สยามได้ส่งคณะทูตไปเข้าเฝ้าพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ที่พระราชวังแวร์ซาย ประเทศฝรั่งเศส ในรัชสมัยของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช มีเจ้าพระยาโกษาธิบดี (ปาน) เป็นราชทูต ออกหลวงกัลยาราชไมตรีเป็นอุปทูต และออกขุนศรีวิศาลวาจาเป็นตรีทูต

ใครดูละครเรื่อง บุพเพสันนิวาส คงจะรู้ความสัมพันธ์ระหว่างสยามกับฝรั่งเศสที่มีมาตั้งแต่สมัยปลายอยุธยา หรือราวศตวรรษที่ 17

หลายร้อยปีผ่านไป ความสัมพันธ์ระหว่างราชอาณาจักรไทยกับสาธารณรัฐฝรั่งเศสยังคงดำเนินต่อมาจนถึงปัจจุบัน สถานเอกอัครราชทูตฝรั่งเศสเป็นหนึ่งในสถานเอกอัครราชทูตที่เก่าแก่ที่สุดในประเทศไทยซึ่งยังคงตั้งอยู่ที่เดิมตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 4 เป็นรองก็แต่เพียงสถานเอกอัครราชทูตโปรตุเกส ที่ก่อตั้งในสมัยรัชกาลที่ 2 เท่านั้น

เราได้รับโอกาสพิเศษให้เข้าไปชมทำเนียบหรือบ้านพักเอกอัครราชทูตฝรั่งเศสประจำประเทศไทย ก่อนก้าวเข้าไปสำรวจอาคารเก่าแสนสวยริมแม่น้ำเจ้าพระยา เราขอพาไปชมประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ฉบับย่อระหว่างทั้งสองประเทศ และเรื่องราวในอดีตของสถานเอกอัครราชทูต ที่หวุดหวิดจะย้ายออกจากเจริญกรุงไปหลายต่อหลายครั้ง แต่ก็ยืนหยัดรักษามรดกสถาปัตยกรรมนี้ไว้ได้อย่างสง่างาม

สถานทูต, สถานทูตฝรั่งเศส,ทำเนียบทูตฝรั่งเศส,บ้านริมน้ำ
สถานทูต, สถานทูตฝรั่งเศส,ทำเนียบทูตฝรั่งเศส,บ้านริมน้ำ

มิชชันนารีเยือนสยาม โกษาปานไปฝรั่งเศส

บาทหลวงชาวฝรั่งเศสเดินทางมาถึงสยามตั้งแต่ ค.ศ. 1662 (พ.ศ. 2205) โดยนั่งเรือมาขึ้นฝั่งที่บางกอก ก่อนจะเดินทางไปถึงอยุธยา ด้วยการสนับสนุนจากเจ้าพระยาวิชเยนทร์ หรือคอนสแตนติน ฟอลคอน ชาวฝรั่งเศสจึงได้ตั้งสามเณราลัยในราชอาณาจักรสยาม และบาทหลวงปีแยร์ ล็องแบร์ เดอ ลา ม็อต (Pierre Lambert de la Motte) ได้กลายเป็นทูตทางศาสนาและเอกอัครราชทูตฝรั่งเศสคนแรกของสยาม มีที่พักเป็นอาคารริมแม่น้ำเจ้าพระยาซึ่งกลายเป็นสถานทูตแบบไม่เป็นทางการ

สถานทูต, สถานทูตฝรั่งเศส,ทำเนียบทูตฝรั่งเศส,บ้านริมน้ำ
สถานทูต, สถานทูตฝรั่งเศส,ทำเนียบทูตฝรั่งเศส,บ้านริมน้ำ

คริสตศาสนาได้รับความคุ้มครองจากสมเด็จพระนารายณ์มหาราช แม้ความพยายามเปลี่ยนให้พระมหากษัตริย์มาเข้ารีตจะไม่สำเร็จ แต่สมเด็จพระนารายณ์มหาราชมีราชพระประสงค์จะพัฒนาความสัมพันธ์กับจักรวรรดิฝรั่งเศส จึงทรงส่งคณะทูตลงเรือไปฝรั่งเศส

ครั้งแรกทรงส่งเครื่องราชบรรณาการ 50 หีบ ช้าง 2 เชือกและแรดตัวเล็กๆ 2 ตัวลงเรือซอเลย เดอ ลอรีย็อง (Soleil de l’Orient) หรือ ดวงอาทิตย์แห่งตะวันออก แต่เพราะบรรทุกน้ำหนักมากเกินไป เรือเลยอับปางที่มาดากัสการ์ แต่ในที่สุดคณะทูตของเจ้าพระยาโกษาธิบดี (ปาน) ก็เดินทางไปขึ้นฝั่งที่เมืองแบร็สต์ (Brest) ได้สำเร็จ และได้เข้าเฝ้าพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ผู้มีฉายาว่าสุริยกษัตริย์ ในห้องโถงกระจกของพระราชวังแวร์ซายใน ค.ศ. 1685 (พ.ศ. 2227)

เพื่อเป็นการตอบแทน ฝรั่งเศสจึงส่งคณะทูต นำโดยราชทูตเชอวาลีเย อาแล็กซ็องดร์ เดอ โชมง (Chevalier Alexandre de Chaumont) มาเข้าเฝ้าสมเด็จพระนารายณ์ในปีถัดมา ผลคือฝรั่งเศสทำสนธิสัญญากับสยามเรื่องให้อิสรภาพในการเผยแผ่ศาสนา และให้สิทธิพิเศษทางกฎหมายและเศรษฐกิจบางประการแก่ชาวฝรั่งเศส

แต่เพียงไม่กี่ปีหลังจากนั้น รัชสมัยของสมเด็จพระนารายณ์มหาราชก็สิ้นสุดลง สมเด็จพระเพทราชาปราบดาภิเษกขึ้นเป็นกษัตริย์ และไม่มีพระราชประสงค์จะผูกสัมพันธ์กับชาวยุโรปอีกต่อไป

หลังจากนั้น ความผันผวนทางการเมืองในราชอาณาจักรสยามและการเปลี่ยนเมืองหลวงหลายครั้ง ทำให้สยามแทบไม่ได้ยุ่งเกี่ยวกับชาติตะวันตกอีก ยกเว้นโปรตุเกสเพียงชาติเดียวเท่านั้น

ผูกมิตรอีกครั้ง

ความสัมพันธ์ระหว่างฝรั่งเศสและไทยถูกรื้อฟื้นขึ้นอีกครั้งในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ซึ่งทรงเล็งเห็นว่าหากต้องการรักษาอธิปไตยของสยาม จำเป็นต้องผูกสัมพันธ์กับชาติตะวันตก และดำเนินนโยบายเปิดประเทศ

หลังทำสนธิสัญญาเบาว์ริงกับอังกฤษใน ค.ศ. 1855 (พ.ศ. 2398) และสนธิสัญญาที่คล้ายคลึงกันกับสหรัฐอเมริกาในปีถัดมา สยามก็ได้ทำสนธิสัญญาฝรั่งเศส โดยฝรั่งเศสนับเป็นประเทศที่ 4 หลังจากโปรตุเกส อังกฤษ และสหรัฐอเมริกา ที่ได้ตั้งสถานกงสุลในสยาม

ช่วงแรกกงสุลโปรตุเกสเป็นผู้แทนประเทศฝรั่งเศสให้ชั่วคราว ก่อนท่านเคานต์แห่งกัสแตลโน (Comte de Castelnau) จะได้รับแต่งตั้งเป็นกงสุลฝรั่งเศสประจำสยามคนแรกอย่างเป็นทางการรัชกาลที่ 4 พระราชทานพื้นที่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาซึ่งมีอาคารที่ทำการศุลกากรที่ถูกทิ้งร้าง ให้ประเทศฝรั่งเศสเช่าเป็นสถานกงสุล ใกล้กับสถานกงสุลโปรตุเกส อังกฤษ และอเมริกา

ต่อมาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 พระองค์ได้พระราชทานที่ดินผืนนี้รวมถึงตัวอาคารให้ประเทศฝรั่งเศสตั้งสถานกงสุลอย่างถาวร

สถานทูต, สถานทูตฝรั่งเศส,ทำเนียบทูตฝรั่งเศส,บ้านริมน้ำ

ที่ทำการศุลกากรร้าง กลายเป็นสถานกงสุล

ทำเนียบหรือบ้านพักเอกอัครราชทูตปัจจุบันเคยเป็นอาคารหลักของสถานกงสุล เป็นอาคาร 2 ชั้น ชั้นใต้ถุนใช้เป็นสำนักงานการทูต และชั้นบนเป็นห้องทำงานและที่พักของกงสุล ส่วนอาคารที่ยื่นออกไปใช้เป็นที่คุมขังนักโทษและที่พักเจ้าหน้าที่

ลักษณะอาคารเป็นแบบโคโลเนียลที่ได้รับอิทธิพลจากสหรัฐอเมริกา ผสมสไตล์นีโอ-ปัลลาเดียน (Neo-palladian) ซึ่งเป็นรูปแบบสถาปัตยกรรมตะวันตกในสยามยุคแรกๆ ข้อมูลระบุว่าที่นี่เป็นอาคารสี่เหลี่ยมผืนผ้า ยกใต้ถุนสูง สร้างบนดินเหนียวสีเขียวที่น้ำท่วมถึง ชั้นล่างก่อด้วยอิฐฉาบปูนสีขาวตามกรรมวิธีไทยโบราณ พื้นเป็นดินอัดแน่นขัดมัน ชั้นบนมีเพดานสูง มีหน้าต่างแบบฝรั่งเศสยาวจรดพื้น 5 บาน และหน้าต่างธรรมดา 2 บาน เหนือหน้าต่างแบบฝรั่งเศสมีช่องลมไม้ฉลุลายสำหรับระบายอากาศ ส่วนหลังคามุงปีกไม้สักได้รับอิทธิพลสถาปัตยกรรมฮอลแลนด์ ทำเป็นทรงมะนิลา บลานอร์ (Manila Blanor) มี 4 ด้าน และมีหน้าบันทรงสามเหลี่ยมเล็กๆ ไม่มีฝ้าเพดาน เพื่อให้อากาศร้อนถูกดูดขึ้นไปด้านบนหลังคาและพัดออกไปทางช่องลมได้ง่าย

สถานทูต, สถานทูตฝรั่งเศส,ทำเนียบทูตฝรั่งเศส,บ้านริมน้ำ

สันนิษฐานว่าก่อนกงสุลฝรั่งเศสย้ายเข้ามาพำนัก อาคารหลังนี้เป็นที่พักสินค้าของกรมศุลกากร และรับรองผู้เชี่ยวชาญด้านศุลกากรชาวตะวันตก แม้ไม่ทราบวันก่อสร้างแน่ชัดและชื่อสถาปนิก แต่อาคารหลังนี้น่าจะถูกสร้างในช่วงปลายรัชกาลที่ 3 หรือต้นรัชกาลที่ 4

ต่อเติมทำเนียบ

ช่วง ค.ศ. 1875 – 1894 (พ.ศ. 2418 – 2437) อาคารหลังนี้ได้รับการบูรณะต่อเติมหลายครั้ง คู่มือนำเที่ยว Exploring Bangkok ของโรบิน วอร์ด (Robin Ward) บรรยายทำเนียบหลังนี้ว่ามีลักษณะผสมระหว่างโคโลเนียลและนีโอคลาสสิก มีบันไดประดับบัวลูกแก้วสวยงามโอ่อ่าเชื่อมระหว่างใต้ถุนกับชั้นบน เฉลียงรองรับซุ้มประตูโค้งแบบโรมัน ด้านบนอาคารประดับไม้ฉลุลายขนมปังขิงอย่างอาคารแบบวิกตอเรีย มีขื่อคานและเสาดอริกทำมุมกับผนังปูนที่ดุนลายสวยงาม

ส่วนที่ต่อเติมในภายหลังคือเฉลียงและหลังคาคลุมเฉลียงสำหรับป้องกันฝน และบริเวณชั้นสามซึ่งสร้างด้วยไม้ทั้งหมด ล้อมด้วยลูกกรงและไม้ระแนงสาน

สถานทูต, สถานทูตฝรั่งเศส,ทำเนียบทูตฝรั่งเศส,บ้านริมน้ำ
สถานทูต, สถานทูตฝรั่งเศส,ทำเนียบทูตฝรั่งเศส,บ้านริมน้ำ

ใน ค.ศ. 1892 (พ.ศ. 2435) สถานกงสุลได้รับการเลื่อนขั้นเป็นสถานอัครราชทูต หลังจากนั้นมีผู้คนมากมายแวะเวียนมาเยือน ไม่ว่าจะชาวเวียดนาม กัมพูชา และลาว ที่มายื่นขอเป็นคนในอาณัติฝรั่งเศส และตัวทำเนียบยังเป็นสถานที่จัดงานเลี้ยงวันชาติฝรั่งเศสอย่างอลังการ

ต่อมาในปี 1901 (พ.ศ. 2444) มีการอนุมัติทุนให้บูรณะสถานอัครราชทูตครั้งใหญ่ จึงเกิดการสร้างเรือนไม้สักหลังใหม่เพื่อใช้เป็นสำนักงานการทูต มีการสร้างบ้านพักเจ้าหน้าที่ ห้องรับประทานอาหารใหญ่บนทำเนียบ ท่าเรือ โป๊ะเหล็ก ตลอดจนระบบระบายน้ำในสวน และซ่อมแซมทางเดินจนเรียบร้อยสวยงาม

สถานทูต, สถานทูตฝรั่งเศส,ทำเนียบทูตฝรั่งเศส,บ้านริมน้ำ
สถานทูต, สถานทูตฝรั่งเศส,ทำเนียบทูตฝรั่งเศส,บ้านริมน้ำ

สำนักงานการทูตในอดีต

สถานทูต, สถานทูตฝรั่งเศส,ทำเนียบทูตฝรั่งเศส,บ้านริมน้ำ

บ้านพักเจ้าหน้าที่

สถานทูต, สถานทูตฝรั่งเศส,ทำเนียบทูตฝรั่งเศส,บ้านริมน้ำ

ด้านหลังทำเนียบ มองเห็นห้องรับประทานอาหารที่สร้างจากไม้สักทั้งหลัง

สถานทูต, สถานทูตฝรั่งเศส,ทำเนียบทูตฝรั่งเศส,บ้านริมน้ำ

ห้องรับประทานอาหารใหญ่

คิดจะย้ายอยู่หลายครั้ง

ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 4 เป็นต้นมา ชาวฝรั่งเศสและชาวตะวันตกชาติอื่นๆ เริ่มเข้ามาอยู่อาศัยและพัฒนาพื้นที่บนถนนเจริญกรุงอย่างรวดเร็ว แม้จะมีการบูรณะครั้งใหญ่ แต่ตัวอาคารหลักก็เริ่มทรุดโทรม สถานอัครราชทูตฝรั่งเศสมีขนาดเล็กเกินกว่าจะรองรับเจ้าหน้าที่ทั้งหมด ที่พักบนตึกสงวนให้อัครราชทูตเท่านั้น นักการทูตคนอื่นๆ ต้องออกไปเช่าพื้นที่นอกเมืองด้วยราคาแพง

อัครราชทูตและผู้ว่าการอินโดจีนฝรั่งเศสหลายคนลงความเห็นว่าควรย้ายสถานอัครราชทูตใหม่ แรกเริ่มเดิมทีเลือกที่ดินจัดสรรใหม่ย่านบางรัก แต่เกิดการโต้เถียงขัดแย้งในหมู่ข้าราชการฝรั่งเศส ยิ่งเวลาผ่านไป งบประมาณที่ต้องใช้ในการก่อสร้างสถานอัครราชทูตแห่งใหม่ก็สูงขึ้นเรื่อยๆ โครงการนี้จึงถูกพับเก็บไปหลายปี

ต่อมาเมื่อกรุงเทพฯ ขยายตัวขึ้นเรื่อยๆ ต้นศตวรรษที่ 20 สถานอัครราชทูตประเทศอื่นๆ เริ่มย้ายออกจากพื้นที่ริมน้ำ ไปตั้งที่ทำการใหม่ติดถนนหน้ากว้างอย่างถนนสาทรและถนนวิทยุ เช่น สถานอัครราชทูตเบลเยียม สถานอัครราชทูตเนเธอร์แลนด์ สถานอัครราชทูตบ้านใกล้เรือนเคียงอย่าง สถานอัครราชทูตอังกฤษ และ สถานอัครราชทูตอเมริกา ก็ทยอยย้ายออกไป ตัวสถานอัครราชทูตฝรั่งเศสก็ได้เล็งพื้นที่ย่านเพลินจิตตัดถนนสุขุมวิทไว้ เนื่องจากทนปัญหาความแออัดของย่านเจริญกรุง อากาศร้อน มลพิษทางเสียงจากเรือที่ดังตลอดเวลา และกลิ่นจากโรงสีข้าวและเมรุวัดที่อยู่ติดกันไม่ไหว

สถานทูต, สถานทูตฝรั่งเศส,ทำเนียบทูตฝรั่งเศส,บ้านริมน้ำ

มีเพียงอัครราชทูตปอล มอรองต์ (Paul Morand) ซึ่งได้เป็นอัครราชทูตฝรั่งเศสประจำสยามเพียง 2 เดือนก่อนถูกเรียกตัวกลับ ได้บันทึกความชื่นชมต่อตัวทำเนียบไว้ และเศร้าเสียดายที่ดินริมน้ำที่เริ่มถูกขายทิ้งไปทีละส่วน

“ต่อไปข้างหน้า สถานอัครราชทูตหลายแห่งจะต้องลาจากริมฝั่งแม่น้ำนี้ ฝั่งที่จะร้างลาจากเสียงอึกทึก เสียงคลื่นกระทบฝั่ง และกลิ่นอันไม่พึงประสงค์ ที่ดินมีราคาแพงอักโขและจะต้องอพยพไปยังย่านเกิดใหม่แต่แออัดน้อยกว่า ช่างน่าเศร้าเมื่อต้องอำลาสถานอัครราชทูตของเราไป…”

สถานทูต, สถานทูตฝรั่งเศส,ทำเนียบทูตฝรั่งเศส,บ้านริมน้ำ
สถานทูต, สถานทูตฝรั่งเศส,ทำเนียบทูตฝรั่งเศส,บ้านริมน้ำ

ตอนนั้นมีผู้เสนอซื้อที่ดิน 3 ราย ได้แก่ เจ้ากรมโรงภาษี นายเลิศ และนายนานา ทั้งสามให้ราคาสูสีกัน โดยเฉพาะนายนานา นายหน้าที่ดินเชื้อสายอินเดีย เสนอให้แลกเปลี่ยนโฉนดที่ดินถนนสุขุมวิทขนาด 84,964 ตารางเมตร กับที่ดินแปลงน้อยขนาด 7,544 ตารางเมตรของสถานอัครราชทูตฝรั่งเศส

อย่างไรก็ดี โครงการย้ายที่นี้ก็ไม่เกิดขึ้น เนื่องจากปัญหาความขัดแย้งระหว่างรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศกับรัฐบาลประจำอินโดจีน ปัญหางบการเงิน และการเปลี่ยนตัวอัครราชทูตอยู่บ่อยๆ อัครราชทูตบางคนอยากย้ายไปอยู่ที่ใหม่ที่เงียบสงบ แต่บางคนเห็นว่าสถานที่ใหม่ห่างไกลเกินไป ชอบที่ดินในตรอกโรงภาษีที่รายล้อมด้วยโบสถ์ ธนาคาร โรงแรม ไปรษณีย์ และความเจริญสารพัดมากกว่า อัครรราชทูตชาร์ลส-อาร์แซน อ็องรี (Charles Arsène-Henry) ถึงขั้นลงความเห็นว่า

“เป็นความสุขอย่างยิ่งที่ได้เห็นภาพชีวิตผู้คนมากมายคอยสร้างสีสันบนแม่น้ำสายนี้ ได้หลงใหลทัศนียภาพที่ปรับเปลี่ยนทุกเช้าค่ำไม่หยุดหย่อน…ส่วนตัวข้าพเจ้าเห็นว่าการย้ายทำเนียบทูตไปจากริมน้ำ เพื่อไปซ่อนตัวอยู่กับความเบื่อหน่ายน่าอึดอัดกลางสวนกล้วย นับเป็นหายนะอย่างหนึ่ง”

สงครามโลกครั้งที่ 2 สวนทำเนียบต้องปลูกผัก

ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ประเทศไทยเป็นพันธมิตรกับประเทศญี่ปุ่น มิชชันนารีฝรั่งเศสจำต้องออกจากประเทศไทย สถานอัครราชทูตฝรั่งเศสปฏิบัติงานอย่างไม่สะดวกนัก และต้องย้ายไปทำการที่คลองเตย ตัวทำเนียบถูกกองทัพญี่ปุ่นยึดเพื่อปลูกผักสวนครัวในสวน

ใน ค.ศ. 1945 (พ.ศ. 2488) เจ้าหน้าที่ฝรั่งเศสทั้งหมดถูกเรียกตัวกลับประเทศ สถานอัครราชทูตถูกทิ้งร้างไป 2 – 3 ปี เมื่อกลับมาเปิดประจำการก็อยู่ในสภาพทรุดโทรมมาก ผนังทำเนียบผุพัง หลังคาเฉลียงรั่ว โต๊ะ เก้าอี้ และของประดับตกแต่งทั้งหมดผุพังสูญหาย อาคารบริวารทั้งหมดกลายเป็นซากปรักหักพัง สถานอัครราชทูตต้องดูแลซ่อมแซมอาคารทั้งหมดใหม่ เพื่อให้กลับมาดำเนินงานได้อีกครั้ง

สถานเอกอัครราชทูตในวันนี้

ใน ค.ศ. 1949 (พ.ศ. 2492) สถานอัครราชทูตฝรั่งเศสได้ประกาศยกระดับขึ้นเป็นสถานเอกอัครราชทูต ประเด็นการประมูลที่ดินย่านเพลินจิตถูกยกขึ้นมาอีกครั้ง และได้ล้มเลิกไปในที่สุด

เมื่อเข้าสู่ศตวรรษที่ 21 มีการบูรณะสถานเอกอัครราชทูตใหม่ทั้งหมด ทำเนียบประสบปัญหาเรื่องความชื้นและการระบายอากาศ เนื่องจากการบูรณะในยุคก่อนหน้าได้ดัดแปลงสถาปัตยกรรมเมืองร้อนให้ผิดเพี้ยนไป เช่น ปิดพื้นที่ด้านล่าง อุดช่องลม และต่อเติมอาคารให้สูงขึ้น ทำให้ภายในอาคารร้อนและอับชื้น จึงต้องปรับปรุงแก้ไขใหม่ให้ใกล้เคียงกับลักษณะเดิม

สถานทูต, สถานทูตฝรั่งเศส,ทำเนียบทูตฝรั่งเศส,บ้านริมน้ำ

ก่อนการบูรณะ ปี ค.ศ. 1961 (พ.ศ. 2504)

สถานทูต, สถานทูตฝรั่งเศส,ทำเนียบทูตฝรั่งเศส,บ้านริมน้ำ

หลังการบูรณะ ปี ค.ศ. 1962 (พ.ศ. 2505)

ใน ค.ศ. 1984 (พ.ศ. 2527) สมาคมสถาปนิกสยามได้มอบรางวัลอาคารอนุรักษ์ดีเด่นให้ทำเนียบเอกอักครราชทูตฝรั่งเศส และปัจจุบัน ที่นี่ได้ขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานแห่งชาติเรียบร้อยแล้ว

สถานทูต, สถานทูตฝรั่งเศส,ทำเนียบทูตฝรั่งเศส,บ้านริมน้ำ
สถานทูต, สถานทูตฝรั่งเศส,ทำเนียบทูตฝรั่งเศส,บ้านริมน้ำ

หากเดินเข้ามาในเขตทำเนียบเอกอัครราชทูตตอนนี้ เราจะพบอาคารที่หันหน้าไปแม่น้ำเจ้าพระยา เบื้องหน้ามีสวนต้นไม้เขตร้อนที่ตัดแต่งตามสไตล์สวนฝรั่งเศส ตัวอาคารแบ่งออกเป็น 3 ชั้น ชั้นแรกคือชั้นใต้ถุนเดิม ปัจจุบันล้อมด้วยกระจก จัดแสดงนิทรรศการภาพถ่าย ‘ประมุขเยือนมิตร เชื่อมไมตรีจิตการทูต’ ซึ่งรวบรวมภาพประวัติศาสตร์ที่หาชมได้ยากของในหลวงรัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 เมื่อครั้งเสด็จฯ เยือนสาธารณรัฐฝรั่งเศส

สถานทูต, สถานทูตฝรั่งเศส,ทำเนียบทูตฝรั่งเศส,บ้านริมน้ำ
สถานทูต, สถานทูตฝรั่งเศส,ทำเนียบทูตฝรั่งเศส,บ้านริมน้ำ

ชั้นบนเมื่อขึ้นบันไดไปสู่เฉลียงที่ถูกต่อเติมตั้งแต่การบูรณะยุคแรก จะพบตั่งสีแดงน่านั่งบนพื้นกระเบื้องหินอ่อนลายหมากฮอสสีแดง ในอดีตเฉลียงนี้เคยเป็นห้องรับรองแขกและห้องรับประทานอาหาร ปัจจุบันกลายเป็นมุมพักผ่อนของแขกทำเนียบเอกอัครราชทูต

สถานทูต, สถานทูตฝรั่งเศส,ทำเนียบทูตฝรั่งเศส,บ้านริมน้ำ

เข้าไปด้านในจะพบห้องรับแขกใหญ่ ห้องที่เก่าแก่ที่สุดในบ้านปูพื้นด้วยไม้สักหน้ากว้าง เพดานสูงเป็น 2 เท่าของห้องอื่นๆ ห้องนี้ประดับด้วยเครื่องเรือนเก่าแก่จำนวนมาก เช่น เปียโนสำหรับเมืองร้อนที่อัครรราชทูตชาร์ล-อาร์แซน อองรี สั่งจากบริษัทวิอาร์ (Wiart) ในกรุงปารีส แจกันกระเบื้องเคลือบจากเมืองแซฟวร์ (Sèvres) ในฝรั่งเศส

สถานทูต, สถานทูตฝรั่งเศส,ทำเนียบทูตฝรั่งเศส,บ้านริมน้ำ
สถานทูต, สถานทูตฝรั่งเศส,ทำเนียบทูตฝรั่งเศส,บ้านริมน้ำ

ด้านหลังห้องรับแขกคือห้องรับประทานอาหารใหญ่ซึ่งสร้างจากไม้สักทั้งหมดในสมัยรัชกาลที่ 5 ผนังด้านบนมีช่องลมฉลุลายละเอียดยิบสำหรับระบายอากาศ ห้องนี้จะใช้เมื่อมีงานเลี้ยงรับรองแขกในทำเนียบ

สถานทูต, สถานทูตฝรั่งเศส,ทำเนียบทูตฝรั่งเศส,บ้านริมน้ำ
สถานทูต, สถานทูตฝรั่งเศส,ทำเนียบทูตฝรั่งเศส,บ้านริมน้ำ
สถานทูต, สถานทูตฝรั่งเศส,ทำเนียบทูตฝรั่งเศส,บ้านริมน้ำ

หากไม่มีแขก เอกอัครราชทูตและครอบครัวจะใช้ห้องรับแขกเล็กและห้องรับประทานอาหารเล็กที่อยู่ด้านข้าง สองห้องนี้ตกแต่งแบบสมัยใหม่ แต่ประดับด้วยข้าวของเครื่องใช้เก่าแก่จากทั่วเอเชีย เช่น ตุ๊กตาไม้จากพม่า และกระจกคริสต์ศตวรรษที่ 19 จากเมืองจีน

สถานทูต, สถานทูตฝรั่งเศส,ทำเนียบทูตฝรั่งเศส,บ้านริมน้ำ
สถานทูต, สถานทูตฝรั่งเศส,ทำเนียบทูตฝรั่งเศส,บ้านริมน้ำ

ส่วนชั้นสามของบ้านเป็นโซนพักผ่อนส่วนตัวของเอกอัครราชทูตและครอบครัว ไม่เปิดให้บุคคลภายนอกเข้าชม

ชมบ้านอย่างละเอียดไปแล้ว ก็ได้เวลาคุยกับเจ้าของบ้านในห้องรับแขก ก่อนท่านทูตจิลส์ การาชง (Gilles Garachon) จะพ้นจากหน้าที่เอกอัครราชทูตฝรั่งเศสประจำประเทศไทยเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมานี้ เราได้มีโอกาสพูดคุยกับทูตฝรั่งเศสที่เชี่ยวชาญเรื่องเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ท่านทูตเรียนจบปริญญาเอกด้านโบราณคดีอินเดียและพุทธศาสนา ก่อนจะผันตัวมาทำงานด้านการทูต เคยปฏิบัติหน้าที่ที่อินเดีย ฮ่องกง อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และประเทศไทย ในช่วงปี 1999 – 2003 ลูกชายทั้งสองคนของเขาก็เกิดที่เมืองไทยในตอนนั้น ท่านทูตจึงผูกพันกับประเทศไทยมากทีเดียว

สถานทูต, สถานทูตฝรั่งเศส,ทำเนียบทูตฝรั่งเศส,บ้านริมน้ำ

บัณฑิตที่เรียนจบด้านโบราณคดีและประวัติศาสตร์อย่างคุณรู้สึกอย่างไรที่ได้อยู่ในทำเนียบเอกอัครราชทูตอายุ 100 กว่าปี และทำงานที่ Rue de Brest

เมื่อ 20 ปีที่แล้ว ผมเป็นที่ปรึกษาด้านการเมืองของเอกอัครราชทูตฝรั่งเศสประจำประเทศไทย เมื่อได้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยกับประเทศฝรั่งเศส เห็นความสวยงามของประเทศและสถานที่ต่างๆ ผมก็ฝันว่าจะได้กลับมาทำงานที่นี่อีกครั้งในฐานะเอกอัครราชทูต และได้อยู่ในบ้านหลังนี้ ผมโชคดีมากที่ความปรารถนาของผมเป็นจริง

ในฐานะเอกอัครราชทูตและตัวแทนของที่นี่ พวกเรารู้สึกยินดีกับของขวัญนี้มาก ที่นี่เป็นอาคารมรดกและพื้นที่ประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจมาก ผมรู้สึกซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณของราชวงศ์ไทยและพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ที่พระราชทานพื้นที่และบ้านนี้ให้เราใน ค.ศ. 1857 (พ.ศ. 2400) เพราะ 1 ปีก่อนหน้าเราได้ลงนามทำสนธิสัญญาการค้ากับราชอาณาจักรสยาม

ผมทราบว่ารัชกาลที่ 4 เคยผนวชเป็นระยะเวลานาน ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่พระทัยกว้างมาก พระองค์มีพระราชประสงค์ที่จะพัฒนาบ้านเมืองและทำการค้ากับต่างประเทศ จึงทรงติดต่อกับต่างชาติและทำให้เกิดสถานกงสุลขึ้นมาหลายแห่งในย่านเจริญกรุง รวมถึงที่นี่ พระองค์พระราชทานบ้านหลังนี้ให้แล้วภายหลังเราก็ต่อเติมส่วนอื่นๆ เช่น ห้องรับประทานอาหาร เฉลียงที่คุณเดินเข้ามา และชั้นบนที่เป็นไม้ เราไม่แน่ใจว่าถูกต่อเติมในปีไหน แต่น่าจะอยู่ในช่วงปี 1880

พวกเราโชคดีที่ได้เก็บบ้านหลังเดิม อยู่อาศัย และใช้บ้านหลังนี้จนถึงปัจจุบัน มันเป็นหลักฐานการเริ่มต้นความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองประเทศที่ดีมาก

ทุกวันนี้เวลาผมรับประทานอาหารเช้ากับครอบครัว ปกติเราจะไม่รับประทานอาหารด้านในบ้าน เราชอบรับประทานอาหารที่เฉลียงและมองแม่น้ำที่สวยมาก เรามองเห็นชีวิตของกรุงเทพฯ และเมืองไทยผ่านแม่น้ำ ผมได้ดูวิวนี้ทุกมื้อเช้า บางทีก็มื้อกลางวันและมื้อเย็น ภาพที่เห็นแตกต่างกันเสมอ ไม่ว่าจะสี แสง หรือดวงอาทิตย์ที่ต่างออกไปในทุกชั่วโมง ผมรู้สึกโชคดีทุกครั้งที่เห็นวิวนี้

สถานทูต, สถานทูตฝรั่งเศส,ทำเนียบทูตฝรั่งเศส,บ้านริมน้ำ

คุณเคยเป็นทูตในหลายประเทศ ปกติแล้วทำเนียบเอกอัครราชทูตจะเป็นบ้านเก่าแบบนี้รึเปล่า

แล้วแต่ประเทศครับ บางประเทศก็เก่าแก่ อย่างลิสบอนและโรม สถานเอกอัครราชทูตที่โรมเป็นวังเก่าตั้งแต่ศตวรรษที่ 15 มีภาพปูนเปียกเฟรสโก้เต็มผนังฝีมือไมเคิลแองเจโล สวยมาก (ถอนหายใจ) เหมือนอยู่ในวิหารซิสตินที่วาติกันเลย เราเลยเปิดอาคารที่ทำการสถานเอกอัครราชทูตและทำเนียบเอกอัครราชทูตให้คนทั่วไปได้เข้าชม น่าจะประมาณ 2 ครั้งต่อสัปดาห์

ทำเนียบเอกอัครราชทูตที่กรุงเทพฯ ก็เป็นบ้านเก่าที่สวยงาม แต่บางประเทศก็เป็นอาคารใหม่ เช่น นิวเดลี ปักกิ่ง เป็นอาคารโมเดิร์นที่ออกแบบโดยสถาปนิกฝรั่งเศส ทั้งหมดเป็นสมบัติของกระทรวงการต่างประเทศของรัฐบาลฝรั่งเศส เนื่องจากอาคารที่ทำการสถานเอกอัครราชทูตและทำเนียบเอกอัครราชทูตแสดงภาพลักษณ์ของประเทศ เราจึงใส่ใจดูแลคุณภาพอาคารที่ทำการสถานเอกอัครราชทูตและทำเนียบเอกอัครราชทูตมาก ไม่ว่าจะเป็นแบบเก่าหรือใหม่ก็ต้องเป็นการออกแบบที่ดีและสวยงามเสมอ

เรามีวัฒนธรรมการสร้างวังและปราสาทมาเนิ่นนาน คนฝรั่งเศสชอบความงาม ผมว่าคนไทยก็มีสุนทรียะความงามคล้ายๆ กัน ที่นี่ถึงมีวังสวยๆ มากมาย

ทำเนียบเอกอัครราชทูตฝรั่งเศสแบบใหม่ๆ ออกแบบโดยชาวฝรั่งเศสเสมอใช่รึเปล่า

ใช่ครับ อย่างที่นิวเดลี อาคารที่ทำการสถานเอกอัครราชทูตและทำเนียบเอกอัครราชทูตออกแบบโดยคุณลูแวล (Louvel) เขาเป็นสถาปนิกที่ออกแบบอาคารทั่วโลก เขาใช้หินจากอินเดียมาสร้างอาคารโมเดิร์นที่ผสมสไตล์ท้องถิ่น ส่วนที่ปักกิ่งเป็นอาคารใหม่มาก เพิ่งสร้างเมื่อราวๆ 10 ปีก่อนนี้เอง

ส่วนที่กรุงเทพฯ อาคารที่ทำการสถานเอกอัครราชทูตเพิ่งสร้างใหม่เสร็จในปี 2015 เริ่มสร้างตั้งแต่ปี 2012 ออกแบบโดยบริษัทสถาปนิกฝรั่งเศสที่ออกแบบสนามบินที่ปารีส (บริษัทสถาปนิกและวิศวกรรม ADPI) ตัวอาคารลักษณะเหมือนเรือ

สถานทูต, สถานทูตฝรั่งเศส,ทำเนียบทูตฝรั่งเศส,บ้านริมน้ำ

อาคารที่ทำการสถานเอกอัครราชทูตใหม่มาก ส่วนทำเนียบเอกอัครราชทูตก็เก่ามาก ทำไมสถานเอกอัครราชทูตทำให้ 2 อาคารที่ตั้งใกล้กันนี้ดูแตกต่างกันมาก

เราชอบความแตกต่างแบบนี้ครับ เราคิดว่านี่คือชีวิต อาคารเก่าๆ ควรจะมีชีวิตชีวา มันไม่ควรเป็นแค่พิพิธภัณฑ์หรืออนุสรณ์สถานที่ขาดสีสันปัจจุบัน เราชอบผสานอาคารเก่ากับอาคารใหม่

อย่างพีระมิดฝีมือสถาปนิกจีน I. M. Pei ที่พิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ ตั้งอยู่กลางจัตุรัสพระราชวังเก่าของพระมหากษัตริย์เลย สิ่งนี้ดูเป็นฝรั่งเศสมากๆ และเป็นเรื่องสำคัญครับ ศิลปะไม่ควรมาจากอดีต แต่ควรมาจากปัจจุบัน และมีเพื่ออนาคต

ที่นี่เราโชคดีที่มีทั้งอาคารเก่าและอาคารใหม่ มีทั้งตัวตนของไทยและฝรั่งเศส เราชอบการผสมผสานเพราะชีวิตคือการผสมผสาน

ส่วนไหนในทำเนียบเอกอัครราชทูตที่เป็นมุมโปรดของคุณ

ผมชอบที่ที่เรากำลังนั่งคุยกันอยู่ ห้องรับแขกนี้คือหัวใจของบ้านที่สร้างตั้งแต่แรก เห็นช่องลมฉลุรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า (Claustra) รอบๆ ห้องมั้ยครับ ผมชอบช่องลมฉลุเหล่านี้มาก ปัจจุบันมันมีเพื่อการตกแต่ง ไม่ได้เปิดอีกต่อไปแล้ว สมัยก่อนจะเปิดเพื่อรับลมจากภายนอกให้เข้ามาลดความร้อน และบนเพดานก็เคยมีพัดชัก (Punkah) ที่ได้รับอิทธิพลมาจากอินเดีย เพราะในช่วงปี 1850 พัดลมยังไม่ถูกประดิษฐ์ขึ้น เราเลยใช้ผ้าหนักๆ ห้อยลงมาจากเพดาน แล้วผูกเชือกดึงไปหลังช่องลม ให้คนด้านหลังดึงเชือกให้พัดแกว่งไปมา

สถานทูต, สถานทูตฝรั่งเศส,ทำเนียบทูตฝรั่งเศส,บ้านริมน้ำ
สถานทูต, สถานทูตฝรั่งเศส,ทำเนียบทูตฝรั่งเศส,บ้านริมน้ำ
สถานทูต, สถานทูตฝรั่งเศส,ทำเนียบทูตฝรั่งเศส,บ้านริมน้ำ
สถานทูต, สถานทูตฝรั่งเศส,ทำเนียบทูตฝรั่งเศส,บ้านริมน้ำ

ที่สถานเอกอัครราชทูตสหราชอาณาจักรยังมีพัดชักแบบนี้อยู่

ใช่ครับ เราใช้พัดแบบนี้ในช่วงเวลาเดียวกัน แต่ภายหลังเราถอดพัดออกเพราะมีเครื่องปรับอากาศใช้แล้ว ผมไม่แน่ใจว่าพัดชักมีประสิทธิภาพมากแค่ไหน แต่ก็คงดีกว่าไม่มีอะไรเลย

ของตกแต่งบ้านชิ้นไหนในทำเนียบที่คุณชอบมากที่สุด

ขอบอก 3 ชิ้นได้มั้ย ผมชอบของเก่าแก่ในบ้านนี้ บอกชิ้นเดียวไม่ได้จริงๆ

อย่างแรก เก้าอี้ไม้ 3 ตัวนั้นเป็นเฟอร์นิเจอร์ Art Deco สไตล์เซี่ยงไฮ้จากช่วงปี 1920 ทำจากไม้เนื้อแข็งที่หนักมากจนยกคนเดียวไม่ขึ้น แล้วผมก็ชอบช่องลมไม้ฉลุรอบห้องนี้ สุดท้ายคือโถยักษ์จากเมืองจีนที่ทำในศตวรรษที่ 19 มันเคยเป็นโถใส่ขิงดองจากเมืองจีน แต่ไม่มีฝาปิดแล้ว อาจจะหายไปตอนเปลี่ยนเป็นโคมไฟ เป็นโถที่สวยมากๆ และผมชอบมองมาก

สถานทูต, สถานทูตฝรั่งเศส,ทำเนียบทูตฝรั่งเศส,บ้านริมน้ำ
สถานทูต, สถานทูตฝรั่งเศส,ทำเนียบทูตฝรั่งเศส,บ้านริมน้ำ
สถานทูต, สถานทูตฝรั่งเศส,ทำเนียบทูตฝรั่งเศส,บ้านริมน้ำ

ใครเป็นคนนำของตกแต่งเหล่านี้มา

ผมไม่แน่ใจเพราะข้อมูลเก่าๆ หายไป แต่คิดว่าโถเหล่านี้น่าจะได้มาราว 35 ปีที่แล้วจากเอกอัครราชทูตอาชิลล์ คลารัก (Achille Clarac) ในตอนนั้น ส่วนเก้าอี้ไม่มีข้อมูลเลย และช่องลมอาจจะอยู่ที่นี่ตั้งแต่แรกเริ่ม

ในฐานะเอกอัครราชทูต คุณมีส่วนในการตกแต่งทำเนียบอย่างไร แล้วเมื่อพ้นจากหน้าที่ ของที่คุณใช้ตกแต่งทำเนียบจะไปอยู่ที่ไหน

แต่ละประเทศมีระบบที่ต่างกัน สำหรับประเทศฝรั่งเศส ทำเนียบเอกอัครราชทูตได้รับการออกแบบมาดีอยู่แล้ว เอกอัครราชทูตสามารถตกแต่งเพิ่มเติมได้บางส่วนด้วยของที่เคลื่อนย้ายได้ ของอื่นๆ เช่น โต๊ะ เก้าอี้ โคมไฟ เป็นของสถานเอกอัครราชทูต อย่างตัวผมชอบเซรามิกเอเชียมาก โดยเฉพาะเซรามิกไทย เซรามิกบนตู้นั้นก็มาจากผม และผมก็ซื้อหัวโขนพญาครุฑ 2 หัว หัวยักษ์ และชฎานางสีดามาประดับที่นี่ เราคิดว่าการจัดแสดงของไทยๆ ที่นี่เป็นเรื่องที่ดี และจะเก็บไว้ที่นี่สำหรับคนรุ่นต่อๆ ไป  

สถานทูต, สถานทูตฝรั่งเศส,ทำเนียบทูตฝรั่งเศส,บ้านริมน้ำ
สถานทูต, สถานทูตฝรั่งเศส,ทำเนียบทูตฝรั่งเศส,บ้านริมน้ำ

กระทรวงการต่างประเทศฝรั่งเศสมีหน่วยเก็บข้อมูลของทุกชิ้นที่อยู่ในสถานเอกอัครราชทูตทุกแห่งทั่วโลก เราต้องส่งข้อมูลไปให้ว่าซื้อของอะไร และรายละเอียดของสิ่งเหล่านั้นเป็นอย่างไร พอผมบอกว่าซื้อชฎามาให้ทำเนียบ ทางนั้นรีบถามมาเลยว่าลักษณะของมงกุฎเป็นอย่างไร และมีมูลค่าสูงขนาดไหน ผมต้องอธิบายกลับไปว่าชฎาเป็นของนางรำ ไม่ใช่ของชนชั้นสูงอย่างที่เข้าใจ

โดยปกติเมื่อเอกอัครราชทูตจะพ้นจากหน้าที่ เราต้องลงนามในเอกสารเรื่องสิ่งของตกแต่งสถานเอกอัครราชทูตว่าของทั้งหมดมีครบถ้วน แล้วส่งมอบให้เอกอัครราชทูตคนถัดไป นี่เป็นหนึ่งในวิธีการดูแลมรดกสิ่งของของทำเนียบ เราใส่ใจเรื่องนี้มาก

ทำไมประเทศฝรั่งเศสใส่ใจภารกิจด้านศิลปะวัฒนธรรมมาก จนมอบเครื่องอิสริยาภรณ์ให้ศิลปินไทยมากมาย

ทุกประเทศมีธรรมเนียมต่างกันไป ฝรั่งเศสให้ความสำคัญกับศิลปะมาก ทั้งศิลปะในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต เราใส่ใจการสร้างสรรค์และเคารพศิลปิน แน่ล่ะว่าเราควรเคารพนักวิทยศาสตร์ นักวิชาการ นักการเมือง นักข่าว และอาชีพอื่นๆ ที่สร้างประโยชน์ให้สังคม เรามอบเครื่องอิสริยาภรณ์หลายตระกูลแก่ผู้ที่ส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศฝรั่งเศสกับประเทศไทย หรือผู้ที่ส่งเสริมแวดวงการศึกษา

แต่เราก็ต้องดูแลศิลปินด้วยนะครับ บางครั้งพวกเขาต้องเจ็บปวดจากการสร้างงานเพื่อสังคมในสภาวะที่ยากลำบาก เราต้องการการสร้างสรรค์ของพวกเขา เราจึงต้องเคารพพวกเขา เราเลยมอบเครื่องอิสริยาภรณ์ตระกูล l’Ordre des Arts et des Lettres (Arts and Letters) ให้ศิลปิน เช่น นักเขียน นักเต้น จิตรกร หรือตอนนี้ก็มีนักสร้างวิดีโอด้วย

สถานทูต, สถานทูตฝรั่งเศส,ทำเนียบทูตฝรั่งเศส,บ้านริมน้ำ

เรารักผลงานศิลปะ เรารักศิลปิน และเราก็ชอบแสดงความขอบคุณต่อพวกเขา ผมคิดว่ามันอยู่ใน DNA ของคนฝรั่งเศสครับ ยกตัวอย่างในยุคเรอแนซ็องส์ ประมาณศตวรรษที่ 15 – 16 กษัตริย์ฝรั่งเศสชื่อพระเจ้าฟร็องซัวที่ 1 (François I) เชิญเลโอนาร์โด ดา วินชี มาสร้างผลงานศิลปะที่ฝรั่งเศส มันเป็นวัฒนธรรมของเราที่มีมานาน

ศิลปินเป็นตำแหน่งที่สำคัญมากในสังคม บางครั้งพวกเขาไม่ได้รับการจดจำอย่างที่สมควรได้รับ เราเลยมอบรางวัลให้พวกเขาอย่างเป็นทางการโดยไม่จำกัดหมวดหมู่ อย่างสวนของสถานเอกอัครราชทูตนี้เป็นของขวัญจากสวนนงนุช คุณกัมพล ตันสัจจา ผู้อำนวยการสวนนงนุชพัทยาตกหลุมรักสวนแบบฝรั่งเศส ซึ่งตัดแต่งต้นไม้แบบเรขาคณิต เขาส่งคนมาช่วยดูแลและตัดแต่งต้นไม้ในสวนของเราทุกๆ เดือน เราจึงมอบเครื่องอิสริยาภรณ์ให้เขา เพราะการตัดแต่งสวนระดับนี้เป็นศิลปะ และเรารู้สึกขอบคุณเขาจริงๆ

คุณมอบเครื่องอิสริยาภรณ์ให้คนไทยกี่คนแล้ว

ผมจำตัวเลขไม่ได้ 3 ปีที่ผ่านมา ผมมอบเครื่องอิสริยาภรณ์ไปเยอะมากให้ผู้คนหลากหลายสาขา นักเขียน นักออกแบบท่าเต้น จิตรกร ผู้กำกับภาพยนตร์ นักจัดสวน พวกเขาล้วนเป็นนักสร้างสรรค์ ผมดีใจที่ได้เจอคนที่เก่งมากๆ เหล่านี้

ศิลปินที่คุณมอบรางวัลให้ ต้องทำงานที่เกี่ยวข้องกับประเทศฝรั่งเศสเสมอเลยรึเปล่า

ไม่ครับ จะเกี่ยวหรือไม่เกี่ยวกับฝรั่งเศสก็ได้ เพราะความรักศิลปะไม่มีพรมแดน ในฐานะสถานเอกอัครราชทูตที่ได้รับการต้อนรับอย่างดีจากราชอาณาจักรไทย เราเลยใส่ใจทั้งศิลปะไทยและศิลปะฝรั่งเศส

ในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ต้องมีความสัมพันธ์ทางการเมืองและทางเศรษฐกิจ แต่ก็ต้องมีความสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมด้วย มันเป็นเรื่องสำคัญเหมือนกัน เราดำเนินนโยบายนี้ทั่วโลก ดังนั้นจึงมีการมอบรางวัลให้ศิลปินทุกประเทศที่มีสถานเอกอัครราชทูตฝรั่งเศส เป็นการทูตด้านศิลปะ และก็ต้องมีการทูตด้านกีฬา การทูตด้านอาหารด้วย

สถานทูต, สถานทูตฝรั่งเศส,ทำเนียบทูตฝรั่งเศส,บ้านริมน้ำ

ผมคิดว่าการทูตไม่ควรเน้นแค่ความสัมพันธ์ทางการเมืองและเศรษฐกิจเท่านั้น มันควรจะกว้างกว่านั้น เพราะชีวิตยิ่งใหญ่กว่านั้นมาก เราเคยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศในศตวรรษที่ 19 ชื่อ ตาแลร็อง (Charles Maurice de Talleyrand-Périgord) เขาเป็นนักการทูตที่ไม่ธรรมดา เขาเอาตัวรอดจากการปฏิวัติฝรั่งเศส ผ่านยุคสมัยของนโปเลียน จนถึงช่วงที่ฝรั่งเศสกลับมามีราชวงศ์อีกครั้ง โดยอยู่ในตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศตลอดมา

เขาเคยกล่าวว่าผู้ช่วยคนสำคัญของเขาคือพ่อครัว เพราะการเจรจาจะไม่เกิดขึ้นถ้าไม่เสิร์ฟอาหารในบ้าน ยิ่งถ้าอาหารอร่อย ตอนจบก็จะเจรจาสำเร็จ

ผมคิดว่าศิลปินเป็นผู้ช่วยคนสำคัญของการทูตด้านวัฒนธรรม หน่วยงานที่สำคัญและใหญ่ที่สุดในกระทรวงการต่างประเทศฝรั่งเศสคือหน่วยงานที่ดูแลด้านวัฒนธรรมและความร่วมมือระหว่างประเทศ ทุกประเทศที่เราไปต้องมีที่ปรึกษาด้านวัฒนธรรม มีหน่วยงานด้านภาษาและวัฒนธรรมอย่างสมาคมฝรั่งเศส (Alliance Française) มันทำให้การทูตของเรามีชีวิตและมีความสร้างสรรค์

ความทรงจำที่มีค่าที่สุดของคุณในฐานะเอกอัครราชทูตฝรั่งเศสประจำประเทศไทยคืออะไร และอะไรคือสิ่งที่คนจะคิดถึงที่สุดเมื่อพ้นจากหน้าที่ในประเทศนี้

มีความทรงจำมากมายเกิดขึ้นที่นี่ แต่ความทรงจำที่มีค่าที่สุดของผมเกิดขึ้นหลังจากเหตุโจมตีในปารีส มีคนเสียชีวิตมากมายในวันที่ 13 พฤศจิกายน ปี 2015 ผมเพิ่งมาถึงประเทศไทยในเดือนตุลาคม คือมาอยู่เพียงเดือนเดียวเท่านั้น เราได้รับข่าวร้ายในเช้าวันเสาร์ และผมก็ได้เห็นน้ำใจของคนไทยทันที

พวกเขามาที่หน้าประตูสถานเอกอัครราชทูตพร้อมดอกไม้และเทียน ไม่ได้จัดการอย่างยิ่งใหญ่หรือมีการจัดเตรียมล่วงหน้า พวกเขามาทันทีที่รู้เรื่อง และมีนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่มาด้วย ผมไม่ทราบยศของเขา เขามาพร้อมกับตำรวจที่หน้าประตู เพื่อแสดงความเสียใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นในปารีส และสัญญาว่าจะดูแลสถานเอกอัครราชทูตอย่างดี

ผมออกไปที่หน้าประตู และจะไม่มีวันลืมสิ่งที่เกิดขึ้นเลย นายตำรวจท่านนั้นพูดภาษาอังกฤษไม่ค่อยได้ และผมก็พูดไทยไม่เก่งพอ แต่เมื่อเขาเห็นผมก็เข้ามากอด แล้วผมก็กอดกลับ เป็นการกอดที่มีความหมายมาก นี่เป็นเหตุการณ์ที่ผมซาบซึ้งใจที่สุด

ถ้ากลับไปแล้ว ผมคงไม่คิดถึงอาหารไทยมากนัก เพราะที่ปารีสมีร้านอาหารไทยมากมายครับ และบางร้านก็อร่อยใช้ได้เลย สิ่งเดียวที่ผมจะคิดถึงอาหารไทยที่นี่คือราคาอาหารไทยในกรุงเทพฯ เพราะราคาที่ปารีสแพงกว่า 3 เท่า 5 เท่า บางทีก็ 10 เท่า

สิ่งที่ผมจะคิดถึงจริงๆ คือความใจดีของคนไทย ความสุภาพของคนไทยเป็นเอกลักษณ์ การพูดคุยแสดงออกของคนไทยนุ่มนวลเสมอ ดังนั้นคำตอบของคำถามนี้คือคนไทยครับ

สถานทูต, สถานทูตฝรั่งเศส,ทำเนียบทูตฝรั่งเศส,บ้านริมน้ำ
ภาพ : สถานเอกอัครราชทูตฝรั่งเศสประจำประเทศไทย

ขอบคุณข้อมูลจากหนังสือ La Résidence de France à Bangkok ทำเนียบเอกอัครราชทูตฝรั่งเศส ณ กรุงเทพมหานคร

หากสนใจเข้าชมทำเนียบเอกอัครราชทูตฝรั่งเศสด้วยตัวเอง วันมรดกวัฒนธรรมยุโรป คือวันอาทิตย์ที่ 16 กันยายน 2018 นี้ สถานเอกอัครราชทูตฝรั่งเศสจะเปิดให้บุคคลทั่วไปเข้าชมฟรีเพียงวันเดียวเท่านั้น ติดตามรายละเอียดได้ที่นี่

Writer

ภัทรียา พัวพงศกร

ภัทรียา พัวพงศกร

บรรณาธิการ นักเขียน ที่สนใจตึกเก่า เสื้อผ้า งานคราฟต์ กลิ่น และละครเวที พอๆ กับการเดินทาง

Photographer

Avatar

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

The Embassy

เคาะประตูเยี่ยมชมทำเนียบเอกอัครราชทูต เล่าเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

เห็นตรามงกุฎ 3 ดวงใต้มงกุฎแดงอันใหญ่หน้าอาคารสูงย่านนานา เรามั่นใจแล้วว่ามาถึง Sveriges Ambassad หรือสถานเอกอัครราชทูตสวีเดนประจำประเทศไทย

เยี่ยมสถานทูตสวีเดน ออฟฟิศสไตล์สแกนดิเนเวียนใหม่เอี่ยมบนถนนสุขุมวิท

หลังจากพาไปเยือนทำเนียบเอกอัครราชทูตและสถานเอกอัครราชทูตเก่าแก่มานักต่อไป คอลัมน์ The Embassy ขอพามาชมสถานทูตร่วมสมัยสไตล์นอร์ดิกที่เพิ่งปรับปรุงใหม่มาเพียงปีเดียว พร้อมเข้าไปนั่งสนทนากับเอกอัครราชทูตสวีเดน ท่านทูตยูน ออสเตริม เกรินดาห์ล (Jon Åström Gröndahl) อย่างเต็มอิ่ม

เยี่ยมสถานทูตสวีเดน ออฟฟิศสไตล์สแกนดิเนเวียนใหม่เอี่ยมบนถนนสุขุมวิท

กดลิฟต์ขึ้นไปชั้น 8 แล้วไปทำความรู้จักสถานทูตสีเขียวที่เคยได้รางวัล Green Embassy อันดับ 1 จากสถานทูตสวีเดนทั่วโลก และเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างเมืองไทย และประเทศสแกนดิเนเวียนี้ได้โดยพลัน

สัมพันธ์สวีดิช-ไทย

ไทยและสวีเดนมีความสัมพันธ์อันดีต่อกันมาเป็นเวลาช้านาน นับตั้งแต่ที่ทั้งสองประเทศได้ทำสนธิสัญญามิตรภาพ การพาณิชย์ และการเดินเรือ (The Treaty of Friendship, Commerce and Navigation) ในปี 1868 และในปี 1882 ไทยได้แต่งตั้งอัครราชทูตประจำกรุงลอนดอน ให้ดำรงตำแหน่งอัครราชทูตประจำสวีเดนด้วยอีกหนึ่งตำแหน่ง โดยหม่อมเจ้าปฤษฎางค์ ชุมสาย อัครราชทูตประจำกรุงลอนดอน ดำรงตำแหน่งอัครราชทูตประจำสวีเดนคนแรก และปีถัดมาก็มีการตั้งสถานกงสุลในสวีเดน 

ต่อมาในปี 1888 สวีเดนก็เปิดสถานกงสุลในกรุงเทพฯ และพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ได้เสด็จเยือนสวีเดนในปี 1897 ความสัมพันธ์ระหว่างแดนไกลเริ่มแนบชิดกันมากขึ้นผ่านนวัตกรรมในศตวรรษที่ 20 เช่น การติดตั้งระบบโทรศัพท์ของ Ericsson ในกรุงเทพฯ รถพยาบาลคันแรกของไทยขนส่งโดยบริษัทขนส่ง Scania 

ช่วงระหว่างปี 1931 – 1959 สวีเดนแต่งตั้งให้ทูตสวีเดนในญี่ปุ่นและเมืองจีนดูแลความสัมพันธ์กับเมืองไทยด้วย ในปี 1944 ไทยได้เปิดสถานอัครราชทูตประจำกรุงสตอกโฮล์มขึ้นเป็นครั้งแรก ซึ่งอยู่ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง แต่ต่อมา เมื่อปี 1954 ไทยได้ปิดสถานอัครราชทูตฯ และให้อัครราชทูต ณ กรุงโคเปนเฮเกน ดำรงตำแหน่งอัครราชทูตประจำสวีเดน ในที่สุดในปี 1959 ไทยและสวีเดนได้ยกฐานะความสัมพันธ์ระหว่างกันขึ้นเป็นระดับเอกอัครราชทูต โดยท่านทูต Tord Hagen เป็นเอกอัครราชทูตสวีเดนประจำประเทศไทยคนแรก และไทยได้เปิดสถานเอกอัครราชทูตขึ้นที่กรุงสตอกโฮล์ม เมื่อปี 1963 โดยมีเขตอาณาครอบคลุมประเทศฟินแลนด์และเอสโตเนียด้วย ต่อมาเมื่อปี 2002 ไทยได้เปิดสำนักงานการท่องเที่ยว (ททท.) ประจำกรุงสตอกโฮล์ม และได้เปิดสำนักงานเศรษฐกิจการลงทุน (BOI) ณ กรุงสตอกโฮล์ม ในปี 2009

ปัจจุบันคนไทยในสวีเดนมีจำนวนราว 3 หมื่นคน และไทยยังเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางหลักของนักท่องเที่ยวสวีเดนอย่างสม่ำเสมอ

สถานทูตสไตล์นอร์ดิก

ในช่วง 1960s สถานทูตสวีเดนอยู่ที่สาทรใต้ 1970s ย้ายมาที่สีลม ก่อนย้ายมาอยู่อาคาร One Pacific Place ชั้น 20 ราว ๆ 30 ปี และปี 2021 ค่อยย้ายลงมาครอบครองชั้น 8 ทั้งชั้นในอาคารเดิม โดยรวบรวมหน่วยงานต่าง ๆ ที่เคยอยู่กระจัดกระจายในออฟฟิศ 3 แห่ง อยู่ในที่เดียว เช่น Migration, Consular Affairs, Development Cooperation, police liaison office และ military attaché ซึ่งลดทั้งการเดินทางและค่าใช้จ่ายของสถานทูต

ออฟฟิศของสถานทูตสวีเดนซอยพื้นที่อย่างชาญฉลาดและซับซ้อน ดูคล้ายเขาวงกตสำหรับผู้มาใหม่ครั้งแรก แต่ก็ออกแบบอย่างลงตัว ใช้สีอ่อน ๆ แบบ Nordic Light ไม่ใช้สีมืด ๆ ตามความนิยมของประเทศนอร์ดิก โทนสีได้แรงบันดาลใจจากหมู่เกาะ (archipelagos) สวีเดน ดูผ่อนคลาย ปลอดโปร่ง ไม่แน่นอึดอัด และแสงธรรมชาติเข้าถึง ทำให้ผู้คนได้ทั้งปฏิสัมพันธ์กัน และมีมุมสงบส่วนตัวให้นั่งทำงานเงียบ ๆ ได้ 

เยี่ยมสถานทูตสวีเดน ออฟฟิศสไตล์สแกนดิเนเวียนใหม่เอี่ยมบนถนนสุขุมวิท
เยี่ยมสถานทูตสวีเดน ออฟฟิศสไตล์สแกนดิเนเวียนใหม่เอี่ยมบนถนนสุขุมวิท
เยี่ยมสถานทูตสวีเดน ออฟฟิศสไตล์สแกนดิเนเวียนใหม่เอี่ยมบนถนนสุขุมวิท

“ดีไซน์แบบสวีดิชเน้นความงามที่เรียบง่าย ใกล้ชิดกับธรรมชาติ เน้นประโยชน์ใช้สอย และเราให้ความสำคัญกับเรื่องการเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมายาวนาน นอกจากนี้กระบวนการยังต้องโปร่งใส เปิดเผยว่าวัสดุทำจากอะไร และมีกระบวนการผลิตอย่างไร” ท่านทูตยูน ออสเตริม เกรินดาห์ล อธิบายขณะพาชมสถานทูต

พื้นที่จำนวนมากเป็นออฟฟิศแบบ Open Space ห้องประชุมหลากหลายขนาดที่ตั้งชื่อตามเมืองต่าง ๆ ในสวีเดน และเมืองในอาเซียนที่สถานทูตมีเขตอาณาครอบคลุม เช่น ห้องหัวหิน ห้องเชียงใหม่ ห้องพนมเปญ นอกจากนี้ยังมีห้องเล็ก ๆ จำนวนมากให้ใคร ๆ เดินหยิบคอมพิวเตอร์เข้ามานั่งทำงานได้อย่างอิสระ มีห้องนอนเล็กสำหรับพักผ่อน เวิ้งนั่งทำงาน และมุมให้นั่งคุยพบปะเป็นจุด ๆ แต่ละมุมตกแต่งด้วยภาพวาดและงานศิลปะต่าง ๆ จากสวีเดน

“ห้องประชุมเราจะแปลงโฉมเป็นห้องขายของมือสองปีละ 2-3 ครั้ง เพื่อนร่วมงานจะได้ขายของใช้ที่เคยรัก แล้วของเหล่านี้ก็จะได้เจอบ้านใหม่และไม่ต้องโยนทิ้งไป และเราก็เชื่อมั่นเรื่องการดูแลคนทำงาน ห้องนอนมีไว้สำหรับสตาฟฟ์ที่รู้สึกเหนื่อยล้าระหว่างวัน ก็มานอนพักได้ ซึ่งผมได้ยินมาว่าเป็นเรื่องค่อนข้างแปลกในเมืองไทย สถานทูตอื่น ๆ อาจจะมีมุมกีฬาหรือสันทนาการสำหรับเจ้าหน้าที่ ส่วนเรามีงบประมาณสำหรับกิจกรรมกีฬาและสันทนาการให้แต่ละคนเลือกตามความสนใจ เราตั้งใจโปรโมทเรื่อง work-life balance ว่าเป็นเรื่องจับต้องได้” 

เยี่ยมสถานทูตสวีเดน ออฟฟิศสไตล์สแกนดิเนเวียนใหม่เอี่ยมบนถนนสุขุมวิท

ห้องโปรดของท่านทูตยูน คือ ห้อง The Golden Triangle เป็นห้องนั่งรับประทานอาหารกลางวันและดื่มกาแฟ ที่ได้ชื่อว่าสามเหลี่ยมทองคำ เพราะห้องนี้เป็นรูปทรงสามเหลี่ยมและพื้นสีเหลือง ซึ่งครัวกลางเล็ก ๆ ในนี้มีระบบจัดการแยกขยะอย่างละเอียดจริงจัง 

เยี่ยมสถานทูตสวีเดน ออฟฟิศสไตล์สแกนดิเนเวียนใหม่เอี่ยมบนถนนสุขุมวิท
เยี่ยมสถานทูตสวีเดน ออฟฟิศสไตล์สแกนดิเนเวียนใหม่เอี่ยมบนถนนสุขุมวิท

“เราอยากลด Environmental footprint ให้ได้มากที่สุด คุณอาจจะเคยได้ยินมาแล้วว่าเรากำลังเปลี่ยนผ่านเข้าสู่การใช้พลังงานสะอาด เพื่อเป็นประเทศแรกในโลกที่ปลอดการใช้พลังงานจากฟอสซิล เพื่อลดการปลดปล่อยคาร์บอนให้เหลือศูนย์ภายในปี 2045” 

ชาวสถานทูตสวีเดนประจำประเทศไทยให้ความสำคัญกับเรื่องสิ่งแวดล้อมมาก จนได้รับรางวัลที่ 1 ของ The Green Embassy Award ในปี 2020 เป็นป้ายรูปมงกุฎสีเขียวจากกระทรวงการต่างประเทศของสวีเดน 

เยี่ยมสถานทูตสวีเดน ออฟฟิศสไตล์สแกนดิเนเวียนใหม่เอี่ยมบนถนนสุขุมวิท

“เรามีชมรมสีเขียวที่ทำงานด้านความยั่งยืนกับสถานทูต เราคุยเรื่องนโยบาย การแก้ปัญหา และกิจกรรมที่ทำให้ที่ทำงานเราดีต่อโลกมากที่สุด เช่น การวัดจำนวนกระดาษที่ใช้ในออฟฟิศ การสนับสนุนให้เดินทางมาทำงานด้วยรถไฟฟ้า โดยมีบัตรแรบบิทให้ยืมใช้ฟรี การใช้สถานที่ที่เป็นมิตรต่อแวดล้อมจัดกิจกรรม นอกจากนี้เรายังเชิญคนหรือหน่วยงานที่น่าสนใจมาพูดคุยแลกเปลี่ยนกับทางสถานทูต และจัดทัศนศึกษาให้ไปเยี่ยมชมและเรียนรู้เรื่องวิถีชีวิตยั่งยืน” ท่านทูตเอ่ยอย่างภาคภูมิใจถึงความทุ่มเทของพนักงานสถานทูต จนได้มงกุฎสีเขียวมาครอบครอง

สุดท้าย เรามาหยุดอยู่ที่ห้องทำงานขนาดกะทัดรัดของท่านทูต ห้องสีไม้เบิร์ชอ่อน ๆ ตกแต่งด้วยภาพวาด โคมไฟ พรม และของตกแต่งจากสวีเดน ที่เห็นว่าดูไม่โอ่โถงมากนัก เพราะท่านทูตคนก่อนหน้าตัดสินใจเลือกห้องนี้เป็นห้องทำงาน แล้วเปลี่ยนห้องใหญ่ข้าง ๆ เป็นห้องประชุมที่ใช้งานได้หลายคนแทน 

“ผมก็ไม่ได้ต้องการพื้นที่ใหญ่กว่านี้นะ ห้องนี้เพียงพอสำหรับรับรองคนราว ๆ 6-7 คน ถ้ามีแขกมากกว่านี้ก็ย้ายไปใช้ห้องประชุมแทน นี่เป็นห้องทำงานขนาด lagom ไม่ใหญ่เกินไป ไม่เล็กเกินไป”

สิ่งสะดุดตาคือหมอนลายช้าง ซึ่งเราเอ่ยปากตั้งแต่แรกเห็นว่าน่าจะเป็นของไทยแน่ ๆ แต่ท่านทูตยูนเฉลยว่ามาจากแบรนด์สวีเดนเก่าแก่อายุเกือบร้อยปีชื่อ Svenskt Tenn และลาย Elefantmönster นี้ก็เป็นลายไอคอนิกที่ออกแบบในยุคสามศูนย์ วางเคียงคู่ผ้าห่มฝ้ายทอมือนุ่ม ๆ สีขาวลายลูกแก้ว ซึ่งท่านทูตซื้อมาใช้ห่มเวลาแอร์ในห้องชักจะหนาวเกินไป โดยบอกว่าสวยมากและอุ่นมาก 

คุยกับทูต

ได้เวลาที่รอคอย ท่านทูตยูนนั่งลงบนโซฟา พร้อมสนทนาแบบเต็ม ๆ ในห้องทำงานเอกอัครราชทูตสวีเดนประจำประเทศไทย ถึงความเป็นสวีดิชที่คนไทยควรรู้จัก ตั้งแต่อารมณ์ขันแบบนอร์ดิก ชื่อแบรนด์ IKEA อ่านว่าอะไร คอนเซปต์ของ LAGOM ไปจนถึงสวัสดิการสุดเจ๋ง และแนวคิดการพัฒนาประเทศแบบสวีเดน

เยี่ยมสถานทูตสวีเดน ออฟฟิศสไตล์สแกนดิเนเวียนใหม่เอี่ยมบนถนนสุขุมวิท

ห้องทำงานนี้น่ารักอบอุ่นมาก ท่านทูตได้ตกแต่งห้องนี้เพิ่มเติมด้วยรึเปล่า

ไม่ครับ ที่นี่เราไม่นิยมตกแต่งหรือเปลี่ยนแปลงห้องทำงานตามรสนิยมส่วนตัวมากจนเกินไป เพื่อเคารพไอเดียเบื้องต้นของการออกแบบของสถาปนิก ผมแค่ติดรูปภาพเล็กน้อย และวางธงของ 4 ประเทศที่ดูแล นอกจากไทยแล้วก็ยังมีลาว กัมพูชา และเมียนมาร์ 

ผมได้ไปลาวและกัมพูชาแล้ว แต่ยังไม่ได้เมียนมาด้วยสถานการณ์ที่ยากลำบากตอนนี้ คนเมียนมาน่าเห็นใจมาก เรามีออฟฟิศที่ย่างกุ้งซึ่งมีพนักงาน 11 คน พวกเขาทำงานได้ยอดเยี่ยมในสถานการณ์ที่บีบคั้น มีคนสวีดิชอยู่ใน 3 ประเทศนี้ไม่มากนักครับ ลาวและเมียนมาร์ใกล้เคียงกัน ที่กัมพูชามากกว่านิดหน่อย ที่ไทยมีมากที่สุด

เยี่ยมสถานทูตสวีเดน ออฟฟิศสไตล์สแกนดิเนเวียนใหม่เอี่ยมบนถนนสุขุมวิท

สถานทูตสวีเดนในประเทศอื่น ๆ เป็นอย่างไร

เรามีสถานทูตหลายรูปแบบในหลาย ๆ ประเทศ บางครั้งประเทศนอร์ดิกอยู่รวมตัวกัน อย่างที่เบอร์ลิน เรามี Nordic House ที่สถานทูตเราอยู่รวมกับฟินแลนด์ ไอซ์แลนด์ เดนมาร์ก และนอร์เวย์ หรือย่างกุ้งก็คล้าย ๆ กัน แค่ไม่มีไอซ์แลนด์ บางครั้งเราก็ทำงานร่วมกันในออฟฟิศ บางทีทำเนียบทูตก็อยู่ร่วมกับสถานทูตเลยในอาคารหลังใหญ่ อย่างที่เมืองออสโล นอร์เวย์ แต่ส่วนใหญ่แล้วสถานทูตมักอยู่ในอาคารออฟฟิศ และทำเนียบอยู่แยกออกไปครับ 

ความสัมพันธ์ระหว่างสถานทูตนอร์ดิกค่อนข้างใกล้ชิดกันใช่ไหม เห็นว่าเทศกาลหนังนอร์ดิกก็ฉายที่ทำเนียบทูตเดนมาร์ก 

ใช่ครับ นั่นเป็นหนึ่งในตัวอย่างการทำงานร่วมกัน เราพยายามทำงานร่วมกันเสมอ ผมมักจะเดินทางกับทูตนอร์ดิกคนอื่น ๆ และเชิญพวกเขามาร่วมงานวาระต่าง ๆ เรามีโครงการที่ร่วมกันทำกับรัฐบาลไทย การทำงานร่วมกันสำคัญมาก ๆ สำหรับประเทศนอร์ดิก ส่วนหนึ่งเพราะเราต่างเป็นประเทศเล็ก การอยู่ร่วมกันแบบนี้ในทั่วโลกทำให้เราสู้ไปด้วยกันได้ 

ไม่ค่อยแข่งขันกัน

ไม่เลย ถึงเราจะอยู่คนละประเทศ และบริษัทของพวกเราจะแข่งขันกันเองในตลาดบ้าง แต่พวกเราอยากเป็นเพื่อนบ้านที่ดีต่อกัน เรามีระบบการปกครองที่คล้ายกัน และเมื่อนานมาแล้วประเทศนอร์ดิกก็ตกลงกันว่าเราจะเดินทางไปมาหาสู่กันได้อย่างอิสระ ไม่ว่าจะใช้ชีวิต ทำงาน เรียนหนังสือ ก็เลือกได้หมดว่าจะอยู่ที่ไหน 

นักการเมืองของเราทั่วประเทศเชื่อว่าเรื่องนี้สำคัญและเป็นประโยชน์ต่อประชาชน แล้วภาษาของพวกเราก็คล้าย ๆ กันด้วย ยกเว้นฟินนิชที่ต่างมากน้อย แต่ภาษาสวีดิชเป็นหนึ่งในภาษาทางการของฟินแลนด์ เราเลยเข้าใจกันได้ง่าย และในแง่การพัฒนาการเมือง เราก็มีประวัติศาสตร์ร่วมกันมาหลายปี 

สถานทูตสวีเดนเป็นที่รู้จักจากเพจ Facebook ที่เป็นมิตรและเนื้อหาสนุกมาก ๆ ทีมงานของท่านทูตทำได้อย่างไร และทำไมสถานทูตถึงต้องมีอารมณ์ขันอยู่เสมอ

ผมโชคดีมากที่ได้ทำงานกับกลุ่มคนที่ทำงานได้ยอดเยี่ยมมาก ๆ ครับ อารมณ์ขันเป็นจุดเด่นของเพจเฟซบุ๊กของเรา ผมคิดว่าเป็นเรื่องสำคัญที่เราต้องยอมให้มีการเล่นเกิดขึ้นได้บ้าง หลายคนคิดว่าสถานทูตและทูตต้องเป็นคนจริงจังมาก ๆ หลายอย่างที่เราทำก็เป็นเรื่องจริงจังมากนะครับ แต่ขณะเดียวกันเราก็เป็นมนุษย์ที่มีชีวิตจิตใจ นี่เป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ของเรา และผมก็คิดว่ามันแสดงออกว่าแท้จริงเราเป็นยังไง 

การสวมบทบาทเป็นส่วนหนึ่งของอาชีพ แต่ผมคิดว่าเราควรได้แสดงออกตัวตนที่นอกเหนือจากงานบ้าง บางอย่างอาจจะคาดไม่ถึงนิดหน่อย แต่เราพยายามทำให้เนื้อหาคละกัน มีทั้งเรื่องจริงจัง ให้ข้อมูลหนัก ๆ และเราก็อยากสื่อสารกับคนไทย พูดถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในเมืองไทยในขณะนั้น และผลตอบรับก็ดี คนไทยก็ชอบด้วย 

หมายความว่าคนสวีเดนมีอารมณ์ขันมากรึเปล่า

(หัวเราะ) คนสวีดิชมีชื่อเสียงว่าเราซีเรียสมาก แต่เราก็ไม่ต่างจากมนุษย์ชาติอื่นหรอกครับ คนเรามีความคล้ายกันมากกว่าความต่าง เรามีปูมหลังคนละแบบ วัฒนธรรมที่แตกต่าง แต่เราต่างเป็นสัตว์สังคมเหมือนกัน ในยุคสมัยเช่นนี้ ผมคิดว่าเป็นเรื่องสำคัญจริง ๆ ที่เราต้องปล่อยให้เราได้สนุก ได้หัวเราะบ้าง มีเรื่องไม่ดีหลายอย่างในโลก ทั้งสงครามในที่ต่าง ๆ มีความขัดแย้ง มีผู้อพยพ หลาย ๆ สถานการณ์ยากลำบากมากมาย ซึ่งเราควรตระหนักถึงและจริงจัง นั่นยิ่งทำให้เราต้องการเสียงหัวเราะและความสนุกในชีวิต

เยี่ยมสถานทูตสวีเดน ออฟฟิศสไตล์สแกนดิเนเวียนใหม่เอี่ยมบนถนนสุขุมวิท

ปีหน้าจะครบรอบความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-สวีดิช 155 ปี ท่านทูตอยากเห็นอะไรต่อไปในความสัมพันธ์ที่ยาวนานนี้

ผมอยากเห็นความสัมพันธ์ทางการทูตที่ดีเยี่ยมอีกอย่างน้อย ๆ 155 ปี เรามีประวัติศาสตร์อันยาวนานร่วมกัน มีความสัมพันธ์มากมายที่ได้เริ่มต้นแล้วและน่าพัฒนาต่อ อย่างความสัมพันธ์ระหว่างกิจการไทยและสวีเดน โดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน 

ในบรรดาโครงการของสถานทูต โครงการไหนที่คุณตื่นเต้น ภูมิใจ และเล่าให้เราฟังได้บ้าง

มีหลายอย่างเลยครับที่สถานทูตนี้ทำได้ดี ถ้าต้องเลือกสักหนึ่งโครงการระหว่างที่ผมอยู่ที่นี่มาสองปีครึ่ง ราวเจ็ดเดือนที่แล้วเราได้บรรลุข้อตกลงกับบริษัทไทย-สวีดิชเรื่องสิทธิ์ Paternity Leave (การลาเลี้ยงดูบุตรสำหรับผู้เป็นพ่อ) อย่างน้อย 1 เดือนเต็ม โดยได้เงินเดือนเต็ม ผลตอบรับเป็นบวกมาก ๆ เป็นเรื่องน่าสนับสนุนว่าบริษัทเหล่านี้จะจัดการกับระบบนี้อย่างไร ผมหวังว่าเรื่องนี้สวีเดนจะช่วยเป็นแรงบันดาลใจให้เมืองไทยได้บ้าง 

ที่สวีเดน ทุกคนได้รับสิทธิ์ Paternity Leave ใช่ไหม

ใช่ครับ เป็นสิทธิ์ Parental Leave ที่ผู้ปกครองทั้งคู่เลือกใช้สิทธิ์รวมกันได้ถึง 480 วัน โดยได้รับเงินเดือนเต็ม และใช้วันลาได้อย่างยืดหยุ่นจนกระทั่งลูกอายุ 8 ขวบ ตอนลูกสาวผมเกิด ผมก็ลาดูแลลูกหกเดือน และภรรยาของผมก็ลาเก้าเดือน สวีเดนเป็นประเทศแรกในโลกที่ริเริ่มให้มีการลาเพื่อเลี้ยงดูลูกโดยยังได้รับค่าจ้างทั้งพ่อและแม่มาตั้งแต่ปี 1974 พ่อของผมเป็นหนึ่งในพ่อชาวสวีดิชกลุ่มแรก ๆ ที่ใช้สิทธิ์นี้ในปี 1975 เขาใช้เวลาหกเดือนกับผม ซึ่งตอนนั้นมีผู้ชายใช้สิทธิ์นี้น้อยมาก ช่วงแรก ๆ ผู้ชายหลายคนลังเล ซึ่งเกิดขึ้นในหลายประเทศ แต่ผมก็เห็นว่ามันค่อย ๆ เปลี่ยนไปนะ 

ตอนนี้ผมไม่มีผลสถิติที่แน่ชัด แต่ราว ๆ สามสิบเปอร์เซ็นต์ของชายสวีดิชใช้สิทธิ์นี้ ซึ่งแปลว่ายังพัฒนาได้อีก อาจจะไม่ถึง 50/50 แต่ผู้ชายมากขึ้นเรื่อย ๆ ตระหนักได้ว่านี่เป็นสิ่งที่ดีต่อพวกเขา ไม่ใช่แค่สำหรับสังคมนะครับ ผมเชื่อว่านี่คือ win-win-win situation การได้ใช้เวลากับลูก ๆ สร้างสายใยความผูกพันระหว่างผู้ปกครองกับลูก เป็นสิ่งเฉพาะตัวที่ไม่เหมือนตอนลูก ๆ โตแล้ว มันสายไปแล้ว และผมคิดว่ามันทำให้รู้สึกว่าเราทันสมัยด้วย 

สิทธิ์ Parental Leave นี้ใช้ได้กับคู่แต่งงานเพศเดียวกันด้วย การช่วยเหลือคู่ครองของเราเป็นเรื่องที่ดี และช่วยให้สังคมเท่าเทียมกันมากขึ้น ผมว่ามันเป็นเรื่องที่ดีมาก ๆ ต่อสังคม

คุณสมชาติ สุชีเพ็ชร พนักงานขับรถยนต์ซึ่งทำงานกับสถานทูตมาเกือบ 30 ปี ใช้สิทธิ์ลาเลี้ยงดูบุตรสำหรับผู้เป็นพ่อเป็นเวลา 6 เดือน โดยยังได้รับค่าจ้าง

แล้วสถานทูตมีโครงการอื่นๆ ที่พอจะเล่าให้เราฟังได้ไหม

มีโครงการอีกเยอะแยะเลย อย่าง Webinar เรื่องความปลอดภัยบนท้องถนน ซึ่งเราจริงจังกับเรื่องนี้มาก ก่อนเราเจอกันวันนี้ ผมเพิ่งทานข้าวกลางวันกับเพื่อนร่วมงานชาวฝรั่งเศส เราคุยกับเรื่องความปลอดภัยบนท้องถนน ซึ่งเป็นประเด็นใหญ่สำหรับเมืองไทย และประเทศอื่น ๆ ด้วย คนจำนวนมากเกินไปได้รับผลกระทบจากอันตรายบนถนน เราหวังว่าจะช่วยเหลือเมืองไทย และรณรงค์ลดอุบัติเหตุได้

นอกจากนี้เรายังรณรงค์เรื่องยุติการลงโทษเด็ก ๆ ด้วยการทำร้ายร่างกาย ซึ่งเป็นเส้นทางที่ยาวนานและน่าภูมิใจนะครับสำหรับสวีเดน ตอนผมยังเด็ก ไม่มีการห้ามตีลูกหลาน แต่ตอนนี้การที่เด็กถูกทำร้ายร่างกายเป็นกรณีหายากมาก ๆ ผมเรียนจบทางกฎหมายมา ผมเชื่อมั่นในการใช้กฎหมายและข้อบังคับ ถ้าบัญญัติข้อห้ามแล้ว พฤติกรรมก็จะเปลี่ยนไปด้วย แล้วผลลัพธ์คือบรรทัดฐานสังคมก็จะเปลี่ยนด้วยเหมือนกัน นอกจากความจริงที่ว่าการไม่ลงโทษทางกายคือสิ่งที่ถูกต้อง และการตีเด็กไม่ควรได้รับการยอมรับในสังคมไหน ๆ 

ตอนได้รับตำแหน่งที่เมืองไทยในปี 2020 ซึ่งเป็นช่วงโควิดพอดี คุณจินตนาการถึงเมืองไทยไว้อย่างไร แล้วสิ่งที่ได้เจอตรงกับสิ่งที่คิดไว้ไหม 

ตอบค่อนข้างยากครับ ผมมีความสุขมากและดีใจที่ได้โอกาสทำงานในประเทศไทยที่สวยงาม ผมไม่เคยมาอยู่เมืองไทย นอกจากมาทริปทำงานช่วงสั้น ๆ เลยไม่แน่ใจว่าจะได้พบเจออะไร และช่วงโควิดก็เป็นปีที่แปลกประหลาดสำหรับทุกคน ผมเลยเดินทางไม่ได้มากอย่างที่ต้องการ ตอนนี้ก็ดีขึ้นนิดหน่อย ผมได้อ่านเรื่องราวเกี่ยวกับธรรมชาติที่สวยงามและผู้คนที่เป็นมิตร และทั้งหมดนี้ก็เป็นความจริงครับ   

สิ่งที่ผมเห็นว่าควรสังเกตและระมัดระวังคือเรื่องศาสนา ศาสนาพุธมีบทบาทในสังคมไทยมาก ซึ่งผมเคารพเรื่องนี้มาก แต่ตอนแรก ๆ ผมไม่ได้เข้าใจเรื่องนี้มากนัก หลายคนอาจไม่ได้ตระหนักถึงความสำคัญของเรื่องนี้มากพอ เพราะสวีเดนเป็น Secular State (รัฐโลกวิสัย/รัฐฆราวาส) ไม่ใช่ประเทศที่เคร่งศาสนาเลย ชาวสวีดิชที่เคร่งศาสนาก็มีนะครับ แต่ศาสนาไม่ได้มีบทบาทเข้มแข็งในสังคมอย่างที่นี่

เยี่ยมสถานทูตสวีเดน ออฟฟิศสไตล์สแกนดิเนเวียนใหม่เอี่ยมบนถนนสุขุมวิท

อะไรคือสิ่งที่คุณได้เรียนรู้จากเมืองไทย

ผมประทับใจที่คนไทยดูแลกันและกัน ทั้งคนในครอบครัว เพื่อน และคนนอกครอบครัว อย่างในช่วงโควิด คนไทยก็ดูแลกันเองอย่างเหนียวแน่น ในช่วงที่เศรษฐกิจยากลำบาก นี่เป็นสิ่งที่คนสวีดิชเรียนรู้จากคนไทยได้

แล้วที่สวีเดนไม่เป็นแบบนั้นหรือ

ก็ใช่ครับ แต่เราพึ่งพารัฐให้ดูแลพวกเรามากกว่าพึ่งพากันเอง สวีเดนเป็นประเทศโลกที่หนึ่ง ซึ่งก็ดีมาก แต่เพราะทุกคนพึ่งพารัฐทั้งหมด มีความมั่นคงในชีวิตมาก ชีวิตที่สวีเดนคุณล้มแล้วตั้งตัวใหม่ได้ ไม่ต้องพึ่งไอเดียธุรกิจแรกสุดเสมอไป มีเวลา มีความช่วยเหลือเพียงพอ แต่บางครั้งเราก็ลืมด้านการปฏิสัมพันธ์ระหว่างคนกับคนไปบ้าง บางครั้งก็สูญเสียบางอย่าง เช่น สายสัมพันธ์ในครอบครัว หรือความผูกพันระหว่างบุคคลกับสังคม 

คนไทยหลายคนนิยมไปเรียนหรือทำงานที่สวีเดน ตอนนี้น้องสาวของฉันก็เรียนอยู่ที่มหาวิทยาลัยลุนด์ ทำไมสวีเดนถึงเป็นจุดหมายยอดนิยมด้านการศึกษาของคนทั่วโลก

ผมก็เป็นศิษย์เก่าลุนด์เหมือนกัน สวีเดนน่าจะเป็นจุดหมายยอดนิยมในการเรียนหรือทำงานเพราะสังคมมีประสิทธิภาพแม้จะมีความท้าทาย ผมหวังว่าคนที่ไปสวีเดนทุกคนจะรู้สึกว่าได้รับการต้อนรับ ได้เจอระบบการศึกษาที่ดี ได้พบว่ามหาวิทยาลัยของเราดีเพียงพอ 

การอยู่ที่สวีเดนไม่ใช่เรื่องง่ายเสมอไปนะครับ ภาษาเรายาก แม้ว่าคนสวีดิชจะพูดภาษาอังกฤษได้ดี และบางครั้งเราก็จับกลุ่มกันเป็นกลุ่มเล็ก ๆ ไม่ค่อยเปิดกว้างกับคนนอก ผมหวังว่านักศึกษาไทยที่มหาวิทยาลัยในสวีเดนจะได้พบเพื่อนใหม่ ๆ และได้พบกับความเป็นมิตรของคนสวีดิชครับ 

สถานเอกอัครราชทูตสวีเดนประจำประเทศไทย สถานทูตรักษ์โลกที่เคยได้รางวัล Green Embassy อันดับ 1 จากสถานทูตสวีเดนทั่วโลก

อะไรทำให้การศึกษาที่สวีเดนโดดเด่น

ผมคิดว่าคือ Critical Thinking เราสนับสนุนให้นักเรียนกล้าออกความเห็น โต้วาที ถกเถียงกันเองและกับครูอาจารย์ บางทีก็มากไปหน่อย (หัวเราะ) แต่สิ่งที่ได้ไม่ใช่แค่ความรู้ตามประมวลรายวิชา แต่คือการเรียนรู้และทำงานร่วมกันระหว่างครูและศิษย์ในห้องเรียน การสนับสนุนให้เยาวชนมี Critical Thinking เป็นสิ่งที่สร้างนวัตกรรม

IKEA อ่านว่า อิเกีย หรือ ไอเกีย กันแน่

ไอเกีย แต่จริง ๆ ก็อ่านได้ทั้งสองแบบครับ

นอกจากไอเกีย ซึ่งคนไทยชื่นชอบมาก มีธุรกิจหรือแบรนด์สวีเดนไหนที่คุณอยากให้คนไทยได้รู้จักมากขึ้น

บริษัทสวีเดนใหญ่ ๆ ที่เก่าแก่มีมาก นี่ผมต้องระวังมากเลยนะเนี่ยในการพูดชื่อแบรนด์ (หัวเราะ) และเราก็มีบริษัทใหม่ ๆ มากมายเช่นกันที่ทำงานด้านเทคโนโลยี อย่าง Storytel เป็นหนังสือเสียง Spotify ก็เป็นของสวีเดน บริษัทที่มีนวัตกรรมและทันสมัยเหล่านี้เล่าเรื่องราวของสังคมสวีเดนที่ร่วมสมัยและสร้างสรรค์ ซึ่งผมอยากให้คนได้เห็นมากขึ้นในอนาคต 

ส่วนเรื่องเฟอร์นิเจอร์ จริง ๆ มีแบรนด์และช่างเฟอร์นิเจอร์อีกมากนอกเหนือจากไอเกีย แต่ส่วนใหญ่มาจากจังหวัดเดียวกับแหล่งกำเนิด Småland ทางตอนใต้ของสวีเดน ซึ่งแถบนั้นเรียกได้ว่าอาณาจักรแห่งเฟอร์นิเจอร์ 

(ท่านทูตยูนไม่ได้เอ่ยชื่อแบรนด์สวีเดนมากนัก แต่ในคลิปสั้น ๆ ที่ท่านทูตรับบทแสดงตั้งแต่ตื่นนอน ไปทำงาน จนกลับเข้านอนอีกครั้ง เล่าหมดเลยว่าของใช้ในบ้านและนวัตกรรมที่เราใช้กันมีอะไรบ้างมาจากสวีเดน ตั้งแต่เสื้อผ้า น้ำหอม ไปจนถึงล็อกประตูบ้าน เครื่องดูดฝุ่น รถยนต์ และเกม Minecraft) 

คุณชอบที่ไหนในเมืองไทยเป็นพิเศษ

ผมไปมาหลายที่แล้ว ล่าสุดคือไปเกาะสมุย ดีมาก ๆ ครับ แต่ที่ ๆ อยากกลับไปอีกคือเชียงใหม่ ผมไปแค่ครั้งเดียวแต่โชคร้ายที่ช่วงที่ไปมีมลพิษทางอากาศ ก็เลยมองไม่เห็นยอดดอย ผมอยากกลับไปเพราะรู้ว่ามันสวยมาก ๆ บรรยากาศในเมืองก็ดีสุด ๆ เห็นร้านอาหารและร้านรวงต่าง ๆ แล้วชอบ อีกที่ ๆ อยากไปคือสุราษฏร์ธานี เพราะผมได้ยินมาว่าบริเวณแถวนั้นสวยงาม

แล้วย่านรอบ ๆ ทำเนียบทูตเป็นอย่างไรบ้าง

ผมอยู่ที่นางลิ้นจี่ เป็นย่านที่ดีและเป็นมิตร แต่หวังว่าจะมีขนส่งสาธารณะมากกว่านี้ บางครั้งการเดินทางไปและกลับก็ยาวนานเหลือเกิน

เวลาเดินทางนานที่สุดจากทำเนียบมาสถานทูต ใช้เวลาเท่าไหร่

ผมเคยติดอยู่สองชั่วโมง แต่ปกติก็ 30-40 นาทีครับ เพื่อนร่วมงานผมหลายคนเดินทางไกลกว่านี้มาก ดังนั้นผมก็ไม่ควรบ่นมากเกินไป แต่คงจะดีมากถ้าแถวนั้นมี MRT หรือ BTS 

คนสวีเดนชอบพบปะสังสรรค์ ใช้เวลาอยู่ที่จุดไหนของกรุงเทพฯ 

ผมเจอหลายคนที่สุขุมวิท แต่ไม่รู้ว่ามีจุดไหนที่ชอบไปกันเป็นพิเศษ ผมรู้จักชุมชนนอกกรุงเทพฯ มากกว่า อย่างเชียงใหม่ ขอนแก่น ภูเก็ต หัวหิน พัทยา เรามีกงสุลอยู่ที่นั่น เวลาไปต่างจังหวัด ผมจะไปหากลุ่มคนเหล่านี้ เรามี Fika (Coffee Break) จิบกาแฟและกินเค้กกัน ตามธรรมเนียมสวีเดนครับ ผมเพิ่งไปหัวหินมา เจอคนสวีดิชเยอะมากมายไปเที่ยวนะ

ก่อนช่วงโควิด มีคนสวีดิชอยู่อาศัยในเมืองไทยราว ๆ 12000 – 15000 คน แต่หลังจากโควิด อาจจะ 5000-7000 คน ที่อาศัยอยู่ถาวร ยากจะเก็บข้อมูลเพราะบางคนยังลงทะเบียนบ้านว่าอยู่สวีเดน แต่มาอยู่เมืองไทยปีละ 3-5 เดือนตามฤดูกาล ถือว่าเยอะอยู่ แต่ประเทศอื่นในยุโรปเยอะกว่านี้อีกครับ

คุณช่วยอธิบายคำว่า Lagom ได้ไหมว่าแปลว่าอะไร

(หัวเราะ) เป็นคำที่สวีดิชมาก ๆ แปลว่า ไม่น้อยเกินไป ไม่มากเกินไป เป็นจำนวนที่อยู่ตรงกลาง ลากอมเป็นคำที่แปลกมาครับ แต่ความหมายดีนะ อย่างน้ำในแก้วนี้ (ชี้ระดับน้ำที่มีอยู่ค่อนแก้ว) นี่คือลากอม ถ้ามากกว่านี้คือมากไป น้อยกว่านี้ก็น้อยเกินไป ปริมาณน้ำที่เหมาะสมกับแก้วคือลากอม เราใช้คำนี้บ่อย ๆ ในการอธิบายจำนวน ปริมาณ ความยาว หรือความทุ่มเทที่ถูกต้อง สมบูรณ์แบบ ใช้ในหลายบริบทมาก

สถานเอกอัครราชทูตสวีเดนประจำประเทศไทย สถานทูตรักษ์โลกที่เคยได้รางวัล Green Embassy อันดับ 1 จากสถานทูตสวีเดนทั่วโลก

ทำไมแนวคิดนี้ถึงอยู่ในชีวิตคนสวีเดน

(หัวเราะ) ผมก็ไม่รู้ นั่นสิ แต่นี่เป็นสิ่งที่เราเรียนกันตั้งแต่เด็ก ๆ คำว่าลากอมของแต่ละคนก็ไม่เท่ากัน สิ่งที่มากไปสำหรับผม อาจจะไม่ได้มากไปสำหรับคุณ ลากอมไม่ใช่สิ่งที่ระบุจำนวนชี้ชัดได้ แต่เราพอจะตกลงกันได้ว่า ประมาณนี้แหละ นี่คือลากอมที่ทุกคนยอมรับ นิยามก็ยาก อธิบายยาก แต่คนสวีดิชทุกคนเข้าใจเรื่องนี้อย่างดี 

แปลว่าคนสวีดิชตามหา ‘ลากอม’ ในทุกสิ่งรึเปล่า

ไม่นะ (หยุดคิด) อืม แต่คนชอบบอกว่าคนสวีดิชไม่ชอบความเสี่ยง พยายามหลีกเลี่ยงความขัดแย้ง บางทีอาจจะเกี่ยวข้องกันก็ได้ครับ เราแสวงหาจุดลงตัวหรือลากอม ผมไม่เคยคิดเรื่องนี้มาก่อน

ฟังแล้วนึกถึงทางสายกลาง (มัชฌิมาปฏิปทา) ของศาสนาพุทธเหมือนกัน

นั่นเป็นคำนิยามลากอมที่ดีที่เดียว น่าสนใจมากครับ

คำศัพท์ภาษาไทยคำไหนที่คุณชอบ และศัพท์สวีเดนคำไหนที่คุณอยากให้คนไทยรู้จัก

(ถอดแว่น) คำที่ผมชอบคือ ‘ค่ะ’ ผมได้ยินตลอดเวลา ดูมีประโยชน์มาก ๆ ในหลายสถานการณ์

คำสวีเดนที่อยากให้คนไทยรู้จักค่อนข้างยากนิดหน่อยครับ คือคำว่า Kollektivavtal (Collective Agreement) เราพยายามโปรโมทเรื่องนี้ เวลาสหภาพร้องเรียนอะไร ไม่ว่ารัฐบาลเป็นใคร ก็ต้องหาข้อตกลงร่วมกันให้ได้ เป็นศัพท์กฎหมายที่ใช้เป็นหลักในการทำงาน เมื่อพนักงานและบริษัทเจรจาต่อรองกันถึงสิทธิประโยชน์ อย่างรายได้ขั้นต่ำ ประกัน ฯลฯ เป็นเรื่องที่คนสวีดิชให้ความสำคัญมาก เดี๋ยวผมจดคำนี้ให้ เพราะถ้าคุณไปกูเกิลเอง รับรองว่าเจอคำศัพท์น่าเบื่ออีกเยอะ แต่ผมชอบคำนี้ 

ช่วงเวลาไหนในเมืองไทยที่ประทับใจคุณมากที่สุด

ตอนที่ไปเข้าเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อถวายอักษรสาส์นตราตั้ง เป็นช่วงเวลาที่พิเศษมากในเดือนเมษายนปีที่แล้ว แล้วผมก็ได้เจอคนไทยมากมายที่น่ารัก ยากมากที่จะเลือกแค่เหตุการณ์เดียวครับ พูดจริง ๆ ไม่ได้ยอนะ ประเทศไทยเป็นมิตร คนนิสัยดีมาก ๆ 

ช่วงนี้เป็นเทศกาลคริสต์มาส พอจะเล่าให้ฟังได้ไหมว่าคริสต์มาสที่สวีเดนเป็นอย่างไร

เป็นธรรมเนียมเฉลิมฉลองที่แข็งแรงเหมือนในประเทศอื่น ๆ ครับ ผมเห็นที่เมืองไทยก็ฉลองยิ่งใหญ่เหมือนกัน ที่สวีเดนเป็นวันหยุดที่ครอบครัวมารวมตัวกัน เราอาจจะอยู่กันต่างเมือง ต่างประเทศ แต่ก็กลับมาหาครอบครัว ปีนี้ผมก็กลับบ้าน

คริสต์มาสไม่ค่อยผูกกับศาสนามากเหมือนสมัยก่อน หลายคนอาจจะไม่ได้คิดถึงพระเยซูคริสต์ แต่มันเป็นช่วงเวลาแห่งครอบครัว ซึ่งเราไม่ค่อยได้มีช่วงเวลาแบบนี้มากนัก เพราะคนสวีดิชเราต่างอยู่แยกกันอย่างสันโดษ ยกเว้นช่วงวันหยุดคริสต์มาส ช่วงเวลานี้เลยสำคัญมากครับ ส่วนธรรมเนียมก็เหมือนทั่วไป มีการตกแต่งต้นคริสต์มาส การแจกของขวัญให้เด็ก ๆ เฉลิมฉลองและกินอาหารร่วมกันหลายวัน กินมีตบอล แซลมอน แฮร์ริ่ง ต้องกินอาหารเยอะมาก ๆ เลยครับ ผมจะน้ำหนักขึ้นมากแน่นอน 

จะคิดถึงอากาศร้อนเมืองไทยไหม

แน่นอนครับ ผมชอบอากาศอุ่น แต่ที่สวีเดนหนาวมาก แม่ผมอยู่เมืองใกล้ ๆ ลุนด์ ส่งภาพถ่ายมา หิมะสูงมาก ปีนี้หนาวกว่าปีอื่น ๆ เพราะวิกฤติสิ่งแวดล้อม ช่วงเดือนพฤศจิกายน – มีนาคม เป็นหน้าท่องเที่ยวที่คนสวีเดนจะหนีหนาวมาเที่ยวเมืองไทย ซึ่งผมเข้าใจดีเลยล่ะ 

สถานเอกอัครราชทูตสวีเดนประจำประเทศไทย สถานทูตรักษ์โลกที่เคยได้รางวัล Green Embassy อันดับ 1 จากสถานทูตสวีเดนทั่วโลก

ข้อมูลบางส่วนจาก 

https://www.mfa.go.th/th/content/5d5bcc2115e39c306000a1cb

Writer

ภัทรียา พัวพงศกร

ภัทรียา พัวพงศกร

บรรณาธิการ นักเขียน ที่สนใจตึกเก่า เสื้อผ้า งานคราฟต์ กลิ่น และละครเวที พอๆ กับการเดินทาง

Photographer

Avatar

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load