“พระเจ้าเป็นความรัก ประจักษ์ในพระเยซู เสด็จลงมาสู่ โลกมนุษย์ช่วยปวงชน” 

เสียงเพลง พระเจ้าเป็นความรัก ดังก้องกังวาลไปทั่วโบสถ์โบราณหลังงามริมแม่น้ำเจ้าพระยา ขณะนั้นผมยืนอยู่แถวหลังสุด พร้อมกับพยายามเปิดหนังสือไล่หาเนื้อเพลงดังกล่าวด้วยตั้งใจที่จะร่วมร้องคลอตามไปด้วย เจอแล้ว อยู่ในเพลงตอบสนองบทที่ 301 นี่เอง ผมแอบดีใจ

พุทธศาสนิกชนอย่างผมเคยมีโอกาสไปร่วมนมัสการพระเจ้าที่โบสถ์บ้างเป็นบางครั้ง ผมจะรู้สึกสุขสงบทุกครั้งที่ได้ยินเสียงเพลงสรรเสริญพระเจ้าที่เปล่งออกมาด้วยความตั้งใจอย่างไพเราะไปทั่วโบสถ์ 

“หลังการนมัสการพระเจ้าแล้ว เรามาคุยกันต่อนะครับ” ชีวิน มังกรพันธุ์ มัคนายกแห่งคริสตจักรที่หนึ่ง สำเหร่ เดินมากล่าวกับผมเบาๆ โดยมี อาจารย์เพ็ญจันทร์ วัฒนมงคล ผู้ปกครองแห่งคริสตจักรเดียวกันส่งยิ้มอยู่ใกล้ ๆ วันนี้ผมได้รับโอกาสอันดีจากทั้งสองท่านที่จะเป็นผู้ให้ความรู้แก่ผม

คริสตจักรที่หนึ่ง สำเหร่ โบสถ์โปรเตสแตนต์อายุกว่าร้อยปีริมน้ำย่านเจริญนคร
คริสตจักรที่หนึ่ง สำเหร่ โบสถ์โปรเตสแตนต์อายุกว่าร้อยปีริมน้ำย่านเจริญนคร

ศาสนาคริสต์นิกายโปรเตสแตนต์ได้เข้ามาในสยามตั้งแต่รัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 จนหยั่งรากฝังลึกและเผยแผ่ไปทั่วแผ่นดินแดนสุวรรณภูมิ วันนี้ผมตั้งใจที่จะพาผู้อ่าน The Cloud ทุกท่านมาทำความรู้จักกับคณะอเมริกันเพรสไบทีเรียน อันเป็นคณะหนึ่งของนิกายโปรเตสแตนต์ ผ่านเรื่องเล่าของโบสถ์หลังงามที่ตั้งตระหง่านอยู่บนพื้นที่ประวัติศาสตร์แห่งนี้ เพื่อเป็นศูนย์รวมพลังรักและศรัทธาของทุกคนในชุมชนมานานกว่าศตวรรษ

โปรเตสแตนต์ยุคบุกเบิก

คริสตจักรที่หนึ่ง สำเหร่ โบสถ์โปรเตสแตนต์อายุกว่าร้อยปีริมน้ำย่านเจริญนคร

“เรามักเรียกมิชชันนารีว่าหมอสอนศาสนาทั้งๆ ที่บางท่านก็เป็นหมอบางท่านก็ไม่ใช่ ความจริงแล้วรากศัพท์ของคำว่ามิชชันนารีคือผู้รับใช้พระเจ้าไปยังต่างแดน มีหน้าที่ในการประกาศพระกิตติคุณการไถ่บาปของพระเยซูคริสต์ไปยังดินแดนโพ้นทะเล ถือเป็นหนึ่งในบทบาทของคริสเตียนตามพระมหาบัญชาของพระองค์ คณะมิชชันนารีเดินทางเข้ามาถึงเมืองไทยในช่วงปลายสมัยรัชกาลที่ 3 ขณะนั้นการประกาศพระกิตติคุณทำได้ลำบากมาก เพราะเป็นช่วงเริ่มต้นของการล่าอาณานิคม รวมทั้งสนธิสัญญาการค้าที่ชาติตะวันตกทำขึ้นกับไทยนั้น ก็มักจะเอาเปรียบประเทศเราเสมอ จึงก่อให้เกิดความคลางแคลงใจ

“โดยหลักความเชื่อของคริสเตียนนั้น เมื่อคุณรักพระเจ้าแล้ว คุณก็ต้องรักเพื่อนบ้านไม่ต่างจากรักพระองค์ท่านด้วย เมื่อมิชชันนารีเข้ามาเห็นความเจ็บไข้ได้ป่วยของคนไทย ก็อยากช่วยรักษาให้หาย จึงนำยาที่ติดตัวมาจากประเทศตนเข้าให้ความช่วยเหลือ ไม่ว่าจะเป็นชาวบ้าน พ่อค้า ข้าราชการ พอได้รับการรักษาจนหายดีแล้ว คนไทยก็เริ่มมองชาวตะวันตกดีขึ้น เลยเรียกมิชชันนารีว่าหมอไปด้วย อย่างซอยนี้ เดิมชาวบ้านก็เรียกว่าตรอกหมอ” 

อาจารย์เพ็ญจันทร์เล่าถึงที่มาของคำว่าหมอสอนศาสนา พร้อมกับชื่อเดิมของซอยเจริญนคร 59 อันเป็นที่ตั้งของคริสตจักรที่หนึ่งจนถึงปัจจุบัน

ความจริงแล้วการเผยแผ่คริสต์ศาสนานิกายโปรเตสแตนต์ที่เกี่ยวข้องกับประเทศไทยนั้นเริ่มต้นขึ้นที่พม่าเมื่อ ค.ศ. 1818 เมื่อ นางแอนนา เฮเซลไทน์ จัดสัน (Ann Hazeltine Judson) ภรรยาของ ศาสนาจารย์ แอโดนิราม จัดสัน (Adoniram Judson) ได้ศึกษาภาษาไทยจนแตกฉานจากเชลยศึกที่กวาดต้อนจากเมืองไทยไปยังเมืองมะละแหม่ง และได้แปลหลักความเชื่อของคริสเตียนเป็นภาษาไทยขึ้นเป็นเล่มแรกๆ เพื่อเผยแผ่แก่เชลยศึกเหล่านี้ แต่นั่นยังไม่นับว่าเป็นพันธกิจ (Mission) ต่อประเทศไทยโดยตรง

ค.ศ. 1828 ปลายรัชกาลที่ 3 ศาสนาจารย์ คาร์ล ฟรีดริค อาวกุสตุส กุตสลาฟ และ ศาสนาจารย์จาคอบ ทอมลิน เป็นมิชชันนารีจากคริสต์ศาสนานิกายโปรเตสแตนต์ 2 ท่านแรกที่เดินทางมายังประเทศไทย โดยลงหลักปักฐานอยู่ที่ชุมชนกุฎีจีน และถือได้ว่านั่นคือหมุดหมายแรกของการเผยแผ่คริสต์ศาสนานิกายโปรเตสแตนต์บนแผ่นดินไทย 

“คณะมิชชันนารีมีหลายคณะ หมอกุตสลาฟเป็นชาวเยอรมันจากสมาคมมิชชันนารีฮอลันดา ส่วนหมอทอมลินมาจากสมาคมมิชชันนารีลอนดอน หลังจากนั้นก็มีมิชชันนารีตามเข้ามาอีกหลายท่าน เช่น A.B.C.F.M. หรือ American Board of Commissioners for Foreign Mission ก็ได้ส่งหมอโรบินสันและหมอจอห์นสันเข้ามา คณะอเมริกันแบ๊บติสต์มิชชัน (American Baptist Mission) ก็ส่งหมอโจนส์และหมอดีนเข้ามา หรืออย่างหมอบรัดเลย์ที่คนไทยรู้จักดี ก็เป็นมิชชันนารีที่เข้ามากับคณะอเมริกันบอร์ดฯ” คุณชีวินเล่าเสริม

ความจริงไทยมิได้ต้องการให้ชาวตะวันตกเข้ามาเผยแผ่ศาสนาใดๆ อีก ทั้งนี้เพราะมีความแคลงใจอย่างที่กล่าวไป แต่เนื่องจากในอดีต ไทยได้เคยยินยอมให้คณะคริสตจักรนิกายโรมันคาธอลิกจากโปรตุเกสและฝรั่งเศสได้เข้ามาเผยแผ่ศาสนาอยู่ก่อนแล้ว ไทยจึงไม่มีเหตุอ้างที่จะจำกัดสิทธิ์การเผยแผ่ศาสนาของนิกายโปรเตสแตนต์จากชาติตะวันตกอื่น ๆ อย่างอังกฤษหรืออเมริกา ไทยจึงเพียงแต่กำหนดเงื่อนไขว่าอนุญาตให้เผยแผ่ได้เพียงเฉพาะชาวจีนเท่านั้น

หมอบรัดเลย์ได้เคยบันทึกไว้ว่า เมื่อแรกเดินทางเข้ามายังประเทศไทยนั้น ท่านได้ตั้งใจจะเผยแผ่ศาสนากับชาวจีนเป็นอันดับแรก และได้เตรียมเอกสารเผยแผ่ศาสนามาเป็นภาษาจีน แต่หลังจากที่ท่านได้ให้การรักษาดูแลคนไข้ทั้งคนจีนและคนไทยโดยไม่เลือกชั้นวรรณะ จึงก่อให้เกิดความสัมพันธ์ที่ดี และเริ่มทำให้ข้าราชการและขุนนางของไทยเริ่มสนใจวิทยาการแผนใหม่จากโลกตะวันตก

“มิชชันนารีโปรเตสแตนต์ที่เข้ามาไทยช่วงแรกๆ มีหลายคณะ แต่ยังไม่ใช่คณะอเมริกันเพรสไบทีเรียน ส่วนมากเป็นคณะอเมริกันบอร์ดฯ คณะอเมริกันแบ๊บติสต์มิชชันบ้าง แต่พอเข้ามาอยู่เมืองไทยได้ระยะหนึ่ง ก็ล้มเลิกพันธกิจไปด้วยปัญหาด้านสุขภาพของมิชชันนารี หรือย้ายเป้าหมายไปยังดินแดนอื่นอย่าง เช่น จีน อินเดีย หรือสิงคโปร์ สำหรับคณะอเมริกันเพรสไบทีเรียนนั้น เริ่มเข้ามาใน ค.ศ. 1837 เพื่อสำรวจความเป็นไปได้ในการเผยแผ่พระกิตติคุณโดยหมอออร์ หลังจากนั้นอีกไม่นานมิชชันนารีคณะนี้ก็เริ่มทยอยเข้ามาในประเทศไทยเรื่อยๆ 

“ตลอดช่วงร้อยปีแรกที่นิกายโปรเตสแตนต์ได้เข้ามายังประเทศไทย คือช่วงระหว่าง ค.ศ. 1828 – 1928 มิชชันนารีคณะอเมริกันเพรสไปทีเรียนนี้ได้สลับสับเปลี่ยนหมุนเวียนกันเข้าทำพันธกิจกว่าสามร้อยคน ซึ่งมากกว่ามิชชันนารีคณะใดๆ ของนิกายโปรเตสแตนต์ และคริสตจักรที่หนึ่ง สำเหร่ ก็เป็นโบสถ์แห่งแรกของคณะอเมริกันเพรสไบทีเรียนในประทศไทยด้วย” คุณชีวินอธิบาย

 ศาสนาจารย์สตีเฟน แมตตูน และภรรยา

ใน ค.ศ. 1847 มิชชันนารีคนสำคัญคือ ศาสนาจารย์สตีเฟน แมตตูน และภรรยา กับ ศาสนาจารย์ นายแพทย์ แซมมูเอล เรโนลด์ เฮาส์ ได้เดินทางเข้ามายังประเทศไทยและเป็นกลุ่มบุคคลที่ขับเคลื่อนงานเผยแผ่พระกิตติคุณของพระเจ้าได้อย่างต่อเนื่อง รวมทั้งสร้างคุณูปการให้กับสังคมไทยไว้มากมาย

ศาสนาจารย์ นายแพทย์ แซมมูเอล เรโนลด์ เฮาส์

“คนไทยเรียกท่านว่าหมอมะตูมกับหมอเหา” คุณชีวินเล่าพร้อมรอยยิ้ม “ในช่วง ค.ศ. 1849 มีอหิวาตกโรคระบาดรุนแรงในกรุงเทพฯ และหัวเมืองใกล้เคียง ผู้คนล้มตายลงวันละเป็นร้อยๆ ศพ จนเรียกปีนั้นว่าปีระกาห่าลง คณะมิชชันนารีได้เข้าช่วยเหลือและรักษาชีวิตคนไว้ได้เป็นจำนวนมาก หมอเหายังเป็นแพทย์คนแรกที่ทำการผ่าตัดโดยใช้อีเทอร์เป็นยาสลบจนประสบความสำเร็จเป็นครั้งแรกในประเทศไทย ส่วนหมอมะตูมนั้น ในเวลาต่อมาท่านก็ได้รับการแต่งตั้งเป็นกงสุลอเมริกันคนแรกประจำประเทศไทยในสมัยรัชกาลที่ 4 ทั้งยังทำหน้าที่เป็นล่ามและแปลเอกสารสนธิสัญญาสำคัญต่างๆ ถวายพระองค์ท่านด้วย”

สถาปนาคริสตจักรอเมริกันเพรสไบทีเรียนในไทย

ใน ค.ศ. 1849 มิชชันนารีอีก 2 ท่านได้เดินทางเข้ามายังประเทศไทย คือ ศาสนาจารย์สตีเฟน บุช และภรรยา ท่านได้เดินทางมาสมทบศาสนาจารย์แมตตูนและภรรยาพร้อมกับหมอเฮาส์ ในวันที่ 29 สิงหาคมปีเดียวกันมิชชันนารีทั้งห้าท่านได้ประชุมกันเพื่อตั้งโบสถ์หรือสถาปนาคริสตจักรอเมริกันเพรสไบทีเรียนขึ้นอย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรกบนแผ่นดินไทย โดยมีศาสนาจารย์แมตตูน ดำรงตำแหน่งศิษยาภิบาล (Pastor) เป็นท่านแรก 

ศาสนาจารย์สตีเฟน บุช

ในช่วงเวลานั้นที่ทำการของมิชชันตั้งอยู่ที่บริเวณชุมชนกุฎีจีน ซึ่งเป็นชุมชนที่มีชาวต่างชาติอาศัยอยู่มาแต่เดิม ตำแหน่งที่ตั้งนั้นคาดว่าอยู่บริเวณริมคลองวัดท้ายตลาด (วัดโมลีโลกยาราม) ซึ่งปัจจุบันไม่ปรากฏหลักฐานหลงเหลือให้เห็นอีกต่อไป 

“เมื่อพูดถึงคำว่าตั้งโบสถ์หรือสถาปนาคริสตจักร ตามแนวคิดของคริสเตียน คริสตจักรหมายถึงการที่คริสเตียนกลุ่มหนึ่งมารวมตัวกันนมัสการพระเจ้า ณ ที่ใดที่หนึ่งเป็นประจำอย่างต่อเนื่อง เราไม่ได้คำนึงว่าต้องสร้างศาสนสถานเป็นอาคารใหญ่โต ดังนั้นในช่วงแรกที่มิชชันนารีทั้งห้าท่านตัดสินใจสถาปนาคริสตจักรอเมริกันเพรสไบทีเรียนขึ้น จึงเป็นเพียงการรวมตัวกันนมัสการในบ้าน ส่วนการสร้างโบสถ์หรือคริสตจักรจะเกิดขึ้นตามมาภายหลังเมื่อเรามีกำลังพอจะทำได้” อาจารย์เพ็ญจันทร์กรุณาขยายความ

เมื่อสถาปนาได้เพียง 8 วัน คริสตจักรก็ได้มีโอกาสต้อนรับสมาชิกรายแรกที่มิใช่ชาวตะวันตก นั่นคือ ซินแสกีเอ็ง ก๊วยเซียน พื้นเพเป็นชาวจีนจากเมืองเอหมึง (ปัจจุบันคือเมืองเซียะเหมิน) มณฑลฮกเกี้ยน ผู้เข้ามาอาศัยอยู่ที่ราชบุรี โดยเป็นผู้ที่มีความรู้ในวิชาแพทย์แผนจีน ก่อนหน้านี้ท่านได้เดินทางขึ้นล่องกรุงเทพฯ เพื่อติดต่อค้าขายเป็นประจำจนสนิทสนมกับมิชชันนารีคณะอเมริกันบอร์ดฯ และตัดสินใจรับบัพติศมาเป็นคริสเตียนกับคณะดังกล่าว ต่อมาคณะอเมริกันบอร์ดฯ ได้ยกเลิกการเผยแผ่ศาสนาในไทย ท่านจึงได้โอนสมาชิกภาพมาร่วมเป็นสมาชิกคริสตจักรอเมริกันเพรสไบทีเรียนเป็นรายแรก

ค.ศ. 1851 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 เสด็จขึ้นครองราชย์ พระองค์ทรงมีสัมพันธภาพที่ดีและส่งเสริมงานของมิชชันนารี ได้พระราชทานพระบรมราชานุญาต “ให้เช่าที่ดินใกล้ๆ กับวัดอรุณราชวรารามเป็นเวลานานได้เป็นการมั่นคง” หมอเฮาส์ได้บันทึกเหตุการณ์สำคัญครั้งนั้นว่า “แทบไม่น่าเชื่อเลยจริง ๆ ที่พวกเราจะได้สิ่งที่พวกเราแสวงหามานานถึงสี่ปีครึ่ง คือที่ดินที่จะปลูกสร้างบ้านเรือนและเป็นที่ทำการของมิชชั่น”

สิ่งที่ตามมาหลังจากมีสถานที่ทำงานอย่างมั่นคงแล้ว ก็คือการสร้างโรงเรียน ซึ่งกลายมาเป็นจุดกำเนิดของโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย ซึ่งปัจจุบันตั้งอยู่ที่ซอยประมวญ ถนนสีลมนั่นเอง

คริสตจักรที่หนึ่ง สำเหร่ โบสถ์โปรเตสแตนต์อายุกว่าร้อยปีริมน้ำย่านเจริญนคร

“มิชชันนารีต้องการให้คนไทยรู้จักพระเจ้า ซึ่งจำเป็นต้องอ่านออกเขียนได้เพื่อศึกษาพระคัมภีร์ ในสมัยนั้นการศึกษาจะจำกัดอยู่เพียงวัดเฉพาะเด็กผู้ชาย คณะมิชชันนารีเห็นว่าการศึกษาคือองค์ประกอบสำคัญในการเผยแพร่พระกิตติคุณของพระเจ้า ในปีต่อมาจึงตั้งโรงเรียนขึ้นในวันที่ 30 กันยายน ค.ศ. 1852 โดยจ้างเด็กในละแวกกุฎีจีนนี้มาเรียนในอัตราวันละ 1 เฟื้อง” คุณชีวินกล่าว

“ตอนนั้นเรายังเรียกว่าบอยสกูลหรือมิชชั่นสกูล ซึ่งเป็นคำกลางๆ โดยยังไม่ได้ใช้ชื่อกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัยอย่างเช่นปัจจุบัน ทางโรงเรียนได้ก็ยึดถือเอาวันนี้เป็นวันก่อตั้งโรงเรียน ถ้าเราไปดูที่หน้าประตูโรงเรียน ก็จะเห็นป้ายระบุวันที่ 30 กันยายน ค.ศ. 1852 ไว้อย่างชัดเจน มิชชันนารีทำหน้าที่ครูสอนวิชาต่างๆ รวมทั้งพระคัมภีร์ด้วย นอกจากนี้หมอเฮาส์ยังได้ตรวจสุขภาพเด็กนักเรียนทุกคนด้วยตนเอง รวมทั้งเป็นครูใหญ่คนแรก โรงเรียนของมิชชันเน้นการพัฒนาเด็กทุกด้านทั้ง ร่างกาย สติปัญญา อารมณ์ สังคม และจิตวิญญาณ” อาจารย์เพ็ญจันทร์เล่าให้ฟัง

การศึกษาของบอยสกูลแห่งนี้คืบหน้าขึ้นเรื่อยๆ มีจำนวนนักเรียนเพิ่มขึ้นจนคณะมิชชันนารีเล็งเห็นว่าพื้นที่กุฎีจีนนั้นเล็กเกินไปสำหรับพันธกิจ จึงตัดสินใจมองหาที่ดินผืนใหม่เพื่อขยายงาน คณะมิชชันนารีจึงล่องแม่น้ำลงมาทางใต้อีก 4 ไมล์จนถึงสำเหร่ และนั่นคือที่ตั้งของคริสตจักรที่หนึ่งในปัจจุบัน

จากลานประหารสู่โบสถ์งาม

“ถึงสามเหร่นึกหวาดขยาดผี ด้วยเป็นที่ฆ่าคนริมชลไหล ล้วนป่าเตยเคยแลดูแต่ไกล พลางครรไลล่องมาไม่ช้านาน” เพื่อให้ได้บรรยากาศของพื้นที่ที่เรียกว่า ‘สำเหร่’ ในสมัยนั้น คุณชีวินท่องกลอนที่คัดจากนิราศถลาง ประพันธ์โดยหมื่นพรหมสมพัตสรศิษย์เอกของสุนทรภู่ให้ผมฟัง

“สำเหร่เดิมสะกดว่าสามเหร่ ในละแวกนี้เคยเป็นที่ประหารนักโทษ และไม่ใช่แค่ประหาร แต่ประจานด้วย ในสมัยก่อนเรายังสัญจรโดยใช้ทางน้ำเป็นหลัก พื้นที่สำเหร่นี้ตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาและอยู่ลึกเข้าไปในสวน มีคลองเล็กคลองน้อยลัดเลาะไปมาหลายสาย ทางทิศเหนือก็มีคลองสำเหร่ คลองบางไส้ไก่ ทางทิศใต้ก็มีคลองบางน้ำชน ไกลไปหน่อยก็เป็นคลองดาวคะนอง ใครพายเรือผ่านก็อาจจะเห็นศพเสียบประจานจนหวาดกลัว ไม่กล้าทำผิด” คุณชีวินเล่าให้ผมเห็นภาพ

แม้จะถือว่าเป็นพื้นที่อวมงคลสำหรับคนไทยจนไม่ค่อยมีใครกล้าเข้ามาอาศัยอยู่ ทั้งยังเป็นพื้นที่ป่ารกชัฏ อย่างไรก็ตามพื้นที่นี้มิได้เป็นปัญหาสำหรับมิชชันนารีชาวตะวันตกแต่อย่างใด ด้วยเหตุนี้ทางมิชชันจึงค่อยๆ ทยอยย้ายสถานที่ทำการทั้งหมดจากกุฎีจีนมายังสำเหร่ใน ค.ศ. 1857 และโรงเรียนของมิชชันนารีก็ย้ายตามมา 

หลังจากย้ายมาที่สำเหร่แล้ว ก็เกิดข่าวที่น่ายินดีขึ้น นั่นคือการที่ นายชื่น ชายไทยวัย 40 ปี ชาวบ้านในละแวกสำเหร่ได้แสดงเจตจำนงที่จะรับเชื่อในพระเจ้าเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม ค.ศ. 1859 นับได้ว่านายชื่นเป็นคนไทยคนแรกที่มานับถือศาสนาคริสต์ จากการเผยแผ่ศาสนาของมิชชันนารีคณะอเมริกันเพรสไบทีเรียน หลังจากที่คณะมิชชันนารีคณะนี้ได้พากเพียรทุ่มเทมาตลอดเวลา 12 ปี

คริสตจักรที่หนึ่ง สำเหร่ โบสถ์โปรเตสแตนต์อายุกว่าร้อยปีริมน้ำย่านเจริญนคร

ข่าวดีที่ตามมาก็คือการก่อสร้างอาคารโบสถ์หลังแรกใน ค.ศ. 1860 โดยใช้เงินบริจาคจากพ่อค้า กะลาสีเรือ มิชชันนารี ชาวต่างชาติ รวมทั้งเงินสนับสนุนบางส่วนจากสหรัฐอเมริกาจนแล้วเสร็จ และมีพิธีมอบถวายใน ค.ศ. 1862 ปัจจุบันเรายังสามารถมองเห็นตัวเลข 1860 ระบุไว้ที่หน้าจั่วของโบสถ์ได้อย่างชัดเจน 

ส่วนตัวเลข 1910 ที่ปรากฏอยู่ด้วยกันนั้น เป็นปีที่สร้างโบสถ์หลังปัจจุบันซึ่งเป็นอาคารก่ออิฐถือปูนผสมไม้ สร้างขึ้นหลังจากโบสถ์หลังแรกทรุดโทรมลงจนต้องรื้อและสร้างโบสถ์หลังใหม่บนที่เดิม การสร้างโบสถ์หลังปัจจุบันก็ยังคงรักษารูปแบบของสถาปัตยกรรมดั้งเดิมเอาไว้ให้ใกล้เคียงที่สุด

คริสตจักรที่หนึ่ง สำเหร่ โบสถ์โปรเตสแตนต์อายุกว่าร้อยปีริมน้ำย่านเจริญนคร

“โบสถ์ของนิกายโปรเตสแตนต์เน้นความเรียบง่าย ไม่มีการประดับตกแต่งด้วยนักบุญ อันเป็นวิถีปฏิบัติแบบโปรเตสแตนต์” อาจารย์เพ็ญจันทร์กล่าว

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. สุดจิต เศวตจินดา คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ได้เคยสรุปลักษณะทางสถาปัตยกรรมของโบสถ์หลังนี้ไว้ว่า

“คริสตจักรที่หนึ่ง สำเหร่ ประกอบไปด้วยพระวิหารและหอระฆังตั้งเคียงข้างกัน โดยพระวิหารมีผังรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า เป็นอาคารชั้นเดียวทาสีเหลือง หลังคามุงกระเบื้องว่าวสีแดง หันหน้าไปทางแม่น้ำเจ้าพระยา ด้านหน้าอาคารเว้นช่องเสาเป็นระเบียงทางเข้า ระหว่างช่องเสาทำเป็นวงโค้ง ประดับด้วยคิ้วและลวดลายบัวปูนปั้นทาสีน้ำตาลเป็นลายอุบะ และเลขอารบิค 1860 และ 1910 ระบุปี ค.ศ. ที่สร้างวิหารหลังแรกและหลังปัจจุบัน ที่กลางหน้าบันอาคารประดับด้วยลวดลายบัวปูนปั้นรูปดอกห้ากลีบขนาดใหญ่ในวงกลม และดอกสี่กลีบมีไส้ในวงกลมขนาดเล็กขนาบ 2 ข้าง ที่ปลายสันหลังคาด้านทิศตะวันออกประดับด้วยกางเขนทาสีขาว โครงสร้างอาคารเป็นระบบกำแพงรับน้ำหนัก พื้นทั่วไปเป็นพื้นหินอ่อน ประตูและหน้าต่างเป็นบานเปิดคู่ 2 ชั้น ประกอบด้วยบานไม้และบานกระจก เหนือช่องเปิดเหล่านี้ทำช่องแสงด้านบนเป็นโค้งครึ่งวงกลมประดับกระจกสีต่างๆ”

คริสตจักรที่หนึ่ง สำเหร่ โบสถ์โปรเตสแตนต์อายุกว่าร้อยปีริมน้ำย่านเจริญนคร

อาคารหอระฆังข้างโบสถ์นั้นสร้างขึ้นใน ค.ศ. 1912 ภายในมีกระไดไม้ขนาดเล็กและชันทอดตัวขึ้นสู่ยอดหอ ผนังอาคารทั้งสี่ด้านประดับลายปูนปั้นและทาสีเหลืองเช่นโบสถ์ หลังคาหอระฆังเป็นทรงปั้นหยายอดสูงมุงกระเบื้องว่าว ชายคาประดับไม้ฉลุ ภายในปรากฏแผ่นศิลาที่จารึกรายชื่อผู้มีจิตศรัทธาสมทบทุนสร้างหอระฆังหลังแห่งนี้ไว้

โบสถ์และหอระฆังได้รับการดูแลรักษาอย่างดีจากสมาชิกของคริสตจักรมาตลอดระยะเวลากว่าร้อยปีจนคงสภาพงดงามอย่างที่เห็นได้ จน ค.ศ. 2004 คริสตจักรได้รับโล่รางวัลพระราชทานจาก สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในฐานะอาคารอนุรักษ์ดีเด่น จากสมาคมสถาปนิกสยามฯ ในขณะเดียวกันสมาชิกคริสตจักรก็ได้ให้ความใส่ใจดูแลในการบูรณะทั้งโบสถ์และหอระฆังมาโดยตลอด ครั้งล่าสุดเป็นการบูรณะระหว่าง ค.ศ. 2007 – 2011 ซึ่งเป็นการบูรณะครั้งใหญ่ โบสถ์และหอระฆังจึงคงสภาพงดงามอย่างที่เห็นได้ในปัจจุบัน

สำเหร่ได้กลายมาเป็นศูนย์กลางการทำงานของคณะอเมริกันเพรสไบทีเรียน ตั้งแต่ ค.ศ. 1857 เป็นต้นมา ที่นี่มีทั้งตัวโบสถ์ โรงเรียน บ้านพักมิชชันนารี โรงพิมพ์ โกดังเก็บอุปกรณ์ต่างๆ มิชชันนารีที่เพิ่งเดินทางมาใหม่ก็มาอาศัยที่นี่เพื่อเรียนรู้ภาษาวัฒนธรรมสังคมไทย ก่อนที่จะเดินทางออกไปเผยแผ่ศาสนายังที่ห่างไกลออกไป เช่น เพชรบุรี พิษณุโลก เชียงใหม่ และนครศรีธรรมราช

คริสตจักรที่หนึ่ง สำเหร่ โบสถ์โปรเตสแตนต์อายุกว่าร้อยปีริมน้ำย่านเจริญนคร

“ส่วนเรื่องของโรงเรียนนั้นต้องเล่าย้อนกลับไปในช่วง ค.ศ. 1888 ที่ ศาสนาจารย์ จอห์น เอ เอกิ้น และคณะซึ่งได้ตั้งโรงเรียนเอกชนที่กุฎีจีนชื่อว่าบางกอกคริสเตียนไฮสคูล ในขณะเดียวกันมิชชันสคูลที่สำเหร่ก็อยู่ในช่วงที่เริ่มขาดคนดูแล เพราะมิชชันนารีหลายท่านประสบปัญหาด้านสุขภาพ เจ็บป่วย บางท่านต้องเดินทางกลับประเทศสหรัฐอเมริกา

“ทางมิชชันจึงขอให้อาจารย์เอกิ้นมาช่วยงานมิชชันสคูลที่สำเหร่ ต่อมาใน ค.ศ. 1890 ท่านจึงได้ย้ายโรงเรียน บางกอกคริสเตียนไฮสคูลของท่านจากกุฎีจีนมารวมกับโรงเรียนของมิชชันที่สำเหร่ และเปลี่ยนชื่อเป็นโรงเรียนสำเหร่ บอยส์ คริสเตียน ไฮสคูล คนในพื้นที่ใกล้เคียงก็ส่งบุตรหลานของตนเข้ามาเรียนที่โรงเรียนนี้ ใน ค.ศ. 1892 ได้มีบันทึกไว้ว่าโรงเรียนที่สำเหร่บอยส์มีนักเรียนถึงร้อยสี่สิบเอ็ดคน

“เมื่อนักเรียนมีจำนวนมากขึ้น ทางมิชชันจึงหาทางขยับขยายหาที่สร้างโรงเรียนแห่งใหม่ ใน ค.ศ. 1903 จึงย้ายโรงเรียนข้ามแม่น้ำมายังพื้นที่ใหม่ที่ถนนประมวญ และเปลี่ยนชื่อเป็นโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนไฮสกูลและโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัยตามลำดับ” คุณชีวินเปิดเผยถึงสาเหตุที่ย้ายโรงเรียนจากสำเหร่มายังซอยประมวญ

เดิมทีมิชชันได้ตัดสินขายที่ดินที่สำเหร่ทั้งหมดรวมทั้งตัวโบสถ์ด้วย แต่เหล่าสมาชิกซึ่งมีบ้านเรือนอยู่ตามคลองสำเหร่ได้ขอให้คงพื้นที่โบสถ์ไว้เพื่อสมาชิกจะได้มานมัสการได้ต่อไป ทางมิชชันเห็นชอบด้วย จึงแบ่งขายที่ดินเฉพาะในส่วนที่อยู่ด้านหลังคริสตจักรซึ่งเป็นสวนลึกเข้ามา โดยจัดสรรที่ดินแบ่งขายเป็นแปลงๆ และสมาชิกของคริสตจักรก็ได้ช่วยกันซื้อไว้คนละแปลงสองแปลง นั่นจึงเป็นที่มาของชุมชนคริสเตียนที่สำเหร่ในเวลาต่อมา

คริสตจักรที่หนึ่ง สำเหร่ โบสถ์โปรเตสแตนต์อายุกว่าร้อยปีริมน้ำย่านเจริญนคร

“คริสตจักรได้จัดให้มีกิจกรรมค่ายอาสาอย่างต่อเนื่องมาแต่อดีตจนปัจจุบัน สมาชิกจะร่วมกันทำกิจกรรมต่างๆ อย่างเช่น การทำความสะอาดบริเวณคริสตจักร ทาสีโบสถ์ ปลูกต้นไม้ ผู้ใหญ่เล่าให้ฟังเสมอว่า เมื่อก่อนงานที่หนักที่สุดคือการขนเลนมาถมหน้าโบสถ์เพราะโบสถ์ตั้งอยู่ติดริมแม่น้ำเลย น้ำจึงเซาะตลิ่งทลายลงไปเรื่อยๆ ต้องคอยขนเลนมาเสริมตลิ่งอยู่เสมอ ต่อมาช่วงทศวรรษที่ 70 ได้เริ่มสร้างแนวกันคลื่นโดยนำหินมาถม และต่อมาก็ได้นำดินมาถมเพิ่มเติมจนเป็นสนามหญ้าหน้าโบสถ์อย่างในปัจจุบัน แต่เนื่องจากตัวโบสถ์อยู่ติดกับแม่น้ำ บางปีน้ำขึ้นสูง ไหลท่วมเข้ามาในบริเวณลานซีเมนต์รอบโบสถ์ จนในหลวงรัชกาลที่ 9 ได้ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณพระราชทานโครงการสร้างเขื่อนซีเมนต์ริมแม่น้ำเจ้าพระยาตลอดแนวตลิ่ง ตั้งแต่ชุมชนกุฎีจีนมายังคลองสานมาจนถึงเจริญนคร หลังจากนั้นก็ไม่มีเหตุการณ์น้ำท่วมอีกเลย” คุณชีวินเล่าเสริม

คริสตจักรที่หนึ่ง สำเหร่ โบสถ์โปรเตสแตนต์อายุกว่าร้อยปีริมน้ำย่านเจริญนคร

ช่วง ค.ศ. 2007 – 2011 อันเป็นปีที่มีโครงการบูรณะครั้งใหญ่ คริสตจักรได้ตัดสินใจยกโบสถ์ขึ้นให้สูงขึ้นกว่าเดิม 2.60 เมตร และทำทางลาดโดยคำนึงถึงหลักอารยสถาปัตย์ เพื่อให้ทุกคนมีโอกาสเข้ามานมัสการพระเจ้าได้โดยเท่าเทียมกัน ไม่ว่าจะเป็นคนชรา ผู้พิการ หรือสมาชิกที่ต้องเดินทางมาด้วยรถเข็น

โบสถ์หลังงามอายุกว่า 170 ปีหลังนี้จึงยังคงเป็นศูนย์รวมใจของคริสเตียนทุกผู้ทุกนามมาตั้งแต่อดีตจวบจนปัจจุบัน

ของดีที่ควรชม

เมื่อเดินเข้าสู่ภายในตัวโบสถ์ ผนังสีเหลืองที่โอบล้อมผสานกับลำแสงที่ลอดผ่านกระจกหลากสีช่วยนำความสงบร่มเย็นมาให้อย่างเฉียบพลัน สิ่งที่สังเกตเห็นเป็นสิ่งแรกคือไม้กางเขนที่ปราศจากพระรูปพระเยซูคริสต์ตรึงอยู่บนนั้น

คริสตจักรที่หนึ่ง สำเหร่ โบสถ์โปรเตสแตนต์อายุกว่าร้อยปีริมน้ำย่านเจริญนคร

“กางเขนนี้มีความยาวเจ็ดสิบเจ็ดนิ้ว กว้างสามสิบสามนิ้ว เลขเจ็ดสื่อถึงความสมบูรณ์หรือความบริสุทธิ์ตามความเชื่อของคริสเตียน ส่วนเลขสามสิบสามหมายถึงพระชนมายุของพระเยซูคริสต์เมื่อสิ้นพระชนม์ลงบนไม้กางเขน หลังไม้กางเขนปรากฏแผงไม้สีขาวตีเกล็ดทางตั้งจำนวนสิบสองแถว ซึ่งเลข 12 คือจำนวนชนเผ่าในอิสราเอลอันเป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์ของคริสตศาสนา และยังหมายถึงพระสาวกทั้งสิบสองรูปอีกด้วย” 

อาจารย์เพ็ญจันทร์ช่วยกรุณาอธิบายความหมายที่แฝงอยู่ให้ผมเข้าใจ ไม้กางเขนที่เห็นอยู่นี้ได้อัญเชิญมาประดิษฐานไว้ตั้งแต่การบูรณะครั้งล่าสุดเมื่อ ค.ศ. 2011

คริสตจักรที่หนึ่ง สำเหร่ โบสถ์โปรเตสแตนต์อายุกว่าร้อยปีริมน้ำย่านเจริญนคร

จากไม้กางเขน บนเวทีใกล้ๆ ธรรมาสน์ มีเก้าอี้ไม้โบราณทรงสวยแปลกตา เป็นเก้าอี้ที่มีมาแต่ดั้งเดิม เตรียมไว้สำหรับศาสนาจารย์ ผู้เทศนา และผู้ปกครองของคริสตจักรสำหรับใช้ในการนมัสการ

คริสตจักรที่หนึ่ง สำเหร่ โบสถ์โปรเตสแตนต์อายุกว่าร้อยปีริมน้ำย่านเจริญนคร

“ส่วนนาฬิกาที่เห็นด้านหลังโบสถ์เป็นเครื่องสังเค็ดที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 พระราชทานหลังจากงานพระบรมศพของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทั้งนี้ใน ค.ศ. 1910 เป็นปีที่ได้มีการสร้างโบสถ์หลังปัจจุบัน และเป็นปีที่ที่พระองค์ท่านสวรรคตพอดี” คุณชีวินกล่าว

“เมื่อเสร็จสิ้นงานพระบรมศพ มีธรรมเนียมที่จะสร้างเครื่องสังเค็ดถวายเป็นการบูชาไปยังหน่วยงานและศาสนสถานสำคัญทุกๆ ศาสนา ไม่ว่าศาสนาพุทธ คริสต์ และอิสลาม จะเป็นนิกายใดๆ ก็ตาม โดยทรงเลือกพระราชทานตามความเหมาะสม เช่นกระถางธูปสำหรับวัดและศาลเจ้า เชิงเทียนสำหรับโบสถ์คาธอลิก โคมไฟสำหรับมัสยิด แม้กระทั่งโรงเรียน อย่างโรงเรียนราชินีก็เคยได้รับโต๊ะเรียน ตู้หนังสือ เป็นต้น เป็นถาวรวัตถุที่เชื่อว่าจะเป็นประโยชน์ต่อสถานที่นั้นๆ” คุณชีวินเล่าถึงเครื่องสังเค็ด

สำหรับโบสถ์คริสตจักรที่หนึ่ง สำเหร่ นั้น ได้รับพระราชทานนาฬิกามา 2 เรือน และเรียกขานกันว่านาฬิกาปารีส หรือนาฬิกาคุณปู่ (Grandfather Clock) ซึ่งเป็นนาฬิกาตั้งพื้นและมีระบบการทำงานแบบตุ้มถ่วง นับเป็นวิวัฒนาการสำคัญที่สืบต่อมาจากยุคนาฬิกาแดดและนาฬิกาทราย ในตอนนั้นรัชกาลที่ 6 ได้ทรงว่าจ้างบริษัท François Désiré Odobez à Morez ซึ่งตั้งอยู่ ณ กรุงปารีสให้เป็นผู้ผลิต โดยโปรดเกล้าฯ ให้ออกแบบและจัดสร้างเป็นการเฉพาะจำนวน 100 เรือนเพื่อพระราชทานโบสถ์และโรงเรียนคริสต์ต่างๆ ทั่วประเทศไทย โดยใช้เวลาสร้างนานถึง 5 ปีจึงจะแล้วเสร็จครบทั้ง 100 เรือน

คริสตจักรที่หนึ่ง สำเหร่ โบสถ์โปรเตสแตนต์อายุกว่าร้อยปีริมน้ำย่านเจริญนคร

ลักษณะเด่นของนาฬิกาปารีสคือพระราชลัญจกร จปร. ที่ปรากฏอยู่บนยอด ตัวเรือนงดงามด้วยศิลปะรูปแบบอาร์ตนูโว (Art Nouveau) ในอดีตจะมีไหมซอถ่วงลูกตุ้มนาฬิกาเอาไว้ให้แกว่ง 1 ครั้งต่อ 1 วินาที บางครั้งก็เลยเรียกกันว่านาฬิกาไหมซอ น่าเสียดายที่ปัจจุบันไม่เหลือไหมซอและลูกตุ้มให้เห็นแล้ว

ของควรชมอีกสิ่งหนึ่งคือเก้าอี้นมัสการที่ตั้งเรียงอยู่เป็นแถวภายในโบสถ์ เก้าอี้เหล่านี้เป็นเก้าอี้ไม้โบราณซึ่งด้านหลังจะมีแผงไม้เจาะเป็นรูไว้จำนวนหนึ่ง รูเหล่านั้นมีไว้สำหรับรองรับจอกใส่น้ำองุ่นที่ใช้ในพิธีมหาสนิทที่จะประกอบขึ้นเป็นประจำ

คริสตจักรที่หนึ่ง สำเหร่ โบสถ์โปรเตสแตนต์อายุกว่าร้อยปีริมน้ำย่านเจริญนคร

“พิธีมหาสนิทมาจากคำสั่งของพระเยซูคริสต์ให้คริสตจักรกระทำเพื่อระลึกถึงการสิ้นพระชนม์ของพระเยซูคริสต์เพื่อคนบาป การรอคอยการเสด็จกลับมาของพระองค์ในวันสิ้นยุค และตระหนักว่าพระองค์สถิตอยู่ด้วยโดยการรับประทานขนมปัง ซึ่งเล็งถึงพระกายของพระองค์และดื่มน้ำองุ่นซึ่งเล็งถึงพระโลหิตของพระองค์” อาจารย์เพ็ญจันทร์กรุณาอธิบาย

เมื่อเสร็จจากการชมโบสถ์แล้ว ให้ลองเลี้ยวไปชมหอระฆังที่อยู่ติดๆ กัน ของดีที่ควรสังเกตก็คือระฆังซึ่งเป็นระฆังที่หล่อใหม่หลังจากระฆังเดิมสูญหายไปจากการขโมยเมื่อหลายสิบปีก่อน แม้ระฆังของมันจะเป็นระฆังใบใหม่ แต่ก็ได้รับใช้คริสตจักรแห่งนี้มาเนิ่นนานจนเป็นความผูกพันของคนในชุมชน

คริสตจักรที่หนึ่ง สำเหร่ โบสถ์โปรเตสแตนต์อายุกว่าร้อยปีริมน้ำย่านเจริญนคร

“ชุมชนละแวกนี้เป็นคริสเตียน ระฆังจึงมีไว้ตีเตือนให้ทราบว่าจะถึงเวลานมัสการพระเจ้าแล้วนะ ส่วนมากเราจะตีก่อนพิธีราวครึ่งชั่วโมง แล้วตีย้ำอีกทีก่อนเริ่มพิธี นั่นคือราวๆ เก้าโมงครึ่งกับสิบโมง เมื่อก่อนผมก็เคยตีครับ โอ้โห ไม่ง่ายเลยนะครับ ต้องกะจังหวะดีๆ ไม่เช่นนั้นเสียงจะออกมาไม่เพราะ เดี๋ยวจะอายเขา (หัวเราะ) ผู้ใหญ่หลายท่านที่เป็นสมาชิกคริสตจักรแห่งนี้ก็เคยตีกันมาแล้วทั้งนั้น สำหรับผม เสียงระฆังเป็นความผูกพันของชุมชนคริสเตียนสำเหร่” คุณชีวินเล่าด้วยรอยยิ้ม 

คริสตจักรที่หนึ่ง สำเหร่ โบสถ์โปรเตสแตนต์อายุกว่าร้อยปีริมน้ำย่านเจริญนคร

เมื่อเดินเข้าไปสำรวจในหอระฆังแล้ว ก็อย่าลืมสังเกตแผ่นศิลาที่จารึกรายชื่อผู้มีจิตศรัทธาร่วมสมทบทุนสร้างหอระฆังนี้เมื่อ ค.ศ. 1912 ด้วยนะครับ อีกอย่างคือบันไดไม้ที่เป็นทางเดินขึ้นสู่ยอดหอระฆัง เป็นบันไดไม้ที่ผมเห็นแล้วเกิดอาการขาสั่น ปัจจุบันบันไดนี้ได้ติดป้ายห้ามขึ้นไว้นะครับเพราะแคบและชันมาก

ของดีที่ควรชมชิ้นสุดท้ายอยู่ในอาคารใกล้ๆ กับโบสถ์ที่เรียกว่าศาลาเตียงหยกซึ่งสร้างขึ้นเมื่อ ค.ศ. 1963 เพื่อเป็นที่ระลึกถึงศิษยาภิบาลคนไทยคนแรกของคริสตจักรแห่งนี้ นั่นคือ ศิษยาภิบาลย่วญ เตียงหยก ในอาคารหลังดังกล่าวได้เก็บแบบจำลองไม้ของโบสถ์ทั้งหลัง เป็นงานฝีมือโบราณที่สร้างขึ้นอย่างงดงามประณีตและเก็บรายละเอียดได้ดีมากๆ

คริสตจักรที่หนึ่ง สำเหร่ โบสถ์โปรเตสแตนต์อายุกว่าร้อยปีริมน้ำย่านเจริญนคร

ส่งท้ายที่สุสาน

หลังจากเดินชมโบสถ์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว คุณชีวินได้ชวนผมเดินไปยังต้นซอยเจริญนคร 59 เพื่อไปชมสุสานของชาวชุมชนคริสเตียนสำเหร่

“แต่เดิมศพของคริสเตียนจะฝัง ไม่ได้เผา คนในชุมชนล้วนเกิดและเติบโตในพื้นที่นี้มารุ่นแล้วรุ่นเล่า จึงจำเป็นต้องหาที่ฝังศพไว้ในบริเวณใกล้ๆ กับคริสตจักร โบสถ์ตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาซึ่งถือว่าเป็นบริเวณหน้าบ้าน ส่วนบริเวณต้นซอยนั้นถือเป็นหลังบ้าน เพราะเมื่อก่อนเป็นบริเวณสวนลึกเข้ามาจากแม่น้ำ เงียบสงัด และไม่มีใครอาศัย จึงพัฒนามาเป็นสุสานของชุมชน” คุณชีวินกล่าวนำขณะที่เราเดินไปด้วยกัน

คริสตจักรที่หนึ่ง สำเหร่ โบสถ์โปรเตสแตนต์อายุกว่าร้อยปีริมน้ำย่านเจริญนคร

วันนี้สุสานไม่ได้ปกคลุมด้วยป่ารกชัฏอย่างแต่ก่อน พื้นที่โปร่งโล่งที่เห็นอยู่ตรงหน้าปรากฏป้ายจารึกบนหลุมฝังศพจำนวนมาก โดยมีการจัดสรรที่ดินเป็นสัดส่วนไว้สำหรับสมาชิกจากตระกูลต่างๆ ของชุมชน

หลุมฝังศพสำคัญคือหลุมฝังศพของ ซินแสกีเอ็ง ก๊วยเซียน ผู้เป็นสมาชิกรายแรกของคริสตจักรอเมริกันเพรสไบทีเรียนบนแผ่นดินไทย หลุมศพของท่านตั้งอยู่ตรงกลาง ขนาบข้างซ้ายขวาด้วยบุตรธิดาของท่าน ซึ่งล้วนแต่เป็นคริสเตียนรุ่นบุกเบิกและเป็นบรรพบุรุษของสมาชิกชุมชนคริสเตียนสำเหร่หลายสายสกุล อาทิ สกุลเผ็งประสิทธิ์ สกุลบุญอิต-บันสิทธิ์ สกุลอุนยะวงษ์ สกุลสาระโกเศศ สกุลกีระนันทน์ ซึ่งได้ต่อมาได้แต่งงานและก่อให้เกิดสายสัมพันธ์กับครอบครัวคริสเตียนอีกหลายสกุลที่ล้วนเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชุมชนสำเหร่

อีกหลุมฝังศพที่ตั้งอยู่เคียงกันคือหลุมฝังศพของ แม่เต๋อ กับ ครูแน ประทีปะเสน แม่เต๋อเป็นสตรีไทยมีนามเดิมว่ารอด เมื่อมาอาศัยอยู่กับหมอและแหม่มแมตตูน ท่านจึงได้รับนามใหม่ว่าเอสเตอร์ เรียกอย่างไทยๆ ว่า เต๋อ กล่าวกันว่าท่านเป็นสตรีไทยคนแรกที่เดินทางไปต่างประเทศ เมื่อคราวตามแหม่มแมตตูนกลับไปเยี่ยมบ้านที่อเมริกาเมื่อ ค.ศ. 1858 นอกจากนี้ท่านยังเป็นสตรีไทยคนแรกของคณะอเมริกันเพรสไบทีเรียนที่เข้าพิธีบัพติศมารับเชื่อในพระเจ้าใน ค.ศ. 1861 เมื่ออายุ 17 ปี สิ่งที่ติดตัวแม่เต๋อมาจากอเมริกา และจากการอาศัยอยู่กับครอบครัวหมอแมตตูนก็คือวิชาความรู้ทางด้านการพยาบาล

คริสตจักรที่หนึ่ง สำเหร่ โบสถ์โปรเตสแตนต์อายุกว่าร้อยปีริมน้ำย่านเจริญนคร

สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ได้ทรงบันทึกเรื่องของแม่เต๋อไว้ว่า แม่เต๋อเป็นผู้ถวายอภิบาลพระธิดาแฝดสองพระองค์ที่ประสูติพร้อมกัน แต่ทรงอ่อนพระกำลังจนไม่มีแรงแม้แต่จะเสวยนมและสิ้นพระชนม์ลงไปพระองค์หนึ่ง เหลือรอดเพียงพระองค์เดียว โดยมีแม่เต๋อเป็นผู้ถวายอภิบาลอย่างใกล้ชิด จนทรงมีพระพลานามัยแข็งแรงขึ้นและรอดพระชนม์จนเจริญพระชันษา พระธิดาพระองค์นั้นจึงทรงมีพระนามลำลองว่า ท่านหญิงเหลือ นั่นคือ หม่อมเจ้าพัฒนายุคุณวรรณ ดิศกุล นั่นเอง (ต่อมาพระนามของหม่อมเจ้าพระองค์นี้ได้ทอนลงเป็นพัฒนายุ)

นอกจากนี้ยังมีบันทึกไว้ในหนังสือ 150 ปีของโปรเตสแตนต์ในประเทศไทย โดยอนงค์ อิศรภักดี ที่ระบุว่าแม่เต๋อได้ทำหน้าที่พยาบาลถวายพระประสูติกาลแด่ สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ในรัชกาลที่ 7 อีกด้วย

แม่เต๋อได้สมรสกับครูแน ชาวไทยเชื้อสายจีนผู้เป็นบุตรบุญธรรมของหมอเหาหรือศาสนาจารย์เฮาส์ที่ท่านรับมาอุปการะจากชายที่กำลังป่วยหนัก ครูแนได้เข้าพิธีบัพติศมาเป็นสมาชิกของคริสตจักรเมื่อ ค.ศ. 1867 และอุทิศกำลังกายกำลังใจทำงานเพื่อคริสตจักรมาโดยตลอดจนท่านได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้ปกครองของคริสตจักร นับได้ว่าท่านเป็นผู้ปกครองคนแรกของคริสตจักรที่หนึ่ง สำเหร่ ด้วย

คริสตจักรที่หนึ่ง สำเหร่ โบสถ์โปรเตสแตนต์อายุกว่าร้อยปีริมน้ำย่านเจริญนคร

เราเดินดูหลุมฝังศพอื่นๆ ที่ตั้งอยู่เรียงราย คุณชีวินสามารถเล่าได้ถึงบุคคลต่างๆ ที่ล้วนแต่เป็นสมาชิกชุมชนคริสตจักรสำเหร่ที่มีความผูกพันต่อกันมาหลายรุ่น

สิ่งที่น่าสนใจอีกประการคือ รูปแบบของลายปูนปั้นที่ประดับบนป้ายจารึกชื่อผู้วายชนม์บางรายที่เสียชีวิตลงหลัง พ.ศ. 2475 อันเป็นปีที่เกิดการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์สู่ประชาธิปไตย ลายปูนปั้นบนหลุมศพดังกล่าวปรากฏเป็นลายพานเชิญรัฐธรรมนูญ ลักษณะเดียวกันกับอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย บางครั้งเรื่องของการเมืองก็แผ่ขยายอิทธิพลไปได้ทุกหย่อมหญ้าโดยผมคิดไม่ถึงจริง ๆ

คริสตจักรที่หนึ่ง สำเหร่ โบสถ์โปรเตสแตนต์อายุกว่าร้อยปีริมน้ำย่านเจริญนคร

“ช่วงปลายเดือนมีนาคมหรือต้นเมษายนจะตรงกับเทศกาลอีสเตอร์ เป็นช่วงที่สมาชิกชุมชนคริสตจักรที่หนึ่ง สำเหร่ จะมามาเยี่ยมเยียนสุสาน นำดอกไม้มาคารวะบรรพบุรุษและญาติๆ ที่ล่วงลับ เมื่อก่อนเราไม่ได้กำหนดวันอย่างเป็นเรื่องเป็นราว แต่คิดว่าการมารวมตัวกัน ได้พบปะกัน ก็เป็นสิ่งที่ดี เพราะทำให้สมาชิกชุมชนบางรายที่ได้ย้ายไปสร้างครอบครัวที่อื่น และไม่ได้อาศัยอยู่ที่นี่จะได้มีโอกาสพบกันและรู้จักกันไว้ ความสัมพันธ์อันใกล้ชิดของสมาชิกชุมชน และครอบครัวต่างๆ ไม่ว่ารุ่นไหนๆ ก็เป็นหัวใจสำคัญของคริสเตียนเช่นกัน” คุณชีวินกล่าว 

ผมใช้เวลาที่คริสตจักรที่หนึ่ง สำเหร่ ตั้งแต่เช้าจนบ่ายคล้อย นับตั้งแต่พิธีนมัสการพระเจ้าในโบสถ์จนมาถึงบริเวณสุสานในขณะนี้ ได้มีโอกาสใช้เวลาซักถามสนทนากับอาจารย์เพ็ญจันทร์และคุณชีวินอยู่นาน นับเป็นวันอาทิตย์ที่สร้างความกระจ่างให้ผมมากมายหลายเรื่อง

ผมเดินกลับไปมองโบสถ์หลังงามสีเหลืองอร่ามอีกครั้งด้วยความชื่นชมก่อนจะกลับบ้าน “พระเจ้าเป็นความรัก ประจักษ์ในพระเยซู เสด็จลงมาสู่ โลกมนุษย์ช่วยปวงชน” เสียงเพลง พระเจ้าเป็นความรัก ที่ผมเพิ่งได้ยินเมื่อเช้านี้ยังก้องกังวานอยู่ในโสตประสาท พร้อมกับเรื่องราวของสมาชิกชุมชนคริสเตียนอเมริกันเพรสไบทีเรียนในพื้นที่ประวัติศาสตร์แห่งนี้ ทำให้ผมสัมผัสได้ถึงพลังศรัทธาต่อพระเจ้ามานานกว่าศตวรรษ… และจะคงอยู่ตลอดไป

หมายเหตุ : ขอเชิญผู้สนใจทุกท่านมาร่วมนมัสการพระเจ้าที่คริสตจักรที่หนึ่ง สำเหร่ ทุกวันอาทิตย์เวลา 10.00 – 12.00 น.

การสะกดชื่อของมิชชันนารีและบุคคลต่างๆ ที่ปรากฏในคอลัมน์นี้เป็นอักษรโรมัน โดยเรียงตามลำดับที่ปรากฏในบทความ มีดังต่อไปนี้

นางแอนนา เฮเซลไทน์ จัดสัน (Mrs. Anna Hazeltine Judson)

ศาสนาจารย์ แอโดนิราม จัดสัน (Reverend Adoniram Judson)

หมอกุตสลาฟ-คาร์ล ฟรีดริค อาวกุสตุส กุตสตาฟ (Reverend Dr. Carl Friedrick Augustus Gutzlaff)

หมอทอมลิน-ศาสนาจารย์ จาคอบ ทอมลิน (Reverend Jacob Tomlin)

หมอโรบินสัน-ศาสนาจารย์ชารลส์ โรบินสัน (Reverend Charles Robinson)

หมอจอห์นสัน-ศาสนาจารย์สตีเฟน จอห์นสัน (Reverend Stephen Johnson) 

หมอโจนส์-ศาสนาจารย์จอห์น เทเลอร์ โจนส์ (Reverend John Taylor Jones)

หมอดีน-ศาสนาจารย์วิลเลียม ดีน (Reverend William Dean)

หมอบรัดเลย์-ศาสนาจารย์ นายแพทย์แดน บีช บรัดเลย์ (Reverend Dr. Dan Beach Bradley)

หมอออร์-ศาสนาจารย์โรเบิร์ต ออร์ (Reverend Robert Orr)

หมอมะตูม หมอแมตตูน-ศาสนาจารย์สตีเฟน แมตตูน (Reverend Stephen Mattoon) 

แหม่มแมตตูน-มิสซิส แมรี ลอรี แมตตตูน (Mrs.Mary Lourie Mattoon)

หมอเหา หมอเฮาส์-ศาสนาจารย์ นายแพทย์ แซมมูเอล เรโนลด์ เฮาส์ (Reverend Dr. Samuel Renold House)

หมอบุช-ศาสนาจารย์สตีเฟน บุช (Reverend Stephen Bush)

ศาสนาจารย์เอกิ้น-ศาสนาจารย์จอห์น แอนเดอร์สัน เอกิ้น (Reverend John Anderson Eakin)

ขอขอบพระคุณผู้ให้สัมภาษณ์

อาจารย์เพ็ญจันทร์ วัฒนมงคล ผู้ปกครอง คริสตจักรที่หนึ่ง สำเหร่

คุณชีวิน มังกรพันธุ์ มัคนายก คริสตจักรที่หนึ่ง สำเหร่

เอกสารอ้างอิง

คริสตจักรสำเหร่กับ 150 ปี แห่งความเชื่อ ค.ศ. 1849 – 1999 

นมัสการขอบคุณพระเจ้า 162 ปีและพิธีมอบถวายพระวิหารคริสตจักรที่หนึ่ง สำเหร่ วันเสาร์ที่ 3 กันยายน ค.ศ. 2011

หนังสือประวัติครอบครัวชาวสำเหร่

หนึ่งศตวรรษในสยาม ค.ศ. 1828 – ค.ศ. 1928 บรรณาธิการโดยจอร์จ บรัดเลย์ แมคฟาร์แลนด์ เอ็ม ดี แปลโดยจิตราภรณ์ ตันรัตนกุล

150 ปีของโปรเตสแตนท์ในประเทศไทย โดยอนงค์ อิศรภักดี

aca.or.th/โบราณวัตถุของสะสม

cklanpratoom.wordpress.com/แรกมีในสยาม

Writer

โลจน์ นันทิวัชรินทร์

หนุ่มเอเจนซี่โฆษณาผู้มีปรัชญาชีวิตว่า "ทำมาหาเที่ยว" เพราะเรื่องเที่ยวมาก่อนเรื่องกินเสมอ ชอบไปประเทศนอกแผนที่ที่ไม่ค่อยมีใครอยากไป เลยต้องเต็มใจเป็น solo backpacker Instagram : LODE_OAK

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

Heritage House

สถาปัตยกรรมเก่าแก่ที่เล่าประวัติศาสตร์บนแผ่นดินไทย

พี่สมชัย กวางทองพานิชย์ ผู้สืบทอดกิจการร้านค้าเชือก ก้วงเฮงเส็ง อันเก่าแก่ในย่านสำเพ็ง ซึ่งทุกคนรู้จักกันดีในฐานะนักประวัติศาสตร์ท้องถิ่น คือผู้จุดประกายความคิดให้กับผมว่า การใส่ใจศึกษาเรื่องราวจากสรรพสิ่งเล็ก ๆ รอบตัว จะช่วยเพิ่มพูนความรู้ให้กับเราเสมอ คราวก่อนพี่สมชัยพาผมไปเยือนร้าน ไทยย่งฮั่วเชียง อันเก่าแก่คู่สำเพ็ง และเรื่องราวจากร้านเชือกเล็ก ๆ แห่งนี้ได้ช่วยทำให้ผมได้รู้จักสำเพ็งขึ้นอีกมากมาย

“หลังจากเชือกแล้วจะเป็นอะไรต่อดีครับ” ผมถามพี่สมชัย

“ถังไม้กับเหล็กดีไหม” พี่สมชัยเสนอ

สำเพ็งเป็นย่านการค้าสำคัญของไทยมาตั้งแต่อดีต และเป็นการค้าระดับนานาชาติ เพราะมีเรือขนส่งสินค้าหลายสัญชาติ หลายขนาด และหลายประเภทจอดเรียงราย ตั้งแต่ท่าน้ำจักรวรรดิ ราชวงศ์ ตลอดแนวถนนทรงวาดจนถึงตลาดน้อย

แกะรอยประวัติสำเพ็ง-เยาวราช ผ่านร้านถังไม้ซุ่ยล้ง และช่างตีเหล็กคนสุดท้ายในเซียงกง
แกะรอยประวัติสำเพ็ง-เยาวราช ผ่านร้านถังไม้ซุ่ยล้ง และช่างตีเหล็กคนสุดท้ายในเซียงกง

“เราเริ่มที่เชือก เพราะสำเพ็งเป็นย่านการค้า เชือกจึงเป็นอุปกรณ์สำคัญที่ผูกโยงเรือไว้ด้วยกันหรือผูกเรือไว้กับท่า ต่อจากเชือก เราควรจะศึกษาเรื่องเกี่ยวกับถังไม้ เพราะเมื่อก่อนต้องใช้ถังไม้ลำเลียงน้ำจืดบรรจุไว้บนเรือก่อนออกเดินทางค้าขายรอนแรมในทะเลกว้าง แล้วก็ตามด้วยเหล็ก เพราะเป็นวัสดุที่ใช้ทำโซ่ ทำสมอเรือ ฯลฯ เฮียว่าถ้าเรายึดเอาเรือเป็นแกนกลาง เราก็ควรลองทำความรู้จักสำเพ็งผ่านเชือก ถังไม้ และเหล็กให้ครบ” พี่สมชัยสรุปและผมก็เห็นด้วย

ปรากฏการณ์ ผม x พี่สมชัย จึงเกิดขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ถังไม้และเหล็กจะช่วยบอกเล่าเรื่องราวที่น่าสนใจอย่างไรบ้าง มาร่วมเดินตามพี่สมชัยไปพร้อมกับผมนะครับ

ถังถ่ายทางอากาศ

พี่สมชัยนัดพบผมที่สำนักงานแต่เช้าเพื่อให้ดูภาพสำคัญ

“อ้า… นี่คือวัดปทุมคงคาครับ เมื่อก่อนคือวัดสำเพ็ง” ผมรีบบอกเมื่อภาพโบราณภาพหนึ่งปรากฏขึ้นบนหน้าจอคอมพิวเตอร์ พี่สมชัยรีบขยายภาพนี้ให้ใหญ่ขึ้นหลายเท่า และแล้วผมก็สังเกตเห็นปากถังไม้ใบใหญ่ ๆ มีลักษณะเป็นวงกลมหลายต่อหลายวงวางเรียงต่อกันเต็มพื้นที่บริเวณแนวพระเจดีย์ ดูน่าตื่นตามาก

แกะรอยประวัติสำเพ็ง-เยาวราช ผ่านร้านถังไม้ซุ่ยล้ง และช่างตีเหล็กคนสุดท้ายในเซียงกง
ภาพถ่ายทางอากาศบริเวณวัดปทุมคงคาโดย Peter Williams-Hunt
แกะรอยประวัติสำเพ็ง-เยาวราช ผ่านร้านถังไม้ซุ่ยล้ง และช่างตีเหล็กคนสุดท้ายในเซียงกง
ภาพเดียวกันเมื่อขยายขึ้นจะพบภาพปากถังไม้เป็นจำนวนมาก เป็นวงกลมวางเรียงรายกันอยู่ตามแนวพระเจดีย์และบริเวณอื่น ๆ

“ภาพนี้ระบุว่าถ่ายเมื่อ พ.ศ. 2489 ตรงกับ ค.ศ. 1946 เป็นภาพถ่ายทางอากาศที่เผยให้เห็นวัดปทุมคงคาและถังไม้ตั้งวางอยู่เต็มไปหมด ส่วนอาคารปูนมุงกระเบื้องใกล้กับหัวมุมถนน คือที่ตั้งของร้านซุ้ยล้ง ร้านถังไม้เก่าแก่ที่เราจะเดินไปด้วยกันเช้านี้ เฮียขอสำเนาภาพนี้มาจากสำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ เป็นภาพถ่ายของ ปีเตอร์ วิลเลียมส์-ฮันท์ ” พี่สมชัยเอ่ย

Peter Williams-Hunt เป็นช่างภาพชาวอังกฤษที่ฝ่ายสัมพันธมิตรส่งเข้ายังประเทศไทย เพื่อบันทึกภาพถ่ายทางอากาศเมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 ยุติลงใน พ.ศ. 2489 และเป็นภาพที่ช่วยเผยให้เห็นสภาพบ้านเมืองในอดีตได้อย่างชัดเจน และภาพที่เรากำลังดูอยู่นี้เป็น 1 ใน 1,671 ภาพ ที่เขาบันทึกไว้ทั้งหมด

“ภาพนี้บอกเฮียว่าถังไม้เป็นอุปกรณ์สำคัญของคนจีนในสำเพ็ง เห็นไหมว่ามีถังไม้ขนาดใหญ่ตั้งอยู่เยอะมาก ๆ” พี่สมชัยชี้

“ตั้งแต่เด็ก ๆ เฮียเคยได้ยินมาว่า ครอบครัวคนจีนมีถังไว้ใช้ในชีวิตประจำวันหลายใบ ได้แก่ ถังซักผ้า ถังล้างหน้า ถังเก็บข้าวสาร ถังเก็บน้ำ ถังเก็บของเสีย ไม่ว่าจะถ่ายหนักถ่ายเบา และยังมีถังประเภทต่าง ๆ ที่แต่ละครอบครัวต้องตระเตรียมไว้ ถังไม้เป็นของสำคัญคู่ครอบครัวชาวจีนมาตั้งแต่โบราณ”

เมื่อดูภาพเสร็จ เราเริ่มออกเดินไปยังร้านถังไม้ซุ้ยล้ง พร้อมคุยกันไปเรื่อย ๆ 

“ชีวิตเฮียก็เกี่ยวพันกับถังไม้มาตั้งแต่จำความได้ สมัยก่อนไม่มีหรอกถังพลาสติก อาจมีถังสังกะสีบ้าง แต่ใคร ๆ ก็ใช้ถังไม้กันทั้งนั้น ที่จำได้คือถังล้างจาน เป็นถังไม้ตื้น ๆ ปากกว้าง ถังไม้ไม่เป็นสนิม ใช้ได้นาน ถังไม้อีกประเภทที่คุ้นเคยคือถังไม้ใบใหญ่ ๆ เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณเมตรครึ่งถึง 2 เมตร สำหรับหมักน้ำปลา ทำกันจริงจังมาก นอกจากใช้เองแล้วก็ทำไว้ขายด้วย น้ำปลาที่หมักในถังไม้จะมีกลิ่นหอมเป็นธรรมชาติ”

ร้านซุ้ยล้ง

เราเดินคุยกันมาเรื่อย ๆ ไม่นานก็มาถึงร้านซุ้ยล้งพอดี สิ่งแรกที่ผมสังเกตเห็นก็คือสภาพร้านปัจจุบันนั้นมีลักษณะใกล้เคียงกับภาพถ่าย พ.ศ. 2489 ที่ผมเพิ่งดูเมื่อสักครู่ เรียกว่าแทบไม่มีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมเลย

ร้านซุ่ยล้งตั้งอยู่บนเขตทับซ้อนของซอยวานิช 1 กับถนนทรงวาด บริเวณนี้เป็นบริเวณที่เหลือรอดจากอัคคีภัยครั้งใหญ่ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2449 และอัคคีภัยครั้งนั้นได้ส่งผลให้รัชกาลที่ 5 ทรงมีพระราชดำริที่จะตัดถนนทรงวาดขึ้น พร้อมกับขยายพื้นที่ทางเดินในซอยวานิช 1 ให้กว้างขวางกว่าแต่ก่อน ได้ทรงตราพระราชบัญญัติเพื่อกำหนดให้อาคารที่สร้างในเขตสำเพ็ง จะต้องเป็นอาคารปูนหลังคามุงกระเบื้องแทนอาคารไม้หลังคามุงจาก

แกะรอยประวัติสำเพ็ง-เยาวราช ผ่านร้านถังไม้ซุ่ยล้ง และช่างตีเหล็กคนสุดท้ายในเซียงกง

“ภาพถ่ายทางอากาศที่เราเห็นเมื่อสักครู่ ช่วยยืนยันได้ว่าอาคารนี้เป็นอาคารปูนมาตั้งแต่ พ.ศ. 2489 แต่เฮียสันนิษฐานว่าน่าจะเป็นอาคารปูนมาก่อนหน้านั้น น่าจะตั้งแต่ พ.ศ. 2449 เมื่อรัชกาลที่ 5 ทรงตัดถนนทรงวาด แม้ว่าบริเวณนี้จะไม่โดนไฟไหม้ แต่เมื่อทรงตราพระราชบัญญัติให้สร้างอาคารปูนแทนอาคารไม้ เฮียคิดว่าพระราชบัญญัติฉบับนี้มีอิทธิพลต่ออาคารในย่านนี้เป็นอย่างมาก ขอเรียกว่าได้ก่อให้เกิดสถาปัตยกรรมแบบพิมพ์นิยมก็แล้วกัน 

“เพราะเมื่อทรงตราพระราชบัญญัติขึ้น อาคารในสำเพ็งจำนวนหนึ่งก็เปลี่ยนรูปแบบเป็นอาคารปูนสองชั้น ลักษณะเป็นห้องแถวเรียงต่อ ๆ กัน นอกจากนั้นยังมีคันกันไฟเพื่อชะลอไม่ให้ไฟลามจากอาคารหนึ่งสู่อาคารหนึ่ง ดังนั้นรูปแบบอาคารจึงออกมาเป็นลักษณะเดียวกันหมดทั้งย่าน เฮียเลยเรียกว่าเป็นอาคารแบบพิมพ์นิยม แต่อย่างไรก็ตาม เฮียไม่ใช่สถาปนิก และที่เล่าสู่กันฟังในวันนี้ถือเป็นข้อสันนิษฐานของเฮีย นอกจากนี้อาคารปูนเหล่านี้ยังมีกลิ่นอายตามแบบสถาปัตยกรรมตะวันตกที่เผยแพร่เข้ามาในช่วงเดียวกัน สังเกตได้จากรูปทรงอาคารและลายฉลุที่ประดับอาคารอยู่พอให้ได้กลิ่นอาย”

พี่สมชัยบรรยายสิ่งที่กำลังคิด การศึกษาเรื่องราวในอดีตเริ่มได้โดยการตั้งสมมติฐานจากหลักฐานและความรู้เบื้องต้น สิ่งสำคัญคือการแบ่งปันข้อสันนิษฐานเหล่านี้ต่อผู้อื่น เมื่อใดที่มีการค้นพบข้อมูลใหม่ ๆ ก็นำมาแบ่งปันกันได้ ในที่สุดทุกคนก็ได้เรียนรู้ไปด้วยกัน

แกะรอยประวัติสำเพ็ง-เยาวราช ผ่านร้านถังไม้ซุ่ยล้ง และช่างตีเหล็กคนสุดท้ายในเซียงกง

จากภายนอก เราเดินเข้าไปในร้านซุ้ยล้ง พร้อมคุยกันต่อไปเรื่อย ๆ

“นอกจากสถาปัตยกรรมภายนอกแล้ว เฮียอยากชวนสังเกตการตกแต่งภายในด้วย ตรงมุมนี้ ถือว่าเป็นการตกแต่งภายในแบบพิมพ์นิยมสำหรับร้านค้าของคนจีนที่มาจากกวางตุ้ง เป็น Heritage ด้วยเช่นกัน” พี่สมชัยกล่าวพร้อมกับชวนผมให้ผมมองผ่านถังไม้หลายใบหลายขนาด ไปยังบริเวณที่ประดิษฐานสิ่งศักดิ์สิทธิ์ภายในร้าน

แกะรอยประวัติสำเพ็ง-เยาวราช ผ่านร้านถังไม้ซุ่ยล้ง และช่างตีเหล็กคนสุดท้ายในเซียงกง
ที่ประดิษฐานปึงเถ่า จัดตามธรรมเนียมกวางตุ้ง

“ดูด้านบนก่อนนะครับ นั่นคือที่ประดิษฐานปึงเถ่า ท่านเป็นเทพเจ้าคุ้มครองทั้งบ้านและผู้อยู่อาศัย ร้านนี้เป็นร้านคนกวางตุ้ง สังเกตได้จากโบว์แดงที่ทำจากผ้าดิบ หากเป็นคนแต้จิ๋ว จะใช้ผ้าอีกอย่าง คนแต้จิ๋วมักใช้ผ้าบาง ๆ ฟู ๆ แทน พอนึกออกใช่ไหมครับ ร้านซุ้ยล้งยังจัดแท่นบูชาปึงเถ่าตามแบบโบราณอย่างแท้จริง เพราะมีโลหะประดับอยู่ตรงกลางแบบนี้ แล้วการนำผ้ามาจับจีบรอบโลหะทรงกลม ซึ่งพบเห็นได้ในครอบครัวที่มาจากกวางตุ้งเป็นส่วนใหญ่”

แกะรอยประวัติสำเพ็ง-เยาวราช ผ่านร้านถังไม้ซุ่ยล้ง และช่างตีเหล็กคนสุดท้ายในเซียงกง
แกซิ้งหรือป้ายบรรพชน เป็นแกซิ้งรุ่นใหม่ที่ปรากฏภาพถ่ายบนป้าย   

“ด้านซ้ายเป็นป้ายบรรจุคำมงคล เรียกว่าตุ้ยเลี้ยง เป็นเหมือนคำอวยพรให้ผู้อยู่อาศัยร่วมกันสืบทอดกิจการให้มั่นคงเจริญก้าวหน้าต่อไป ถัดลงมาคือป้ายบรรพชน เรียกว่าแกซิ้ง เป็นการแสดงกตัญญูต่อบรรพบุรุษ แกซิ้งที่เห็นอยู่นี้เป็นแกซิ้งที่มาในยุคหลัง ๆ เพราะปรากฏรูปภาพถ่ายของบรรพบุรุษรุ่นพ่อรุ่นแม่หรือรุ่นปู่อยู่ด้วย ถ้าเป็นสมัยก่อนในเมืองจีนจะไม่มีภาพถ่ายเช่นนี้ แกซิ้งป้ายนี้บอกทั้งชื่อและสถานที่เกิดของท่านในเมืองจีน และยังมีคำอวยพรให้ลูกหลานด้วยเช่นกัน” ผมฟังพี่สมชัยบรรยายอย่างเพลิดเพลิน สิ่งที่สังเกตได้คือจะมีคำอวยพรคู่กับทุกป้ายศักดิ์สิทธิ์ เพื่อมอบขวัญและกำลังใจให้ลูกหลานรักษาธุรกิจของครอบครัวสืบต่อไป

แกะรอยประวัติสำเพ็ง-เยาวราช ผ่านร้านถังไม้ซุ่ยล้ง และช่างตีเหล็กคนสุดท้ายในเซียงกง
ตี่จู้เอี๊ยะหรือเจ้าที่

“ส่วนด้านล่างคือตี่จู้เอี๊ยะ แปลง่าย ๆ คือเจ้าที่ เมื่อก่อนคนจีนโพ้นทะเลเดินทางมาตั้งรกรากในสยาม ส่วนมากจะมีความคิดว่าเราเป็นคนต่างถิ่น เข้ามายังพื้นที่ที่มีผู้อาศัยอยู่มาแต่เก่าก่อน จึงสมควรที่จะตั้งศาลเพื่อแสดงการเคารพบูชาเจ้าที่ดั้งเดิม เฮียว่าใคร ๆ ก็รู้จักตี่จู้เอี๊ยะดีเพราะเรามักเห็นกันอยู่เสมอ แต่วันนี้เราได้เห็นทั้งปึงเถ่า ตุ้ยเลี้ยง และแกซิ้งพร้อมกับตี่จู้เอี๊ยะด้วยเลย ร้านคนกวางตุ้งในสำเพ็งก็มักจะตกแต่งด้วยสิ่งศักดิ์สิทธิ์เหล่านี้ไว้คู่กับร้านมาหลายรุ่น เพื่อเป็นมงคลต่อทั้งสมาชิกครอบครัวและธุรกิจ คนจีนเป็นคนมุมานะ ทำงานหนัก ต้องการพลังใจให้ฝ่าฟันไปข้างหน้า สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหมดนี้ช่วยเป็นกำลังใจได้เสมอ”

ผมว่านี่คือการให้คุณค่ากับสิ่งประดับตกแต่งร้านเล็ก ๆ น้อย ๆ ภายในร้าน ที่ช่วยสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับวัฒนธรรมความคิดความเชื่อของผู้คนในสำเพ็งได้เป็นอย่างดี

ว่าด้วยเรื่องถังไม้

ในที่สุดผมก็ได้พบกับ คุณชูศักดิ์ ไชยโชติช่วง ผู้สืบทอดธุรกิจถังไม้ต่อจากบรรพบุรุษ และเป็นคนสำคัญที่เราอยากชวนคุยในวันนี้

“สวัสดีครับ เข้ามา เข้ามา ร้านซุ้ยล้งเป็นร้านเก่า เฮียทำต่อมาจากรุ่นเตี่ย ทำมานานแค่ไหนเหรอ…หลายสิบปีแล้ว อย่านับเลย (หัวเราะ)” เฮียชูศักดิ์คุยอย่างสนุกสนาน

แกะรอยประวัติสำเพ็ง-เยาวราช ผ่านร้านถังไม้ซุ่ยล้ง และช่างตีเหล็กคนสุดท้ายในเซียงกง

“ถังไม้เกิดขึ้นก่อนทุกอย่าง เฮียว่ามีอายุนับพัน ๆ แล้วปีนะ มันมากับพวกไห พวกโอ่ง ที่ทำจากดิน สมัยก่อนไม่มีถังพลาสติกนะ อาจมีกาละมังสังกะสีบ้าง แต่สนิมขึ้นแล้วก็บุบง่าย เมื่อก่อนคนสำเพ็งใช้ถังไม้กันทั้งนั้น”

ถังไม้มีความสำคัญในเชิงพาณิชย์มาตั้งแต่อดีต การขนส่งสินค้าต้องใช้เรือเป็นพาหนะหลัก ไม่ว่าจะเป็นเรือสำเภาหรือเรือกลไฟ นอกจากจะใช้ถังไม้ลำเลียงน้ำจืดบรรจุไว้บนเรือก่อนออกเดินทางแล้ว คนแถวสำเพ็งและทรงวาดยังค้าขายข้าวและผลิตผลทางการเกษตรกันเป็นหลักมานับร้อย ๆ ปี พ่อค้านิยมใช้ถังไม้เป็นที่เก็บรักษาข้าวสาร ข้าวโพด ถั่ว ฯลฯ ให้อยู่ในสภาพดี พร้อมตักแบ่งขายทันทีที่ลูกค้าแวะมา

แกะรอยประวัติสำเพ็ง-เยาวราช ผ่านร้านถังไม้ซุ่ยล้ง และช่างตีเหล็กคนสุดท้ายในเซียงกง
ถังตวงข้าวสารพร้อมที่ปาด

“อย่างถังนี้เป็นถังตวงข้าวสาร เมื่อก่อนเวลาใครมาซื้อข้าวสารที่สำเพ็ง ก็จะใช้ถังแบบนี้ตวงข้าวสารขึ้นมาจากถังไม้ใหญ่ ๆ แล้วก็เอาไม้ปาดให้ข้าวสารเสมอปากถัง ไม่ให้ข้าวล้นขึ้นมา เวลาคนมาสั่งว่า ‘ซื้อข้าวสารถังนึง’ คนขายก็จะตวงด้วยถังแบบนี้ บางถังมีตราครุฑประทับไว้ด้วย เพื่อรับรองว่าเป็นถังมาตรฐาน (หัวเราะ)”

นอกจากถังไม้จะมีความสำคัญในเชิงพาณิชย์แล้ว ก็ยังมีความสำคัญในวิถีชีวิตประจำวันของคนสำเพ็งด้วย

แกะรอยประวัติสำเพ็ง-เยาวราช ผ่านร้านถังไม้ซุ่ยล้ง และช่างตีเหล็กคนสุดท้ายในเซียงกง
ถังล้างจาน ถังซักผ้า ไปจนถัง (อ่าง) อาบน้ำ

“ถังตื้น ๆ ที่ปากกว้างนี่ก็มักจะเป็นถังล้างจาน ถังซักผ้า สำหรับครอบครัวขนาดกลางก็ขนาดนี้ ถ้าครอบครัวใหญ่หน่อย ขนาดปากถังก็กว้างขึ้น”

ข้อสันนิษฐานหนึ่งคือคนไทยสมัยก่อนมักปลูกบ้านริมน้ำหรืออาศัยอยู่ในแพ และมีวิถีชีวิตเกี่ยวข้องกับน้ำ ในขณะที่คนจีนสำเพ็งเป็นคนค้าขาย ปลูกบ้านร้านค้าอยู่บนบก คนไทยซักผ้าล้างชามกันได้ริมน้ำ ขณะที่คนจีนในสำเพ็งอยู่ลึกเข้ามา ต้องอาศัยถังไม้ไปหาบน้ำจากแหล่งน้ำกลับมาบ้าน จะซักผ้าล้างจานก็ต้องอาศัยถังไม้เช่นกัน ถังไม้จึงมีบทบาทต่อคนสำเพ็งมากทีเดียว

“ถังมีหลายขนาดและมีรูปทรงที่แตกต่างกัน เช่น ปากถังก็มีทั้งกว้างและแคบ อย่างเรื่องความจุ มีทั้งแบบตื้นและลึก หรือรูปทรง ก็มีทั้งทรงกลมและทรงรี มีทั้งกว้างเสมอกัน หรือกว้างด้านบนแต่แคบลงด้านล่าง หรือแคบด้านบนแล้วบานออกด้านล่าง การนำถังไม้ไปใช้มีหลายวัตถุประสงค์ ขึ้นอยู่ว่าจะนำไปใช้อย่างไร ถ้าสั่งถังไม้ไปใช้หมักใช้ดองของกิน เราจะไม่รัดถังด้วยโลหะ ต้องใช้หวายรัด ไม่อย่างนั้นอันตราย น้ำส้มมันกัดเหล็กได้” เฮียชูศักดิ์อธิบาย การทำถังไม้ก็มีรายละเอียดที่ต้องพิจารณาหลายอย่างทีเดียว

แกะรอยประวัติสำเพ็ง-เยาวราช ผ่านร้านถังไม้ซุ่ยล้ง และช่างตีเหล็กคนสุดท้ายในเซียงกง
ถังไอศกรีม

“ถังทรงนี้เมื่อก่อนเป็นถังไอศกรีม เขาจะเอาถังโลหะอีกใบที่ใส่ส่วนผสมไอศกรีมแช่ลงในถังไม้ทรงนี้ ในถังไม้ก็อัดน้ำแข็งกับเกลือเม็ดจนเต็ม แล้วก็มีเครื่องปั่นไอศกรีมที่มีมอเตอร์เชื่อมกับใบพัด จากนั้นก็เอาใบพัดกับมอเตอร์มาประกบด้านบน พอเดินเครื่องให้มอเตอร์ทำงาน มอเตอร์ก็จะหมุนใบพัดเพื่อปั่นส่วนผสมไอศกรีมที่อยู่ในหม้อโลหะไปเรื่อย ๆ ความเย็นจากน้ำแข็งและเกลือในถังไม้จะค่อย ๆ ซึมผ่านถังโลหะไปยังส่วนผสมจนทำให้กลายเป็นไอศกรีม แต่เดี๋ยวนี้ถังไอศกรีมเป็นถังสเตนเลสหมดแล้ว ถังแบบนี้เลยกลายเป็นถังประดับแทน บางคนก็นำไปเป็นถังใส่ของ ใส่ต้นไม้ หรือไปใช้ตกแต่ง”

แกะรอยประวัติสำเพ็ง-เยาวราช ผ่านร้านถังไม้ซุ่ยล้ง และช่างตีเหล็กคนสุดท้ายในเซียงกง
พิมพ์เต้าหู้

ร้านซุ้ยล้งไม่ได้ทำแต่ถังไม้ แต่ยังมีของเด็ดอื่น ๆ ที่ทำจากไม้ด้วย

“ที่เห็นเป็นไม้ทรงสี่เหลี่ยมนี้คือพิมพ์สำหรับผลิตเต้าหู้ เทส่วนผสมสำหรับทำเต้าหู้ลงไปในพิมพ์เหลี่ยมนี้ แล้วเอาไม้ปิดทับด้านบนเพื่อกดส่วนผสมที่ทำจากถั่วเหลืองและรีดเอาน้ำออก ด้านล่างก็มีแผ่นไม้อีกแผ่นรองไว้ ซึ่งมักทำเป็นลายตารางเส้น ๆ เมื่อรีดน้ำออกไปหมดแล้ว ส่วนผสมก็จะจับตัวกันเป็นก้อนเต้าหู้ แล้วเราจึงค่อยแคะเต้าหู้ออกจากพิมพ์ ถ้าพลิกด้านล่างเต้าหู้ดูก็จะเห็นลายตารางเส้น ๆ แบบเดียวกับลายบนแผ่นไม้ เมื่อก่อนคนสำเพ็งทำอาหารเอง ทำเต้าหู้เอง หมักน้ำปลา หมักซอสถั่วเหลืองเอง ดองผักเอง ใช้ถังไม้ทั้งนั้น”

ในวันนี้ที่วิถีชีวิตคนสำเพ็งเปลี่ยนไป ร้านซุ้ยล้งต้องปรับตัวอย่างไรบ้าง

“เรามีทั้งกลุ่มลูกค้ากลุ่มเดิมและกลุ่มใหม่ กลุ่มเดิมคือคนที่ยังชินกับการใช้ถังไม้ทำอะไรต่าง ๆ เช่น ใช้ถังไม้เก็บข้าวสาร เพราะช่วยรักษาไม่ให้มอดขึ้น ดูดซับความชื้นได้ดี ข้าวสารไม่แตกหักเสียหาย หรือใช้ถังไม้ใส่ของหมักดอง เพราะปลอดภัยกว่าดองในถังพลาสติกหรือถังโลหะ ให้สี กลิ่น และรสดีกว่า หรือถังไม้ใส่เฉาก๊วยหรือกวยจั๊บ เคยเห็นใช่ไหม คนทำก็รู้สึกว่าถังไม้ทำให้ของกินพวกนี้รสดีกว่า คนทานก็รู้สึกปลอดภัยกว่า เวลาเห็นคนตักเฉาก๊วยจากถังไม้ มันดูขลังกว่าเยอะ (หัวเราะ) 

“เแต่ก็นับว่าคนใช้น้อยลงนะ เพราะมีอุปกรณ์อื่น ๆ มาทดแทน นอกจากลูกค้ากลุ่มเดิมแล้ว ก็มีลูกค้ากลุ่มใหม่ที่ชอบนำถังไม้ไปใช้ประดับ อย่างนำไปปลูกต้นไม้ ไปประดับบ้านตามมุมต่าง ๆ หรือถังสำหรับใช้ในห้องอบไอน้ำ หรือเซาน่าในพวกสปา โรงแรม หรือรีสอร์ต ช่วงที่ภาพยนตร์เรื่อง Pirates of the Caribbean กำลังฮิต ถังไม้ขายดีเลย (หัวเราะ)”

เฮียชูศักดิ์ยังคงสืบสานธุรกิจของครอบครัวด้วยความมุ่งมั่นให้ถังไม้ยังเป็นสินค้าคู่สำเพ็งต่อไป ผมแอบเห็นภาพถังไม้ใส่ต้นไม้หลายชนิดประดับอยู่บนระเบียงบ้านขึ้นมาบ้างแล้ว วันหลังต้องมาอุดหนุนเฮียเสียหน่อย

“มาเลย ถังไม้ร้านเฮียส่วนมากทำจากไม้สัก คุณภาพดีเยี่ยม” เฮียชูศักดิ์ยืนยันเป็นการส่งท้ายก่อนเราร่ำลากัน

แกะรอยประวัติสำเพ็ง-เยาวราช ผ่านร้านถังไม้ซุ่ยล้ง และช่างตีเหล็กคนสุดท้ายในเซียงกง

ว่าด้วยเหล็ก

จากร้านซุ้ยล้ง ผมเดินต่อไปตามซอยวานิช 2 ออกจากย่านสำพ็งสู่ตลาดน้อย บริเวณนี้คนส่วนใหญ่เรียกกันติดปากว่า ‘เซียงกง’ เป็นแหล่งรวมชิ้นส่วนเหล็กนานาชนิด อะไหล่รถ อะไหล่เครื่องจักรสารพัด เราเดินไปจนถึงบริเวณท่าเรือภาณุรังษี ซึ่งได้มีการจัดสรรพื้นที่ส่วนหนึ่งเป็นพิพิธภัณฑ์ตลาดน้อย เดิมพื้นที่นี้เป็นของราชพัสดุ ปัจจุบันอยู่ในความดูแลของกรมธนารักษ์ กระทรวงกลางคลัง พี่สมชัยชี้ให้ผมดูอาคารไม้โบราณขนาดใหญ่ที่หลงเหลือในบริเวณนั้น

แกะรอยประวัติสำเพ็ง-เยาวราช ผ่านร้านถังไม้ซุ่ยล้ง และช่างตีเหล็กคนสุดท้ายในเซียงกง
อดีตโรงกลึงขนาดใหญ่ เคยเป็นโรงซ่อมบำรุงเครื่องจักรกลเรือ

“ตลาดน้อยเคยเป็นแหล่งซ่อมเรือขนาดใหญ่มาก่อน อาคารไม้เหล่านี้เดิมเป็นโรงกลึงสำหรับทำชิ้นส่วนต่าง ๆ ของเรือ และยังเป็นโรงซ่อมบำรุงเครื่องจักรกลเรือที่มีคุณภาพ ซ่อมเพลาเรือใหญ่ ๆ ได้เลย อันนี้คืออีกหนึ่งหลักฐานทางประวัติศาสตร์ชุมชน และถ้ามองดี ๆ เราจะเห็นจุดเชื่อมของการที่ช่างตีเหล็กจากจีนเข้ามาอยู่อาศัยและดำเนินธุรกิจในย่านนี้มาแต่โบราณ” พี่สมชัยเริ่มเล่า

“ช่างตีเหล็กในย่านนี้ส่วนมากเป็นชาวแคะที่อยู่ในมณฑลฮกเกี้ยน สังเกตได้จากศาลเจ้าฮกเกี้ยนที่ตั้งอยู่ในบริเวณนี้มาแต่โบราณ แล้วถ้าเราไปเดินคุยกับช่างตีเหล็กที่นี่ ก็จะพบว่าบรรพบุรุษของหลายต่อหลายคนมาจากหย่งติ้ง ซึ่งเป็นเขตที่อยู่อาศัยของคนแคะในมณฑลฮกเกี้ยน” 

เมื่อผมกลับไปสืบค้นเรื่องราวเกี่ยวกับหย่งติ้ง ก็พบข้อมูลที่น่าสนใจว่า หย่งติ้งมีหมู่บ้านที่สร้างบ้านจากดิน ชื่อว่าหมู่บ้านดินถู่โหลว ลักษณะบ้านดินนั้นเป็นเอกลักษณ์โดดเด่น เพราะเป็นทรงวงแหวนขนาดใหญ่ เป็นสถาปัตยกรรมโบราณของชาวจีนแคะอายุกว่า 300 ปี ที่วันนี้รัฐบาลจีนอนุรักษ์ไว้เป็นอย่างดี และได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกเรียบร้อยแล้ว

ตามหลังชาวสำเพ็งไปสืบประวัติไชน่าทาวน์ ผ่าน ‘ซุ้ยล้ง’ ร้านถังไม้เก่าแก่ และช่างตีเหล็กคนสุดท้ายในเซียงกง
หมู่บ้านถู่โหลว หย่งติ้ง
ภาพ : commons.wikimedia.org/wiki/File:Earth_buildings-Tianluokeng.jpg

“คนไทยแต่เดิมมีทักษะการตีเหล็กเพื่อเป็นอาวุธ อย่างดาบสั้น ดาบยาว ง้าว หรืออุปกรณ์การเกษตรอย่างเคียวเกี่ยวข้าว ซึ่งเป็นสิ่งที่ใช้กันในสังคมไทยมาเนิ่นนาน พอช่างตีเหล็กจากจีนเดินทางเข้ามา ก็นำทักษะการตีเหล็กสำหรับผลิตอุปกรณ์ใหม่ ๆ เข้ามาด้วย อุปกรณ์การครัวก็เช่น มีดอีโต้ มีดปังตอ หรือตะขอแขวนหมู เป็นต้น อาวุธก็เป็นหอกและทวน ซึ่งต่างจากไทย 

“เมื่อความเจริญทางการค้าพุ่งขึ้นถึงขีดสุดในสมัยรัชกาลที่ 3 และ 4 บริเวณนี้กลายเป็นท่าเรือสำคัญ ทำให้ต้องอาศัยฝีมือของช่างตีเหล็กในหลาย ๆ ด้าน อย่างการผลิตโซ่และสมอ การตีเหล็กเพื่อทำบานพับ กลอน หรือที่จับประตูและหน้าต่าง สำหรับสร้างและซ่อมห้องพักบนเรือกลไฟ การตีเหล็กเพื่อทำแนวระเบียงกั้นบนดาดฟ้าเรือ การตีเหล็กเพื่อผลิตตะปูและสลักที่ใช้ยึดชิ้นส่วนต่าง ๆ ของเรือ เป็นต้น ซึ่งช่างตีเหล็กที่อพยพมาจากจีนคือแรงงานสำคัญในกระบวนการดังกล่าว เพราะมีประสบการณ์ ความรู้ ความเชี่ยวชาญ และทักษะมากกว่า”

แล้วความสามารถในการตีเหล็กของบรรพบุรุษจากฮกเกี้ยน ส่งผลอย่างไรต่อการพัฒนาเซียงกงให้กลายเป็นแหล่งชิ้นส่วนอะไหล่รถยนต์และเครื่องจักรนานาประเภทในปัจจุบัน

“การตีเหล็กทำให้เข้าใจเรื่องเหล็กเป็นอย่างดีว่ามีคุณสมบัติอย่างไร ความเชี่ยวชาญในการตีเหล็กมักเป็นความเชี่ยวชาญเฉพาะส่วน อย่างใครตีมีดเก่ง ก็ทำแต่มีด ใครตีโซ่เก่ง ก็ทำเฉพาะโซ่ ใครทำบานพับหรือที่จับเก่ง ก็ทำแต่สิ่งนั้น นั่นคือความเข้าใจเรื่องชิ้นส่วนประเภทต่าง ๆ ที่ประกอบขึ้นมาเป็นวัสดุหรือเครื่องจักรอะไรบางอย่าง เขาจึงแยกอะไหล่ ถอดอะไหล่ แกะอะไหล่ออกมาเป็นชิ้น ๆ ได้ 

“ถ้าลองสังเกตดี ๆ ร้านขายอะไหล่ในตลาดน้อยเป็นร้านที่ขายอะไหล่เฉพาะส่วน แต่ละร้านก็จะมีชิ้นส่วนนั้นชิ้นส่วนนี้ไม่เหมือนกัน คนนี้เชี่ยวชาญเฟืองท้าย คนนี้เชี่ยวชาญแหนบ คนนี้เชี่ยวชาญเกียร์ ฯลฯ ไม่เหมือนกัน ซึ่งทักษะเช่นนี้มาจากการที่ย่านนี้เป็นที่รวมช่างตีเหล็กที่มีความชำนาญต่อวัสดุแต่ละชิ้น จนแยกแยะส่วนประกอบได้”

ตามหลังชาวสำเพ็งไปสืบประวัติไชน่าทาวน์ ผ่าน ‘ซุ้ยล้ง’ ร้านถังไม้เก่าแก่ และช่างตีเหล็กคนสุดท้ายในเซียงกง

จากท่าเรือภาณุรังษี เราเดินคุยกันไปเรื่อย ๆ ไล่ไปตามซอยวานิช 2 ผ่านกองชิ้นส่วนอะไหล่สารพัดชนิด เพื่อตามหาช่างตีเหล็กที่กล่าวกันว่าเป็นช่างคนสุดท้ายของตลาดน้อย

ร้านตีเหล็กเฮียเกรียงศักดิ์

“สวัสดีครับ เฮียชื่อ เกรียงศักดิ์ เกิดผลเจริญยิ่ง เป็นช่างตีเหล็กมานานกว่า 50 ปีแล้ว สืบทอดต่อจากพ่อ” เป็นความโชคดีของพี่สมชัยและผมมากที่พบเฮียเกรียงศักดิ์อยู่ในร้านพอดี ร้านของเฮียอยู่ในซอยย่อยที่ต้องอาศัยการเดินเท้าเข้าไปหาเท่านั้น

ผมรีบแนะนำตัวเองทันทีและขออนุญาตคุยกับเฮียไปเรื่อย ๆ ระหว่างที่เฮียกำลังทำงานในบ่ายวันนั้น และเฮียเกรียงศักดิ์ก็ใจดีมาก ๆ ที่กรุณาอนุญาตตามคำขอ

ตามหลังชาวสำเพ็งไปสืบประวัติไชน่าทาวน์ ผ่าน ‘ซุ้ยล้ง’ ร้านถังไม้เก่าแก่ และช่างตีเหล็กคนสุดท้ายในเซียงกง

“เมื่อก่อนไม่มีใครเป็นลูกมือให้พ่อ เฮียก็ไม่ใช่เด็กเรียนหนังสือเก่ง เลยมาเป็นลูกมือพ่อเอาดีทางตีเหล็ก และเริ่มทำตั้งแต่อายุ 18 เฮียว่าตีเหล็กไม่ยากนะ แต่เป็นงานที่ต้องอาศัยความอดทนสูง แน่นอนว่าต้องทนร้อน ทนพวกเขม่าและควันเวลาจุดเตาหลอม ทนความเมื่อย ค้อนหนักราว ๆ 2 กิโล เราต้องออกแรงตีทั้งวัน ทนต่อเสียงดังเวลาค้อนกระทบบนโลหะ โป๊ก ๆๆ” เฮียเกรียงศักดิ์บรรยายได้อรรถรสครบทั้งภาพ เสียง และความรู้สึก

ตึกแถวอันเป็นที่ตั้งของร้านตีเหล็กนั้นไม่ใช่ตึกโบราณอย่างร้านซุ้ยล้งที่เราไปแวะมาเมื่อสักครู่ แต่ก็เป็นตึกที่เฮียอาศัยประกอบอาชีพช่างตีเหล็กมานานหลายสิบปี สิ่งที่เฮียบอกว่าเป็น Heritage แน่ ๆ ก็คือการจัดสภาพร้านและอุปกรณ์ตีเหล็กทั้งหมด

“ร้านตีเหล็กในย่านนี้ก็สร้างเหมือนร้านเฮียทั้งหมดนั่นแหละ แบบนี้เลย เข้ามามีเตาหลอมวางมุมหนึ่ง ใกล้ ๆ ถุงถ่าน มีทั่งวางตรงกลาง เพราะต้องการพื้นที่ตีหรือดัดเหล็ก แล้วร้านก็จะมีสีออกเทา ๆ เพราะมีควันและเขม่าจับ ตั้งแต่เด็ก ๆ เฮียก็เห็นเตี่ยทำงานในสภาพแบบนี้ ร้านตีเหล็กในย่านนี้ก็เป็นแบบนี้มานานแล้ว” เฮียเกรียงศักดิ์เล่า ภาพร้านเล็ก ๆ ของเฮียเพียงร้านเดียวช่วยให้ผมพอจินตนาการสภาพของตลาดน้อยสมัยที่เคยอุดมไปด้วยร้านตีเหล็กแบบนี้ได้

ตามหลังชาวสำเพ็งไปสืบประวัติไชน่าทาวน์ ผ่าน ‘ซุ้ยล้ง’ ร้านถังไม้เก่าแก่ และช่างตีเหล็กคนสุดท้ายในเซียงกง

ต่อจากนั้นไม่นานเฮียเกรียงศักดิ์ก็เริ่มจุดเตาหลอม ซึ่งเป็นของเก่าคู่ร้านมากว่า 30 ปี โดยเริ่มจากการตักถ่านมาใส่ในเตาก่อนจุดไฟ

“ถ่านต้องเป็นถ่านไม้ไผ่ด้วยนะ ถ่านไม้ไผ่ร้อนเร็วและให้ความร้อนสูง เป็นถ่านที่เผาดี ไม่กัดเหล็ก”

วลีที่ว่า “เผาดี ไม่กัดเหล็ก” นั้น เป็นภาษาช่างตีเหล็กที่ใช้อธิบายคุณสมบัติของถ่านไม้ไผ่ เพราะถ่านไม้ไผ่จะให้ความร้อนคงที่สม่ำเสมอ นั่นคือการรักษาอุณหภูมิที่ต้องการไว้ไม่ให้เพิ่มขึ้นจนเกินความต้องการ ถ้าหากอุณหภูมิไม่คงที่ ปล่อยความร้อนออกมามากเกินไป ก็อาจหลอมละลายโลหะประเภทนั้น ๆ ไปได้ นอกจากนั้นยังไม่มีเขม่าขี้เถ้าจากถ่านมาติดกับเนื้อเหล็กจนทำให้ชิ้นงานไม่สวย

ตามหลังชาวสำเพ็งไปสืบประวัติไชน่าทาวน์ ผ่าน ‘ซุ้ยล้ง’ ร้านถังไม้เก่าแก่ และช่างตีเหล็กคนสุดท้ายในเซียงกง

“อุณหภูมิเตาหลอมจะมากหรือน้อยแค่ไหน ขึ้นอยู่กับว่ากำลังตีโลหะอะไร อย่างหัวแร้งบัดกรี ทำจากทองแดง ก็จะร้อนไม่มากเท่าเหล็ก ไม่งั้นละลายหมด ถ้าตีเหล็ก ก็ต้องอุณหภูมิสูงกว่า เฮียไม่มีปรอทวัดอุณหภูมิหรอกนะ เฮียกะเอา ร่างกายเรานี่แหละบอกอุณหภูมิได้ดีที่สุด” 

เสียงมอเตอร์พัดลมข้างเตาหลอมดังขึ้นเบา ๆ พัดลมถือเป็นอุปกรณ์สมัยใหม่ที่นำมาใช้เพื่อให้ถ่านติดไฟง่ายและเร่งความร้อนได้เร็วขึ้น แทนที่กระบอกลมที่เคยทำหน้าที่นี้มาก่อน

ตามหลังชาวสำเพ็งไปสืบประวัติไชน่าทาวน์ ผ่าน ‘ซุ้ยล้ง’ ร้านถังไม้เก่าแก่ และช่างตีเหล็กคนสุดท้ายในเซียงกง

เมื่อร้อนได้ที่ เฮียเกรียงศักดิ์ก็นำแท่งเหล็กจำนวนหนึ่งมาวางไว้บนเตาหลอม รอจนเนื้อเหล็กหลอมกลายเป็นสีแดง ก่อนนำคีมคีบออกมาตีบนทั่งที่ตั้งอยู่ข้างเตา

“อุปกรณ์สำคัญคือทั่ง มันคือแท่งเหล็กกล้าสำหรับรองรับการตีเหล็ก อันนี้เป็นเหล็กจากเยอรมนี เมื่อก่อนร้านตีเหล็กแถวนี้ใช้ทั่งจากเยอรมนีบ้าง จากอังกฤษบ้าง เป็นอุปกรณ์สำคัญ ต้องเลือกให้ดีทั้งความแข็งแรงและขนาด ทั่งนี้เป็นของเตี่ย พอเฮียรับช่วงมา เฮียก็ซื้อต่อจากเตี่ยอีกที” เฮียเกรียงศักดิ์เล่าไปพร้อมกับสาธิตวิธีการตีเหล็กไป วันนี้เฮียกำลังตีคีมเหล็กคีบเบ้าหลอมสำหรับหล่อพระพุทธรูป ซึ่งเป็นสินค้าหลักที่มีลูกค้ารอคิวอยู่มากมาย

ตามหลังชาวสำเพ็งไปสืบประวัติไชน่าทาวน์ ผ่าน ‘ซุ้ยล้ง’ ร้านถังไม้เก่าแก่ และช่างตีเหล็กคนสุดท้ายในเซียงกง

“เฮียทำพวกอุปกรณ์หล่อพระพุทธรูป อย่างเหล็กคีบเบ้าหลอม ช้อนสำหรับเททอง แล้วก็เหล็กอุ้มหม้อหลอม นอกจากนั้นก็มีคอแร้งบัดกรี แค่นี้ก็ทำไม่ทันแล้ว (หัวเราะ) ตอนนี้เฮียทำคนเดียวเลย ไม่มีคนงานช่วย เมื่อก่อนมีลูกมืออยู่คน แต่หายไปเฉย ๆ ความจริงการตีเหล็กควรทำ 2 คนนะ จะได้ช่วยกัน จะง่ายขึ้นเยอะ พอเหลือคนเดียว เฮียก็ต้องดัดแปลงวิธีหน่อย แต่คุณภาพไม่เปลี่ยนนะ ทุกอย่างคงทนเหมือนเดิม ก็อาจจะผลิตงานได้ช้าลงบ้างเท่านั้น” 

เสียงค้อนตีเหล็กดังขึ้นเป็นระยะ เฮียเกรียงศักดิ์หยิบจับอุปกรณ์ต่าง ๆ อย่างคล่องแคล่วพร้อมพูดคุยกับเราไปเรื่อย ๆ ความร้อนจากเหล็กและเตาหลอมส่งผ่านมายังตัวผมจนรู้สึกได้ คนที่ทำงานแบบนี้ต้องมีความรักในงานอย่างแท้จริง

ตามหลังชาวสำเพ็งไปสืบประวัติไชน่าทาวน์ ผ่าน ‘ซุ้ยล้ง’ ร้านถังไม้เก่าแก่ และช่างตีเหล็กคนสุดท้ายในเซียงกง
อุปกรณ์เททองหล่อพระพุทธรูป

ไม่นานเฮียเกรียงศักด์ก็ตีเหล็กได้จำนวนหนึ่ง เฮียพักเติมถ่านไม้ไผ่ลงไปในเตา เปิดพัดลมเร่งไฟอีกครั้ง ระหว่างนี้ก็หันมาชวนผมให้ดูอุปกรณ์อื่น ๆ ที่อยู่ในร้าน

“อันนี้เรียกปากกาจับเหล็ก มันจะช่วยดัดเหล็กไปตามที่เราต้องการ อันนี้ก็อยู่มานานหลายสิบปีแล้วเหมือนกัน เฮียว่าพอ ๆ กันกับทั่ง นอกจากนั้นก็มีชะแลง สำหรับใช้ในเจาะ ตอก แซะ และงัด อุปกรณ์ก็ประมาณนี้ เมื่อก่อนได้ยินเสียงตีเหล็กดังไปทั่ว ตอนนี้มีไม่มีแล้ว” พูดจบเฮียเกรียงศักดิ์ก็หันไปหยิบแท่งเหล็กจำนวนหนึ่งวางบนเตาหลอมเพื่อจะตีอีกครั้ง

ตามหลังชาวสำเพ็งไปสืบประวัติไชน่าทาวน์ ผ่าน ‘ซุ้ยล้ง’ ร้านถังไม้เก่าแก่ และช่างตีเหล็กคนสุดท้ายในเซียงกง

“ข้างบ้านก็เคยตีเหล็ก แต่ตอนนี้เลิกไปแล้ว ช่วง 20 ปีที่ผ่านมา ร้านตีเหล็กรอบ ๆ เซียงกงเริ่มทยอยปิดตัวลง เขาไปทำอย่างอื่นกันหมดเลย เฮียคิดว่าเฮียเป็นช่างตีเหล็กที่เหลืออยู่เพียงหนึ่งเดียว ลูกชายเฮียเขาเรียนจบมหาวิทยาลัย ทำงานออฟฟิศ เฮียให้เขาเลือกว่าจะทำอะไร อนาคตเป็นของเขา เขาต้องเลือกเอง” 

คำกล่าวของเฮียทำให้ผมนึกถึงผู้สืบทอดธุรกิจต่าง ๆ ในย่านนี้ ไม่ว่าเชือก ถังไม้ หรือเหล็ก ทุกคนเป็นคนใจกว้างที่เปิดโอกาสให้ลูกหลานเลือกทางเดินชีวิตของตัวเองตามความสมัครใจทั้งสิ้น

  แล้วบรรพบุรุษเฮียมาจากหย่งติ้งด้วยรึเปล่าครับ – ผมนึกถึงข้อมูลที่เพิ่งได้รับมาเมื่อสักครู่ แล้วลองถามเฮียเกรียงศักดิ์เป็นคำถามสุดท้าย

“ใช่ ๆ มาจากหย่งติ้งในฮกเกี้ยน แถวนี้มาจากหย่งติ้งกันหลายคน” 

พี่สมชัยและผมกล่าวขอบคุณเฮียเกรียงศักดิ์หลังจากใช้เวลาอยู่นานจนรู้สึกเกรงใจ แต่ก่อนจะพ้นประตูไป พี่สมชัยชี้ให้ผมสังเกตผนังด้านขวาของร้าน ซึ่งประดิษฐานรูปศักดิ์สิทธิ์อยู่บนนั้น

ตามหลังชาวสำเพ็งไปสืบประวัติไชน่าทาวน์ ผ่าน ‘ซุ้ยล้ง’ ร้านถังไม้เก่าแก่ และช่างตีเหล็กคนสุดท้ายในเซียงกง

“รูปศักดิ์สิทธิ์นี้ท่านเป็นเทพประจำร้านตีเหล็กในย่านตลาดน้อย เป็นที่เคารพมากของผู้ที่อยู่ในวิชาชีพนี้ และยังเป็นที่เคารพจนทุกวันนี้” พี่สมชัยให้ข้อมูล

“ลี้ทิก๊วยหรือหลีทิก๊วย ท่านเป็นหนึ่งในเทพ 8 เซียน คนที่ประกอบอาชีพเกี่ยวกับเรื่องเหล็กจะบูชาท่านเป็นเทพสำคัญ เพราะว่านามของท่าน มีคำว่าเหล็กอยู่ด้วย นั่นคือคำว่า ทิ” 

ก่อนกลับออกจาตลาดน้อย พี่สมชัยพาผมเดินไปสักการะศาลของท่านหลีทิก๊วย ซึ่งปรากฏอยู่หลายแห่งในตลาดน้อย ผมจึงไปจดประวัติของท่านและนำมาบันทึกไว้ในบทความนี้ เพื่อให้เราทราบประวัติของท่านกันสักหน่อย 

หลีทิก๊วยมีนามเดิมว่าหลีเหียน เป็นชายหนุ่มรูปงาม กำพร้าบิดามารดา แต่จิตใจใฝ่ดี สนใจท่องพระคัมภีร์และมีน้ำใจฝักใฝ่ธรรมะ ไม่เสพเนื้อสัตว์ เป็นคนรักสันโดษ ต่อมาท่านได้เดินทางไปเขาฮั่วซัวเพื่อฝากตัวเป็นศิษย์ของหลีเล่ากุล ผู้เป็นอาจารย์ใหญ่ พร้อมกับบำเพ็ญภาวนาจนสำเร็จ มีผู้นับถือและสมัครตัวเป็นศิษย์มากมาย จนมีศิษย์ก้นกุฏิผู้หนึ่งนามว่าเอี้ยวจื้อ

วันหนึ่งหลีเหียนได้ถอดวิญญาณออกจากร่าง เพื่อเดินทางไปพบอาจารย์หลีเล่ากุล ท่านฝากให้เอี้ยวจื้อดูแลร่างของท่านไว้ให้ดี พอวันที่ 6 มารดาของเอี้ยวจื้อก็เจ็บหนัก เอี้ยวจื้อรออาจารย์ของตนไม่เห็นกลับมาเข้าร่างสักทีก็คิดว่าตายไปแล้ว จึงเผาร่างอาจารย์แล้วรีบเดินทางไปหามารดาของตน แต่มารดาได้สิ้นชีวิตไปเสียก่อนแล้ว ฝ่ายหลีเหียนนั้น เมื่อถอดวิญญาณไปพบอาจารย์แล้วก็ได้ไปศึกษาวิชาเซียนจาก 36 สำนักจนสำเร็จ พอเดินทางกลับมาก็ไม่พบร่างตน พบแต่กองขี้เถ้า 

วิญญาณหลีเหียนจึงเที่ยวล่องลอยหาร่างใหม่อาศัย เมื่อไปพบศพขอทานขาพิการมีไม้เท้าและถุงข้าวสารอยู่ข้าง ๆ จึงได้เข้าไปอาศัยอยู่ร่างนั้น และได้เสกไม้เท้าให้เป็นไม้เท้าเหล็ก และถุงข้าวสารให้เป็นน้ำเต้า ส่วนข้าวสารนั้นก็กลายเป็นยารักษาโรค และได้เรียกตนเองว่าหลีทิก๊วยมาตั้งแต่วันนั้น จากนั้นก็รีบไปชุบชีวิตให้มารดาของเอี้ยวจื้อผู้เป็นศิษย์เอก ก่อนกลับไปอยู่ที่สำนักของอาจารย์หลีเล่ากุลต่อไป 

ตามหลังชาวสำเพ็งไปสืบประวัติไชน่าทาวน์ ผ่าน ‘ซุ้ยล้ง’ ร้านถังไม้เก่าแก่ และช่างตีเหล็กคนสุดท้ายในเซียงกง

“ร้านเหล็ก ร้านชิ้นส่วนอะไหล่เครื่องยนต์เครื่องจักรในเซียงกง มักจะมีชื่อร้านนำด้วยคำว่าลี้หรือหลี แล้วช่างเหล็กแถวนี้จะแซ่ลี้เป็นส่วนใหญ่ เพราะเทพลี้ทิก๊วยก็แช่ลี้เหมือนกัน ท่านเป็นเหมือนเทพของคนตระกูลลี้พร้อมกับเทพของผู้ประกอบอาชีพเกี่ยวกับเหล็กด้วย” พี่สมชัยเล่าขณะที่เราเดินกลับออกมาจากย่าน ผมเดินไล่อ่านป้ายร้านชิ้นส่วนอะไหล่ต่าง ๆ ไปเรื่อย ๆ และผมก็เห็นป้ายชื่อร้านที่มีคำว่าลี้อยู่หลายร้านจริง ๆ ด้วย 

ผมอำลาพี่สมชัยในเย็นวันนั้นเมื่อการเยี่ยมร้านถังไม้ซุ้ยล้งและร้านตีเหล็กของเฮียเกรียงศักดิ์สิ้นสุดลง

“ขอบพระคุณพี่สมชัยมากครับ เรื่องของเชือก ถังไม้ และเหล็ก ช่วยให้ผมรู้จักสำเพ็ง ทรงวาด และตลาดน้อยมากขึ้น การได้เดินไป ดูไป และคุยไปเรื่อย ๆ แบบนี้ทำให้ผมได้เห็น ได้สัมผัสไปพร้อมกันด้วย” ผมกล่าวกับพี่สมชัยก่อนร่ำลา

ความคิดแวบหนึ่งเกิดขึ้นในสมอง ณ ตอนนั้น แล้วเลยทำให้ผมเอ่ยปากถามพี่สมชัยไป

“ถ้า The Cloud จะจัด Walk เพื่อชวนผู้อ่านมาลองเดินสำรวจและทำความรู้จักสำเพ็ง ทรงวาด ตลาดน้อย ผ่านสรรพสิ่งเล็ก ๆ แบบนี้บ้าง พี่สมชัยพร้อมไหมครับ” 

พี่สมชัยยิ้มกว้างอย่างอารมณ์ดี ก่อนเดินจากไป ถ้าอย่างนั้นผมถือว่าพี่พร้อมนะครับ

ขอบพระคุณผู้ให้สัมภาษณ์

  • คุณสมชัย กวางทองพานิชย์ ห้างหุ้นส่วนจำกัดก้วงเฮงเส็ง และบริษัท ก้องเกษม (1959) จำกัด
  • คุณชูศักดิ์ ไชยโชติช่วง ผู้จัดการร้านซุ้ยล้ง (ถังไม้)
  • คุณเกรียงศักดิ์ เกิดผลเจริญยิ่ง เจ้าของและช่างตีเหล็กแห่งโรงตีเหล็กเฮียเกรียงศักดิ์

Writer

โลจน์ นันทิวัชรินทร์

หนุ่มเอเจนซี่โฆษณาผู้มีปรัชญาชีวิตว่า "ทำมาหาเที่ยว" เพราะเรื่องเที่ยวมาก่อนเรื่องกินเสมอ ชอบไปประเทศนอกแผนที่ที่ไม่ค่อยมีใครอยากไป เลยต้องเต็มใจเป็น solo backpacker Instagram : LODE_OAK

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ปัจจุบันกำลังหัดนอนก่อนเที่ยงคืน

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load