หลังจากผ่านตอนแรกไป ผมแนะนำให้รู้จักกับชาดก 3 พระชาติแรก ประกอบด้วย เตมีย์ชาดก มหาชนก และ สุวรรณสามชาดก ไปแล้ว วันนี้เราจะมาต่อกับทศชาติชาดกในลำดับที่ 4 เนมิราชชาดก ลำดับที่ 5 มโหสถชาดก และลำดับที่ 6 ภูริทัตตชาดก แต่ก่อนจะไปต่อ สังเกตไหมครับว่า วิธีการตั้งชื่อชาดกต่างๆ มักเป็นการนำชื่อของพระพุทธเจ้าในพระชาตินั้นๆ มาตั้งแทบทั้งสิ้น สังเกตได้จาก 3 ชาดกแรกที่ผมแนะนำให้รู้จักคราวก่อน ลองสังเกตจากชื่อของชาดกในตอนนี้และตอนต่อไปดูนะครับ

เราจะอารัมภบทกันแต่เพียงเท่านี้ ไปทำความรู้จักกับชาดกทั้ง 3 ชาตินี้กันเลยครับ

‘เนมิราชชาดก’ เป็นชาดกเรื่องที่ 4 และพระโพธิสัตว์ทรงบำเพ็ญอธิษฐานบารมีหรือความตั้งใจ ความมั่นคงแน่วแน่ ในพระชาตินี้ทรงเสวยพระชาติเป็นพระเนมิราช กษัตริย์แห่งเมืองมิถิลา ทรงเป็นกษัตริย์ผู้ทรงธรรม ทั้งบริจาคทาน รักษาพรหมจรรย์ และสั่งสอนให้ข้าราชบริพาร ตลอดจนประชาชนให้อยู่ในศีลธรรมอันดีจนเป็นเลื่องลือในหมู่เทวดา ถึงขนาดที่ต้องไปขอให้พระอินทร์เชิญพระเนมิราชมาเพื่อเทศนาสั่งสอนเทวดาบ้าง พระอินทร์จึงส่งมาตุลีเทพบุตรพร้อมกับเวชยันตร์ราชรถไปรับพระเนมิราชถึงเมืองมิถิลา พระเนมิราชทรงรับเชิญแต่ขอให้ทอดพระเนตรนรกก่อน มาตุลีเทพบุตรก็พาพระเนมิราชไปทอดพระเนตรสัตว์นรกที่ถูกทรมานด้วยวิธีการต่างๆ ก่อนเสด็จไปทอดพระเนตรสวรรค์และทรงแสดงธรรมโปรดพระอินทร์และเทวดาทั้งหลาย หลังจากนั้นจึงเสด็จกลับเมืองมิถิลาและสั่งสอนคนทั้งหลายถึงสิ่งที่พระองค์ทอดพระเนตรที่นรกและสวรรค์ จนผู้คนต่างสรรเสริญพระเนมิราชกันไปทั่ว

และก็เป็นที่แน่นอนครับว่าฉากที่เป็นที่นิยมที่สุดย่อมเป็นฉากการทอดพระเนตรนรกของพระเนมิราช ซึ่งมักจะวาดเป็นพระเนมิราชบนเวชยันตร์ราชรถ มีมาตุลีเทพบุตรขับอยู่ด้านหน้า รายล้อมไปด้วยฉากสัตว์นรกถูกทรมานด้วยวิธีการต่างๆ เช่น ปีนต้นงิ้ว อยู่ในกระทะทองแดง โดนหลาวแทง เป็นต้น 

อีกฉากที่เป็นที่นิยมไม่แพ้กัน ก็คือฉากที่พระเนมีราชเทศนาสั่งสอนพระอินทร์และเทวดาทั้งหลายบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ มักแสดงด้วยภาพสุธรรมเทวสภาพในรูปของปราสาทขนาดใหญ่ที่มีพระเนมิราชอยู่ตรงกลาง รายล้อมด้วยพระอินทร์และเทวดา ทั้งที่นั่งอยู่ในวิมานและกำลังเหาะมา โดยที่ฉากสวรรค์จะอยู่ในส่วนบนของผนังและฉากนรกจะอยู่ข้างล่าง

ตามไปดูฉากสำคัญใน ทศชาติชาดก พระชาติที่ 4 5 6 จากวัดทั่วไทย
วัดบวกครกหลวง จังหวัดเชียงใหม่
ตามไปดูฉากสำคัญใน ทศชาติชาดก พระชาติที่ 4 5 6 จากวัดทั่วไทย
วัดดิสานุการาม กรุงเทพมหานคร
ตามไปดูฉากสำคัญใน ทศชาติชาดก พระชาติที่ 4 5 6 จากวัดทั่วไทย
วัดสุวรรณาราม กรุงเทพมหานคร

ถัดมาคือ ‘มโหสถชาดก’ หนึ่งในชาดกที่มีความยาวมากที่สุดเรื่องหนึ่งในทศชาติชาดก พระโพธิสัตว์ทรงเสวยพระชาติเป็นพระมโหสถ โดยในพระชาติทรงบำเพ็ญปัญญาบารมีหรือความรู้ความเข้าใจในเหตุผลดีชั่ว คุณโทษ พระมโหสถเป็นบุตรของเศรษฐีในเมืองมิถิลา (และนี่ไม่ใช่ครั้งสุดท้ายที่จะเห็นชื่อเมืองมิถิลาในซีรีส์นี้ครับ) 

โดยเหตุที่ได้ชื่อมโหสถนั้นเพราะเมื่อพระองค์เกิดทรงถือแท่งโอสถวิเศษมาด้วย และทรงใช้แท่งโอสถนี้รักษาผู้คน เมื่อเจริญวัยขึ้น ทรงเฉลียวฉลาดมาก แก้ปัญหาใดๆ ก็ตามได้ตั้งแต่อายุ 7 ปีจนเกือบจะได้เป็นราชบัณฑิตในราชสำนักของพระเจ้าวิเทหราช แต่ถูกบัณฑิตในราชสำนักทัดทานไว้ จนต้องมีการพิสูจน์ปัญญาของพระมโหสถอีกหลายต่อหลายครั้ง (บางเรื่องกลายเป็นสำนวนไทย เช่น กิ้งก่าได้ทอง) จนในที่สุดก็ได้เข้ามาเป็นราชบัณฑิตในราชสำนักของพระเจ้าวิเทหราช

ต่อมาพระเจ้าจุลนีพรหมทัตที่มีเกวัฏพราหมณ์เป็นปุโรหิตพร้อมด้วยกองทัพ 101 หัวเมืองได้เข้ามารุกรานเมืองมิถิลา แต่พระมโหสถก็ตอบโต้ได้ทุกครั้ง จนเกวัฏพราหมณ์ต้องท้าให้พระมโหสถมาแสดงปัญญาต่อหน้าผู้คนแต่กลายเป็นเสียหน้าซะเอง จนในที่สุด เกวัฏพราหมณ์ก็ใช้แผนเด็ดให้พระเจ้าจุลนีพรหมทัตยกพระธิดาให้กับพระเจ้าวิเทหราช พระเจ้าวิเทหราชทรงหลงเชื่อ พระมโหสถห้ามก็ไม่ฟังเลยขออาสาให้สร้างพระราชวังไว้รอแล้วแอบขุดอุโมงค์ใต้พระราชวังของพระเจ้าจุลนีพรหมทัตที่ทะลุออกไปนอกเมืองได้ พอพระเจ้าวิเทหราชติดกับ พระมโหสถก็เข้ามาช่วยเหลือจนทั้งหมดหนีออกจากเมืองผ่านอุโมงค์ได้ พร้อมกันนั้นก็ขึ้นไปรับศึกกับพระเจ้าจุลนีพรหมทัต ทรงหลอกล่อให้พระเจ้าจุลนีพรหมทัตและกษัตริย์ทั้ง 101 ลงไปในอุโมงค์ และขู่เหล่ากษัตริย์ที่ถูกขังในอุโมงค์ ก่อนจะใช้ความสามารถทางการทูตอันยอดเยี่ยมทำให้สองกษัตริย์เป็นไมตรีต่อกัน

ความพิเศษอย่างหนึ่งของมโหสถชาดกก็คือ เมื่อเทียบกับทศชาติชาดกเรื่องอื่นๆ มโหสถชาดกมักได้รับความสำคัญอย่างมาก เป็นรองเพียงแค่เวสสันดรชาดกเรื่องเดียว สังเกตได้จากในจิตรกรรมฝาผนังที่มักจะได้ผนังที่ดีกว่าเรื่องอื่น เช่น ผนังฝั่งตรงข้ามพระประธาน หรือได้ถึง 2 ผนังเลยก็มี ในขณะที่เรื่องอื่นได้แค่ผนังเดียวเท่านั้น 

เมื่อมีพื้นที่ผนังมาก จึงมีหลากหลายฉากที่ถูกเลือกมาเขียนบนฝาผนัง หนึ่งในฉากที่พบได้บ่อยที่สุด คือฉากพระมโหสถห้ามทัพของพระเจ้าจุลนีพรหมทัตและ 101 หัวเมือง วาดเป็นพระมโหสถยืนอยู่บนกำแพง ยกมือห้ามกองทัพที่กำลังบุกเข้ามา โดยที่มีบางส่วนเริ่มเปิดฉากรบกันไปแล้ว 

อีกฉากที่ได้รับความนิยม คือพระมโหสถหลอกล่อเกวัฏพราหมณ์จนเสียหน้า โดยการแสร้งทำแก้วมณีตกให้พราหมณ์หลงกลก้มลงไปเก็บแล้วทรงทำท่ากดพราหมณ์ไว้ เสมือนพราหมณ์ได้ยอมแพ้แก่พระมโหสถไปแล้วก็มีพบอยู่บ้างเช่นกันครับ บางครั้งถึงกับเขียนฉากนี้แทนฉากห้ามทัพเลยก็มี 

นอกจากนี้ ก็มีฉากที่ช่างมักจะเขียนแต่กลับพบไม่บ่อย คือฉากที่พระมโหสถขู่บรรดากษัตริย์ ด้วยการถือกระโดดสูง 18 ศอก (9 เมตร) พร้อมชักพระขรรค์ขึ้นขู่ สาเหตุที่พบไม่บ่อยนั้นเนื่องจากจิตรกรรมฝาผนังมักถูกความชื้นเล่นงาน โดยเฉพาะความชื้นจากใต้ดิน ดังนั้น ส่วนล่างของผนังจึงมักจะชำรุดและฉากนี้ก็ดันชอบไปอยู่ตรงนั้นเสียด้วย และยังมีฉากเบ็ดเตล็ดอื่นๆ เช่น ฉากพระมโหสถพาคนลงอุโมงค์หรือฉากพระเจ้าวิเทหราชหนีจากเมือง ก็มีวาดอยู่บ้างเช่นกันครับ

ตามไปดูฉากสำคัญใน ทศชาติชาดก พระชาติที่ 4 5 6 จากวัดทั่วไทย
วัดไพชยนต์พลเสพย์ จังหวัดสมุทรปราการ
ตามไปดูฉากสำคัญใน ทศชาติชาดก พระชาติที่ 4 5 6 จากวัดทั่วไทย
วัดสุวรรณาราม กรุงเทพมหานคร
ตามไปดูฉากสำคัญใน ทศชาติชาดก พระชาติที่ 4 5 6 จากวัดทั่วไทย
วัดวิเศษไชยชาญ จังหวัดอ่างทอง
ตามไปดูฉากสำคัญใน ทศชาติชาดก พระชาติที่ 4 5 6 จากวัดทั่วไทย
วัดใหญ่อินทาราม จังหวัดชลบุรี

‘ภูริทัตตชาดก’ คือชาดกลำดับที่ 6 และเป็นหนึ่งในสองเรื่องในทศชาติชาดกที่พระโพธิสัตว์ไม่ได้เสวยพระชาติหรือเกิดเป็นคน เพราะท่านเสวยพระชาติเป็นนาคนามพระภูริทัต บารมีที่ทรงบำเพ็ญในพระชาตินี้คือศีลบารมีหรือการบังคับกายและวาจาให้ตั้งอยู่ในความดีงาม พระภูริทัตทรงตั้งพระทัยจะรักษาอุโบสถศีลเพื่อเป็นหนทางไปสู่สวรรค์ จึงเสด็จจากนาคนิภพไปรักษาศีลบนจอมปลวกที่โลกมนุษย์ ต่อมาพราหมณ์เนสารทและบุตรจับพระภูริทัตได้ พระภูริทัตจึงพาไปยังเมืองนาคพร้อมมอบทรัพย์ให้มากมาย พอขากลับจะมอบแก้วสารพัดนึกให้แต่พราหมณ์เนสาทกลับปฏิเสธ เมื่อกลับถึงบ้านจึงถูกภรรยาด่า

ต่อมาแก้วสารพัดนึกตกไปอยู่ในมือของพราหมณ์อาลัมพายน์ พราหมณ์เนสารทอยากได้จึงขอแลกแก้วมณีกับการบอกที่อยู่พระภูริทัต ทำให้พระภูริทัตถูกพราหมณ์อาลัมพายน์จับไปเล่นละครงูตามเมืองต่างๆ จนได้ไปแสดงหน้าพระพักตร์พระเจ้าสาครพรหมทัต กษัตริย์แห่งเมืองพาราณสี ผู้มีศักดิ์เป็นพระมาตุลา (ลุง) พญานาคสุทัศน์ พี่ชายของพระภูริทัตจึงได้มาช่วยปราบพราหมณ์อาลัมพายน์ และพาพระภูริทัตกลับนาคพิภพ ท่านจึงไปรักษาศีลจนเมื่อสิ้นอายุขัยก็ได้ขึ้นสวรรค์

และฉากที่ถือเป็นฉากสำคัญที่พบเป็นประจำบนจิตรกรรมฝาผนัง ก็คือฉากที่พราหมร์อาลัมพายน์จับพระภูริทัตบนจอมปลวก ซึ่งมักจะมีฉากที่นางนาค (ซึ่งไม่เกี่ยวกับพี่มาก) แตกกระเจิงหนีลงน้ำกันจ้าละหวั่นอยู่ใกล้ๆ ด้วย แต่จะไม่มีก็ไม่เป็นปัญหา เพราะฉากสำคัญคือการที่พระภูริทัตถูกจับ ไม่ใช่นางนาคหนีลงน้ำ นอกจากฉากนี้ก็จะมีบางวัดที่เขียนฉากอื่น เช่น ฉากที่พราหมณ์อาลัมพายน์พาพระภูริทัตไปโชว์ตัวต่อหน้าพระพักตร์กษัตริย์แห่งพาราณสี หรือฉากที่พญาครุฑมอบอาลัมพายน์มนต์ให้กับฤๅษี ซึ่งต่อมาจะสอนมนต์นี้ให้กับฤๅษีอีกตนหนึ่ง ซึ่งต่อมาจะเรียกตัวเองว่าพราหมณ์อาลัมพายน์ตามชื่อวิชาที่ไปเรียนมาครับ

ตามไปดูฉากสำคัญใน ทศชาติชาดก พระชาติที่ 4 5 6 จากวัดทั่วไทย
วัดสุวรรณาราม กรุงเทพมหานคร
ตามไปดูฉากสำคัญใน ทศชาติชาดก พระชาติที่ 4 5 6 จากวัดทั่วไทย
วัดไพชยนต์พลเสพย์ จังหวัดสมุทรปราการ
ตามไปดูฉากสำคัญใน ทศชาติชาดก พระชาติที่ 4 5 6 จากวัดทั่วไทย
วัดใหญ่อินทาราม จังหวัดชลบุรี
ตามไปดูฉากสำคัญใน ทศชาติชาดก พระชาติที่ 4 5 6 จากวัดทั่วไทย
วัดบางยี่ขัน กรุงเทพมหานคร

และก็จบไปอีกหนึ่งตอนกับชาดกในลำดับที่ 4 5 และ 6 ยังเหลืออีก 4 พระชาติครับผม ตอนต่อไปเราจะไปทำความรู้จักกับชาดกในลำดับที่ 7 จันทกุมารชาดก ลำดับที่ 8 นารทชาดก และลำดับที่ 9 วิธุรชาดก โดยจะขอเก็บเวสสันดรชาดกเอาไว้เป็นลำดับสุดท้ายครับผม อย่าลืมติดตามอ่านกันแบบต่อเนื่องเลยนะครับ

กร็ดแถมท้าย

  1. สำหรับใครที่ไม่อยากอ่านชาดกต่างๆ ผ่านตัวหนังสือ ใน YouTube มีเวอร์ชันการ์ตูนหรือแบบเสียงในอินเทอร์เน็ต แต่ถ้าใครอยากดูเป็นละคร มโหสถชาดกเคยดัดแปลงเป็นละครโดยบริษัท สามเศียร จำกัด เมื่อ พ.ศ. 2538 นำแสดงโดย หนึ่ง-มาฬิศร์ เชยโสภณ และ เงาะ-กชกร นิมากรณ์ ความยาว 28 ตอนจบ ใครสนใจสามารถไปดูได้ที่ YouTube SAMSEARN OFFICIAL ครับผม
  2. แต่ถ้ายังอยากอ่านเวอร์ชันหนังสือพร้อมภาพประกอบ ผมก็ยังขอแนะนำหนังสือ 3 เล่มเดิมครับ ความเข้าใจในจิตรกรรมไทยประเพณี ของ เนื้ออ่อน ขรัวทองเขียว หนังสือชุดทศชาติกับจิตรกรรมฝาผนัง ของ นิดดา หงส์วิวัฒน์ แล่วก็หนังสือชุด ท่องทศชาติผ่านจิตกรรรม ของ อู่ทอง ประศาสน์วินิจฉัย
  3. และสำหรับใครที่เพิ่งมาอ่านบทความนี้หรือลืมชาดก 3 เรื่องแรกที่ผมนำเสนอไปในตอนก่อน สามารถไปตามอ่านย้อนหลังได้ใน The Cloud เลยครับผม

Writer & Photographer

ธนภัทร์ ลิ้มหัสนัยกุล

ต้า วัดไทย เด็กประวัติศาสตร์ศิลปะผู้ดูวัดมาแล้วกว่าพันวัดแม้จะยังไม่ครบทุกจังหวัด ชื่นชอบในความงามของศิลปะทั้งไทยและเทศรวมถึงเรื่องราวของสถานที่นั้นๆ ปัจจุบันยังคงออกเที่ยวชมวัดทุกศาสนารวมถึงวังต่างๆ อย่างต่อเนื่องพร้อมกับนำเรื่องราวมาเผยแพร่บน Facebook อยู่เป็นระยะๆ

The Cloud x สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa)

ก่อนจะเล่าเรื่องราวในความทรงจำเรื่องหนึ่งให้ฟัง ต้องขอเกริ่นก่อนเล็กน้อยว่า ที่ทุกท่านจะได้อ่านต่อไปนี้ ต้า-ธนภัทร์ ลิ้มหัสนัยกุล ไม่ได้เป็นคนเขียนนะครับ เนื่องในโอกาสพิเศษ ผม คุณพ่อของต้า เจ้าของคอลัมน์อารามบอย จะขอเป็นคนเล่าเรื่องเอง แต่ไม่ต้องห่วง เรื่องราวในครั้งนี้ก็ยังคงเกี่ยวข้องกับวัดเหมือนเช่นเคย

พ่อ ‘อารามบอย’ ยึดคอลัมน์ พาเที่ยววัดพระธาตุลำปางหลวง ชมพระธาตุเจดีย์สำคัญของล้านนา

ผมกับครอบครัวเที่ยววัดด้วยกันมากว่า 20 ปีแล้ว ในช่วงเวลานี้ก็ไปวัดมาแล้วแทบทุกแบบ ทั้งวัดร้าง วัดเก่า วัดใหม่ วัดที่ไปครั้งเดียวแล้วไม่ได้ไปอีก และวัดที่ไปแล้วก็ยังได้ไป จนถึงตอนนี้น่าจะไปมาเกิน 100 วัดไปนานแล้ว แต่ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ปี แต่วัดแห่งหนึ่งก็ยังคงอยู่ในความทรงจำเสมอมา แม้เวลาจะผ่านไปแค่ไหนก็ตาม และวัดนั้นก็คือ วัดพระธาตุลำปางหลวง จังหวัดลำปาง

รักแรกที่วัดพระธาตุลำปางหลวง

พ่อ ‘อารามบอย’ ยึดคอลัมน์ พาเที่ยววัดพระธาตุลำปางหลวง ชมพระธาตุเจดีย์สำคัญของล้านนา

ผมไปวัดพระธาตุลำปางหลวงครั้งแรกเมื่อประมาณ 20 ปีก่อน ปีนั้นเป็นครั้งแรกที่ไปเที่ยวกับครอบครัวในช่วงเทศกาลตรุษจีน ครั้งนั้นไป 3 จังหวัด คือ กำแพงเพชร ตาก และลำปาง พอไปถึงก็เอารถไปจอดอยู่ด้านล่างใกล้ ๆ ทางขึ้น พอลงรถไปก็เจอพวกแม่หมออยู่ริมถนนเลย ดูดวงบ้าง ขายของบูชาพระธาตุบ้าง ลูกชายผมตอนนั้นก็ได้กระดาษเขียนเรื่องพระธาตุประจำปีเกิดมาด้วย

พอเดินขึ้นบันได ผ่านประตูโขงไป ถึงจะเห็นวิหารหลวงก่อน แต่ไปสะดุดตากับลานทราย เพราะลานทรายในสมัยนั้นครอบคลุมพื้นที่ข้างบนแทบทั้งหมด มองไปตรงไหนก็เป็นทราย เวลาเดินบนพื้นทรายแล้วนุ่ม เดินด้วยเท้าเปล่าได้เลยไม่ร้อน เพราะถึงผิวหน้าจะร้อน แต่ย่ำลงไปแล้วข้างล่างเย็น และที่สะดุดตาที่สุดก็คือองค์พระธาตุลำปางหลวง พระธาตุองค์ไม่ใหญ่ แต่โดดเด่นเหลือเกินแม้จะมีอาคารอื่นอยู่โดยรอบ แถมสัดส่วนขององค์พระธาตุก็สวยมาก กลายเป็นความประทับใจตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้เห็น

พ่อ ‘อารามบอย’ ยึดคอลัมน์ พาเที่ยววัดพระธาตุลำปางหลวง ชมพระธาตุเจดีย์สำคัญของล้านนา

นอกจากพระธาตุลำปางหลวงแล้ว วิหารแต่ละหลังที่อยู่รอบพระธาตุก็สวยงาม มีเอกลักษณ์ วิหารหลวงมีพระเจ้าล้านทองอยู่ภายในกู่ พระเจ้าดูแปลกตา ไม่เคยเห็นมาก่อน มีวิหารน้ำแต้ม วิหารหลังเล็กที่มีจิตรกรรมอยู่ซ้ายขวา ข้างหลังมีต้นโพธิ์สีทองอยู่ แล้วก็มีวิหารพระพุทธ วิหารทึบหลังเดียวที่อยู่ข้างบน ข้างในพระพุทธรูปองค์ใหญ่และมีลายคำอยู่ตามเสา

พอดูโดยรอบพระธาตุเสร็จก็เดินทะลุไปข้างหลัง ไปที่พิพิธภัณฑ์ของวัดเพื่อไปกราบพระแก้วดอนเต้า พระพุทธรูปสำคัญของวัดที่ตั้งอยู่ในตู้ สมัยนั้นพิพิธภัณฑ์ยังดูรก ๆ มีข้าวของและพระพุทธรูปตั้งอยู่เต็มไปหมด

พ่อ ‘อารามบอย’ ยึดคอลัมน์ พาเที่ยววัดพระธาตุลำปางหลวง ชมพระธาตุเจดีย์สำคัญของล้านนา

เมื่อความเปลี่ยนแปลงมาเยือน

พ่อ ‘อารามบอย’ ยึดคอลัมน์ พาเที่ยววัดพระธาตุลำปางหลวง ชมพระธาตุเจดีย์สำคัญของล้านนา

หลังจากนั้น เวลาไปเที่ยวเหนือกับครอบครัว ทุกครั้งที่ผ่านลำปางก็จะต้องแวะวัดพระธาตุลำปางหลวงทุกครั้ง อย่างน้อยก็ขึ้นไปกราบพระนมัสการพระพุทธรูป และทุกครั้งที่ไปก็จะเห็นความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับวัด จากเมื่อก่อนเคยจอดด้านหน้าได้ ก็ต้องขยับไปจอดที่ลานจอดรถ ด้านหน้าที่เคยมีบรรดาแม่หมอดูดวงก็หายไปหมดกลายเป็นสวน ด้านข้างที่เคยมีตลาดก็หายไป บรรดาร้านค้าไปอยู่แถวลานจอดรถแทน

พ่อ ‘อารามบอย’ ยึดคอลัมน์ พาเที่ยววัดพระธาตุลำปางหลวง ชมพระธาตุเจดีย์สำคัญของล้านนา

พอขึ้นไปข้างบน บรรยากาศข้างบนก็เปลี่ยน เริ่มมีอาคาร มีเต็นท์เพิ่มเติมขึ้น แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปมากที่สุดก็คือลานทราย จากครั้งแรกที่มามีลานทรายอยู่เต็มไปหมด เริ่มมีการเอากระเบื้องมาปูแทนที่ทราย แม้แต่รอบพระธาตุก็มีจากที่ครั้งแรกไม่มี แล้วต้องเดินไปด้วยเท้าเปล่า ร้อนเท้ามาก เดินได้ไม่นานก็ต้องรีบใส่รองเท้าไม่ก็เข้าไปในร่ม ตอนหลังดีหน่อยที่เขาเอาออกไปเยอะแต่ก็ยังไม่หมด ยังเหลือบริเวณรอบองค์พระธาตุอยู่ดี

ผู้คนหรือกิจกรรมรอบ ๆ ก็มีทั้งที่เพิ่มขึ้นและหายไป จำได้ว่าครั้งแรกจะมีการถวายรูปปั้นวัว เพราะพระธาตุลำปางหลวงเป็นพระธาตุประจำปีฉลู สมัยก่อนตามพระธาตุประจำปีเกิดจะมีการถวายรูปสัตว์ประจำปีเกิดแทบทุกที่ แต่ไปครั้งหลัง ๆ ก็ไม่เห็นแล้ว และไม่ใช่แค่ที่นี่ รวมถึงพระธาตุประจำปีเกิดองค์อื่น ๆ ด้วย

จริงอยู่ที่ความเปลี่ยนแปลงนำพาความสวยงาม ความเป็นระเบียบ ความสะดวกสบาย เข้ามา แต่บรรยากาศหลาย ๆ อย่างก็พลอยเปลี่ยนไปด้วย ส่วนตัวรู้สึกเสียดาย เพราะยังรู้สึกประทับใจวัดพระธาตุลำปางหลวงที่ได้สัมผัสในครั้งแรกมากที่สุด ชอบความโล่งของพื้นที่ที่ทำให้เห็นวัด เห็นพระธาตุได้ชัดเจน รวมถึงวิถีแบบเก่า ๆ บรรยากาศเดิม ๆ ยังอยู่ในความทรงจำไม่เสื่อมคลาย จนยังแอบคิดอยู่บ่อย ๆ ว่า อยากให้กลับไปเหมือนเดิม เหมือนครั้งแรกที่มา

ไปหลายครั้ง ได้หลายสิ่ง

ถึงวัดจะเปลี่ยนไปแค่ไหน แต่ความประทับใจที่มีต่อพระธาตุลำปางหลวงก็ไม่เคยเปลี่ยน ถ้าใครมาถามว่าชอบเจดีย์องค์ไหนมากที่สุด ผมก็คงตอบพระธาตุลำปางหลวงอยู่ดี แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือมุมมองหรือรายละเอียดต่าง ๆ ที่ได้รู้ได้เห็นมากขึ้น

อย่างพระธาตุกลับหัว ซึ่งถือเป็นไฮไลต์ของวัดพระธาตุลำปางหลวงที่ทุกคนต้องไปดูกัน ผมเพิ่งจะได้ดูตอนไปครั้งที่ 3 โน่น เพราะครั้งแรกไม่รู้ รู้แต่ที่วัดพระธาตุจอมปิงมีพระธาตุกลับหัว เลยได้ไปดูที่นั่น พอกลับไปรอบที่ 3 ก็เลยไปดู อยู่ในหอพระพุทธบาทเยื้อง ๆ กับพระธาตุ แต่ผู้หญิงขึ้นไม่ได้ ผู้ชายขึ้นได้อย่างเดียว ครั้งนั้นเลยขึ้นไปดูกับลูกชาย แต่ส่วนตัวไปดูแล้วเฉย ๆ คือพระธาตุกลับหัวก็สวย แต่ถ้าจะดูพระธาตุ รู้สึกว่าดูของจริงสวยกว่า

พ่อ ‘อารามบอย’ ยึดคอลัมน์ พาเที่ยววัดพระธาตุลำปางหลวง ชมพระธาตุเจดีย์สำคัญของล้านนา
พ่อ ‘อารามบอย’ ยึดคอลัมน์ พาเที่ยววัดพระธาตุลำปางหลวง ชมพระธาตุเจดีย์สำคัญของล้านนา

พอลูกชายเรียนที่คณะโบราณคดี เวลามาดูวัดพระธาตุลำปางหลวงก็สนุกมากขึ้น เพราะผมก็เข้าใจในศิลปะมากขึ้น ทั้งรูปแบบของเจดีย์ กู่พระเจ้าล้านทอง เริ่มรู้ว่าสิ่งนั้นสิ่งนี้เรียกว่าอะไร เริ่มดูจิตรกรรมฝาผนังที่อยู่ที่วิหารหลวงกับวิหารน้ำแต้มออก เวลาไปทีไรก็ได้ความรู้ แล้วก็ได้ถาม ได้คุย ได้แลกเปลี่ยนความรู้และมุมมองกับลูกชายด้วย จากที่ครั้งแรกมาแค่ชื่นชมความงามของพระธาตุและสิ่งต่าง ๆ ในวัดอย่างเดียว

พ่อของ ‘อารามบอย’ ขอยึดคอลัมน์ชั่วคราว พาเที่ยววัดพระธาตุลำปางหลวง วัดสำคัญของลำปางที่อยู่ในใจมากว่า 20 ปี
พ่อของ ‘อารามบอย’ ขอยึดคอลัมน์ชั่วคราว พาเที่ยววัดพระธาตุลำปางหลวง วัดสำคัญของลำปางที่อยู่ในใจมากว่า 20 ปี

แล้วยิ่งพอรู้มากขึ้น ก็กลายเป็นยิ่งเพิ่มความประทับใจในองค์พระธาตุลำปางหลวงมากขึ้นอีก ทั้งรูปทรงที่ไม่เหมือนใคร เมื่อเทียบกับพระธาตุองค์สำคัญ ๆ หลายองค์ทางภาคเหนือ เช่น พระธาตุดอยสุเทพ พระธาตุหริภุญชัย ทั้งสัดส่วนของพระธาตุที่ดูกี่ครั้งก็รู้สึกว่าลงตัวเหลือเกิน กลายเป็นยิ่งชื่นชอบในองค์พระธาตุ และชื่นชมคนที่ออกแบบพระธาตุไปพร้อม ๆ กัน

พ่อของ ‘อารามบอย’ ขอยึดคอลัมน์ชั่วคราว พาเที่ยววัดพระธาตุลำปางหลวง วัดสำคัญของลำปางที่อยู่ในใจมากว่า 20 ปี
พ่อของ ‘อารามบอย’ ขอยึดคอลัมน์ชั่วคราว พาเที่ยววัดพระธาตุลำปางหลวง วัดสำคัญของลำปางที่อยู่ในใจมากว่า 20 ปี

คำขอต่อองค์พระธาตุ

อาจจะส่วนตัวสักหน่อย แต่ในใจก็ยังอยากให้วัดพระธาตุลำปางหลวงเก็บรักษาสิ่งต่าง ๆ เอาไว้ให้ดี ตรงไหนผุ ตรงไหนพัง ก็ต้องซ่อมแซม แต่ต้องซ่อมให้ดี ให้คงสภาพเดิม ไม่ใช่สักแต่ว่าซ่อม แต่ผิดเพี้ยนผิดแผกไปจากเดิม แบบนั้นก็ไม่ดี 

และถ้าเป็นไปได้ อยากเห็นลานทรายแบบครั้งแรกที่ผมเห็น อยากให้เอากระเบื้องออกจากบริเวณรอบพระธาตุ เวลาไปนมัสการพระธาตุจะได้เดินบนพื้นทราย แล้วก็อยากให้คนลำปางรักษาความเป็นตัวเองเอาไว้ เพราะผมชอบอัธยาศัยของคนลำปาง พวกเขาเป็นคนที่พร้อมต้อนรับ พร้อมให้ความช่วยเหลือผู้มาเยือน อีกอย่างก็อย่าให้พุทธพาณิชย์เข้ามาแทรกซึมมากจนเกินพอดี ไม่ได้บอกว่าห้ามมี แต่ควรมีอย่างพอดี

ทั้งหมดนี้เป็นมุมมองส่วนตัวของผม เป็นความทรงจำของผมที่มีต่อวัดพระธาตุลำปางหลวงที่ผมเอามาแบ่งปัน ผมไม่ได้บอกให้คุณคิดเหมือนผม รู้สึกเหมือนผม เพราะทุกคนมีความประทับใจ มีความชื่นชอบ มีรสนิยมต่างกันอยู่แล้ว แต่ที่จะฝากก็คือ อยากให้ทุกคนช่วยกันเก็บรักษาสิ่งดี ๆ เอาไว้ บ้านเรามีสิ่งที่ดี สิ่งที่งามเยอะแยะ อยากให้ช่วยกันคนละไม้คนละมือ เก็บรักษาของเหล่านี้ไว้ เพราะถ้าวันใดวันหนึ่งที่สิ่งนั้นหายไป เราจะได้ไม่มาเสียดายทีหลัง เพราะบางสิ่งเปลี่ยนแล้วเอากลับมาได้ แต่บางสิ่งเปลี่ยนแล้วเปลี่ยนไปเลย

เกร็ดแถมท้าย

  1. วัดพระธาตุลำปางหลวงเป็นหนึ่งในพระธาตุเจดีย์สำคัญของจังหวัดลำปางและดินแดนล้านนา สังเกตได้จากการมีเวียงพระธาตุ ซึ่งเป็นธรรมเนียมที่พบร่วมกับพระธาตุสำคัญองค์อื่น ๆ ในล้านนา
  2. การเดินทางมายังวัดพระธาตุลำปางมีทั้งใช้รถส่วนตัว หรือจะเหมารถจากในตัวเมืองลำปางมาก็ได้ หรือหากอยากลองขนส่งสาธารณะ สามารถนั่งรถสองแถวสายเกาะคา-ลำปางได้
  3. หรือถ้าใครสนใจเรื่องเงาพระธาตุ ที่จังหวัดลำปางยังมีอีกหลายวัดที่มีเงาพระธาตุเช่นกัน เช่น วัดพระธาตุจอมปิง วัดพระธาตุดอยน้อย วัดอักโขชัยคีรี รวมถึงวัดประตูป่อง หรือวัดผาแดงหลวงก็มีเช่นกัน
  4. นอกจากวัดพระธาตุลำปางแล้ว ในตัวเมืองยังมีพระธาตุสำคัญอีกหลายองค์ ทั้งวัดพระแก้วดอนเต้า วัดพระธาตุเสด็จ รวมถึงยังมีวัดสำคัญในตัวเมืองอีกหลายวัดที่น่าไปชม ใครที่ยังไม่เคยไป แนะนำให้ลองไปดูสักครั้งครับ

The Cloud Golden Week คือแคมเปญสนุก ๆ ที่ทีมงานก้อนเมฆขอประกาศลาพักร้อน 1 สัปดาห์ เนื่องในโอกาสฉลอง The Cloud ครบ 5 ปี เราเลยเปิดรับวัยอิสระ อายุ 50 ปีขึ้นไป ทั้งนักเขียน ช่างภาพ และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ เข้ามาประจำการแทนใน The Cloud Golden Week ขอเรียกว่าเป็นการรวมพลังวัยอิสระมา ‘เล่าเรื่อง’ ในฉบับของตนเองผ่านสื่อดิจิทัลบนก้อนเมฆ เพราะเราเชื่อว่า ‘ประสบการณ์’ ของวัยอิสระคือเรื่องราวอันมีค่า เราเชื่อในศักยภาพของมนุษย์ อายุที่เพิ่มขึ้นเป็นเพียงตัวเลข ไม่ใช่ข้อจำกัดของการเรียนรู้

แคมเปญนี้เราร่วมกับ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) เพื่อส่งต่อแรงบันดาลใจให้วัยอิสระกล้ากระโจนเข้าหาประสบการณ์ใหม่ ๆ ออกมาพูดคุยกับเพื่อนวัยเดียวกัน พร้อมแบ่งปันเรื่องราวอันเปี่ยมด้วยคุณค่า เพื่อเติมฟืนไฟให้กาย-ใจสดใสร่าเริง

นี่เป็นครั้งแรกที่ทีมงาน The Cloud มีสมาชิกอายุรวมกันมากกว่า 1,300 ปี!

Writer

พรชัย ลิ้มหัสนัยกุล

พ่อค้าและนักเดินทางผู้สนใจประวัติศาสตร์ศิลปะและการพูดคุยแลกเปลี่ยนกับผู้คน

Photographers

พรชัย ลิ้มหัสนัยกุล

พ่อค้าและนักเดินทางผู้สนใจประวัติศาสตร์ศิลปะและการพูดคุยแลกเปลี่ยนกับผู้คน

ธนภัทร์ ลิ้มหัสนัยกุล

ต้า วัดไทย เด็กประวัติศาสตร์ศิลปะผู้ดูวัดมาแล้วกว่าพันวัดแม้จะยังไม่ครบทุกจังหวัด ชื่นชอบในความงามของศิลปะทั้งไทยและเทศรวมถึงเรื่องราวของสถานที่นั้นๆ ปัจจุบันยังคงออกเที่ยวชมวัดทุกศาสนารวมถึงวังต่างๆ อย่างต่อเนื่องพร้อมกับนำเรื่องราวมาเผยแพร่บน Facebook อยู่เป็นระยะๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load