“วันเพ็ญเดือนสิบสอง น้ำก็นองเต็มตลิ่ง เราทั้งหลายชายหญิง สนุกกันจริงวันลอยกระทง”

พอเข้าเดือนพฤศจิกายน เราก็เตรียมเข้าสู่เทศกาลลอยกระทง เทศกาลที่เราจะนำดอกไม้ ธูป เทียน หรือสิ่งของ ใส่ลงในสิ่งประดิษฐ์ไม่จมน้ำ เช่น กระทง เรือ ดอกบัว แล้วลอยไปในน้ำ โดยมีวัตถุประสงค์และความเชื่อ 

วันนี้จึงจะพาไปชมวัดที่เกี่ยวข้องกับเทศกาลลอยกระทงกันสักหน่อย แต่ไม่ใช่วัดที่จัดงานลอยกระทงนะครับ เพราะงานนี้มีเป็นร้อยวัดแน่นอน แต่เพราะเทศกาลนี้เกี่ยวข้องกับน้ำ ผมจึงจะขอพาไปชมวัดที่นำยานพาหนะที่ลอยน้ำได้อย่างเรือมาทำเป็นเจดีย์ แถมวัดแห่งนี้ยังมีการวาดกระทงเอาไว้ในวัดอีกด้วย 

เพื่อไม่เป็นการเสียเวลาไปมากกว่านี้ เราไปชมวัดยานนาวากันดีกว่าครับ

วัดยานนาวา วัดที่มีกระทงเป็นจิตรกรรมประดับบานประตูหน้าต่างพระอุโบสถและมีเจดีย์เป็นเรือสำเภา

วัดยานนาวาเป็นวัดโบราณสมัยอยุธยา เดิมชื่อวัดคอกควาย เพราะชุมชนรอบวัดเป็นที่ที่ชาวทวายอาศัยอยู่และน่าจะมีการซื้อ-ขายควายกันในบริเวณนี้ (ปัจจุบันอยู่ทางตอนใต้ของประเทศเมียนมา) ต่อมาวัดแห่งนี้ถูกเปลี่ยนชื่อเป็น วัดคอกกระบือ และเมื่อถูกยกสถานะเป็นพระอารามหลวงในสมัยรัชกาลที่ 1 ก็สร้างพระอุโบสถขึ้น ก่อนจะเปลี่ยนชื่อเป็นวัดญาณนาวาราม ซึ่งมีความหมายว่า ญาณอันเป็นพาหนะดังสำเภาข้ามโอฆสงสาร เมื่อมีการสร้างพระสำเภาเจดีย์ หรือเจดีย์ทรงเรือสำเภา ในสมัยรัชกาลที่ 3 ก่อนจะเปลี่ยนชื่อเป็นวัดยานนาวาในเวลาต่อมา จนถึงปัจจุบัน

ส่วนเหตุผลที่ต้องทำเจดีย์แบบเรือสำเภานั้นมีคำอธิบายอยู่ครับ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 ทรงให้เหตุผลว่า แต่ก่อนมา เวลาไปค้าขายกับต่างประเทศ เราใช้สำเภาจีนเป็นหลัก แต่เวลานั้นได้เกิดเรือกำปั่นใบอย่างฝรั่งขึ้น ซึ่งดีกว่าสำเภาจีน จนมีการใช้งานกันมากขึ้น 

พระองค์ได้ทรงพยากรณ์ว่าเรือสำเภาจะสูญไป และทรงระลึกถึงพระเวสสันดร จึงโปรดให้สร้างเจดีย์อุปมาดั่งสำเภายานนาวาในมหาเวสสันดรชาดก กัณฑ์กุมาร ขนาดเท่าเรือสำเภาจีน เพื่อให้คนในอนาคตได้เห็นว่าสำเภาจีนหน้าตาเป็นอย่างไร แถมยังทรงเชื่อมโยงกับการบำเพ็ญบารมีของพระเวสสันดรเพื่อให้หลุดพ้นจากวัฏสงสารดุจดังสำเภาที่พาข้ามห้วงแห่งวัฏสงสารอีกด้วย

เรียกได้ว่ารัชกาลที่ 3 ทรงมองการณ์ไกล แล้วก็เป็นจริงตามนั้น เพราะเรือสำเภาไม่ถูกใช้งานจริงแล้ว และกลายเป็นของหาดูยาก (เว้นเสียแต่คุณจะซื้อสำเภาจีนมาเสริมฮวงจุ้ยบ้าน) 

ทีนี้เรามาดูกันดีกว่าว่าพระสำเภาเจดีย์ของวัดยานนาวาแห่งนี้หน้าตาเป็นอย่างไร

วัดยานนาวา วัดที่มีกระทงเป็นจิตรกรรมประดับบานประตูหน้าต่างพระอุโบสถและมีเจดีย์เป็นเรือสำเภา

พระสำเภาเจดีย์แทบจะเป็นสิ่งแรกที่เราเห็นเมื่อเดินเข้าประตูวัด เป็นเรือสำเภาขนาดเท่าจริง ซึ่งเรือสำเภาจีนจะต้องมีลูกตาอยู่บริเวณหัวเรือ ไม่เชื่อลองดูในจิตรกรรมฝาผนังตามวัดได้เลยครับ สีอาจจะแตกต่าง แต่รับรองว่าหน้าตาไม่แตกต่างแน่นอน เรือลำน้ำใช้เจดีย์ 2 องค์ เป็นเหมือนเสากระโดงเรือ เจดีย์องค์ใหญ่อยู่กลางลำเรือ และองค์เล็กอยู่ที่หัวเรือ โดยทางขึ้นพระสำเภาเจดีย์จะอยู่ที่ท้ายเรือ 

พระสำเภาเจดีย์ ลอยกระทง

พอเข้าไปจะเจอบันไดสำหรับขึ้นไปยังเจดีย์ตรงกลาง เชื่อมต่อไปยังส่วนท้ายเรือ หรือห้องท้ายบาลี ภายในห้องนี้ประดิษฐานพระพุทธรูปและรอยพระพุทธบาทจำลอง 4 รอย รวมถึงมีจารึกภาษาไทยและภาษาจีน อย่างไรก็ดี มีการกล่าวถึงการประดิษฐานรูปพระเวสสันดรกับรูปของกัณหาและชาลีในห้องนี้ด้วย แต่ปัจจุบันไม่ปรากฏว่าอยู่ ณ ที่ใด คงเหลือเพียงข้อความในจารึกภาษาไทยที่กล่าวถึงพระเวสสันดรเท่านั้น ผมจึงขอนำภาพจากหนังสือที่อธิบายเรื่องวัดยานนาวามาให้ชมแทนครับ

วัดยานนาวา วัดที่มีกระทงเป็นจิตรกรรมประดับบานประตูหน้าต่างพระอุโบสถและมีเจดีย์เป็นเรือสำเภา
วัดยานนาวา วัดที่มีกระทงเป็นจิตรกรรมประดับบานประตูหน้าต่างพระอุโบสถและมีเจดีย์เป็นเรือสำเภา
พระสำเภาเจดีย์ ลอยกระทง

อย่างไรก็ตาม แม้พระสำเภาเจดีย์จะถือเป็นจุดเด่นที่สุดของวัดนี้และมีการกล่าวว่าเป็นสำเภาเจดีย์แห่งเดียวในประเทศไทย แต่จริงๆ แล้วในวัดอีกหลายแห่ง โดยเฉพาะวัดมอญ (วัดประดิษฐาราม) ที่ปรากฏการสร้างเจดีย์ทรงเรือสำเภาเช่นกัน เนื่องจากเรือสำเภาเป็นสัญลักษณ์ของการมาถึงของพุทธศาสนาสู่ดินแดนสุวรรณภูมิ เพราะมีคัมภีร์ที่กล่าวถึงเรือสำเภาในฐานะของพาหนะที่อัญเชิญพระไตรปิฎกจากดินแดนพุทธภูมิ (อินเดีย) สู่รามัญประเทศพร้อมกับพระโสณะและพระอุตตระ 

ดังนั้น ในการสร้างเรือสำเภาจึงมักจะมีพระเจดีย์ 3 องค์ แทนพระไตรปิฎกอยู่บนเรือ ต่างจากพระสำเภาเจดีย์ของวัดยานนาวาที่มี 2 องค์ แต่เดี๋ยวจะหาว่าผมพูดขึ้นมาลอยๆ ผมมีตัวอย่างจากวัดบางพระ จังหวัดนครปฐม มาให้ชมว่าเจดีย์บนเรือสำเภานอกเหนือจากที่วัดยานนาวานั้นมีอยู่จริงๆ นะครับ 

อย่างไรก็ตาม ขนาดของเจดีย์ทรงเรือสำเภาอื่นๆ มักจะมีขนาดเล็ก เทียบกับของวัดยานนาวาที่มีขนาดเท่าจริงไม่ได้แม้แต่น้อยครับ ดังนั้น ถ้าพูดถึงความโดดเด่น เรื่องนี้วัดยานนาวายังกินขาดครับ

นอกจากพระสำเภาเจดีย์แล้ว ถ้าได้มาวัดแห่งนี้ก็ควรไปชมพระอุโบสถด้านหลังพระเจดีย์ด้วย พระอุโบสถเป็นอาคารแบบไทยประเพณี หน้าบันเป็นลายเทพนม แต่ที่น่าสนใจคือพระอุโบสถนี้ทำโครงเหล็กครอบเอาไว้อีกชั้นหนึ่ง ซึ่งช่วยรักษาพระอุโบสถไว้ไม่ให้ได้รับความเสียหายจากฝน และช่วยรักษาสภาพเดิมๆ ของอาคาร เราพบวิธีการแบบนี้ที่อื่นเช่นกัน เช่นที่วัดโพธิ์ประทับช้าง จังหวัดพิจิตร ที่คลุมพระพุทธรูปประธานด้านในเอาไว้

วัดยานนาวา วัดที่มีกระทงเป็นจิตรกรรมประดับบานประตูหน้าต่างพระอุโบสถและมีเจดีย์เป็นเรือสำเภา

ภายในพระอุโบสถประดิษฐานพระประธานปางมารวิชัยร่วมกับพระพุทธรูปอื่นๆ อีกหลายองค์ทั้งเก่าและใหม่ แต่ที่น่าสนใจจนต้องขอพูดถึงก็คือภาพบนประตูและหน้าต่างครับ บนบานหน้าต่างทุกบาน ช่างได้วาดรูปโถยาคู ซึ่งเป็นโถที่ใช้สำหรับเลี้ยงพระในพระราชพิธีสารท ส่วนบนบานหน้าประตูทั้งหน้าและหลังเขียนภาพกระทงใหญ่ตามแบบที่ใช้ในพระราชพิธีลอยพระประทีป หนึ่งในพระราชพิธีสิบสองเดือน โดยด้านล่างมีการวางภาพกระทงขนาดทั่วไปเอาไว้ ถือเป็นของที่หาชมได้ยาก แทบจะมีวัดนี้แห่งเดียวที่เขียนภาพกระทงใหญ่แบบนี้

วัดยานนาวา วัดที่มีกระทงเป็นจิตรกรรมประดับบานประตูหน้าต่างพระอุโบสถและมีเจดีย์เป็นเรือสำเภา
วัดยานนาวา วัดที่มีกระทงเป็นจิตรกรรมประดับบานประตูหน้าต่างพระอุโบสถและมีเจดีย์เป็นเรือสำเภา
วัดยานนาวา วัดที่มีกระทงเป็นจิตรกรรมประดับบานประตูหน้าต่างพระอุโบสถและมีเจดีย์เป็นเรือสำเภา

ดังนั้น หากใครอยากรู้ว่าเรือสำเภาจีนหน้าตาเป็นอย่างไร เหมือนเรือสำเภาจีนจำลองที่บ้านเราหรือเปล่า ลองมาชมที่วัดนี้ดูได้ครับ หรือถ้าใครมีกระทงแล้วอยากรู้ว่ากระทงของเรากับกระทงบนประตูพระอุโบสถเหมือนกันไหม ก็ลองมาเทียบดูที่วัดนี้ได้เช่นกัน 

แต่วัดยานนาวาแห่งนี้ไม่ได้มีเพียงแต่พระอุโบสถและพระสำเภาเจดีย์ ยังมีพระบรมราชานุสาวรีย์ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว อยู่บริเวณหน้าพระสำเภาเจดีย์ และอาคารมหาเจษฎาบดินทร์ที่น่าไปชมด้วยนะครับ ฉะนั้น ถ้าใครยังไม่รู้ว่าจะไปลอยกระทงที่ไหนก็ขอเชิญที่วัดยานนาวาครับ รับรองว่าไม่ผิดหวังแน่นอน


เกร็ดแถมท้าย

1. วัดยานนาวาเปิดทุกวัน ทั้งพระอุโบสถและพระสำเภาเจดีย์ มาได้ทั้งรถส่วนตัวและขนส่งสาธารณะ ไม่ว่าจะเป็นรถเมล์หลายสาย เช่น 1 15 75 หรือเรือ โดยนั่งมาลงที่ท่าเรือสาทร หรือแม้แต่รถไฟฟ้า BTS นั่งมาลงสถานีสะพานตากสินได้เลยครับผม เรียกได้ว่าสะดวกสบายมากๆ

2. หากใครมาแถววัดยานนาวาแล้วอยากเที่ยววัดต่อ ใกล้ๆ มีวัดอีกหลายแห่ง ไม่ว่าจะเป็นวัดสุทธิวราราม วัดสวนพลู หรือวัดบรมสถล (วัดดอน) ถ้าใครอยากเดินซื้อของก็มีห้างโรบินสันบางรักอยู่ไม่ไกล หรือถ้าหิวก็มีร้านอาหารมากมายให้เลือกชิมกันได้ตามอัธยาศัยครับ

3. สำหรับใครที่สนใจอยากเห็นภาพพระราชพิธีสิบสองเดือน ช่างโบราณได้บันทึกเอาไว้บนฝาผนังวัด 2 แห่ง คือวัดราชประดิษฐ์สถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร กรุงเทพฯ และวัดเสนาสนารามราชวรวิหาร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา 

4. ส่วนถ้าใครสนใจเจดีย์ทรงสำเภาเรือในวัดมอญ ก็มีอยู่หลายวัดครับ เช่นที่วัดลาดกระบัง กรุงเทพฯ วัดกลาง จังหวัดสมุทรปราการ วัดฉิมพลี จังหวัดนนทบุรี หรือวัดตาลปากลัด จังหวัดราชบุรี ครับ 

สำหรับคนที่สงสัยว่าข้อความในจารึกที่ผมบอกว่าเกี่ยวข้องกับพระเวสสันดรเขียนว่าอะไร ผมขอยกข้อความจาก ชุมนุมพระนิพนธ์ ของ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ มานะครับ

“รูปขัตติยดาบสพระองค์นี้ ทรงพระนามว่าพระเวสสันดร เป็นพระบรมโพธิสัตว์อันประเสริฐ ยังชาติเดียวจะได้ตรัสเป็นสมเด็จพระพุทธเจ้า พระราชบิดาทรงพระนามพระเจ้าสญไชยราชครองกรุงเชตุอุดร พระผุสดีเป็นพระมารดา เมื่อพระมหาสัตว์ประสูติจากครรภ์พระราชมารดานั้น ออกพระวาจาขอทรัพย์พันกหาปนะให้ทานแล้วได้เปลื้องเครื่องประดับพระกายประทานให้พระนมถึง 9 ครั้ง เมื่อทรงคิดจะบำเพ็ญอัชฌัติทางกายใจอันยิ่งภริยา และมังษโสหิตชีวิตร์ของพระองค์เป็นทาน แผ่นดินไหวถึงพรหมโลกย์”

Writer & Photographer

ธนภัทร์ ลิ้มหัสนัยกุล

ต้า วัดไทย เด็กประวัติศาสตร์ศิลปะผู้ดูวัดมาแล้วกว่าพันวัดแม้จะยังไม่ครบทุกจังหวัด ชื่นชอบในความงามของศิลปะทั้งไทยและเทศรวมถึงเรื่องราวของสถานที่นั้นๆ ปัจจุบันยังคงออกเที่ยวชมวัดทุกศาสนารวมถึงวังต่างๆ อย่างต่อเนื่องพร้อมกับนำเรื่องราวมาเผยแพร่บน Facebook อยู่เป็นระยะๆ

เวลาพูดถึงชาวต่างชาติ นึกถึงอะไรกันบ้างครับ 

บางคนอาจจะนึกถึงรูปร่างหน้าตาที่แตกต่างจากเรา บางคนอาจจะนึกถึงเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายที่เขาใส่ บางคนอาจจะนึกถึงอาหารการกินของประเทศเหล่านั้น หรือถ้ารู้จักแบบลึกซึ้งหน่อย อาจจะนึกถึงอุปนิสัยใจคอของชาวต่างชาติเหล่านั้น หรือถ้าเราไม่รู้จักเลย ก็แค่หยิบมือถือ เปิดคอมพิวเตอร์แล้วค้นหาก็จะเจอข้อมูลเหล่านี้อย่างง่าย

แล้วถ้าเป็นคนในสมัยก่อนล่ะ เขานึกถึงชาวต่างชาติอย่างไรกันบ้าง คิดเหมือนเราไหม วันนี้ผมจะชวนไปพิสูจน์ ไปหาคำตอบว่า คนในสมัยก่อนรู้จักชาวต่างชาติแค่ไหนผ่านภาพวาดภายในวัดครับ 

ใครคิดว่าผมจะพาไปดูภาพกากที่เป็นรูปชาวต่างชาติล่ะก็ บอกเลยว่าคิดผิดถนัด เพราะผมจะพาไปชมทวารบาลที่วัดแห่งหนึ่ง ซึ่งนำเอาชาวต่างชาติเหล่านี้มาทำหน้าที่แทนเทวดาหรือเสี้ยวกาง วัดที่ว่านี้ก็คือ ‘วัดบางขุนเทียนนอก’ ครับผม

วัดบางขุนเทียนนอก : จากหนึ่งกลายเป็นสองวัด

ถ้ายึดตามประวัติวัดบางขุนเทียนนอก เดิมวัดนี้มีชื่อว่าวัดยมโลก สร้างขึ้นสมัยอยุธยาตอนปลาย ประวัติมีเท่านี้เลยครับ 

แต่เรื่องราวที่สนุกของวัดแห่งนี้กลับเป็นประวัติในเวอร์ชันตำนาน ซึ่งเล่าว่าเศรษฐีท่านหนึ่งได้ร่วมกับน้องสาวสร้างวัดแห่งหนึ่งขึ้นมา เมื่อสร้างเสร็จเศรษฐีคนพี่ไปขอจองกฐินวัดเพียงคนเดียวโดยไม่บอกน้องสาว พอน้องสาวรู้เข้าก็ไม่พอใจ ต่อมาพี่ชายให้คนมายืมเครื่องใช้สำหรับจัดเตรียมงานบุญ ปรากฏว่าน้องยังไม่พอใจพี่ชายอยู่เลยไม่ยอมให้ แถมน้องสาวยังสั่งให้คนไปขุดคูน้ำมาคั่นกลางวัดที่ร่วมกันสร้าง จากหนึ่งวัดจึงกลายเป็นสองวัดไปในทันที โดยวัดของคนพี่คือวัดบางขุนเทียนนอก ส่วนวัดของน้องสาวคือวัดบางขุนเทียนกลาง

วัดบางขุนเทียนนอก วัดที่มีทวารบาลเป็นชาวต่างชาติ 22 ชาติ ชาวเกาหลีในชุดฮันบกก็มี

อุโบสถครั้งกรุงเก่าที่ผ่านมือช่างครั้ง ร.3

อาคารหลักของวัดบางขุนเทียนนอก คือ อุโบสถซึ่งปัจจุบันตั้งอยู่ต่ำกว่าระดับพื้นปัจจุบันลงไปเยอะพอสมควร เป็นอาคารขนาดเล็ก มีหน้าบันเป็นงานปูนปั้นลายดอกไม้และชามกระเบื้อง ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของงานแบบพระราชนิยมในสมัยรัชกาลที่ 3 แถมซุ้มประตูและหน้าต่างยังเป็นลายดอกไม้ใบเทศแบบที่นิยมในสมัยรัชกาลที่ 3 แต่ถ้าจะบอกว่าอาคารหลังนี้สร้างขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว คุณคิดผิดครับ จะเห็นว่าด้านหน้าและด้านหลังมีชายคา (หรือที่บางคนจะเรียกว่าจั่นหับ) ยื่นออกมา สิ่งนี้ไม่พบในสมัยรัชกาลที่ 3 แต่พบได้ในสมัยอยุธยาตอนปลาย สอดคล้องกับประวัติวัดที่บอกว่าสร้างขึ้นตั้งแต่สมัยอยุธยาตอนปลาย

ที่สำคัญ พอเข้าไปด้านในอุโบสถ พระประธานชื่อ ‘พระพุทธยมโลก’ ตามชื่อเดิมของวัด ประดิษฐานร่วมกับพระพุทธรูปอีกหลายองค์เป็นหมู่อยู่บนฐานชุกชีเดียวกัน แม้จะมีทั้งพระสมัยอยุธยาและพระสมัยรัชกาลที่ 3 ปะปนกันอยู่ แต่ลักษณะการประดิษฐานเช่นนี้ เป็นสิ่งที่พบได้ทั่วไปในสมัยอยุธยาตอนปลายเช่นกัน เพราะในสมัยรัตนโกสินทร์นั้นนิยมประดิษฐานพระประธานองค์เดียวเป็นประธานมากกว่า

วัดบางขุนเทียนนอก วัดที่มีทวารบาลเป็นชาวต่างชาติ 22 ชาติ ชาวเกาหลีในชุดฮันบกก็มี

การปะปนกันของงานศิลปะจากต่างยุคไม่ได้มีแค่กับอุโบสถและพระพุทธรูปเท่านั้น จิตรกรรมฝาผนังก็เช่นกัน เพราะจิตรกรรมฝาผนังที่ผนังสกัดหน้าและสกัดหลัง เป็นงานที่น่าจะวาดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 3 เล่าเรื่องพุทธประวัติตอนสำคัญ เช่น เจ้าชายสิทธัตถะตัดพระเมาลี หรือ มารผจญ ส่วนผนังด้านข้างแม้จะเขียนพุทธประวัติเหมือนกัน เช่น นาคปรก แต่ก็ยังมีเรื่องอื่นอย่าง อสุภกรรมฐานหรือการทำกรรมฐานด้วยการเพ่งไปยังซากศพอยู่ด้วย ดูปนกันแบบงง ๆ แถมฝีมือยังดูดรอปกว่าผนังสกัดทั้งสองด้านพอสมควร ทำให้พอจะสันนิษฐานว่า ภาพที่ผนังด้านข้างน่าจะวาดขึ้นทีหลังโดยไม่อ้างอิงกับของเดิม

วัดบางขุนเทียนนอก วัดที่มีทวารบาลเป็นชาวต่างชาติ 22 ชาติ ชาวเกาหลีในชุดฮันบกก็มี
วัดบางขุนเทียนนอก วัดที่มีทวารบาลเป็นชาวต่างชาติ 22 ชาติ ชาวเกาหลีในชุดฮันบกก็มี

สิบสองภาษาที่มากกว่าสิบสอง

ก่อนจะไปพูดถึงภาพชาวต่างชาติที่วัดบางขุนเทียนนอก ผมต้องขอแนะนำให้ทุกท่านรู้จักกับ ‘โคลงภาพคนต่างภาษา’ หรือ ‘โคลงภาพสิบสองภาษา’ ก่อน โคลงภาพคนต่างภาษานี้เป็นหนึ่งในจารึกที่วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม หรือ วัดโพธิ์ ท่าเตียน ซึ่งเขียนขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 

โคลงภาพคนต่างภาษานี้มีทั้งสิ้น 64 บท บรรยายเอกลักษณ์ของชาวต่างชาติต่างภาษาจำนวน 32 ชาติ ซึ่งมีทั้งประเทศตัวเอง ประเทศเพื่อนบ้าน ประเทศฝั่งตะวันออกและประเทศฝั่งตะวันตก มีคำอธิบายเกี่ยวกับลักษณะการแต่งกาย รูปร่างหน้าตา ความรู้ความสามารถ ความเชื่อ ที่อยู่อาศัย สภาพอากาศ รวมถึงลักษณะพิเศษของขนบธรรมเนียมประเพณีบางอย่าง ตามความรู้ความเข้าใจของคนในสมัยนั้น อย่างเช่นโคลงเกี่ยวกับชาวมอญ ว่า

“นี้ภาพเตลงเขตรแคว้น หงสา วดีเฮย

คือเหล่ารามัญฉมัง หมู่นี้

ไว้หวังเพื่อประชา ชมเล่น

เผื่อไว้ภายหน้าลี้ ลับหาย ฯ

นุ่งผ้าตราริ้วเช่น ชาวอัง วะเฮย

พันโพกเกล้าแต่งกาย ใส่เสื้อ

มอญมักสักไหล่หลัง ลงเลข ยันต์นา

พลอยทับทิ้มน้ำเนื้อ นับถือ”

อีกสักบทละกัน คราวนี้เป็นชาวต่างชาติบ้างอย่างชาวหรูชปีตะสบาก มีใครเคยได้ยินชนชาตินี้ไหมครับ ผมเชื่อว่าไม่น่าจะเคยกัน แต่ถ้าผมบอกว่าชาวเซนต์ปีเตอร์สเบอร์ก ผมเชื่อว่าทุกคนน่าจะนึกออกครับ เพราะหรูชปีตะสบากนั้นเพี้ยนมาจากคำว่า ‘หรูช’ หรือ Rus มาผสมกับคำว่า ‘ปีตะสบาก’ หรือ ปีเตอร์สเบอร์ก นั่นเอง ดังนั้น โคลงบทนี้จึงอธิบายลักษณะชาวรัสเซียซึ่งมาจากเมืองนี้ว่า

“รูปหรูชปีตะสบากด้าว แดนตวัน ตกพ่อ

คนมากเมืองเขาเคย ข่าวได้

ดลเดือนฤดูพรรษ์ ผลเห็บ ตกแฮ

เย็นเยือกลมไล้ย้อย หยาดเผลียง

ชาวเกษตรใส่เสื้อเย็บ หนังแกะ

นอนแนบอัคคีเคียง แค่มุ้ง

ลางชนเชือดหนังแพะ พันห่อ กายเฮย

สาบสอายคลุ้งฟุ้ง เฟื่องเหม็น”

โคลงภาพคนต่างภาษานี้ถือเป็นหลักฐานสำคัญที่ยืนยันว่า เหล่าบัณฑิตในสมัยรัชกาลที่ 3 มีความรู้ความเข้าใจที่มีต่อชาวต่างชาติในเวลานั้นเป็นอย่างดี และยังถือเป็นงานเขียนเชิงชาติพันธุ์วรรณาชิ้นแรก ๆ ของประเทศไทยอีกด้วย และที่วัดโพธิ์นี้ไม่ได้มีแค่โคลงภาพเท่านั้น ยังมีการบันทึกความรู้ชุดนี้เอาไว้ในรูปของจิตรกรรม โดยวาดเอาไว้บนบานหน้าต่างด้วยภาพชายชาวต่างชาติยืนเฝ้าประตูและหน้าต่างเอาไว้

อนึ่ง คำว่า ‘สิบสองภาษา’ นี้เป็นคำในสมัยก่อนที่ใช้เรียกชาวต่างชาติแบบรวม ๆ นะครับ ไม่ได้หมายความว่ามี 12 ชาตินะครับ

อนึ่งอีกที 32 ชาติที่ปรากฏในโคลงภาพต่างภาษานี้มีใครบ้าง ตามนี้เลยครับ สิงหฬ [ศรีลังกา], ไทย, กะเหรี่ยง, อาฟริกัน, ดอดชิ [ดัทช์], อิตาเลียน, ฝรั่งเศส, ยิบเซ็ดอ่าน [อียิปต์], สะระกาฉวน [ซาราเซน], ยี่ปุ่น [ญี่ปุ่น], อาหรับ หรุ่มโต้ระกี่ [ตุรกี], แขกปะถ่าน [ปาทาน มุสลิมแถบอัฟกานิสถาน-ปากีสถาน], แขกจุเหลี่ย [มุสลิมแถบอินเดียภาคใต้ – ลังกา], หรูชปีตะสบาก [รัสเซีย เซนต์ปีเตอร์สเบอร์ก], หรูช (ตาตา) [ตาตาร์ ชาวมุสลิมในไครเมีย], มอญ, กระแซ, เงี้ยว, พม่า, ฮินดู่, มลายู, พราหมณ์ฮินดู่, พราหมณ์รามเหศร์, จาม, ลาวยวน [ชาวล้านนา], หุ้ยหุย [มุสลิมในจีน], เกาหลี, ญวน , จีน, เขมร, ลิ่วขิ่ว (ริวกิว)

วัดบางขุนเทียนนอก วัดที่มีทวารบาลเป็นชาวต่างชาติ 22 ชาติ ชาวเกาหลีในชุดฮันบกก็มี
วัดบางขุนเทียนนอก วัดที่มีทวารบาลเป็นชาวต่างชาติ 22 ชาติ ชาวเกาหลีในชุดฮันบกก็มี

ชาวต่างชาติบนบานหน้าต่าง ชายหญิงควงคู่เฝ้าหน้าต่าง

กลับมาที่วัดบางขุนเทียนนอกกันอีกที ภาพวาดชาวต่างชาติที่วัดแห่งนี้อยู่ตำแหน่งเดียวกันกับที่วัดโพธิ์เลยครับ ก็คือบนบานหน้าต่างของอุโบสถ แต่ก็มีจุดหนึ่งที่แตกต่างกัน เพราะทวารบาลชาวต่างชาติที่วัดบางขุนเทียนนอกนี้เป็นการจับคู่กับระหว่างชายกับหญิง ไม่ใช่ชายกับชายแบบวัดโพธิ์ แถมบางคู่ยังเป็นคนละชาติมาจับคู่กันอีก ซึ่งที่วัดบางขุนเทียนนอกมีชาวต่างชาติอยู่ทั้งสิ้น 22 ชาติ

ลองดูคู่ที่เป็นชาติเดียวกันก่อน เริ่มกันด้วยชาติที่เราคุ้นเคยกันอย่างชาวจีน ซึ่งเป็นภาพชายไว้เปียแมนจูใส่ชุดแดง สวมหมวกใบเล็กพอดีหัว คู่กับหญิงสวมเสื้อสีแดงแขนยาวถึงข้อมือปลายแขนกว้าง บนผมมีเครื่องประดับขนาดเล็กและผ้าคล้องไหล่ ซึ่งถ้าใครดูหนังจีนย้อนยุคบ่อย ๆ น่าจะคุ้นเคยกับชุดประมาณนี้กันอยู่แล้ว ที่สำคัญ ผู้หญิงก็ยังอุ้มลูกอยู่ด้วย เหมือนแสดงภาพคู่สามีภรรยาชาวจีนเลย

วัดบางขุนเทียนนอกมีทวารบาลเป็นชาวต่างชาติ 22 ชาติ ทั้งเอเชีย ยุโรป แอฟริกา และความหมายของคำว่า ‘สิบสองภาษา’

เอาคู่สามีภรรยาอีกสักคู่แล้วกัน คู่ชาวดัตช์ซึ่งเป็นชาวตะวันตกชาติเดียวที่วัดบางขุนเทียนนอกแห่งนี้ ผู้ชายไว้ผมยาวดัดเป็นลอน สวมหมวกปีกมีขนนกปักด้านหน้า สวมเสื้อแขนยาวสีดำแขนสีแดง ปลายแขนเสื้อพับเป็นรูปคล้ายสามเหลี่ยม สวมกางเกงรัดปลายระดับเข่า ส่วนผู้หญิงผมสีแดงสวมชุดเสื้อแขนยาวสีแดง ปลายแขนเสื้อพับเป็นรูปคล้ายสามเหลี่ยมเหมือนผู้ชายและสวมกระโปรงลายตาราง ที่สำคัญ ในมืออุ้มลูกเหมือนกับคู่คนจีนเลยครับ ซึ่งลักษณะแบบนี้เทียบได้กับเครื่องแต่งกายชาวดัตช์ในช่วงเวลานั้นเช่นกัน

วัดบางขุนเทียนนอกมีทวารบาลเป็นชาวต่างชาติ 22 ชาติ ทั้งเอเชีย ยุโรป แอฟริกา และความหมายของคำว่า ‘สิบสองภาษา’

คราวนี้ลองมาดูบรรดาคู่ไม่เหมือนกันบ้าง เอาชาติที่ผมเชื่อเราน่าจะรู้จักกันยังสาวชาวเกาหลีกันก่อน แน่นอนว่ามาพร้อมกับชุดคลุมยาวปิดข้อมือ มีผ้าแถบผูกที่คอเสื้อที่เรียกว่าชุดฮันบก ส่วนอีกฝั่งหนึ่งเป็นชายชาวญวนหรือชาวเวียดนามครับ แสดงด้วยภาพชายไว้ผมเปียสวมหมวกสีแดง สวมเสื้อแขนยาวคลุมข้อมือและยาวเลยเข่าเล็กน้อย มือหนึ่งถือพัด สวมกางแกงขาวยาวถึงข้อเท้า หากดูเผิน ๆ จะดูเหมือนชาวจีน ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะวัฒนธรรมของทั้งสองชาติคล้ายกัน แต่โชคดีว่าในโคลงต่างภาษาที่วัดโพธิ์ ใส่รายละเอียดว่าชาวญวนจะแต่งกายคล้ายงิ้วและถือพัดด้ามจิ๋ว

วัดบางขุนเทียนนอกมีทวารบาลเป็นชาวต่างชาติ 22 ชาติ ทั้งเอเชีย ยุโรป แอฟริกา และความหมายของคำว่า ‘สิบสองภาษา’

ถัดมาลองดูประเทศแปลก ๆ กันบ้าง ฝ่ายหญิงคือชาวกระแซ เป็นสตรีเจาะหูสวมชุดเขียวสั้นเลยเอวไปเล็กน้อย ทับกระโปรงสั้นสีขาวลายตรง คอสวมสร้อยลูกปัด ส่วนมือข้างซ้ายถือกล้องยาสูบ ที่ขามีเด็กเกาะอยู่ ส่วนฝ่ายชายคือชาวแอฟริกัน เป็นบุรุษผิวเข้มเจาะหู นุ่งผ้าเตี่ยวผืนเดียวโดยไม่ใส่เสื้อและเหน็บเคียวไว้ที่เอว ในมือถือไม้ไผ่ปลายแหลม ซึ่งทั้งสองชาตินี้ต่างก็เป็นชนชาติที่ชาวสยามในสมัยก่อนไม่รู้จัก แถมยังไม่เคยเห็นอีกต่างหาก ภาพนี้จึงวาดขึ้นผ่านคำบอกเล่าของคนอื่น โดยชาวกระแซเป็นข้อมูลจากเชลยชาวพม่า ส่วนชาวแอฟริกันนั้นเป็นข้อมูลจากมิชชันนารีชาวตะวันตก

วัดบางขุนเทียนนอกมีทวารบาลเป็นชาวต่างชาติ 22 ชาติ ทั้งเอเชีย ยุโรป แอฟริกา และความหมายของคำว่า ‘สิบสองภาษา’

ชาวต่างชาติในวัดไทย

แม้ว่าในวัดไทยแห่งอื่น ๆ จะไม่ได้มีภาพชาวต่างชาติที่หลากหลายขนาดวัดบางขุนเทียนนอกหรือวัดโพธิ์ แต่การที่ปรากฏภาพบุคคลต่างชาติต่างภาษากับเราอยู่ภายในวัดของเรา ก็ถือเป็นเครื่องยืนยันว่าคนในสมัยก่อนไม่ได้รู้จักคนเหล่านี้แค่เพียงเขาเป็นพ่อค้า เป็นนักบวช หรือเป็นคนที่เดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรเท่านั้น แต่พวกเขาสังเกต จดจำ และบันทึกเรื่องราวของเขาเหล่านี้ ละเอียดบ้าง ไม่ละเอียดบ้าง ดังนั้น ภาพของต่างชาติเหล่านี้จึงสมจริงพอสมควร และช่วยให้เราเข้าใจหรือรับรู้ได้ว่ามีคนชาติไหนบ้างที่ผู้คนในยุคนั้นรู้จักด้วย ดังนั้นถ้า ใครสนใจศึกษาเรื่องราวของชาวต่างชาติ เราอาจไม่จำเป็นต้องไปไกลถึงประเทศเหล่านั้น แค่เดินเข้าไปในวัดไทย ก็หาความรู้เรื่องนี้ได้เหมือนกันครับ

ป.ล. ขออภัยที่ผมไม่ได้เอามาให้ดูหมดทุกคู่นะครับ ไม่งั้นเดี๋ยวจะยาวเกินไป และชาวต่างชาติบางชาติก็ยังต้องมีการศึกษากันต่อ เพื่อตีความว่าเป็นคนชาติไหนกันแน่ และขอหยิบตัวอย่างที่คิดว่าน่าจะเห็นกันชัด ๆ ชัวร์ ๆ ก่อนนะครับ

เกร็ดแถมท้าย

  1. อุโบสถวัดบางขุนเทียนนอก ปกติแล้วจะไม่ได้ล็อกประตู เดินเข้าไปชมได้เลย แต่แนะนำให้ไปแจ้งพระท่านไว้หน่อย เดี๋ยวท่านจะตกใจว่าใครแอบเข้าไปทำอะไรในอุโบสถ หรือถ้าแจ็กพอต ประตูอุโบสถล็อกไว้ให้ลองติดต่อพระที่วัดดูครับ
  2. ถ้าใครมาชมทวารบาลชาวต่างชาติที่วัดนี้แล้วไม่จุใจ ก็อย่าลืมไปที่วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามหรือวัดโพธิ์ด้วยนะครับ อยู่ที่พระวิหารทิศเหนือ (วิหารที่ประดิษฐานพระปางป่าเลไลยก์) และพระวิหารทิศตะวันตก (วิหารที่ประดิษฐานพระนาคปรก) ลองปิดประตู ปิดหน้าต่าง แล้วทัศนาภาพชาวต่างชาติแบบเดียวกับวัดบางขุนเทียนนอกได้เลยครับ อ้อ วัดโพธิ์มีชาวต่างชาติในเวอร์ชันประติมากรรมด้วยนะครับ เสียดายที่ตอนนี้เหลือแค่ไม่กี่ตัวเท่านั้น
  3. ไหน ๆ ไปวัดบางขุนเทียนนอกแล้ว ควรแวะไปชมวัดบางขุนเทียนกลางที่อยู่ใกล้กัน เป็นวัดที่สร้างขึ้นในสมัยอยุธยาตอนปลายเหมือนกัน แถมยังบูรณปฏิสังขรณ์ในสมัยรัชกาลที่ 3 เหมือนกันด้วย แล้วก็ไปชมวัดบางขุนเทียนในที่อยู่ไม่ไกลกันนักก็ดีนะครับ ที่นี่มีพระประธานปางป่าเลไลยก์ที่ไม่ค่อยพบเท่าไหร่ แถมยังมีจิตรกรรมเล่าเรื่องชาดกแปลก ๆ ที่ไม่ค่อยมีที่ไหน อย่าง จุลปทุมชาดก หรือชาดกที่ผมชอบเรียกแซวว่าเป็นบาร์บีคิวพลาซ่าชาดกด้วย

Writer & Photographer

ธนภัทร์ ลิ้มหัสนัยกุล

ต้า วัดไทย เด็กประวัติศาสตร์ศิลปะผู้ดูวัดมาแล้วกว่าพันวัดแม้จะยังไม่ครบทุกจังหวัด ชื่นชอบในความงามของศิลปะทั้งไทยและเทศรวมถึงเรื่องราวของสถานที่นั้นๆ ปัจจุบันยังคงออกเที่ยวชมวัดทุกศาสนารวมถึงวังต่างๆ อย่างต่อเนื่องพร้อมกับนำเรื่องราวมาเผยแพร่บน Facebook อยู่เป็นระยะๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load