ก้อนเมฆในฤดูฝน

เป็นอีกปีที่ดูเหมือนฤดูฝนทิ้งช่วงอีกครั้ง ปล่อยให้ต้นข้าวในนาซูบผอม กล้าข้าวในแปลงเพาะกล้ากำลังรอลงสนามอย่างใจจดใจจ่อเพื่อประลองกับฤดูฝนแรกในชีวิต คนรุ่นเก่ามีวิธีพยากรณ์อากาศโดยดูลูกมะเดื่อว่าติดเยอะตรงช่วงไหนของลำต้น ฝนจะตกเยอะช่วงนั้น ปีนี้ถ้าไม่ผิดพลาดอะไร ต้นมะเดื่อบอกว่าฝนจะมาเยอะท้ายปี 

ถึงแม้หลายพื้นที่ของประเทศไทยจะมีฝนทิ้งช่วงไปบ้าง แต่ภูเขาก็ยังมีชีวิตชีวา ต้นไม้ที่แกว่งไกวตามลมพัดไกลๆ สลับกับก้อนเมฆสีต่างๆ ที่ค่อยๆ เคลื่อนตัวเองและชวนกันมาห่มคลุมภูเขาด้วยท่วงท่าอันสงบเยือกเย็น บ่อยครั้งก้อนเมฆจะพรมสายฝนลงมาให้พืชพรรณได้ชื่นใจ

ตอนเย็นๆ เป็นเวลาโปรดที่ผมจะมองกลุ่มเมฆรูปร่างต่างๆ ที่แวะเวียนมาทักทายดอยอินทนนท์ เทือกเขาที่อาจจะเป็นญาติกับเทือกเขาหิมาลัยไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง นอกจากความงามน่าชมของภาพก้อนเมฆที่อยู่ตรงหน้าแล้ว ยังมีเรื่องราวเกี่ยวกับเมฆผุดขึ้นมาอย่างไม่ตั้งใจ

นิทานที่ก้อนเมฆไม่อยากกินปลา

มีแมวหิวโซตัวหนึ่งเดินมาหาเจ้าของในห้องครัว มันทำท่าอ้อนขอกินปลาตัวอวบที่วางอยู่ตรงหน้า เจ้าของแมวปฏิเสธอย่างไม่มีเยื่อใย

“ฉันให้แกกินไม่ได้หรอกเจ้าเหมียว ผู้ที่จะได้กินปลาตัวนี้ต้องเป็นผู้ยิ่งใหญ่ชื่อพระอาทิตย์เท่านั้น”

เจ้าของแมวไปหาพระอาทิตย์เพื่อเอาปลาให้พระอาทิตย์กิน

“ข้าแผดเผาอะไรได้เกือบทุกอย่างก็จริงอยู่ แต่ข้าไม่ใช่ผู้ยิ่งใหญ่หรอก ผู้ที่ยิ่งใหญ่กว่าข้าคือเมฆต่างหาก เวลาเมฆมาบดบังข้าทีไร ข้าก็ไม่สามารถส่องแสงลงถึงพื้นได้เลย”

เจ้าของแมวจึงไปหาเมฆ 

“ข้าเป็นเมฆที่บังแสงพระอาทิตย์จนมิดได้จริงๆ แต่ข้าไม่ใช่ผู้ยิ่งใหญ่หรอก ผู้ยิ่งใหญ่กว่าข้าคือลมต่างหาก ลมพัดข้ากระจุยเลย เวลาเขาอยากแกล้งข้า”

เจ้าของแมวจึงต้องไปหาลม 

“ข้าเป็นผู้ที่พัดก้อนเมฆให้ไปไกลๆ ได้ก็จริง แต่มีอยู่อย่างเดียวพัดเท่าไหร่ก็ไม่สะทกสะท้าน จอมปลวกนั่นแหละ ยิ่งใหญ่กว่าข้ามากเลย”

ว่าแล้วเจ้าของแมวก็ต้องไปหาจอมปลวกจนได้

“ข้าจะบอกอะไรให้นะ ลมทำอะไรข้าไม่ได้หรอก แต่ทุกครั้งที่ควายมาขวิดข้า ข้าก็ต้องยอมแพ้ทุกที เอาปลาไปให้ควายกินเถอะ ควายยิ่งใหญ่กว่าข้าเยอะ”

เจ้าของแมวจึงต้องไปหาควายล่ะทีนี้

“อืม ข้าแข็งแรงพอจะทำลายจอมปลวกได้สบายๆ แต่รู้ไหม เวลาข้าโดนมัดด้วยเชือก ข้าไปไหนไม่ได้เลย เชือกยิ่งใหญ่กว่าข้าจริงๆ เชื่อเถอะ”

เจ้าของแมวมาถึงเชือก เพื่อมอบปลาให้

“พอข้ามัดควายแล้วเขาไปไหนไม่ได้เลย แต่เจ้ารู้ไหม เวลาข้าโดนหนูกัดทีไร ตัวข้าก็จะขาดวิ่นและไม่สามารถมัดอะไรได้อีกเลย เจ้าเอาปลาให้หนูกินเถอะ เขายิ่งใหญ่กว่าข้า”

เจ้าของแมวเริ่มเหนื่อยแต่ก็ไปหาหนูจนเจอ

“ข้ามีฟันที่แหลมคมจึงกัดเชือกขาดได้ง่ายดาย แต่อย่าลืมนะ ทุกครั้งที่ข้าได้กลิ่นแมวของเจ้า ข้าวิ่งหนีเอาชีวิตรอดแทบไม่ทัน กงเล็บที่แหลมคมนั้นน่ากลัวยิ่งกว่าอะไร แมวยิ่งใหญ่กว่าข้าจริง เขาสมควรจะได้กินปลาตัวนี้”

หลังจากเสียเวลามาทั้งวัน สุดท้ายเจ้าของแมวก็รู้แล้วว่าผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดนั่งอยู่ตรงหน้าของเขาเองแท้ๆ

แมวตัวนี้สอนให้เรารู้ว่า กว่าจะได้ปลามากินสักตัวต้องรอนานทีเดียว

ก้อนเมฆสีขาว

ก้อนเมฆสีขาวที่ค่อยๆ เคลื่อนไหวกลายเป็นรูปร่างตามแต่จินตนาการ บางครั้งเป็นหน้าคน แต่ไม่กี่อึดใจต่อมาก็กลายเป็นนกยักษ์และบินหายเข้าไปในก้อนเมฆใหญ่ ก้อนเมฆสีขาวชวนให้คิดถึงความดีงามของมนุษย์ที่มีต่อโลกซึ่งเล่าขานมานมนาน ว่ามนุษย์เคารพต่อธรรมชาติและเพื่อนมนุษย์ รวมถึงสิ่งมีชีวิตอื่นๆ อีกมาก

มันทำให้อดไม่ได้ที่จะฝันถึงสันติภาพที่ทุกชีวิตบนโลกได้ร่วมเดินทางด้วยกันบนดาวเคราะห์ดวงนี้ด้วยความสงบสุข มีปลาใหญ่น้อยมากสีสันและรูปทรงแหวกว่ายในแม่น้ำและมหาสมุทรที่สะอาดซึ่งเป็นบ้านของพวกเขา ต้นไม้มากชนิดอวดโฉมตัวเองให้โลกเห็น เหล่าสัตว์มากสายพันธ์ุหากิน ลูกสิงโตวิ่งเล่นในทุ่งหญ้าของฤดูหนาวตอนบ่ายอบอุ่น พวกลิงปีนป่ายเถาวัลย์พลางชวนกันไปเก็บผลไม้กิน นกเงือกกางปีกโผบินก่อนร่อนลงเกาะบนต้นไม้สูงใหญ่

ส่วนมนุษย์ก็มีชีวิตที่เรียบง่าย เต็มไปด้วยการแบ่งปัน เอื้อเฟื้อกัน ทุกคนเรียนรู้วิชาที่พร้อมต่อการดำรงชีวิต

นี่คือฝันของเราหรือมันเคยเกิดขึ้นและเกิดขึ้นได้อีก

ก้อนเมฆ

ก้อนเมฆกลายเป็นสีดำ

เมื่อลมมรสุมพัดก้อนเมฆมารวมตัวกันจนกลายเป็นก้อนเมฆดำทะมึนขนาดใหญ่ และเป็นสัญญาณของพายุฝน สุดท้ายเม็ดฝนก็กระหน่ำลงมาให้ความชุ่มชื้นกับผืนดิน ทำให้ต้นไม้เติบโตต่อไป

  ทุกๆ วันเวลาเดินเราอาจจะเหยียบสัตว์ตัวเล็กตัวน้อยตายโดยไม่รู้ตัวไม่รู้เท่าไหร่ และเราก็ไม่มีเวลาได้ขอโทษพวกมันเพราะชีวิตเร่งรีบเหลือเกินกับการไปทำงาน เราก็อาจไม่ได้รู้สึกผิดอะไรเพราะเรามองไม่เห็นสัตว์และไม่ได้คิดถึงมันเท่าไหร่

แต่เราคงสะเทือนใจไม่น้อย หากเห็นภาพของวาฬจำนวนมากถูกอวนขนาดใหญ่ลากขึ้นจากน่านน้ำของญี่ปุ่น ปลาฉลามมากมายต้องนองเลือดให้กับเมนูหูฉลามบนโต๊ะของมนุษย์ ช้างป่าที่ถูกล่าเอางามาประดับบ้าน ยังไม่นับสัตว์อื่นๆ อีกมากมาย ไม่มีใครรู้ว่ามีสัตว์กี่สายพันธ์ุที่สูญพันธ์ุไปแล้วและกำลังล้มหายไปจากโลกของเราด้วยน้ำมือของมนุษย์ หรือจริงๆ แล้ว เมฆสีดำคือความจริงบนโลกมนุษย์

ก้อนเมฆ

ยังมีก้อนเมฆสีเทา

ถึงแม้ปัญหาบนโลกมีมากมาย แต่ก็ยังมีผู้คนอีกมากที่ถ่อมตนต่อโลก และไม่หยุดคิดสร้างสรรค์ทางเลือกใหม่ๆ ที่ต่อลมหายใจให้กับโลกที่เป็นบ้านของเรา ผ่านบทสนทนาดีๆ บทเพลงที่เปล่งเสียงแทนธรรมชาติ บทสวดเพื่อสรรพสิ่ง สวนที่มีผลไม้ ผัก ให้คนได้แบ่งปันให้หนอนกินได้ มีต้นไม้ให้นกเกาะและสร้างรัง มีดอกไม้ให้ผีเสื้อมาดอมดม 

การออกแบบสิ่งก่อสร้างที่รบกวนระบบนิเวศให้น้อยที่สุดและคิดถึงความยั่งยืนมากที่สุด การสร้างชุมชนหรือพื้นที่ทางสังคมที่ยอมรับความหลากหลายทางสถานะ ความเชื่อ หรือเชื้อชาติ การสร้างธุรกิจที่คิดถึงกำไรเป็นสิ่งสุดท้าย การสร้างการเรียนรู้ที่ทุกคนได้มีส่วนร่วมในการออกแบบ ผู้นำประเทศที่ยอมเสียสละลงจากตำแหน่ง การรณรงค์สร้างความตระหนักต่อระบบนิเวศ สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นให้เราเห็นทุกมุมของโลก และยังเกิดขึ้นต่อไป

ก้อนเมฆ

มนุษย์ไม่ได้แค่มีความสามารถในการตักตวง แต่มนุษย์ก็รู้จักให้เช่นกัน ถึงแม้ดูเหมือนมันยังขาดสมดุลและโลกกำลังเจ็บป่วยหนักกว่าเดิม แต่ทุกๆ วันยังคงมีใครมากมายที่ยังเชื่อและหวังอย่างเต็มเปี่ยมเพื่อการเปลี่ยนแปลงในทิศทางที่เป็นธรรมต่อทุกฝ่ายโดยเฉพาะ โลกของเรา

คนโบราณเคยพูดไว้ว่า

ฟ้าไม่เคยไร้เมฆ และเราไม่เคยพ้นไปจากความผิดของตน

ยังจำได้ดี ตอนเด็กๆ เราเคยมีปรากฏการณ์หมอกลงหนามากในฤดูหนาว จนไม่สามารถมองเห็นไกลเกินกว่า 50 เมตร และอากาศก็หนาวมากจนต้องล้อมวงผิงไฟ ดื่มชา เผาข้าวหลามกินคลายหนาว บางปีอากาศหนาวลดต่ำลงเหลือแค่ 4 องศาเซลเซียส แต่ปรากฏการณ์แบบนี้ไม่ค่อยเกิดขึ้นให้เห็นมากเท่าที่เคยเป็นในระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา และ 10 ปีจากนี้น่าสนใจอย่างยิ่งว่าเราจะได้เห็นอะไรทั้งสองขั้ว

เมื่อก้อนเมฆเปลี่ยนแปลงรูปร่างได้และไม่เคยมีเฉดสีเดียว มนุษย์ก็คงไม่ต่างไปจากเมฆ ที่วันหนึ่งเราอาจได้เห็นโลกน่าอยู่กว่าเดิมก็เป็นได้ ถึงแม้อาจต้องรออีกเป็นพันปี และเมื่อถึงวันหนึ่งที่จักรวาลต้องตัดสินใจลบเรื่องราวของมนุษย์ออกจากแผนที่โลก โลกใบนี้ก็ยังงดงามอยู่ดีต่อให้ไม่มีมนุษย์และมันก็ยุติธรรมกับไดโนเสาร์และสรรพสิ่งอื่นๆ ที่สุดแล้ว

ฤดูฝนที่ทอดสายมองไปที่ก้อนเมฆอย่างมีหวัง

ต่าบลึ๊

ก้อนเมฆ

Writer & Photographer

โอชิ จ่อวาลู

นักการภารโรงที่ Lazy man College ผู้กำลังหัดเขียนเล่าเรื่อง

Lazy Man College

เรื่องราวการอยู่ร่วมกันของชาวปกาเกอะญอกับธรรมชาติ

 ห่อโข่ ดาวเคราะห์สีน้ำเงิน ที่ที่เราทุกคนร้องไห้

การร้องไห้เป็นธรรมชาติอย่างหนึ่งของมนุษย์ ที่เราทุกคนบนโลกล้วนเคยประสบพบเจอในชีวิต แม้เราจดจำเสียงร้องไห้ครั้งแรกของเราในวันที่ลืมตาดูโลกไม่ได้ ทารกบางคนถูกตีก้นหากชักช้าไม่ยอมร้องไห้ให้หมอตำแยสมัยใหม่ฟัง หลังจากการร้องไห้ครั้งนั้น เราได้เริ่มต้นมีชีวิตบนโลกใบนี้ที่หมุนมาช้านานและกำลังหมุนต่อไป

‘ห่อโข่’ แปลว่า ดิน โลก และที่ร้องไห้ การร้องไห้เป็นภาษาแรกของมนุษย์ทุกคน ทุกเผ่าพันธุ์บนโลก ยังไม่มีบันทึกไหนบอกว่ามีเด็กลืมตาดูโลกแล้วหัวเราะ อาจมีบ้างที่มีเด็กน้อยยิ้ม แต่มันจะเกิดหลังจากร้องไห้ ภาษาสากลนี้จึงเหมาะที่สุดแล้วสำหรับความเชื่อบรรพบุรุษของปกาเกอะญอ ผู้เรียกขานดาวเคราะห์สีน้ำเงินดวงนี้ว่าห่อโข่ หรือที่ที่เราทุกคนร้องไห้

ปกาเกอะญอเชื่อว่า ห่อโข่ คือดาวโลก ที่ที่ทุกคนร้องไห้ เพราะน้ำตาบอกว่าเรามีชีวิต

วาระที่หนึ่ง

การเกิดมาแล้วร้องไห้ทันที แปลว่าการเดินทางบนโลกใบนี้มันไม่ใช่เรื่องสนุกนัก เราต้องพบเจอความยากลำบากไม่มากก็น้อย ไม่ช้าก็เร็วเป็นเรื่องปกติธรรมดา แต่ก็มีเรื่องราวที่มอบรอยยิ้มและความสุขใจให้เราได้เช่นกัน อย่างเด็กๆ ใช้การร้องไห้เป็นเครื่องมือในการได้มาซึ่งของเล่น ขนม หรืออะไรก็ตามที่ปรากฏขึ้นตรงหน้า 

เมื่อครั้งพ่อแม่พาไปยังแหล่งที่มีของเล่นเด็ก เด็กบางคนขอผู้ปกครองด้วยวาจาอย่างน่ารักน่าเอ็นดู ก็ได้ของที่หมายปองมาครองครองอย่างราบรื่น แต่คงมีเด็กจำนวนมากที่อาจต้องสวมบทบาทนักแสดง ด้วยการเปล่งเสียงร้องและรีดน้ำตาออกมา ถ้ายังไม่ประสบความสำเร็จ ก็ยังมีไม้ตายสุดท้ายด้วยการลงไปนอนเกลือกกลิ้งบนพื้น ซึ่งใช้ได้ผลอยู่บ่อยๆ แต่พอโตขึ้นมาหน่อยอาจจะต้องใช้วิธีอื่นๆ ที่เหมาะกับวัยมากขึ้น นี่ก็เป็นความยากลำบากน้อยๆ ของผู้ปกครองเช่นเดียวกับลูกๆ ที่ต้องฝึกฝนไม้ตายไว้ใช้ยามจำเป็น

ฟ้าเจ็ดซ้อนดินเจ็ดชั้น ความเชื่อ ของปกาเกอะญอ ต่อ ห่อโข่ หรือโลกที่เราอาศัย และการร่ำไห้ ธรรมชาติอย่างหนึ่งของมนุษย์ที่แสดงถึงการมีชีวิตอยู่

จึงมีสุภาษิตกล่าวไว้ว่า เด็กได้มาด้วยการร้องไห้ ผู้ใหญ่ได้มาด้วยเล่ห์กล และวัยเด็กนี้เองเป็นวัยที่หอมที่สุด ความหอมเป็นกลิ่นและบรรยากาศที่มีชีวิตชีวา เราสังเกตได้จากบ้านที่มีเด็กอยู่ มักมีเสียงเพลงของพ่อแม่ที่กล่อมลูกน้อย เสียงที่ญาติๆ ข้างบ้านไปแสดงความเอ็นดูเจ้าตัวน้อย เสียงหัวเราะและเสียงร้องเพลงของเด็กน้อยที่โตขึ้นมาหน่อย ช่วยหล่อเลี้ยงบรรยากาศของบ้านให้อบอวลไปด้วยความสดใสด้วยพลังงานของเด็ก ช่วยให้ผู้ใหญ่ยิ้มได้และรู้สึกผ่อนคลายจากความเครียดของการงาน เด็กจึงเนื้อหอมที่สุดในบ้าน

มีเรื่องเล่าว่า เมื่อครั้งที่ผู้ใหญ่กำลังถกเถียงกันเรื่องกำจัดปีศาจตัวหนึ่งที่เข้ามารุกรานหมู่บ้าน ทำให้ผู้คนเดือดร้อน ล้มป่วย และสร้างความหวาดกลัวไปทั่ว ผู้ใหญ่ประชุมหารือกัน 7 วัน 7 คืนบนบ้าน แต่ก็หาทางออกไม่เจอ เด็กๆ ที่กำลังเล่นกันตามประสาเด็กใต้ถุนบ้านได้ยินเสียงผู้ใหญ่ถกเถียงกันอย่างจริงจัง จนรู้สึกว่ามันรบกวนการเล่นของพวกเขา เด็กคนหนึ่งในนั้นจึงขึ้นไปบนบ้าน แล้วยื่นปืนลมที่ทำจากไม้ไผ่ของตัวเอง และบอกกับผู้ใหญ่ว่าให้ล่อปีศาจเข้ามาในปืนลมของเขา ครั้นปีศาจเข้าไปแล้วให้เอาขี้ผึ้งอุดหัวท้ายของปืนลมแล้วเอาไปเผา ปีศาจก็จะไม่โผล่มาอีก

ทางออกที่ง่ายราวกับปอกกล้วยกินของเด็ก สำหรับผู้ใหญ่แล้วมันเป็นความคิดที่ไร้เดียงสาเท่านั้นเอง แต่ผลที่ออกมาก็ทำให้ผู้ใหญ่ต้องคิดใหม่ ผู้ใหญ่คิดมากไป คิดซับซ้อนเกินไป จึงไม่แปลกที่เจ้าชายน้อยจะไม่ค่อยเข้าใจพวกผู้ใหญ่นัก

การร้องไห้วาระแรกนี้เป็นการร้องไห้พื่อต้อนรับเริ่มต้นการมีชีวิตในโลก ซึ่งวัยเด็กนี้เอง น่าจะเป็นวัยที่พวกเราหลายคนยกมือสนับสนุนเห็นด้วยว่า วัยเด็กคือวัยที่เรามีความสุขมากที่สุด

ฟ้าเจ็ดซ้อนดินเจ็ดชั้น ความเชื่อ ของปกาเกอะญอ ต่อ ห่อโข่ หรือโลกที่เราอาศัย และการร่ำไห้ ธรรมชาติอย่างหนึ่งของมนุษย์ที่แสดงถึงการมีชีวิตอยู่

วาระที่สอง

การดีใจก็ทำให้เราร้องไห้ได้เช่นกัน บ่อยครั้งที่เราเห็นนักกีฬาหลั่งน้ำตาในโอกาสที่ได้รับชัยชนะ หลังการแข่งขันจบสิ้นลง การบากบั่นฝึกฝนมาทั้งปีได้รับผลตอบแทนที่มีค่าต่อจิตจากมากมาย เช่นเดียวกับฝ่ายที่ปราชัยก็ร่ำไห้เสียใจที่พลาดหวังในการแข่งขันทั้งๆ ที่ก็ฝึกฝนไม่น้อยไปกว่ากัน ความรักมีพลังมหาศาลที่จะปลดปล่อยน้ำตาอุ่นๆ ไหลมาอาบแก้มของใครต่อมากมาย ความผิดหวังจากความรักนำมาซึ่งความโศกเศร้าอย่างถึงที่สุดนี่เอง ที่เปลี่ยนแปลงคนคนหนึ่งกลายเป็นอีกคนไปเลย

วาระที่สาม

การจากลาดูจะเป็นสิ่งที่ทำให้มนุษย์ร้องไห้มากที่สุดครั้งหนึ่ง โดยเฉพาะการจากลาที่ไม่มีวันได้พบเจอกันอีก คนสมัยก่อนเชื่อว่านอกจากโลกใบนี้แล้ว ยังมีโลกอีก 4 ใบทับซ้อนกันอยู่ คือ โลกที่เรากำลังอยู่ โลกวิญญาณ โลกแห่งความตาย โลกนรก โลกสวรรค์ ในบรรดาโลกทั้งห้านี้มีการร้องไห้ให้ได้ยิน และทุกโลกต่างหมุนโคจรไปกับเราทุกขณะทุกวัน หากเราดีใจ อิ่มใจ หรือรู้สึกสงบ ก็บอกได้เลยว่า เรากำลังอยู่ในโลกสวรรค์ แต่ถ้าเราทุกข์ใจ ก็บอกได้ทันทีเช่นกันว่าเรากำลังย่ำไปในโลกของนรก ส่วนคนที่เมาสุรา อาจจะกำลังท่องเที่ยวไปในโลกแห่งวิญญาณ เพราะร่างกายที่อ่อนเอนทรงตัวไม่มั่นคงนั้น อาจเหลือความเป็นมนุษย์เพียงครึ่งเดียว ในแต่ละวันเราอาจจะท่องเที่ยวไปมาจนครบทั้งห้าโลกก็ได้

ฟ้าเจ็ดซ้อนดินเจ็ดชั้น ความเชื่อ ของปกาเกอะญอ ต่อ ห่อโข่ หรือโลกที่เราอาศัย และการร่ำไห้ ธรรมชาติอย่างหนึ่งของมนุษย์ที่แสดงถึงการมีชีวิตอยู่

ฟ้าเจ็ดซ้อนดินเจ็ดชั้น

โลกไม่ได้อยู่โดดเดี่ยวลำพัง โลกต้องการผู้ที่คอยช่วยเหลืออย่างดวงอาทิตย์ที่ส่องสว่างมายังโลก ทำให้โลกนั้นมีชีวิต มีความหวัง 

‘หมื่อหล่า’ แปลตรงตัวว่า ใบของดวงอาทิตย์ มีความหมายว่า ‘ความหวัง’ ตราบใดที่โลกยังมีดวงอาทิตย์ เราก็จะยังมีความหวัง ต่อให้บางยุคบางสมัยยากลำบาก ในการประกอบพิธีกรรม คนสมัยก่อนจะเอ่ยขอบคุณฟ้าดินเพื่อระลึกถึงบุญคุณของธรรมชาติที่ได้ดูแลมนุษย์ให้อยู่รอดปลอดภัยในทุกฤดูทุกปี ที่เราอยู่รอดปลอดภัยได้ทุกวันนี้ นอกจากเป็นเพราะการเรียนรู้ที่จะปรับตัวของเราแล้ว ส่วนสำคัญคือการบิดตัวถ้อยทีถ้อยอาศัยของโลกที่พอเหมาะพอดี

ฟ้าเจ็ดซ้อนดินเจ็ดชั้น ความเชื่อ ของปกาเกอะญอ ต่อ ห่อโข่ หรือโลกที่เราอาศัย และการร่ำไห้ ธรรมชาติอย่างหนึ่งของมนุษย์ที่แสดงถึงการมีชีวิตอยู่

ทุกๆ วันมีก้อนอุกกาบาตโคจรมาชนกับโลกนับครั้งไม่ถ้วน แต่ด้วยชั้นบรรยากาศของโลกนี้เอง ช่วยปกป้องให้เรารอดพ้นจากภัยอันตรายที่เกิดกับเรา หากก้อนอุกกาบาตเหล่านั้นทะลวงชั้นบรรยากาศโลกเข้ามาได้ โลกอาจจะเจ็บปวดโดยที่เราไม่รู้เลย

หรือการรักษาสมดุลและจัดวาง วงแหวนแห่งไฟที่เป็นรอยแยกของเปลือกโลก ซึ่งทอดยาวตามแนวชายฝั่งในมหาสมุทรแปซิฟิก เก็บภูเขาไฟและระเบิดเวลาของการเกิดแผ่นดินไหว เราในฐานะมนุษย์แทบจะบังคับอะไรไม่ได้เลย หากเกิดอะไรขึ้นแบบกะทันหัน

แต่เพราะความรักของดวงดาวที่ร้องไห้ ซึ่งมอบความรักที่ยิ่งใหญ่ เป็นความรักที่ไร้กาลเวลา ต่อให้เราจะตัดต้นไม้มาสร้างบ้าน ต้นไม้ไม่เคยห้าม แต่ยังแตกกิ่งก้านใหม่ออกมาให้ร่มเงากับเราอีกครั้ง เราจับปลาในท้องทะเลกิน มหาสมุทรไม่เคยห้าม แถมยังเพิ่มฝูงปลาให้เรา แผ่นดินไม่เคยห้ามเราทำเหมืองแร่ เพื่อให้เราได้นั่งเครื่องบินท่องเที่ยว ส่งจรวดไปดาวอังคาร มีชีวิตอย่างสะดวกสบาย

นอกจากการใส่วันสิ่งแวดล้อมโลกลงในปฏิทิน เพื่อย้ำเตือนให้เราเห็นคุณค่าของโลกใบนี้ การกล่าวขอบคุณฟ้าเจ็ดซ้อนดินเจ็ดชั้น ก็เป็นสิ่งเล็กๆ ที่ทำให้เรายังพอนึกภาพที่เราเกี่ยวข้องกับโลกและจักรวาลได้บ้าง คนรุ่นก่อนที่เชื่อว่าชีวิตของเราขึ้นตรงต่อแรงหมุนของโลก และเราต้องยอมรับและหมุนไปกับฤดูกาลของโลกที่หมุนเปลี่ยนไป

กินน้ำ ให้รักษาชีวิตของน้ำ ใช้ดิน ให้ดูแลชีวิตของโลก

คือถ้อยคำสั้นๆ ที่คนรุ่นก่อนฝากไว้ให้เรา เพื่อที่เราจะยังมีความหวังต่อไป ในวันที่เราต่างได้ยินเสียงสะอื้นจากดาวเคราะห์สีน้ำเงินดวงนี้

ฟ้าเจ็ดซ้อนดินเจ็ดชั้น ความเชื่อ ของปกาเกอะญอ ต่อ ห่อโข่ หรือโลกที่เราอาศัย และการร่ำไห้ ธรรมชาติอย่างหนึ่งของมนุษย์ที่แสดงถึงการมีชีวิตอยู่

Writer & Photographer

โอชิ จ่อวาลู

นักการภารโรงที่ Lazy man College ผู้กำลังหัดเขียนเล่าเรื่อง

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load