“วันเพ็ญเดือนสิบสอง น้ำก็นองเต็มตลิ่ง เราทั้งหลายชายหญิง สนุกกันจริงวันลอยกระทง”

พอเข้าเดือนพฤศจิกายน เราก็เตรียมเข้าสู่เทศกาลลอยกระทง เทศกาลที่เราจะนำดอกไม้ ธูป เทียน หรือสิ่งของ ใส่ลงในสิ่งประดิษฐ์ไม่จมน้ำ เช่น กระทง เรือ ดอกบัว แล้วลอยไปในน้ำ โดยมีวัตถุประสงค์และความเชื่อ 

วันนี้จึงจะพาไปชมวัดที่เกี่ยวข้องกับเทศกาลลอยกระทงกันสักหน่อย แต่ไม่ใช่วัดที่จัดงานลอยกระทงนะครับ เพราะงานนี้มีเป็นร้อยวัดแน่นอน แต่เพราะเทศกาลนี้เกี่ยวข้องกับน้ำ ผมจึงจะขอพาไปชมวัดที่นำยานพาหนะที่ลอยน้ำได้อย่างเรือมาทำเป็นเจดีย์ แถมวัดแห่งนี้ยังมีการวาดกระทงเอาไว้ในวัดอีกด้วย 

เพื่อไม่เป็นการเสียเวลาไปมากกว่านี้ เราไปชมวัดยานนาวากันดีกว่าครับ

วัดยานนาวา วัดที่มีกระทงเป็นจิตรกรรมประดับบานประตูหน้าต่างพระอุโบสถและมีเจดีย์เป็นเรือสำเภา

วัดยานนาวาเป็นวัดโบราณสมัยอยุธยา เดิมชื่อวัดคอกควาย เพราะชุมชนรอบวัดเป็นที่ที่ชาวทวายอาศัยอยู่และน่าจะมีการซื้อ-ขายควายกันในบริเวณนี้ (ปัจจุบันอยู่ทางตอนใต้ของประเทศเมียนมา) ต่อมาวัดแห่งนี้ถูกเปลี่ยนชื่อเป็น วัดคอกกระบือ และเมื่อถูกยกสถานะเป็นพระอารามหลวงในสมัยรัชกาลที่ 1 ก็สร้างพระอุโบสถขึ้น ก่อนจะเปลี่ยนชื่อเป็นวัดญาณนาวาราม ซึ่งมีความหมายว่า ญาณอันเป็นพาหนะดังสำเภาข้ามโอฆสงสาร เมื่อมีการสร้างพระสำเภาเจดีย์ หรือเจดีย์ทรงเรือสำเภา ในสมัยรัชกาลที่ 3 ก่อนจะเปลี่ยนชื่อเป็นวัดยานนาวาในเวลาต่อมา จนถึงปัจจุบัน

ส่วนเหตุผลที่ต้องทำเจดีย์แบบเรือสำเภานั้นมีคำอธิบายอยู่ครับ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 ทรงให้เหตุผลว่า แต่ก่อนมา เวลาไปค้าขายกับต่างประเทศ เราใช้สำเภาจีนเป็นหลัก แต่เวลานั้นได้เกิดเรือกำปั่นใบอย่างฝรั่งขึ้น ซึ่งดีกว่าสำเภาจีน จนมีการใช้งานกันมากขึ้น 

พระองค์ได้ทรงพยากรณ์ว่าเรือสำเภาจะสูญไป และทรงระลึกถึงพระเวสสันดร จึงโปรดให้สร้างเจดีย์อุปมาดั่งสำเภายานนาวาในมหาเวสสันดรชาดก กัณฑ์กุมาร ขนาดเท่าเรือสำเภาจีน เพื่อให้คนในอนาคตได้เห็นว่าสำเภาจีนหน้าตาเป็นอย่างไร แถมยังทรงเชื่อมโยงกับการบำเพ็ญบารมีของพระเวสสันดรเพื่อให้หลุดพ้นจากวัฏสงสารดุจดังสำเภาที่พาข้ามห้วงแห่งวัฏสงสารอีกด้วย

เรียกได้ว่ารัชกาลที่ 3 ทรงมองการณ์ไกล แล้วก็เป็นจริงตามนั้น เพราะเรือสำเภาไม่ถูกใช้งานจริงแล้ว และกลายเป็นของหาดูยาก (เว้นเสียแต่คุณจะซื้อสำเภาจีนมาเสริมฮวงจุ้ยบ้าน) 

ทีนี้เรามาดูกันดีกว่าว่าพระสำเภาเจดีย์ของวัดยานนาวาแห่งนี้หน้าตาเป็นอย่างไร

วัดยานนาวา วัดที่มีกระทงเป็นจิตรกรรมประดับบานประตูหน้าต่างพระอุโบสถและมีเจดีย์เป็นเรือสำเภา

พระสำเภาเจดีย์แทบจะเป็นสิ่งแรกที่เราเห็นเมื่อเดินเข้าประตูวัด เป็นเรือสำเภาขนาดเท่าจริง ซึ่งเรือสำเภาจีนจะต้องมีลูกตาอยู่บริเวณหัวเรือ ไม่เชื่อลองดูในจิตรกรรมฝาผนังตามวัดได้เลยครับ สีอาจจะแตกต่าง แต่รับรองว่าหน้าตาไม่แตกต่างแน่นอน เรือลำน้ำใช้เจดีย์ 2 องค์ เป็นเหมือนเสากระโดงเรือ เจดีย์องค์ใหญ่อยู่กลางลำเรือ และองค์เล็กอยู่ที่หัวเรือ โดยทางขึ้นพระสำเภาเจดีย์จะอยู่ที่ท้ายเรือ 

พระสำเภาเจดีย์ ลอยกระทง

พอเข้าไปจะเจอบันไดสำหรับขึ้นไปยังเจดีย์ตรงกลาง เชื่อมต่อไปยังส่วนท้ายเรือ หรือห้องท้ายบาลี ภายในห้องนี้ประดิษฐานพระพุทธรูปและรอยพระพุทธบาทจำลอง 4 รอย รวมถึงมีจารึกภาษาไทยและภาษาจีน อย่างไรก็ดี มีการกล่าวถึงการประดิษฐานรูปพระเวสสันดรกับรูปของกัณหาและชาลีในห้องนี้ด้วย แต่ปัจจุบันไม่ปรากฏว่าอยู่ ณ ที่ใด คงเหลือเพียงข้อความในจารึกภาษาไทยที่กล่าวถึงพระเวสสันดรเท่านั้น ผมจึงขอนำภาพจากหนังสือที่อธิบายเรื่องวัดยานนาวามาให้ชมแทนครับ

วัดยานนาวา วัดที่มีกระทงเป็นจิตรกรรมประดับบานประตูหน้าต่างพระอุโบสถและมีเจดีย์เป็นเรือสำเภา
วัดยานนาวา วัดที่มีกระทงเป็นจิตรกรรมประดับบานประตูหน้าต่างพระอุโบสถและมีเจดีย์เป็นเรือสำเภา
พระสำเภาเจดีย์ ลอยกระทง

อย่างไรก็ตาม แม้พระสำเภาเจดีย์จะถือเป็นจุดเด่นที่สุดของวัดนี้และมีการกล่าวว่าเป็นสำเภาเจดีย์แห่งเดียวในประเทศไทย แต่จริงๆ แล้วในวัดอีกหลายแห่ง โดยเฉพาะวัดมอญ (วัดประดิษฐาราม) ที่ปรากฏการสร้างเจดีย์ทรงเรือสำเภาเช่นกัน เนื่องจากเรือสำเภาเป็นสัญลักษณ์ของการมาถึงของพุทธศาสนาสู่ดินแดนสุวรรณภูมิ เพราะมีคัมภีร์ที่กล่าวถึงเรือสำเภาในฐานะของพาหนะที่อัญเชิญพระไตรปิฎกจากดินแดนพุทธภูมิ (อินเดีย) สู่รามัญประเทศพร้อมกับพระโสณะและพระอุตตระ 

ดังนั้น ในการสร้างเรือสำเภาจึงมักจะมีพระเจดีย์ 3 องค์ แทนพระไตรปิฎกอยู่บนเรือ ต่างจากพระสำเภาเจดีย์ของวัดยานนาวาที่มี 2 องค์ แต่เดี๋ยวจะหาว่าผมพูดขึ้นมาลอยๆ ผมมีตัวอย่างจากวัดบางพระ จังหวัดนครปฐม มาให้ชมว่าเจดีย์บนเรือสำเภานอกเหนือจากที่วัดยานนาวานั้นมีอยู่จริงๆ นะครับ 

อย่างไรก็ตาม ขนาดของเจดีย์ทรงเรือสำเภาอื่นๆ มักจะมีขนาดเล็ก เทียบกับของวัดยานนาวาที่มีขนาดเท่าจริงไม่ได้แม้แต่น้อยครับ ดังนั้น ถ้าพูดถึงความโดดเด่น เรื่องนี้วัดยานนาวายังกินขาดครับ

นอกจากพระสำเภาเจดีย์แล้ว ถ้าได้มาวัดแห่งนี้ก็ควรไปชมพระอุโบสถด้านหลังพระเจดีย์ด้วย พระอุโบสถเป็นอาคารแบบไทยประเพณี หน้าบันเป็นลายเทพนม แต่ที่น่าสนใจคือพระอุโบสถนี้ทำโครงเหล็กครอบเอาไว้อีกชั้นหนึ่ง ซึ่งช่วยรักษาพระอุโบสถไว้ไม่ให้ได้รับความเสียหายจากฝน และช่วยรักษาสภาพเดิมๆ ของอาคาร เราพบวิธีการแบบนี้ที่อื่นเช่นกัน เช่นที่วัดโพธิ์ประทับช้าง จังหวัดพิจิตร ที่คลุมพระพุทธรูปประธานด้านในเอาไว้

วัดยานนาวา วัดที่มีกระทงเป็นจิตรกรรมประดับบานประตูหน้าต่างพระอุโบสถและมีเจดีย์เป็นเรือสำเภา

ภายในพระอุโบสถประดิษฐานพระประธานปางมารวิชัยร่วมกับพระพุทธรูปอื่นๆ อีกหลายองค์ทั้งเก่าและใหม่ แต่ที่น่าสนใจจนต้องขอพูดถึงก็คือภาพบนประตูและหน้าต่างครับ บนบานหน้าต่างทุกบาน ช่างได้วาดรูปโถยาคู ซึ่งเป็นโถที่ใช้สำหรับเลี้ยงพระในพระราชพิธีสารท ส่วนบนบานหน้าประตูทั้งหน้าและหลังเขียนภาพกระทงใหญ่ตามแบบที่ใช้ในพระราชพิธีลอยพระประทีป หนึ่งในพระราชพิธีสิบสองเดือน โดยด้านล่างมีการวางภาพกระทงขนาดทั่วไปเอาไว้ ถือเป็นของที่หาชมได้ยาก แทบจะมีวัดนี้แห่งเดียวที่เขียนภาพกระทงใหญ่แบบนี้

วัดยานนาวา วัดที่มีกระทงเป็นจิตรกรรมประดับบานประตูหน้าต่างพระอุโบสถและมีเจดีย์เป็นเรือสำเภา
วัดยานนาวา วัดที่มีกระทงเป็นจิตรกรรมประดับบานประตูหน้าต่างพระอุโบสถและมีเจดีย์เป็นเรือสำเภา
วัดยานนาวา วัดที่มีกระทงเป็นจิตรกรรมประดับบานประตูหน้าต่างพระอุโบสถและมีเจดีย์เป็นเรือสำเภา

ดังนั้น หากใครอยากรู้ว่าเรือสำเภาจีนหน้าตาเป็นอย่างไร เหมือนเรือสำเภาจีนจำลองที่บ้านเราหรือเปล่า ลองมาชมที่วัดนี้ดูได้ครับ หรือถ้าใครมีกระทงแล้วอยากรู้ว่ากระทงของเรากับกระทงบนประตูพระอุโบสถเหมือนกันไหม ก็ลองมาเทียบดูที่วัดนี้ได้เช่นกัน 

แต่วัดยานนาวาแห่งนี้ไม่ได้มีเพียงแต่พระอุโบสถและพระสำเภาเจดีย์ ยังมีพระบรมราชานุสาวรีย์ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว อยู่บริเวณหน้าพระสำเภาเจดีย์ และอาคารมหาเจษฎาบดินทร์ที่น่าไปชมด้วยนะครับ ฉะนั้น ถ้าใครยังไม่รู้ว่าจะไปลอยกระทงที่ไหนก็ขอเชิญที่วัดยานนาวาครับ รับรองว่าไม่ผิดหวังแน่นอน


เกร็ดแถมท้าย

1. วัดยานนาวาเปิดทุกวัน ทั้งพระอุโบสถและพระสำเภาเจดีย์ มาได้ทั้งรถส่วนตัวและขนส่งสาธารณะ ไม่ว่าจะเป็นรถเมล์หลายสาย เช่น 1 15 75 หรือเรือ โดยนั่งมาลงที่ท่าเรือสาทร หรือแม้แต่รถไฟฟ้า BTS นั่งมาลงสถานีสะพานตากสินได้เลยครับผม เรียกได้ว่าสะดวกสบายมากๆ

2. หากใครมาแถววัดยานนาวาแล้วอยากเที่ยววัดต่อ ใกล้ๆ มีวัดอีกหลายแห่ง ไม่ว่าจะเป็นวัดสุทธิวราราม วัดสวนพลู หรือวัดบรมสถล (วัดดอน) ถ้าใครอยากเดินซื้อของก็มีห้างโรบินสันบางรักอยู่ไม่ไกล หรือถ้าหิวก็มีร้านอาหารมากมายให้เลือกชิมกันได้ตามอัธยาศัยครับ

3. สำหรับใครที่สนใจอยากเห็นภาพพระราชพิธีสิบสองเดือน ช่างโบราณได้บันทึกเอาไว้บนฝาผนังวัด 2 แห่ง คือวัดราชประดิษฐ์สถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร กรุงเทพฯ และวัดเสนาสนารามราชวรวิหาร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา 

4. ส่วนถ้าใครสนใจเจดีย์ทรงสำเภาเรือในวัดมอญ ก็มีอยู่หลายวัดครับ เช่นที่วัดลาดกระบัง กรุงเทพฯ วัดกลาง จังหวัดสมุทรปราการ วัดฉิมพลี จังหวัดนนทบุรี หรือวัดตาลปากลัด จังหวัดราชบุรี ครับ 

สำหรับคนที่สงสัยว่าข้อความในจารึกที่ผมบอกว่าเกี่ยวข้องกับพระเวสสันดรเขียนว่าอะไร ผมขอยกข้อความจาก ชุมนุมพระนิพนธ์ ของ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ มานะครับ

“รูปขัตติยดาบสพระองค์นี้ ทรงพระนามว่าพระเวสสันดร เป็นพระบรมโพธิสัตว์อันประเสริฐ ยังชาติเดียวจะได้ตรัสเป็นสมเด็จพระพุทธเจ้า พระราชบิดาทรงพระนามพระเจ้าสญไชยราชครองกรุงเชตุอุดร พระผุสดีเป็นพระมารดา เมื่อพระมหาสัตว์ประสูติจากครรภ์พระราชมารดานั้น ออกพระวาจาขอทรัพย์พันกหาปนะให้ทานแล้วได้เปลื้องเครื่องประดับพระกายประทานให้พระนมถึง 9 ครั้ง เมื่อทรงคิดจะบำเพ็ญอัชฌัติทางกายใจอันยิ่งภริยา และมังษโสหิตชีวิตร์ของพระองค์เป็นทาน แผ่นดินไหวถึงพรหมโลกย์”

Writer & Photographer

ธนภัทร์ ลิ้มหัสนัยกุล

ต้า วัดไทย เด็กประวัติศาสตร์ศิลปะผู้ดูวัดมาแล้วกว่าพันวัดแม้จะยังไม่ครบทุกจังหวัด ชื่นชอบในความงามของศิลปะทั้งไทยและเทศรวมถึงเรื่องราวของสถานที่นั้นๆ ปัจจุบันยังคงออกเที่ยวชมวัดทุกศาสนารวมถึงวังต่างๆ อย่างต่อเนื่องพร้อมกับนำเรื่องราวมาเผยแพร่บน Facebook อยู่เป็นระยะๆ

เนื่องจากวันที่ 15 กันยายนเป็นวันศิลป์ พีระศรี บิดาแห่งศิลปะร่วมสมัยไทย วันนี้เลยจะพาไปชมหนึ่งในผลงานมาสเตอร์พีซของ อ.ศิลป์ พีระศรี ครับ

 หลายคนพอพูดถึงผลงานของ อ.ศิลป์ ก็จะนึกถึงบรรดาอนุสาวรีย์ทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นอนุสาวรีย์พระเจ้าตากสินมหาราช พระปฐมบรมราชานุสาวรีย์ หรืออนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ แต่จริงๆ แล้วในบรรดาผลงานทั้งหมดของ อ.ศิลป์ มีพระพุทธรูปอยู่ด้วยหนึ่งองค์ ซึ่งเป็นองค์ใหญ่มากๆ ซะด้วย นั่นก็คือพระประธานของ ‘พุทธมณฑล’ จังหวัดนครปฐมนั่นเอง วันนี้เลยจะชวนไปเดินเล่นออกกำลังกาย พร้อมกับชมงานศิลปกรรมที่งดงามที่พุทธมณฑลกันสักหน่อยครับ

พุทธมณฑล : เมกะโปรเจกต์พุทธสถานยุคกึ่งพุทธกาลของจอมพล ป. พิบูลสงคราม

จริงๆ แล้วโปรเจกต์การสร้างพุทธมณฑลครั้งแรก ไม่ได้ตั้งใจจะสร้างที่นครปฐมนะครับ แต่เป็นที่จังหวัดสระบุรี โดยรัฐบาลของ จอมพล ป. พิบูลสงคราม เมื่อ พ.ศ. 2487 แต่สุดท้ายไม่เกิดขึ้นเพราะรัฐบาลหลังยุคจอมพลได้ยกเลิกโปรเจกต์นี้ไป จนกระทั่ง จอมพล ป. พิบูลสงคราม ได้กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกรอบใน พ.ศ. 2495 จึงได้ปัดฝุ่นโครงการนี้ขึ้นมาใหม่ 

จอมพล ป. พิบูลสงคราม เกิดความคิดที่จะสร้างปูชนียสถานเพื่อเป็นพุทธบูชาและพุทธานุสรณียสถาน เนื่องในวโรกาสมหามงคลกาลที่พระพุทธศักราชเวียนมาบรรจบครบ 2500 ปี ว่าง่ายๆ ก็คือสร้างขึ้นเพื่อฉลองวาระกึ่งพุทธกาลใน พ.ศ. 2500 นั่นเอง ในโอกาสนี้รัฐบาลยังได้กราบบังคมทูลเชิญ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ไปทรงประกอบรัฐพิธีก่อฤกษ์สร้างพุทธมณฑล ณ บริเวณที่ก่อสร้างพระประธานของพุทธมณฑล ซึ่งการก่อสร้างเริ่มขึ้นตั้งแต่ พ.ศ. 2500 มีกระทรวงมหาดไทยเป็นผู้รับผิดชอบ แต่การก่อสร้างชะลอตัวลงเพราะปัญหาด้านงบประมาณ

ต่อมาใน พ.ศ. 2521 รัฐบาลของ พลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ ได้รื้อฟื้นโครงการขึ้นมาอีกครั้ง และกลายเป็นนโยบายที่รัฐบาลจะเร่งดำเนินการ โดยโอนภาระงานไปยังกระทรวงศึกษาธิการ มีกรมศาสนาเป็นเจ้าของงบประมาณ ซึ่งมาจากทั้งรัฐและเงินบริจาคของประชาชน อีกทั้งพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ยังได้รับงานก่อสร้างพุทธมณฑลไว้ในพระบรมราชูปถัมภ์ ทำให้การก่อสร้างคืบหน้าไปมาก 

การก่อสร้างมาเสร็จสมบูรณ์ในรัฐบาลของ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ หลังจากที่พระประธานของพุทธมณฑลสร้างเสร็จ โดยรัชกาลที่ 9 ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี (พระอิสริยยศขณะนั้น) เสด็จประกอบพิธีสมโภชในวันที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2525 ใช้เวลาในการสร้างทั้งสิ้น 25 ปีด้วยกัน เรียกได้ว่าเป็นเมกะโปรเจกต์ที่ยาวนานมากๆ เลย

แน่นอนว่า ถ้าผมพูดถึงพุทธมณฑล สิ่งแรกที่ทุกคนจะนึกถึง ก็คือพระประธานองค์ใหญ่ที่มีชื่อสุดยาวว่า ‘พระศรีศากยะทศพลญาณ ประธานพุทธมณฑลสุทรรศน์’ เป็นพระพุทธรูปขนาดใหญ่สูงถึง 15.875 เมตร ถือเป็นพระพุทธรูปปางลีลาหล่อสำริดที่ใหญ่ที่สุดในสมัยรัตนโกสินทร์เลยครับ 

และด้วยขนาดใหญ่นี้ ปริมาณสำริดที่ใช้จึงมากถึง 17,543 กิโลกรัม และต้องหล่อแยกชิ้นส่วนถึง 137 ชิ้นก่อนนำมาประกอบกับโครงเหล็ก และปรับแต่งให้เป็นเนื้อเดียวกัน เกิดเป็นพระพุทธรูปลีลาที่มีรัศมีเป็นเปลวสูง ครองจีวรแบบมีสังฆาฏิพาด ยกพระหัตถ์ซ้ายขึ้น ขณะที่พระหัตถ์ขวาห้อยลง พระบาทขวากำลังอยู่ในเยื้องย่างโดยอยู่บนฐานบัว ซึ่งมีชื่อของพระพุทธรูปองค์นี้อยู่ที่ฐานล่างสุด

พุทธมณฑล : เมกะโปรเจกต์พุทธสถานยุคกึ่งพุทธกาลของจอมพล ป. พิบูลสงคราม

พระพุทธรูปองค์นี้ อ.ศิลป์ พีระศรี ได้แรงบันดาลใจจากพระพุทธรูปปางลีลาศิลปะสุโขทัย ภายในระเบียงคดของวัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม แต่ออกแบบให้สมจริงมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นริ้วจีวรที่มีสังฆาฏิพาดทับจีวร และมีกล้ามเนื้อเล็กน้อย ซึ่งการทำกล้ามเนื้อเป็นสิ่งที่ไม่เคยมีมาก่อนในศิลปะไทย และพบที่พระพุทธรูปองค์นี้เพียงองค์เดียวอีกด้วย 

ก่อนจะสร้างพระพุทธรูปองค์นี้ อ.ศิลป์ ได้สร้างองค์ต้นแบบที่มีความสูง 2.14 เมตรขึ้น ก่อนจะขยายเป็น 15.875 เมตร ซึ่งเท่ากับ 2,500 กระเบียด (1 กระเบียด = ¼ นิ้ว) ตรงกับงานฉลองกึ่งกลางพุทธกาล 2500 ปีพอดิบพอดี ทำให้พระพุทธรูปองค์นี้ใหญ่กว่าต้นแบบถึง 7.5 เท่า 

พุทธมณฑล : เมกะโปรเจกต์พุทธสถานยุคกึ่งพุทธกาลของจอมพล ป. พิบูลสงคราม

แต่พระประธานพุทธมณฑลไม่ใช่ทั้งหมดของที่นี่นะครับ ภายในพุทธมณฑลยังมีจุดควรชมอีกหลายจุด แถมแต่ละจุดยังอยู่รอบพระประธานของพุทธมณฑลนี้ด้วยครับ ไม่ว่าจะสังเวชนียสถาน 4 ตำบล มหาวิหารประดิษฐานพระไตรปิฎกหินอ่อน และวิหารพุทธมณฑล

สังเวชนียสถาน 4 ตำบล ตั้งอยู่รอบพระประธานของพุทธมณฑล โดยทิศที่สังเวชนียสถานแต่ละแห่งตั้งอยู่นั้นอ้างอิงจากในพุทธประวัติ มีพระประธานของพุทธมณฑลเป็นศูนย์กลาง ซึ่งสังเวชนียสถานนั้น หากแปลตรงตัวจะมีความหมายว่า ‘สถานที่ควรสังเวช’ เป็นสถานที่ที่ทำให้ผู้แสวงบุญเกิดความสังเวชในความอนิจจัง ไม่มีอะไรยั่งยืนแม้แต่พระพุทธเจ้าเองก็ตาม 

สังเวชนียสถานทั้ง 4 ประกอบไปด้วยสถานที่ประสูติ ตรัสรู้ ปฐมเทศนา และปรินิพพาน ของพระพุทธเจ้านี้ ถือเป็นสถานที่ยอดฮิตสำหรับทัวร์แสวงบุญประเทศอินเดียที่คนไทยนิยมเดินทางไปกัน และที่พุทธมณฑลแห่งนี้ก็ได้จำลองสถานที่ทั้ง 4 มาได้อย่างน่าสนใจ ดังนั้น ถ้าใครไม่อยากไปไกลถึงอินเดีย มาชมที่พุทธมณฑลนี้ก่อนได้เลยครับ

ความน่าสนใจและเป็นจุดร่วมของสังเวชนียสถานทั้ง 4 ก็คือ ไม่มีการสร้างรูปพระพุทธเจ้าเอาไว้เลยแม้แต่องค์เดียว แต่มีการเลือกใช้สัญลักษณ์บางอย่างเพื่อแทนเหตุการณ์ทั้ง 4 แทน ซึ่งเป็นสิ่งที่พุทธศิลป์ในระยะแรกเคยทำมาก่อนแล้ว เพราะในยุคที่ยังไม่มีพระพุทธเจ้าเป็นรูปมนุษย์ การจะบอกเล่าพุทธประวัติลงไปบนภาพสลักจะใช้วิธีการนี้เช่นกัน แต่ที่พุทธมณฑลมีการออกแบบที่ผ่านกระบวนการคิดมาแล้วอย่างน่าสนใจมากทีเดียว

เริ่มจากสถานประสูติ ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันตกเหนือเฉียงเหนือก่อนนะครับ ที่นี่แสดงเหตุการณ์ตอนประสูติโดยหยิบเอาฉากที่เจ้าชายสิทธัตถะทรงเดิน 7 ก้าว เทียบได้กับองค์ประกอบของการตรัสรู้ เรียกว่า โพชฌงค์ 7 ดังนั้น ณ ตำบลประสูติแห่งนี้จึงมีดอกบัวอยู่ทั้งสิ้น 7 ดอกด้วยกัน มี 1 ดอกอยู่ตรงกลางและอีก 6 ดอกล้อมรอบ บนดอกบัวแต่ละดอกจะมีรูปรอยพระพุทธบาทเอาไว้ดอกละ 1 รอย แต่ละรอยจะมีชื่อแคว้นทั้ง 7 ที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงประกาศพระธรรม ประกอบด้วย กาสี โกศล มคธ อังคะ วัชชี มัลละ สักกะ กุรุ และวังสะ โดยที่ขอบของรอยพระพุทธบาทแต่ละรอยจะจารึกด้วยอาสภิวาจาของพระพุทธเจ้าที่ทรงเปล่งในวันนั้นว่า

“อัคโคหะมัสมิ โลกัสสะ เชฏโฐ เสฏโฐหะมัสมิอะยะมันติมา เม ชาติ นัตถิทานิ ปุนัพภะโว”

แปลว่า ในโลกนี้เราเป็นหนึ่ง เราเป็นยอด เราเป็นเลิศประเสริฐที่สุด การเกิดครั้งนี้ของเรา เป็นครั้งสุดท้าย ภพใหม่ต่อไปอีกไม่มีสำหรับเรา

พุทธมณฑล : เมกะโปรเจกต์พุทธสถานยุคกึ่งพุทธกาลของจอมพล ป. พิบูลสงคราม
พุทธมณฑล : เมกะโปรเจกต์พุทธสถานยุคกึ่งพุทธกาลของจอมพล ป. พิบูลสงคราม

ถัดมาคือสถานที่ตรัสรู้ ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ แน่นอนว่าเหตุการณ์สำคัญที่สุดในตอนนี้ก็คือการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ และที่ตำบลตรัสรู้นี้ก็แสดงฉากนี้ครับ โดยแสดงเป็นพุทธบัลลังก์ดอกบัวทรงสามเหลี่ยมปลายมนว่างเปล่า อยู่ภายใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงปลูกเมื่อวันที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2536 ซึ่งก็เช่นเดียวกับที่ตำบลตรัสรู้ ที่นี่มีจารึกพระคาถาเอาไว้ที่พุทธบัลลังก์ เป็นข้อความอันเป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา คือ อริยสัจ 4 นั่นเอง

ต่อมาคือสถานปฐมเทศนา ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกใต้ และก็เช่นเดียวกับที่สถานตรัสรู้ ฉากสำคัญของเหตุการณ์ย่อมเป็นฉากที่พระพุทธเจ้าแสดงปฐมเทศนาโปรดปัญจวัคคีย์ทั้ง 5 และตำบลปฐมเทศนาได้แสดงฉากนี้เอาไว้ด้วยธรรมจักรขนาดใหญ่ ได้แรงบันดาลใจมาจากธรรมจักรในศิลปะทวารวดี ตั้งอยู่บนฐาน ด้านหน้ามีแท่นอยู่ 5 แท่น แทนปัญจวัคคีย์ทั้ง 5 โดยแต่ละแท่นจะมีรูปดอกบัวอยู่ 1 ดอกแต่ไม่มีชื่อปัญจวัคคีย์แต่ละรูปกำกับเอาไว้ 

และปิดท้ายที่สถานปรินิพพาน ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ที่นี่แสดงฉากพระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธ์ปรินิพพานใต้ต้นสาละคู่ ทำเป็นแท่นพุทธบัลลังก์อยู่ระหว่างต้นสาละ 2 ต้น โดยมีแท่นเล็กๆ ของพระอานนท์อยู่ข้างหนึ่ง 

ซึ่งต้นสาละทั้ง 2 ต้นเป็นคนละสายพันธุ์กันนะครับ ต้นสาละต้นที่ใหญ่กว่าเป็นต้นสาละลังกา เป็นต้นสาละที่พบได้ทั่วไปตามวัดในเมืองไทย มีเอกลักษณ์คือดอกสีชมพูและมีผลเป็นลูกกลมคล้ายปืนใหญ่ ส่วนอีกต้นซึ่งเล็กกว่านั้นเป็นต้นสาละอินเดียที่หาชมได้ยาก มีดอกเป็นช่อสีขาวหรือเหลืองอ่อน (แต่ที่พุทธมณฑลนี้ปักป้ายสลับกันนะครับ ใครไปอ่านป้าย อย่าเผลอเชื่อตามป้ายนะครับ) 

ส่วนแท่นพุทธบัลลังก์เป็นฐานบัวทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า ด้านบนแกะสลักเป็นรูปดอกบัวเรียงกัน 3 ดอก ส่วนที่ผ้าทิพย์แกะสลักเป็นลายใบไม้ร่วง พร้อมจารึกข้อธรรมว่า

โย โว อานนฺท มยาธมฺโม จ วินโย จ เทสิโต ปญฺญตฺโต โส โว มมจฺจเยน สตฺถา หันททานิ ภิกขะเว อามันตะยามิโว วะยะธัมมา สังขารา อัปปะมาเทนะ สัมปาเทถะ

แปลว่า ดูก่อนอานนท์ ธรรมและวินัยใดที่เราได้แสดงแล้วและบัญญัติแล้วแก่เธอทั้งหลาย ธรรมและวินัยนั้นเป็นศาสดาของเธอทั้งหลาย โดยกาลที่เราล่วงลับไป 

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เราขอเตือนท่านทั้งหลายว่า สังขารทั้งปวงล้วนมีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายจงยังกิจทั้งปวงอันเป็นประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่นให้บริบูรณ์ ด้วยความไม่ประมาทเถิด อันเป็นปัจฌิมโอวาทของพระพุทธองค์

ที่นี่เราลองมาดูอาคารอื่นๆ ที่น่าสนใจกันบ้าง เริ่มกันด้วยพระวิหารประดิษฐานพระไตรปิฎกหินอ่อน ซึ่งอยู่บนเกาะเล็กๆ สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2532 โดยวัดปากน้ำและสมาคมศิษย์หลวงพ่อวัดปากน้ำภาษีเจริญได้บริจาคเงินในการจัดสร้างทั้งหมด เพื่อเฉลิมพระเกียรติและถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรามหาภูมิพลอดุลยเดช เนื่องในวโรกาสที่เจริญพระชนมพรรษา 5 รอบ และใช้เวลา 9 ปีจึงแล้วเสร็จใน พ.ศ. 2541 ใช้งบประมาณทั้งสิ้น 200 ล้านบาท

ตรงกลางมีพระเจดีย์มหารัชมังคลาจารย์ เป็นเจดีย์ 9 ยอดตั้งอยู่กลางอาคารทรงสี่เหลี่ยมย่อมุม บนหลังคามีเจดีย์ทรงระฆังอยู่ 9 องค์ องค์ใหญ่ที่สุดตั้งอยู่ตรงกลาง ล้อมรอบด้วยเจดีย์ขนาดเล็ก ภายในเจดีย์แต่ละองค์บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ พระธาตุของพระสารีบุตร พระโมคคัลลานะ และพระสิวลี รวมถึงพระผงวัดปากน้ำเอาไว้ด้วย ภายในประดิษฐานรูปเหมือนหลวงพ่อสด วัดปากน้ำ ตั้งอยู่ตรงกลาง โดยที่บนหลังคาทรงโดมโค้งนั้น มีการเขียนจิตรกรรมรูปหลวงพ่อสดล้อมรอบด้วยเทพชุมนุม

โดยรอบมีระเบียงคด ซึ่งสำหรับที่นี่เรียกว่าเป็นพระวิหาร เก็บรักษาพระไตรปิฎกหินอ่อนจารึกพระไตรปิฎกทั้ง 84,000 พระธรรมขันธ์ ลงบนแผ่นหินอ่อนจำนวนมากถึง 1,418 แผ่น จารึกเป็นภาษาบาลี 

การสร้างแผ่นจารึกพระไตรปิฎกหินอ่อนแบบนี้ ชวนให้นึกถึงแผ่นจารึกพระไตรปิฎกหินอ่อนทั้ง 729 แผ่น ที่วัดกุโสดอหรือวัดโลกมารชิน เมืองมัณฑะเลย์ ประเทศเมียนมาเลยครับ แต่ของที่วัดกุโสดอจะประดิษฐานแผ่นจารึกเหล่านี้เอาไว้ในเจดีย์ที่อยู่ล้อมรอบเจดีย์ประธานของวัดแทน ไม่รู้ว่าของพุทธมณฑลเราได้แรงบันดาลใจจากที่นี่รึเปล่า แต่ที่แตกต่างกันแน่ๆ คือ ที่พุทธมณฑลมีการเขียนจิตรกรรมฝาผนังเอาไว้ด้วย โดยเป็นภาพเล่าเรื่องพุทธประวัติ ทศชาติชาดก และการสังคายนาพระไตรปิฎกทุกครั้ง 

ส่วนวิหารพุทธมณฑลนั้นตั้งอยู่ทางด้านหน้าสุด เห็นได้จากถนนเลยครับ ถ้ามองดีๆ เราจะเห็นว่า อาคารหลังนี้ได้แรงบันดาลใจจากพระอุโบสถของวัดราชาธิวาส แต่ดัดแปลงให้มีความร่วมสมัยมากยิ่งขึ้น หน้าบันด้านหน้ามีทั้งรูปพระพุทธเจ้าและธรรมจักร ภายในซุ้มแต่ละซุ้มจะประดิษฐานพระประธาน 

หลักฐานสำคัญเกี่ยวกับวิหารหลังนี้ ก็คือจารึกที่อยู่ด้านหน้าวิหารพุทธมณฑล บอกเล่าถึงประวัติของอาคารหลังนี้ ทั้งปีที่เริ่มสร้าง งบประมาณในการสร้าง ผู้ออกแบบ คือ นายจิตร บัวบุศย์ ประวัติการปรับปรุงแก้ไขและพระประธานภายในวิหารหลังนี้ ซึ่งเป็นพระพุทธรูปปางลีลา ที่ได้แรงบันดาลใจจากพระประธานของพุทธมณฑลด้วยครับ

งานศิลปกรรมภายในพุทธมณฑลแห่งนี้ ทำให้ที่นี่นอกจากเป็นสถานที่จัดกิจกรรมและประเพณีทางพุทธศาสนา เป็นสวนสาธารณะขนาดใหญ่ สำหรับให้คนไปพักผ่อนออกกำลังกายแล้ว ยังเป็นสถานที่ที่นำพาศิลปะโบราณอายุหลายร้อยปีมาพบกับศิลปะสมัยใหม่ แล้วผสมผสานกันจนกลมกล่อม เกิดเป็นงานศิลปกรรมชิ้นใหม่ ที่ยังเหลือกลิ่นอายความงามตามอุดมคติแบบโบราณ แต่ก็มีความทันสมัยด้วยในตัว ซึ่งถือเป็นแนวคิดสำคัญที่จะช่วยพาศิลปะไทยให้ไปข้างหน้าได้โดยไม่ย่ำอยู่กับที่ สถานที่แห่งนี้จึงมีความน่าสนใจ เหมาะกับทั้งคนที่จะไปเพื่อออกกำลังกายและชื่นชมงานศิลปะ หรือจะแค่ไปชื่นชมงานศิลปะเฉยๆ ก็ยังได้ครับ

เกร็ดแถมท้าย

  1. ถ้าใครสนใจเดินทางไปชมพุทธมณฑล ผมแนะนำให้ใช้รถส่วนตัว จะจักรยาน มอเตอร์ไซค์ หรือรถยนต์ก็ได้ เพราะจากจุดหนึ่งไปอีกจุดหนึ่งค่อนข้างไกลกันพอสมควร ถ้าไม่คิดจะไปออกกำลังกายไปชมไป มีรถส่วนตัวไว้จะเป็นการดีกว่าครับ
  2. ถ้าใครสนใจเรื่องราวของพระอุโบสถวัดราชาธิวาส ที่กลายเป็นต้นแบบของวิหารพุทธมณฑล ผมเคยเขียนเรื่องราวของวัดนี้ไว้แล้วที่นี่
  3. นอกจาก พุทธมณฑล ที่จังหวัดนครปฐมแล้ว ในประเทศไทยยังมีพุทธมณฑลอยู่ในจังหวัดอื่นด้วยนะครับ ซึ่งพุทธมณฑลแต่ละที่จะมีจุดร่วมกัน คือมีพระพุทธรูปไม่ก็เจดีย์ขนาดใหญ่อยู่ตรงกลาง เช่น พุทธมณฑลอีสาน จังหวัดขอนแก่น พุทธมณฑลอีสาน จังหวัดมหาสารคาม พุทธมณฑลจังหวัดชลบุรี พุทธมณฑล จังหวัดนราธิวาส และพุทธมณฑล จังหวัดเชียงใหม่
  4. สำหรับคนที่ชอบผลงานของอาจารย์ศิลป์ พีระศรี หรืออยากชมผลงานต้นแบบทั้งพระประธานที่พุทธมณฑลและประติมากรรมอื่นๆ ขอเชิญที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ศิลป์ พีระศรีและหอประติมากรรมต้นแบบ มหาวิทยาลัยศิลปากรครับ แค่ 2 ที่นี้ก็บอกเล่าเรื่องราวและผลงานของ อ.ศิลป์ ได้เป็นอย่างดีแล้วครับ

Writer & Photographer

ธนภัทร์ ลิ้มหัสนัยกุล

ต้า วัดไทย เด็กประวัติศาสตร์ศิลปะผู้ดูวัดมาแล้วกว่าพันวัดแม้จะยังไม่ครบทุกจังหวัด ชื่นชอบในความงามของศิลปะทั้งไทยและเทศรวมถึงเรื่องราวของสถานที่นั้นๆ ปัจจุบันยังคงออกเที่ยวชมวัดทุกศาสนารวมถึงวังต่างๆ อย่างต่อเนื่องพร้อมกับนำเรื่องราวมาเผยแพร่บน Facebook อยู่เป็นระยะๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load