นิชดา แปลว่า ผู้หญิงที่เป็นตัวของตัวเอง 

นิชดาธานี ก็หมายความเช่นเดียวกัน-มีตัวตนไม่เหมือนใคร

แม้ไม่ใช่หมู่บ้านใหม่ แต่ด้วยแนวคิดของ ‘นิชดาธานี’ โครงการอสังหาริมทรัพย์อายุเกิน 30 ปีแห่งนี้ถือว่ายังล้ำสมัยอยู่มาก 

ทั้งการเป็นโครงการแรกๆ ในไทยที่สร้างเมืองขนาดย่อมเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของลูกบ้าน ถ้าพูดอย่างภาษาปัจจุบันก็คือ มีคอมมูนิตี้ของตัวเองจากการไปเห็นชุมชนในต่างประเทศที่จัดสรรอย่างเป็นระเบียบ ไม่แออัด และที่อยู่อาศัยรอบๆ มหาวิทยาลัยก็แสนสะดวก สังคมแวดล้อมที่นี่จึงมีทั้งเพื่อนบ้านหลากหลายเชื้อชาติ มีโรงเรียนนานาชาติถึง 2 แห่ง มีซูเปอร์มาร์เก็ต ร้านอาหาร บริการด้านสุขภาพ พื้นที่สีเขียวขนาดมหึมา พร้อม Facility ครบถ้วน โดยไม่ต้องออกไปจากหมู่บ้านเลย และได้รับรางวัลสาขา Best Lifestyle Developer (Housing) จาก Dot Property Southeast Asia Awards 2020 ด้วย

นิชดาธานี หมู่บ้านอายุ 30 ปีที่แบ่ง 30% เป็นพื้นที่สีเขียวและสร้างคอมมูนิตี้ในโครงการก่อนใคร

นอกจากนั้นยังมีเรื่องนวัตกรรมการก่อสร้างที่มาก่อนกาล อย่างอิฐรับน้ำหนักและยึดเกาะกันเองเพื่อความแข็งแรง (Nichada Locked Stone) ทำให้ตัวบ้านไร้เสา และในขณะเดียวกันก็ไม่หยุดคิดเรื่องสิ่งแวดล้อมอันเกี่ยวเนื่องกับเมือง ซึ่งเริ่มได้จากบ้าน

คอลัมน์หมู่บ้านเยือนปากเกร็ด นัดหมาย คุณนิชดา แจ้งเร็ว ผู้บริหารกลุ่มบริษัทนิชดาธานี ฟังเธอเล่าเรื่องราวตั้งแต่เสาเข็มแรก ในวันที่เริ่มต้นจากที่ดิน 80 ไร่ และบ่อดินขนาด 125 ไร่ จนวันนี้กลายเป็นอาณาจักร 1,000 ไร่ที่ขอเข้าห้องลองชุด แต่งเนื้อตัวใหม่ ด้วยการชวน Sretsis แบรนด์แฟชั่นแห่งยุคมาออกแบบบ้านตัวอย่าง ให้สาววัยแกร่งเป็นสาวหวานซ่อนเปรี้ยวขึ้นและยังคงสวยสุขภาพดี ในสังคมคุณภาพที่เจ้าตัวเลือกอย่างพิถีพิถัน

คุณนิชดา แจ้งเร็ว ผู้บริหารกลุ่มบริษัทนิชดาธานี

สังคมนานาชาติ

“Planned Gated International Community คือคอนเซปต์ที่คุณพ่อคุณแม่คิดไว้ตั้งแต่เริ่มโครงการ ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจมาจาก Suburban Gated Community ที่พบเห็นมากมายในชานเมืองประเทศสหรัฐอเมริกา” นิชดา ทายาทเจ้าของชื่อโครงการเริ่มต้นเล่า

หากย้อนไปช่วงกลางศตวรรษที่ 19 Gated Community (ชุมชนล้อมรั้ว) เป็นลักษณะการสร้างที่อยู่อาศัยของสมาคมคนชั้นสูงในคลับ ก่อนแพร่หลายกลายเป็นไอเดียการสร้างบ้านจัดสรรในศตวรรษที่ 20 เรื่อยมา ลักษณะของ Gated Community คือบ้านเรือนสร้างในพื้นที่ของตัวเองอย่างเป็นระเบียบ มีอาณาบริเวณ มีรั้วรอบขอบชิดทั้งในและนอกโครงการ แต่ไม่แออัดจนเกินไป ห้อมล้อมด้วยพื้นที่สีเขียวพร้อมสิ่งอำนวยความสะดวก และมีมาตรการรักษาความปลอดภัยขั้นสูง 

เมื่อท่านทั้งสองมีโอกาสได้ไปศึกษาต่อระดับปริญญาโทที่ต่างประเทศ จึงนำแนวความคิดนี้กลับมาสร้างโครงการนิชดาธานี และยังหยิบสังคมแวดล้อมจาก Campus Town ของมหาวิทยาลัยกลุ่ม Ivy League ที่มีที่พักอาศัยอยู่โดยรอบสถานศึกษา มาสร้างสังคมนานาชาติให้เกิดขึ้นบ้าง 

เนื่องจากแบ่งโครงการสำหรับชาวต่างชาติทั้งเช่าและซื้อขาด จึงมีโรงเรียนนานาชาติไว้ในโครงการถึง 2 แห่ง หนึ่งในนั้นคือ International School Bangkok (ISB) โรงเรียนนานาชาติแห่งแรกของไทย ซึ่ง 70 ปีที่แล้วเคยเปิดการเรียนการสอนในสถานทูตสหรัฐอเมริกา ก่อนย้ายจากย่านสุขุมวิทมาเมื่อ พ.ศ. 2535

นิชดาธานี หมู่บ้านอายุ 30 ปีที่แบ่ง 30% เป็นพื้นที่สีเขียวและสร้างคอมมูนิตี้ในโครงการก่อนใคร

“คุณพ่อคุณแม่เห็นถึงความสำคัญของการใช้ชีวิต อยากให้คนที่มาอยู่ในหมู่บ้านเรามีคุณภาพชีวิตที่ดี โดยเฉพาะเด็กๆ จะได้ไปโรงเรียนโดยการเดิน ปั่นจักรยาน ลดปัญหารถติดจากการเดินทาง และยังได้ออกกำลังไปในตัว” เธอกล่าว

ด้วยมีพื้นที่สาธารณะอย่างโรงเรียน ร้านอาหาร ซูเปอร์มาเก็ต คลินิก แต่ก็แยกเป็นสัดส่วนจากพื้นที่อยู่อาศัยชัดเจน ไม่รบกวนความเป็นส่วนตัวของลูกบ้าน สำหรับร้านค้า แบ่งเป็นโซน Nichada Club และ Nichada Plaza มีระบบรักษาความปลอดภัยแน่นหนา 

“เรามีระบบ Double Security ตรวจสอบบุคคลภายนอกตั้งแต่ทางเข้าหมู่บ้านผ่านระบบ RFID (Radio Frequency Identification) ทำบัตรผ่านเข้าออก และมีระบบรักษาความปลอดภัยประจำโครงการย่อยอีกชั้นหนึ่ง ร้านค้าและพนักงานก็ต้องทำบัตร RFID ส่วนลูกค้าภายนอกที่มาใช้บริการร้านค้าจะต้องแลกบัตรประชาชนเข้ามากับ RFID Visitor Card”

หมู่บ้านสีเขียว

บนเนื้อที่ 1,000 ไร่ของนิชดาธานี แบ่งเป็นบ้านเดี่ยวและคอนโดมิเนียมกว่า 50 โครงการย่อย ขนาดเริ่มต้นตั้งแต่ 108 ตารางเมตรสำหรับคอนโดมิเนียม จนถึง 850 ตารางเมตรสำหรับบ้านเดี่ยวพร้อมสระว่ายน้ำและสวนขนาดใหญ่

 ส่วนบ่อดินขนาดร้อยกว่าไร่นั้น กลายเป็นทะเลสาบพร้อมพื้นที่ออกกำลังรอบๆ ราว 2.3 กิโลเมตร 

นิชดาธานี หมู่บ้านอายุ 30 ปีที่แบ่ง 30% เป็นพื้นที่สีเขียวและสร้างคอมมูนิตี้ในโครงการก่อนใคร

สิ่งที่ทำให้หมู่บ้านแบบ Gated Community ต่างจากหมู่บ้านอื่นๆ คือการมีสังคมแวดล้อมของตัวเอง ซึ่งครอบคลุมไปถึงพื้นที่สีเขียวในโครงการ ที่นิชดาธานี ราว 30 เปอร์เซ็นต์เป็นที่อยู่อาศัยของต้นไม้น้อยใหญ่นานาชนิด ปอดขนาด 300 ไร่ เกิดขึ้นจากความตั้งใจมอบคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับคนในชุมชนล้อมรั้วแห่งนี้

“คุณภาพอากาศในประเทศไทยนั้นมีปัญหาอย่างมาก ซึ่งไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้น มีมานานแล้ว และมากขึ้นเรื่อยๆ ทุกปี เราใส่ใจถึงเรื่องพื้นที่สีเขียวตั้งแต่เริ่มโครงการ ซึ่งเป็นหนึ่งเหตุผลที่เราไม่เริ่มโครงการจากในเมือง เพราะเราคิดว่าอาจจะไม่ตอบโจทย์ 

“การแบ่งพื้นที่สามสิบเปอร์เซ็นต์ไปให้พื้นที่สีเขียว ในเชิงธุรกิจอาจมองว่าพื้นที่ขนาดนั้นสร้างกำไรอีกมากมาย สำหรับเรามองว่าคุ้มค่า ทั้งในแง่ของคุณภาพอากาศที่ดีกว่า เพื่อให้ผู้พักอาศัยมีสุขภาพที่ดี และทำกิจกรรมกลางแจ้งกับครอบครัว ทุกวันนี้ ภาพชินตาจะเห็นลูกบ้านออกกำลังด้วยการเดิน วิ่ง หรือปั่นจักรยาน ทั้งช่วงเช้าและช่วงเย็น” 

นิชดาธานี หมู่บ้านอายุ 30 ปีที่แบ่ง 30% เป็นพื้นที่สีเขียวและสร้างคอมมูนิตี้ในโครงการก่อนใคร
นิชดาธานี หมู่บ้านอายุ 30 ปีที่แบ่ง 30% เป็นพื้นที่สีเขียวและสร้างคอมมูนิตี้ในโครงการก่อนใคร

เพราะใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อม กลุ่มผู้บริหารโครงการนิชดาธานีไม่หยุดพัฒนาระบบต่างๆ เธอเล่าถึงระบบ Solahart ที่ใช้พลังงานแสงอาทิตย์มาเป็นพลังงานในการผลิตน้ำร้อนในบ้านทุกหลัง ว่าเริ่มใช้ตั้งแต่คนยังไม่ให้ความสนใจระบบ Solar มากเช่นปัจจุบัน

“ตอนนี้เรากำลังศึกษาเรื่อง Solar Rooftop เพื่อจะนำมาใช้ในอนาคต และตัวหมู่บ้านเอง ก็จัดการเรื่องแยกขยะ นำเศษอาหารจากร้านอาหารมาทำปุ๋ยธรรมชาติ เรามีทีม Landscape เฉพาะทางในการอนุบาลต้นไม้และพืชพรรณออแกร์นิก เพื่อนำส่งร้านอาหารและปลูกในโครงการต่างๆ ด้วย”

นอกจากบริเวณโดยรอบ หากเปิดประตูรั้วเข้าสู่บริเวณบ้านที่หลบซ่อนตัวอยู่ใต้ร่มไม้ ก้าวเท้าสู่ด้านในบ้าน จะพบการออกแบบแปลนในลักษณะ Open Floor Plan ให้เจ้าของบ้านดีไซน์สัดส่วนของห้องได้ตามอัธยาศัย มีเอกลักษณ์คือโถงสูงโปร่ง รวมถึงศึกษาการไหลเวียนของทิศทางลมอย่างดี ภายในผนังฝังฉนวนกันความร้อนและกระจกกรองแสงแดดจากหน้าต่าง ทั้งหมดช่วยลดความร้อนในบ้าน เพื่อประหยัดการใช้เครื่องปรับอากาศอีกทาง

หมู่บ้านอายุ 3 ทศวรรษ ที่ตั้งใจสร้างสังคมนานาชาติและชุมชนล้อมรั้วให้ลูกบ้านมีคุณภาพชีวิตที่ดีแบบเมืองนอก

นวัตกรรมอิฐ Locked Stone

ไม่เพียงพาคอนเซปต์สังคมนานาชาติบินข้ามน้ำข้ามทะเลมา ผู้ก่อตั้งยังพกความรักในงานก่อสร้างและการคิดค้นเทคโนโลยีใหม่ๆ ในการทำบ้านกลับมาด้วย อย่าง Nichada Locked Stone คือนวัตกรรมอิฐรับน้ำหนัก ที่มีการล็อกกันของตัวเองเพื่อสร้างความแข็งแรงให้กับผนังอีกชั้น ซึ่งร่วมวิจัยกับทาง AIT (Asian Institute of Technology) ผ่านการทดลองว่าอิฐรับน้ำหนักได้จริง และจดสิทธิบัตรไว้เรียบร้อย

หมู่บ้านอายุ 3 ทศวรรษ ที่ตั้งใจสร้างสังคมนานาชาติและชุมชนล้อมรั้วให้ลูกบ้านมีคุณภาพชีวิตที่ดีแบบเมืองนอก

“ทีมสถาปนิกของเราทำ 3D เรียงอิฐในแบบบ้านจริง เพื่อให้วางอิฐหน้างานได้ถูกต้องและแข็งแรง โครงการที่เก่าแก่สุดของเราอายุประมาณสามสิบปี ตัวบ้านยังไม่มีการแตกร้าว เพราะโครงสร้างบ้านออกแบบอย่างละเอียดตั้งแต่ต้นทางมาเลย ตอนนี้เราทำการทดลองไปเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นระบบ Prefabricated ข้อสำคัญก่อนที่จะตัดสินใจนำมาใช้ ต้องแน่ใจว่าปลอดภัย แข็งแรง และต้องไม่มีข้อผิดพลาดในการทำงาน”

อีกหนึ่งข้อดีของการใช้ผนังรับน้ำหนัก ทำให้บ้านของนิชดาธานีไม่มีเสากวนใจ พื้นที่จึงกว้างขวางเป็นกำไร และไร้ข้อจำกัดในการเปิดพื้นที่หรือกั้นห้องตามที่ตัวเองต้องการ

หมู่บ้านอายุ 3 ทศวรรษ ที่ตั้งใจสร้างสังคมนานาชาติและชุมชนล้อมรั้วให้ลูกบ้านมีคุณภาพชีวิตที่ดีแบบเมืองนอก
หมู่บ้านอายุ 3 ทศวรรษ ที่ตั้งใจสร้างสังคมนานาชาติและชุมชนล้อมรั้วให้ลูกบ้านมีคุณภาพชีวิตที่ดีแบบเมืองนอก

Nichda x Sretsis 

ด้วยเป็นโครงการอสังหาริมทรัพย์อายุ 3 ทศวรรษ การปรับตัวต่อเทรนด์การอยู่อาศัยและความต้องการของลูกบ้านเป็นสิ่งที่พวกเขาไม่มองข้าม 

หมู่บ้านอายุ 3 ทศวรรษ ที่ตั้งใจสร้างสังคมนานาชาติและชุมชนล้อมรั้วให้ลูกบ้านมีคุณภาพชีวิตที่ดีแบบเมืองนอก

ล่าสุด ได้ชักชวน Sretsis แบรนด์แฟชั่นคาแรกเตอร์ชัด นำทีมโดย แอ้ มทินา, อิ๊บ คล้ายเดือน, เอ๋ย-พิมพ์ดาว สุขะหุต มาเนรมิตโครงการ Premier Place III ซึ่งเป็นบ้านที่ผ่านการเช่าพักอาศัยมาแล้ว เพื่อค้นหาความท้าทายใหม่ๆ เปิดมุมมองให้กับบ้าน Open Floor Plan แบบเดิมว่า นอกจากประโยชน์ใช้สอยแล้ว ยังปลดปล่อยอิสระในการตกแต่งตามสไตล์ของตัวเอง โดยหลุดจากกรอบดีไซน์ที่มีให้ไปได้อีกไกล ส่วนในทางธุรกิจก็เป็นการหาวิธี Resale อย่างชาญฉลาด

ความน่าสนุกของโปรเจกต์นี้ อยู่ที่การเลือกแฟชั่นเฮ้าส์วัย 20 ปีซึ่งโด่งดังระดับโลกขนาดสไตลิสของ BLACKPINK ยังหยิบมาให้ 4 สาวสวมใส่อยู่บ่อยๆ มาออกแบบแทนบริษัทอินทิเรีย แรกก้าวเท้าเข้าบ้านจึงเหมือนได้หลุดเข้าไปในห้องลองเสื้อของ Sretsis

ถึงจะถนัดงานดีไซน์เสื้อผ้า แต่งานออกแบบภายในพวกเธอก็ทำได้ดีไม่แพ้กัน ถ้าเคยไปเยี่ยมช็อปทั้งที่เซ็นทรัลเอ็มบาสซีและที่ญี่ปุ่นก็คงจะนึกถึงกลิ่นอายการตกแต่งแนวแฟนตาซีฟุ้งฝันที่ไม่เหมือนใครนี้ออก อีกทั้ง Sretsis Parlour ยังได้ร่วมงานกับ House of Hackney แบรนด์ตกแต่งภายในชื่อดังของประเทศอังกฤษ ส่ง Sretsis Table ซึ่งแบรนด์เครื่องใช้บนโต๊ะอาหารมาการันตีความสามารถด้านการออกแบบอีกแขนง

นิชดาธานี หมู่บ้านอายุ 3 ทศวรรษ ที่ตั้งใจสร้างสังคมนานาชาติและชุมชนล้อมรั้วให้ลูกบ้านมีคุณภาพชีวิตที่ดีแบบเมืองนอก

‘Tropical Magick Villa’  ความหรูหราสไตล์รีสอร์ตเขตร้อนที่เสกด้วยเวทมนตร์แห่งจินตนาการของ Sretsis คือคอนเซปต์ห้องทั้งหมดที่ว่ามาในพื้นที่ใช้สอยขนาด 406 ตารางเมตร บนที่ดินขนาด 116.7 ตารางวา

โถงดับเบิ้ลสเปซวางเปียโนหลังงามไว้ที่มุมห้อง ฉากโดยรอบทาทาบด้วยสีเขียวอบอุ่นของไม้ใบ มีชุดรับแขกสไตล์ทรอปิคัลตั้งอยู่กลางบ้าน ถัดไปเป็นห้องนั่งเล่น ห้องครัว และห้องรับประทานอาหาร ที่มีตุ๊กตาไดโนเสาร์ไซส์ยักษ์รอต้อนรับ ในห้องสีสันสดสวยจากไม้ดอกนานาพรรณบนวอลเปเปอร์ กระเบื้อง และเฟอร์นิเจอร์ชิ้นเก๋

ส่วนชั้นสอง ห้องนอน 3 ห้องพร้อมห้องน้ำในตัวตกแต่งอย่างน่ารัก ด้วยสรรพสิ่งของลวดลายและวัสดุธรรมชาติ ทั้งห้องนอนใหญ่ ห้องนอนสำหรับลูกสาวแสนหวานและลูกชายแสนซน ซึ่งจับคู่สีแบบไม่สนชาร์ต มี Walk-in Closet และทำห้องสปาให้ดูเป็นตัวอย่าง เพื่อตอกย้ำว่าบ้านของคุณเป็นอะไรก็ได้

นิชดาธานี หมู่บ้านอายุ 3 ทศวรรษ ที่ตั้งใจสร้างสังคมนานาชาติและชุมชนล้อมรั้วให้ลูกบ้านมีคุณภาพชีวิตที่ดีแบบเมืองนอก
นิชดาธานี หมู่บ้านอายุ 3 ทศวรรษ ที่ตั้งใจสร้างสังคมนานาชาติและชุมชนล้อมรั้วให้ลูกบ้านมีคุณภาพชีวิตที่ดีแบบเมืองนอก

“บ้านคือที่ที่เขาใช้เวลาอยู่และบ่งบอกถึงตัวตนมากที่สุด ที่ผ่านมาบ้านตัวอย่าง Premier Place III มีการแต่งหลากหลายทั้ง Modern Contemporary เพราะเรามองว่าฟังก์ชันกับดีไซน์ไปด้วยกันได้ เพราะฉะนั้น บ้านสวยอย่างมีเอกลักษณ์ของตัวเองก็สื่อถึงรสนิยมและสุนทรียะของเจ้าของบ้าน ที่สำคัญต้องอยู่แล้วรู้สึกผ่อนคลาย มีความสุขด้วย” ผู้บริหารรุ่นสองกล่าวด้วยน้ำเสียงเชื่อมั่น

นิชดาธานี หมู่บ้านอายุ 3 ทศวรรษ ที่ตั้งใจสร้างสังคมนานาชาติและชุมชนล้อมรั้วให้ลูกบ้านมีคุณภาพชีวิตที่ดีแบบเมืองนอก
นิชดาธานี หมู่บ้านอายุ 3 ทศวรรษ ที่ตั้งใจสร้างสังคมนานาชาติและชุมชนล้อมรั้วให้ลูกบ้านมีคุณภาพชีวิตที่ดีแบบเมืองนอก

มากไปกว่าความท้าทายของนิชดาธานี หรือ Sretsis เองที่ปล่อยของ-กระโดดเข้ามาทำงานออกแบบอินทีเรียให้กับบ้านทั้งหลังเป็นครั้งแรก นี่น่าจะเป็นตัวอย่างของการรีโนเวตบ้านเพื่อเพิ่มคุณค่าและมูลค่าจากสิ่งที่มี โดยนำเสนอข้อดี-จุดเด่นของตัวเองอย่างถูกที่ถูกทาง

Writer

ปาริฉัตร คำวาส

อดีตบรรณาธิการสื่อสังคมและบทความศิลปวัฒนธรรม ผู้เชื่อว่าบ้านคือตัวตนของคนอยู่ เชื่อว่าความเรียบง่ายคือสิ่งซับซ้อนที่สุด และสนใจงานออกแบบเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี (กับเธอ)

หมู่บ้าน

แนวคิดของผู้สร้างที่อยู่อาศัยเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีให้ผู้อยู่

ถ้าคุณครอบครองพื้นที่ใจกลางเมืองสักผืน คุณจะทำอะไรกับที่ดินนั้น 

เราเจอหนึ่งโครงการที่อยู่อาศัยที่น่าสนใจอย่าง ‘สินธร วิลเลจ’ โครงการ Mixed Use บนที่ดิน 42 ไร่ ที่เลือกใช้ที่ดินใจกลางเมืองย่านหลังสวน ใกล้กับสวนลุมพินีผืนนั้น สร้างที่อยู่อาศัยเพียงครึ่งเดียว ส่วนพื้นที่ที่เหลือปรับปรุงเป็นสวนให้กับลูกบ้าน ลูกค้า และเมืองโดยรอบ แถมอาคารที่พักอาศัยและโรงแรมได้รับการรับรองตามมาตรฐาน LEED หรือมาตรฐานอาคารเขียว ซึ่งนั่นถูกคิดเมื่อ 10 ปีก่อน ที่เรื่องสิ่งแวดล้อมยังไม่ได้ถูกให้ความสำคัญ ตระหนัก และพูดถึงเป็นอันดับต้น ๆ ในการพัฒนาที่อยู่อาศัยเช่นทุกวันนี้ 

มากไปกว่านั้น พวกเขาออกแบบแม้กระทั่งทิศทางลมและแสงแดด คิดใหญ่ในดีเทลเล็กน้อย แถมคิดเผื่อให้อยู่ต่อได้อย่างยั่งยืนอีกเป็นร้อยปี 

ยิ่งได้พูดคุยก็พบว่าความคิดอย่างลึกซึ้งเหล่านี้ มาจากความเชื่อและความตั้งใจแสนเรียบง่ายที่ส่งต่อมาตั้งแต่ผู้บริหารยุคเริ่มต้น นั่นคือ อยากสร้างคุณภาพชีวิตด้วยคำว่า ‘อยู่สบาย’ บนพื้นที่ใจกลางเมือง ได้สัมผัสธรรมชาติอย่างแสง ลม และต้นไม้ ซึ่งคือเรื่องพื้นฐานที่สุด จนเราอยากพาทุกคนเข้าไปค้นแนวคิดเบื้องหลังว่าโครงการนี้ทำอย่างไร และคุณอาจทึ่งกับแนวคิดของสินธร วิลเลจ ไม่ต่างกัน 

เป็นที่มาให้คอลัมน์หมู่บ้านชวน คุณสืบพงษ์ เกียรติวิศาลชัย ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการกลุ่มธุรกิจอาคารบริษัท สยามสินธร จำกัด มาเล่าให้ฟัง ถึงเบื้องหลังความเจ๋งของการออกแบบและลงมือพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยจนทำให้คนอยู่สบายใจที่สุด 

ทำไมต้องอยู่สบาย

“คุณอาจสงสัยว่า เราทำทำไม ความเชื่อของเราคือ อยากทำโครงการที่อยู่อาศัยที่คนมาอยู่แล้วดี จากการมีสภาพแวดล้อมดี ๆ ทั้งความปลอดภัย อยู่ในพื้นที่ที่มั่นใจได้ ไปจนถึงความสะดวกสบาย”

คุณสืบพงษ์ชวนเรามองย้อนกลับไปเมื่อ 10 ปีก่อน บนพื้นที่ศักยภาพสูงกลางเมือง หลายคนอาจอยากจับจองพื้นที่เพื่อเดินหน้าปลูกสร้างโครงการต่าง ๆ เต็มอัตรา แต่โครงการสินธร วิลเลจ ไม่ได้คิดเช่นนั้น 

จุดตั้งต้นของโครงการนี้ คือทำอย่างไรให้เกิดประโยชน์ที่ดีที่สุดกับผู้อยู่อาศัย ซึ่งนั่นมาพร้อมกับความตั้งใจพัฒนาพื้นที่ให้มีศักยภาพมากที่สุด ทั้งในด้านการอยู่อาศัยและใช้ชีวิตอย่างครบทุกมิติ

“ที่ดินย่านหลังสวนมีคาแรกเตอร์พิเศษมาก เพราะว่าแม้จะอยู่ใจกลางเมือง เราเห็นการไปมาหาสู่ที่สะดวก เข้าออกง่ายได้จากหลายทาง เช่น เข้าทางซอยหลังสวน ตัดถนนสารสิน ไปออกถึงถนนวิทยุ ก็เดินทางได้สะดวก ช่วงเย็น ๆ หลัง 5 โมงเย็นแถวนี้กลับสงบและมีความเป็นส่วนตัวเหมือนอยู่ชานเมือง เลยมองเห็นศักยภาพของที่ดินแบบนี้ ในประเทศไทยยังขาดที่อยู่อาศัยหรือคอนโดมิเนียมดี ๆ ที่มีเจ้าหน้าที่และผู้พัฒนาโครงการดูแลรักษาพื้นที่ ชีวิตความเป็นอยู่ และบริการอย่างดีหลังซื้อ ไปจนตลอดการใช้งาน” คุณสืบพงษ์อธิบายเหตุผลอย่างชัดเจน 

และหากดูพื้นที่บริเวณนี้ จะเห็นว่าเป็นทั้งย่านธุรกิจ อยู่ใกล้กับสถานทูต ซึ่งแน่นอนว่าเป็นบริเวณที่มีความปลอดภัยสูง รวมถึงสาธารณูปโภคครบครันและมั่นใจได้ เช่น หากเกิดน้ำไม่ไหลหรือไฟดับขึ้นมา ก็จะได้รับการแก้ไขอย่างรวดเร็ว เนื่องจากที่นี่อยู่ในย่านเศรษฐกิจสำคัญ ใกล้กับสิ่งอำนวยความสะดวกโดยรอบ 

ขณะเดียวกันก็เป็นพื้นที่ที่มีโอกาสสร้างอาคารเต็มในทุกตารางเมตรได้ แต่สิ่งที่ทำให้เราประหลาดใจคือ ทำไมที่นี่ใช้พื้นที่ก่อสร้างอาคารเพียงครึ่งเดียว

“เราอยากสร้างคุณภาพชีวิตติดสวนกลางเมือง จึงเลือกขยายสวนให้มีขนาดใหญ่ขึ้น มี Open Space ซึ่งทำให้ได้ผลตอบแทนที่มองไม่เห็น นั่นคือการที่เรามีพื้นที่สีเขียวมหาศาลจากการลงมือปลูกและออกแบบพื้นที่ให้มองเห็นสวนได้จากทุกมุม ที่สำคัญ คือทำให้คนอยู่สบาย Worry Free ทั้งสุขภาพจิตที่ดีและคุณภาพชีวิตที่ดี” 

เขาเล่าต่อว่าสิ่งแวดล้อมคือประเด็นที่สนใจมาตั้งแต่วันแรกที่เปิดโครงการ เทียบกันแล้วเมืองไทยในเวลานั้นให้ความสำคัญน้อยมาก แต่ที่นี่ก็ยังคงยึดแนวคิดที่ตั้งใจอยากให้คนอยู่สบายภายใต้พื้นที่สีเขียว พร้อมกับการออกแบบสิ่งแวดล้อมอย่างพอเหมาะ เช่น การออกแบบหน้าต่างกว้างเพื่อรับแสง แต่ก็มีกระจกกั้นถึง 3 ชั้นเพื่อป้องกันความร้อน และยังมีอีกหลายส่วนที่เราจะค่อย ๆ พาขยายรายละเอียดลงไปต่อจากนี้ จนทำให้โครงการสินธร วิลเลจ ได้รับรองตามมาตรฐาน Green Building จากการออกแบบที่พวกเขาคิดทำตั้งแต่แรก

อยู่แบบไหนถึงจะสบาย

ความเรียบง่ายแต่ตอบโจทย์ได้รอบด้าน คือสิ่งที่เราขอใช้ตอบคำถามว่าจะอยู่อย่างไรให้สบาย เมื่อได้ลองสมมติตัวเองแทนใจลูกบ้านที่นี่ ก็ค้นพบว่านอกจากพื้นที่สวนขนาดยักษ์ที่ทำให้เราใกล้ชิดธรรมชาติแม้อยู่กลางกรุงแล้ว การสร้างพื้นที่ให้รองรับทุกความต้องการ โดยเฉพาะการรวมเอา Complex Building เข้าไว้ด้วยกัน ทำให้เกิดการอยู่ร่วมกันเป็น Community ซึ่งทำให้โครงการสินธร วิลเลจ แตกต่างจากที่อื่น

แค่บรรยากาศเมื่อเดินก้าวแรกเข้าไปใน Kimpton Maa-Lai Bangkok Hotel เราสัมผัสได้ถึงความมีชีวิตชีวาและดีไซน์ที่โดดเด่น พร้อมกับความผ่อนคลายตั้งแต่ทางเดินไปจนถึงห้องพัก แถมต่อให้เราอุ้มสัตว์เลี้ยงมาอยู่ด้วย ที่นี่ก็ยินดีต้อนรับ พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกและแยกชั้นพักให้อย่างไม่รบกวนกัน 

ส่วนโครงการคอนโดมิเนียมหลากหลายของที่นี่ ก็ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนที่อยากอยู่คอนโดมิเนียมแล้วให้ความรู้สึกเหมือนบ้าน แถมด้วยพรีเมียมเซอร์วิสที่ทางโครงการลงมาดูแลด้วยตัวเองทั้งการบริการและการบำรุงรักษา เราแทบไม่ต้องกังวลอะไรเลย ซึ่งความ Worry Free แบบนี้เองทำให้อยู่ได้อย่างสบายใจ

และความต่างแบบเห็นได้ชัดเลยก็คือ ที่ Sindhorn Kempinski Hotel Bangkok นอกจากจะทึ่งกับสถาปัตยกรรมล้ำสมัย และการออกแบบให้กลมกลืนไปกับพื้นที่สีเขียวแล้ว ที่นี่ยังเป็น Wellness Hotel เต็มรูปแบบที่แรกของไทย ใส่ใจสุขภาพขนาดมีศูนย์บริการดูแลสุขภาพโดยผู้เชี่ยวชาญอีกด้วย การสร้างสุขภาวะที่ดีในการพักผ่อนที่เกิดขึ้นจึงทำให้อยู่แล้วสบายทั้งกายและใจ 

ที่สำคัญ ยังมี Velaa Langsuan ศูนย์การค้าที่รวมร้านอาหาร ร้านค้า และซูเปอร์มาร์เก็ต กระทั่งสวนสำหรับพักผ่อนเอาไว้ครบ จบในที่เดียว ลูกบ้านที่นี่เลยได้ใช้ชีวิตภายในโครงการอย่างสะดวกสบาย นั่นเป็นเหตุผลว่าการรวมกันแบบ Complex นี้เองที่ตอบโจทย์ทั้งหมด

แก้ไขจุดที่ไม่สบายกายและใจ

เห็นรู้รอบและรู้ลึกเรื่องการออกแบบให้คนอยู่สบายรอบด้านเช่นนี้ นั่นเกิดจากการรวบรวม Pain Point ที่เกิดขึ้นกับที่อยู่อาศัยรูปแบบต่าง ๆ มาจับจุดอย่างดี แล้วใช้โครงการสินธร วิลเลจ เพื่อแก้ปัญหาปวดใจให้กับลูกค้า ทั้งเรื่องอยากอยู่แบบเลือกได้ตามใจ ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่มี ถึงเรื่องน้ำ ไฟ แอร์เสีย และต้องเรียกช่างมาซ่อมเอง สยามสินธรก็แก้โจทย์เหล่านี้ให้ลูกบ้านด้วยความเรียบง่าย แต่กลับได้ผลลัพธ์แบบสบายใจที่สุด เพราะทางโครงการเป็นนิติบุคคลเอง รวมทั้งให้ผู้พัฒนามาเป็นผู้ดูแลเองด้วย ลูกค้าจึงมั่นใจได้

อีกทั้งยังมีการคิดถึงทำเลกลางเมืองให้คนอยู่สบาย ไปมาหาสู่สะดวก รองรับ Senior Living และคนหลายเจเนอเรชันให้บริหารชีวิตได้ดีขึ้น รวมถึงพาพ่อแม่มาอยู่ด้วยได้ “เราพบว่าคนชอบและอยากอยู่ที่นี่ ข้อแรกเพราะมีสวน ข้อที่สองเพราะบรรยากาศดี และข้อสามคือสะดวก เขาบาลานซ์ชีวิตได้ อยากกลับมากินข้าวกับพ่อแม่ก็ทำได้”

และใครจะไปคิดว่าขนาดที่จอดรถ พวกเขาก็ลงลึกถึงขนาดว่าจะทำอย่างไรให้จอดรถสบาย ไม่คับแคบ ไม่ชิดรถคันข้าง ๆ หยิบของสะดวก ด้วยการออกแบบช่องจอดรถขนาดกว้างและยาวกว่ามาตรฐาน แถมยังดีไซน์โดยการดึงแสงธรรมชาติและดึงระบบปรับอากาศลงชั้นใต้ดิน เพื่อตอบโจทย์ความสบายตั้งแต่ก้าวแรกอย่างคนที่เข้าใจ

การให้พื้นที่เพื่อเพิ่มความเป็นส่วนตัว คืออีกข้อสำคัญที่ทำให้ความสบายใจเกิดขึ้นได้ เพราะที่นี่มอบพื้นที่เผื่อได้แบบไม่จำกัด โดยเฉพาะกับพื้นที่ส่วนกลางที่เห็นได้ชัด อย่างทางเดินที่กว้างกว่า 2 เมตร

ต่อให้เราเดินถือของมา 2 คนก็ไม่เบียดเสียด และตลอดการใช้งานภายในอาคารถึงห้องพัก ก็คิดมาอย่างดีถึงการเดินทางที่สบายไร้รอยต่อ

  ความให้เกียรติกันและกันก็เป็นเรื่องสำคัญ อย่างทางเดินเข้าห้องที่ไม่มีห้องตรงข้าม และเมื่อเข้าห้องพักไปแล้วจะรู้สึกถึงความเงียบ เพราะแทบไม่ได้ยินเสียงข้างนอกเลย อีกทั้งหน้าต่างบานใหญ่ บรรยากาศดีจนมองออกไปแล้วไม่เหมือนอยู่ในห้อง การเก็บเสียงได้เงียบสนิทด้วยประตู Drop Seal รวมถึงทำผนัง 2 ชั้น และเหตุผลที่ต้องใช้กระจกหนาถึง 3 ชั้น ก็เพื่อตัดเสียงรบกวนและกันความร้อน รวมถึงยังแยกระบบปรับอากาศอีกด้วย ฉะนั้น ต่อให้ห้องข้าง ๆ หรือเราจะทำอาหารก็ไม่มีเสียงและกลิ่นเล็ดลอดอย่างแน่นอน ซึ่งการไม่ไปรบกวนกัน กลายเป็นความสงบและเป็นส่วนตัวแม้จะอยู่ใจกลางเมืองเช่นนี้

นอกจากนั้น ความสบายยังเกิดขึ้นตั้งแต่โถงลิฟต์ที่คิดมาจากโจทย์ว่า จะทำอย่างไรให้ไม่ต้องรอนาน กลายเป็นลิฟต์ 4 ตัวในพื้นที่ 200 ยูนิต ใช้สเปซเยอะหน่อยแต่ผู้อยู่รู้สึกสบาย 

คำว่าอยู่สบายอีกข้อหนึ่ง ก็มาจากการคิดที่เรียบง่ายที่สุด คือการสัมผัสธรรมชาติอย่างสัจจะ ด้วยการออกแบบให้เห็นแสงธรรมชาติจนเหมือนไม่มีกระจกกั้น วางผังให้รับทิศทางลมเป็นอย่างดี และออกแบบอุณหภูมิให้รู้สึกสบาย ไม่ใช่แค่เรื่องความเย็น แต่ลงลึกถึงเรื่องความชื้นสัมพัทธ์ แค่เราเองที่เดินเข้ามาสัมผัสภายในห้อง ก็รู้สึกได้เลยว่าอากาศอยู่สบายจริง ๆ ซึ่งอีกข้อดีโดยตรงจากออกแบบทั้งภายในและภายนอกเช่นนี้ ทำให้ที่นี่เป็นอาคารประหยัดพลังงานอย่างไม่ต้องสงสัย

นอกจากนี้ Kempinski Residence อีกหนึ่งโครงการในสินธร วิลเลจ Mixed Use ที่ตอบโจทย์เรื่องความสบายในการบริหารจัดการชีวิตทุกด้าน มีพร้อมทั้งสิ่งอำนวยความสะดวกอย่าง Complex ที่มีทั้งร้านอาหารหลากหลายประเภท บริการด้านสุขภาพ โรงแรม และพื้นมีสีเขียวขนาดมหึมา ให้ลูกบ้านได้ใช้เวลาอย่างมีประสิทธิภาพด้วยความผ่อนคลาย

อาคารยั่งยืนที่ให้สิ่งแวดล้อมสบายไปด้วย

ด้วยความตั้งใจอันดีแต่แรกของ โครงการสินธร วิลเลจ เลยประสบความสำเร็จจนได้รับรางวัลมาตรฐานอาคารเขียว LEED (Leadership in Energy and Environmental Design) จาก U.S. Green Building Council ซึ่งรางวัลนี้แสดงให้เห็นว่า โครงการพัฒนาที่อยู่อาศัยให้ความสำคัญและรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมในการก่อสร้าง การอยู่อาศัย จนถึงการดูแลอาคารให้อยู่อย่างยั่งยืนต่อไปได้ 

“แม้เราจะทำทุกระบบให้ได้ตามมาตรฐาน LEED อาคารที่เป็นผู้นำด้านอนุรักษ์พลังงานและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม จากการเลือกใช้วัสดุที่มีสารระเหยที่เป็นพิษต่ำ จนถึงเติมอากาศบริสุทธิ์ในระบบจนคนนอนหลับได้ลึกขึ้น แต่ยังไม่หมดเท่านี้ เพราะการที่สุดท้ายมันเกิดผลดีจนลูกค้ามาบอกเราว่า ‘พี่อยู่ที่นี่แล้วสบายใจ สุขภาพก็ดีขึ้น หลับสบาย’ นี่ต่างหากที่เราต้องการ เราเชื่อว่าไม่ต้องทำอะไรให้ซับซ้อนมาก แต่ทำพื้นฐานให้ดี ออกแบบให้เป็น Timeless Design ต่อให้นานแค่ไหนก็ยังสวยได้ เราคิดกันแบบนี้ ตรง ๆ เลย” 

ผลพลอยได้นี้ เลยกลายเป็นว่าอาคารที่ออกแบบอย่างเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ก็เป็นเรื่องเดียวกับการออกแบบอาคารให้คนอยู่สบายนั่นเอง เช่น Façade และกระจกที่ช่วยกันไม่ให้ความร้อนเข้าไปสะสมในตัวตึก การระบายลมที่ดีช่วยลดใช้เครื่องปรับอากาศ ลดการสร้างมลพิษ ทั้งยังใส่ใจเรื่องคุณภาพอากาศภายในด้วยการเติมอากาศบริสุทธิ์เข้าไป ส่วนภายนอกอาคารก็ห้อมล้อมไปด้วยพื้นที่สีเขียวช่วยฟอกอากาศ ไปจนถึงทำให้การบำรุงรักษาน้อยและง่ายที่สุด ซึ่งแน่นอนว่าการตั้งใจให้อาคารอยู่อย่างยั่งยืนด้วยตัวเองเหล่านี้ ก็เป็นแนวคิดอย่าง Sustainability ต่อผู้คนและสังคมโดยรอบด้วย

พักสบาย ๆ ท่ามกลางสวนกลางเมือง

คุณสืบพงษ์พูดถึงพื้นที่สีเขียวอยู่บ่อยครั้งตลอดบทสนทนา เพราะสวนคือธรรมชาติ และการใช้ชีวิตอยู่กับธรรมชาติคือการเยียวยาจิตใจให้ดีขึ้นได้ นี่จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้ที่นี่พิเศษกว่าใคร

ต้นไม้เก่าของพื้นที่ทั้ง 60 ต้นยังคงอยู่ตั้งแต่เมื่อ 10 ปีก่อน ผ่านการดูแลโดยรุกขกร พร้อมทั้งนำต้นไม้ใหม่เข้ามาลงเกือบ 300 ต้น วางแผนปลูกกันถึง 1 ปี เพราะอยากให้ที่นี่เป็นที่อยู่ในสวนหรือ Living in the Park อย่างที่วาดฝันไว้ให้ได้

“วันเปิดโครงการจะเป็นวันที่ต้นไม้เราสวยน้อยที่สุด เพราะเราวางให้ต้นไม้ต้องโตไปเรื่อย ๆ เราออกแบบระบบนิเวศของต้นไม้หมด ทั้งต้นเตี้ย กลาง และสูง แต่ละชั้นเรือนยอดก็จะทำหน้าที่ต่างกันไป ให้นก ผีเสื้อ และแมลงปอ ได้กลับมาอีกครั้ง” การวางผังสวนของที่นี่ไม่ง่าย คุณสืบพงษ์บอกเช่นนั้น ต้องช่วยกันคิดกับสถาปนิกอยู่หลายรอบ จนได้ออกมาเป็นพื้นที่สีเขียว 3 ผืนใหญ่ เพื่อให้ทุกตึกในสินธร วิลเลจ ได้อยู่ใกล้ธรรมชาติและใช้ชีวิตภายนอกได้อย่างถ้วนทั่ว

“ผมถามลูกค้าสูงอายุว่าทำไมถึงเลือกบ้านสินธร ซึ่งเป็นตึก Low Rise เขาตอบกลับมาว่า ‘พี่อยากตื่นมาได้ยินเสียงนก อยู่ชั้นล่างยังได้ยินเสียงนกบนยอดไม้’ ผมคุยกับเขาไป พร้อมมองออกไปข้างนอก เห็นต้นไม้เป็นกิ่งและยอดต้นเป็นชั้น ๆ จากในห้อง ผมก็เข้าใจสิ่งที่เขาพูด” 

นอกจากสวนสีเขียวเกินกว่าครึ่งหนึ่งของโครงการสินธร วิลเลจ สร้างขึ้นเพื่อการอยู่อาศัยที่ดีกว่าเดิม และสร้างความสบายใจในการอยู่ เรื่องพื้นที่สีเขียวนั้นก็ยังเป็นเรื่องของสิ่งแวดล้อม ซึ่งตัวอาคารในโครงการได้รับออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ที่ว่ามานี้ จึงช่วยลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้มากถึง 5,000 ตันต่อปี เมื่อเทียบแล้วเทียบเท่ากับสวนลุมพินีอีกกว่า 7.5 สวน ดังนั้น คงไม่กล่าวเกินจริงไปนัก ถ้าจะบอกว่าโครงการนี้ เหมือนสร้างสวนขนาดใหญ่แบบถาวรให้กับกรุงเทพฯ

สังคมก็อยู่ได้สบาย

นอกจากจะให้ลูกบ้านอยู่สบายแล้ว การคิดอย่างรอบด้านเพื่อให้ชุมชน สังคมรอบข้างอยู่สบายด้วย เป็นอีกหนึ่งข้อสำคัญที่พวกเขาอยากให้เกิดขึ้นจากที่นี่ ตั้งแต่เราเดินทางเข้ามา จะได้เห็นทางเดินเท้าของโครงการที่ปรับปรุงใหม่ทั้งหมด แถมถนนภายในโครงการยังเปิดให้คนจากถนนรอบ ๆ ใช้ได้ เรียกว่าไม่ทิ้งชุมชนซึ่งเป็นหนึ่งใน Stakeholder

ต้นไม้ที่ปลูกเรียงรายริมถนนของโครงการนี้เองที่สะท้อนความตั้งใจของพวกเขาว่า ไม่ใช่การสร้างสวนเพื่อลูกบ้าน แต่ยังเป็นประโยชน์ต่อคนที่สัญจรผ่านไปมาในพื้นที่แห่งนี้ นอกจากสดชื่นและแสนร่มรื่น นี่อาจเป็นจุดเริ่มต้นให้ชุมชนโดยรอบหันมาใส่ใจการสร้างพื้นที่สีเขียวมากขึ้นอีกก็เป็นได้

สุดท้ายแล้ว การพัฒนาที่ทำไว้ก็จะกลับไปสู่ 3 แนวคิดตั้งต้นของการสร้างที่นี่ อย่างเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ตามที่ได้กล่าวไปข้างต้นทั้งหมด

ถอดบทเรียนที่ทำให้ผู้อยู่สบายที่สุด

เห็นความสำเร็จมากมายที่เกิดขึ้น ตัวแทนโครงการอย่างคุณสืบพงษ์ก็บอกว่าไม่ง่ายเลย 

เราว่าความเป็นผู้ให้ จริงใจ และซื่อสัตย์ เลยทำให้พวกเขามี Mindset ว่าจะสร้างที่อยู่อาศัยที่ดีให้ลูกค้าอยู่สบายเป็นหัวใจหลัก และต่อยอดเป็นสิ่งต่าง ๆ ตามมาทั้งหมดในโครงการ

ข้อสอง จากที่เราสังเกตเห็น พวกเขามีวิธีการส่งแนวความคิดนี้ไปถึงทุกคนในโครงการได้อย่างไม่น่าเชื่อ ไม่ใช่แค่ผู้บริหาร แต่ทีมงานทุกคนมีแนวคิดไปในทางเดียวกัน การส่งต่อคุณค่าและคิดถึงลูกค้าเป็นอันดับแรกนี้เอง เราจึงหายสงสัยได้ไม่ยากว่าทำไมโครงการนี้ถึงประสบความสำเร็จ

อย่างที่สามคือ สร้างการมีส่วนร่วม โดยให้ Stakeholder รอบ ๆ เข้าใจพวกเขา ทั้งการลงพื้นที่ไปพูดคุยกับชุมชนจริง ๆ และสร้างความเข้าใจร่วมกัน

สุดท้ายแล้ว เราเองก็เชื่อว่าความใส่ใจในทุกรายละเอียด ทุกขั้นตอน ความคิดต่าง ทำต่าง รวมถึงการเป็นผู้ให้นั้นคือจุดเริ่มต้นที่ดีเสมอ และเราเชื่อว่าสินธร วิลเลจ กำลังดำเนินไปในแนวทางนั้น เพื่อสร้างคุณภาพชีวิตที่สบายทั้งกายและใจในทุกมิติให้เกิดขึ้นจริง

Writer

ปาริฉัตร คำวาส

อดีตบรรณาธิการสื่อสังคมและบทความศิลปวัฒนธรรม ผู้เชื่อว่าบ้านคือตัวตนของคนอยู่ เชื่อว่าความเรียบง่ายคือสิ่งซับซ้อนที่สุด และสนใจงานออกแบบเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี (กับเธอ)

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ปัจจุบันกำลังหัดนอนก่อนเที่ยงคืน

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load