Central Tham

ปัจจุบันเมล็ดพันธุ์ที่ผลิตที่นี่ทั้งหมดเป็นแบบยั่งยืน นั่นคือการเลือกเมล็ดพันธุ์ที่ไม่เปลี่ยนพันธุกรรมเดิม คัดเลือกพันธุ์ที่แข็งแรง เข้ากับสภาพอากาศบ้านเราได้ เพราะปุ้ยมองว่า “เรามองที่ความยั่งยืนของเกษตรกรมากกว่าจะลดต้นทุน สร้างรายได้” 

ตอนแรกปุ้ยก็ทำแค่เมล็ดพันธุ์ แต่นับจากนั้น 2 ปี เธอก็เริ่มผลิตต้นกล้าจำหน่ายด้วย เพราะมีกลุ่มเชื่อมกับทางสหกรณ์อยู่แล้ว ประกอบกับมีคนในชุมชนหรือนอกชุมชนเองที่ต้องการต้นกล้า ง่ายต่อการนำไปปลูกมากกว่าการเพาะเมล็ดเอง ซึ่งในเรื่องกระบวนการ ทุกอย่างต้องอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน เป็นจังหวะเดียวกันกับที่เซ็นทรัล ทำ เข้ามาช่วยสนับสนุน 

โมเดลเกษตรอินทรีย์แม่ทา โครงการสร้างความยั่งยืนตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำกับ Central Tham

“ทางเซ็นทรัล ทำ มาช่วยในระหว่างทางที่เราต้องการ ช่วยด้านการจำหน่าย โดยจัดให้มีโรงเรือน เพราะบางครั้งพืชเจอปัญหาฟ้าฝน ปลูกมา 5 – 6 เดือน สุดท้ายเสียหาย แล้วก็มีโรงแพ็กและเครื่องเป่าทำความสะอาด พอมาทำเรื่องเมล็ดแล้วมันก็จะสัมพันธ์กับเรื่องกฎหมาย จึงต้องมีอาคารที่ชัดเจน มีพื้นที่แพ็กชัดเจน มีอุปกรณ์ที่ตอบโจทย์เงื่อนไขของกฎหมาย ซึ่งเซ็นทรัล ทำ เขามาสนับสนุนในส่วนนี้” 

การที่เซ็นทรัล ทำ เข้ามาช่วยสนับสนุนในครั้งนี้ เป็นประโยชน์ต่อเกษตรกรและผลผลิตเป็นอย่างมาก และมากไปกว่านั้น เมื่อชาวบ้านเห็นว่าสิ่งนี้ทำแล้วเลี้ยงชีพได้และไปได้ดี จึงก่อเกิดเป็นคลื่นที่พัดพาคนในชุมชนให้มาทำด้วยกัน

“พอเป็นสิ่งที่เรารัก ที่เราชอบอยู่แล้ว แล้วเราดันมีกลุ่ม เพื่อนฝูง น้อง ๆ กลับมารวมตัวกัน ยิ่งเหมือนเพิ่มพลังให้เรา ถึงจะท้อบ้างบางช่วงแต่เราก็ยังมีเพื่อน ที่สำคัญคือเรามีเครือข่าย เรามีโซนอีสาน โซนใต้ และอีกหลาย ๆ เครือข่ายที่มีใจเดียวกัน คิดแนวทางเดียวกัน และอีกสิ่งที่เราคิดว่าเป็นสัญญาณที่ดีมาก คือการมีคนรุ่นใหม่มาร่วมด้วย”

ชุมชนแม่ทาร่วมกับเซ็นทรัล ทำ มุ่งสร้างความยั่งยืนด้วยการสร้างเครือข่ายชุมชนให้แข็งแรง สร้างอาชีพให้คนกลับบ้าน

แม่ทาถือว่าเป็นโมเดลตัวอย่างหนึ่งของการทำเกษตรอินทรีย์ให้แก่ชุมชนอื่นได้เป็นอย่างดี เป็นพื้นที่เรียนรู้ที่ไม่มีวันสิ้นสุด เพราะทุกคนต่างมาเรียนและแลกเปลี่ยนประสบการณ์ซึ่งกันและกัน ซึ่ง ณ ตอนนี้ มวลความรู้เกษตรอินทรีย์แม่ทาได้ขยายวงกว้างต้อนรับคนรุ่นใหม่ที่หันมาให้ความสนใจ มีนักศึกษาทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติมาขอฝึกงานที่นี่ เพื่อลองดูว่าการทำเกษตรอินทรีย์ตอบโจทย์หรือสร้างโอกาสให้ชีวิตอย่างไรได้บ้าง

“พี่ว่าสิ่งนี้มันยั่งยืนกับทั้งตัวเอง สิ่งแวดล้อม และสังคม เพราะการทำเกษตรอินทรีย์พ่วงไปกับหลายมิติ เศรษฐกิจ ชุมชน สังคม อย่างที่เขาว่ากัน มันสัมพันธ์กันหมด พี่คิดว่าสิ่งที่ทำสร้างแรงบันดาลใจเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้กับคนที่มาพบเจอ อย่างน้อยก็เป็นจุดเล็ก ๆ ที่จะไปสะกิดใจเขา แล้วแต่ว่าจะเป็นประเด็นไหนของแต่ละคน เพราะทุกคนมาจากครอบครัวหรือพื้นที่ต่างกัน อาจจะเติมฝันให้เขาได้ไปคิดต่อ” 

นี่คือมุมมองความยั่งยืนและความเชื่อมั่นในการขยายผลของดีที่มีในบ้านเกิด จากคนที่โตที่แม่ทามาทั้งชีวิต

“พี่คิดว่าเส้นทางนี้เป็นเส้นทางที่ยั่งยืนที่สุด คือยั่งยืนในความสุขของพี่ พี่เติบโตมาแนวนี้ พี่ชอบวิถีชีวิตแบบนี้ ได้อยู่กับธรรมชาติ อยู่ชุมชนที่มีพื้นที่ปลอดภัย มีอาหารปลอดภัย รู้ที่ไปที่มาของวัตถุดิบ มีผู้คนที่เข้าใจเรา รู้สึกเลยว่าฉันอยู่ที่นี่สุดยอดแล้ว เชียงใหม่มีความสุขที่สุดแล้ว”

ชุมชนแม่ทาร่วมกับเซ็นทรัล ทำ มุ่งสร้างความยั่งยืนด้วยการสร้างเครือข่ายชุมชนให้แข็งแรง สร้างอาชีพให้คนกลับบ้าน

สหกรณ์การเกษตรยั่งยืนแม่ทา

หากต้นน้ำคือการให้ความรู้ กลางน้ำคือการลงมือเพาะพันธุ์เมล็ด ปลายทางก็คือการทำให้ผลผลิตเหล่านั้นขายได้

“กว่าจะฝ่าฟันอุดมการณ์ว่าการทำเกษตรอินทรีย์เลี้ยงครอบครัวได้จริง แค่ด่านแรกก็ยากแล้วกับการเปลี่ยนใจคน” โด้-สราวุธ วงศ์กาวิน เจ้าหน้าที่การตลาดรวบรวมผลผลิตอินทรีย์แม่ทา เปรยความในใจถึงด่านแรก ก่อนที่ทุกสิ่งจะเกิดขึ้นกระทั่งวันนี้ 

อย่างที่รู้กันดีว่าการดิ้นรนมาทำงานในสังคมเมือง ดูมั่นคง เลี้ยงตัวเองได้ เป็นมายาคติที่คงอยู่ในหลายพื้นที่ต่างจังหวัด เพราะปัจจัยคุณภาพชีวิตขั้นพื้นฐานกระจายไปไม่ทั่วถึง อย่างเรื่องดินน้ำสะอาด ไฟฟ้าทั่วถึง การคมนาคมสะดวก ฯลฯ ในบางพื้นที่ยังเป็นเรื่องหาได้ยากหรืออาจจะยังไม่เกิดขึ้น สิ่งเหล่านี้ทำให้หลายคนต้องหาทางสร้างตัว หาทางไปสู่ความสบายมากกว่าจุดที่เป็นอยู่ หลายครั้งไม่ใช่พวกเขาไม่อยากอยู่บ้านหรือสร้างอาชีพจากทรัพยากรที่มี แต่เป็นเพราะไม่รู้จะเริ่มยังไง ทำแล้วจะไปต่อได้ไหม วิธีที่ยั่งยืนคืออะไร

เมื่อก่อนประเทศส่งเสริมอุตสาหกรรมปฏิวัติเขียว ใช้สารเคมีเร่งผลผลิต เลยทำให้ดินเสื่อมโทรม “ตอนผมเล็ก ๆ เห็นปลาในน้ำเป็นโรค เราไม่รู้เกิดจากอะไร พอโต อ้อ ยาฆ่าแมลง ซึ่งพวกเราเองก็กินเข้าไปด้วย” 

โด้เล่าว่าองค์ความรู้ของคนรุ่นก่อนไม่ได้มีมากเหมือนในปัจจุบัน เนื่องจากสมัยนี้มีสื่อให้ความรู้ที่เข้าถึงได้ง่ายขึ้น ประจวบกับจังหวะที่คนเริ่มป่วยเยอะขึ้นจากการกินอาหารที่ปนเปื้อนสารเคมี เขาเลยเริ่มทำสิ่งนี้จากศูนย์ เริ่มโดยที่ยังไม่รู้ว่าต้องทำยังไง มีเพียงเป้าหมายเดียว คือทำยังไงก็ได้ให้ผลผลิตพวกนี้ขายได้ เขาตัดสินใจอย่างไม่ลังเลด้วยเซนส์ที่ว่า “เรารู้สึกว่าเรามาถูกทาง” 

“เรื่องการทำการตลาดที่ผมทำอยู่ตอนนี้ คือผมจบอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งมันคนละโลกกันเลย ไม่มีพื้นฐานอะไรเลย แต่ผมมีใจรัก ผมคิดว่าทำยังไงก็ได้ให้ขายได้ แค่นั้นเลยจริง ๆ ผมไม่มีพื้นฐานเลยว่าจะต้องทำโปรโมชันอย่างนั้นอย่างนี้ เราทำไปโดยอัตโนมัติ สิ่งที่ได้ทุกวันนี้จึงมาจากการสั่งสมประสบการณ์”

ในตอนแรก เขาเริ่มจากการผลิตกินเอง เหลือกินก็ค่อยเอาไปขาย พอการสื่อสารไวขึ้น การตลาดเปิดกว้างมากขึ้น ชาวชุมชนทั้งหลายเลยมานั่งจับเข่าคุย สรุปบทเรียนว่าขาดเรื่องอะไร ทำมานานจะ 30 ปีแล้ว ทำไมยังขยายผลได้ไม่มากพอ

“เมื่อก่อนเราผลิตไม่เป็น จะไปบอกใครว่านี่เป็นผลผลิตที่ดีนะ ออร์แกนิกนะ ซื้อเถอะ ซึ่งผู้บริโภคยังไม่ค่อยเข้าถึง การขยายผลเลยน้อย ต้องวางแผนการผลิตแต่แรก ไม่ใช่ปลูกไปก่อนเดี๋ยวขายได้เอง เพราะสุดท้ายภาระจะตกที่เกษตรกร ทั้งต้นทุนที่เสียไป แรงงาน ผลผลิตเหลือทิ้ง” หลังจากตกผลึกได้ ทีมสหกรณ์ก็ขยับขยายหาช่องทางโมเดิร์นเทรด ซึ่งนั่นเป็นจังหวะเดียวกับที่กลุ่มเซ็นทรัลเข้ามา ช่วยทำให้ผักได้รับการยอมรับและมีมาตรฐาน

“เซ็นทรัลมาถูกจุดมาก เป็นจุดคอขวดที่แม่ทาขาด มันเป็นเรื่องของการตลาด การค้าขาย และเรื่องของการสนับสนุน”

ชุมชนแม่ทาร่วมกับเซ็นทรัล ทำ มุ่งสร้างความยั่งยืนด้วยการสร้างเครือข่ายชุมชนให้แข็งแรง สร้างอาชีพให้คนกลับบ้าน

หลังจากผลผลิตส่งมาถึงที่นี่ ก็เข้าสู่กระบวนการแพ็ก โดยหัวใจสำคัญคือ ผักต้องสะอาดมาจากแปลง อันไหนสะอาดแล้วก็แบ่งตามออเดอร์เพื่อไปเข้าแพ็ก ซึ่งอุณหภูมิในห้องต้องเย็นพอสำหรับรักษาอายุผัก “เมื่อก่อนเราคัดแยกกันในห้องธรรมดา ไม่มีแอร์ ทีมเซ็นทรัล ทำ เห็นเขาก็บอกว่าต้องเย็นทั้งผักและคน เขาเลยสนับสนุนติดแอร์ให้ มาทีละอย่างตามความเหมาะสม”

ชุมชนแม่ทาร่วมกับเซ็นทรัล ทำ มุ่งสร้างความยั่งยืนด้วยการสร้างเครือข่ายชุมชนให้แข็งแรง สร้างอาชีพให้คนกลับบ้าน

จากการมีห้องเย็นสำหรับแพ็กผัก ทำให้ยืดอายุผักได้นานขึ้นเป็นเท่าตัวจาก 3 เป็น 6 วัน และต่อมาก็ได้รับการสนับสนุนรถห้องเย็นขนผักแทนการใช้ซาเล้ง ซึ่งมีอุณหภูมิความเย็นเพียงพอ ทำให้ผักสดคงคุณภาพไปได้ถึงปลายทาง ถือเป็นการสร้างมาตรฐานของสหกรณ์ และลดปริมาณพืชผักเสียหาย

ตั้งแต่ผลผลิตได้วางขายที่ท็อปส์ การขายก็กระจายไปเยอะ เหมือนได้รับการยอมรับระดับหนึ่ง

ชุมชนแม่ทาร่วมกับเซ็นทรัล ทำ มุ่งสร้างความยั่งยืนด้วยการสร้างเครือข่ายชุมชนให้แข็งแรง สร้างอาชีพให้คนกลับบ้าน

“พอสินค้าแม่ทาขึ้นห้าง คนก็รู้จักเยอะขึ้น พอการตลาดดีขึ้น คนทำก็มากขึ้น พื้นที่ก็ขยายไปหลายครอบครัว”

การสนับสนุนปัจจัยที่จำเป็นในด้านการตลาดที่เซ็นทรัล ทำ ส่งผลแผ่ขยายเป็นวงกว้าง ไม่ได้หยุดแค่ผักไม่เหี่ยวหรือคนมีรายได้เสถียรขึ้น

แต่เหนือสิ่งอื่นใด ไม่มีผลผลิตหรือธุรกิจไหนมั่นคงไปตลอด เรื่องนี้เป็นสิ่งที่โด้และทีมเข้าใจดี เขาจึงมีความคิดที่เปิดกว้างอยู่เสมอ “อีก 5 ปี 10 ปี สมมติเขาประกาศว่าน้ำมันพืชหรือน้ำมันหมูมันกินไม่ได้นะ มันเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ถ้าเกิดว่ามีประกาศห้ามกินมันหวานขึ้นมา ก็ต้องเปลี่ยนไปกินอย่างอื่น คือเราพร้อมที่จะปรับเปลี่ยนไปกับมัน เรามีดิน มีน้ำ มีอากาศ เราไม่กลัวอะไร เพราะอาหารสำคัญที่สุด ท้ายที่สุดก็ต้องกิน”

ชุมชนแม่ทาร่วมกับเซ็นทรัล ทำ มุ่งสร้างความยั่งยืนด้วยการสร้างเครือข่ายชุมชนให้แข็งแรง สร้างอาชีพให้คนกลับบ้าน
ชุมชนแม่ทาร่วมกับเซ็นทรัล ทำ มุ่งสร้างความยั่งยืนด้วยการสร้างเครือข่ายชุมชนให้แข็งแรง สร้างอาชีพให้คนกลับบ้าน

จะขายอะไรก็ได้ มีแค่สิ่งเดียวที่ทีมตั้งเป้าคือ ‘ทำยังไงก็ได้ทุกวิถีทางให้สิ่งนั้นขายออกได้อย่างมีคุณภาพ’

“ผมไม่เคยคิดว่ามันอยู่ตัวแล้วแหละ ไม่เคยคิด ยิ่งผมทำเรื่องการตลาดยิ่งเข้าใจเรื่องนี้เลย ไม่มีอะไรแน่นอนในโลก คิดว่าที่ผมปลูกมันหวานญี่ปุ่น มันจะเป็นตัวยั่งยืนของแม่ทาไปตลอดเหรอ ไม่ใช่เลย มันก็เป็นแค่ช่วงนี้ แล้วผมก็จะทำมันให้ดีที่สุด แค่นั้นแหละ” 

การท่องเที่ยววิถีชุมชน

สุดท้ายสิ่งใหม่ที่กำลังอยู่ในกระบวนการคิดและลงมือทำ คือการทำให้ตำบลแม่ทาเป็นแหล่งท่องเที่ยววิถีชุมชนครบครันทั้งเรื่องอาหาร กิจกรรม ไปจนถึงที่พัก

“พวกเราต้องการพัฒนาที่นี่ให้เป็นฟาร์มสเตย์ เป็นพื้นที่เล็ก ๆ ที่ใช้ความร่วมมือกันของคนในชุมชน พาคนในชนบทกับคนในเมืองมาเจอกัน”

ชุมชนแม่ทาร่วมกับเซ็นทรัล ทำ มุ่งสร้างความยั่งยืนด้วยการสร้างเครือข่ายชุมชนให้แข็งแรง สร้างอาชีพให้คนกลับบ้าน

วิวทิวเขาเบื้องหลังลานกว้างในภาพตรงหน้านี้ คือพื้นที่ของโฮมสเตย์ในรูปแบบฟาร์มสเตย์ที่จะสร้างขึ้นในอนาคต “เมืองกับชนบทมันเริ่มใกล้เข้ามา และคนเมืองก็จะมาเรียนรู้ได้ เช่น ไปเดินป่า เชื่อเลยว่าที่นี่เป็น Hiking แบบ Hidden Place คุณจะได้เห็นอะไรที่ไม่เคยเห็นมาก่อน ที่ตรงนี้ไม่เคยมีใครมา ไม่ได้มีแลนด์มาร์ก ไม่มีน้ำตกสวยอะไรหรอก แต่มันมีธรรมชาติที่เป็นอยู่แบบนี้”

ทั้งหมดทั้งมวลนี้เกิดขึ้นเพราะต้องการดึงศักยภาพพื้นที่ พัฒนาสร้างอาชีพให้คนกลับมาใช้ชีวิตที่บ้านได้ เพราะทุกพื้นที่มีของดีไม่แพ้กัน แต่ปัญหาคือการกระจายความเจริญและคุณภาพชีวิตที่เท่าเทียมเข้าไม่ถึงทุกคน คนในพื้นที่เลยต้องลุกขึ้นมาทำอะไรที่พอทำได้ โดยชุมชนแม่ทาได้รับการสนับสนุนจาก ‘เซ็นทรัล ทำ’ ทำร่วมกันเพื่อหวังขับเคลื่อนให้สังคมเกิดความเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้น

Writer

ปิยฉัตร เมนาคม

หัดเขียนจากบันทึกหน้าที่ 21/365 เพิ่งค้นพบว่า สลัดผักก็อร่อย หลงใหลงานคราฟต์เป็นชีวิต ของมือสองหล่อเลี้ยงจิตใจ ขอจบวันง่าย ๆ แค่ได้มองพระอาทิตย์ตกจนท้องฟ้าเปลี่ยนสี วันนั้นก็คอมพลีทแล้ว

Photographer

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load