หลังจากผ่านตอนแรกไป ผมแนะนำให้รู้จักกับชาดก 3 พระชาติแรก ประกอบด้วย เตมีย์ชาดก มหาชนก และ สุวรรณสามชาดก ไปแล้ว วันนี้เราจะมาต่อกับทศชาติชาดกในลำดับที่ 4 เนมิราชชาดก ลำดับที่ 5 มโหสถชาดก และลำดับที่ 6 ภูริทัตตชาดก แต่ก่อนจะไปต่อ สังเกตไหมครับว่า วิธีการตั้งชื่อชาดกต่างๆ มักเป็นการนำชื่อของพระพุทธเจ้าในพระชาตินั้นๆ มาตั้งแทบทั้งสิ้น สังเกตได้จาก 3 ชาดกแรกที่ผมแนะนำให้รู้จักคราวก่อน ลองสังเกตจากชื่อของชาดกในตอนนี้และตอนต่อไปดูนะครับ

เราจะอารัมภบทกันแต่เพียงเท่านี้ ไปทำความรู้จักกับชาดกทั้ง 3 ชาตินี้กันเลยครับ

‘เนมิราชชาดก’ เป็นชาดกเรื่องที่ 4 และพระโพธิสัตว์ทรงบำเพ็ญอธิษฐานบารมีหรือความตั้งใจ ความมั่นคงแน่วแน่ ในพระชาตินี้ทรงเสวยพระชาติเป็นพระเนมิราช กษัตริย์แห่งเมืองมิถิลา ทรงเป็นกษัตริย์ผู้ทรงธรรม ทั้งบริจาคทาน รักษาพรหมจรรย์ และสั่งสอนให้ข้าราชบริพาร ตลอดจนประชาชนให้อยู่ในศีลธรรมอันดีจนเป็นเลื่องลือในหมู่เทวดา ถึงขนาดที่ต้องไปขอให้พระอินทร์เชิญพระเนมิราชมาเพื่อเทศนาสั่งสอนเทวดาบ้าง พระอินทร์จึงส่งมาตุลีเทพบุตรพร้อมกับเวชยันตร์ราชรถไปรับพระเนมิราชถึงเมืองมิถิลา พระเนมิราชทรงรับเชิญแต่ขอให้ทอดพระเนตรนรกก่อน มาตุลีเทพบุตรก็พาพระเนมิราชไปทอดพระเนตรสัตว์นรกที่ถูกทรมานด้วยวิธีการต่างๆ ก่อนเสด็จไปทอดพระเนตรสวรรค์และทรงแสดงธรรมโปรดพระอินทร์และเทวดาทั้งหลาย หลังจากนั้นจึงเสด็จกลับเมืองมิถิลาและสั่งสอนคนทั้งหลายถึงสิ่งที่พระองค์ทอดพระเนตรที่นรกและสวรรค์ จนผู้คนต่างสรรเสริญพระเนมิราชกันไปทั่ว

และก็เป็นที่แน่นอนครับว่าฉากที่เป็นที่นิยมที่สุดย่อมเป็นฉากการทอดพระเนตรนรกของพระเนมิราช ซึ่งมักจะวาดเป็นพระเนมิราชบนเวชยันตร์ราชรถ มีมาตุลีเทพบุตรขับอยู่ด้านหน้า รายล้อมไปด้วยฉากสัตว์นรกถูกทรมานด้วยวิธีการต่างๆ เช่น ปีนต้นงิ้ว อยู่ในกระทะทองแดง โดนหลาวแทง เป็นต้น 

อีกฉากที่เป็นที่นิยมไม่แพ้กัน ก็คือฉากที่พระเนมีราชเทศนาสั่งสอนพระอินทร์และเทวดาทั้งหลายบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ มักแสดงด้วยภาพสุธรรมเทวสภาพในรูปของปราสาทขนาดใหญ่ที่มีพระเนมิราชอยู่ตรงกลาง รายล้อมด้วยพระอินทร์และเทวดา ทั้งที่นั่งอยู่ในวิมานและกำลังเหาะมา โดยที่ฉากสวรรค์จะอยู่ในส่วนบนของผนังและฉากนรกจะอยู่ข้างล่าง

ตามไปดูฉากสำคัญใน ทศชาติชาดก พระชาติที่ 4 5 6 จากวัดทั่วไทย
วัดบวกครกหลวง จังหวัดเชียงใหม่
ตามไปดูฉากสำคัญใน ทศชาติชาดก พระชาติที่ 4 5 6 จากวัดทั่วไทย
วัดดิสานุการาม กรุงเทพมหานคร
ตามไปดูฉากสำคัญใน ทศชาติชาดก พระชาติที่ 4 5 6 จากวัดทั่วไทย
วัดสุวรรณาราม กรุงเทพมหานคร

ถัดมาคือ ‘มโหสถชาดก’ หนึ่งในชาดกที่มีความยาวมากที่สุดเรื่องหนึ่งในทศชาติชาดก พระโพธิสัตว์ทรงเสวยพระชาติเป็นพระมโหสถ โดยในพระชาติทรงบำเพ็ญปัญญาบารมีหรือความรู้ความเข้าใจในเหตุผลดีชั่ว คุณโทษ พระมโหสถเป็นบุตรของเศรษฐีในเมืองมิถิลา (และนี่ไม่ใช่ครั้งสุดท้ายที่จะเห็นชื่อเมืองมิถิลาในซีรีส์นี้ครับ) 

โดยเหตุที่ได้ชื่อมโหสถนั้นเพราะเมื่อพระองค์เกิดทรงถือแท่งโอสถวิเศษมาด้วย และทรงใช้แท่งโอสถนี้รักษาผู้คน เมื่อเจริญวัยขึ้น ทรงเฉลียวฉลาดมาก แก้ปัญหาใดๆ ก็ตามได้ตั้งแต่อายุ 7 ปีจนเกือบจะได้เป็นราชบัณฑิตในราชสำนักของพระเจ้าวิเทหราช แต่ถูกบัณฑิตในราชสำนักทัดทานไว้ จนต้องมีการพิสูจน์ปัญญาของพระมโหสถอีกหลายต่อหลายครั้ง (บางเรื่องกลายเป็นสำนวนไทย เช่น กิ้งก่าได้ทอง) จนในที่สุดก็ได้เข้ามาเป็นราชบัณฑิตในราชสำนักของพระเจ้าวิเทหราช

ต่อมาพระเจ้าจุลนีพรหมทัตที่มีเกวัฏพราหมณ์เป็นปุโรหิตพร้อมด้วยกองทัพ 101 หัวเมืองได้เข้ามารุกรานเมืองมิถิลา แต่พระมโหสถก็ตอบโต้ได้ทุกครั้ง จนเกวัฏพราหมณ์ต้องท้าให้พระมโหสถมาแสดงปัญญาต่อหน้าผู้คนแต่กลายเป็นเสียหน้าซะเอง จนในที่สุด เกวัฏพราหมณ์ก็ใช้แผนเด็ดให้พระเจ้าจุลนีพรหมทัตยกพระธิดาให้กับพระเจ้าวิเทหราช พระเจ้าวิเทหราชทรงหลงเชื่อ พระมโหสถห้ามก็ไม่ฟังเลยขออาสาให้สร้างพระราชวังไว้รอแล้วแอบขุดอุโมงค์ใต้พระราชวังของพระเจ้าจุลนีพรหมทัตที่ทะลุออกไปนอกเมืองได้ พอพระเจ้าวิเทหราชติดกับ พระมโหสถก็เข้ามาช่วยเหลือจนทั้งหมดหนีออกจากเมืองผ่านอุโมงค์ได้ พร้อมกันนั้นก็ขึ้นไปรับศึกกับพระเจ้าจุลนีพรหมทัต ทรงหลอกล่อให้พระเจ้าจุลนีพรหมทัตและกษัตริย์ทั้ง 101 ลงไปในอุโมงค์ และขู่เหล่ากษัตริย์ที่ถูกขังในอุโมงค์ ก่อนจะใช้ความสามารถทางการทูตอันยอดเยี่ยมทำให้สองกษัตริย์เป็นไมตรีต่อกัน

ความพิเศษอย่างหนึ่งของมโหสถชาดกก็คือ เมื่อเทียบกับทศชาติชาดกเรื่องอื่นๆ มโหสถชาดกมักได้รับความสำคัญอย่างมาก เป็นรองเพียงแค่เวสสันดรชาดกเรื่องเดียว สังเกตได้จากในจิตรกรรมฝาผนังที่มักจะได้ผนังที่ดีกว่าเรื่องอื่น เช่น ผนังฝั่งตรงข้ามพระประธาน หรือได้ถึง 2 ผนังเลยก็มี ในขณะที่เรื่องอื่นได้แค่ผนังเดียวเท่านั้น 

เมื่อมีพื้นที่ผนังมาก จึงมีหลากหลายฉากที่ถูกเลือกมาเขียนบนฝาผนัง หนึ่งในฉากที่พบได้บ่อยที่สุด คือฉากพระมโหสถห้ามทัพของพระเจ้าจุลนีพรหมทัตและ 101 หัวเมือง วาดเป็นพระมโหสถยืนอยู่บนกำแพง ยกมือห้ามกองทัพที่กำลังบุกเข้ามา โดยที่มีบางส่วนเริ่มเปิดฉากรบกันไปแล้ว 

อีกฉากที่ได้รับความนิยม คือพระมโหสถหลอกล่อเกวัฏพราหมณ์จนเสียหน้า โดยการแสร้งทำแก้วมณีตกให้พราหมณ์หลงกลก้มลงไปเก็บแล้วทรงทำท่ากดพราหมณ์ไว้ เสมือนพราหมณ์ได้ยอมแพ้แก่พระมโหสถไปแล้วก็มีพบอยู่บ้างเช่นกันครับ บางครั้งถึงกับเขียนฉากนี้แทนฉากห้ามทัพเลยก็มี 

นอกจากนี้ ก็มีฉากที่ช่างมักจะเขียนแต่กลับพบไม่บ่อย คือฉากที่พระมโหสถขู่บรรดากษัตริย์ ด้วยการถือกระโดดสูง 18 ศอก (9 เมตร) พร้อมชักพระขรรค์ขึ้นขู่ สาเหตุที่พบไม่บ่อยนั้นเนื่องจากจิตรกรรมฝาผนังมักถูกความชื้นเล่นงาน โดยเฉพาะความชื้นจากใต้ดิน ดังนั้น ส่วนล่างของผนังจึงมักจะชำรุดและฉากนี้ก็ดันชอบไปอยู่ตรงนั้นเสียด้วย และยังมีฉากเบ็ดเตล็ดอื่นๆ เช่น ฉากพระมโหสถพาคนลงอุโมงค์หรือฉากพระเจ้าวิเทหราชหนีจากเมือง ก็มีวาดอยู่บ้างเช่นกันครับ

ตามไปดูฉากสำคัญใน ทศชาติชาดก พระชาติที่ 4 5 6 จากวัดทั่วไทย
วัดไพชยนต์พลเสพย์ จังหวัดสมุทรปราการ
ตามไปดูฉากสำคัญใน ทศชาติชาดก พระชาติที่ 4 5 6 จากวัดทั่วไทย
วัดสุวรรณาราม กรุงเทพมหานคร
ตามไปดูฉากสำคัญใน ทศชาติชาดก พระชาติที่ 4 5 6 จากวัดทั่วไทย
วัดวิเศษไชยชาญ จังหวัดอ่างทอง
ตามไปดูฉากสำคัญใน ทศชาติชาดก พระชาติที่ 4 5 6 จากวัดทั่วไทย
วัดใหญ่อินทาราม จังหวัดชลบุรี

‘ภูริทัตตชาดก’ คือชาดกลำดับที่ 6 และเป็นหนึ่งในสองเรื่องในทศชาติชาดกที่พระโพธิสัตว์ไม่ได้เสวยพระชาติหรือเกิดเป็นคน เพราะท่านเสวยพระชาติเป็นนาคนามพระภูริทัต บารมีที่ทรงบำเพ็ญในพระชาตินี้คือศีลบารมีหรือการบังคับกายและวาจาให้ตั้งอยู่ในความดีงาม พระภูริทัตทรงตั้งพระทัยจะรักษาอุโบสถศีลเพื่อเป็นหนทางไปสู่สวรรค์ จึงเสด็จจากนาคนิภพไปรักษาศีลบนจอมปลวกที่โลกมนุษย์ ต่อมาพราหมณ์เนสารทและบุตรจับพระภูริทัตได้ พระภูริทัตจึงพาไปยังเมืองนาคพร้อมมอบทรัพย์ให้มากมาย พอขากลับจะมอบแก้วสารพัดนึกให้แต่พราหมณ์เนสาทกลับปฏิเสธ เมื่อกลับถึงบ้านจึงถูกภรรยาด่า

ต่อมาแก้วสารพัดนึกตกไปอยู่ในมือของพราหมณ์อาลัมพายน์ พราหมณ์เนสารทอยากได้จึงขอแลกแก้วมณีกับการบอกที่อยู่พระภูริทัต ทำให้พระภูริทัตถูกพราหมณ์อาลัมพายน์จับไปเล่นละครงูตามเมืองต่างๆ จนได้ไปแสดงหน้าพระพักตร์พระเจ้าสาครพรหมทัต กษัตริย์แห่งเมืองพาราณสี ผู้มีศักดิ์เป็นพระมาตุลา (ลุง) พญานาคสุทัศน์ พี่ชายของพระภูริทัตจึงได้มาช่วยปราบพราหมณ์อาลัมพายน์ และพาพระภูริทัตกลับนาคพิภพ ท่านจึงไปรักษาศีลจนเมื่อสิ้นอายุขัยก็ได้ขึ้นสวรรค์

และฉากที่ถือเป็นฉากสำคัญที่พบเป็นประจำบนจิตรกรรมฝาผนัง ก็คือฉากที่พราหมร์อาลัมพายน์จับพระภูริทัตบนจอมปลวก ซึ่งมักจะมีฉากที่นางนาค (ซึ่งไม่เกี่ยวกับพี่มาก) แตกกระเจิงหนีลงน้ำกันจ้าละหวั่นอยู่ใกล้ๆ ด้วย แต่จะไม่มีก็ไม่เป็นปัญหา เพราะฉากสำคัญคือการที่พระภูริทัตถูกจับ ไม่ใช่นางนาคหนีลงน้ำ นอกจากฉากนี้ก็จะมีบางวัดที่เขียนฉากอื่น เช่น ฉากที่พราหมณ์อาลัมพายน์พาพระภูริทัตไปโชว์ตัวต่อหน้าพระพักตร์กษัตริย์แห่งพาราณสี หรือฉากที่พญาครุฑมอบอาลัมพายน์มนต์ให้กับฤๅษี ซึ่งต่อมาจะสอนมนต์นี้ให้กับฤๅษีอีกตนหนึ่ง ซึ่งต่อมาจะเรียกตัวเองว่าพราหมณ์อาลัมพายน์ตามชื่อวิชาที่ไปเรียนมาครับ

ตามไปดูฉากสำคัญใน ทศชาติชาดก พระชาติที่ 4 5 6 จากวัดทั่วไทย
วัดสุวรรณาราม กรุงเทพมหานคร
ตามไปดูฉากสำคัญใน ทศชาติชาดก พระชาติที่ 4 5 6 จากวัดทั่วไทย
วัดไพชยนต์พลเสพย์ จังหวัดสมุทรปราการ
ตามไปดูฉากสำคัญใน ทศชาติชาดก พระชาติที่ 4 5 6 จากวัดทั่วไทย
วัดใหญ่อินทาราม จังหวัดชลบุรี
ตามไปดูฉากสำคัญใน ทศชาติชาดก พระชาติที่ 4 5 6 จากวัดทั่วไทย
วัดบางยี่ขัน กรุงเทพมหานคร

และก็จบไปอีกหนึ่งตอนกับชาดกในลำดับที่ 4 5 และ 6 ยังเหลืออีก 4 พระชาติครับผม ตอนต่อไปเราจะไปทำความรู้จักกับชาดกในลำดับที่ 7 จันทกุมารชาดก ลำดับที่ 8 นารทชาดก และลำดับที่ 9 วิธุรชาดก โดยจะขอเก็บเวสสันดรชาดกเอาไว้เป็นลำดับสุดท้ายครับผม อย่าลืมติดตามอ่านกันแบบต่อเนื่องเลยนะครับ

กร็ดแถมท้าย

  1. สำหรับใครที่ไม่อยากอ่านชาดกต่างๆ ผ่านตัวหนังสือ ใน YouTube มีเวอร์ชันการ์ตูนหรือแบบเสียงในอินเทอร์เน็ต แต่ถ้าใครอยากดูเป็นละคร มโหสถชาดกเคยดัดแปลงเป็นละครโดยบริษัท สามเศียร จำกัด เมื่อ พ.ศ. 2538 นำแสดงโดย หนึ่ง-มาฬิศร์ เชยโสภณ และ เงาะ-กชกร นิมากรณ์ ความยาว 28 ตอนจบ ใครสนใจสามารถไปดูได้ที่ YouTube SAMSEARN OFFICIAL ครับผม
  2. แต่ถ้ายังอยากอ่านเวอร์ชันหนังสือพร้อมภาพประกอบ ผมก็ยังขอแนะนำหนังสือ 3 เล่มเดิมครับ ความเข้าใจในจิตรกรรมไทยประเพณี ของ เนื้ออ่อน ขรัวทองเขียว หนังสือชุดทศชาติกับจิตรกรรมฝาผนัง ของ นิดดา หงส์วิวัฒน์ แล่วก็หนังสือชุด ท่องทศชาติผ่านจิตกรรรม ของ อู่ทอง ประศาสน์วินิจฉัย
  3. และสำหรับใครที่เพิ่งมาอ่านบทความนี้หรือลืมชาดก 3 เรื่องแรกที่ผมนำเสนอไปในตอนก่อน สามารถไปตามอ่านย้อนหลังได้ใน The Cloud เลยครับผม

Writer & Photographer

ธนภัทร์ ลิ้มหัสนัยกุล

ต้า วัดไทย เด็กประวัติศาสตร์ศิลปะผู้ดูวัดมาแล้วกว่าพันวัดแม้จะยังไม่ครบทุกจังหวัด ชื่นชอบในความงามของศิลปะทั้งไทยและเทศรวมถึงเรื่องราวของสถานที่นั้นๆ ปัจจุบันยังคงออกเที่ยวชมวัดทุกศาสนารวมถึงวังต่างๆ อย่างต่อเนื่องพร้อมกับนำเรื่องราวมาเผยแพร่บน Facebook อยู่เป็นระยะๆ

เวลานึกถึงพระพุทธรูปภายในโบสถ์วิหาร เราจะนึกถึงพระประธานองค์ใหญ่องค์เดียว หรือไม่ก็อาจจะมีพระอันดับตั้งอยู่โดยรอบ มีบ้างที่พระประธาน 2 องค์หันหลังชนกัน หรือพระประธาน 4 องค์หันหลังชนกัน แต่นั่นเทียบไม่ได้เลยกับพระประธานภายในพระอุโบสถของ ‘วัดอัปสรสวรรค์วรวิหาร’ เพราะที่นี่มีพระประธานมากถึง 28 พระองค์

วัดอัปสรสวรรค์ : จากวัดโบราณที่ไม่รู้อายุ สู่วัดงามสมัยพระนั่งเกล้า

วัดอัปสรสวรรค์เป็นวัดโบราณที่ตั้งอยู่ริมคลองด่าน เขตภาษีเจริญ กรุงเทพฯ แต่จะเก่าขนาดไหนไม่มีใครรู้ รู้แต่เพียงคำบอกเล่าที่ว่า คนสร้างวัดนี้คือ จีนอู๋ ชาวจีนที่อาศัยอยู่ในย่านนี้ ซึ่งน่าจะเคยเป็นที่อยู่ของชาวจีนที่ประกอบอาชีพเลี้ยงหมู เพราะปรากฏใน นิราศเมืองเพชร ที่สุนทรภู่บรรยายถึงย่านนี้ว่า

ถึงบางหลวงล่วงล่องเข้าคลองเล็ก 

ล้วนบ้านเจ๊กขายหมูอยู่อักโข

เมียขาวขาวสาวสวยล้วนรวยโป

หัวอกโอ้อายใจมิใช่เล็ก

ต่อมาในแผ่นดินของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 เจ้าจอมน้อย (สุหรานากง) ธิดาของเจ้าพระยาพลเทพ (ฉิม) พระสนมเอกของพระองค์ผู้มีความสามารถในการเล่นเป็นตัวละคร ‘สุหรานากง’ ตัวละครในเรื่อง อิเหนา ได้มาสถาปนาวัดใหม่ทั้งวัด โครงการนี้ได้รับการสานต่อโดยพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 3 เมื่อการปฏิสังขรณ์แล้วเสร็จ พระองค์ได้พระราชทานนามวัดนี้ใหม่ว่า ‘วัดอัปสรสวรรค์ พร้อมกับพระราชทานพระพุทธรูปปางฉันสมอไว้กับวัดนี้ด้วย

วัดอัปสรสวรรค์ : พระเจ้า 28 พระองค์หนึ่งในสยาม

วัดอัปสรสวรรค์วรวิหาร : พระประธาน 28 พระองค์ และพระพุทธรูปปางฉันสมอครองจีวรอย่างจีน

วัดนี้ได้รับการสถาปนา (aka สร้างใหม่) ทั้งวัดในสมัยรัชกาลที่ 3 ดังนั้น งานศิลปกรรมหลักในฝั่งพุทธาวาสของวัดนี้เลยเป็นงานแบบที่เรียกว่า ‘พระราชนิยมรัชกาลที่ 3’ ซึ่งเป็นงานศิลปกรรมที่นิยมในสมัยรัชกาลที่ 3 ได้รับอิทธิพลจากศิลปะจีน ซึ่งเกิดขึ้นครั้งแรกที่วัดราชโอรสาราม แต่หากให้พูดแบบสั้น ๆ พระอุโบสถและพระวิหารของวัดอัปสรสวรรค์เป็นอาคารสไตล์จีนที่ไม่มีช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ แต่ประดับทั้งหมดด้วยปูนปั้นประดับกระเบื้องอย่างจีน เป็นรูปโขดหิน ดอกไม้ สัตว์ และสัญลักษณ์ต่าง ๆ

วัดอัปสรสวรรค์วรวิหาร : พระประธาน 28 พระองค์ และพระพุทธรูปปางฉันสมอครองจีวรอย่างจีน

ทว่าสิ่งที่ถือเป็นไฮไลต์ของวัดอัปสรสวรรค์อยู่ภายในพระอุโบสถของวัด นั่นก็คือพระประธาน 28 องค์ อ่านไม่ผิดครับ 28 องค์จริง ๆ เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัยหน้าตาเหมือน ๆ กันขนาดเท่า ๆ กัน ตั้งบนฐานชุกชีเดียวกัน แต่ตั้งให้ลดหลั่นลงมาเป็นขั้นบันได มีทั้งที่หันไปทางประตูและหันออกไปด้านข้างทั้ง 2 ฝั่ง โดยไม่มีองค์ไหนหันไปทางด้านหลัง

วัดอัปสรสวรรค์วรวิหาร : พระประธาน 28 พระองค์ และพระพุทธรูปปางฉันสมอครองจีวรอย่างจีน

แล้วทำไมถึงต้องเป็น 28 องค์ ตัวเลข 28 เป็นตัวเลขสำคัญ เพราะเป็นตัวเลขจำนวนพระอดีตพุทธเจ้า ซึ่งหลายคนอาจจะนึกในใจว่า พระพุทธเจ้ามีจำนวนมากมายนับไม่ถ้วนดั่งเม็ดทรายในแม่น้ำคงคาไม่ใช่หรือ ใช่ครับ แต่จะมีอยู่ 28 องค์ที่ถูกพูดถึงเป็นพิเศษ ซึ่งจริง ๆ แล้วตัวเลข 28 นี้มาจากสูตร 24 + 3 + 1

24 คือ จำนวนพระอดีตพุทธเจ้าที่ได้พบพระพุทธเจ้าศากยมุนีในขณะที่ยังเป็นพระโพธิสัตว์ และมีพุทธพยากรณ์ว่าพระองค์จะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าแน่ ๆ เริ่มด้วยพระพุทธทีปังกรจนถึงพระพุทธเจ้ากัสสปะ

3 คือ จำนวนของพระอดีตพุทธเจ้าที่อยู่ร่วมสารมัณฑกัลป์กับพระพุทธเจ้าทีปังกร ที่ให้พุทธพยากรณ์กับพระพุทธเจ้าศากยมุนี ประกอบด้วย พระพุทธเจ้าตัณหังกร พระพุทธเจ้าเมธังกร และพระพุทธเจ้าสรณังกร

1 คือพระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน คือ พระพุทธเจ้าศากยมุนี หรือพระสมณโคดมนั่นเอง

ความเชื่อเรื่องพระอดีตพุทธเจ้ามีมานานแล้ว ในบ้านเราอย่างน้อยก็มีมาตั้งแต่สมัยสุโขทัย ล้านนารวมถึงอยุธยาในยุคแรก ๆ ด้วย แต่ในสมัยโน้นมาในรูปของจิตรกรรมฝาผนัง เป็นภาพพระพุทธเจ้านั่งเรียงแถวกัน ซึ่งก็มีทั้งที่ตัวเลขจำนวนมีความหมายและแบบที่วาดให้เยอะเข้าไว้ แสดงถึงความเชื่อเรื่องพระพุทธเจ้ามีมากมายมหาศาลนั่นเอง แต่ในสมัยรัชกาลที่ 3 ได้เกิดการแสดงพระอดีตพุทธเจ้าแนวใหม่ ไม่ว่าจะเป็นพระพุทธรูป 28 องค์แบบวัดอัปสรสวรรค์แห่งนี้ หรือเจดีย์ 28 องค์แบบวัดราชคฤห์ 

แล้วในเมื่อพระพุทธรูปทั้ง 28 องค์ที่วัดอัปสรสวรรค์หน้าตาเหมือนกันหมด เราจะแยกพระอดีตพุทธเจ้าแต่ละพระองค์ออกจากกันได้ยังไง ให้ดูที่ฐานครับ ที่ฐานของพระพุทธรูปแต่ละพระองค์มีแผ่นจารึกระบุชื่อพระพุทธเจ้าแต่ละพระองค์เอาไว้แล้ว โดยวิธีการเรียงลำดับนั้น พระพุทธเจ้าตัณหังกรเป็นองค์แรกในชุด 28 พระองค์จะอยู่บนสุด จากนั้นจะเรียงลดหลั่นกันลงมาเรื่อย ๆ ซึ่งที่วัดมีแผนผังแสดงการจัดเรียงเอาไว้แล้วเรียบร้อย

วัดอัปสรสวรรค์วรวิหาร : พระประธาน 28 พระองค์ และพระพุทธรูปปางฉันสมอครองจีวรอย่างจีน
วัดอัปสรสวรรค์วรวิหาร : พระประธาน 28 พระองค์ และพระพุทธรูปปางฉันสมอครองจีวรอย่างจีน

วัดอัปสรสวรรค์ : หอไตรหลังงามกลางน้ำ

มณีอีก 1 เม็ดของวัดอัปสรสวรรค์ที่ควรค่าแก่การชมอย่างยิ่ง ก็คือหอไตรของวัดซึ่งตั้งอยู่เยื้อง ๆ กับพระอุโบสถ จุดเด่นอย่างแรกของหอไตรหลังนี้คือเป็นอาคารไม้สไตล์ไทยประเพณียกพื้นสูงที่ยังรักษารูปแบบดั้งเดิม ไม่ว่าจะเป็นช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ มีคันทวยรับชายคา ผนังอาคารประดับด้วยกระจกสี ซึ่งหาชมได้ยากมากแล้วในยุคปัจจุบัน ด้วยเหตุผลว่าต่อมาเกิดความนิยมหอไตร 2 ชั้นแทน

วัดอัปสรสวรรค์วรวิหาร : พระประธาน 28 พระองค์ และพระพุทธรูปปางฉันสมอครองจีวรอย่างจีน

มากไปกว่านั้น หอไตรนี้ยังตั้งอยู่กลางน้ำ เพื่อป้องกันไม่ให้แมลงต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นมดหรือปลวกเข้าไปกัดกินคัมภีร์หรือพระไตรปิฎกที่เก็บรักษาเอาไว้ใต้ตู้พระธรรมภายในหอไตร ซึ่งเป็นสิ่งที่หอไตรแทบทุกหลังที่สร้างด้วยไม้ร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่เนื่องจากความสำคัญของหอไตรในยุคหลัง ๆ ลดลง สระน้ำหลายสระจึงถูกถม ทำให้หอไตรไม้จำนวนหนึ่งขึ้นมาตั้งบนบกแล้ว

อนึ่ง หอไตรหลังนี้น่าจะสร้างขึ้นพร้อมกับพระอุโบสถ พระวิหารและพระปรางค์ในสมัยรัชกาลที่ 3 ไม่น่าจะสร้างขึ้นในสมัยอยุธยาเหมือนที่บางที่เขียนไว้นะครับ

วัดอัปสรสวรรค์ : พระเจ้าฉันสมอจากลาว?

อย่างที่ผมเล่าไว้ตอนแรกว่า วัดอัปสรสวรรค์แห่งนี้มีหลวงพ่อฉันสมอ พระพุทธรูปสำคัญที่พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวพระราชทานให้ ซึ่งพระพุทธรูปปางนี้ถือเป็นพระพุทธรูปที่หาชมได้ไม่ง่ายนักเพราะเป็นปางที่ไม่ได้นิยมเท่าไหร่ โดยพระพุทธรูปปางฉันสมอเป็นพระพุทธรูปนั่งขัดสมาธิ ครองจีวรอย่างจีนดูแปลกตา พระหัตถ์ขวาวางบนพระชานุ (เข่า) ส่วนพระหัตถ์ซ้ายซึ่งถือผลสมอนั้นจะวางบนพระเพลา (ตัก)

พระพุทธรูปปางนี้สร้างขึ้นตามเหตุการณ์ในพุทธประวัติในสัปดาห์ที่ 7 หลังจากพระพุทธเจ้าตรัสรู้ พระองค์ประทับเสวยวิมุตติสุข (สุขจากการตรัสรู้) ใต้ต้นราชายตนะหรือต้นเกด พระอินทร์ทราบว่าพระพุทธเจ้ายังไม่ได้ฉันอะไรเลยตลอด 7 สัปดาห์นับจากตรัสรู้ จนกระทั่ง 2 พ่อค้าตปุสสะและภัลลิกะถวายพระกระยาหารมื้อแรก พระอินทร์จึงได้นำผลสมอมาถวายให้พระพุทธเจ้าฉันเป็นยา

สิ่งที่น่าสนใจเกี่ยวกับพระพุทธรูปองค์นี้คือ ตามประวัติระบุว่า หลวงพ่อฉันสมอองค์นี้เป็นพระพุทธรูปที่อัญเชิญมาจากเมืองเวียงจันทน์ ปรากฏในหมายรับสั่ง จ.ศ. 1189 (ตรงกับ พ.ศ. 2370 ในสมัยรัชกาลที่ 3) ว่าหลังเสร็จศึกเจ้าอนุวงศ์ มีการอัญเชิญพระพุทธรูปสำคัญจากเวียงจันทน์มาหลายองค์ หลวงพ่อฉันสมอเป็นหนึ่งในนั้น เดิมเคยประดิษฐานอยู่ภายในพระวิหารพระนาก ในวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ก่อนจะอัญเชิญมาไว้ที่วัดนี้ จึงมักถูกเข้าใจผิดว่าเป็นพระพุทธรูปในศิลปะลาวล้านช้าง เพราะอัญเชิญมาจากลาว

วัดอัปสรสวรรค์วรวิหาร : พระประธาน 28 พระองค์ และพระพุทธรูปปางฉันสมอครองจีวรอย่างจีน

แต่ถ้าดูจากพุทธศิลป์ของพระพุทธรูปองค์นี้แล้วกลับแตกต่างกับพระพุทธรูปในศิลปะล้านช้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการครองจีวรอย่างจีน ซึ่งไม่พบมาก่อนในศิลปะล้านช้าง แต่กลับพบในบ้านเรามาตั้งแต่สมัยอยุธยา หรือแม้แต่ในสมัยต้นกรุงก็มีพระคันธารราษฎร์ภายในวัดพระศรีรัตนศาสดารามที่ครองจีวรจีนเช่นกัน ดังนั้น หลวงพ่อฉันสมอองค์นี้จึงน่าจะเป็นพระพุทธรูปศิลปะรัตนโกสินทร์ที่อัญเชิญไปยังนครหลวงเวียงจันทน์ ก่อนจะอัญเชิญกลับมายังกรุงเทพฯ อีกครั้ง

นอกจากนี้ ไม่ได้มีกฎว่าพระพุทธรูปที่อัญเชิญมาจากประเทศลาวต้องเป็นพระพุทธรูปในศิลปะลาวล้านช้างเสมอไป เพราะไม่ว่าจะเป็นพระแก้วมรกต หลวงพ่อแซกคำ หรือพระพุทธรูปอีกหลายองค์ที่อัญเชิญมาจากลาวก็ไม่ใช่พระพุทธรูปศิลปะล้านช้าง ดังนั้น อย่าเพิ่งรีบเชื่อหรือตีความว่าพระพุทธรูปอัญเชิญมาจากที่ไหน จะต้องเป็นพระพุทธรูปจากประเทศนั้นนะ

แต่ ๆๆ หลวงพ่อฉันสมอต่างจากพระเจ้า 28 พระองค์ในพระอุโบสถนะครับ เพราะไม่ได้เข้าชมหรือนมัสการได้ตลอดเวลา ถึงแม้ว่าระหว่างพระอุโบสถและพระวิหารจะมีมณฑปหลวงพ่อฉันสมออยู่ แต่หลวงพ่อฉันสมอองค์นั้นเป็นองค์จำลอง องค์จริงจะอัญเชิญออกมาให้คนกราบไหว้เฉพาะในโอกาสพิเศษเท่านั้น

วัดอัปสรสวรรค์วรวิหาร : พระประธาน 28 พระองค์ และพระพุทธรูปปางฉันสมอครองจีวรอย่างจีน

วัดอัปสรสวรรค์ : มณีที่ซ่อนอยู่ในชุมชนเก่า

ดังนั้น ถึงแม้ว่าวัดอัปสรสวรรค์จะเป็นวัดที่สร้างในสมัยรัชกาลที่ 3 ตามสไตล์พระราชนิยมรัชกาลที่ 3 ซึ่งถ้าว่ากันตามตรงก็ค่อนข้างโหลพอสมควร มีวัดที่คล้าย ๆ กันหลายวัด ทั้งในพระนคร ธนบุรี และต่างจังหวัด แต่ในความคล้ายของวัดรุ่นนี้ ในทุกวัดมักจะมีการออกแบบกิมมิกที่แตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นหน้าบัน พระประธาน จิตรกรรม ฯลฯ ทำให้ถ้าเราดูดี ๆ การดูวัดเหล่านี้จะไม่มีทางจำเจแน่นอน

เกร็ดแถมท้าย

1. วัดอัปสรสวรรค์ตั้งอยู่ค่อนข้างลึก ใครสนใจไปแนะนำให้ใช้รถส่วนตัวครับ แต่ถ้าจะนั่งรถเมล์ก็ได้เหมือนกัน โดยพระอุโบสถที่ประดิษฐานพระเจ้า 28 พระองค์นั้นเปิดทุกวัน แถมยังไปชมวัดใกล้ ๆ ได้อีกหลายวัด ไม่ว่าจะเป็นวัดปากน้ำภาษีเจริญ วัดขุนจันทร์ วัดนางชีโชตนาราม วัดนาคปรก ฯ

2. หากสนใจเรื่องหลวงพ่อฉันสมอ เท่าที่ทราบ ทางวัดอัปสรสวรรค์จะอัญเชิญออกมาช่วงสงกรานต์ของทุกปี แต่ถ้าอยากชมพระพุทธรูปปางฉันสมอองค์อื่น ๆ ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร มีอยู่ในห้องรัตนโกสินทร์ ไปชมได้ หรือถ้าอยากจะไปชมในวัด ก็มีที่วัดนาคกลาง กรุงเทพฯ ครับ

Writer & Photographer

ธนภัทร์ ลิ้มหัสนัยกุล

ต้า วัดไทย เด็กประวัติศาสตร์ศิลปะผู้ดูวัดมาแล้วกว่าพันวัดแม้จะยังไม่ครบทุกจังหวัด ชื่นชอบในความงามของศิลปะทั้งไทยและเทศรวมถึงเรื่องราวของสถานที่นั้นๆ ปัจจุบันยังคงออกเที่ยวชมวัดทุกศาสนารวมถึงวังต่างๆ อย่างต่อเนื่องพร้อมกับนำเรื่องราวมาเผยแพร่บน Facebook อยู่เป็นระยะๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load