เราทำงานที่บริษัทประกันภัยแห่งหนึ่งในมิลาน แคว้นลอมบาร์ดี (Lombardy) ประเทศอิตาลี และกักตัวทำงานจากบ้านมาราว 1 เดือนเต็มแล้ว ปัจจุบัน (มีนาคม ปี 2020) มิลานเป็นพื้นที่สีแดงของโควิด-19 และรัฐบาลได้ประกาศปิดทั้งประเทศเมื่อต้นเดือนมีนาคม 

ก่อนเล่าเรื่องไวรัส ต้องเข้าใจก่อนว่ามิลานเป็นหัวใจ วิญญาณ และเลือด ของประเทศอิตาลี เศรษฐกิจอิตาลีย่ำแย่ติดต่อกันจนต้องยืมเงินสหภาพยุโรปมาตลอด นี่เป็นปีสุดท้ายที่อิตาลีได้โอกาสกู้หน้า มิลานจึงสำคัญต่อเศรษฐกิจมาก เพราะเป็นทั้งเมืองท่องเที่ยวและเมืองแฟชั่น บริษัทมาร์เก็ตติ้งใหญ่ๆ ก็ตั้งสำนักงานที่นี่ ทั้งยังเป็นศูนย์กลางการเดินทางจุดหนึ่งของยุโรป การปิดมิลานเป็นเรื่องใหญ่มากที่รัฐบาลต้องตัดสินใจ 

อิตาลี, covid, กักตัว

บริษัทเราเริ่มให้ทำงานจากบ้านตั้งแต่ช่วงแรกที่ไวรัสระบาด ช่วงแรกเมืองที่มีผู้ติดเชื้อโควิด-19 เยอะๆ อยู่ในแคว้นลอมบาร์ดีทั้งนั้น แต่รัฐบาลก็ไม่สั่งปิดเมือง โดยเฉพาะมิลาน เนื่องจากคนอิตาลีมีนิสัยสบายๆ ชอบพบปะผู้คน และยังมีการทักทายกันด้วยการหอมแก้ม ยอดคนติดเชื้อและคนตายจึงเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่ก็ยังไม่มีใครใส่หน้ากากอนามัย ต่างออกมาใช้ชีวิตกันตามปกติ มีแต่เราที่ใส่หน้ากากเวลาออกจากบ้านและเริ่มกังวลกับสถานการณ์

สิ่งที่ฉันได้เรียนรู้ระหว่างกักตัวอยู่บ้าน 1 เดือนเต็ม ใจกลางเมือง มิลาน อิตาลี ที่ COVID-19 ระบาด

จนเมื่อยอดผู้ติดเชื้อสูงถึงหลักพัน รัฐบาลถึงประกาศปิดมิลานและทั้งแคว้น วันที่รัฐบาลประกาศเป็นช่วงเวลาราว 3 – 4 ทุ่ม คนจำนวนมากรีบไปสถานีรถไฟเพื่อซื้อตั๋วเที่ยวสุดท้ายไปที่อื่น เพราะจริงๆ ชาวมิลานแท้ๆ มีน้อย คนส่วนใหญ่ที่มาทำงานในมิลานมาจากทางใต้ วันนั้นเป็นวันจุดระเบิดให้คนตระหนักถึงความร้ายแรงของสถานการณ์ เราเดาว่าการแห่กลับบ้านนี่เองที่ทำให้เชื้อไวรัสแพร่ระบาดทั่วอิตาลี ยอดผู้ติดเชื้อเพิ่มเยอะมากในเมืองที่ไม่เคยมีผู้ติดเชื้อมาก่อน รัฐบาลจึงประกาศปิดประเทศในวันต่อมา คนกว่า 60 ล้านคนต้องกักตัวเองอยู่บ้าน ตอนนี้อัตราการตายจากโควิด-19 ของชาวอิตาลีสูงกว่าชาติอื่นๆ เพราะประเทศนี้มีผู้สูงอายุมากเป็นอันดับ 2 ของโลก 

สิ่งที่ฉันได้เรียนรู้ระหว่างกักตัวอยู่บ้าน 1 เดือนเต็ม ใจกลางเมือง มิลาน อิตาลี ที่ COVID-19 ระบาด

หลังจากนั้นพฤติกรรมคนเปลี่ยนไปเยอะมาก ทุกคนเริ่มออกไปซื้อของตุนสำหรับกักตัว อาทิตย์แรกยังไม่ใส่หน้ากากอนามัย แต่ 1 สัปดาห์ผ่านไป เราออกไปซื้อของที่ซูเปอร์มาร์เก็ต แทบทุกคนใส่หน้ากากกันหมด มาตรการต่างๆ ก็จริงจัง ร้านทุกร้านปิด ไม่ว่าร้านทำผม ร้านอาหาร บาร์ ตลาดสด ร้านช้อปปิ้งต่างๆ ยกเว้นซูเปอร์มาร์เก็ตกับร้านขายยาเท่านั้นที่เปิด

การไปซูเปอร์มาร์เก็ตก็ต้องต่อแถวซื้อของ จำกัดจำนวนคนเข้า พนักงานทุกคนต้องใส่ถุงมือและหน้ากากมิดชิด ดีที่ของกินของใช้ยังมีขายตามปกติ ยกเว้นหน้ากากอนามัยกับเจลล้างมือที่ไม่มีขายแล้ว 

อิตาลี, covid, กักตัว

นอกจากนี้ ตำรวจยังออกตรวจตราและปรับเงินประชาชนถ้าไปเดินเล่นในเมืองโดยไม่จำเป็น ต้องออกไปเพราะมีธุระจริงๆ เช่น ไปซื้อของ ไปโรงพยาบาล ยังมีวัยรุ่นที่ไม่กลัวโรคออกมาเที่ยวเล่นอยู่บ้าง เพราะคิดว่าร่างกายแข็งแรง แต่ตำรวจก็ปรับจริงจัง

สิ่งที่ฉันได้เรียนรู้ระหว่างกักตัวอยู่บ้าน 1 เดือนเต็ม ใจกลางเมือง มิลาน อิตาลี ที่ COVID-19 ระบาด

ช่วงแรกๆ มีแต่เรื่องแง่ลบ แต่ด้วยทัศนคติและนิสัยของคนอิตาลีที่ค่อนข้างเป็นคนสุนทรีย์ ชอบความบันเทิงรื่นเริง ประชาชนจึงเริ่มจัดแฟลชม็อบเล่นดนตรีบ้าง ร้องเพลงบ้าง เปลี่ยนเวลาไปเรื่อยๆ บางทีก็ตอนเที่ยง บางทีก็ 6 โมงเย็น ทุกคนจะโผล่หน้ามาทางหน้าต่างเพื่อร้องเพลงชาติหรือเพลงจากวิทยุ 

สิ่งที่ฉันได้เรียนรู้ระหว่างกักตัวอยู่บ้าน 1 เดือนเต็ม ใจกลางเมือง มิลาน อิตาลี ที่ COVID-19 ระบาด
คนเล่นกีตาร์ที่ตูริน ภาพ : Reuters 
สิ่งที่ฉันได้เรียนรู้ระหว่างกักตัวอยู่บ้าน 1 เดือนเต็ม ใจกลางเมือง มิลาน อิตาลี ที่ COVID-19 ระบาด
คนเล่นแอคคอร์เดียนที่โรม ภาพ : Reuters 

พอเราได้เห็นความน่ารักของวัฒนธรรมทำให้หดหู่น้อยลง และทุกคนก็ได้เจอหน้าเพื่อนบ้านตัวเอง จากที่เราไม่เคยเห็นหน้าเพื่อนบ้านเลยเพราะต่างคนต่างทำงานกลับบ้านดึก ก็ได้เจอ ได้คุย ได้เล่นกับลูกๆ เขา ทำให้รู้จักคนรอบตัวมากขึ้น และกลุ่มคนไทยที่มิลานก็ดูแลกันดี มีความสามัคคีในยามคับขัน พึ่งพาได้ ส่วนใหญ่เป็นคนที่แต่งงานแล้วอยู่ที่นี่ นักเรียนและคนทำงานอย่างเราเป็นส่วนน้อย ส่วนหนึ่งก็เดินทางกลับไทยไปตั้งแต่ก่อนปิดเมือง

ข้อเสียของการกักตัวที่ทุกคนเจอ คือความเบื่อและคิดถึงการเดินเล่น สูดอากาศบริสุทธิ์ พบเจอผู้คน โชคดีที่เราไม่ได้อยู่คนเดียว ไม่หดหู่มาก

ถ้าพักอยู่คนเดียวน่าจะเหงา พวกคนมีครอบครัวที่มีลูกเล็กๆ วัยไม่เกิน 10 ขวบก็หนักหนาสาหัส ทั้งต้องทำงานจากที่บ้านและต้องดูแลลูกไปด้วย วุ่นวายมาก เวลาเราประชุมสายกับเพื่อนร่วมงานที่มีลูกจะได้ยินเสียงเด็กๆ ด้วย น่าจะเหนื่อยมากทีเดียว จ้างพี่เลี้ยงเด็กก็ไม่ได้ ต้องหากิจกรรมในบ้านให้ลูกทำ ให้ดูหนัง ฟังเพลง ปลูกต้นไม้กันไป เพราะพ่อแม่ไม่อยากให้ลูกจ้องจออย่างเดียว

แต่ก็ลำบาก เพราะส่วนใหญ่คนที่นี่มักอยู่อพาร์ตเมนต์ ไม่ว่ารวยหรือจน คนที่อยู่บ้านเป็นหลังมีน้อยมากๆ เวลาต้องการไปที่กลางแจ้ง เขาไปสวนสาธารณะกัน ดังนั้น การที่เด็กต้องอยู่ในห้องปิดตลอดเป็นเรื่องหนักใจของพ่อแม่ 

ปัญหาสำคัญคือเรื่องปากท้อง ช่วงนี้คนทำงานรายวันขาดรายได้แน่นอน กิจการต่างๆ ส่วนใหญ่ก็จำต้องปิดเพื่อรักษาตัวเองและครอบครัว รัฐบาลไม่มีนโยบายแจกเงิน เราเองก็คิดว่าไม่ใช่วิธีแก้ปัญหาที่ยั่งยืน ตอนนี้ผู้ขาดรายได้ก็เริ่มหาวิธีการปรับตัว เช่น จากปิดร้านอาหารทั้งหมด บางร้านก็เริ่มหาทางออกด้วยการทำข้าวกล่องส่งตามบ้านให้มีรายได้ และยังมีบริการเดลิเวอรี่สั่งซื้ออาหารได้บ้าง

สิ่งที่ฉันได้เรียนรู้ระหว่างกักตัวอยู่บ้าน 1 เดือนเต็ม ใจกลางเมือง มิลาน อิตาลี ที่ COVID-19 ระบาด

ตอนนี้เมืองที่เจอผู้ติดเชื้อมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่ใช่มิลาน แต่เป็นเมืองอื่นที่อยู่ในแคว้นลอมบาร์ดี อิตาลีจะปิดประเทศถึงวันที่ 3 เมษายน แต่เราคาดว่า 2 – 3 วันนี้น่าจะประกาศใหม่ คนแถวนี้คิดว่าคงกักตัวกันต่อถึงสิ้นเมษายน และเผลอๆ อาจยืดไปถึงพฤษภาคม เปรียบเทียบกับเมืองจีนที่เริ่มปิดเมืองตอนมีผู้ติดเชื้อไม่ถึงพันคน ยังใช้เวลาราว 3 เดือนกว่าจะทุเลา แต่อิตาลีเริ่มปิดเมืองตอนมีผู้ติดเชื้อประมาณ 5,000 คน จำนวนแพทย์และพยาบาลก็น้อยกว่า เราเดาว่าน่าจะใช้เวลานานกว่าจีนในการแก้ปัญหา 

แม้กักตัวจนหายดีทั้งประเทศ แต่อิตาลีเป็นเพียงจุดเริ่มต้น โรคกำลังระบาดไปทั้งยุโรป กว่าจะซาทั้งหมดอย่างน้อยก็สิ้นฤดูร้อน กว่าการท่องเที่ยวและระบบต่างๆ จะกลับมาเป็นปกติคงเป็นช่วงปลายปีเป็นอย่างต่ำ เศรษฐกิจอิตาลีคงฟื้นตัวไม่ทัน

ท่ามกลางปัญหาเหล่านี้ สิ่งหนึ่งที่หายไปคือการเหยียดชาวเอเชีย แรกๆ ชาวอิตาลีเข้าใจว่าเอเชีย = Corona Virus แต่ตอนนี้ไม่ค่อยมีแล้ว หลังจากชาติยุโรปต่างปิดประเทศกลัวการแพร่เชื้อ แต่ชาวจีนบินมาพร้อมเครื่องมือแพทย์ ทำให้ชาวอิตาลีซาบซึ้งใจ ส่วนตัวหวังว่าเหตุการณ์ครั้งนี้จะทำให้ปัญหาการเหยียดชาวเอเชียลดน้อยลงไป

ส่วนเรื่องการทำงานที่บริษัทประกันของเรา ถึงแผนงานของบริษัทเลื่อนออกแต่ก็ยังมีสิ่งต่างๆ ที่ต้องทำ เพราะเราทำงาน Global Team ดูแลแคมเปญทั่วโลก พอมีโรคระบาด บริษัทประกันก็ต้องดูแล และใช้เวลาดูแลประเทศที่สถานการณ์หนักเป็นพิเศษ ที่ผ่านมาดูแลจีน ตอนนี้เมื่ออิตาลีหนักสุด และสำนักงานใหญ่อยู่ที่อิตาลี บริษัทก็ต้องดูแล การทำการตลาด คิดแคมเปญใหม่ อาจต้องงดหรือเลื่อนออกไป แต่เราต้องหันกลับมาคิดว่าจะทำอะไรได้บ้างที่จะช่วยผู้คนหรือแม้แต่ SMEs ในยามคับขัน

ที่นี่ระบบสาธารณสุขไม่เหมือนเมืองไทย คนไม่แห่ไปทำประกันเยอะๆ เหมือนเมืองไทย ไม่มีบริษัทประกันที่ประกาศขายแต่ประกันโควิด-19 อย่างเดียว เพราะถ้าเข้าไปตรวจโรคแล้วเป็นโรคที่กรมธรรม์ประกันสุขภาพทั่วไปคุ้มครองอยู่แล้ว ถ้าเข้าโรงพยาบาล บริษัทประกันย่อมจ่ายค่ารักษาตามปกติ

โดยทั่วไปรัฐบาลดูแลสวัสดิการประชาชนอยู่แล้ว ส่วนหนึ่งของภาษีจะหักเข้าระบบสาธารณสุข ทำให้ประชาชนมีหมอประจำตัวที่รัฐบาลกำหนดให้ ส่วนใหญ่เป็นหมอใกล้บ้าน ซึ่งมักมีคลินิกของตัวเอง ไม่ได้ทำงานที่โรงพยาบาลตลอดเวลา ถ้าป่วยเล็กๆ น้อยๆ เช่น เจ็บคอ เป็นไข้ ทุกคนจะไปหาหมอที่คลินิกให้หมอตรวจฟรีและออกใบสั่งยาให้ไปซื้อยาที่ร้านขายยาเอง โรงพยาบาลดูแลเฉพาะการเจ็บป่วยที่ร้ายแรงกว่า เช่น การผ่าตัด สำหรับคนต่างชาติที่ทำงานอยู่อิตาลีอย่างเราก็มีสวัสดิการนี้เช่นกัน 

ระหว่างนี้ถ้าใครสงสัยว่าติดโรค ต้องตรวจเช็กว่าอาการเข้าข่ายโรคนี้จริงๆ จึงโทรหาเบอร์สายด่วน ทางการจะส่งคนมาตรวจฟรี ถ้าไม่จำเป็นแต่อยากไปตรวจเองโดยไม่เข้าเกณฑ์จะเสียเงินแพงมาก เพราะทรัพยากรมีจำกัด เขาอยากเก็บไว้ให้คนป่วยจริงๆ และถ้าต้องการตรวจเพื่อรับใบรับรองแพทย์สำหรับเดินทาง เท่าที่ได้ยินมาราคาอาจสูงถึง 1,500 ยูโร

อิตาลี, covid, กักตัว

สิ่งที่เราได้เรียนรู้จากการ Work from home นานๆ คือต้องมี Work-life Balance เพราะคนส่วนใหญ่พอทำงานจากบ้าน ไม่จ้องคอมพิวเตอร์ตลอดเวลา ก็ทำตัวเหมือนหยุดพักผ่อนไปเลย แต่เราคิดว่าการทำงานจากบ้านคือการยืดหยุ่นเวลาในการจัดสรรงานกับเรื่องส่วนตัว เลยอยากขอแชร์เทคนิคที่เราคิดว่าได้ผล วิธีที่เราทำตอนนี้คือ

  1. ตั้งเวลาทำงานต่อวัน 8 – 10 ชั่วโมง ไม่เกินนี้ กำหนดตารางงานแต่ละชั่วโมงไปเลยว่าจะทำอะไรบ้าง ไม่งั้นจะวุ่นวายมาก
  2. ตั้งเวลากินข้าวเที่ยง และเบรก 15 นาทีทุก 2 ชั่วโมง เหมือนเวลาอยู่ออฟฟิศแล้วไปซื้อของกินบ้าง หรือหันไปคุยกับเพื่อนบ้าง
  3. ระหว่างเบรก ควรทำอย่างอื่นที่ไม่ใช่เล่นโทรศัพท์ เช่น อบขนมรอ ยืดเส้น ดูยูทูป หรือไปล้างจาน
  4. การทำงานจากบ้านควรทำให้เรามีเวลาเหลือมากขึ้น เพราะไม่ต้องเสียเวลาเดินทาง ให้เอาเวลานั้นไปทำสิ่งที่เพิ่มคุณค่ากับตัวเอง หรือทำงานอดิเรกที่ไม่ได้ทำ เช่น เรียนคอร์สออนไลน์ที่ตอนนี้มีเยอะมาก หรือออกกำลังกาย
  5. ถ้าคิดถึงเพื่อน อยากเจอคนมากๆ ลองนัดวิดีโอคอลกินข้าวเย็นกันด้วยกัน เราลองแล้วก็สนุกดีไปอีกแบบนะ

หวังว่าสิ่งที่เราเล่าจะเป็นประโยชน์สำหรับคนอ่าน ซึ่งน่าจะเจอสถานการณ์คล้ายๆ กันในช่วงเวลานี้

Writer & Photographer

ปีย์วรา ชุณหวงศ์

อดีตนิสิตคณะอักษรศาสตร์ที่หลงรักการทำงานด้าน Brand Consultant และ Marketing ปัจจุบันทำ Global Marketing team ที่มิลาน อิตาลี

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

ณ ตำบลแม่ทา อำเภอแม่ออน จังหวัดเชียงใหม่ มีพื้นที่ที่เป็นแบบอย่างของการทำเกษตรอินทรีย์ได้ เพราะการทำเกษตรอินทรีย์ทุกกระบวนการเกิดขึ้นที่นี่ และยังเป็นชุมชนที่ยกระดับตัวเองจากชุมชนตกสำรวจ ดินไม่ดี มีสารเคมีจากยาฆ่าแมลง รายได้จากผลผลิตไม่เป็นธรรม สู่การจัดตั้ง ‘สหกรณ์การเกษตรยั่งยืนแม่ทา จำกัด’ ยึดหลักการพึ่งพาตัวเองอย่างยั่งยืน

การทำเกษตรอินทรีย์จากน้ำพักน้ำแรงของชาวบ้านเกิดขึ้นมาแล้วกว่า 30 ปี มีปัญหายิบย่อยระหว่างทางบ้าง จนกระทั่งในตอนนี้ มีผู้ที่เข้ามาช่วยพัฒนาและสนับสนุน ส่งเสริมให้การเกษตรอินทรีย์ที่แม่ทาเป็นไปด้วยความราบรื่นและขยายวงกว้างมากขึ้น นั่นคือ ‘เซ็นทรัล ทำ (Central Tham)’ โครงการเพื่อสังคมภายใต้กลุ่มเซ็นทรัล

เซ็นทรัล ทำ

ปัญหาความเหลื่อมล้ำเป็นเรื่องใหญ่ที่เกิดขึ้นในทุกภาคส่วน เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่แก้ไขไม่ได้ด้วยใครคนใดคนหนึ่ง หรือคนกลุ่มหนึ่ง หรือวิธีใดวิธีหนึ่ง การแก้ให้เกิดมวลสั่นสะเทือนต้องแก้ที่ตัวแปรสำคัญอย่างระบบเศรษฐกิจและการเมือง

ถึงอย่างนั้น การลุกขึ้นมาทำอะไรบางอย่าง ไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ ก็ย่อมดีกว่าไม่ทำอะไรเลย 

เซ็นทรัล ทำ จึงส่งเสริมให้ทุกคนลงมือทำเพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน

โมเดลเกษตรอินทรีย์แม่ทา โครงการสร้างความยั่งยืนตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำกับ Central Tham
โมเดลเกษตรอินทรีย์แม่ทา โครงการสร้างความยั่งยืนตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำกับ Central Tham

สิ่งนี้เองคือความตั้งใจที่ ‘เซ็นทรัล’ กำลัง ‘ทำ’

ภายใต้ 6 แนวทางการขับเคลื่อน ได้แก่ แนวทางแรก ลดความเหลื่อมล้ำ สร้างความเสมอภาคในการเข้าถึงโอกาส อย่างเท่าเทียม แนวทางที่สอง ส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชน สร้างอาชีพ และบรรเทาสาธารณภัย แนวทางที่สาม พัฒนาศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ ในส่วนของแนวทางที่ 4 5 6 เป็นเรื่องทางด้านสิ่งแวดล้อม ได้แก่ การขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนและการบริหารจัดการขยะมูลฝอย ลดการสูญเสียอาหารในกระบวนการผลิตและลดปริมาณขยะอาหาร รวมถึงฟื้นฟูสภาพอากาศ ลดมลภาวะ และผลักดันการใช้พลังงานหมุนเวียน

ครั้งนี้ที่แม่ทา เซ็นทรัล ทำ กำลังช่วยสนับสนุนศูนย์เรียนรู้ด้านเกษตรอินทรีย์และการท่องเที่ยวชุมชน (พื้นที่ข่วงชีวิต วิถียั่งยืน) การทำการเพาะเมล็ดพันธุ์อินทรีย์ (ศูนย์เพาะเมล็ดพันธุ์อินทรีย์กรีนเนท) และการส่งเสริมด้านการตลาด (สหกรณ์การเกษตรยั่งยืนแม่ทาจำกัด) การพัฒนากระบวนการผลิตเกษตรอินทรีย์ ได้แก่ การสนับสนุนโรงบรรจุผักและรถห้องเย็นขนผัก เพื่อควบคุมอุณหภูมิในการขนส่งผลิตผล

พื้นที่ข่วงชีวิต วิถียั่งยืน

“หัวใจสำคัญคือ ต้องเรียนรู้ก่อนว่าพื้นที่ของคุณเป็นยังไง”

ก้าวแรกก่อนลงมือทำ คือการศึกษาข้อมูล ทำความเข้าใจกับสิ่งที่ต้องการจะทำก่อน การจัดตั้งศูนย์เรียนรู้ชุมชนจึงเกิดขึ้น เพื่อให้ความรู้เรื่องเกษตรอินทรีย์ โดยเริ่มตั้งแต่ศูนย์ว่าพื้นที่แบบนี้ต้องปลูกอะไรแบบไหน การเพาะเมล็ดอินทรีย์ต้องทำยังไง ไปจนถึงเรื่องที่ว่า ถ้าได้ผลผลิตมาแล้วจะขายที่ไหน ขายให้ใคร ซึ่ง อั๋น-อภิศักดิ์ กำเพ็ญ ผู้ส่งเสริมเกษตรอินทรีย์กรีนเนท ตัดสินใจไม่สอนเรื่องนี้ในรูปแบบคอร์สเรียนระยะสั้น เพราะเขามองว่า

“สมมติถ้าจะสอนทุกเรื่องภายใน 3 วันจบ มันก็จะได้แค่ Input เข้าไป เดี๋ยวกลับบ้านก็ลืม มันต้องมีการฝึก การเรียนรู้ และค่อย ๆ ซึมซับรายละเอียดจากการลงมือทำ เลยทำเป็นการเรียนรู้แบบระยะยาวครับ”

โมเดลเกษตรอินทรีย์แม่ทา โครงการสร้างความยั่งยืนตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำกับ Central Tham

การเรียนรู้ระยะยาวในแบบที่อั๋นว่า คือการเรียนรู้ที่ไม่มีเวลา ไม่มีสถานที่ ทุกคนแค่มาเจอกันแล้วใครอยากรู้เรื่องอะไรก็ลงพื้นที่ไปทำสิ่งนั้นจริง ๆ ไม่ใช่การเรียนรู้ในรูปแบบให้สาร รับสาร กลับบ้าน

อย่างเช่นเรื่องการจัดการดิน ผู้เรียนก็ต้องลองไปเดินสำรวจดิน หยิบดินขึ้นมาดูว่าเป็นยังไง แล้วลองมาวิเคราะห์องค์ประกอบของดินว่ามีอะไรบ้าง การจะทำให้ดินดีขึ้นมาต้องเริ่มมาจากอะไร สอนในทฤษฎีเบื้องต้นและให้ชาวบ้านกลับไปทำกับพื้นที่ของตัวเอง หากมีปัญหาอะไรก็มาคุยกันได้ตลอด

“นิยามความยั่งยืน คือการส่งต่อสิ่งดี ๆ ให้กับรุ่นลูกรุ่นหลาน” อั๋นว่า เขาจึงเน้นกระจายความรู้สู่คนรุ่นใหม่ สอนให้เข้าใจพื้นฐาน เพื่อให้พวกเขาต่อยอดเทคนิคต่อไปได้เอง

“ถ้าคุณเข้าใจตัวเอง คุณจะปลูกอะไร พื้นที่คุณเป็นแบบไหน มันเป็นเรื่องที่เราอยากให้คนได้ตระหนัก เพราะภาคอีสานก็จะเป็นแบบหนึ่ง ภาคใต้แบบหนึ่ง ภาคกลางก็เป็นอีกแบบหนึ่ง ภาคเหนือเองก็ต่างกัน เช่น ภาคเหนือที่นี่ เหนือเชียงรายหรือเหนือแพร่ก็ยังต่างกัน ถ้าคุณเข้าใจตรงนี้ ไม่ว่าอยู่ที่ไหนก็จะเห็นหนทางสร้างความยั่งยืนในพื้นที่นั้น ๆ ได้” 

โมเดลเกษตรอินทรีย์แม่ทา โครงการสร้างความยั่งยืนตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำกับ Central Tham

นอกจากนี้ ด้านหลังพื้นที่สอน ยังมีที่ว่างสำหรับเด็ก บางทีพ่อแม่มาเรียนรู้การทำเกษตรอินทรีย์ก็พาลูกมาด้วยได้ ให้เด็ก ๆ มาวิ่งเล่นกัน มาไถสเก็ตบอร์ด วาดรูป เล่นกับควาย เลี้ยงไก่ เพราะอั๋นหวังสร้างบรรยากาศ สร้างการเรียนรู้ ให้ที่ตรงนี้เป็นพื้นที่สร้างสรรค์ให้กับเด็ก ๆ ได้ด้วย และอีกนัยหนึ่งคือการแทรกซึมวิถีธรรมชาติให้เข้าไปอยู่ในชีวิตคน 

และคนที่ว่านั้น ต้องไม่ใช่ใคร กลุ่มใด หรือพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง แต่หมายถึงทุก ๆ คน

“เราไม่ชอบทำโปรเจกต์ที่ทำแล้วจบ แต่เราชอบที่จะทำไปด้วยกัน ถ้าวันหนึ่งที่เราโตได้ เราก็จะไปช่วยเพื่อนข้างเคียง ตำบลข้างเคียง เคยอยู่ที่นี่มาก่อนแล้วเขาก็ย้ายไปพัฒนาที่อื่นต่อ เพราะแม่ทาเริ่มอยู่ได้ มีสหกรณ์ เริ่มมีเงินหมุนเวียน เมื่อเราช่วยให้เขาอยู่ได้ เขาก็จะพัฒนาไปทำเรื่องอื่น ๆ ต่อไปได้”

โมเดลเกษตรอินทรีย์แม่ทา โครงการสร้างความยั่งยืนตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำกับ Central Tham

ศูนย์เพาะเมล็ดพันธุ์อินทรีย์กรีนเนท

จากศูนย์การเรียนรู้ของอั๋น ส่งต่อมาที่ศูนย์เพาะเมล็ดพันธุ์อินทรีย์กรีนเนทของ ปุ้ย-มัทนา อภัยมูล ผู้จัดการศูนย์เกษตรอินทรีย์กรีนเนท ที่ทำเกษตรอินทรีย์มาตั้งแต่หลังเรียนจบ นับช่วงเวลาได้ประมาณ 18 – 19 ปี

“ครอบครัวเราทำประเด็นอินทรีย์ พ่อเราเป็นผู้นำชุมชน ก่อตั้งกลุ่มทำเกษตรอินทรีย์มาก่อนในตอนเริ่มต้น ด้วยความที่เราสัมผัสกับยุคบุกเบิกมาตั้งแต่ 6 ขวบ ในยุคพ่อแม่คือที่ดินไม่พอ น้ำไม่พอใช้ ป่าโดนทำลาย สารเคมีเข้าสู่ชุมชน ตอนนี้เลยถึงเวลาที่เป็นยุคต่อยอดครอบครัว”

เมื่อเปลี่ยนรูปแบบมาเป็นอินทรีย์ งดใช้สารเคมี ดินและระบบนิเวศจึงถูกทำลายน้อยลง ณ ตอนนี้เรียกได้ว่าแม่ทาคือต้นแบบความออร์แกนิกร้อยเปอร์เซ็นต์ แม้แต่บ้านเรือนที่ไม่ได้เข้าร่วมโครงการวิสาหกิจชุมชนโดยตรง ก็ปลูกพืชสร้างรายได้ เลี้ยงชีพตัวเองกันเป็นกิจวัตร

การเพาะพันธุ์เมล็ดเกษตรอินทรีย์เริ่มต้นจากการสำรวจและรวบรวมเมล็ดพันธุ์ในชุมชนตัวเองก่อน โดยมองจุดเด่นของชุมชนว่ามีเมล็ดพันธุ์ไหนน่าสนใจ และน่าจะเป็นพืชที่สร้างอาชีพให้กับกลุ่มได้ หลังจากนั้นก็เอามาวิจัยและคัดพันธุ์ โดยการศึกษาทดลองปลูกดูลักษณะพันธุ์ รวมถึงขยายพันธุ์ให้เกษตรกรในชุมชน

โมเดลเกษตรอินทรีย์แม่ทา โครงการสร้างความยั่งยืนตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำกับ Central Tham

ปัจจุบันเมล็ดพันธุ์ที่ผลิตที่นี่ทั้งหมดเป็นแบบยั่งยืน นั่นคือการเลือกเมล็ดพันธุ์ที่ไม่เปลี่ยนพันธุกรรมเดิม คัดเลือกพันธุ์ที่แข็งแรง เข้ากับสภาพอากาศบ้านเราได้ เพราะปุ้ยมองว่า “เรามองที่ความยั่งยืนของเกษตรกรมากกว่าจะลดต้นทุน สร้างรายได้” 

ตอนแรกปุ้ยก็ทำแค่เมล็ดพันธุ์ แต่นับจากนั้น 2 ปี เธอก็เริ่มผลิตต้นกล้าจำหน่ายด้วย เพราะมีกลุ่มเชื่อมกับทางสหกรณ์อยู่แล้ว ประกอบกับมีคนในชุมชนหรือนอกชุมชนเองที่ต้องการต้นกล้า ง่ายต่อการนำไปปลูกมากกว่าการเพาะเมล็ดเอง ซึ่งในเรื่องกระบวนการ ทุกอย่างต้องอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน เป็นจังหวะเดียวกันกับที่เซ็นทรัล ทำ เข้ามาช่วยสนับสนุน 

โมเดลเกษตรอินทรีย์แม่ทา โครงการสร้างความยั่งยืนตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำกับ Central Tham

“ทางเซ็นทรัล ทำ มาช่วยในระหว่างทางที่เราต้องการ ช่วยด้านการจำหน่าย โดยจัดให้มีโรงเรือน เพราะบางครั้งพืชเจอปัญหาฟ้าฝน ปลูกมา 5 – 6 เดือน สุดท้ายเสียหาย แล้วก็มีโรงแพ็กและเครื่องเป่าทำความสะอาด พอมาทำเรื่องเมล็ดแล้วมันก็จะสัมพันธ์กับเรื่องกฎหมาย จึงต้องมีอาคารที่ชัดเจน มีพื้นที่แพ็กชัดเจน มีอุปกรณ์ที่ตอบโจทย์เงื่อนไขของกฎหมาย ซึ่งเซ็นทรัล ทำ เขามาสนับสนุนในส่วนนี้” 

การที่เซ็นทรัล ทำ เข้ามาช่วยสนับสนุนในครั้งนี้ เป็นประโยชน์ต่อเกษตรกรและผลผลิตเป็นอย่างมาก และมากไปกว่านั้น เมื่อชาวบ้านเห็นว่าสิ่งนี้ทำแล้วเลี้ยงชีพได้และไปได้ดี จึงก่อเกิดเป็นคลื่นที่พัดพาคนในชุมชนให้มาทำด้วยกัน

“พอเป็นสิ่งที่เรารัก ที่เราชอบอยู่แล้ว แล้วเราดันมีกลุ่ม เพื่อนฝูง น้อง ๆ กลับมารวมตัวกัน ยิ่งเหมือนเพิ่มพลังให้เรา ถึงจะท้อบ้างบางช่วงแต่เราก็ยังมีเพื่อน ที่สำคัญคือเรามีเครือข่าย เรามีโซนอีสาน โซนใต้ และอีกหลาย ๆ เครือข่ายที่มีใจเดียวกัน คิดแนวทางเดียวกัน และอีกสิ่งที่เราคิดว่าเป็นสัญญาณที่ดีมาก คือการมีคนรุ่นใหม่มาร่วมด้วย”

ชุมชนแม่ทาร่วมกับเซ็นทรัล ทำ มุ่งสร้างความยั่งยืนด้วยการสร้างเครือข่ายชุมชนให้แข็งแรง สร้างอาชีพให้คนกลับบ้าน

แม่ทาถือว่าเป็นโมเดลตัวอย่างหนึ่งของการทำเกษตรอินทรีย์ให้แก่ชุมชนอื่นได้เป็นอย่างดี เป็นพื้นที่เรียนรู้ที่ไม่มีวันสิ้นสุด เพราะทุกคนต่างมาเรียนและแลกเปลี่ยนประสบการณ์ซึ่งกันและกัน ซึ่ง ณ ตอนนี้ มวลความรู้เกษตรอินทรีย์แม่ทาได้ขยายวงกว้างต้อนรับคนรุ่นใหม่ที่หันมาให้ความสนใจ มีนักศึกษาทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติมาขอฝึกงานที่นี่ เพื่อลองดูว่าการทำเกษตรอินทรีย์ตอบโจทย์หรือสร้างโอกาสให้ชีวิตอย่างไรได้บ้าง

“พี่ว่าสิ่งนี้มันยั่งยืนกับทั้งตัวเอง สิ่งแวดล้อม และสังคม เพราะการทำเกษตรอินทรีย์พ่วงไปกับหลายมิติ เศรษฐกิจ ชุมชน สังคม อย่างที่เขาว่ากัน มันสัมพันธ์กันหมด พี่คิดว่าสิ่งที่ทำสร้างแรงบันดาลใจเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้กับคนที่มาพบเจอ อย่างน้อยก็เป็นจุดเล็ก ๆ ที่จะไปสะกิดใจเขา แล้วแต่ว่าจะเป็นประเด็นไหนของแต่ละคน เพราะทุกคนมาจากครอบครัวหรือพื้นที่ต่างกัน อาจจะเติมฝันให้เขาได้ไปคิดต่อ” 

นี่คือมุมมองความยั่งยืนและความเชื่อมั่นในการขยายผลของดีที่มีในบ้านเกิด จากคนที่โตที่แม่ทามาทั้งชีวิต

“พี่คิดว่าเส้นทางนี้เป็นเส้นทางที่ยั่งยืนที่สุด คือยั่งยืนในความสุขของพี่ พี่เติบโตมาแนวนี้ พี่ชอบวิถีชีวิตแบบนี้ ได้อยู่กับธรรมชาติ อยู่ชุมชนที่มีพื้นที่ปลอดภัย มีอาหารปลอดภัย รู้ที่ไปที่มาของวัตถุดิบ มีผู้คนที่เข้าใจเรา รู้สึกเลยว่าฉันอยู่ที่นี่สุดยอดแล้ว เชียงใหม่มีความสุขที่สุดแล้ว”

ชุมชนแม่ทาร่วมกับเซ็นทรัล ทำ มุ่งสร้างความยั่งยืนด้วยการสร้างเครือข่ายชุมชนให้แข็งแรง สร้างอาชีพให้คนกลับบ้าน

สหกรณ์การเกษตรยั่งยืนแม่ทา

หากต้นน้ำคือการให้ความรู้ กลางน้ำคือการลงมือเพาะพันธุ์เมล็ด ปลายทางก็คือการทำให้ผลผลิตเหล่านั้นขายได้

“กว่าจะฝ่าฟันอุดมการณ์ว่าการทำเกษตรอินทรีย์เลี้ยงครอบครัวได้จริง แค่ด่านแรกก็ยากแล้วกับการเปลี่ยนใจคน” โด้-สราวุธ วงศ์กาวิน เจ้าหน้าที่การตลาดรวบรวมผลผลิตอินทรีย์แม่ทา เปรยความในใจถึงด่านแรก ก่อนที่ทุกสิ่งจะเกิดขึ้นกระทั่งวันนี้ 

อย่างที่รู้กันดีว่าการดิ้นรนมาทำงานในสังคมเมือง ดูมั่นคง เลี้ยงตัวเองได้ เป็นมายาคติที่คงอยู่ในหลายพื้นที่ต่างจังหวัด เพราะปัจจัยคุณภาพชีวิตขั้นพื้นฐานกระจายไปไม่ทั่วถึง อย่างเรื่องดินน้ำสะอาด ไฟฟ้าทั่วถึง การคมนาคมสะดวก ฯลฯ ในบางพื้นที่ยังเป็นเรื่องหาได้ยากหรืออาจจะยังไม่เกิดขึ้น สิ่งเหล่านี้ทำให้หลายคนต้องหาทางสร้างตัว หาทางไปสู่ความสบายมากกว่าจุดที่เป็นอยู่ หลายครั้งไม่ใช่พวกเขาไม่อยากอยู่บ้านหรือสร้างอาชีพจากทรัพยากรที่มี แต่เป็นเพราะไม่รู้จะเริ่มยังไง ทำแล้วจะไปต่อได้ไหม วิธีที่ยั่งยืนคืออะไร

เมื่อก่อนประเทศส่งเสริมอุตสาหกรรมปฏิวัติเขียว ใช้สารเคมีเร่งผลผลิต เลยทำให้ดินเสื่อมโทรม “ตอนผมเล็ก ๆ เห็นปลาในน้ำเป็นโรค เราไม่รู้เกิดจากอะไร พอโต อ้อ ยาฆ่าแมลง ซึ่งพวกเราเองก็กินเข้าไปด้วย” 

โด้เล่าว่าองค์ความรู้ของคนรุ่นก่อนไม่ได้มีมากเหมือนในปัจจุบัน เนื่องจากสมัยนี้มีสื่อให้ความรู้ที่เข้าถึงได้ง่ายขึ้น ประจวบกับจังหวะที่คนเริ่มป่วยเยอะขึ้นจากการกินอาหารที่ปนเปื้อนสารเคมี เขาเลยเริ่มทำสิ่งนี้จากศูนย์ เริ่มโดยที่ยังไม่รู้ว่าต้องทำยังไง มีเพียงเป้าหมายเดียว คือทำยังไงก็ได้ให้ผลผลิตพวกนี้ขายได้ เขาตัดสินใจอย่างไม่ลังเลด้วยเซนส์ที่ว่า “เรารู้สึกว่าเรามาถูกทาง” 

“เรื่องการทำการตลาดที่ผมทำอยู่ตอนนี้ คือผมจบอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งมันคนละโลกกันเลย ไม่มีพื้นฐานอะไรเลย แต่ผมมีใจรัก ผมคิดว่าทำยังไงก็ได้ให้ขายได้ แค่นั้นเลยจริง ๆ ผมไม่มีพื้นฐานเลยว่าจะต้องทำโปรโมชันอย่างนั้นอย่างนี้ เราทำไปโดยอัตโนมัติ สิ่งที่ได้ทุกวันนี้จึงมาจากการสั่งสมประสบการณ์”

ในตอนแรก เขาเริ่มจากการผลิตกินเอง เหลือกินก็ค่อยเอาไปขาย พอการสื่อสารไวขึ้น การตลาดเปิดกว้างมากขึ้น ชาวชุมชนทั้งหลายเลยมานั่งจับเข่าคุย สรุปบทเรียนว่าขาดเรื่องอะไร ทำมานานจะ 30 ปีแล้ว ทำไมยังขยายผลได้ไม่มากพอ

“เมื่อก่อนเราผลิตไม่เป็น จะไปบอกใครว่านี่เป็นผลผลิตที่ดีนะ ออร์แกนิกนะ ซื้อเถอะ ซึ่งผู้บริโภคยังไม่ค่อยเข้าถึง การขยายผลเลยน้อย ต้องวางแผนการผลิตแต่แรก ไม่ใช่ปลูกไปก่อนเดี๋ยวขายได้เอง เพราะสุดท้ายภาระจะตกที่เกษตรกร ทั้งต้นทุนที่เสียไป แรงงาน ผลผลิตเหลือทิ้ง” หลังจากตกผลึกได้ ทีมสหกรณ์ก็ขยับขยายหาช่องทางโมเดิร์นเทรด ซึ่งนั่นเป็นจังหวะเดียวกับที่กลุ่มเซ็นทรัลเข้ามา ช่วยทำให้ผักได้รับการยอมรับและมีมาตรฐาน

“เซ็นทรัลมาถูกจุดมาก เป็นจุดคอขวดที่แม่ทาขาด มันเป็นเรื่องของการตลาด การค้าขาย และเรื่องของการสนับสนุน”

ชุมชนแม่ทาร่วมกับเซ็นทรัล ทำ มุ่งสร้างความยั่งยืนด้วยการสร้างเครือข่ายชุมชนให้แข็งแรง สร้างอาชีพให้คนกลับบ้าน

หลังจากผลผลิตส่งมาถึงที่นี่ ก็เข้าสู่กระบวนการแพ็ก โดยหัวใจสำคัญคือ ผักต้องสะอาดมาจากแปลง อันไหนสะอาดแล้วก็แบ่งตามออเดอร์เพื่อไปเข้าแพ็ก ซึ่งอุณหภูมิในห้องต้องเย็นพอสำหรับรักษาอายุผัก “เมื่อก่อนเราคัดแยกกันในห้องธรรมดา ไม่มีแอร์ ทีมเซ็นทรัล ทำ เห็นเขาก็บอกว่าต้องเย็นทั้งผักและคน เขาเลยสนับสนุนติดแอร์ให้ มาทีละอย่างตามความเหมาะสม”

ชุมชนแม่ทาร่วมกับเซ็นทรัล ทำ มุ่งสร้างความยั่งยืนด้วยการสร้างเครือข่ายชุมชนให้แข็งแรง สร้างอาชีพให้คนกลับบ้าน

จากการมีห้องเย็นสำหรับแพ็กผัก ทำให้ยืดอายุผักได้นานขึ้นเป็นเท่าตัวจาก 3 เป็น 6 วัน และต่อมาก็ได้รับการสนับสนุนรถห้องเย็นขนผักแทนการใช้ซาเล้ง ซึ่งมีอุณหภูมิความเย็นเพียงพอ ทำให้ผักสดคงคุณภาพไปได้ถึงปลายทาง ถือเป็นการสร้างมาตรฐานของสหกรณ์ และลดปริมาณพืชผักเสียหาย

ตั้งแต่ผลผลิตได้วางขายที่ท็อปส์ การขายก็กระจายไปเยอะ เหมือนได้รับการยอมรับระดับหนึ่ง

ชุมชนแม่ทาร่วมกับเซ็นทรัล ทำ มุ่งสร้างความยั่งยืนด้วยการสร้างเครือข่ายชุมชนให้แข็งแรง สร้างอาชีพให้คนกลับบ้าน

“พอสินค้าแม่ทาขึ้นห้าง คนก็รู้จักเยอะขึ้น พอการตลาดดีขึ้น คนทำก็มากขึ้น พื้นที่ก็ขยายไปหลายครอบครัว”

การสนับสนุนปัจจัยที่จำเป็นในด้านการตลาดที่เซ็นทรัล ทำ ส่งผลแผ่ขยายเป็นวงกว้าง ไม่ได้หยุดแค่ผักไม่เหี่ยวหรือคนมีรายได้เสถียรขึ้น

แต่เหนือสิ่งอื่นใด ไม่มีผลผลิตหรือธุรกิจไหนมั่นคงไปตลอด เรื่องนี้เป็นสิ่งที่โด้และทีมเข้าใจดี เขาจึงมีความคิดที่เปิดกว้างอยู่เสมอ “อีก 5 ปี 10 ปี สมมติเขาประกาศว่าน้ำมันพืชหรือน้ำมันหมูมันกินไม่ได้นะ มันเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ถ้าเกิดว่ามีประกาศห้ามกินมันหวานขึ้นมา ก็ต้องเปลี่ยนไปกินอย่างอื่น คือเราพร้อมที่จะปรับเปลี่ยนไปกับมัน เรามีดิน มีน้ำ มีอากาศ เราไม่กลัวอะไร เพราะอาหารสำคัญที่สุด ท้ายที่สุดก็ต้องกิน”

ชุมชนแม่ทาร่วมกับเซ็นทรัล ทำ มุ่งสร้างความยั่งยืนด้วยการสร้างเครือข่ายชุมชนให้แข็งแรง สร้างอาชีพให้คนกลับบ้าน
ชุมชนแม่ทาร่วมกับเซ็นทรัล ทำ มุ่งสร้างความยั่งยืนด้วยการสร้างเครือข่ายชุมชนให้แข็งแรง สร้างอาชีพให้คนกลับบ้าน

จะขายอะไรก็ได้ มีแค่สิ่งเดียวที่ทีมตั้งเป้าคือ ‘ทำยังไงก็ได้ทุกวิถีทางให้สิ่งนั้นขายออกได้อย่างมีคุณภาพ’

“ผมไม่เคยคิดว่ามันอยู่ตัวแล้วแหละ ไม่เคยคิด ยิ่งผมทำเรื่องการตลาดยิ่งเข้าใจเรื่องนี้เลย ไม่มีอะไรแน่นอนในโลก คิดว่าที่ผมปลูกมันหวานญี่ปุ่น มันจะเป็นตัวยั่งยืนของแม่ทาไปตลอดเหรอ ไม่ใช่เลย มันก็เป็นแค่ช่วงนี้ แล้วผมก็จะทำมันให้ดีที่สุด แค่นั้นแหละ” 

การท่องเที่ยววิถีชุมชน

สุดท้ายสิ่งใหม่ที่กำลังอยู่ในกระบวนการคิดและลงมือทำ คือการทำให้ตำบลแม่ทาเป็นแหล่งท่องเที่ยววิถีชุมชนครบครันทั้งเรื่องอาหาร กิจกรรม ไปจนถึงที่พัก

“พวกเราต้องการพัฒนาที่นี่ให้เป็นฟาร์มสเตย์ เป็นพื้นที่เล็ก ๆ ที่ใช้ความร่วมมือกันของคนในชุมชน พาคนในชนบทกับคนในเมืองมาเจอกัน”

ชุมชนแม่ทาร่วมกับเซ็นทรัล ทำ มุ่งสร้างความยั่งยืนด้วยการสร้างเครือข่ายชุมชนให้แข็งแรง สร้างอาชีพให้คนกลับบ้าน

วิวทิวเขาเบื้องหลังลานกว้างในภาพตรงหน้านี้ คือพื้นที่ของโฮมสเตย์ในรูปแบบฟาร์มสเตย์ที่จะสร้างขึ้นในอนาคต “เมืองกับชนบทมันเริ่มใกล้เข้ามา และคนเมืองก็จะมาเรียนรู้ได้ เช่น ไปเดินป่า เชื่อเลยว่าที่นี่เป็น Hiking แบบ Hidden Place คุณจะได้เห็นอะไรที่ไม่เคยเห็นมาก่อน ที่ตรงนี้ไม่เคยมีใครมา ไม่ได้มีแลนด์มาร์ก ไม่มีน้ำตกสวยอะไรหรอก แต่มันมีธรรมชาติที่เป็นอยู่แบบนี้”

ทั้งหมดทั้งมวลนี้เกิดขึ้นเพราะต้องการดึงศักยภาพพื้นที่ พัฒนาสร้างอาชีพให้คนกลับมาใช้ชีวิตที่บ้านได้ เพราะทุกพื้นที่มีของดีไม่แพ้กัน แต่ปัญหาคือการกระจายความเจริญและคุณภาพชีวิตที่เท่าเทียมเข้าไม่ถึงทุกคน คนในพื้นที่เลยต้องลุกขึ้นมาทำอะไรที่พอทำได้ โดยชุมชนแม่ทาได้รับการสนับสนุนจาก ‘เซ็นทรัล ทำ’ ทำร่วมกันเพื่อหวังขับเคลื่อนให้สังคมเกิดความเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้น

Writer

ปิยฉัตร เมนาคม

หัดเขียนจากบันทึกหน้าที่ 21/365 เพิ่งค้นพบว่า สลัดผักก็อร่อย หลงใหลงานคราฟต์เป็นชีวิต ของมือสองหล่อเลี้ยงจิตใจ ขอจบวันง่าย ๆ แค่ได้มองพระอาทิตย์ตกจนท้องฟ้าเปลี่ยนสี วันนั้นก็คอมพลีทแล้ว

Photographer

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load