ถ้าคุณเดิน ถนนเจริญกรุง ในวันที่แดดพอดี แสงสีทองของบ่ายจะตกกระทบหน้าอาคารเก่าในมุมที่ทำให้เวลาดูเหมือนหยุดนิ่ง หน้าต่างโค้งสูง เสาแบบโคโลเนียล และกลิ่นชื้นของอาคารอายุร้อยปีที่ยังใช้งานอยู่ — นั่นคือ ย่านบางรัก ชุมชนเก่าแก่ที่เก็บความทรงจำของชาวตะวันตกกลุ่มแรกที่เข้ามาปักหลักในสยามไว้อย่างครบถ้วน และ walk west side story คือการเดินไปหาความทรงจำนั้น
บางรักไม่ได้ชื่อนี้เพราะความรัก

ก่อนจะเริ่มเดิน ต้องเข้าใจก่อนว่า “บางรัก” มาจากไหน คำว่า “บาง” หมายถึงชุมชนที่ตั้งอยู่บริเวณริมทางน้ำเล็กๆ ซึ่งเชื่อมต่อกับแม่น้ำสายหลัก เดิมทีชาวสยามมักตั้งบ้านเรือนบริเวณริมแม่น้ำสายหลัก แต่เมื่อพื้นที่ริมน้ำหนาแน่น จึงขยายไปตั้งถิ่นฐานริมลำคลองเล็กๆ ส่วน “รัก” มาจากต้นรัก พืชพื้นเมืองที่เคยขึ้นหนาแน่นในบริเวณนี้ ไม่ใช่ความรักในเชิงอารมณ์แต่อย่างใด
ย่านบางรักเริ่มมีการตั้งถิ่นฐานในช่วงรัชกาลที่ 2 ซึ่งเป็นยุคที่การสัญจรทางน้ำมีบทบาทสำคัญ ต่อมาได้กลายเป็นจุดเชื่อมโยงสำคัญกับชาวตะวันตก โดยเฉพาะชาวโปรตุเกสซึ่งได้รับอนุญาตให้นำเรือขึ้นมาจอดบริเวณนี้ และได้จัดตั้งสถานกงสุลแห่งแรกขึ้นในบริเวณบางรัก
สนธิสัญญาเบาว์ริง : จุดเปลี่ยนที่ทำให้บางรักกลายเป็นย่านตะวันตก
ในสมัยรัชกาลที่ 4 และ 5 เป็นช่วงที่มีชาวตะวันตก เช่น ชาวโปรตุเกส อังกฤษ ฝรั่งเศส และเนเธอร์แลนด์ เข้ามาทำธุรกิจและตั้งรกรากอยู่มากที่สุด ทำให้มีการสร้างตึกสไตล์ตะวันตกหลายแห่ง ไม่ว่าจะเป็นบ้านพัก อาคารสำนักงาน โรงเรียน โบสถ์ และโรงแรม พร้อมกับในช่วงรัชกาลที่ 4 มีการตัดถนนเจริญกรุง มีการจัดผังเมืองใหม่ และจัดสรรพื้นที่ให้ชาวต่างชาติอยู่ร่วมกับชนชาติอื่นๆ อย่างเหมาะสม
ปัจจัยสำคัญที่ทำให้บางรักกลายเป็นศูนย์กลางของชาวตะวันตกในสยามคือสนธิสัญญาเบาว์ริง พ.ศ. 2398 ที่เปิดให้ต่างชาติค้าขายในสยามได้อย่างเสรี เส้นทางการค้าทางเรือที่ใช้แม่น้ำเจ้าพระยาจึงทำให้ทั้งพ่อค้าและนักการทูตจากยุโรปหลั่งไหลเข้ามา และย่านบางรักริมแม่น้ำเจ้าพระยาคือจุดที่พวกเขาลงเรือขึ้นฝั่ง
ถนนเจริญกรุง : ถนนสายแรกที่ใช้รถม้าแทนเรือ

ถนนเจริญกรุงสร้างเสร็จในปี พ.ศ. 2407 และเป็นถนนสายแรกของกรุงเทพฯ ที่ตัดแบบตะวันตก — ยาว กว้าง และใช้รถม้าวิ่งได้ แรงกดดันให้สร้างถนนเส้นนี้มาจากชาวตะวันตกในย่านบางรักที่เบื่อการเดินทางโดยเรือตลอด ถนนเส้นนี้จึงเป็นหลักฐานชิ้นแรกว่าชาวตะวันตกมีอิทธิพลต่อการพัฒนาเมืองกรุงเทพฯอย่างเป็นรูปธรรม
ตั้งแต่ช่วงรัชกาลที่ 4 เมื่อครั้งตัดถนนเจริญกรุง จนถึงรัชกาลที่ 7 ที่ย่านบางรักเฟื่องฟูสูงสุด ย่านนี้เป็นย่านที่มีชาวตะวันตกอยู่อาศัยเยอะที่สุดในกรุงเทพฯ แต่เมื่อดูบันทึกจำนวนประชากรคนกรุงเทพฯ สมัยนั้นก็พบว่า แม้ในย่านบางรักก็ยังมีชาวตะวันตกอยู่เพียง 400 คนจากประชากรทั้งหมดเกือบ 8,000 คน ตัวเลขนี้บอกอะไรที่น่าคิดมาก — คนเพียงไม่กี่ร้อยคนสามารถทิ้งร่องรอยที่เราเดินตามได้มาจนถึงทุกวันนี้
พิกัดที่ต้องเดินใน walk west side story

อาสนวิหารอัสสัมชัญ คือจุดแรกที่ควรแวะ เขตบางรักเป็นเขตแรกๆ ของกรุงเทพมหานครที่มีชาวตะวันตกเข้ามาตั้งถิ่นฐาน โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อเผยแผ่ศาสนา ดังนั้นจึงมีโรงเรียนและโบสถ์คริสต์อยู่มากมาย เช่น โรงเรียนอัสสัมชัญ โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย โรงเรียนเซนต์โยเซฟคอนเวนต์ และอาสนวิหารอัสสัมชัญ
อาสนวิหารอัสสัมชัญสร้างในสไตล์นีโอโกธิก เพดานสูง กระจกสีที่กรองแสงจนห้องโบสถ์กลายเป็นสีอบอุ่น มันอาจไม่ใหญ่เท่าอาสนวิหารในยุโรป แต่เปี่ยมไปด้วยประวัติศาสตร์ของมิชชันนารีที่เลือกตายในแผ่นดินนี้มากกว่าจะกลับบ้าน
สถานเอกอัครราชทูตโปรตุเกส คือสถานทูตที่เก่าแก่ที่สุดในประเทศไทย ตั้งอยู่บนที่ดินแปลงเดิมที่โปรตุเกสได้รับจากสยามตั้งแต่ต้นรัตนโกสินทร์ อาคารที่เห็นอยู่ในปัจจุบันสร้างขึ้นใหม่ในศตวรรษที่ 19 แต่ยังคงบรรยากาศของสถาปัตยกรรมยุโรปในเมืองร้อนที่หาได้ยากมาก
มัสยิดฮารูณ คือหลักฐานว่าบางรักไม่ใช่แค่ย่านตะวันตก ย่านบางรักมีร่องรอยของวัฒนธรรมที่หลากหลาย ทั้งสถานเอกอัครราชทูตโปรตุเกส สถานเอกอัครราชทูตฝรั่งเศส บริษัทของชาวเดนมาร์ก โรงเรียนชาวจีน ชุมชนมุสลิมที่มัสยิดฮารูณ วัดม่วงแคของชาวพุทธ และโบสถ์อัสสัมชัญของคริสตชน เป็นความแตกต่างที่อยู่ร่วมกันอย่างแท้จริง
ย่านที่ฝรั่งไม่ถึง 400 คน แต่เปลี่ยนกรุงเทพฯ ไปตลอดกาล
ในยุคที่เมืองขยายตัวและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว สถานที่บางแห่ง ผู้คนบางส่วน หรือมุมบางมุมที่เราเคยเดินผ่านและผูกพัน อาจกลายเป็นเพียงแค่ภาพความทรงจำ แต่สำหรับย่านบางรักความทรงจำนั้นยังมีหลักฐานให้จับต้องได้ ตึกแถวยังยืนอยู่ โบสถ์ยังเปิดรับแขก และซอยเล็กๆ บางสายยังมีกลิ่นอายของชุมชนที่ดำรงอยู่มาหลายชั่วอายุคน
Walk west side story จึงไม่ใช่แค่การเดินชมอาคารเก่า แต่คือการเดินไปพบกับโมเมนต์ที่ประวัติศาสตร์โลกและประวัติศาสตร์ไทยมาบรรจบกันในถนนเส้นเดียว — และบังเอิญว่าถนนเส้นนั้นชื่อเจริญกรุง
