สยามได้ส่งคณะทูตไปเข้าเฝ้าพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ที่พระราชวังแวร์ซาย ประเทศฝรั่งเศส ในรัชสมัยของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช มีเจ้าพระยาโกษาธิบดี (ปาน) เป็นราชทูต ออกหลวงกัลยาราชไมตรีเป็นอุปทูต และออกขุนศรีวิศาลวาจาเป็นตรีทูต

ใครดูละครเรื่อง บุพเพสันนิวาส คงจะรู้ความสัมพันธ์ระหว่างสยามกับฝรั่งเศสที่มีมาตั้งแต่สมัยปลายอยุธยา หรือราวศตวรรษที่ 17

หลายร้อยปีผ่านไป ความสัมพันธ์ระหว่างราชอาณาจักรไทยกับสาธารณรัฐฝรั่งเศสยังคงดำเนินต่อมาจนถึงปัจจุบัน สถานเอกอัครราชทูตฝรั่งเศสเป็นหนึ่งในสถานเอกอัครราชทูตที่เก่าแก่ที่สุดในประเทศไทยซึ่งยังคงตั้งอยู่ที่เดิมตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 4 เป็นรองก็แต่เพียงสถานเอกอัครราชทูตโปรตุเกส ที่ก่อตั้งในสมัยรัชกาลที่ 2 เท่านั้น

เราได้รับโอกาสพิเศษให้เข้าไปชมทำเนียบหรือบ้านพักเอกอัครราชทูตฝรั่งเศสประจำประเทศไทย ก่อนก้าวเข้าไปสำรวจอาคารเก่าแสนสวยริมแม่น้ำเจ้าพระยา เราขอพาไปชมประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ฉบับย่อระหว่างทั้งสองประเทศ และเรื่องราวในอดีตของสถานเอกอัครราชทูต ที่หวุดหวิดจะย้ายออกจากเจริญกรุงไปหลายต่อหลายครั้ง แต่ก็ยืนหยัดรักษามรดกสถาปัตยกรรมนี้ไว้ได้อย่างสง่างาม

สถานทูต, สถานทูตฝรั่งเศส,ทำเนียบทูตฝรั่งเศส,บ้านริมน้ำ
สถานทูต, สถานทูตฝรั่งเศส,ทำเนียบทูตฝรั่งเศส,บ้านริมน้ำ

มิชชันนารีเยือนสยาม โกษาปานไปฝรั่งเศส

บาทหลวงชาวฝรั่งเศสเดินทางมาถึงสยามตั้งแต่ ค.ศ. 1662 (พ.ศ. 2205) โดยนั่งเรือมาขึ้นฝั่งที่บางกอก ก่อนจะเดินทางไปถึงอยุธยา ด้วยการสนับสนุนจากเจ้าพระยาวิชเยนทร์ หรือคอนสแตนติน ฟอลคอน ชาวฝรั่งเศสจึงได้ตั้งสามเณราลัยในราชอาณาจักรสยาม และบาทหลวงปีแยร์ ล็องแบร์ เดอ ลา ม็อต (Pierre Lambert de la Motte) ได้กลายเป็นทูตทางศาสนาและเอกอัครราชทูตฝรั่งเศสคนแรกของสยาม มีที่พักเป็นอาคารริมแม่น้ำเจ้าพระยาซึ่งกลายเป็นสถานทูตแบบไม่เป็นทางการ

สถานทูต, สถานทูตฝรั่งเศส,ทำเนียบทูตฝรั่งเศส,บ้านริมน้ำ
สถานทูต, สถานทูตฝรั่งเศส,ทำเนียบทูตฝรั่งเศส,บ้านริมน้ำ

คริสตศาสนาได้รับความคุ้มครองจากสมเด็จพระนารายณ์มหาราช แม้ความพยายามเปลี่ยนให้พระมหากษัตริย์มาเข้ารีตจะไม่สำเร็จ แต่สมเด็จพระนารายณ์มหาราชมีราชพระประสงค์จะพัฒนาความสัมพันธ์กับจักรวรรดิฝรั่งเศส จึงทรงส่งคณะทูตลงเรือไปฝรั่งเศส

ครั้งแรกทรงส่งเครื่องราชบรรณาการ 50 หีบ ช้าง 2 เชือกและแรดตัวเล็กๆ 2 ตัวลงเรือซอเลย เดอ ลอรีย็อง (Soleil de l’Orient) หรือ ดวงอาทิตย์แห่งตะวันออก แต่เพราะบรรทุกน้ำหนักมากเกินไป เรือเลยอับปางที่มาดากัสการ์ แต่ในที่สุดคณะทูตของเจ้าพระยาโกษาธิบดี (ปาน) ก็เดินทางไปขึ้นฝั่งที่เมืองแบร็สต์ (Brest) ได้สำเร็จ และได้เข้าเฝ้าพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ผู้มีฉายาว่าสุริยกษัตริย์ ในห้องโถงกระจกของพระราชวังแวร์ซายใน ค.ศ. 1685 (พ.ศ. 2227)

เพื่อเป็นการตอบแทน ฝรั่งเศสจึงส่งคณะทูต นำโดยราชทูตเชอวาลีเย อาแล็กซ็องดร์ เดอ โชมง (Chevalier Alexandre de Chaumont) มาเข้าเฝ้าสมเด็จพระนารายณ์ในปีถัดมา ผลคือฝรั่งเศสทำสนธิสัญญากับสยามเรื่องให้อิสรภาพในการเผยแผ่ศาสนา และให้สิทธิพิเศษทางกฎหมายและเศรษฐกิจบางประการแก่ชาวฝรั่งเศส

แต่เพียงไม่กี่ปีหลังจากนั้น รัชสมัยของสมเด็จพระนารายณ์มหาราชก็สิ้นสุดลง สมเด็จพระเพทราชาปราบดาภิเษกขึ้นเป็นกษัตริย์ และไม่มีพระราชประสงค์จะผูกสัมพันธ์กับชาวยุโรปอีกต่อไป

หลังจากนั้น ความผันผวนทางการเมืองในราชอาณาจักรสยามและการเปลี่ยนเมืองหลวงหลายครั้ง ทำให้สยามแทบไม่ได้ยุ่งเกี่ยวกับชาติตะวันตกอีก ยกเว้นโปรตุเกสเพียงชาติเดียวเท่านั้น

ผูกมิตรอีกครั้ง

ความสัมพันธ์ระหว่างฝรั่งเศสและไทยถูกรื้อฟื้นขึ้นอีกครั้งในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ซึ่งทรงเล็งเห็นว่าหากต้องการรักษาอธิปไตยของสยาม จำเป็นต้องผูกสัมพันธ์กับชาติตะวันตก และดำเนินนโยบายเปิดประเทศ

หลังทำสนธิสัญญาเบาว์ริงกับอังกฤษใน ค.ศ. 1855 (พ.ศ. 2398) และสนธิสัญญาที่คล้ายคลึงกันกับสหรัฐอเมริกาในปีถัดมา สยามก็ได้ทำสนธิสัญญาฝรั่งเศส โดยฝรั่งเศสนับเป็นประเทศที่ 4 หลังจากโปรตุเกส อังกฤษ และสหรัฐอเมริกา ที่ได้ตั้งสถานกงสุลในสยาม

ช่วงแรกกงสุลโปรตุเกสเป็นผู้แทนประเทศฝรั่งเศสให้ชั่วคราว ก่อนท่านเคานต์แห่งกัสแตลโน (Comte de Castelnau) จะได้รับแต่งตั้งเป็นกงสุลฝรั่งเศสประจำสยามคนแรกอย่างเป็นทางการรัชกาลที่ 4 พระราชทานพื้นที่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาซึ่งมีอาคารที่ทำการศุลกากรที่ถูกทิ้งร้าง ให้ประเทศฝรั่งเศสเช่าเป็นสถานกงสุล ใกล้กับสถานกงสุลโปรตุเกส อังกฤษ และอเมริกา

ต่อมาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 พระองค์ได้พระราชทานที่ดินผืนนี้รวมถึงตัวอาคารให้ประเทศฝรั่งเศสตั้งสถานกงสุลอย่างถาวร

สถานทูต, สถานทูตฝรั่งเศส,ทำเนียบทูตฝรั่งเศส,บ้านริมน้ำ

ที่ทำการศุลกากรร้าง กลายเป็นสถานกงสุล

ทำเนียบหรือบ้านพักเอกอัครราชทูตปัจจุบันเคยเป็นอาคารหลักของสถานกงสุล เป็นอาคาร 2 ชั้น ชั้นใต้ถุนใช้เป็นสำนักงานการทูต และชั้นบนเป็นห้องทำงานและที่พักของกงสุล ส่วนอาคารที่ยื่นออกไปใช้เป็นที่คุมขังนักโทษและที่พักเจ้าหน้าที่

ลักษณะอาคารเป็นแบบโคโลเนียลที่ได้รับอิทธิพลจากสหรัฐอเมริกา ผสมสไตล์นีโอ-ปัลลาเดียน (Neo-palladian) ซึ่งเป็นรูปแบบสถาปัตยกรรมตะวันตกในสยามยุคแรกๆ ข้อมูลระบุว่าที่นี่เป็นอาคารสี่เหลี่ยมผืนผ้า ยกใต้ถุนสูง สร้างบนดินเหนียวสีเขียวที่น้ำท่วมถึง ชั้นล่างก่อด้วยอิฐฉาบปูนสีขาวตามกรรมวิธีไทยโบราณ พื้นเป็นดินอัดแน่นขัดมัน ชั้นบนมีเพดานสูง มีหน้าต่างแบบฝรั่งเศสยาวจรดพื้น 5 บาน และหน้าต่างธรรมดา 2 บาน เหนือหน้าต่างแบบฝรั่งเศสมีช่องลมไม้ฉลุลายสำหรับระบายอากาศ ส่วนหลังคามุงปีกไม้สักได้รับอิทธิพลสถาปัตยกรรมฮอลแลนด์ ทำเป็นทรงมะนิลา บลานอร์ (Manila Blanor) มี 4 ด้าน และมีหน้าบันทรงสามเหลี่ยมเล็กๆ ไม่มีฝ้าเพดาน เพื่อให้อากาศร้อนถูกดูดขึ้นไปด้านบนหลังคาและพัดออกไปทางช่องลมได้ง่าย

สถานทูต, สถานทูตฝรั่งเศส,ทำเนียบทูตฝรั่งเศส,บ้านริมน้ำ

สันนิษฐานว่าก่อนกงสุลฝรั่งเศสย้ายเข้ามาพำนัก อาคารหลังนี้เป็นที่พักสินค้าของกรมศุลกากร และรับรองผู้เชี่ยวชาญด้านศุลกากรชาวตะวันตก แม้ไม่ทราบวันก่อสร้างแน่ชัดและชื่อสถาปนิก แต่อาคารหลังนี้น่าจะถูกสร้างในช่วงปลายรัชกาลที่ 3 หรือต้นรัชกาลที่ 4

ต่อเติมทำเนียบ

ช่วง ค.ศ. 1875 – 1894 (พ.ศ. 2418 – 2437) อาคารหลังนี้ได้รับการบูรณะต่อเติมหลายครั้ง คู่มือนำเที่ยว Exploring Bangkok ของโรบิน วอร์ด (Robin Ward) บรรยายทำเนียบหลังนี้ว่ามีลักษณะผสมระหว่างโคโลเนียลและนีโอคลาสสิก มีบันไดประดับบัวลูกแก้วสวยงามโอ่อ่าเชื่อมระหว่างใต้ถุนกับชั้นบน เฉลียงรองรับซุ้มประตูโค้งแบบโรมัน ด้านบนอาคารประดับไม้ฉลุลายขนมปังขิงอย่างอาคารแบบวิกตอเรีย มีขื่อคานและเสาดอริกทำมุมกับผนังปูนที่ดุนลายสวยงาม

ส่วนที่ต่อเติมในภายหลังคือเฉลียงและหลังคาคลุมเฉลียงสำหรับป้องกันฝน และบริเวณชั้นสามซึ่งสร้างด้วยไม้ทั้งหมด ล้อมด้วยลูกกรงและไม้ระแนงสาน

สถานทูต, สถานทูตฝรั่งเศส,ทำเนียบทูตฝรั่งเศส,บ้านริมน้ำ
สถานทูต, สถานทูตฝรั่งเศส,ทำเนียบทูตฝรั่งเศส,บ้านริมน้ำ

ใน ค.ศ. 1892 (พ.ศ. 2435) สถานกงสุลได้รับการเลื่อนขั้นเป็นสถานอัครราชทูต หลังจากนั้นมีผู้คนมากมายแวะเวียนมาเยือน ไม่ว่าจะชาวเวียดนาม กัมพูชา และลาว ที่มายื่นขอเป็นคนในอาณัติฝรั่งเศส และตัวทำเนียบยังเป็นสถานที่จัดงานเลี้ยงวันชาติฝรั่งเศสอย่างอลังการ

ต่อมาในปี 1901 (พ.ศ. 2444) มีการอนุมัติทุนให้บูรณะสถานอัครราชทูตครั้งใหญ่ จึงเกิดการสร้างเรือนไม้สักหลังใหม่เพื่อใช้เป็นสำนักงานการทูต มีการสร้างบ้านพักเจ้าหน้าที่ ห้องรับประทานอาหารใหญ่บนทำเนียบ ท่าเรือ โป๊ะเหล็ก ตลอดจนระบบระบายน้ำในสวน และซ่อมแซมทางเดินจนเรียบร้อยสวยงาม

สถานทูต, สถานทูตฝรั่งเศส,ทำเนียบทูตฝรั่งเศส,บ้านริมน้ำ
สถานทูต, สถานทูตฝรั่งเศส,ทำเนียบทูตฝรั่งเศส,บ้านริมน้ำ

สำนักงานการทูตในอดีต

สถานทูต, สถานทูตฝรั่งเศส,ทำเนียบทูตฝรั่งเศส,บ้านริมน้ำ

บ้านพักเจ้าหน้าที่

สถานทูต, สถานทูตฝรั่งเศส,ทำเนียบทูตฝรั่งเศส,บ้านริมน้ำ

ด้านหลังทำเนียบ มองเห็นห้องรับประทานอาหารที่สร้างจากไม้สักทั้งหลัง

สถานทูต, สถานทูตฝรั่งเศส,ทำเนียบทูตฝรั่งเศส,บ้านริมน้ำ

ห้องรับประทานอาหารใหญ่

คิดจะย้ายอยู่หลายครั้ง

ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 4 เป็นต้นมา ชาวฝรั่งเศสและชาวตะวันตกชาติอื่นๆ เริ่มเข้ามาอยู่อาศัยและพัฒนาพื้นที่บนถนนเจริญกรุงอย่างรวดเร็ว แม้จะมีการบูรณะครั้งใหญ่ แต่ตัวอาคารหลักก็เริ่มทรุดโทรม สถานอัครราชทูตฝรั่งเศสมีขนาดเล็กเกินกว่าจะรองรับเจ้าหน้าที่ทั้งหมด ที่พักบนตึกสงวนให้อัครราชทูตเท่านั้น นักการทูตคนอื่นๆ ต้องออกไปเช่าพื้นที่นอกเมืองด้วยราคาแพง

อัครราชทูตและผู้ว่าการอินโดจีนฝรั่งเศสหลายคนลงความเห็นว่าควรย้ายสถานอัครราชทูตใหม่ แรกเริ่มเดิมทีเลือกที่ดินจัดสรรใหม่ย่านบางรัก แต่เกิดการโต้เถียงขัดแย้งในหมู่ข้าราชการฝรั่งเศส ยิ่งเวลาผ่านไป งบประมาณที่ต้องใช้ในการก่อสร้างสถานอัครราชทูตแห่งใหม่ก็สูงขึ้นเรื่อยๆ โครงการนี้จึงถูกพับเก็บไปหลายปี

ต่อมาเมื่อกรุงเทพฯ ขยายตัวขึ้นเรื่อยๆ ต้นศตวรรษที่ 20 สถานอัครราชทูตประเทศอื่นๆ เริ่มย้ายออกจากพื้นที่ริมน้ำ ไปตั้งที่ทำการใหม่ติดถนนหน้ากว้างอย่างถนนสาทรและถนนวิทยุ เช่น สถานอัครราชทูตเบลเยียม สถานอัครราชทูตเนเธอร์แลนด์ สถานอัครราชทูตบ้านใกล้เรือนเคียงอย่าง สถานอัครราชทูตอังกฤษ และ สถานอัครราชทูตอเมริกา ก็ทยอยย้ายออกไป ตัวสถานอัครราชทูตฝรั่งเศสก็ได้เล็งพื้นที่ย่านเพลินจิตตัดถนนสุขุมวิทไว้ เนื่องจากทนปัญหาความแออัดของย่านเจริญกรุง อากาศร้อน มลพิษทางเสียงจากเรือที่ดังตลอดเวลา และกลิ่นจากโรงสีข้าวและเมรุวัดที่อยู่ติดกันไม่ไหว

สถานทูต, สถานทูตฝรั่งเศส,ทำเนียบทูตฝรั่งเศส,บ้านริมน้ำ

มีเพียงอัครราชทูตปอล มอรองต์ (Paul Morand) ซึ่งได้เป็นอัครราชทูตฝรั่งเศสประจำสยามเพียง 2 เดือนก่อนถูกเรียกตัวกลับ ได้บันทึกความชื่นชมต่อตัวทำเนียบไว้ และเศร้าเสียดายที่ดินริมน้ำที่เริ่มถูกขายทิ้งไปทีละส่วน

“ต่อไปข้างหน้า สถานอัครราชทูตหลายแห่งจะต้องลาจากริมฝั่งแม่น้ำนี้ ฝั่งที่จะร้างลาจากเสียงอึกทึก เสียงคลื่นกระทบฝั่ง และกลิ่นอันไม่พึงประสงค์ ที่ดินมีราคาแพงอักโขและจะต้องอพยพไปยังย่านเกิดใหม่แต่แออัดน้อยกว่า ช่างน่าเศร้าเมื่อต้องอำลาสถานอัครราชทูตของเราไป…”

สถานทูต, สถานทูตฝรั่งเศส,ทำเนียบทูตฝรั่งเศส,บ้านริมน้ำ
สถานทูต, สถานทูตฝรั่งเศส,ทำเนียบทูตฝรั่งเศส,บ้านริมน้ำ

ตอนนั้นมีผู้เสนอซื้อที่ดิน 3 ราย ได้แก่ เจ้ากรมโรงภาษี นายเลิศ และนายนานา ทั้งสามให้ราคาสูสีกัน โดยเฉพาะนายนานา นายหน้าที่ดินเชื้อสายอินเดีย เสนอให้แลกเปลี่ยนโฉนดที่ดินถนนสุขุมวิทขนาด 84,964 ตารางเมตร กับที่ดินแปลงน้อยขนาด 7,544 ตารางเมตรของสถานอัครราชทูตฝรั่งเศส

อย่างไรก็ดี โครงการย้ายที่นี้ก็ไม่เกิดขึ้น เนื่องจากปัญหาความขัดแย้งระหว่างรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศกับรัฐบาลประจำอินโดจีน ปัญหางบการเงิน และการเปลี่ยนตัวอัครราชทูตอยู่บ่อยๆ อัครราชทูตบางคนอยากย้ายไปอยู่ที่ใหม่ที่เงียบสงบ แต่บางคนเห็นว่าสถานที่ใหม่ห่างไกลเกินไป ชอบที่ดินในตรอกโรงภาษีที่รายล้อมด้วยโบสถ์ ธนาคาร โรงแรม ไปรษณีย์ และความเจริญสารพัดมากกว่า อัครรราชทูตชาร์ลส-อาร์แซน อ็องรี (Charles Arsène-Henry) ถึงขั้นลงความเห็นว่า

“เป็นความสุขอย่างยิ่งที่ได้เห็นภาพชีวิตผู้คนมากมายคอยสร้างสีสันบนแม่น้ำสายนี้ ได้หลงใหลทัศนียภาพที่ปรับเปลี่ยนทุกเช้าค่ำไม่หยุดหย่อน…ส่วนตัวข้าพเจ้าเห็นว่าการย้ายทำเนียบทูตไปจากริมน้ำ เพื่อไปซ่อนตัวอยู่กับความเบื่อหน่ายน่าอึดอัดกลางสวนกล้วย นับเป็นหายนะอย่างหนึ่ง”

สงครามโลกครั้งที่ 2 สวนทำเนียบต้องปลูกผัก

ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ประเทศไทยเป็นพันธมิตรกับประเทศญี่ปุ่น มิชชันนารีฝรั่งเศสจำต้องออกจากประเทศไทย สถานอัครราชทูตฝรั่งเศสปฏิบัติงานอย่างไม่สะดวกนัก และต้องย้ายไปทำการที่คลองเตย ตัวทำเนียบถูกกองทัพญี่ปุ่นยึดเพื่อปลูกผักสวนครัวในสวน

ใน ค.ศ. 1945 (พ.ศ. 2488) เจ้าหน้าที่ฝรั่งเศสทั้งหมดถูกเรียกตัวกลับประเทศ สถานอัครราชทูตถูกทิ้งร้างไป 2 – 3 ปี เมื่อกลับมาเปิดประจำการก็อยู่ในสภาพทรุดโทรมมาก ผนังทำเนียบผุพัง หลังคาเฉลียงรั่ว โต๊ะ เก้าอี้ และของประดับตกแต่งทั้งหมดผุพังสูญหาย อาคารบริวารทั้งหมดกลายเป็นซากปรักหักพัง สถานอัครราชทูตต้องดูแลซ่อมแซมอาคารทั้งหมดใหม่ เพื่อให้กลับมาดำเนินงานได้อีกครั้ง

สถานเอกอัครราชทูตในวันนี้

ใน ค.ศ. 1949 (พ.ศ. 2492) สถานอัครราชทูตฝรั่งเศสได้ประกาศยกระดับขึ้นเป็นสถานเอกอัครราชทูต ประเด็นการประมูลที่ดินย่านเพลินจิตถูกยกขึ้นมาอีกครั้ง และได้ล้มเลิกไปในที่สุด

เมื่อเข้าสู่ศตวรรษที่ 21 มีการบูรณะสถานเอกอัครราชทูตใหม่ทั้งหมด ทำเนียบประสบปัญหาเรื่องความชื้นและการระบายอากาศ เนื่องจากการบูรณะในยุคก่อนหน้าได้ดัดแปลงสถาปัตยกรรมเมืองร้อนให้ผิดเพี้ยนไป เช่น ปิดพื้นที่ด้านล่าง อุดช่องลม และต่อเติมอาคารให้สูงขึ้น ทำให้ภายในอาคารร้อนและอับชื้น จึงต้องปรับปรุงแก้ไขใหม่ให้ใกล้เคียงกับลักษณะเดิม

สถานทูต, สถานทูตฝรั่งเศส,ทำเนียบทูตฝรั่งเศส,บ้านริมน้ำ

ก่อนการบูรณะ ปี ค.ศ. 1961 (พ.ศ. 2504)

สถานทูต, สถานทูตฝรั่งเศส,ทำเนียบทูตฝรั่งเศส,บ้านริมน้ำ

หลังการบูรณะ ปี ค.ศ. 1962 (พ.ศ. 2505)

ใน ค.ศ. 1984 (พ.ศ. 2527) สมาคมสถาปนิกสยามได้มอบรางวัลอาคารอนุรักษ์ดีเด่นให้ทำเนียบเอกอักครราชทูตฝรั่งเศส และปัจจุบัน ที่นี่ได้ขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานแห่งชาติเรียบร้อยแล้ว

สถานทูต, สถานทูตฝรั่งเศส,ทำเนียบทูตฝรั่งเศส,บ้านริมน้ำ
สถานทูต, สถานทูตฝรั่งเศส,ทำเนียบทูตฝรั่งเศส,บ้านริมน้ำ

หากเดินเข้ามาในเขตทำเนียบเอกอัครราชทูตตอนนี้ เราจะพบอาคารที่หันหน้าไปแม่น้ำเจ้าพระยา เบื้องหน้ามีสวนต้นไม้เขตร้อนที่ตัดแต่งตามสไตล์สวนฝรั่งเศส ตัวอาคารแบ่งออกเป็น 3 ชั้น ชั้นแรกคือชั้นใต้ถุนเดิม ปัจจุบันล้อมด้วยกระจก จัดแสดงนิทรรศการภาพถ่าย ‘ประมุขเยือนมิตร เชื่อมไมตรีจิตการทูต’ ซึ่งรวบรวมภาพประวัติศาสตร์ที่หาชมได้ยากของในหลวงรัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 เมื่อครั้งเสด็จฯ เยือนสาธารณรัฐฝรั่งเศส

สถานทูต, สถานทูตฝรั่งเศส,ทำเนียบทูตฝรั่งเศส,บ้านริมน้ำ
สถานทูต, สถานทูตฝรั่งเศส,ทำเนียบทูตฝรั่งเศส,บ้านริมน้ำ

ชั้นบนเมื่อขึ้นบันไดไปสู่เฉลียงที่ถูกต่อเติมตั้งแต่การบูรณะยุคแรก จะพบตั่งสีแดงน่านั่งบนพื้นกระเบื้องหินอ่อนลายหมากฮอสสีแดง ในอดีตเฉลียงนี้เคยเป็นห้องรับรองแขกและห้องรับประทานอาหาร ปัจจุบันกลายเป็นมุมพักผ่อนของแขกทำเนียบเอกอัครราชทูต

สถานทูต, สถานทูตฝรั่งเศส,ทำเนียบทูตฝรั่งเศส,บ้านริมน้ำ

เข้าไปด้านในจะพบห้องรับแขกใหญ่ ห้องที่เก่าแก่ที่สุดในบ้านปูพื้นด้วยไม้สักหน้ากว้าง เพดานสูงเป็น 2 เท่าของห้องอื่นๆ ห้องนี้ประดับด้วยเครื่องเรือนเก่าแก่จำนวนมาก เช่น เปียโนสำหรับเมืองร้อนที่อัครรราชทูตชาร์ล-อาร์แซน อองรี สั่งจากบริษัทวิอาร์ (Wiart) ในกรุงปารีส แจกันกระเบื้องเคลือบจากเมืองแซฟวร์ (Sèvres) ในฝรั่งเศส

สถานทูต, สถานทูตฝรั่งเศส,ทำเนียบทูตฝรั่งเศส,บ้านริมน้ำ
สถานทูต, สถานทูตฝรั่งเศส,ทำเนียบทูตฝรั่งเศส,บ้านริมน้ำ

ด้านหลังห้องรับแขกคือห้องรับประทานอาหารใหญ่ซึ่งสร้างจากไม้สักทั้งหมดในสมัยรัชกาลที่ 5 ผนังด้านบนมีช่องลมฉลุลายละเอียดยิบสำหรับระบายอากาศ ห้องนี้จะใช้เมื่อมีงานเลี้ยงรับรองแขกในทำเนียบ

สถานทูต, สถานทูตฝรั่งเศส,ทำเนียบทูตฝรั่งเศส,บ้านริมน้ำ
สถานทูต, สถานทูตฝรั่งเศส,ทำเนียบทูตฝรั่งเศส,บ้านริมน้ำ
สถานทูต, สถานทูตฝรั่งเศส,ทำเนียบทูตฝรั่งเศส,บ้านริมน้ำ

หากไม่มีแขก เอกอัครราชทูตและครอบครัวจะใช้ห้องรับแขกเล็กและห้องรับประทานอาหารเล็กที่อยู่ด้านข้าง สองห้องนี้ตกแต่งแบบสมัยใหม่ แต่ประดับด้วยข้าวของเครื่องใช้เก่าแก่จากทั่วเอเชีย เช่น ตุ๊กตาไม้จากพม่า และกระจกคริสต์ศตวรรษที่ 19 จากเมืองจีน

สถานทูต, สถานทูตฝรั่งเศส,ทำเนียบทูตฝรั่งเศส,บ้านริมน้ำ
สถานทูต, สถานทูตฝรั่งเศส,ทำเนียบทูตฝรั่งเศส,บ้านริมน้ำ

ส่วนชั้นสามของบ้านเป็นโซนพักผ่อนส่วนตัวของเอกอัครราชทูตและครอบครัว ไม่เปิดให้บุคคลภายนอกเข้าชม

ชมบ้านอย่างละเอียดไปแล้ว ก็ได้เวลาคุยกับเจ้าของบ้านในห้องรับแขก ก่อนท่านทูตจิลส์ การาชง (Gilles Garachon) จะพ้นจากหน้าที่เอกอัครราชทูตฝรั่งเศสประจำประเทศไทยเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมานี้ เราได้มีโอกาสพูดคุยกับทูตฝรั่งเศสที่เชี่ยวชาญเรื่องเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ท่านทูตเรียนจบปริญญาเอกด้านโบราณคดีอินเดียและพุทธศาสนา ก่อนจะผันตัวมาทำงานด้านการทูต เคยปฏิบัติหน้าที่ที่อินเดีย ฮ่องกง อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และประเทศไทย ในช่วงปี 1999 – 2003 ลูกชายทั้งสองคนของเขาก็เกิดที่เมืองไทยในตอนนั้น ท่านทูตจึงผูกพันกับประเทศไทยมากทีเดียว

สถานทูต, สถานทูตฝรั่งเศส,ทำเนียบทูตฝรั่งเศส,บ้านริมน้ำ

บัณฑิตที่เรียนจบด้านโบราณคดีและประวัติศาสตร์อย่างคุณรู้สึกอย่างไรที่ได้อยู่ในทำเนียบเอกอัครราชทูตอายุ 100 กว่าปี และทำงานที่ Rue de Brest

เมื่อ 20 ปีที่แล้ว ผมเป็นที่ปรึกษาด้านการเมืองของเอกอัครราชทูตฝรั่งเศสประจำประเทศไทย เมื่อได้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยกับประเทศฝรั่งเศส เห็นความสวยงามของประเทศและสถานที่ต่างๆ ผมก็ฝันว่าจะได้กลับมาทำงานที่นี่อีกครั้งในฐานะเอกอัครราชทูต และได้อยู่ในบ้านหลังนี้ ผมโชคดีมากที่ความปรารถนาของผมเป็นจริง

ในฐานะเอกอัครราชทูตและตัวแทนของที่นี่ พวกเรารู้สึกยินดีกับของขวัญนี้มาก ที่นี่เป็นอาคารมรดกและพื้นที่ประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจมาก ผมรู้สึกซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณของราชวงศ์ไทยและพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ที่พระราชทานพื้นที่และบ้านนี้ให้เราใน ค.ศ. 1857 (พ.ศ. 2400) เพราะ 1 ปีก่อนหน้าเราได้ลงนามทำสนธิสัญญาการค้ากับราชอาณาจักรสยาม

ผมทราบว่ารัชกาลที่ 4 เคยผนวชเป็นระยะเวลานาน ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่พระทัยกว้างมาก พระองค์มีพระราชประสงค์ที่จะพัฒนาบ้านเมืองและทำการค้ากับต่างประเทศ จึงทรงติดต่อกับต่างชาติและทำให้เกิดสถานกงสุลขึ้นมาหลายแห่งในย่านเจริญกรุง รวมถึงที่นี่ พระองค์พระราชทานบ้านหลังนี้ให้แล้วภายหลังเราก็ต่อเติมส่วนอื่นๆ เช่น ห้องรับประทานอาหาร เฉลียงที่คุณเดินเข้ามา และชั้นบนที่เป็นไม้ เราไม่แน่ใจว่าถูกต่อเติมในปีไหน แต่น่าจะอยู่ในช่วงปี 1880

พวกเราโชคดีที่ได้เก็บบ้านหลังเดิม อยู่อาศัย และใช้บ้านหลังนี้จนถึงปัจจุบัน มันเป็นหลักฐานการเริ่มต้นความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองประเทศที่ดีมาก

ทุกวันนี้เวลาผมรับประทานอาหารเช้ากับครอบครัว ปกติเราจะไม่รับประทานอาหารด้านในบ้าน เราชอบรับประทานอาหารที่เฉลียงและมองแม่น้ำที่สวยมาก เรามองเห็นชีวิตของกรุงเทพฯ และเมืองไทยผ่านแม่น้ำ ผมได้ดูวิวนี้ทุกมื้อเช้า บางทีก็มื้อกลางวันและมื้อเย็น ภาพที่เห็นแตกต่างกันเสมอ ไม่ว่าจะสี แสง หรือดวงอาทิตย์ที่ต่างออกไปในทุกชั่วโมง ผมรู้สึกโชคดีทุกครั้งที่เห็นวิวนี้

สถานทูต, สถานทูตฝรั่งเศส,ทำเนียบทูตฝรั่งเศส,บ้านริมน้ำ

คุณเคยเป็นทูตในหลายประเทศ ปกติแล้วทำเนียบเอกอัครราชทูตจะเป็นบ้านเก่าแบบนี้รึเปล่า

แล้วแต่ประเทศครับ บางประเทศก็เก่าแก่ อย่างลิสบอนและโรม สถานเอกอัครราชทูตที่โรมเป็นวังเก่าตั้งแต่ศตวรรษที่ 15 มีภาพปูนเปียกเฟรสโก้เต็มผนังฝีมือไมเคิลแองเจโล สวยมาก (ถอนหายใจ) เหมือนอยู่ในวิหารซิสตินที่วาติกันเลย เราเลยเปิดอาคารที่ทำการสถานเอกอัครราชทูตและทำเนียบเอกอัครราชทูตให้คนทั่วไปได้เข้าชม น่าจะประมาณ 2 ครั้งต่อสัปดาห์

ทำเนียบเอกอัครราชทูตที่กรุงเทพฯ ก็เป็นบ้านเก่าที่สวยงาม แต่บางประเทศก็เป็นอาคารใหม่ เช่น นิวเดลี ปักกิ่ง เป็นอาคารโมเดิร์นที่ออกแบบโดยสถาปนิกฝรั่งเศส ทั้งหมดเป็นสมบัติของกระทรวงการต่างประเทศของรัฐบาลฝรั่งเศส เนื่องจากอาคารที่ทำการสถานเอกอัครราชทูตและทำเนียบเอกอัครราชทูตแสดงภาพลักษณ์ของประเทศ เราจึงใส่ใจดูแลคุณภาพอาคารที่ทำการสถานเอกอัครราชทูตและทำเนียบเอกอัครราชทูตมาก ไม่ว่าจะเป็นแบบเก่าหรือใหม่ก็ต้องเป็นการออกแบบที่ดีและสวยงามเสมอ

เรามีวัฒนธรรมการสร้างวังและปราสาทมาเนิ่นนาน คนฝรั่งเศสชอบความงาม ผมว่าคนไทยก็มีสุนทรียะความงามคล้ายๆ กัน ที่นี่ถึงมีวังสวยๆ มากมาย

ทำเนียบเอกอัครราชทูตฝรั่งเศสแบบใหม่ๆ ออกแบบโดยชาวฝรั่งเศสเสมอใช่รึเปล่า

ใช่ครับ อย่างที่นิวเดลี อาคารที่ทำการสถานเอกอัครราชทูตและทำเนียบเอกอัครราชทูตออกแบบโดยคุณลูแวล (Louvel) เขาเป็นสถาปนิกที่ออกแบบอาคารทั่วโลก เขาใช้หินจากอินเดียมาสร้างอาคารโมเดิร์นที่ผสมสไตล์ท้องถิ่น ส่วนที่ปักกิ่งเป็นอาคารใหม่มาก เพิ่งสร้างเมื่อราวๆ 10 ปีก่อนนี้เอง

ส่วนที่กรุงเทพฯ อาคารที่ทำการสถานเอกอัครราชทูตเพิ่งสร้างใหม่เสร็จในปี 2015 เริ่มสร้างตั้งแต่ปี 2012 ออกแบบโดยบริษัทสถาปนิกฝรั่งเศสที่ออกแบบสนามบินที่ปารีส (บริษัทสถาปนิกและวิศวกรรม ADPI) ตัวอาคารลักษณะเหมือนเรือ

สถานทูต, สถานทูตฝรั่งเศส,ทำเนียบทูตฝรั่งเศส,บ้านริมน้ำ

อาคารที่ทำการสถานเอกอัครราชทูตใหม่มาก ส่วนทำเนียบเอกอัครราชทูตก็เก่ามาก ทำไมสถานเอกอัครราชทูตทำให้ 2 อาคารที่ตั้งใกล้กันนี้ดูแตกต่างกันมาก

เราชอบความแตกต่างแบบนี้ครับ เราคิดว่านี่คือชีวิต อาคารเก่าๆ ควรจะมีชีวิตชีวา มันไม่ควรเป็นแค่พิพิธภัณฑ์หรืออนุสรณ์สถานที่ขาดสีสันปัจจุบัน เราชอบผสานอาคารเก่ากับอาคารใหม่

อย่างพีระมิดฝีมือสถาปนิกจีน I. M. Pei ที่พิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ ตั้งอยู่กลางจัตุรัสพระราชวังเก่าของพระมหากษัตริย์เลย สิ่งนี้ดูเป็นฝรั่งเศสมากๆ และเป็นเรื่องสำคัญครับ ศิลปะไม่ควรมาจากอดีต แต่ควรมาจากปัจจุบัน และมีเพื่ออนาคต

ที่นี่เราโชคดีที่มีทั้งอาคารเก่าและอาคารใหม่ มีทั้งตัวตนของไทยและฝรั่งเศส เราชอบการผสมผสานเพราะชีวิตคือการผสมผสาน

ส่วนไหนในทำเนียบเอกอัครราชทูตที่เป็นมุมโปรดของคุณ

ผมชอบที่ที่เรากำลังนั่งคุยกันอยู่ ห้องรับแขกนี้คือหัวใจของบ้านที่สร้างตั้งแต่แรก เห็นช่องลมฉลุรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า (Claustra) รอบๆ ห้องมั้ยครับ ผมชอบช่องลมฉลุเหล่านี้มาก ปัจจุบันมันมีเพื่อการตกแต่ง ไม่ได้เปิดอีกต่อไปแล้ว สมัยก่อนจะเปิดเพื่อรับลมจากภายนอกให้เข้ามาลดความร้อน และบนเพดานก็เคยมีพัดชัก (Punkah) ที่ได้รับอิทธิพลมาจากอินเดีย เพราะในช่วงปี 1850 พัดลมยังไม่ถูกประดิษฐ์ขึ้น เราเลยใช้ผ้าหนักๆ ห้อยลงมาจากเพดาน แล้วผูกเชือกดึงไปหลังช่องลม ให้คนด้านหลังดึงเชือกให้พัดแกว่งไปมา

สถานทูต, สถานทูตฝรั่งเศส,ทำเนียบทูตฝรั่งเศส,บ้านริมน้ำ
สถานทูต, สถานทูตฝรั่งเศส,ทำเนียบทูตฝรั่งเศส,บ้านริมน้ำ
สถานทูต, สถานทูตฝรั่งเศส,ทำเนียบทูตฝรั่งเศส,บ้านริมน้ำ
สถานทูต, สถานทูตฝรั่งเศส,ทำเนียบทูตฝรั่งเศส,บ้านริมน้ำ

ที่สถานเอกอัครราชทูตสหราชอาณาจักรยังมีพัดชักแบบนี้อยู่

ใช่ครับ เราใช้พัดแบบนี้ในช่วงเวลาเดียวกัน แต่ภายหลังเราถอดพัดออกเพราะมีเครื่องปรับอากาศใช้แล้ว ผมไม่แน่ใจว่าพัดชักมีประสิทธิภาพมากแค่ไหน แต่ก็คงดีกว่าไม่มีอะไรเลย

ของตกแต่งบ้านชิ้นไหนในทำเนียบที่คุณชอบมากที่สุด

ขอบอก 3 ชิ้นได้มั้ย ผมชอบของเก่าแก่ในบ้านนี้ บอกชิ้นเดียวไม่ได้จริงๆ

อย่างแรก เก้าอี้ไม้ 3 ตัวนั้นเป็นเฟอร์นิเจอร์ Art Deco สไตล์เซี่ยงไฮ้จากช่วงปี 1920 ทำจากไม้เนื้อแข็งที่หนักมากจนยกคนเดียวไม่ขึ้น แล้วผมก็ชอบช่องลมไม้ฉลุรอบห้องนี้ สุดท้ายคือโถยักษ์จากเมืองจีนที่ทำในศตวรรษที่ 19 มันเคยเป็นโถใส่ขิงดองจากเมืองจีน แต่ไม่มีฝาปิดแล้ว อาจจะหายไปตอนเปลี่ยนเป็นโคมไฟ เป็นโถที่สวยมากๆ และผมชอบมองมาก

สถานทูต, สถานทูตฝรั่งเศส,ทำเนียบทูตฝรั่งเศส,บ้านริมน้ำ
สถานทูต, สถานทูตฝรั่งเศส,ทำเนียบทูตฝรั่งเศส,บ้านริมน้ำ
สถานทูต, สถานทูตฝรั่งเศส,ทำเนียบทูตฝรั่งเศส,บ้านริมน้ำ

ใครเป็นคนนำของตกแต่งเหล่านี้มา

ผมไม่แน่ใจเพราะข้อมูลเก่าๆ หายไป แต่คิดว่าโถเหล่านี้น่าจะได้มาราว 35 ปีที่แล้วจากเอกอัครราชทูตอาชิลล์ คลารัก (Achille Clarac) ในตอนนั้น ส่วนเก้าอี้ไม่มีข้อมูลเลย และช่องลมอาจจะอยู่ที่นี่ตั้งแต่แรกเริ่ม

ในฐานะเอกอัครราชทูต คุณมีส่วนในการตกแต่งทำเนียบอย่างไร แล้วเมื่อพ้นจากหน้าที่ ของที่คุณใช้ตกแต่งทำเนียบจะไปอยู่ที่ไหน

แต่ละประเทศมีระบบที่ต่างกัน สำหรับประเทศฝรั่งเศส ทำเนียบเอกอัครราชทูตได้รับการออกแบบมาดีอยู่แล้ว เอกอัครราชทูตสามารถตกแต่งเพิ่มเติมได้บางส่วนด้วยของที่เคลื่อนย้ายได้ ของอื่นๆ เช่น โต๊ะ เก้าอี้ โคมไฟ เป็นของสถานเอกอัครราชทูต อย่างตัวผมชอบเซรามิกเอเชียมาก โดยเฉพาะเซรามิกไทย เซรามิกบนตู้นั้นก็มาจากผม และผมก็ซื้อหัวโขนพญาครุฑ 2 หัว หัวยักษ์ และชฎานางสีดามาประดับที่นี่ เราคิดว่าการจัดแสดงของไทยๆ ที่นี่เป็นเรื่องที่ดี และจะเก็บไว้ที่นี่สำหรับคนรุ่นต่อๆ ไป  

สถานทูต, สถานทูตฝรั่งเศส,ทำเนียบทูตฝรั่งเศส,บ้านริมน้ำ
สถานทูต, สถานทูตฝรั่งเศส,ทำเนียบทูตฝรั่งเศส,บ้านริมน้ำ

กระทรวงการต่างประเทศฝรั่งเศสมีหน่วยเก็บข้อมูลของทุกชิ้นที่อยู่ในสถานเอกอัครราชทูตทุกแห่งทั่วโลก เราต้องส่งข้อมูลไปให้ว่าซื้อของอะไร และรายละเอียดของสิ่งเหล่านั้นเป็นอย่างไร พอผมบอกว่าซื้อชฎามาให้ทำเนียบ ทางนั้นรีบถามมาเลยว่าลักษณะของมงกุฎเป็นอย่างไร และมีมูลค่าสูงขนาดไหน ผมต้องอธิบายกลับไปว่าชฎาเป็นของนางรำ ไม่ใช่ของชนชั้นสูงอย่างที่เข้าใจ

โดยปกติเมื่อเอกอัครราชทูตจะพ้นจากหน้าที่ เราต้องลงนามในเอกสารเรื่องสิ่งของตกแต่งสถานเอกอัครราชทูตว่าของทั้งหมดมีครบถ้วน แล้วส่งมอบให้เอกอัครราชทูตคนถัดไป นี่เป็นหนึ่งในวิธีการดูแลมรดกสิ่งของของทำเนียบ เราใส่ใจเรื่องนี้มาก

ทำไมประเทศฝรั่งเศสใส่ใจภารกิจด้านศิลปะวัฒนธรรมมาก จนมอบเครื่องอิสริยาภรณ์ให้ศิลปินไทยมากมาย

ทุกประเทศมีธรรมเนียมต่างกันไป ฝรั่งเศสให้ความสำคัญกับศิลปะมาก ทั้งศิลปะในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต เราใส่ใจการสร้างสรรค์และเคารพศิลปิน แน่ล่ะว่าเราควรเคารพนักวิทยศาสตร์ นักวิชาการ นักการเมือง นักข่าว และอาชีพอื่นๆ ที่สร้างประโยชน์ให้สังคม เรามอบเครื่องอิสริยาภรณ์หลายตระกูลแก่ผู้ที่ส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศฝรั่งเศสกับประเทศไทย หรือผู้ที่ส่งเสริมแวดวงการศึกษา

แต่เราก็ต้องดูแลศิลปินด้วยนะครับ บางครั้งพวกเขาต้องเจ็บปวดจากการสร้างงานเพื่อสังคมในสภาวะที่ยากลำบาก เราต้องการการสร้างสรรค์ของพวกเขา เราจึงต้องเคารพพวกเขา เราเลยมอบเครื่องอิสริยาภรณ์ตระกูล l’Ordre des Arts et des Lettres (Arts and Letters) ให้ศิลปิน เช่น นักเขียน นักเต้น จิตรกร หรือตอนนี้ก็มีนักสร้างวิดีโอด้วย

สถานทูต, สถานทูตฝรั่งเศส,ทำเนียบทูตฝรั่งเศส,บ้านริมน้ำ

เรารักผลงานศิลปะ เรารักศิลปิน และเราก็ชอบแสดงความขอบคุณต่อพวกเขา ผมคิดว่ามันอยู่ใน DNA ของคนฝรั่งเศสครับ ยกตัวอย่างในยุคเรอแนซ็องส์ ประมาณศตวรรษที่ 15 – 16 กษัตริย์ฝรั่งเศสชื่อพระเจ้าฟร็องซัวที่ 1 (François I) เชิญเลโอนาร์โด ดา วินชี มาสร้างผลงานศิลปะที่ฝรั่งเศส มันเป็นวัฒนธรรมของเราที่มีมานาน

ศิลปินเป็นตำแหน่งที่สำคัญมากในสังคม บางครั้งพวกเขาไม่ได้รับการจดจำอย่างที่สมควรได้รับ เราเลยมอบรางวัลให้พวกเขาอย่างเป็นทางการโดยไม่จำกัดหมวดหมู่ อย่างสวนของสถานเอกอัครราชทูตนี้เป็นของขวัญจากสวนนงนุช คุณกัมพล ตันสัจจา ผู้อำนวยการสวนนงนุชพัทยาตกหลุมรักสวนแบบฝรั่งเศส ซึ่งตัดแต่งต้นไม้แบบเรขาคณิต เขาส่งคนมาช่วยดูแลและตัดแต่งต้นไม้ในสวนของเราทุกๆ เดือน เราจึงมอบเครื่องอิสริยาภรณ์ให้เขา เพราะการตัดแต่งสวนระดับนี้เป็นศิลปะ และเรารู้สึกขอบคุณเขาจริงๆ

คุณมอบเครื่องอิสริยาภรณ์ให้คนไทยกี่คนแล้ว

ผมจำตัวเลขไม่ได้ 3 ปีที่ผ่านมา ผมมอบเครื่องอิสริยาภรณ์ไปเยอะมากให้ผู้คนหลากหลายสาขา นักเขียน นักออกแบบท่าเต้น จิตรกร ผู้กำกับภาพยนตร์ นักจัดสวน พวกเขาล้วนเป็นนักสร้างสรรค์ ผมดีใจที่ได้เจอคนที่เก่งมากๆ เหล่านี้

ศิลปินที่คุณมอบรางวัลให้ ต้องทำงานที่เกี่ยวข้องกับประเทศฝรั่งเศสเสมอเลยรึเปล่า

ไม่ครับ จะเกี่ยวหรือไม่เกี่ยวกับฝรั่งเศสก็ได้ เพราะความรักศิลปะไม่มีพรมแดน ในฐานะสถานเอกอัครราชทูตที่ได้รับการต้อนรับอย่างดีจากราชอาณาจักรไทย เราเลยใส่ใจทั้งศิลปะไทยและศิลปะฝรั่งเศส

ในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ต้องมีความสัมพันธ์ทางการเมืองและทางเศรษฐกิจ แต่ก็ต้องมีความสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมด้วย มันเป็นเรื่องสำคัญเหมือนกัน เราดำเนินนโยบายนี้ทั่วโลก ดังนั้นจึงมีการมอบรางวัลให้ศิลปินทุกประเทศที่มีสถานเอกอัครราชทูตฝรั่งเศส เป็นการทูตด้านศิลปะ และก็ต้องมีการทูตด้านกีฬา การทูตด้านอาหารด้วย

สถานทูต, สถานทูตฝรั่งเศส,ทำเนียบทูตฝรั่งเศส,บ้านริมน้ำ

ผมคิดว่าการทูตไม่ควรเน้นแค่ความสัมพันธ์ทางการเมืองและเศรษฐกิจเท่านั้น มันควรจะกว้างกว่านั้น เพราะชีวิตยิ่งใหญ่กว่านั้นมาก เราเคยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศในศตวรรษที่ 19 ชื่อ ตาแลร็อง (Charles Maurice de Talleyrand-Périgord) เขาเป็นนักการทูตที่ไม่ธรรมดา เขาเอาตัวรอดจากการปฏิวัติฝรั่งเศส ผ่านยุคสมัยของนโปเลียน จนถึงช่วงที่ฝรั่งเศสกลับมามีราชวงศ์อีกครั้ง โดยอยู่ในตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศตลอดมา

เขาเคยกล่าวว่าผู้ช่วยคนสำคัญของเขาคือพ่อครัว เพราะการเจรจาจะไม่เกิดขึ้นถ้าไม่เสิร์ฟอาหารในบ้าน ยิ่งถ้าอาหารอร่อย ตอนจบก็จะเจรจาสำเร็จ

ผมคิดว่าศิลปินเป็นผู้ช่วยคนสำคัญของการทูตด้านวัฒนธรรม หน่วยงานที่สำคัญและใหญ่ที่สุดในกระทรวงการต่างประเทศฝรั่งเศสคือหน่วยงานที่ดูแลด้านวัฒนธรรมและความร่วมมือระหว่างประเทศ ทุกประเทศที่เราไปต้องมีที่ปรึกษาด้านวัฒนธรรม มีหน่วยงานด้านภาษาและวัฒนธรรมอย่างสมาคมฝรั่งเศส (Alliance Française) มันทำให้การทูตของเรามีชีวิตและมีความสร้างสรรค์

ความทรงจำที่มีค่าที่สุดของคุณในฐานะเอกอัครราชทูตฝรั่งเศสประจำประเทศไทยคืออะไร และอะไรคือสิ่งที่คนจะคิดถึงที่สุดเมื่อพ้นจากหน้าที่ในประเทศนี้

มีความทรงจำมากมายเกิดขึ้นที่นี่ แต่ความทรงจำที่มีค่าที่สุดของผมเกิดขึ้นหลังจากเหตุโจมตีในปารีส มีคนเสียชีวิตมากมายในวันที่ 13 พฤศจิกายน ปี 2015 ผมเพิ่งมาถึงประเทศไทยในเดือนตุลาคม คือมาอยู่เพียงเดือนเดียวเท่านั้น เราได้รับข่าวร้ายในเช้าวันเสาร์ และผมก็ได้เห็นน้ำใจของคนไทยทันที

พวกเขามาที่หน้าประตูสถานเอกอัครราชทูตพร้อมดอกไม้และเทียน ไม่ได้จัดการอย่างยิ่งใหญ่หรือมีการจัดเตรียมล่วงหน้า พวกเขามาทันทีที่รู้เรื่อง และมีนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่มาด้วย ผมไม่ทราบยศของเขา เขามาพร้อมกับตำรวจที่หน้าประตู เพื่อแสดงความเสียใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นในปารีส และสัญญาว่าจะดูแลสถานเอกอัครราชทูตอย่างดี

ผมออกไปที่หน้าประตู และจะไม่มีวันลืมสิ่งที่เกิดขึ้นเลย นายตำรวจท่านนั้นพูดภาษาอังกฤษไม่ค่อยได้ และผมก็พูดไทยไม่เก่งพอ แต่เมื่อเขาเห็นผมก็เข้ามากอด แล้วผมก็กอดกลับ เป็นการกอดที่มีความหมายมาก นี่เป็นเหตุการณ์ที่ผมซาบซึ้งใจที่สุด

ถ้ากลับไปแล้ว ผมคงไม่คิดถึงอาหารไทยมากนัก เพราะที่ปารีสมีร้านอาหารไทยมากมายครับ และบางร้านก็อร่อยใช้ได้เลย สิ่งเดียวที่ผมจะคิดถึงอาหารไทยที่นี่คือราคาอาหารไทยในกรุงเทพฯ เพราะราคาที่ปารีสแพงกว่า 3 เท่า 5 เท่า บางทีก็ 10 เท่า

สิ่งที่ผมจะคิดถึงจริงๆ คือความใจดีของคนไทย ความสุภาพของคนไทยเป็นเอกลักษณ์ การพูดคุยแสดงออกของคนไทยนุ่มนวลเสมอ ดังนั้นคำตอบของคำถามนี้คือคนไทยครับ

สถานทูต, สถานทูตฝรั่งเศส,ทำเนียบทูตฝรั่งเศส,บ้านริมน้ำ
ภาพ : สถานเอกอัครราชทูตฝรั่งเศสประจำประเทศไทย

ขอบคุณข้อมูลจากหนังสือ La Résidence de France à Bangkok ทำเนียบเอกอัครราชทูตฝรั่งเศส ณ กรุงเทพมหานคร

หากสนใจเข้าชมทำเนียบเอกอัครราชทูตฝรั่งเศสด้วยตัวเอง วันมรดกวัฒนธรรมยุโรป คือวันอาทิตย์ที่ 16 กันยายน 2018 นี้ สถานเอกอัครราชทูตฝรั่งเศสจะเปิดให้บุคคลทั่วไปเข้าชมฟรีเพียงวันเดียวเท่านั้น ติดตามรายละเอียดได้ที่นี่

Writer

ภัทรียา พัวพงศกร

บรรณาธิการและนักจัดทริปแห่ง The Cloud ที่สนใจตึกเก่า งานคราฟต์ กลิ่น และละครเวทีพอๆ กับการเดินทาง

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

The Embassy

เคาะประตูเยี่ยมชมทำเนียบเอกอัครราชทูต เล่าเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

อินทรีดำปากแดงสยายปีกดุดันอยู่ในกรอบทอง หน้าประตูทางเข้าสถานเอกอัครราชทูตสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีประจำประเทศไทย บนกำแพงยาวเลียบถนนสาทร เจ้านก Bundesadler ตราแผ่นดินเก่าแก่ที่สุดตราหนึ่งของยุโรป จับจ้องชีวิตชีวาของถนนสายสำคัญของกรุงเทพฯ มาตลอด แต่น้อยคนจะได้เห็นเบื้องหลังที่ปีกคู่นั้นปกป้อง

ในวาระครบรอบความสัมพันธ์ 160 ปีระหว่างสองชาติ ประตูสถานเอกอัครราชทูตเยอรมนีฯ เปิดออกให้เราเยี่ยมชม 

แต่ก่อนอื่น มาทำความรู้จักประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์โดยย่อระหว่างไทยและเยอรมนีกันเสียหน่อย

สัมพันธ์ไทย-เยอรมัน

พ่อค้าวาณิชชาวเยอรมันมีความสัมพันธ์ทางการค้าทางเรือกับสยามมาเนิ่นนานตั้งแต่ศตวรรษที่ 17 ชาวเยอรมันบางคนมาบุกเบิกอยุธยาในศตวรรษที่ 18 ทำงานให้บริษัทอื่น ๆ เช่น ดัตช์อีสต์อินเดีย และบางคนได้เขียนบันทึกถึงอยุธยาเอาไว้ 

เวลาล่วงเลยมาถึงศตวรรษที่ 19 หลังการเกิดขึ้นของสนธิสัญญาเบาว์ริง ที่ทำให้การพาณิชย์ระดับนานาชาติเกิดขึ้นได้ง่ายขึ้น ชาติยุโรปต่าง ๆ หันมาสนใจสยามอย่างยิ่งยวด จนนำไปสู่การทำสนธิสัญญาทางการค้าระหว่างสยามและเมืองวาณิชฮานเซ่อ อันประกอบไปด้วยฮัมบวร์ก เบรเมน และลือเบค ในปี 1858 ซึ่งเล็งเห็นว่าบางกอกคือเมืองท่าส่งสินค้าจากเอเชียมาสู่สามเมืองใหญ่ การซื้อขายสินค้าทางเรือนี้ประสบผลสำเร็จดี จนทำให้ราชอาณาจักรปรัสเซีย ณ เวลานั้น ตัดสินใจเดินทางลงทุนในเอเชียตะวันออกอย่างจริงจัง 

เคานท์ฟรีดริช ซู ออยเลนบวร์ก (Count Friedrich zu Eulenburg) หัวหน้าคณะผู้แทนการค้าแห่งปรัสเซียเดินทางสู่หลายเมืองใหญ่ในเอเชีย และได้ลงนามในสนธิสัญญาไมตรีการค้าและการเดินเรือ หรือ ‘สนธิสัญญาออยเลนบวร์ก’ (Eulenburg Treaty) ในปี 1862 ที่กรุงเทพฯ พร้อมด้วยคณะราชทูตในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ถือเป็นการวางรากฐานความสัมพันธ์ทางการทูตที่ดำรงมาจนปัจจุบัน

ในยุคไรช์เยอรมันหรือจักรวรรดิเยอรมัน เกิดการแต่งตั้งกงสุลระหว่างทั้งสองชาติ มีการเดินทางไปมาหาสู่ระหว่างขุนนางระดับสูงทั้งสองฝ่าย จุดเปลี่ยนสำคัญคือการเสด็จประพาสยุโรปของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ในปี 1897 ไกเซอร์หรือจักรพรรดิวิลเฮล์มที่ 2 ได้ทรงต้อนรับพระราชอาคันตุกะอย่างอบอุ่น เมื่อรัชกาลที่ 5 เสด็จประพาสยุโรปครั้งที่ 2 ในปี 1907 พระองค์ก็เสด็จกลับไปเยือนอีกหลายเมืองในเยอรมนี 

ในรัชสมัยของสมเด็จพระปิยมหาราชผู้ปฏิรูปสยามให้ทันสมัย มีการจ้างชาวต่างชาติหลายร้อยคนในราชสำนัก ขุนนางชาวเยอรมัน 34 คนทำงานให้ราชสำนักสยามในปี 1904 โดยส่วนใหญ่ดูแลการรถไฟ โทรเลข และไปรษณีย์ 

วิศวกรเยอรมันอย่าง Karl Bethge, Hermann Gehrts และ Luis Weiler วางรากฐานรถไฟไทยทั่วประเทศถึงยุคปัจจุบัน การไปรษณีย์ไรช์หรือ Reichspostministerium ช่วยสนับสนุนการพัฒนาระบบโทรเลขและไปรษณีย์ จนก่อนสงครามโลกครั้งที่ 1 เมืองไทยมีโทรเลขไร้สายและวิทยุโทรเลขใช้ แพทย์ประจำพระองค์หลายคนของรัชกาลที่ 5 ก็เป็นชาวเยอรมัน และสถาปนิกใหญ่ Karl Döhring ออกแบบสถานีรถไฟบางกอกน้อย สถานีรถไฟพิษณุโลก และพระราชวังบ้านปืน

ชุมชนชาวเยอรมันเฟื่องฟูจนมีคลับชาวเยอรมันในกรุงเทพฯ แต่แล้วเมื่อสงครามโลกครั้งที่ 1 มาถึง และสยามประกาศตนเข้าร่วมกับฝ่ายสัมพันธมิตร ความสัมพันธ์ระหว่างไทยและเยอรมนีหยุดชะงักลงฉับพลันในปี 1917 สนธิสัญญาออยเลนบวร์กกลายเป็นโมฆะ จนกระทั่งสงครามโลกยุติ ทั้งสองชาติจึงได้สานสัมพันธไมตรีกันอีกครั้ง และคงความสัมพันธ์แน่นแฟ้นเรื่อยมาในแง่ต่าง ๆ เช่น การทหาร เศรษฐกิจ เทคโนโลยี และวัฒนธรรม จนถึงปัจจุบัน

บ้านเยอรมัน

“ไม่ใช่บ้านเก่าแบบสถานทูตเก่าแก่ แต่ที่นี่ก็มีประวัติศาสตร์ในแบบของตัวเองนะครับ”

เข้าสู่ช่วงสำรวจสถานเอกอัครราชทูตเยอรมนีฯ อย่างทั่วถ้วน เอกอัครราชทูตเยอรมนีประจำเป็นประเทศไทย เกออร์ก ชมิดท์ (Georg Schmidt) เอ่ยขณะพาเดินชมประวัติศาสตร์ของพื้นที่สีเขียวใจกลางถนนสาทรด้วยตนเอง และยังพูดคุยถึงความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศอย่างสนุก เป็นกันเอง และตรงไปตรงมา แบบฉบับเยอรมัน

พื้นที่สถานเอกอัครราชทูตขนาดประมาณ 10,000 ตารางเมตร รวมสวนทั้งหมด สันนิษฐานว่าเป็นบ้านพักของผู้บริหารบริษัทบริติชบอร์เนียว ไม่ทราบสถาปนิกผู้ออกแบบ ตามหลักฐานในหอจดหมายเหตุแห่งชาติ มีบ้านของบริษัทนี้บนถนนสาทร แต่ถูกระเบิดในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 จึงมีความเป็นไปได้ว่าอาจมีการสร้างบ้านขึ้นมาบนฐานรากเดิมหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 อีกทั้งยังไม่ปรากฏบ้านหลังนี้ในแผนที่กรุงเทพฯ พ.ศ. 2475 (ค.ศ. 1932) จึงสรุปได้ว่าตัวบ้านสร้างหลังจากนั้น สันนิษฐานว่าในช่วง 1940

เยี่ยมสถานทูตเยอรมนี สถานทูตเก่าแก่ล้อมด้วยสวนเขียวใจกลางสาทร

แรกเริ่มเดิมทีในสมัยรัชกาลที่ 4 สถานกงสุลเยอรมนีอยู่ติดแม่น้ำเจ้าพระยา เช่นเดียวกับสถานเอกอัครราชทูตโปรตุเกสและสถานเอกอัครราชทูตฝรั่งเศส โดยพื้นที่เดิมของเยอรมนีอยู่แถวสะพานพระพุทธยอดฟ้า จากนั้นก็โยกย้ายหลายครั้งตามกาลเวลาและความสัมพันธ์ของสองประเทศ โดยในสมัยรัชกาลที่ 5 ย้ายมาที่ถนนสาทรเหนือ (แยกสุรศักดิ์) ต่อมาเมื่อเกิดการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตใหม่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เอกอัครราชทูตเยอรมันมาถึงแดนสยามในปี 1955 และตั้งสถานเอกอัครราชทูตที่ถนนเพชรบุรี จนในที่สุดช่วงปลาย 1960 ซึ่งถนนสาทรยังคงเงียบสงบ สถานเอกอัครราชทูตเยอรมนีตัดสินใจเลือกซื้อพื้นที่กว้างใหญ่นี้ และดำเนินการที่นี่จนถึงปัจจุบัน

“ผมคิดว่าเป็นการตัดสินใจที่ชาญฉลาดและโชคดีมาก ๆ แล้วพวกเราก็ภูมิใจที่ได้รักษาพื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่ของสาทรเอาไว้ สถานทูตและทำเนียบทูตเป็นสัญลักษณ์ของประเทศซึ่งมีคุณค่าแตกต่างกันไป อย่างที่วอชิงตัน ทำเนียบทูตออกแบบโดยสถาปนิกเยอรมัน ส่วนสถานทูตเยอรมนีที่ปารีสคือ Hôtel Beauharnais ที่สร้างในปี 1714 เราก็เก็บรักษาประวัติศาสตร์เอาไว้อย่างดี ส่วนสถานทูตที่นี่เราได้จัดการใช้งานอย่างเต็มที่ มาที่นี่คุณอาจไม่ได้เจอสัญลักษณ์เยอรมันจ๋า แต่เป็นการผสมผสานความเป็นไปได้ระหว่างทูตและสิ่งที่มีอยู่เดิม อะไรควรเก็บและอะไรควรปรับเปลี่ยน สิ่งที่สำคัญคือจิตวิญญาณของสถานที่ ซึ่งคือการทำงานร่วมกัน”

ท่านทูตชมิดท์อธิบาย ขณะผายมือไปที่งานศิลปะโดดเด่นบนสนามหญ้าหน้าสถานเอกอัครราชทูต

กำแพงเบอร์ลิน

เยี่ยมสถานทูตเยอรมนี สถานทูตเก่าแก่ล้อมด้วยสวนเขียวใจกลางสาทร
เยี่ยมสถานทูตเยอรมนี สถานทูตเก่าแก่ล้อมด้วยสวนเขียวใจกลางสาทร

ในปี 2018 นักธุรกิจชาวเยอรมัน อักเซล เบราเออร์ (Axel Brauer) ผู้ใช้ชีวิตวัยเด็กท่ามกลางสงคราม ตัดสินใจยกของขวัญชิ้นประวัติศาสตร์จากเยอรมนีให้คนไทย ในวันเปิดตัว เขาเอ่ยติดตลกว่าของขวัญของเขาชิ้นใหญ่เกินกว่าจะใส่มาในกระเป๋าเดินทาง แต่มันคือชิ้นส่วนสำคัญที่ทำให้เราได้เรียนรู้ร่วมกัน นั่นคือกำแพงเบอร์ลิน 2 ชิ้นที่แบ่งประเทศเป็นสองส่วนตั้งแต่ปี 1961 – 1989 และปัจจุบันตั้งตระหง่านกลางสวนด้านหน้าของสถานทูตเยอรมนีประจำประเทศไทย กำแพง 4 ด้านตกแต่งด้วยศิลปินสตรีทอาร์ต 3 คน ได้แก่ Julia Benz จากเยอรมนี Kashink จากฝรั่งเศส และศิลปินไทย มือบอน และอีกด้านหนึ่ง พวกเขาสามคนลงมือทำร่วมกัน 

เยี่ยมสถานทูตเยอรมนี สถานทูตเก่าแก่ล้อมด้วยสวนเขียวใจกลางสาทร

นอกจากกำแพงของจริง ท่านทูตยังทำโครงการศิลปะ มอบกำแพงเบอร์ลินจำลองอันจิ๋ว ๆ เป็นโจทย์ให้ศิลปินไทยเพนต์และตกแต่งตามชอบ แล้วส่งมาให้สถานเอกอัครราชทูตจัดนิทรรศการ

“ไอเดียคือให้ศิลปินไทยถ่ายทอดว่าเสรีภาพ สันติภาพ มีความหมายกับพวกเขาอย่างไร กำแพงเบอร์ลินล่มสลายในปี 1989 มากกกว่า 30 ปีมาแล้ว เหตุการณ์นั้นมีความหมายกับคนไทยรุ่นใหม่ในปัจจุบันอย่างไร งานนี้เป็นโครงการเฉลิมฉลองในปี 2019 เมื่อครบรอบ 30 ปีการล่มสลายของกำแพงเบอร์ลิน เราทำนิทรรศการเล็ก ๆ ที่เชียงใหม่ ราชบุรี และที่ BACC กรุงเทพฯ และจัดที่นี่ด้วยครับ ผมผูกพันกับงานนี้มาก เพราะศิลปินไทยมีแนวคิดน่าสนใจเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นในที่ห่างไกลอย่างเยอรมนีและอดีตอันยาวนาน แล้วเราก็ทำงานกับศิลปินตลอด และเราจะเพนต์กำแพงด้านนอกสถานทูตในวาระครบรอบความสัมพันธ์ 160 ปีไทย-เยอรมนีด้วย”

จากกำแพงที่เป็นสัญลักษณ์แห่งสงครามและการแบ่งแยก ชาวเยอรมันเลือกเผชิญหน้ากับประวัติศาสตร์ดำมืด ด้วยการจดจำ ส่งต่อการเรียนรู้สู่อนาคต และใช้ก้อนคอนกรีตส่งต่อมิตรภาพและศิลปะอย่างต่อเนื่องไม่สิ้นสุด

ยานพาหนะประจำตัว

ท่านทูตเกออร์ก ชมิดท์ มียานพาหนะประจำตัวไม่เหมือนใคร ซึ่งทำให้ใครต่อใครตกอกตกใจกันบ่อย ๆ แทนที่จะเดินทางด้วยรถยนต์ ท่านทูตชอบใช้สกูตเตอร์เดินทางในเมือง เพราะมันสะดวกและเลี้ยวเข้าตรอกซอกซอยต่าง ๆ ในกรุงเทพฯ ได้รวดเร็วมาก 

“เพื่อนร่วมงานคิดว่าผมบ้า แต่ผมชอบใช้มันมาก เดี๋ยวผมโชว์ให้ดูนะ แค่กดปุ่มนี้ แล้วไถเท้าไปนิดหน่อยก็ไปได้แล้ว จากที่นี่ไปศาลพระพรหมเอราวัณ ผมใช้เวลาแค่ 22 นาที 1 นาทีแรกเอาไว้สวดมนต์ก่อน (หัวเราะ) เดินทาง 20 นาที แล้ว 1 นาทีสุดท้ายสำหรับสวดมนต์อีกรอบ”

เยี่ยมสถานทูตเยอรมนี สถานทูตเก่าแก่ล้อมด้วยสวนเขียวใจกลางสาทร
เยี่ยมสถานทูตเยอรมนี สถานทูตเก่าแก่ล้อมด้วยสวนเขียวใจกลางสาทร

“ที่เยอรมนีผมปั่นจักรยานตลอด แต่ที่นี่ผมต้องรักษาภาพลักษณ์ของทูต สมมติผมปั่นจักรยานจากที่นี่ไปศาลพระพรหมเอราวัณ ผมจะเหงื่อออกเต็มแล้วดูไม่ค่อยดีเท่าไหร่ ใช้สกูตเตอร์แล้วเหงื่อไม่ค่อยออกครับ สะดวกมาก แก้ปัญหาเย็นวันศุกร์ที่ถนนสาทรรถติดแบบบ้าคลั่งสุด ๆ ผมเคยต้องใช้เวลา 50 นาทีบนรถยนต์ จากที่นี่ถึงยูเทิร์นตรงสวนลุมพินี”

สกูตเตอร์ไฟฟ้าจากแบรนด์เยอรมันนี้มีใช้ตามโรงแรมต่าง ๆ เป็นไอเดียให้คนแชร์สกูตเตอร์กัน แค่ใช้มือถือลงทะเบียน และคืนสกูตเตอร์ตามจุดที่กำหนดไว้ ปัจจุบันเจ้าหน้าที่สถานทูตหลายคนก็ใช้สกูตเตอร์แบบนี้เดินทางเหมือนกัน

“คนอาจจะคิดว่าแปลกที่สถานทูตทำแบบนี้ แต่ผมคิดว่าเราไม่ต้องการรถคันใหญ่ 300 แรงม้าเพื่อจะเข้าซอยเล็กหรอก ผมขี่สกูตเตอร์ไปซื้อก๋วยเตี๋ยวที่ซอยละลายทรัพย์เองได้” 

ท่านทูตตีวงผ่านประติมากรรมครึ่งสตรีครึ่งสัตว์น้ำโดยศิลปินเยอรมนี โคมไฟหินจากญี่ปุ่น และเซรามิกของวศินบุรี แล้วจอดสกูตเตอร์ที่หน้าบ้านพอดิบพอดีอย่างนุ่มนวล พร้อมเปิดประตูบ้านพาเราเข้าไปสำรวจทำเนียบทูต

เยี่ยมสถานทูตเยอรมนี สถานทูตเก่าแก่ล้อมด้วยสวนเขียวใจกลางสาทร

ภายในบ้าน

ทำเนียบสีขาวเป็นบ้านโมเดิร์นผสมลักษณะ Art Deco เล็กน้อยตรงกันสาดและหัวเสาที่เทียบรถ ไม่ถึงขั้นเรียบง่าย เน้นเรขาคณิตแบบบาวเฮาส์ไปเสียหมด และยังผสมผสานกับความ Tropical เมืองร้อน โดยเฉพาะการทำหลังคาปั้นหยาที่ใหญ่โต ทิ้งชายคายาว คิดเรื่องการกันแดดกันฝนอย่างดี

เมื่อก้าวเท้าเข้ามาในบ้านคอนกรีต สิ่งแรกที่ชวนสะดุดตาคือบันไดไม้สักกลางโถงที่เลี้ยวโค้งขึ้นชั้นสองอย่างอ่อนช้อย เป็นส่วนที่หรูหราโอ่อ่าและสวยงามมากของบ้าน ซึ่งไม่ค่อยเห็นในบ้านยุคใหม่ เพราะบันไดแบบนี้ใช้พื้นที่เยอะ 

“นี่เป็นส่วนประกอบของบ้านที่ผมชอบมาก ทางเดินบันไดยังมีหน้าต่างให้แสงธรรมชาติส่องลงมา ทำให้ผมนึกถึงหนัง Gone with the Wind” ท่านทูตเอ่ยแกมหัวเราะ

เยี่ยมสถานทูตเยอรมนี สถานทูตเก่าแก่ล้อมด้วยสวนเขียวใจกลางสาทร
เยี่ยมสถานทูตเยอรมนี สถานทูตเก่าแก่ล้อมด้วยสวนเขียวใจกลางสาทร

รอบบ้านมีช่องหน้าต่างเล็ก ๆ ด้านขอบกำแพง เป็นเทคนิคเก่าแก่ของบ้านโบราณที่ทำให้บ้านมีแสงและระบายอากาศ ด้านบนบ้านมีปล่องไฟปลอม เป็นพื้นที่เก็บของใต้หลังคาด้วย

ขวามือตรงข้ามบันไดคือห้องอาหาร ซึ่งใช้เฉพาะช่วงที่มีงานเลี้ยงทางการเท่านั้น มีโต๊ะที่จัดเลี้ยงแขกได้ถึง 20 คน ตกแต่งด้วยภาพถ่ายขนาดใหญ่ของร้านทำผม ฝีมือช่างภาพจากเมืองโคโลญจน์เมื่อ 10 กว่าปีก่อน ท่านทูตโปรดปรานงานศิลปะนี้มาก 

เยี่ยมสถานทูตเยอรมนี สถานทูตเก่าแก่ล้อมด้วยสวนเขียวใจกลางสาทร
เยี่ยมสถานทูตเยอรมนี สถานทูตเก่าแก่ล้อมด้วยสวนเขียวใจกลางสาทร

“ภาพนี้บอกหลายอย่างเกี่ยวกับประเทศไทย มันแตกต่างจากวัฒนธรรมที่ผมรู้จัก และมีสิ่งที่ผมชื่นชอบเกี่ยวกับประเทศนี้ บอกความหลากหลายในประเทศ มีตัวอักษรจีนและไทย มีเทพเจ้าอินเดีย มีสัญลักษณ์ไทย เป็นที่ทำงาน แต่มีมุมนั่งเล่น แถมยังมีหน้ากากแขวนไว้ด้วย นี่วาดก่อนโควิดอีกนะ ผมว่ามันน่าสนใจมาก 

“ไม่ได้บอกว่านี่คือเอกลักษณ์ประเทศไทยนะครับ เพราะแต่ละประเทศก็มีวัฒนธรรมแตกต่างกันไป แต่ความหลากหลายทางวัฒนธรรมที่นี่รุ่มรวยมาก และผมว่านี่แหละคือความเป็นไทยในทางปฏิบัติ ไม่ใช่แค่สัญลักษณ์ไทย ๆ ที่เราคุ้นเคย มันทำให้ผมคิดถึงเยอรมนี ซึ่งก็ประกอบไปด้วยปัจจัยหลากหลายเหมือนกัน ความหลากหลายนี้ไม่เคยหยุดนิ่ง ร้านทำผมนี้คงหน้าตาเปลี่ยนไปแล้ว เพราะทุกสิ่งเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา มีสิ่งใหม่ ๆ เกิดขึ้นเสมอ”

เยี่ยมสถานทูตเยอรมนี สถานทูตเก่าแก่ล้อมด้วยสวนเขียวใจกลางสาทร

“ของส่วนชิ้นเดียวที่ผมมีในห้องนี้คือนาฬิกาคุกคูจากแบล็กฟอเรสต์ แถบบ้านเกิดผมเอง ผมพกไปตกแต่งบ้านทุกที่ด้วยตลอด เวลาแขกมากินข้าวแล้วนกออกมาร้องคุกคูพอดี ปฏิกิริยาคนน่าสนใจมาก” 

ว่าแล้วท่านทูตลองไขลานนาฬิกาไม้ให้ดู นกตัวจิ๋วออกมาส่งเสียงร้องคุกคูทักทายจากมุมด้านในสุดของห้อง ซึ่งติดกับแพนทรี่อุ่นอาหารจากครัวด้านหลัง

ส่วนต้นคริสต์มาสที่เห็นในภาพด้านบนตั้งในช่วงกลางเดือนธันวาคม ซึ่งจริง ๆ เร็วผิดวิสัยเยอรมัน เพราะคนเยอรมันจะตั้งต้นคริสต์มาสและตกแต่งในวันที่ 24 ธันวาคม และจะตั้งไว้จนถึงวันที่ 6 มกราคม แต่เนื่องจากช่วงปลายปี ทำเนียบทูตมักจัดงานหลายโอกาส ทุกคนอยากถ่ายรูปและฉลองกันก่อน ทางสถานเอกอัครราชทูตฯ จึงเอามาตั้งก่อนทุกปี

เยี่ยมสถานทูตเยอรมนี สถานทูตเก่าแก่ล้อมด้วยสวนเขียวใจกลางสาทร

เลยกรอบประตูโค้งไปคือส่วนต่อเติมของบ้าน เป็นห้องรับแขกสองห้องยาวต่อกันและระเบียงเชื่อมสวน โถงรับแขกหลักตั้งเปียโนคอนเสิร์ตหลังงามของ Bechstein ไว้ตรงกลาง ห้องนี้ติดวอลล์เปเปอร์ลายญี่ปุ่นสีทอง ฝีมือการตกแต่งของท่านทูตคนก่อน ๆ ที่ชอบวัฒนธรรมญี่ปุ่นมาก แต่ก็เข้ากันดีกับบ้าน ส่วนภาพตกแต่งในห้องนี้เป็นฝีมือศิลปินเยอรมัน

“ทำเนียบทูตเยอรมันส่วนใหญ่มีคอนเสิร์ตเปียโน สะท้อนช่วงเวลาที่ผู้คนร่ำรวยในศตวรรษที่ 17 – 18 เป็นเรื่องปกติที่คนมีเงินจะลงทุนซื้อเปียโน และให้ลูกสาวเรียนเล่นเปียโน แล้วจัดคอนเสิร์ตในบ้าน ดนตรีเป็นส่วนสำคัญในประวัติศาสตร์เยอรมันครับ ดูสิ มันเป็นทั้งเครื่องดนตรีและเป็นผลงานชั้นยอดทางวิศวกรรมที่สวยงามมาก เปียโนนี้จูนเสียงด้วยมือทั้งหมด เสียงต่างจากเปียโนอิเล็กทรอนิกส์”

ท่านทูตเปิดฝาเปียโนแล้วพรมนิ้วบรรเลงเพลงสั้น ๆ งดงามให้ฟังเป็นตัวอย่าง

“ผมชอบที่ทุกห้องมีบรรยากาศที่แตกต่างกันไป สิ่งแรกที่เราคำนึงถึงคือการใช้งาน ของทุกชิ้นต้องโยกย้ายเพื่อจัดงานเลี้ยงได้ ก่อนโควิด เราจัดงานเลี้ยงที่รองรับคนได้ 50 คนในบ้าน หรือบางทีก็เอาเก้าอี้มาเรียงเวลามีคอนเสิร์ตเล็ก ๆ ในบ้าน แต่ที่นี่ไม่ใช่มิวเซียม เราเลยไม่มีของตกแต่งจัดแสดงราคาสูงมาก ๆ ที่แตะต้องไม่ได้ ของทุกอย่างเป็นของดีมีราคา แต่ต้องใช้งานได้เป็นสำคัญ” 

 “สำหรับผม บ้านพักทูตคือ House of Encounter เป็นพื้นที่ที่ให้คนได้มาพบปะกัน ไม่ใช่เพื่อความสุขสบายของทูต คือผมก็มีความสุขสบายกับการอยู่ที่นี่นะครับ แต่สิ่งสำคัญคือพื้นที่และการสร้างพื้นที่สร้างสรรค์ เราจะจัดนิทรรศการ หรือเปลี่ยนงานศิลปะบนกำแพงทั้งหมดออกได้ง่าย เราเคยมีนิทรรศการศิลปะจากปัตตานีด้วย ผมชอบมาก มีความสุขทุกครั้งที่ได้จัดงานที่นี่” 

ลึกเข้าไปในโถงด้านใน ผนังประดับด้วยเสื้อฟุตบอลสีแดง ของขวัญจากสโมสรฟุตบอลไบเอิร์นมิวนิกเมื่อชนะแชมเปี้ยนลีกที่ลิสบอน ท่านทูตกล่าวอย่างภูมิใจว่า Oliver Kahn เคยมาที่บ้านนี้ด้วยนะ 

ส่วนลานระเบียงกว้างหลังบ้านที่ยื่นเข้าไปในสวน ท่านทูตใช้จัดงานแถลงข่าว งานเสวนา ประชุม หรือดินเนอร์เล็ก ๆ ยามค่ำคืน มองออกไปเห็นสวนกว้างสีเขียวสุดสายตา เป็นวิวธรรมชาติกลางสาทรที่ท่านทูตภูมิใจเป็นที่สุด 

สวนเขียว

สวนด้านหลังของสถานเอกอัครราชทูตเยอรมนีติดกับสถานเอกอัครราชทูตเดนมาร์กและออสเตรีย เป็นพื้นที่เชงเก้นขนาดย่อมที่มีคลองเล็ก ๆ กั้นกลาง ท่ามกลางตึกระฟ้า พื้นที่ในซอยด้านหลังนี้ไม่มีตึกสูงมากนัก บรรยากาศเงียบสงบต่างจากความวุ่นวายด้านนอกของสาทรลิบลับ

“เราเป็นส่วนหนึ่งของคลองสาทร เวลาน้ำท่วมเขาจะแจ้งเตือน เพราะถ้าฝนตกอาจน้ำท่วมได้ เราต้องหาวิธีจัดการและอยู่ร่วมกับน้ำครับ ความฝันของผมคือจัดงานเลี้ยงก๋วยเตี๋ยวเรือระหว่างสถานทูต จำลองบรรยากาศบางกอกยุคก่อน แล้วเราก็แชร์สัตว์ป่าร่วมกัน ทั้งสัตว์อันตรายและไม่อันตราย ทั้งงูหลาม งูจงอาง ตัวเงินตัวทอง ผึ้ง ซึ่งผมอยากให้เราผลิตน้ำผึ้งสถานทูตได้มาก ๆ เลย แต่เราก็ต้องรักษาสมดุลระหว่างดูแลธรรมชาติ และปกป้องแขกของเราให้ปลอดภัยด้วย”

“เราใช้พื้นที่ในสวนจัดงานบ่อย ๆ ในช่วงที่อากาศเย็น จะจัดงานอะไรก็ขึ้นอยู่กับความคิดสร้างสรรค์ของทูตแต่ละคนครับ เวลาเราจัดงาน แขกที่หนีความหนาวจากเยอรมนีชอบนั่งที่ระเบียง ส่วนแขกคนไทยชอบอยู่ในบ้านที่เปิดแอร์เย็นหน่อย เนื่องจากปีนี้เราจะฉลองความสัมพันธ์ทางการทูตครบรอบ 160 ปี ก็เลยอยากจัดงานเลี้ยงในสวน และงานอื่น ๆ แต่ขึ้นอยู่กับสถานการณ์โควิดด้วยครับ”

ชิ้นส่วนประวัติศาสตร์ที่ตั้งอยู่ในสวนนี้คือประตูโลหะเก่าผลิตในลอนดอน ยกมาจากสถานเอกอัครราชทูตเดิมที่สุรศักดิ์ ซึ่งเคยเป็นหนึ่งในสถานเอกอัครราชทูตที่ใหญ่ที่สุดในสมัยรัชกาลที่ 6 

สวนนี้มีผู้ดูแลสวน 5 คนคอยดูแลพืชพรรณต่างประเภท แต่ยังมีสวนเล็ก ๆ ที่เจ้าหน้าที่คนไทยดูแลกันเอง คือสวนครัวเล็ก ๆ ปลูกกล้วย พริก อัญชัน และมะละกอที่กลายร่างเป็นส้มตำอยู่บ่อยครั้ง รวมถึงสมุนไพรอย่างฟ้าทะลายโจร สวนนี้ได้ใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่มากในช่วงโควิดที่ผ่านมา ทำให้ท่านทูตและชาวทำเนียบเห็นความสำคัญของพื้นที่สีเขียวและความยั่งยืนจากผืนดิน 

คุยกับทูต

สำรวจทำเนียบทูตกันทั่วแล้ว ได้เวลานั่งสนทนากับท่านทูตชมิดท์ เพื่อทำความรู้จักความสัมพันธ์ระหว่างประเทศผ่านเจ้าบ้าน ผู้ประจำการที่เมืองไทยตั้งแต่ปี 2018 ชอบกินอาหารไทย พูดและฟังภาษาไทยได้คล่องระดับหนึ่งเลยทีเดียว

ตั้งแต่มีโควิด ทำเนียบทูตไม่ค่อยได้เปิดให้คนเข้ามาใช่ไหม

แน่นอนครับ เราใช้งานทำเนียบทูตน้อยลงมาก แทบไม่มีงานสาธารณะเกิดขึ้นเลย เพราะทุกคนต้องอยู่บ้าน พอมีโควิด-19 เราก็แบ่งกลุ่มทำงานเป็น 2 ทีมอย่างเข้มงวด ถ้าทีมไหนติดเชื้อ สถานทูตก็ยังทำงานต่อได้ เพื่อปกป้องเจ้าหน้าที่ทุกคน และดูแลกลุ่มคนเยอรมันและคนไทยนับหมื่นคนที่ต้องการเอกสารและความช่วยเหลือต่าง ๆ จากกงสุล 

บางทีเราก็ใช้สวนจัดงานกลางแจ้งบ้าง โดยเฉพาะสำหรับเจ้าหน้าที่สถานทูต ภายใต้ข้อกำหนดของหน่วยงานการแพทย์ เพื่อให้มั่นใจว่าทุกคนไม่มีความเสี่ยงติดเชื้อ การมีพื้นที่ของตัวเองเป็นเรื่องดีมากครับ แต่ที่นี่ก็ไม่ได้มีเพื่อแค่เจ้าหน้าที่ เราดูแลรักษาที่นี่ในฐานะหน้าต่างสู่เยอรมนี ซึ่งต้องมีชีวิตชีวา ก่อนโควิดเราจัดงานสัปดาห์ละ 3 – 4 ครั้ง ยังกับธุรกิจร้านอาหารเลยล่ะ 

ต้องทำงานทั้งกลางวันและกลางคืนเลย

งานส่วนใหญ่เกิดตอนเย็น เป็นทูตแล้วไม่ได้มีเวลาเข้างานแบบปกติ แต่ว่าผมก็ชอบงานของผม เดี๋ยวมีงานนั้น เดี๋ยวมีงานนี้ ทั้งกลางวันกลางคืน เส้นแบ่งระหว่างชีวิตส่วนตัวและการทำงานก็ไม่ชัดเจนนัก แทบไม่มีเลยดีกว่า แต่คนที่ทำงานด้านการทูตต่างรู้เรื่องนี้ดี ว่าเราต้องเสียชีวิตส่วนตัวไประดับหนึ่ง 

ชุมชนคนเยอรมันในไทยเป็นอย่างไรบ้าง

เรามีชุมชนคนเยอรมันในไทยราว 13,000 – 15,000 คน ที่ใช้ชีวิตในเมืองไทยครับ พวกเขาเป็นส่วนหนึ่งของสังคมไทย ถ้าไปอีสาน มีคนเยอรมันเยอะมากที่แต่งงานและใช้ชีวิตอยู่ที่นั่น พวกเขาไม่ใช่คนร่ำรวย แต่ว่าดูแลทั้งครอบครัวในพื้นที่ที่ไม่ใช่พื้นที่เศรษฐกิจ ดังนั้นผมคิดว่าพวกเขาเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องราวระหว่างไทยและเยอรมนี 

ทุกเรื่องราวต่างกันไป มี Digital Nomad ที่ใช้ชีวิตในเชียงใหม่ มีคนรักทะเลอยู่ทางใต้ มีคนที่ย้ายมาอยู่เมืองไทยเพื่อใช้ชีวิตหลังเกษียณกับบำนาญที่มี นอกกรุงเทพฯ มีคนเยอรมันอยู่มากมาย หลายคนตกหลุมรักคนไทย มีคนรักชาวไทย และรู้สึกสบายใจที่จะอยู่ที่นี่ แต่ย้ำอีกครั้ง ทุกเรื่องราวต่างกันไปครับ นอกจากนี้เรายังมีบริษัทเยอรมัน 600 บริษัทในเมืองไทย ซึ่งจ้างงานคนไทยเป็นแสน ๆ คน 

จากประสบการณ์ของคุณ อะไรคือสิ่งแรก ๆ ที่คนไทยคิดถึงเยอรมนี

สเตอริโอไทป์คือคนเยอรมันเป็นคนมีวินัยสุด ๆ เป็นช่างเทคนิค เป็นนักดื่มเบียร์ตัวยง ตรงต่อเวลาเหลือเกิน แล้วก็ไม่ตลกเอาเสียเลย ทุกสเตอริโอไทป์มีเหตุผลเบื้องหลังครับ แล้วก็มีคนที่แตกต่างตรงกันข้ามไปเลย คนเยอรมันเองก็มีสเตอริโอไทป์ต่อคนไทยเหมือนกัน 

ช่วงโควิด คนเยอรมันอยากกลับบ้านหรืออยากอยู่ไทยต่อมากกว่ากัน

มีทั้งสองแบบครับ ช่วงเริ่มแรก เราต้องช่วยเหลือนักท่องเที่ยวจำนวนมากที่ติดค้างในเมืองไทย ถ้ายังจำได้ ตอนนั้นสายการบินยกเลิกเที่ยวบินเยอะมาก หลายคนไม่มีเงินจ่ายค่าตั๋วกลับบ้านและสิ้นหวัง คนเยอรมันติดค้างอยู่ที่ต่าง ๆ ทั่วโลกครับ รัฐบาลเยอรมันเลยจัดการเที่ยวบินกลับบ้านที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่เคยมี มีไฟล์ตจากเมืองไทยกลับเยอรมันถึง 13 เที่ยวบิน เพื่อพาคนราว 3,500 คนกลับบ้าน มีทั้งทีมงานที่กรุงเทพฯ และภูเก็ต ผมได้เรียนรู้เรื่องสายการบินเยอะมาก และเคารพสิ่งที่พวกเขาจัดการ 

ผมค่อนข้างภูมิใจกับงานนี้ เราไม่ได้ดูแลแค่คนเยอรมัน แต่รวมถึงคนยุโรปอีก 10 เปอร์เซ็นต์ของที่นั่งทั้งหมด เพราะเยอรมนีเป็นประเทศใหญ่ เรามีเที่ยวบินเฉพาะของเราได้ แต่ประเทศเล็ก ๆ นี่เป็นไปไม่ได้ เราเลยพาชาวประเทศเพื่อนบ้านที่ไม่ได้มีเที่ยวบินกลับบ้านไปด้วย ซึ่งก็ไม่ใช่แค่เรานะครับ ฝรั่งเศสก็ทำเหมือนกัน เป็นช่วงเวลาแห่งการร่วมมือร่วมใจของชาวยุโรป นั่นคือช่วง 2 เดือนแรก 

หลังจากนั้นก็มีล็อกดาวน์อีกหลายครั้ง แต่งานก็ไม่เคยหยุด เพราะมีคนต้องการเราตลอดเวลา คนเยอรมันหลายคนเข้าออกเมืองไทยทุก 3 เดือน โดยใช้วิธีข้ามชายแดนแล้วกลับมาใหม่ แต่ทำไม่ได้เพราะพรมแดนปิด เราก็ต้องช่วยเหลือพวกเขา บางคนบินกลับเยอรมนีเพื่อจัดการ แต่บางคนก็ทำไม่ได้ และทำให้เรายุ่งกันมาก 

สถานทูตเราได้ทำงานเรื่องมนุษยธรรม ถึงเป็นแค่หยดน้ำเล็ก ๆ แต่เราก็ทำสิ่งที่เราทำได้ อย่างการช่วยเหลือต่าง ๆ และการบริจาควัคซีน เรื่องวัคซีนนี้เป็นปัญหาใหญ่ เราได้คำสัญญาจากรัฐบาลไทยว่า ไม่ว่าคนไทยหรือคนต่างชาติจะได้รับการแบ่งสรรปันส่วนวัคซีนอย่างเท่าเทียมกัน แต่เมื่อถึงเวลาหน้างานจริง เราได้รับรายงานว่าหลายครั้งไม่ได้เป็นเช่นนั้น เราเลยพยายามต่อสู้อย่างหนักเพื่อให้ชาวเยอรมันได้รับวัคซีนและคลี่คลายปัญหานี้ 

คุณได้กลับบ้านบ้างไหมในช่วง 2 ปีที่ผ่านมานี้

กลับครั้งหนึ่งครับ ไปเจอพ่อ แต่ตอนกลับนี่ยากหน่อยเพราะต้องกักตัว แล้วตอนนั้นผมยังไม่ได้รับวัคซีนครบ เลยต้องนั่งกักตัว 2 สัปดาห์ แต่ก่อนหน้านั้นพ่อผมมาเยี่ยมที่เมืองไทยช่วงก่อนโควิด ตอนนั้นดีมากเลยครับ โควิดทำให้ความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นเยอะ เป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากสำหรับทุกคน 

ได้คุยกับเพื่อนร่วมงานของคุณ เขาบอกว่าแค่เรื่องวิกฤตสิ่งแวดล้อม สถานเอกอัครราชทูตเยอรมันก็มีโครงการไปแล้ว 13 โครงการในไทย

เราเป็นหนึ่งในพาร์ตเนอร์ด้านสิ่งแวดล้อมที่ใหญ่ที่สุดของเมืองไทย เริ่มมากว่า 10 ปีแล้วครับ มีทั้งการแสดงการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมแบบเยอรมัน และการแบ่งปันประสบการณ์ให้คนไทยรับรู้ ผมว่าเรามีหลายอย่างคล้ายกัน เป็นสังคมที่ยืนอยู่บนเศรษฐกิจเชิงอุตสาหกรรม และเราก็อยากช่วยสนับสนุนการเปลี่ยนแปลงของไทย ไปสู่การใช้พลังงานที่ยั่งยืนและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งมันยากมากในช่วงเริ่มต้น การสร้างพลังงานจากแหล่งทรัพยากรยั่งยืนเท่านั้น ต้องเปลี่ยนแปลงระบบปฏิบัติการเดิมที่มีด้วย เช่น ถ้าจะใช้พลังงานไฟฟ้าจากลม แต่พื้นที่นั้นไม่มีลมเลย จะเก็บพลังงานจากที่หนึ่งไปอีกที่อย่างไร 

เราทำผิดพลาดมาเยอะ และจะทำผิดพลาดต่อไป แต่ว่าการแบ่งปันประสบการณ์และความผิดพลาดให้ผู้อื่นเป็นเรื่องดี สิ่งที่ไม่ประสบผลในที่หนึ่ง อาจจะสำเร็จในบริบทอื่นก็ได้ หรืออาจจะกลับกันครับ ยิ่งมี COP26 เรื่องสิ่งแวดล้อมยิ่งได้รับความสนใจ เมืองไทยเองก็เผชิญปัญหาสิ่งแวดล้อม อย่างเรื่องปัญหาน้ำท่วมกรุงเทพฯ ไม่ใช่เรื่องไกลตัวเลย

ยกตัวอย่างโครงการสิ่งแวดล้อมให้ฟังได้ไหม

โครงการ Thai Rice NAMA (Nationally Appropriate Mitigation Action) เราใช้เทคโนโลยีช่วยชาวนาให้ใช้น้ำในการปลูกข้าวน้อยลง ลดการผลิตก๊าซเรือนกระจก และลดค่าใช้จ่าย พูดง่าย ๆ คือได้เงินมากขึ้นและลดผลเสียที่เกิดขึ้นกับสิ่งแวดล้อม การได้เห็นชาวนาได้เข้าถึงเทคโนโลยี โอกาส และรายได้ เปลี่ยนชีวิตเขาได้ นี่เป็นหนึ่งในโครงการที่ผมยินดีมาก และเรายังคงทำงานอยู่อย่างต่อเนื่อง เพื่อแสดงให้เห็นความเป็นไปได้ใหม่ ๆ นอกจากนี้ยังมีการจัดการกับของเสียทางการเกษตร เราอยากช่วยเรื่องการแยกประเภทของเสีย ซึ่งเราต่างก็รู้ว่าการเปลี่ยนพฤติกรรมเดิม ๆ ไม่ใช่เรื่องง่าย

เรายังทุ่มเทกับ Cooling Technology ใช้วัตถุดิบ เคมี และพลังงานมากมายเพื่อทำให้อากาศเย็นขึ้น เป็นการแปลเรื่องราวของ COP26 ให้คนทั่วไปเข้าใจในชีวิตประจำวันเป็นเรื่องน่าตื่นเต้น และเรารู้อย่างชัดเจนว่าเราทำอะไรได้บ้างที่จะช่วยได้ เช่น เรามีแผงโซลาร์เซลล์ในสถานทูตเพื่อผลิตพลังงานใช้เอง นอกจากนี้ก็มีโครงการแลกเปลี่ยนสิ่งที่เราเรียนรู้ เช่น พลาสติกและมลพิษในมหาสมุทร 

ในวาระครบรอบความสัมพันธ์ 160 ปี จะมีโครงการความสัมพันธ์ไทย-เยอรมนีอีกมากครับ โดยเฉพาะเรื่องวิกฤตโลกร้อน เราต่างแชร์ความรับผิดชอบร่วมกันต่อโลกใบนี้ และมีหลายสิ่งที่เราทำอะไรได้อีกมากมายร่วมกัน 

อยู่เมืองไทยมานาน มีอะไรทำให้คุณประหลาดใจได้อีกบ้าง

ผมประหลาดใจทุกวันเลยนะ ผมมาเมืองไทยครั้งแรกช่วงปลาย 1980 มาเที่ยวตอนเป็นนักศึกษาเรียนภาษาจีนที่เมืองจีน เป็นการเปิดหูเปิดตาผมมาก เพราะคนตะวันออกมีวิธีการมองโลกต่างจากคนเยอรมัน พอกลับมาที่เมืองไทยอีกครั้ง ผมประหลาดใจมากที่เมืองไทยเปลี่ยนแปลงมาก ระบบสาธารณูปโภคไทย ระบบสาธารณสุขไทยก็ดีขึ้นมาก ๆ 

ผมคิดว่าในแง่หนึ่ง เมืองไทยประสบความสำเร็จมากในหลาย ๆ ด้าน แต่ไม่ไกลจากที่นี่ มองไปที่คลองเตย เราก็เห็นความจริงอีกรูปแบบ ความเหลื่อมล้ำระหว่างชนชั้นกว้างมาก ซึ่งความแตกต่างมันมีเสมอ แต่ตอนนี้ช่องว่างระหว่างชนชั้นใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ เป็นปัญหาสังคมที่ผมคิดว่าเราต้องมอบความหวังและโอกาสให้คนลืมตาอ้าปากได้ 

เรื่องดี ๆ ที่ผมประหลาดใจแต่ประทับใจมากที่เมืองไทยคือเรื่องพลาสติก ตอนผมมาถึงในปี 2018 ไม่มีใครพูดถึงเรื่องพลาสติกใช้แล้วทิ้ง ทุกคนใช้ถุงพลาสติกกันหมด ประโยคภาษาไทยแรก ๆ ที่ผมเรียนคือ ‘ไม่ต้องใส่ถุง’ แต่แล้วแค่ปีเดียวต่อมาหลัง ASEAN Summit ในกรุงเทพฯ ประเทศไทยก็แบนพลาสติกได้อย่างรวดเร็ว ภาพวาฬที่ตายเพราะพลาสติกก็สะเทือนอารมณ์มาก ผมประทับใจที่สังคมไทยปรับตัวเร็วมากกว่าเยอรมนีอีก

ช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน เด็กๆ เยอรมันก็ออกมาเดินประท้วงเรื่องสิ่งแวดล้อมทุกวันศุกร์เหมือนกัน

ใช่ เป็นเรื่องที่ดีครับ ผมคิดว่าการแสดงออกว่าไม่ต้องการอะไรคือก้าวแรก แต่ผมก็คาดหวังว่าพวกเขาจะไปต่อถึงการแก้ไขปัญหา เพราะการแสดงออกว่าไม่ชอบเป็นเรื่องง่าย แต่การทำอะไรทดแทนต่างหากคือจุดที่ต้องมานั่งคิดร่วมกัน คุณจะบอกคนว่าเลิกใช้รถเถอะก็ไม่ได้ เพราะคนต้องการเคลื่อนที่จากจุด A ไปจุด B ต้องมีทางเลือกใหม่ ๆ ให้คน เช่น รถเมล์ราคาถูก การแชร์รถ หรือยานพาหนะอื่น 

ผมเข้าใจพวกเด็ก ๆ นะ สำหรับคนอายุ 70 อะไรจะเกิดขึ้นในอีก 30 ปีข้างหน้าอาจไม่สำคัญ แต่สำหรับเด็กอายุ 15 มันเป็นเรื่องใหญ่ มันเป็นช่วงเวลาที่เขาอาจจะมีลูกอายุ 10 ขวบ แล้วเด็ก ๆ เหล่านั้นจะเจออะไร เพื่อให้สังคมก้าวไปข้างหน้า ต้องให้ทุกคนมีส่วนร่วม ถ้าต้องการความเปลี่ยนแปลง ก็ต้องรับฟังผู้คน 

อะไรคือสิ่งที่คุณอยากเห็นมากขึ้นในเมืองไทย

ผมคิดว่าเมืองไทยมีศักยภาพมาก ๆ และน่าจะมีสันติภาพในตัวเองได้มากขึ้น ประเทศไทยไม่มีศัตรูโดยตรงเลยนะครับ ห่างไกลสงครามรอบตัว สิ่งที่ผมคาดหวังคือ เมืองไทยน่าจะมีหนทางที่จะปรองดองและขัดแย้งกันโดยสันติ 

ทุกวันนี้ความขัดแย้งเป็นเรื่องอ่อนไหวมาก

ใช่ เพราะถ้าคุณไม่เห็นด้วยกับบางเรื่องอย่างแรงกล้า แล้วแสดงออกมา มันก็อาจจะกระทบคนได้ แต่เราต้องหาทางตกลงกันว่าจะไม่เห็นตรงกัน ความขัดแย้งบางอย่างอาจแก้ไม่ได้ แต่ก็ต้องเรียนรู้ที่จะอยู่กับมัน คนส่วนใหญ่ไม่ได้มีสิทธิ์ทุกอย่างเหนือคนส่วนน้อย เราถึงมีรัฐสภาที่มีกฎระเบียบโดยคนส่วนใหญ่ แต่คนส่วนน้อยก็ยังมีสิทธิ์มีเสียง และก็มีสมดุลระมัดระวังระหว่างสองฝ่ายเพื่อให้มีสันติภาพ

ยกตัวอย่างเรื่อง Thai Park ที่เบอร์ลิน เกิดจากคนไทยไปปิกนิกในสวนจนกลายเป็นตลาดขายอาหารไทย ซึ่งตอนแรกผิดกฎหมาย แต่ของกินมันอร่อยมากครับ และคนเยอรมันก็รักที่นั่น เลยเกิดการถกเถียงว่าสวนสาธารณะทำอะไรได้ จนในที่สุดหลังการถกเถียงยาวนานและการประนีประนอม ในที่สุดก็มีข้อกำหนดเรื่องสุขอนามัย ทุกคนยังมาขายของ มานั่งกินข้าวได้ และคนเยอรมันก็รัก Thai Park ของเรา ที่เกิดจากชุมชนคนไทยกลุ่มใหญ่นำความหลากหลาย นำวิถีชีวิตไปเปลี่ยนแปลงเยอรมนี นี่คือการเปิดใจยอมรับความเปลี่ยนแปลงอย่างสันติ เป็นประโยชน์ต่อสังคม

หรือกรณีวัคซีนโควิดที่เยอรมนี คนขัดแย้งกันมากว่าต้องการฉีดวัคซีนหรือไม่ฉีดวัคซีน เป็นการโต้แย้งที่ดุเดือด ฝ่ายคนส่วนใหญ่บอกว่าคนที่ไม่ยอมฉีดวัคซีนทำให้คนทั้งหมดตกอยู่ในอันตราย แต่ฝ่ายคนส่วนน้อยก็เถียงว่าคนอื่นไม่มีสิทธิ์บังคับการใช้ชีวิตและละเมิดสิทธิ์เหนือร่างกายผู้อื่น เราต้องหาทางคลี่คลายปัญหา และขั้นตอนการคลี่คลายความขัดแย้ง การตัดสินใจของรัฐสภาก็เป็นเรื่องท้าทายเพราะเกี่ยวข้องกับตุลาการ แต่เราก็หาทางของเราจนได้

นั่นคือวิธีการแก้ไขความขัดแย้งแบบเยอรมัน

ขอไม่เรียกว่าแบบเยอรมัน แต่เป็นแบบที่ดีกว่าการต่อสู้ด้วยความรุนแรงมากครับ เรามีประสบการณ์ที่ขมขื่นเกี่ยวกับการกดขี่คนส่วนน้อย และเราได้สร้างระบบที่ยืดหยุ่นมากพอที่จะรับการเปลี่ยนแปลง ตัวอย่างเช่นการเลือกตั้งในเยอรมนีที่ผ่านมา พรรคกรีนได้คะแนนเสียงมากอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน จนตอนนี้เราได้รัฐบาลผสม 

ตอนพรรคกรีนเริ่มก่อตั้ง ใคร ๆ ก็มองว่าพวกเขาบ้าคลั่ง ถึงขั้นพูดกันว่าอันตรายต่อระบอบประชาธิปไตย เป็นพวกอนาธิปไตยที่จะมาล้มล้างระบอบนิเวศ ระบอบเศรษฐกิจสังคมเยอรมัน แต่พวกเขาก็อดทนที่จะโน้มน้าวสังคม จนระบบเปลี่ยนไปสำเร็จ เยอรมนีเปลี่ยนแปลงไปมาจากเมื่อ 30 ปีก่อน ซึ่งเป็นเรื่องจำเป็นที่ต้องเปลี่ยน

เพราะไม่เห็นด้วยกับความรุนแรงรึเปล่า สถานเอกอัครราชทูตเยอรมนีถึงเป็นหน่วยงานแรก ๆ ที่ออกมาต่อต้านสงครามในยูเครนตั้งแต่ช่วงเริ่มต้น

ใช่ คนเยอรมันมีบทเรียนที่เจ็บปวดมากจากสงครามครับ เรามีประสบการณ์ตรงว่าสงครามทำลายทุกอย่าง ไม่มีสงครามที่ขาวสะอาด สงครามทั้งหมดล้วนสกปรก เป็นเรื่องสำคัญที่เราต้องลุกขึ้นมาต่อต้านสิ่งที่ไม่ถูกต้อง 

อะไรคือสิ่งที่คุณเรียนรู้ที่จะเรียนรู้จากเมืองไทย

ผมหวังว่าผมได้เรียนรู้ที่จะปล่อยวางนะ และบางครั้งก็เรียนรู้ที่จะด้นสดด้วย

ถ้อยคำภาษาไทยที่คุณชอบคือ

จิตใจที่มีความสงบ ผมชอบไอเดียนั้นมาก มันบอกอะไรเยอะมากกว่า สบาย ๆ หรือสนุก ๆ 

คำเยอรมันที่อยากให้คนไทยรู้จักล่ะ

Nachhaltigkeit แปลว่า Sustainability เป็นแนวคิดแบบเจ้าหน้าที่ป่าไม้เยอรมันที่เรียบง่ายมาก คืออย่าตัดต้นไม้เกินกว่าจำนวนที่คุณปลูกได้

ขอบคุณข้อมูลจาก

  • หนังสือ SAWASDEE 150 years of German-Thai friendship, 50 years of the Deutsch-Thailändische Gesellschaft โดย Andreas Stoffers (Ed.)
  • หนังสือ 150 Jahre Beziehungen Deutschland – Thailand ครบรอบหนึ่งร้อยห้าสิบปี ความสัมพันธ์เยอรมัน-ไทย โดยสถานเอกอัครราชทูตสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี กรุงเทพฯ 
  • หนังสือ German Traces in Bangkok, Thai Traces in Berlin ร่องรอยเยอรมันในกรุงเทพฯ และ ร่องรอยประเทศไทยในเบอร์ลิน โดยสถาบันเกอเธ่
  • ดร.พีรศรี โพวาทอง อาจารย์คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

Writer

ภัทรียา พัวพงศกร

บรรณาธิการและนักจัดทริปแห่ง The Cloud ที่สนใจตึกเก่า งานคราฟต์ กลิ่น และละครเวทีพอๆ กับการเดินทาง

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load