21 มีนาคม 2563
4 PAGES
42 K

เราทำงานที่บริษัทประกันภัยแห่งหนึ่งในมิลาน แคว้นลอมบาร์ดี (Lombardy) ประเทศอิตาลี และกักตัวทำงานจากบ้านมาราว 1 เดือนเต็มแล้ว ปัจจุบัน (มีนาคม ปี 2020) มิลานเป็นพื้นที่สีแดงของโควิด-19 และรัฐบาลได้ประกาศปิดทั้งประเทศเมื่อต้นเดือนมีนาคม 

ก่อนเล่าเรื่องไวรัส ต้องเข้าใจก่อนว่ามิลานเป็นหัวใจ วิญญาณ และเลือด ของประเทศอิตาลี เศรษฐกิจอิตาลีย่ำแย่ติดต่อกันจนต้องยืมเงินสหภาพยุโรปมาตลอด นี่เป็นปีสุดท้ายที่อิตาลีได้โอกาสกู้หน้า มิลานจึงสำคัญต่อเศรษฐกิจมาก เพราะเป็นทั้งเมืองท่องเที่ยวและเมืองแฟชั่น บริษัทมาร์เก็ตติ้งใหญ่ๆ ก็ตั้งสำนักงานที่นี่ ทั้งยังเป็นศูนย์กลางการเดินทางจุดหนึ่งของยุโรป การปิดมิลานเป็นเรื่องใหญ่มากที่รัฐบาลต้องตัดสินใจ 

อิตาลี, covid, กักตัว

บริษัทเราเริ่มให้ทำงานจากบ้านตั้งแต่ช่วงแรกที่ไวรัสระบาด ช่วงแรกเมืองที่มีผู้ติดเชื้อโควิด-19 เยอะๆ อยู่ในแคว้นลอมบาร์ดีทั้งนั้น แต่รัฐบาลก็ไม่สั่งปิดเมือง โดยเฉพาะมิลาน เนื่องจากคนอิตาลีมีนิสัยสบายๆ ชอบพบปะผู้คน และยังมีการทักทายกันด้วยการหอมแก้ม ยอดคนติดเชื้อและคนตายจึงเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่ก็ยังไม่มีใครใส่หน้ากากอนามัย ต่างออกมาใช้ชีวิตกันตามปกติ มีแต่เราที่ใส่หน้ากากเวลาออกจากบ้านและเริ่มกังวลกับสถานการณ์

สิ่งที่ฉันได้เรียนรู้ระหว่างกักตัวอยู่บ้าน 1 เดือนเต็ม ใจกลางเมือง มิลาน อิตาลี ที่ COVID-19 ระบาด

จนเมื่อยอดผู้ติดเชื้อสูงถึงหลักพัน รัฐบาลถึงประกาศปิดมิลานและทั้งแคว้น วันที่รัฐบาลประกาศเป็นช่วงเวลาราว 3 – 4 ทุ่ม คนจำนวนมากรีบไปสถานีรถไฟเพื่อซื้อตั๋วเที่ยวสุดท้ายไปที่อื่น เพราะจริงๆ ชาวมิลานแท้ๆ มีน้อย คนส่วนใหญ่ที่มาทำงานในมิลานมาจากทางใต้ วันนั้นเป็นวันจุดระเบิดให้คนตระหนักถึงความร้ายแรงของสถานการณ์ เราเดาว่าการแห่กลับบ้านนี่เองที่ทำให้เชื้อไวรัสแพร่ระบาดทั่วอิตาลี ยอดผู้ติดเชื้อเพิ่มเยอะมากในเมืองที่ไม่เคยมีผู้ติดเชื้อมาก่อน รัฐบาลจึงประกาศปิดประเทศในวันต่อมา คนกว่า 60 ล้านคนต้องกักตัวเองอยู่บ้าน ตอนนี้อัตราการตายจากโควิด-19 ของชาวอิตาลีสูงกว่าชาติอื่นๆ เพราะประเทศนี้มีผู้สูงอายุมากเป็นอันดับ 2 ของโลก 

สิ่งที่ฉันได้เรียนรู้ระหว่างกักตัวอยู่บ้าน 1 เดือนเต็ม ใจกลางเมือง มิลาน อิตาลี ที่ COVID-19 ระบาด

หลังจากนั้นพฤติกรรมคนเปลี่ยนไปเยอะมาก ทุกคนเริ่มออกไปซื้อของตุนสำหรับกักตัว อาทิตย์แรกยังไม่ใส่หน้ากากอนามัย แต่ 1 สัปดาห์ผ่านไป เราออกไปซื้อของที่ซูเปอร์มาร์เก็ต แทบทุกคนใส่หน้ากากกันหมด มาตรการต่างๆ ก็จริงจัง ร้านทุกร้านปิด ไม่ว่าร้านทำผม ร้านอาหาร บาร์ ตลาดสด ร้านช้อปปิ้งต่างๆ ยกเว้นซูเปอร์มาร์เก็ตกับร้านขายยาเท่านั้นที่เปิด

การไปซูเปอร์มาร์เก็ตก็ต้องต่อแถวซื้อของ จำกัดจำนวนคนเข้า พนักงานทุกคนต้องใส่ถุงมือและหน้ากากมิดชิด ดีที่ของกินของใช้ยังมีขายตามปกติ ยกเว้นหน้ากากอนามัยกับเจลล้างมือที่ไม่มีขายแล้ว 

อิตาลี, covid, กักตัว

นอกจากนี้ ตำรวจยังออกตรวจตราและปรับเงินประชาชนถ้าไปเดินเล่นในเมืองโดยไม่จำเป็น ต้องออกไปเพราะมีธุระจริงๆ เช่น ไปซื้อของ ไปโรงพยาบาล ยังมีวัยรุ่นที่ไม่กลัวโรคออกมาเที่ยวเล่นอยู่บ้าง เพราะคิดว่าร่างกายแข็งแรง แต่ตำรวจก็ปรับจริงจัง

สิ่งที่ฉันได้เรียนรู้ระหว่างกักตัวอยู่บ้าน 1 เดือนเต็ม ใจกลางเมือง มิลาน อิตาลี ที่ COVID-19 ระบาด

ช่วงแรกๆ มีแต่เรื่องแง่ลบ แต่ด้วยทัศนคติและนิสัยของคนอิตาลีที่ค่อนข้างเป็นคนสุนทรีย์ ชอบความบันเทิงรื่นเริง ประชาชนจึงเริ่มจัดแฟลชม็อบเล่นดนตรีบ้าง ร้องเพลงบ้าง เปลี่ยนเวลาไปเรื่อยๆ บางทีก็ตอนเที่ยง บางทีก็ 6 โมงเย็น ทุกคนจะโผล่หน้ามาทางหน้าต่างเพื่อร้องเพลงชาติหรือเพลงจากวิทยุ 

สิ่งที่ฉันได้เรียนรู้ระหว่างกักตัวอยู่บ้าน 1 เดือนเต็ม ใจกลางเมือง มิลาน อิตาลี ที่ COVID-19 ระบาด
คนเล่นกีตาร์ที่ตูริน ภาพ : Reuters 
สิ่งที่ฉันได้เรียนรู้ระหว่างกักตัวอยู่บ้าน 1 เดือนเต็ม ใจกลางเมือง มิลาน อิตาลี ที่ COVID-19 ระบาด
คนเล่นแอคคอร์เดียนที่โรม ภาพ : Reuters 

พอเราได้เห็นความน่ารักของวัฒนธรรมทำให้หดหู่น้อยลง และทุกคนก็ได้เจอหน้าเพื่อนบ้านตัวเอง จากที่เราไม่เคยเห็นหน้าเพื่อนบ้านเลยเพราะต่างคนต่างทำงานกลับบ้านดึก ก็ได้เจอ ได้คุย ได้เล่นกับลูกๆ เขา ทำให้รู้จักคนรอบตัวมากขึ้น และกลุ่มคนไทยที่มิลานก็ดูแลกันดี มีความสามัคคีในยามคับขัน พึ่งพาได้ ส่วนใหญ่เป็นคนที่แต่งงานแล้วอยู่ที่นี่ นักเรียนและคนทำงานอย่างเราเป็นส่วนน้อย ส่วนหนึ่งก็เดินทางกลับไทยไปตั้งแต่ก่อนปิดเมือง

ข้อเสียของการกักตัวที่ทุกคนเจอ คือความเบื่อและคิดถึงการเดินเล่น สูดอากาศบริสุทธิ์ พบเจอผู้คน โชคดีที่เราไม่ได้อยู่คนเดียว ไม่หดหู่มาก

ถ้าพักอยู่คนเดียวน่าจะเหงา พวกคนมีครอบครัวที่มีลูกเล็กๆ วัยไม่เกิน 10 ขวบก็หนักหนาสาหัส ทั้งต้องทำงานจากที่บ้านและต้องดูแลลูกไปด้วย วุ่นวายมาก เวลาเราประชุมสายกับเพื่อนร่วมงานที่มีลูกจะได้ยินเสียงเด็กๆ ด้วย น่าจะเหนื่อยมากทีเดียว จ้างพี่เลี้ยงเด็กก็ไม่ได้ ต้องหากิจกรรมในบ้านให้ลูกทำ ให้ดูหนัง ฟังเพลง ปลูกต้นไม้กันไป เพราะพ่อแม่ไม่อยากให้ลูกจ้องจออย่างเดียว

แต่ก็ลำบาก เพราะส่วนใหญ่คนที่นี่มักอยู่อพาร์ตเมนต์ ไม่ว่ารวยหรือจน คนที่อยู่บ้านเป็นหลังมีน้อยมากๆ เวลาต้องการไปที่กลางแจ้ง เขาไปสวนสาธารณะกัน ดังนั้น การที่เด็กต้องอยู่ในห้องปิดตลอดเป็นเรื่องหนักใจของพ่อแม่ 

ปัญหาสำคัญคือเรื่องปากท้อง ช่วงนี้คนทำงานรายวันขาดรายได้แน่นอน กิจการต่างๆ ส่วนใหญ่ก็จำต้องปิดเพื่อรักษาตัวเองและครอบครัว รัฐบาลไม่มีนโยบายแจกเงิน เราเองก็คิดว่าไม่ใช่วิธีแก้ปัญหาที่ยั่งยืน ตอนนี้ผู้ขาดรายได้ก็เริ่มหาวิธีการปรับตัว เช่น จากปิดร้านอาหารทั้งหมด บางร้านก็เริ่มหาทางออกด้วยการทำข้าวกล่องส่งตามบ้านให้มีรายได้ และยังมีบริการเดลิเวอรี่สั่งซื้ออาหารได้บ้าง

สิ่งที่ฉันได้เรียนรู้ระหว่างกักตัวอยู่บ้าน 1 เดือนเต็ม ใจกลางเมือง มิลาน อิตาลี ที่ COVID-19 ระบาด

ตอนนี้เมืองที่เจอผู้ติดเชื้อมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่ใช่มิลาน แต่เป็นเมืองอื่นที่อยู่ในแคว้นลอมบาร์ดี อิตาลีจะปิดประเทศถึงวันที่ 3 เมษายน แต่เราคาดว่า 2 – 3 วันนี้น่าจะประกาศใหม่ คนแถวนี้คิดว่าคงกักตัวกันต่อถึงสิ้นเมษายน และเผลอๆ อาจยืดไปถึงพฤษภาคม เปรียบเทียบกับเมืองจีนที่เริ่มปิดเมืองตอนมีผู้ติดเชื้อไม่ถึงพันคน ยังใช้เวลาราว 3 เดือนกว่าจะทุเลา แต่อิตาลีเริ่มปิดเมืองตอนมีผู้ติดเชื้อประมาณ 5,000 คน จำนวนแพทย์และพยาบาลก็น้อยกว่า เราเดาว่าน่าจะใช้เวลานานกว่าจีนในการแก้ปัญหา 

แม้กักตัวจนหายดีทั้งประเทศ แต่อิตาลีเป็นเพียงจุดเริ่มต้น โรคกำลังระบาดไปทั้งยุโรป กว่าจะซาทั้งหมดอย่างน้อยก็สิ้นฤดูร้อน กว่าการท่องเที่ยวและระบบต่างๆ จะกลับมาเป็นปกติคงเป็นช่วงปลายปีเป็นอย่างต่ำ เศรษฐกิจอิตาลีคงฟื้นตัวไม่ทัน

ท่ามกลางปัญหาเหล่านี้ สิ่งหนึ่งที่หายไปคือการเหยียดชาวเอเชีย แรกๆ ชาวอิตาลีเข้าใจว่าเอเชีย = Corona Virus แต่ตอนนี้ไม่ค่อยมีแล้ว หลังจากชาติยุโรปต่างปิดประเทศกลัวการแพร่เชื้อ แต่ชาวจีนบินมาพร้อมเครื่องมือแพทย์ ทำให้ชาวอิตาลีซาบซึ้งใจ ส่วนตัวหวังว่าเหตุการณ์ครั้งนี้จะทำให้ปัญหาการเหยียดชาวเอเชียลดน้อยลงไป

ส่วนเรื่องการทำงานที่บริษัทประกันของเรา ถึงแผนงานของบริษัทเลื่อนออกแต่ก็ยังมีสิ่งต่างๆ ที่ต้องทำ เพราะเราทำงาน Global Team ดูแลแคมเปญทั่วโลก พอมีโรคระบาด บริษัทประกันก็ต้องดูแล และใช้เวลาดูแลประเทศที่สถานการณ์หนักเป็นพิเศษ ที่ผ่านมาดูแลจีน ตอนนี้เมื่ออิตาลีหนักสุด และสำนักงานใหญ่อยู่ที่อิตาลี บริษัทก็ต้องดูแล การทำการตลาด คิดแคมเปญใหม่ อาจต้องงดหรือเลื่อนออกไป แต่เราต้องหันกลับมาคิดว่าจะทำอะไรได้บ้างที่จะช่วยผู้คนหรือแม้แต่ SMEs ในยามคับขัน

ที่นี่ระบบสาธารณสุขไม่เหมือนเมืองไทย คนไม่แห่ไปทำประกันเยอะๆ เหมือนเมืองไทย ไม่มีบริษัทประกันที่ประกาศขายแต่ประกันโควิด-19 อย่างเดียว เพราะถ้าเข้าไปตรวจโรคแล้วเป็นโรคที่กรมธรรม์ประกันสุขภาพทั่วไปคุ้มครองอยู่แล้ว ถ้าเข้าโรงพยาบาล บริษัทประกันย่อมจ่ายค่ารักษาตามปกติ

โดยทั่วไปรัฐบาลดูแลสวัสดิการประชาชนอยู่แล้ว ส่วนหนึ่งของภาษีจะหักเข้าระบบสาธารณสุข ทำให้ประชาชนมีหมอประจำตัวที่รัฐบาลกำหนดให้ ส่วนใหญ่เป็นหมอใกล้บ้าน ซึ่งมักมีคลินิกของตัวเอง ไม่ได้ทำงานที่โรงพยาบาลตลอดเวลา ถ้าป่วยเล็กๆ น้อยๆ เช่น เจ็บคอ เป็นไข้ ทุกคนจะไปหาหมอที่คลินิกให้หมอตรวจฟรีและออกใบสั่งยาให้ไปซื้อยาที่ร้านขายยาเอง โรงพยาบาลดูแลเฉพาะการเจ็บป่วยที่ร้ายแรงกว่า เช่น การผ่าตัด สำหรับคนต่างชาติที่ทำงานอยู่อิตาลีอย่างเราก็มีสวัสดิการนี้เช่นกัน 

ระหว่างนี้ถ้าใครสงสัยว่าติดโรค ต้องตรวจเช็กว่าอาการเข้าข่ายโรคนี้จริงๆ จึงโทรหาเบอร์สายด่วน ทางการจะส่งคนมาตรวจฟรี ถ้าไม่จำเป็นแต่อยากไปตรวจเองโดยไม่เข้าเกณฑ์จะเสียเงินแพงมาก เพราะทรัพยากรมีจำกัด เขาอยากเก็บไว้ให้คนป่วยจริงๆ และถ้าต้องการตรวจเพื่อรับใบรับรองแพทย์สำหรับเดินทาง เท่าที่ได้ยินมาราคาอาจสูงถึง 1,500 ยูโร

อิตาลี, covid, กักตัว

สิ่งที่เราได้เรียนรู้จากการ Work from home นานๆ คือต้องมี Work-life Balance เพราะคนส่วนใหญ่พอทำงานจากบ้าน ไม่จ้องคอมพิวเตอร์ตลอดเวลา ก็ทำตัวเหมือนหยุดพักผ่อนไปเลย แต่เราคิดว่าการทำงานจากบ้านคือการยืดหยุ่นเวลาในการจัดสรรงานกับเรื่องส่วนตัว เลยอยากขอแชร์เทคนิคที่เราคิดว่าได้ผล วิธีที่เราทำตอนนี้คือ

  1. ตั้งเวลาทำงานต่อวัน 8 – 10 ชั่วโมง ไม่เกินนี้ กำหนดตารางงานแต่ละชั่วโมงไปเลยว่าจะทำอะไรบ้าง ไม่งั้นจะวุ่นวายมาก
  2. ตั้งเวลากินข้าวเที่ยง และเบรก 15 นาทีทุก 2 ชั่วโมง เหมือนเวลาอยู่ออฟฟิศแล้วไปซื้อของกินบ้าง หรือหันไปคุยกับเพื่อนบ้าง
  3. ระหว่างเบรก ควรทำอย่างอื่นที่ไม่ใช่เล่นโทรศัพท์ เช่น อบขนมรอ ยืดเส้น ดูยูทูป หรือไปล้างจาน
  4. การทำงานจากบ้านควรทำให้เรามีเวลาเหลือมากขึ้น เพราะไม่ต้องเสียเวลาเดินทาง ให้เอาเวลานั้นไปทำสิ่งที่เพิ่มคุณค่ากับตัวเอง หรือทำงานอดิเรกที่ไม่ได้ทำ เช่น เรียนคอร์สออนไลน์ที่ตอนนี้มีเยอะมาก หรือออกกำลังกาย
  5. ถ้าคิดถึงเพื่อน อยากเจอคนมากๆ ลองนัดวิดีโอคอลกินข้าวเย็นกันด้วยกัน เราลองแล้วก็สนุกดีไปอีกแบบนะ

หวังว่าสิ่งที่เราเล่าจะเป็นประโยชน์สำหรับคนอ่าน ซึ่งน่าจะเจอสถานการณ์คล้ายๆ กันในช่วงเวลานี้

Writer & Photographer

ปีย์วรา ชุณหวงศ์

อดีตนิสิตคณะอักษรศาสตร์ที่หลงรักการทำงานด้าน Brand Consultant และ Marketing ปัจจุบันทำ Global Marketing team ที่มิลาน อิตาลี

Do NOT follow this link or you will be banned from the site!