มีช่วงเวลาหนึ่งที่พื้นที่ 453 ไร่ใจกลางกรุงเทพฯ แห่งนี้คือโรงงานผลิตบุหรี่ กลิ่นใบยาสูบกรุ่นอยู่ในคลังเก็บ เครื่องจักรหมุนทำงานทุกวัน และชาวกรุงที่อาศัยอยู่รอบๆ ก็ไม่รู้ว่าวันหนึ่งพื้นที่นั้นจะกลายเป็นป่าที่พวกเขาจะเดินเข้ามาพักหายใจ
วันนั้นมาถึงแล้ว
สวนเบญจกิติ คือหนึ่งในโครงการเปลี่ยนแปลงพื้นที่เมืองที่ใหญ่ที่สุดในกรุงเทพฯ — และบางทีก็ถูกมองข้ามอยู่บ้างเพราะมันทำหน้าที่เงียบๆ ไม่ได้ตะโกนว่าตัวเองสำคัญ
จากบุหรี่สู่บึง
ปี 2535 รัฐบาลนายอานันท์ ปันยารชุน มีมติให้ย้ายโรงงานยาสูบออกจากพื้นที่ใจกลางกรุง และมอบที่ดินบริเวณดังกล่าวทั้งหมด 453 ไร่ เพื่อพัฒนาเป็นสวนสาธารณะเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในโอกาสทรงเจริญพระชนมพรรษา 5 รอบ
ระยะแรก สวนเบญจกิติเปิดตัวอย่างเป็นทางการในปี 2547 ในรูปแบบ สวนน้ำ บึงขนาด 200×800 เมตรที่เกิดจากการขุดดินถมในพื้นที่โรงงานเดิม ล้อมรอบด้วยถนนสำหรับวิ่งออกกำลังกาย ทำหน้าที่เป็นปอดสีเขียวง่ายๆ ที่ชาวกรุงมาใช้ทุกวัน
แต่นั่นยังเป็นแค่ระยะที่หนึ่ง
ระยะที่สอง เมื่อสวนน้ำกลายเป็นป่าในเมือง
ปี 2559 โครงการขยายขนาดใหญ่เริ่มต้น บนพื้นที่อีกกว่า 320 ไร่ที่ยังเหลืออยู่ ทีมสถาปนิกชุมชนและสิ่งแวดล้อม อาศรมศิลป์ รับหน้าที่ออกแบบ พร้อมงบประมาณ 652 ล้านบาท และแนวคิดที่แตกต่างไปจากสวนสาธารณะทั่วไปโดยสิ้นเชิง
แนวคิดหลักคือ Urban Forest — ป่าในเมือง
ไม่ใช่แค่ปลูกต้นไม้แล้วทำทางเดิน แต่คือการสร้างระบบนิเวศจำลองที่สามารถทำงานได้เองตามธรรมชาติ ดูแลตัวเอง บำบัดน้ำเอง รับมือกับน้ำท่วมเอง และเป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์และสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ไปพร้อมกับการเป็นพื้นที่พักผ่อนของมนุษย์
วันที่ 3 สิงหาคม 2565 สวนป่าเบญจกิติระยะ 2-3 เปิดอย่างเป็นทางการ

Wetland ฟองน้ำใจกลางเมือง
หัวใจของสวนป่าเบญจกิติคือพื้นที่ชุ่มน้ำ หรือ Wetland
กรุงเทพฯ มีปัญหาน้ำท่วมมาตลอด เหตุผลส่วนหนึ่งคือพื้นที่ที่เคยเป็น “ฟองน้ำธรรมชาติ” อย่างที่ลุ่มน้ำ บึง และพื้นที่ชุ่มน้ำ ถูกเปลี่ยนเป็นคอนกรีตและตึกระฟ้าไปหมดแล้ว เมื่อฝนตกหนัก น้ำไม่มีที่ดูดซับ มันก็ล้นท่วมถนน
สวนเบญจกิติออกแบบให้มีบึงน้ำ 4 แห่ง รองรับน้ำได้ถึง 128,000 ลูกบาศก์เมตร ทำหน้าที่เป็น “ฟองน้ำ” ของย่านอโศก-รัชดา ดูดซับน้ำฝนที่ระบายไม่ทัน กักเก็บและหน่วงน้ำในช่วงวิกฤต แล้วค่อยๆ ปล่อยออกเมื่อสถานการณ์คลายตัว
และพืชที่ปลูกในพื้นที่ Wetland ไม่ได้อยู่แค่เพื่อความสวยงาม — มันทำงานบำบัดน้ำด้วย พืชพันธุ์ในพื้นที่ชุ่มน้ำมีความสามารถในการดูดซับสารพิษและโลหะหนักจากน้ำผ่านรากและระบบการดำรงชีวิตตามธรรมชาติ เป็นระบบบำบัดน้ำที่ไม่ต้องใช้ไฟฟ้าหรือสารเคมี และไม่เคยหยุดทำงาน
300 ชนิด 8,888 ต้น ความหลากหลายที่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ
การออกแบบพรรณไม้ในสวนเบญจกิติไม่ได้เกิดจากการเลือกต้นไม้ที่สวยงาม แต่เกิดจากการย้อนกลับไปถามว่า กรุงเทพฯ เคยมีพืชพรรณอะไรอยู่
ก่อนที่กรุงเทพฯ จะขยายตัวเป็นมหานคร พื้นที่นี้เคยเป็นที่ราบลุ่มแม่น้ำที่มีความหลากหลายทางชีวภาพซับซ้อนมาก มีพืชพรรณป่าชายเลน พืชพรรณบึงน้ำจืด พืชป่าดิบลุ่มต่ำ และพืชป่าดิบแล้ง ทั้งหมดนั้นสูญหายไปพร้อมกับการขยายตัวของเมือง
สวนเบญจกิติพยายามนำมันกลับมา
พรรณไม้พื้นถิ่นกรุงเทพฯ กว่า 300 ชนิดถูกนำมาปลูก รวมต้นไม้ทั้งหมด 8,888 ต้น แบ่งเป็นต้นไม้เดิมที่อนุรักษ์ไว้ 1,733 ต้น และต้นไม้ที่ปลูกใหม่อีก 7,155 ต้น โดยเกินกว่าครึ่งของต้นไม้ใหม่เหล่านั้นคือไม้กล้าความสูง 80-100 เซนติเมตร ที่ปลูกไว้เพื่อโตขึ้นเองตามธรรมชาติในอีก 10-20 ปีข้างหน้า
ตรรกะของการเลือกพรรณไม้พื้นถิ่นมีความชาญฉลาดเฉพาะตัว — ต้นไม้ที่วิวัฒนาการมาในสภาพแวดล้อมของกรุงเทพฯ ไม่จำเป็นต้องการดูแลพิเศษ เพราะมันรู้วิธีดูแลตัวเองในพื้นที่นี้อยู่แล้ว ลดภาระค่าบำรุงรักษา ลดการใช้น้ำ และลดการพึ่งพาสารเคมี
สวนเบญจกิติจึงไม่ใช่สวนที่ต้องมีคนรดน้ำทุกวัน แต่เป็นสวนที่ออกแบบให้ดูแลตัวเองได้ในระยะยาว

โรงงานที่ไม่ถูกทุบทิ้ง
หนึ่งในสิ่งที่น่าสนใจที่สุดของสวนเบญจกิติคือสิ่งที่พวกเขา ตัดสินใจไม่ทำลาย
อาคารเก่าของโรงงานยาสูบ — โกดังเก็บใบยา โรงงานผลิต สิ่งก่อสร้างเดิม — ไม่ได้ถูกรื้อทิ้งทั้งหมด แต่ถูกแปลงร่างให้มีบทบาทใหม่
โกดังเก็บใบยากลายเป็นอาคารกีฬาในร่มสำหรับคนเมือง ออกแบบโดยยังอนุรักษ์คุณค่าทางสถาปัตยกรรมของอาคารเดิมไว้ รองรับกิจกรรมสุขภาพได้มากกว่า 3,000 คน
โรงงานผลิตยาสูบเดิมถูกปรับเปลี่ยนเป็น พิพิธภัณฑ์การเรียนรู้ธรรมชาติ ที่จำลองพื้นที่สวนป่าไว้ภายในอาคาร — ให้คนที่ไม่สะดวกเดินในสวนจริงๆ ยังมีพื้นที่เรียนรู้เรื่องระบบนิเวศ พรรณไม้ และความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งมีชีวิตในระบบนิเวศที่แตกต่างกัน
มีอัฒจันทร์รองรับกิจกรรมสาธารณะได้กว่า 15,000 คน และแปลงนาสาธิตที่นำเรื่องการเกษตรมาอยู่ในใจกลางเมืองอย่างเป็นธรรมชาติ
การเก็บอาคารเก่าไว้ไม่ใช่แค่เรื่องประหยัดงบประมาณ แต่คือการเคารพประวัติศาสตร์ของสถานที่ — บอกเล่าว่าพื้นที่นี้เคยเป็นอะไรมาก่อน และเดินทางมาถึงวันนี้ได้อย่างไร
เส้นทาง สวนที่เดินได้หลายแบบ
ระบบเส้นทางในสวนเบญจกิติออกแบบมาสำหรับคนหลายประเภทพร้อมกัน
เส้นทางเดินลัดเลาะในธรรมชาติ 5.8 กิโลเมตร เส้นทางวิ่ง 2.8 กิโลเมตร และเส้นทางจักรยาน 3.4 กิโลเมตร รวมระยะทางทั้งหมดมากกว่า 10 กิโลเมตร
จุดเด่นที่สุดคือ Skywalk ระยะทาง 1.6 กิโลเมตร ที่เดินลอยอยู่เหนือพื้นดิน ผ่านเรือนยอดไม้ในบางช่วง และเชื่อมต่อไปถึงสวนลุมพินีซึ่งอยู่ถัดออกไป ทำให้คนสามารถเดินหรือปั่นจักรยานจากสวนหนึ่งไปอีกสวนหนึ่งได้โดยไม่ต้องออกไปสัมผัสถนน
แนวคิด Universal Design ถูกนำมาใช้ตลอดการออกแบบ ทำให้สวนเข้าถึงได้สำหรับทุกคน รวมถึงผู้สูงอายุและผู้พิการ
สวนที่ทำงานโดยไม่รู้ตัว
สิ่งที่น่าสนใจที่สุดเกี่ยวกับสวนเบญจกิติอาจไม่ใช่สิ่งที่มองเห็น แต่คือสิ่งที่เกิดขึ้นโดยที่ไม่มีใครสั่ง
ทุกวันที่ฝนตก บึงน้ำในสวนรับน้ำที่ไหลมาจากพื้นผิวคอนกรีตรอบๆ ทุกวันที่แดดออก พืชในพื้นที่ Wetland ดูดซับสารในน้ำผ่านรากอย่างเงียบๆ ทุกคืนที่คนกลับบ้านหมดแล้ว นก กบ แมลง และสัตว์เล็กๆ ที่เริ่มมาอาศัยในสวนก็ยังคงทำงานของตัวเองต่อไป
ภูมิประเทศดั้งเดิมของกรุงเทพฯ เคยเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความหลากหลายทางชีวภาพซับซ้อนของพันธุ์พืชและสิ่งมีชีวิตจำนวนมาก สิ่งเหล่านั้นกำลังสูญหายไปจากการขยายตัวของเมืองอย่างต่อเนื่องและรวดเร็ว สวนเบญจกิติพยายามคืนสิ่งที่หายไปบางส่วนกลับมา
มันไม่สามารถคืนทุกอย่างได้ ป่าที่สูญหายไปพร้อมการขยายตัวของเมืองมีพื้นที่มากกว่า 453 ไร่นับล้านเท่า แต่สวนเบญจกิติเป็นหลักฐานว่าแม้ในเมืองที่แน่นขนัดอย่างกรุงเทพฯ ก็ยังมีพื้นที่สำหรับระบบนิเวศที่ทำงานได้จริง
สวนที่มีความหมายมากกว่าการพักผ่อน
คนส่วนใหญ่มาสวนเบญจกิติเพื่อวิ่ง เดินเล่น ปั่นจักรยาน หรือถ่ายรูปท่ามกลางพรรณไม้ที่สวยงาม และนั่นก็เป็นเหตุผลที่ดีพอแล้ว
แต่ถ้ารู้ว่าพื้นดินที่เดินอยู่นั้นกำลังดูดซับน้ำไว้ ต้นไม้ที่เดินผ่านกำลังบำบัดอากาศ บึงน้ำที่เห็นอยู่ข้างทางกำลังทำงานหน่วงน้ำเพื่อลดน้ำท่วมในย่านที่อยู่รายล้อม — การเดินในสวนก็อาจรู้สึกต่างไปนิดหนึ่ง
สวนเบญจกิติไม่ได้เป็นแค่พื้นที่พักผ่อน แต่เป็นโครงสร้างพื้นฐานของเมืองที่ทำงานเงียบๆ ทุกวัน เหมือนท่อน้ำใต้ดินที่ไม่มีใครเห็น แต่ถ้าไม่มีมัน ทุกอย่างก็พัง
ความต่างคือท่อน้ำไม่สวยงาม แต่สวนเบญจกิติทำทั้งสองอย่างได้พร้อมกัน
สวนเบญจกิติ ตั้งอยู่ที่ถนนรัชดาภิเษก ระหว่างถนนพระรามที่ 4 กับถนนสุขุมวิท แขวงคลองเตย เขตคลองเตย กรุงเทพฯ | เดินทางด้วย MRT สถานีศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ | เปิดให้เข้าชมทุกวัน
