ถ้าบทความนี้กำลังจะเขียนเล่าว่า หม่ำ จ๊กมก หรือ เพ็ชรทาย วงศ์คำเหลา คือใคร 

คงจะล้าสมัย และคุณคงปิดหน้าเว็บไซต์ก้อนเมฆหนีไปเสียก่อน เพราะเรามั่นใจว่าคุณรู้จักชายคนนี้ดี ผ่านเสียงหัวเราะ รอยยิ้ม และน้ำตา จากจอแก้วและจอเงิน จากงานเบื้องหน้าและงานเบื้องหลัง

ครั้งนี้เราชวนชายที่เพิ่งอายุ 57 หมาด กำลังนอนเหยียดขาอยู่บนโซฟาตัวยาวด้วยท่าทางสบาย ๆ บนพื้นมีรองเท้าหนังหลุยส์ป่าตอง ซื้อจากภูเก็ต (เขาว่างั้น) มือข้างหนึ่งถือยาดมหลอดจิ๋ว ก่อนจะสูดเข้าจมูกฟอดใหญ่ สนทนาถึงชีวิต ความคิด หนัง เพลง ความรัก โทรศัพท์ และอนาคต ของ หม่ำ จ๊กมก

เราชวนเขาทบทวนชีวิตจากอำเภอเล็ก ๆ ในจังหวัดยโสธร จนถึงวันที่เปิดบั้งไฟฟิล์ม ค่ายหนังที่ผลิตหนังไทยมากว่า 40 เรื่อง นายห้างเพลงยุ้งข้าวเรคคอร์ดที่ลงมือทำเองทุกขั้นตอน และพระเอกจากภาพยนตร์ LOVE เลย 101 หนังรักต่างวัยของหญิงสาวกับดาบตำรวจวัยเกษียณ เล่าเรื่องคลอกับเพลงของ สายัณห์ สัญญา ซึ่งหม่ำกลับมารับบทพระเอกหนังโรแมนติก-คอเมดี้ในรอบ 7 ปี หลังจากรับบท สมบัติ ใน เฉิ่ม 

บทสนทนาขนาดกระชับนี้ ถูกเล่าด้วยน้ำเสียงของหม่ำ บนโซฟาและยาดมตราโป๊ยเซียน

หม่ำ จ๊กมก ในวันที่อายุ 57 เป็นเจ้าของค่ายหนัง นายห้างเพลง และพระเอกหนังรัก

ชีวิตหม่ำ

เราอยู่ในอำเภอเล็ก ๆ ของยโสธร สมัยก่อนยังไม่เจริญเท่าที่ควร ประปาไม่มี ต้องเอากะปีบไปขนน้ำมาใช้ดื่ม ใช้กิน ตอนเด็กชอบดูหนัง ฟังเพลง ก็ไม่แปลกที่มาทำหนัง ทำเพลง เราชอบความบันเทิง ชอบรำ ชอบร้อง ชอบเต้น ชอบแสดง เพราะมันเป็นตัวเรา เป็นชีวิตเรา แล้วมันก็เป็นความจริง เท่านั้นเอง

แต่เรื่องพวกนี้ต้องมีความรักกับมันด้วยนะ

เด็กต่างจังหวัดยุคนั้นคิดแต่ว่าจะทำมาหากินอะไร มีความฝัน อยากเป็นดารา อยากเป็นนักแสดง อยากเป็นตลก อยากเป็นนักร้อง อยากเป็นคนทำหนัง มันเป็นแรงบันดาลใจให้เราเข้ากรุงเทพฯ 

เพื่อนส่วนใหญ่เกเร เราเป็นปลาตัวเดียวที่แยกออกมาจากฝูง มาดูแลชีวิตตัวเองให้เป็นตัวของตัวเอง

ตอนนี้ทำมาหมดแล้วทุกอย่าง สิ่งที่เราทำเรียกได้เต็มปากว่ามันคือตัวตนของเรา

ทุกวันนี้เราตื่นนอน 2 รอบ ตื่นตอนตี 4 ครึ่ง หลับอีกที 6 โมง แล้วก็ตื่นอีกที 9 โมง หลังจากนั้นก็ทำงาน ทำงานแบบอาทิตย์เว้นอาทิตย์ ถ้าไม่มีอะไรทำก็ลงไปแทงสนุกเกอร์ข้างล่าง ปัจจุบันก็ขายหม่ำแซบ น้ำปลาร้าพรีเมี่ยมจากทะเล แล้วก็มิกกี้หม่ำ น้ำปลา ซอยหอยนางรม น้ำมัน ผงชูรส ผงปรุงรส

เพิ่งอายุ 57 ครับ 57 เต็มเปี๊ยะเลย แก่ขึ้น เดินเหินไม่เหมือนเมื่อก่อน บางทีคิดอะไรได้ เดินสามสี่ก้าวก็ลืม วันก่อนดูหนัง นางเอกเล่นเป็นนักมวย มานึกชื่อได้ตอนหนังจบว่าคือ Hilary Swank 

พออายุมากขึ้นเราเรียนรู้ว่าต้องรักสุขภาพเยอะ ๆ คนเรามัวแต่คิดเรื่องอื่น ไม่ค่อยคิดเรื่องสุขภาพ เราไม่รู้หรอกว่าจะป่วยเป็นอะไร คนก็เหมือนเครื่องยนต์นะ ใช้มามาก ก็ต้องตรวจสภาพบ่อย ๆ

ความสุขทุกวันนี้คือดูหนัง ฟังเพลง นั่งคนเดียว คิดคนเดียว

หม่ำ จ๊กมก ในวันที่อายุ 57 เป็นเจ้าของค่ายหนัง นายห้างเพลง และพระเอกหนังรัก

ความคิดหม่ำ

พอเข้ากรุงเทพฯ ก็อยู่วงดนตรีลูกทุ่ง ตามประสาคนที่มาดิ้นรน (หัวเราะ)

มันโอเคนะ เราเรียนรู้ประสบการณ์ใหม่ ๆ พอมาเป็นตลกคาเฟ่ ก็เรียนรู้ประสบการณ์ใหม่ ๆ อีก ทำให้ชีวิตเราแข็งแกร่งขึ้น เราเป็นคนขวนขวายอยู่แล้ว อัปเดตกับทุกเรื่อง ตอนนี้คนทำอะไร กินอะไร ดูอะไร ซื้ออะไร โพสต์อะไร คอมเมนต์อะไร มันเลยได้เปรียบ เวลาเล่นตลกก็เล่นไม่เหมือนชาวบ้าน เพราะคิดไม่เหมือนเขา เช่น เวลาคนตาย ทำไมต้องใส่ชุดดำ ทำไมต้องเปิดเพลง ธรณีกรรแสง แค่นี้ก็เศร้าพออยู่แล้ว

เราเป็นพวกมีมุมมองที่พิลึกกว่าคนอื่น 

ทัศนคติในการทำงาน เราต้องรักษามาตรฐาน รักษาเพดานบินของตัวเองไว้ ถ้ามันไม่ขึ้น ก็ให้มันอยู่ที่เดิม แต่อย่าให้มันลดลง บางคนถามเราว่า ‘ทำไมผมไม่มีงาน’ ก็มึงไม่อัปเดต มึงไม่รู้ว่าเขาไปถึงไหนกันแล้ว วันนี้เขาพูดเรื่องไฟไหม้ที่สัตหีบกันแล้ว มึงรู้เรื่องหรือเปล่า มันตอบง่ายมากเลย แบบนี้ใครจะให้งาน

(อะไรทำให้ เพ็ชรทาย วงษ์คำเหลา กลายเป็น หม่ำ จ๊กมก ในวันนี้)

ตัวตน เราเชื่อว่าทุกคนเกิดมาเพื่อสิ่งนั้น แต่ทั้งหมดทั้งมวลต้องอาศัยฝีมือล้วน ๆ

(โอกาสเกี่ยวไหม) 

โอกาสก็มีส่วน โชคชะตาก็ใช่ พรหมลิขิตก็ไม่เชิง ทุกอย่างถูกขีดไว้หมดแล้วว่าเราเกิดมาเพื่อสิ่งนี้ คนเห็นเราก็ต้องยิ้มก่อน เจอหน้าเราก็ต้องยิ้มก่อน ยังไม่ทันทำอะไรเลย ยิ้มก่อนแล้ว 

ในวันที่ทำงานแล้วไม่มีคุณค่าก็มี ถ้าทำตัวให้มีคุณค่า ทำอะไรก็มีคุณค่า เราไม่ชอบอยู่เฉย ๆ ว่างต้องหาอะไรทำ ได้ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าเทอมให้หลาน อีก 3 ปีก็ 60 พอดี อาจจะหยุดสักพัก ถ้าให้เลิกคงไม่ได้หรอก เพราะฝังอยู่ในตัวแล้ว คงหยุดสักพักเพื่อพักผ่อนสมอง พักผ่อนปากตัวเอง พาลูกหลานไปเที่ยว

หม่ำ จ๊กมก ในวันที่อายุ 57 เป็นเจ้าของค่ายหนัง นายห้างเพลง และพระเอกหนังรัก
หม่ำ จ๊กมก ในวันที่อายุ 57 เป็นเจ้าของค่ายหนัง นายห้างเพลง และพระเอกหนังรัก

หนังหม่ำ

เราเริ่มมีมุมมองทำบั้งไฟฟิล์มจาก บอดี้การ์ดหน้าเหลี่ยม ภาคแรก เราเล่นหนังมาเยอะแล้ว เราคิดว่าเราทำได้ เราอาจไม่รู้จักกล้อง ไม่รู้จักอะไรก็แล้วแต่ แต่คนมันใฝ่ พอเรามีวิธีของเรา มันก็เป็นเรื่องง่าย 

เป็นโปรดิวเซอร์บ้าง เป็นผู้บริหารบ้าง ไม่ต่างกันหรอก เพราะเราเข้าใจมันทั้งหมดอย่างถ่องแท้ การทำบั้งไฟฟิล์ม เราอยากให้คนมีความสุข ให้คนมีรอยยิ้ม ไม่ค่อยกล้าสร้างหนังดราม่า แต่ก็มีบ้าง สูตรการทำหนังก็ต้องเดาใจคนดูนะ บางทีเล่าเรื่องเก่าให้เป็นเรื่องใหม่ เล่าเรื่องใหม่ให้เป็นเรื่องเก่า เสี่ยงเหมือนกันว่าจะเดาใจถูกมั้ย และต้องถูกใจคนให้ตังค์ทำหนังด้วยนะ ไม่ใช่ทำสองสามเรื่องแล้วขาดทุน ดูจากรายได้หนังก็รู้แล้ว

เทรนด์หนังมันเปลี่ยนแปลงทุกปี ความคิดก็เปลี่ยนแปลงทุกปี 

การทำหนังเยอะ ๆ ทำให้รู้วิธีมากขึ้น รู้เรื่องราวชีวิตจริงของคนมากขึ้น เช่น ครูรักกับนักเรียน พระดูดบุหรี่ พระดูดม้า ข้าราชการตรวจสอบไม่ได้ ชีวิตจริงมันมี แต่หนังถูกตีกรอบให้นำเสนอไม่ได้ 

ขอถามกลับ ถ้านำเสนอไม่ได้ ก็อย่าทำข่าวสิ ให้คนรับรู้ทำไม แปลกมั้ยบ้านเมืองเรา

เราไม่ชอบทำหนังที่มียาเสพติด มีกินเหล้าเมามาย ถ้าเป็นฉากเลิฟซีนเห็นก้น เห็นหน้าอก ไม่ชอบ ไม่ใช่ทาง วิธีตลกมีเยอะแยะ เราอยากทำหนังให้ทุกคนดูได้ ดูเพลิน ไม่หยาบคายมาก เอาแค่พอดี

หนังที่เราทำเกี่ยวกับคนอีสาน เพราะคนอีสานมีเยอะ มีอยู่ทุกที่ ไม่ว่าจะขายอะไร ตลาดใหญ่คือคนอีสาน แต่คนอีสานเขาไม่อยากพูดภาษาอีสานหรอก อาย ขนาดคนอำนาจฯ ยังพูดไทยใส่เลย แล้วจะแนะนำทำไมว่าเป็นคนอำนาจฯ แต่ถ้าบอกว่า ผมคนอำนาจเด้ออ้าย เออนั่นใช่ ผมคนอุบลฯ​ เด้ออ้าย เออนั่นใช่

นี่แหละคือรากเหง้า

หม่ำ จ๊กมก ในวันที่อายุ 57 เป็นเจ้าของค่ายหนัง นายห้างเพลง และพระเอกหนังรัก

พระเอกหม่ำ

พอมาเล่นหนัง LOVE เลย 101 ก็เป็นหนังอีกสไตล์หนึ่ง เป็นหนังรักใส ๆ พูดถึงความรักต่างวัยที่อายุห่างกันไม่รู้กี่รอบ และเป็นรักครั้งแรกของผู้หญิงคนนี้ เราเล่นเป็นพระเอก บทคือตำรวจ ด้วยวัยต่างกันก็คิดคนละอย่าง มันไม่เหมาะหรอก เป็นไปไม่ได้ แต่เรื่องจริงมันมี มีอยู่แล้ว ก็แค่เปิดใจรับมัน ซึ่งหนังเรื่องนี้ไม่ได้พูดเฉพาะรักต่างวัย พูดเรื่องความรักอีกหลายรูปแบบ หญิงรักหญิง ชายรักชาย เราคิดถึงประเด็นนี้ก่อนจะออกกฎหมายสมรสเท่าเทียมอีก แล้วหนังเรื่องนี้เป็นหนัง 2 เวอร์ชันนะ ตั้งแต่จังหวัดชุมพรลงไปจะได้ฟังเวอร์ชันพากย์เสียงภาษาใต้ คนพากย์มี เอกชัย ศรีวิชัย,​ บ่าววี,​ ลิลลี่ ได้หมดถ้าสดชื่น และ เจนนี่ ได้หมดถ้าสดชื่น 

LOVE เลย 101 สนุกตรงที่หนังเล่าผ่านเพลงของ สายัณห์ สัญญา แล้วนางเอกก็ไม่รู้จักสายัณห์ด้วย เขาไม่ฟังเพลงลูกทุ่งอยู่แล้ว พอรู้จักดาบแดงทำให้เขาเริ่มรักเพลงลูกทุ่ง เริ่มรักคนที่ชื่อดาบแดง ที่เราเลือกเพลงสายัณห์มาประกอบในหนังเรื่องนี้ เพราะเกิดยุคนั้นพอดี ยุค 40 ปีที่แล้ว ใครที่ชอบเพลงสายัณห์ ดูหนังเรื่องนี้แล้วจะอินเป็นพิเศษ​แน่นอน พาลูกพาเต้าไปดูได้ ไปเล่าให้ลูกฟังว่ารุ่นพ่อรุ่นแม่รักเพลงพวกนี้

เพลงที่อยู่ในหนังเราก็เลือกเองทั้งหมด มันตรงกับชีวิตรักเราบางช่วงด้วย ช่วงผิดหวัง ช่วงชื่นมื่น ช่วงที่อาจเป็นไปไม่ได้อีกแล้ว ช่วงโดนกีดกัน อย่างเพลง รักคนแก่ดีกว่านะน้อง มันก็ตรงกับหนังเลย

LOVE เลย 101 ของ เพ็ชรทาย วงษ์คำเหลา และบทบาท หม่ำ จ๊กมก ในวันนี้

เพลงหม่ำ

(ฟังเพลง ตำนานเสี่ยว ของน้าหม่ำมา ชอบมาก)

เจ็บเจ็บ จำจำ เจ้าบ้านนอก กิ๊กกิ๊ก ก็อกก็อกจากอีสาน เป็นอยู่อย่างนี้มานมนาน สืบทอดลูกหลานตำนานเสี่ยว – เอ็กซ์ก็ชอบ (วัชรพงษ์ ปัทมะ – ผู้กำกับ LOVE เลย 101) เพลงนี้ประมาณ 30 ปีได้ เนื้อหาเพลงยังเข้ากับปัจจุบัน พี่จ้อ เป็นคนแต่งเนื้อ หนู มิเตอร์ ทำดนตรี พี่ต้อย เศรษฐา เป็นเจ้าของค่าย

 ก่อนอยู่บ้านนาเขาเรียกกันว่าทองดี ไปอยู่กรุงเทพไม่กี่ปี กลายเป็นวลีสีทันดร จากเด็กท้องนาไปอยู่เมืองฟ้า เมืองนคร จากลูกชาวนาไปยืนฟู่ฟ่ากับแสงนีออน คงไม่เหมือนแต่ก่อนเพราะบังอรลืมเด่นดัง – เพลง น.ส. ทองดี ก็ชอบนะ มีอีกเพลง ไอ้ป๋อง (กพล ทองพลับ) เปิดบ่อย เพลง อสูรกายครวญ ออกร็อก ๆ หน่อย 

ตอนนี้เป็นนายห้างของยุ้งข้าวเรคคอร์ดมา 3 – 4 เดือน สนุกดี มันเริ่มจากใจเราชอบ ใจเรารัก ถ้าไม่รักทำไม่ได้หรอก เราอยู่กับเพลงลูกทุ่งมาตั้งแต่เด็ก คลุกคลีตั้งแต่เข้าวงการใหม่ ๆ ทำให้เราเข้าใจเนื้อหา เข้าใจความเป็นเพลงลูกทุ่ง ยากนะ เป็นผู้บริหารค่ายเพลงที่มานั่งเลือกเพลงให้นักร้อง ร้องไกด์เอง ทำเอ็มวีเอง คิดสตอรี่เอง คุมงานเองทุกอย่าง แล้วการเลือกเพลงให้นักร้องแต่ละคนก็ต้องดูลักษณะเสียง ดูคาแรกเตอร์ ดูเนื้อหาเพลงให้เหมาะกับนักร้อง ไม่ใช่จู่ ๆ สักแต่ว่าร้อง ไม่ใช่นะ ความหมายของเพลงลูกทุ่งมันมีอยู่

แต่ก็นั่นแหละ การทำเพลงก็เหมือนเล่นการพนัน จะป๊อกแปด ป๊อกเก้าตอนไหนก็ไม่รู้ เดาใจคนดูยาก เดาใจคนฟังยาก เกิดมันจะดัง มันก็ดังเลย อย่าง ไรอัล กำลังมาแรงเพลง รักเก่าข้างกองฟาง ไรอัลร้องเพลงเร็วก็ดี ร้องเพลงช้าก็ดี เรามองเห็นบางอย่างในตัวเขา เขาทำได้มากกว่านั้น แต่ไม่มีใครบอกเขา

เราว่าการเกิดขึ้นของยุ้งข้าวฯ มันซัพพอร์ตทั้งคนฟัง นักร้อง และคนทำงานในค่าย

มันเอื้อกันเป็นวงเวียน เหมือนล้อเกวียน หมุนไปเรื่อย ๆ เมื่อก่อนนะ นักร้องขอให้เสียงดีอย่างเดียว หน้าตาไม่เกี่ยว เพราะคนหล่อเขาไม่กล้าร้องเพลงกันหรอก อาย 

(ทำไม) 

ก็มันอาชีพเต้นกินรำกิน สมัยก่อนคนยอมรับที่ไหน 

แต่เรามองว่าอาชีพนี้เป็นอาชีพอิสระ อย่าคิดแบบเมื่อก่อน อาชีพนี้ก็งานเหมือนกัน เรารักเพลงลูกทุ่ง รักการแสดง รักภาพยนตร์ รักอาชีพตัวเอง ที่สำคัญต้องวางมาตรฐานตัวเองให้ดี รักษาเพดานบินเอาไว้ 

เพลงลูกทุ่งร้องขึ้นมาปั๊บ เห็นภาพทันที ตีความง่าย ว่างจากงานหว่านไถ มันก็บอกอยู่แล้ว จะร้อยมาลัยใบข้าว ใบข้าวเอามาร้อย ห้อยคอสาวจำปา เห็นภาพท้องทุ่งนา เหมือนเล่านิทาน เล่าให้คนร้องไห้ยังได้ ขวัญหาย จดหมายจากแม่ส่งมา เนื้อจดหมายเขียนว่า นาฝนแล้ง เพลงบอกหมดแล้วด้วยเนื้อหาของมัน

แต่เพลงลูกทุ่งแปลกอย่าง ถ้าดังจะดังนานมาก เพลง สมศรี 1992 ก็ร้องอยู่นั่นแหละ เลิกแล้วค่ะ ก็ร้องอยู่นั่นแหละ จะขอก็รีบขอ ก็ร้องอยู่นั่นแหละ มันไม่ไปไหนหรอก เสน่ห์ของเพลงลูกทุ่งคือมันเป็นอมตะ

เพลงลูกทุ่งไม่มีวันตายหรอก และไม่มีทางหายไปจากประเทศไทยด้วย 

ชีวิต ความคิด หนัง เพลง ความรัก โทรศัพท์ และอนาคต ของ เพ็ชรทาย วงษ์คำเหลา และบทบาท หม่ำ จ๊กมก ในวันนี้

ความรักหม่ำ

ชื่นมื่น ชื่นมื่น

ก็เหมือนในหนัง มาเจอกันโดยบังเอิญ ตอนนี้อยู่ด้วยกัน 40 ปี คงเป็นพรหมลิขิต เขาขีดเขี่ยไว้แล้วให้เป็นเนื้อคู่ จริง ๆ แล้วเรื่องความรักมันไม่มีอะไรหรอก แค่เข้าอกเข้าใจกัน จะถูกคอกันมันมีแค่นี้แหละ คนเป็นคู่ผัวตัวเมีย มันรู้กันอยู่แล้ว โกหกไม่ได้ เพราะสายตามันฟ้อง ถามว่าอยู่ได้ถึงขนาดนี้เพราะอะไร ก็เพราะรักกันนี่แหละ ไม่มีอะไรเกินกว่าคำว่ารักหรอก รักที่สุด รักมาก รักเลยร้อยเอ็ด (หัวเราะ)

(ถ้าให้เลือกเพลงที่ตรงกับความรักของ หม่ำ จ๊กมก)

คงเป็นเพลง ‘เธอจะอยู่คอยใคร’ ตอนรู้จักกับเขาใหม่ ๆ ยังไม่ได้รักกันหรอก

เธอจะอยู่คอยใคร หัวใจฉันเฝ้าถามหา เพลงของ สายัณห์ สัญญา

โทรศัพท์หม่ำ

ไม่มี 

ไม่มีโทรศัพท์ มันเป็นเรื่องของเมีย ดูโทรศัพท์เมียนั่นแหละ 

แต่เคยมีนะ มี 5 6 7 เครื่อง ลืมที่กองถ่ายบ้าง ลืมบนรถแท็กซี่บ้าง เลยไม่มีดีกว่า

อนาคตหม่ำ

อยากเป็นรัฐมนตรี

Writer

Avatar

สุทธิดา อุ่นจิต

กรุงเทพฯ - เชียงใหม่ สู่ ลาดพร้าว - สุขุมวิท , พูดภาษาพม่าได้นิดหน่อย เป็นนักสะสมกระเป๋าผ้า ชอบหวานน้อยแต่มักได้หวานมาก

Photographer

Avatar

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Cloud of Thoughts

บทสัมภาษณ์ขนาดยาวว่าด้วยเรื่องราวชีวิตและความคิดอันมีพลัง

1 กุมภาพันธ์ 2566
654

“รางวัลกินรีทอง มหาชน ครั้งที่ 8 สาขาอนุรักษ์การแสดงศิลปะพื้นบ้าน ได้แก่…”

ในฮอล์ที่กระหึ่มไปด้วยเสียงเฮฮา จู่ ๆ ก็เงียบดุจดั่งป่าช้า เสมือนรอคอยแสงอาทิตย์สาดส่องให้พื้นที่นี้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง จนกระทั่งทราบว่า รางวัลนี้ตกเป็นของ คลังพลอย ไวยพัฒน์ จากหมอลำเสียงวิหค พ่อยกแม่ยกหมอลำชาวที่ราบสูงหลาย ๆ ท่านคงต้องทำหน้าฉงนสงสัย ว่าเด็กสาวที่ได้รับรางวัลนี้คือใครกันหนอ

แต่พอได้ทราบว่านั่นคือชื่อเสียงเรียงนามที่แท้จริงของ ยูกิ เพ็ญผกา จากใบหน้าที่ฉงนสงสัยก็แปรเปลี่ยนเป็นร้องอ๋อกันทันใด

ยูกิ เพ็ญผกา หมอลำลูกครึ่งญี่ปุ่น-อีสาน กับบทบาทนางเอกคณะที่เริ่มต้นในวัย 13 ปี

ก่อนเริ่มพูดคุยกัน ภาพของสาวชาวอำเภอคอนสวรรค์ จังหวัดชัยภูมิ นางเอกหมอลำในวัยเพียง 15 ปี ได้ปรากฏขึ้นมายังจอคอมพิวเตอร์ ภาพลักษณ์ของสาวน้อยแลดูอ่อนน้อม เหนียมอาย ไร้เดียงสา ช่างแตกต่างจากตอนเธอสวมหัวโขนเป็นนางเอกหมอลำที่พกความมั่นใจและพลังเกินร้อยอย่างสิ้นเชิง

ตอนนี้เรากำลังพูดคุยกับ ‘ยูกิ คลังพลอย’ ไม่ใช่ ‘ยูกิ เพ็ญผกา’ ที่เราและหลาย ๆ ท่านคุ้นเคย

ออกจะเป็นเรื่องแปลกที่นักแสดงหมอลำมีชื่อเล่นเหมือนการ์ตูนอนิเมะ ทั้งที่ปากยังเว้าภาษาอีสานแจ๋ว ๆ ยูกิย้ำว่านี่คือชื่อที่มารดาตั้งให้ เนื่องจากเลือดครึ่งหนึ่งในกายเธอสืบมาจากแดนอาทิตย์อุทัย

“ชื่อ ยูกิ เป็นชื่อตั้งแต่เกิด คุณแม่เป็นคนตั้งให้ค่ะ หนูเป็นลูกครึ่งญี่ปุ่น คุณแม่เป็นคนอีสาน คุณพ่อเป็นคนญี่ปุ่น” เธอตอบคำถามที่หลายคนคาใจ

“ยูกิ (雪) แปลว่า หิมะ ค่ะ” เด็กสาวกล่าวเสริมเผื่อคนที่ไม่มีความรู้ด้านภาษาข้างพ่อเธอ

13 เมษายน พ.ศ. 2550 คือวันที่เด็กหญิงคลังพลอยหรือยูกิลืมตาดูโลก เธอเติบโตมาภายใต้การเลี้ยงดูของคุณแม่และพ่อเลี้ยงแสนดี ห้อมล้อมด้วยกลิ่นอายของวัฒนธรรมลุ่มแม่น้ำโขง ยูกิค้นพบว่าเสียงเพลงคือของขวัญจากฟากฟ้าที่ประทานความสุขสำราญให้กับเธอมาแต่เล็กแต่น้อย เธอจึงหลงใหลในเสียงเพลงและดนตรีนานาชนิด ทั้งเพลงสมัยใหม่และสมัยเก่า

“หนูชอบร้องเพลงมากค่ะ ร้องมาตั้งแต่ 3 ขวบได้ เพลงที่ร้องตอนนั้นก็เป็นเพลงลูกทุ่ง ยังไม่ใช่เพลงหมอลำ เพลงแรกที่ร้องคือเพลง นักร้องบ้านนอก ค่ะ” สาวลูกครึ่งเผยงานอดิเรกของตนด้วยยิ้มพิมพ์ใจ 

ยูกิ เพ็ญผกา หมอลำลูกครึ่งญี่ปุ่น-อีสาน กับบทบาทนางเอกคณะที่เริ่มต้นในวัย 13 ปี

“นอกจากเพลงลูกทุ่งแล้ว หนูชอบฟังพวกเพลงสตริง เพลงแร็ป เพลง K-POP ด้วย พี่ลิซ่า BLACKPINK หนูก็ชอบ ชอบมาก ๆ ค่ะ”

อย่างไรก็ดี ความชอบทั้งหมดทั้งมวลนี้ยังเป็นรองดนตรีหมอลำ

พจนานุกรมภาษาถิ่นไทยอีสานแจงรากศัพท์ของหมอลำออกเป็น 2 คำ ได้แก่ ‘หมอ’ ที่หมายถึงผู้มีความชำนาญ กับ ‘ลำ’ ที่แปลว่าการบรรยายเรื่องราวต่าง ๆ ด้วยทำนองอันไพเราะ ‘หมอลำ’ จึงเป็นคำประสมที่แปลเป็นภาษาไทยกลางได้ว่า ผู้ชำนาญด้านการขับทำนองเล่าเรื่อง

เพลงหมอลำเป็นประเพณีการละเล่นที่แพร่หลายไปทั้ง 2 ฝั่งโขง จะประเทศลาวหรือภาคอีสานของไทย งานวัดงานบุญของ 2 แผ่นดินนี้ไม่เคยขาดเสียงแคนและคำร้องที่มีต้นแบบมาจากเพลงลูกทุ่ง ความแพร่หลายของหมอลำนำไปสู่การพัฒนาต่อยอดเป็นหมอลำสารพัดชนิด

“หมอลำจะมีหลายประเภทค่ะ เช่น หมอลำซิ่ง หมอลำกลอน หมอลำหมู่ ฯลฯ แตกต่างกันออกไปในบางสาขาอาชีพ แต่ที่หนูลำอยู่ทุกมื้อนี้เป็นหมอลำหมู่ ลำเรื่องต่อกลอนทำนองขอนแก่นค่ะ”

นี่คือหมอลำชนิดที่กำเนิดใหม่เมื่อหลายสิบปีก่อน เป็นรูปแบบหมอลำที่เติบโตมาจากการผสมผสานระหว่างหมอลำพื้นกับลิเกของภาคกลาง เห็นได้จากชุดผู้แสดงที่รับมาจากลิเกเต็ม ๆ กับการร้องแบบหมอลำพื้น ร้องรำกันเป็นหมู่คณะ แต่ละคนสวมบทบาทเป็นตัวละครแนวจักร ๆ วงศ์ ๆ เช่น พระราชา เจ้าหญิง ฤๅษี เทวดา ผีสาง เรื่องที่ใช้ลำโดยมากอ้างอิงจากนิทานชาดกท้องถิ่นของภาคอีสาน ใจความของเรื่องที่ใช้แสดงคือการมุ่งสอนให้รู้จักบาปบุญคุณโทษ

แต่หมอลำหมู่ในยุคนี้ได้ปรับปรุงรูปแบบการแสดงให้ถูกจริตคนยุคใหม่ การแสดงของยูกิจึงมีมากกว่าหมอลำตามแบบฉบับดั้งเดิมที่ทุกคนคุ้นเคย

ยูกิ เพ็ญผกา หมอลำลูกครึ่งญี่ปุ่น-อีสาน กับบทบาทนางเอกคณะที่เริ่มต้นในวัย 13 ปี

“จะมีช่วงคอนเสิร์ต ก็ร้องเพลงตลาดทั่วไป เพลงอินดี้ เพลงหมอลำ ร้องสลับกันไป พอตกดึกก็ลำเรื่องต่อกลอน เป็นคล้าย ๆ ลิเก แต่ว่าเป็นภาษาอีสาน คนละทำนองกัน แล้วก็มีแสดงละครเข้าถึงบทบาทกันบ้าง” เธอเริ่มใช้ภาษาบ้านเกิดเมื่อบรรยากาศการพูดคุยอบอวลไปด้วยความสนุกสนาน

เมื่อพิจารณาอายุของยูกิ อาจคิดว่าเส้นทางหมอลำของเธอเพิ่งเริ่มต้นขึ้น แต่ถ้าย้อนกลับไปจริง ๆ แล้ว บนถนนเส้นนี้ได้เริ่มต้นมาตั้งแต่เธอยังเป็นวัยรุ่นฟันน้ำนม เรียนอยู่ชั้น ป.2 โน่นแล้ว

“ตอนเด็ก ๆ คุณพ่อคุณแม่พาเบิ่งหมอลำ ส่วนใหญ่ดูหมอลำซิ่ง ตอนนั้นหนูดูในคลิปอยู่เลยค่ะ ยังไม่ได้ไปดูหน้างาน พอโตขึ้นก็มีโอกาสได้ไปหน้างาน เห็นพี่เขาแต่งตัวสวย มีคนดูเยอะ อยากแต่งตัว อยากเป็นแบบพี่เขาบ้าง” แววตาเป็นประกายถูกส่งทอดจากหน้าจอคอมพิวเตอร์สี่เหลี่ยมเล็ก ๆ ทำให้เหมือนย้อนเห็นภาพเด็กหญิงอายุไม่เกิน 10 ปีที่มีแววตาเต็มไปด้วยความฝัน

“หนูมีไอดอลคือ พี่แอน อรดี แล้วก็ พี่ใหม่ พัชรี ค่ะ หนูชอบดูพวกพี่เขามาก ดูคลิปตลอด ดูทั้งวันเลยค่ะ” ยูกิบอกด้วยสีหน้าภาคภูมิใจ

“หลังจากตอนนั้นก็ได้ไปบอกคุณพ่อคุณแม่ว่าอยากเป็นหมอลำ เลยหาประสบการณ์ด้วยการประกวดร้องเพลงไปเรื่อย ๆ ก่อน จุดเปลี่ยนอยู่ที่เขาพาหนูขึ้นรถแห่ ไปร้องเพลงอยู่บนรถแห่ตอนอายุ 10 ปี ตอนนั้นไปที่อำเภอภูเขียว จังหวัดชัยภูมิ พ่อกับแม่ค่อยมาตัดสินใจว่าจะพาขึ้นวงหมอลำจริง ๆ เลยมาเป็นหมอลำหมู่ค่ะ” เธอจูงมือพาเราหวนคืนยังอดีตที่เป็นจุดเริ่มต้นในการเดินตามความฝันของเธอ

ยูกิ เพ็ญผกา หมอลำลูกครึ่งญี่ปุ่น-อีสาน กับบทบาทนางเอกคณะที่เริ่มต้นในวัย 13 ปี

เรียกว่าหมอลำเสียงวิหคกับยูกิเติบโตมาด้วยกันคงจะได้ เพราะวันที่คุณพ่อและคุณแม่ของเธอพาไปสมัคร หมอลำเสียงวิหคก็เพิ่งเปิดใหม่ได้ปีแรก

“ตอนคุณพ่อคุณแม่พาไปสมัคร ตอนนั้นคณะเขาเพิ่งเปิดใหม่ปีแรก หนูอายุ 11 จะเข้า 12 ขวบ ตอนนั้นเราแสดงเป็นตัวลูก ยังไม่ได้เป็นนางเอก”

หมอลำรุ่นเยาว์เล่าความรู้สึกวันแรกบนเวทีซึ่งเธอยังจำได้ไม่มีเลือน

“ตอนนั้นไปแสดงที่วัดสีชมพู กรุงเทพฯ ความรู้สึกของการเป็นคนดูกับคนที่ได้ขึ้นแสดงมันต่างกันมาก ๆ เลยนะคะ ตอนดูหน้าเวทีเหมือนเราไปนั่งดูผลงานเขาเฉย ๆ แต่ตอนนี้เราเป็นผู้สร้างผลงานให้ผู้ชมหน้าเวทีดู ตอนแรกก็กดดัน แต่ตอนนี้เริ่มชินแล้วค่ะ”

เพราะคณะหมอลำเสียงวิหค ยูกิ เพ็ญผกา จึงมีตัวตนขึ้นมาท่ามกลางเสียงแคน

“ชื่อ ยูกิ เพ็ญผกา หัวหน้าวงเป็นคนตั้งให้ค่ะ เป็นชื่อที่ใช้ในวงการ หนูว่ามันเพราะดี”

จากสเต็ปการเติบโตของกันและกัน คณะกับนักแสดง ยูกิเข้ามารับบทบาทในฐานะนักแสดงสมทบ ฝึกร้องเพลง ฝึกการแสดง และศึกษาสิ่งที่เกี่ยวกับหมอลำในทุก ๆ วัน

“ท่าทางไม่ยาก เรื่องร้องยากกว่าค่ะ ร้องหมอลำยากกว่าร้องเพลงลูกทุ่งด้วย เพราะเพลงหมอลำจะมีเกริ่น หัวเพลงจะเป็นการเกริ่น แล้วก็จะเป็นทำนองรำซึ่งจะแตกต่างกันออกไป แล้วช่วงถัดมาจะเป็นเพลงธรรมดาเลยค่ะ เป็นทำนองที่แล้วแต่อาจารย์นักแต่งเพลงจะแต่งไป จะมีช่วงรำสลับกันกับท่อนร้อง ส่วนท่อนลงก็จะมีลูกเอื้อนนิดหน่อย ผสมกันไปจนจบเพลง

ยูกิ เพ็ญผกา หมอลำลูกครึ่งญี่ปุ่น-อีสาน กับบทบาทนางเอกคณะที่เริ่มต้นในวัย 13 ปี

“หนูก็ฝึกร้องเพลงอยู่เรื่อย ๆ ร้องเพลงทุกวัน ฝึกการแสดง ดูอะไรหลาย ๆ อย่างที่เกี่ยวกับหมอลำ เวลาซ้อมต้องมาซ้อมเองที่บ้าน ให้คุณพ่อ (พ่อเลี้ยง) ซ้อมให้ เพราะคุณพ่อร้องได้ค่ะ”

ครั้นแล้ววันหนึ่ง โอกาสพลิกชีวิตก็ล่องลอยมาหาเมื่อเธอมีอายุได้ 13 ปี

“หัวหน้าคณะเขามาบอกคุณแม่ค่ะว่าจะให้น้องมาเป็นนางเอก แต่น้องต้องลดหุ่น เพราะตอนนั้นหนูอ้วนอวบ ตัวกลมเลย” กว่ายูกิจะก้าวขึ้นมาเป็นนางเอก ไม่ได้มาด้วยโชคช่วย แต่เป็นความพยายาม มุ่งมั่น พัฒนาทั้งการร้องและภาพลักษณ์ 

“หนูใช้เวลา 2 เดือน ลดน้ำหนักไปเกือบ 10 กิโลกรัม ออกกำลังกาย งดอาหารเย็น บวกกับลดปริมาณอาหาร จากที่เคยกินของหวาน น้ำหวาน ช่วงนั้นหนูก็งดไปเลยค่ะ”

ในวัย 13 ปี เด็กผู้หญิงส่วนใหญ่น่าจะยังดิ้นรนกับชีวิตใหม่ในชั้นมัธยมศึกษา แต่เด็กหญิงยูกิกลับต้องเผชิญความกดดันเพิ่มจากภาระการเรียน นั่นคือการเดินสายออกแสดงไปทั่วภูธร

“หมอลำจะมีงานแสดงตามงานวัดหรืองานอื่น ๆ ที่เจ้าภาพจ้างไป เช่น งานทำบุญบ้านใหม่ ไปภาคอื่นด้วย อย่างเวลาลงกรุงเทพฯ ก็จะมีผู้จัดเขาจ้างไปลง 3 – 4 วัน งานจะไม่ไกลกันมาก แต่กรุงเทพฯ เล่นได้ถึงเที่ยงคืน ปกติเล่นถึงสว่าง”

ในช่วงแรกที่เพชรเม็ดใหม่ในวงการเริ่มเฉิดฉาย ชื่อต้นของเธอเป็นสิ่งที่ดึงดูดความสนใจจากพ่อแก่แม่เฒ่าไม่น้อย หลายคนลุกลี้ลุกลนที่จะได้รู้จักนางเอกอายุ 13 ที่มีชื่อเป็นภาษาญี่ปุ่น

“การที่เป็นลูกครึ่งและอายุน้อย หนูว่าน่าจะมีส่วนให้มีชื่อเสียงนะคะ คนที่เขามาดูพอรู้ว่าชื่อยูกิ ก็สงสัยและตื่นเต้นด้วยค่ะ บางคนก็มีเข้ามาถาม เราก็อธิบายให้เขาฟังไปว่าเป็นลูกครึ่งญี่ปุ่น เลยชื่อยูกิ”

จากตัวสมทบ สู่ตัวหลักของการแสดงหมอลำ ความกดดัน ความตื่นเต้น เสียงติชม เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ต้องพบเจอ

“วันแรกที่ได้ขึ้นเป็นนางเอก ตอนนั้นหนูไปเล่นอำเภอโนนสะอาด จังหวัดอุดรธานี เปิดวงปีที่ 2 ค่ะ ตอนนั้นรู้สึกกดดันมาก ๆ อยู่ในห้องแต่กับเสียงเพลงอย่างเดียวเลยค่ะ ซ้อมทั้งวัน กดดัน กลัวมันออกมาไม่ดีเลยซ้อม ๆ ตลอดเลยค่ะ” เธอยังจดจำเรื่องราวทุกรายละเอียดของวันนั้นได้เป็นอย่างดี

“พอแสดงเสร็จก็โล่งเลยค่ะ โล่งมาก ๆ ความรู้สึกตอนนั้นคือตื่นเต้นแล้วก็ดีใจ เหมือนมันตื้นตันใจอยู่ตลอดเวลาที่มีคนหน้าเวที แล้วก็ดีใจที่ตัวเองได้ขึ้นเป็นนางเอก คืนนั้นก็คือสั่นทั้งคืนเลยค่ะ”

เป็นธรรมดาของมือใหม่ที่ต้องประสบผลตอบรับทั้งแง่บวกแง่ลบ ยูกิได้เก็บคำวิจารณ์เหล่านั้นมาใช้ในการผลักดันตนเองให้มีพลังสู้ต่อ ชั่วเวลาไม่นานก็มีแม่ยกทยอยมาติดพันเธอ

“ก็มีทั้งคนชมแล้วก็คนตินะคะ ปน ๆ กันไป” ยูกิ เพ็ญผกา กล่าวยิ้ม ๆ “หนูก็จำทุกคำพูดของทุกคนที่มาหา เพราะหนูดีใจและปลื้มใจทุกครั้งที่มีคนมาให้กำลังใจ ประทับใจทุกคน ทุกคำพูดเลย”

ยูกิ เพ็ญผกา หมอลำลูกครึ่งญี่ปุ่น-อีสาน กับบทบาทนางเอกคณะที่เริ่มต้นในวัย 13 ปี

ภายในเวลาไม่กี่ปีที่ได้เลื่อนขั้นเป็นนางเอกประจำคณะ หมอลำสาวลูกครึ่งรายนี้ได้ตระเวนไปทั่วภาคอีสาน งานที่จังหวัดไหนเป็นอย่างไร เธอสาธยายได้เป็นฉาก ๆ

“ที่แสดงในอีสาน จะไปแถวอุดรธานี ขอนแก่น มหาสารคาม อุบลราชธานีเป็นส่วนมากค่ะ อีสานใต้ก็ไปบ่อยเหมือนกัน แต่ละงานก็จะเหมือน ๆ กัน จังหวัดที่คนดูเยอะก็มีที่นครพนม บึงกาฬ แล้วก็หลายจังหวัด น่าจะเยอะหลายที่เลยค่ะ แต่หนูก็จำได้ไม่หมด

“เดินทางบ่อย ๆ ก็เหนื่อยอยู่ค่ะ อย่างเวลามีงานติดต่อกันหลายงาน ก็มีเพลียบ้างนิดหนึ่ง”

เสียงไก่ขันมักใช้เป็นสัญญาณของการแจ้งว่าเช้าวันใหม่ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว แต่เหล่าหมอลำใช้เสียงนี้เป็นสัญญาณของการจบการแสดงของพวกเขา

“วันที่มีแสดง หลังจากเล่นจนสว่างของงานที่แล้วมา หนูจะขึ้นรถมาล้างหน้า เสร็จแล้วหนูก็กินข้าวและนอนบนรถค่ะ พอถึงหน้างานก็ลงไปอาบน้ำ แต่งหน้าเตรียมขึ้นแสดงค่ะ แสดงทั้งคืนเลยถึงสว่างอีกเหมือนเดิมค่ะ แล้วก็นอนบนรถอีกเหมือนเดิม” ชีวิตที่วนลูปของเธอถูกบรรยายเหมือนวงกลมที่ไม่มีวันจบสิ้น แต่เปี่ยมไปด้วยพลังไฟที่เธอสนุกไปกับมัน

ภาพสวยงามบนเวทีหมอลำเบื้องหลังต้องแลกมาด้วยความยากลำบาก เสื้อผ้าสวยงามที่สวมใส่ต้องคอยปกป้องไม่ให้เลอะโคลนดินที่ชื้นแฉะจากฝนที่โหมกระหน่ำ เวทีที่ตกแต่งสวยงาม ด้านหลังต้องเนรมิตให้กลายเป็นเหมือนบ้านเพื่ออยู่อาศัยตลอดคืน

“ชีวิตหมอลำ นอนกลางดิน กินกลางทราย ถ่ายกลางทุ่งนาค่ะ ไปหน้างานบางวันมีแต่ป่า ห้องน้ำไม่มีเลย ลำบากในการเดินทาง ในการใช้ชีวิตอยู่หลังเวที มีบ้างที่มีฝนตก ขึ้นเวทีก็ต้องตากฝนเล่น แต่ถ้าฝนตกหนักก็ต้องหยุด เพราะไม่งั้นฉากเวทีมันอาจจะล้มทับคน อันตรายมากค่ะ” เธอถ่ายทอดชีวิตของหมอลำอีกด้านหนึ่งที่ผู้คนส่วนใหญ่ไม่เคยรู้ “เวลานอนก็มีเต็นท์ที่กาง เป็นเต็นท์ส่วนตัว เต็นท์ใครเต็นท์มัน เอาผ้าสีฟ้า ๆ มาอ้อมเต็นท์ ปูเสื่อนอนกันในนั้น เหมือนเป็นบ้าน”

กาลเวลาผันเปลี่ยน ความคิด และความรู้สึกของผู้คนย่อมแปรเปลี่ยนตาม สิ่งที่เป็นศิลปะการแสดงพื้นบ้านของไทยกลับถูกคนไทยด้วยกันด้อยค่า มองเป็นของราคาถูก

เส้นทางชีวิต ยูกิ เพ็ญผกา ที่กังวานด้วยเสียงแคนของลูกอีสานเชื้อญี่ปุ่น ในวันที่เป็นนางเอกคณะหมอลำหมู่อายุน้อยสุดคนหนึ่งในไทย

“น่าจะมีช่วงหนึ่งที่มีดราม่าบ่อย ๆ ก็จะกดดันตัวเอง ชอบไปอ่านคอมเมนต์ที่เขาเมนต์มา เมนต์ดราม่า เมนต์ด่า แต่ช่วงหลัง ๆ ก็โฟกัสไปที่คนให้กำลังใจ พ่อกับแม่ก็จะคอยบอกว่าอย่าคิดมาก”

แม้จะมีอาชีพการงานที่หาเลี้ยงครอบครัวได้เป็นมั่นเหมาะ แต่ยูกิก็ยังไม่ทอดทิ้งการเรียนเฉกเช่นเยาวชนทุกคน เธอยังคงศึกษาด้านคอมพิวเตอร์ธุรกิจในวิทยาลัยอาชีวศึกษาที่จังหวัดบ้านเกิด

ถึงอย่างไร ความฝันของเธอก็ยังคงมีหมอลำเป็นที่หนึ่งในใจเสมอ

“อยากมีชื่อเสียงโด่งดังค่ะ อนาคตที่วางไว้ก็น่าจะเกี่ยวกับครู อยากสอนหมอลำ”

อนาคตนั้นทำท่าจะเฉียดใกล้ความจริงเข้าไปทุกที ด้วยความเป็นคนกล้าฝัน กล้าลงมือทำ ตั้งใจจริง และไม่ละเลยความอ่อนน้อมถ่อมตน ผู้ใหญ่ในแวดวงหมอลำเพลงลูกทุ่งหลายคนจึงพากันเอ็นดูยูกิ และหยิบยื่นโอกาสแสดงฝีมือให้เธอเนือง ๆ หนึ่งในนั้นคือเจ้าของสมญา ‘ราชินีลูกทุ่งหมอลำ’ จินตหรา พูนลาภ ที่ยูกิออกปากเรียก ‘แม่จิน’ ได้โดยสนิทใจ

เธอเชื่อว่าต่อไปภายภาคหน้า ศิลปะการแสดงที่เธอรักอาจเป็นที่สนอกสนใจมากขึ้น จากการที่สื่อสังคมออนไลน์อย่าง TikTok นิยมเอาคลิปหมอลำไปเผยแพร่กัน

“หนูบังคับความคิดของใครไม่ได้ บางคนไม่ชอบหมอลำ ก็ไม่ได้บังคับให้มาชอบหมอลำ หนูเองแค่อยากอนุรักษ์ อยากสืบสานศิลปะของคนอีสานไว้ ถ้าไม่มีใครสืบสาน มันก็จะหายไป แล้วหนูเองก็ชอบของหนู ใครไม่ชอบก็ไม่เป็นไร” ความคิดที่ดูโตเกินวัยและแรงปราถนาอันแรงกล้าเปล่งออกมาจากสาวลูกครึ่งไทย-ญี่ปุ่นจากเมืองชัยภูมิคนนี้

“อยากฝากสำหรับคนที่ยังไม่รู้จักพวกเรานะคะ หมอลำเสียงวิหคถือว่าเป็นหมอลำน้องใหม่ของวงการหมอลำ เพิ่งตั้งมาได้ 3 ปี อาจจะผิดพลาดบ้าง อยากให้ทุกคนได้ลองมาดู ลองเปิดใจ และมาสนุกร่วมกัน การแสดงรับรองว่าน่าจะม่วน ติดตามคิวงานได้ที่เพจหมอลำเสียงวิหค มีอัปเดตทุก ๆ เดือน ใครไปดูหน้างานไม่ได้ก็มีไลฟ์ออนไลน์อยู่ตลอดค่ะ” นางเอกหมอลำหน้าละอ่อนเชิญชวนทิ้งท้าย

ความพยายามตลอดเส้นทางหมอลำของยูกิ จากจุดเริ่มต้นมันช่างยาวไกล ในระหว่างการเดินทางอาจเจอลูกรัง ดินทรุด การจราจรติดขัดบ้าง แต่ทุกอย่างเป็นเหมือนบทเรียนที่ทำให้เธอกลายเป็นคนที่แข็งแกร่งมากขึ้น และถนนที่มีชื่อว่าหมอลำเส้นนี้คงมีความยาวอีกไกลแสนไกล ให้เธอได้โลดแล่นไปอีกนานแสนนาน

เส้นทางชีวิต ยูกิ เพ็ญผกา ที่กังวานด้วยเสียงแคนของลูกอีสานเชื้อญี่ปุ่น ในวันที่เป็นนางเอกคณะหมอลำหมู่อายุน้อยสุดคนหนึ่งในไทย

Writer

พัทธดนย์ กิจชัยนุกูล

พัทธดนย์ กิจชัยนุกูล

ชอบอ่านเขียนตั้งแต่จำความได้ สนใจวิชาสังคมศึกษาตั้งแต่จบอนุบาล ใฝ่รู้ประวัติศาสตร์ตั้งแต่อยู่ประถม หัดแต่งนวนิยายตั้งแต่เรียนมัธยม เขียนงานสารพัดด้วยนามปากกา “แพทริก เหล่า” ตั้งแต่เข้ามหา’ลัย

Photographer

Avatar

ทศพล คามะดา

เรียนจบมหาลัย ปี 2555 ทำอาชีพช่างภาพ มาเรื่อยๆ จนถึงปัจจุบัน เป็นคนอารมณ์ดี ชอบเลี้ยงแมวไว้ 2 ตัว

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load