16 กันยายน 2564
17 K

งานวิจัยจำนวนมากชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของพื้นที่สีเขียวในเมืองต่อผู้คน ตั้งแต่ทำให้มีสุขภาพดีและมีอายุยืนยาวขึ้นได้ จากการมีพื้นที่ไว้ขยับขยายยืดเส้นร่างกาย หมู่มวลต้นไม้ในเมืองช่วยพยุงสุขภาพจิตของผู้คน ไปจนถึงความจริงปวดใจที่ว่า คนรุ่นใหม่โสดมากขึ้น เพราะพวกเขาไม่มีพื้นที่ส่วนกลางเอาไว้พบปะหรือสร้างสัมพันธ์กับใคร ซึ่งนักวิจัยก็ชี้ให้เห็นแล้วว่า สวนสาธารณะอาจช่วยแก้ไขปัญหานี้ได้ด้วยเช่นกัน

การได้มารับฟังแนวคิดการออกแบบพัฒนาสวนลุมพินีในวาระครบรอบ 100 ปี ใน ค.ศ. 2025 จึงเป็นโอกาสที่มีความหมายเหลือเกินสำหรับฉัน ไม่ใช่แค่เพราะฉันโสดหรอก… (ดักคอไว้ก่อน) แต่เป็นเพราะฉันตระหนักแล้วว่า สวนสาธารณะมีความสำคัญมากแค่ไหนต่อชีวิตของคนกรุงเทพฯ 

สวนลุมพินีโฉมใหม่ แนวคิดใหม่ ที่เราจะเห็นในวาระฉลองครบ 100 ปี ในปี 2025
สวนลุมพินีโฉมใหม่ แนวคิดใหม่ ที่เราจะเห็นในวาระฉลองครบ 100 ปี ในปี 2025

ว่าแล้วก็ขอเชิญทุกท่านนั่งลงรอบเก้าอี้ม้าหิน ไม่ไกลจากประตูทางเข้าลานพระบรมราชานุสาวรีย์ รัชกาลที่ 6 ในเวลาใกล้พระอาทิตย์ตกเกือบ 6 โมงเย็น แล้วเงี่ยหูฟังจาก คุณเอิร์ธ-พงศกร ขวัญเมือง โฆษกกรุงเทพมหานคร และ อาจารย์กช-กชกร วรอาคม ภูมิสถาปนิกที่รับผิดชอบการออกแบบสวนลุมฯ ใหม่ให้กรุงเทพมหานครในคราวนี้ เจ้าของผลงานภูมิสถาปัตย์ อุทยาน 100 ปี จุฬาฯ สวนกลางเมืองซึ่งทำหน้าที่เก็บน้ำฝนป้องกันน้ำท่วม อุทยานเรียนรู้ป๋วย 100 ปี สวนสาธารณะของประชาชนทุกคน และ เจ้าพระยาสกายปาร์ค การเปลี่ยนสะพานด้วนให้กลายเป็นสวนสาธารณะบนสะพาน

สวนลุมพินีโฉมใหม่ แนวคิดใหม่ ที่เราจะเห็นในวาระฉลองครบ 100 ปี ในปี 2025

ณ ทางเข้าสวน

กรุงเทพมหานครมีโครงการ Green Bangkok 2030 ตั้งเป้าเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้ได้ตามมาตรฐานสากล สำนักสิ่งแวดล้อม กรุงเทพมหานคร จึงเดินหน้าปรับปรุงสวนสาธารณะ 11 แห่งรอบกรุงเทพฯ ตั้งแต่ต้น ค.ศ. 2020 คุณเอิร์ธบอกว่า โครงการพัฒนาสวนลุมฯ คือการต่อยอดวิสัยทัศน์นั้น ซึ่งเต็มไปด้วยความท้าทายในหลายมิติ

“เวลาเราไปนิวยอร์ก เรานึกถึง Central Park ไปลอนดอน ก็นึกถึง Hyde Park ถ้าพูดถึงกรุงเทพฯ ก็ต้องนึกถึงสวนลุมฯ” คุณเอิร์ธเปิดฉากเล่า “การปรับปรุงสวนลุมฯ ในวาระครบรอบร้อยปี ไม่ใช่แค่การซ่อมบำรุง เพราะบางปัญหาแค่ซ่อมคงไม่พอ เราต้องมองให้ยาวออกไป โดยยึดเอาพระราชปณิธานของในหลวงรัชกาลที่ 6 ที่ทรงมีพระราชดำริไว้เมื่อครั้งกำเนิดสวนสาธารณะแห่งนี้ใหม่ๆ คือ 

‘เพื่อพระราชทานความศุขสำราญแก่ประชาชน แลเปนเครื่องประดับพระมหานคร’ (สจช. ร.7 ม.16/1) 

“นี่คือโจทย์หลักของกรุงเทพมหานคร นำโดยสำนักสิ่งแวดล้อมและผู้ออกแบบของเรา ว่าจะทำอย่างไรให้สวนลุมฯ ทำหน้าที่นั้นได้ดีกว่าเดิม ด้วยมุมมองของคนในยุคศตวรรษที่ 21 พร้อมกับมองไปอีกร้อยปีข้างหน้าด้วย”

โอกาสแบบนี้ร้อยปีมีครั้ง ผู้ว่าฯ จึงอยากทำให้ดีที่สุด โดยมีกระบวนการที่ภาคประชาชน ภาคเอกชน และภาครัฐ ทุกภาคส่วนมาร่วมมือกัน สมกับที่สวนลุมพินีเป็นสวนสาธารณะประจำเมือง

สวนลุมพินีโฉมใหม่ แนวคิดใหม่ ที่เราจะเห็นในวาระฉลองครบ 100 ปี ในปี 2025

กรุงเทพมหานครและสำนักสิ่งแวดล้อม เจ้าของโครงการ จึงเชิญทีมนักออกแบบที่มีความสามารถหลากหลายทีมมาประกวดแบบ ผู้ชนะคือบริษัท Landprocess ของอาจารย์กช ซึ่งอัดแน่นไปด้วยทีมที่ปรึกษามากประสบการณ์จากหลายสาขาอาชีพ ไม่ว่าจะเป็น รศ.นิลุบล คล่องเวสสะ และ รศ.ดร.รุจิโรจน์ อนามบุตร สองปรมาจารย์ด้านสวนสาธารณะ ศ.กิตติคุณ เดชา บุญค้ำ ผู้บุกเบิกวงการภูมิสถาปัตย์ไทยที่เคยออกแบบปรับปรุงสวนลุมพินีเมื่อเกือบ 50 ปีที่แล้ว อ.รณฤทธิ์ ธนโกเศศ และ อ.ดร.วิภากร ธรรมวิมล ที่ปรึกษาด้านประวัติศาสตร์-ภูมิทัศน์วัฒนธรรม คุณหัทยา สิริพัฒนากุล เลขาธิการ Icomos Thai ผศ.ภาวิณี อินชมภู และ ครูต้อ-ธราดล ทันด่วน รุกขกรรุ่นแรกของเมืองไทย ดร.สรณรัชฎ์ กาญจนะวณิชย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านนิเวศวิทยา อ.ดร.ดนัย ทายตะคุ ผู้เชี่ยวชาญด้านนิเวศภูมิทัศน์ ผศ.ดร.ชัยพร ภู่ประเสริฐ วิศวกรด้านน้ำ ทีม G49 ซึ่งเชี่ยวชาญด้านป้ายสัญลักษณ์ในพื้นที่สาธารณะ (Signage) ร่วมด้วยเครือข่ายนักนิเวศแนวหน้าของประเทศอีกมากมาย สมกับเป็นพื้นที่สาธารณะของทุกคน

ความท้าทายของสวนประจำเมือง

“สวนลุมฯ มีชีวิตอยู่แล้ว มีคนใช้งานทุกวัน แต่ก็มีปัญหาเรื้อรังเยอะมาก ความท้าทายของงานนี้คือ ทำยังไงให้วาระนี้เป็นการพัฒนาสิ่งแวดล้อมของเมือง ไม่ใช่แค่การจัดสวนสวย” อาจารย์กชเริ่มเล่าวิธีตีโจทย์

“พอดูแผนที่อุณหภูมิย้อนหลังหลายๆ ปี พบว่าพื้นที่ที่ว่าเขียวนั้นร้อนขึ้นเรื่อยๆ ต้นไม้ดูเหมือนอุดมสมบูรณ์ แต่ทรุดโทรมไปเยอะ ชนิดพันธุ์ไม่หลากหลาย แล้วมีปัญหาน้ำเน่าเสีย ส่วนกรุงเทพฯ ก็ยังมีความท้าทายเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ น้ำท่วม PM 2.5 น้ำแล้ง เราเป็นภูมิสถาปนิกที่มีแนวทางชัดเจนในการแก้ปัญหาพวกนี้ อยากพัฒนาสุขภาพเมืองผ่านการพัฒนาสุขภาพของสวนลุมฯ”

สวนลุมพินีโฉมใหม่ แนวคิดใหม่ ที่เราจะเห็นในวาระฉลองครบ 100 ปี ในปี 2025
ร่างแรกของสวนลุมพินีโฉมใหม่

“การพัฒนาสวนลุมฯ ไม่ง่ายเหมือนสร้างสวนใหม่จากศูนย์ เพราะต้นไม้ที่มีอยู่มีปัญหา มีสิ่งที่ต้องแก้อยู่แล้ว แล้วก็เป็นสวนสาธารณะที่มีความทรงจำ มีประวัติยาวนาน ทั้งที่จับต้องได้และจับต้องไม่ได้ ที่นี่เป็นผืนดินที่รัชกาลที่ 6 พระราชทานให้ประชาชน จึงเป็นศักดิ์เป็นศรีและมีเรื่องราวอยู่ในความทรงจำของผู้คนมากมาย เราจะเก็บสิ่งเหล่านี้ให้ยังคงอยู่อย่างไร และสัดส่วนของสิ่งใหม่ที่จะเพิ่มเข้าไปคืออะไร ต้องไม่ใช่แค่งานออกแบบสวยๆ แต่เราจะเก็บความทรงจำเก่าและใส่ความใหม่ให้อยู่คู่กับคนไปอีกร้อยปีได้อย่างไร” ภูมิสถาปนิกสาวอธิบาย

แม้ว่าจะไม่มีใครรู้คำตอบที่ถูกต้อง แต่ทีมนักออกแบบก็พยายามคิดถึงกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกับสวนแห่งนี้ให้ครอบคลุมที่สุด

5 แนวคิดใหม่ของสวนลุมพินี

แนวความคิดที่อาจารย์กชเสนอกับกรุงเทพมหานคร ไม่ได้เป็นไอเดียใหญ่ไอเดียเดียว แต่เป็น 5 แนวคิดที่จะกลายเป็นหัวใจของสวนลุมพินี

สวนลุมพินีโฉมใหม่ แนวคิดใหม่ ที่เราจะเห็นในวาระฉลองครบ 100 ปี ในปี 2025
ภาพฝันของการเปิดพื้นที่รองรับกิจกรรมหลากหลายในอนาคต

หนึ่ง ประวัติศาสตร์

อาจารย์กชเลือกใช้แนวแกนเดิมแล้วสร้างเรื่องราวเพิ่มขึ้น เช่น เพิ่มชื่อถนนสวนลุม 100 ปี

สอง พื้นที่ผสานความหลากหลายทางวัฒนธรรม

“สวนสาธารณะในต่างประเทศมีอะไรสนุกๆ หรือเป็นแหล่งเรียนรู้ สวนลุมฯ ก็เป็นแบบนั้นได้ เราเรียนรู้เรื่องอะไรก็ได้จากในสวน ถ้าเราเป็นเด็ก เราคงอยากรู้เรื่องสิ่งแวดล้อมที่ตอนนี้แทบไม่มีอยู่แล้วในเมือง สวนอาจกลายเป็นศูนย์เรียนรู้เรื่องต้นไม้ นก นิเวศวิทยาเมือง แล้วก็มีมิติเรื่องศิลปวัฒนธรรมด้วย เราจะทำเรื่องนี้ในโซนตึกที่ไม่ได้ใช้งาน เช่น ห้องสมุด ซึ่งตอนนี้เหมือนไม่ได้มาอ่านหนังสือในสวน เราต้องทลายกำแพงของสถาปัตยกรรมกับพื้นที่โดยรอบให้กลายเป็นเนื้อเดียวกัน”

สาม Modern Recreation

คนอาจจะคุ้นเคยกับการมาสวนลุมฯ เพื่อรำไทเก๊กหรือวิ่งออกกำลังกาย แต่คนรุ่นใหม่มีรูปแบบการออกกำลังกายหลากหลายกว่านั้นมาก สวนจึงต้องปรับตัวตาม

ภารกิจรีดีไซน์ 'สวนลุมพินี' สวนสาธารณะแห่งแรกของไทยครบรอบ 100 ปี กับการปรับปรุงปอดสีเขียว 360 ไร่ให้กลายเป็นพื้นที่สำหรับชาวกรุงเทพฯ ทุกคน
ภาพไอเดียลานกิจกรรมที่สอดรับกับคนทุกวัย

อาจารย์พรพรรณ ฟูตระกูล เป็นอาจารย์ด้านภูมิสถาปัตยกรรมรุ่นใหญ่ ชี้ประเด็นว่า สวนลุมฯ มีทั้งพื้นที่ที่ถูกใช้งานมากเกินไปจนเบียดเสียด เช่น รำไทเก๊กหรือวิ่ง และพื้นที่ที่ไม่ได้ถูกใช้งานอย่างเต็มที่อีกมาก น่าจะเพิ่มพื้นที่สำหรับกิจกรรมใหม่ๆ สนุกๆ ได้อีก แต่ก็ต้องดูแลอากงอาม่าที่ใช้งานอยู่ด้วย” อาจารย์กชเล่าความคิดอันบรรเจิดต่อว่า

“เราอยากเพิ่มพื้นที่ของ Paddle Board คายัค และเซิร์ฟสเก็ต ส่วนปัญหาเรื่องจักรยานกับคนวิ่งที่ต้องสลับเวลากันใช้ก็ต้องออกแบบเส้นทางใหม่ คนจะได้มาออกกำลังกายกันมากๆ จะได้มีสุขภาพที่ดีขึ้น”

ภารกิจรีดีไซน์ 'สวนลุมพินี' สวนสาธารณะแห่งแรกของไทยครบรอบ 100 ปี กับการปรับปรุงปอดสีเขียว 360 ไร่ให้กลายเป็นพื้นที่สำหรับชาวกรุงเทพฯ ทุกคน
อนาคตที่สวนลุมพินีเป็นศูนย์กลางของวัฒนธรรม

สี่ การออกแบบสำหรับผู้ใช้ทุกคน 

“การออกแบบของเราจำคำนึงถึงคนแก่ คนพิการ รวมถึงคนไร้บ้านด้วย ซึ่งมีจำนวนสามร้อยถึงสี่ร้อยคน ยุคหนึ่งเราถูกสอนให้ออกแบบเพื่อให้คนกลุ่มนี้ใช้งานไม่สะดวก อย่างเช่น ม้านั่งที่เป็นคอนกรีตและมีแกนกลางกั้น ป้องกันไม่ให้เขาเข้ามานอน

“ถึงวันนี้ กระบวนทัศน์ของโลกเปลี่ยนไปแล้ว พื้นที่สาธารณะควรรองรับการใช้งานของทุกคน เมื่อการออกแบบไม่เอื้อ เขาก็ไปใช้ห้องน้ำคนพิการเพื่อต่อคิวกันอาบน้ำ หรือกลุ่ม LGBTQ ที่อาจจะไม่สะดวกเข้าห้องน้ำผู้ชายหรือห้องน้ำผู้หญิง” อาจารย์กชสรุปว่านี่คือสิ่งที่ทีมของเธอต้องแก้ปัญหา

และยังย้ำอีกว่า นี่คือแนวคิดเบื้องต้นที่เสนอเพื่อประกวดแบบเท่านั้น งานออกแบบจริงต้องผ่านกระบวนการการมีส่วนร่วมของประชาชนก่อน ถึงจะได้แบบที่นำไปสร้างจริง

กระบะทรายเพื่อรองรับความไม่แน่นอนในอนาคต

ห้า Climate Action Park

อาจารย์กชเก็บไฮไลต์ในการออกแบบไว้เล่าเป็นเรื่องสุดท้าย “เราอยากทำให้สวนลุมฯ แสดงถึง ความพยายามของกรุงเทพฯ ในการรับมือกับปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เรื่องน้ำ ฝุ่น PM 2.5 และพื้นที่สีเขียวในเมืองที่ไม่เพียงพอ” 

ภารกิจรีดีไซน์ 'สวนลุมพินี' สวนสาธารณะแห่งแรกของไทยครบรอบ 100 ปี กับการปรับปรุงปอดสีเขียว 360 ไร่ให้กลายเป็นพื้นที่สำหรับชาวกรุงเทพฯ ทุกคน
มนุษย์กับธรรมชาติอยู่ด้วยกันอย่างกลมกลืน

“สวนลุมฯ มีพื้นที่สามร้อยหกสิบกว่าไร่ ซึ่งใหญ่มาก เป็นที่ใจกลางเมืองแปลงสุดท้ายผืนใหญ่และมีต้นไม้เยอะขนาดนี้ ที่นี่จึงมีบทบาทในการช่วยเมืองลดฝุ่น ช่วยรับน้ำฝน หรือแม้แต่ทำความสะอาดแหล่งน้ำที่อยู่ในสวนไม่ให้เน่า โดยใช้แนวคิดของธรรมชาติมาช่วย ปัญหาของเมืองคือ ธรรมชาติกลับมาฟื้นคืนชีพไม่ได้เร็วพอ เราจึงอยากสร้างสภาวะที่อำนวยให้ธรรมชาติกลับมาฟื้นตัวด้วยตัวเองได้ (Regenerative City) สวนลุมฯ ก็จะอุดมสมบูรณ์มากกว่านี้ 

“หลายเมืองในต่างประเทศ มีสวนสาธารณะที่แก้ปัญหาของเมืองนั้นๆ ถ้าเราจะสร้างที่นี่ให้เป็นผู้นำเรื่องการแก้ปัญหาเมือง ก็ต้องตอบโจทย์ความท้าทาย ความไม่แน่นอนที่จะเกิดขึ้นกับเมืองในอนาคตให้ได้ เช่น ในสภาวะแห้งแล้งสุดๆ จะใช้น้ำจากที่ไหนในการรดน้ำต้นไม้สามร้อยกว่าไร่ เรามีการคิดเรื่องระบบเก็บน้ำฝนที่พอเพียงหรือเปล่า เป็นต้น”

หากเข้าใจไม่ผิด นี่คือการเปิดโอกาสให้ธรรมชาติในสวนได้แสดงศักยภาพออกมามากกว่าที่เคย และอาจช่วยย้ำเตือนให้มนุษย์เห็นความสำคัญของธรรมชาติได้อีกครั้ง 

“เรามองเรื่องอาหารด้วยนะ ไม่ใช่แค่อาหารของคนอย่างเดียว แต่หมายถึงอาหารของแมลงอย่างผึ้งด้วย” อาจารย์กชเสริมอีกเมื่อเห็นว่าฉันสนใจประเด็นความท้าทายแห่งอนาคตเป็นพิเศษ “มีพื้นที่ให้คนมาเช่าที่ทำแปลงปลูกของตัวเอง ลองคิดดูว่าทุกวันนี้เราใช้น้ำไปเท่าไหร่กับการรดน้ำหญ้า และไม่เกิดประโยชน์อะไรนอกจากแค่มอง ถ้าเปลี่ยนมาใช้น้ำเหล่านั้นรดพืชผักหรือไม้ยืนต้นกินได้ ไม่ใช่แค่ไม้ดอก แต่เป็นไม้ดอกที่มีน้ำหวาน เป็นอาหารของผึ้ง ผีเสื้อ แมลงผสมเกสรที่ช่วยขยายพันธุ์ต่อชีวิตต้นไม้ ดอกไม้ ซึ่งเราตั้งใจเลือกให้เป็นพรรณไม้พื้นถิ่น ฟันเฟืองธรรมชาตินี้จะเพิ่มประสิทธิภาพให้กับสวนมากขนาดไหน

“เราพยายามเสนอเรื่อง Urban Farming มาตลอด ในทุกโอกาสที่ทำได้ เพราะคิดว่ามันดีกับผู้คนในปัจจุบันที่ต่างโหยหาอาหารที่ดี ขาดการพึ่งพาตัวเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาที่วิกฤตโรคระบาดสร้างข้อจำกัดให้การขนส่งพืชผักผลไม้ คนกรุงเทพฯ กำลังเผชิญหน้ากับการขาดความมั่นคงทางอาหาร มิติเหล่านี้เราใส่ไว้ใน Proposal แต่จะเกิดจริงหรือเปล่า ก็ขึ้นอยู่กับประชาชนว่าซื้อไอเดียนี้ไหม”

ฉันได้แต่ตอบติดตลกกับคู่สนทนาไปว่า ‘รับชำระด้วย QR Code ไหมคะ’ เพราะมนุษย์กรุงเทพฯ อย่างฉันซื้อไอเดียนี้ตั้งแต่ยังไม่ขายแล้ว!

สวนลุมพินี ที่มีคำกริยาเพิ่มมากขึ้น

สุดท้ายแล้วสวนลุมพินีในวันที่อายุครบ 100 ปีจะมีหน้าตาเปลี่ยนไปมากมายขนาดไหน แค่คิดตามก็อดตื่นเต้นไม่ได้ 

“สวนลุมพินีจะครบร้อยปี ใน ค.ศ. 2025 แต่ว่าเราต้องเริ่มทำแล้ว ต้องขอบคุณท่านผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครและผู้อำนวยการสำนักสิ่งแวดล้อม ที่เป็นผู้ริเริ่มและเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ ผลักดันให้โครงการนี้เป็นรูปเป็นร่างขึ้นมา มันไม่ใช่ง่ายๆ เลย” นักออกแบบสวนอธิบายถึงกระบวนการปรับปรุงครั้งใหญ่ต่อ

“เราจะไม่ปิดสวน แต่จะทำงานไปทีละโซน เป็นงานประณีตที่เราค่อยๆ ทำไปทีละจุด ทำให้เห็นด้านต่างๆ ของสวนชัดเจนขึ้น ซึ่งต้องการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพราะนี่คือสวนของทุกคนค่ะ”

ภารกิจรีดีไซน์ 'สวนลุมพินี' สวนสาธารณะแห่งแรกของไทยครบรอบ 100 ปี กับการปรับปรุงปอดสีเขียว 360 ไร่ให้กลายเป็นพื้นที่สำหรับชาวกรุงเทพฯ ทุกคน

“เดี๋ยวเราจะมีแคมเปญต่างๆ ที่เปิดให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม ทั้งแชร์ความทรงจำ ประสบการณ์ แนวคิดการพัฒนาสวนลุมฯ เปิดประเด็นให้ทุกคนช่วยกันแสดงความเห็นอย่างสร้างสรรค์ว่าสวนนี้จะเป็นอะไรได้อีก หรือแม้แต่ปัญหาที่ต้องแก้ 

“โครงการนี้เราเป็นผู้ออกแบบ แต่เราอยากทำตัวเป็นผู้สนับสนุนให้เกิดการออกแบบ (Design Facilitator) ถ้าเล่นบทเป็นผู้ออกแบบอย่างเดียวคงแก้ปัญหาได้ไม่รอบ เราต้องเรียนรู้ใหม่เกือบทั้งหมด เรียนจากผู้เชี่ยวชาญ ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ผู้ใช้งานจริง ผ่านกระบวนการพูดคุยหลายสิบเวที ทั้งออนไลน์ และออฟไลน์ อะไรที่ต้องคำนึงถึงในการออกแบบสวนสาธารณะที่ดีบ้าง มากไปกว่ากายภาพของแบบ เราอยากให้กระบวนการออกแบบสวนลุมพินี เป็นโมเดลให้การออกแบบพื้นที่สาธารณะอีกนับร้อยทั่วกรุงเทพฯ” ตัวแทนกลุ่มนักออกแบบกล่าวอย่างจริงจัง

“เมื่อปรับปรุงเสร็จแล้ว ที่นี่จะเป็นมากกว่าแค่สวนสาธารณะ” สถาปนิกสาวให้คำมั่น “เราอยากให้มีคำกริยาในสวนลุมฯ เยอะกว่านี้ ไม่ใช่แค่มาวิ่ง แต่มารดน้ำผัก พาหมามาวิ่งในบางพื้นที่ที่เป็น Dog Park ได้ไหม อาจารย์พานักศึกษามาเรียนในสวน มีสนามเด็กเล่นที่ใช้ธรรมชาติออกแบบ เพื่อให้เด็กได้มีพื้นที่ของเขา สัญญาว่าจะไม่สเปกแบบที่เอาของสำเร็จรูปมาใช้ แต่จะเป็นหินจริง น้ำจริง เราอยากก้าวไปอีกขั้นให้คนได้ใกล้ชิดธรรมชาติมากขึ้น ไม่ใช่แค่มองอย่างหรือวิ่งผ่าน แต่ได้มีปฏิสัมพันธ์กับป่าในเมือง หรืออย่างน้อยที่สุด แค่มีมุมร้านกาแฟดีๆ จะดีแค่ไหน” อาจารย์กชเล่าด้วยตาเป็นประกาย

ภารกิจรีดีไซน์ 'สวนลุมพินี' สวนสาธารณะแห่งแรกของไทยครบรอบ 100 ปี กับการปรับปรุงปอดสีเขียว 360 ไร่ให้กลายเป็นพื้นที่สำหรับชาวกรุงเทพฯ ทุกคน

อาจารย์ไก่ (รณฤทธิ์ ธนโกเศศ) ผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์ในทีมของเรา เคยพูดสิ่งนี้แล้วทำให้เราใจฟู น้ำตารื้น มีแรงฮึดลูกใหญ่ เขาบอกว่า 

“ผมหวังว่าในอีกสามปีข้างหน้า หลังความหม่นหมอง ซบเซาของโรคระบาด เราจะได้มีความชื่นมื่น เฉกเช่นงานใหญ่ที่เคยถูกยกเลิกไปเมื่อร้อยปีที่แล้ว (สยามรัฐพิพิธภัณฑ์) ซึ่งเป็นต้นกำเนิดสวนลุมพินีของเราในวันนี้ จะได้มีโอกาสกลับมาสร้างชีวิตชีวาให้สวนลุมฯ ในรูปแบบใหม่ และทำให้ประชาชนมีความสุขสำราญอีกครั้ง” 

ก่อนพระอาทิตย์จะลับ คุณเอิร์ธทิ้งท้ายว่า “โครงการนี้ เราอยากฟังเสียงของทุกคนในฐานะคนกรุงเทพฯ มาช่วยกันเขียนประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของสวนลุมฯ ไปด้วยกัน ทุกคนติดตามความเคลื่อนไหวและสาระดีๆ เกี่ยวกับการปรับปรุงครั้งนี้ได้ที่ได้ที่เพจเฟซบุ๊ก สวนลุม 100 ปี ทีมงานสัญญาว่าจะนำทุกความคิดเห็นไปทบทวน เพื่อพัฒนาสวนสาธารณะที่ดีที่สุดสำหรับทุกๆ คนต่อไปครับ”

แทบไม่ต้องเดาว่างานนี้เป็นงานที่ทีมงานต้องแบกความกดดันอยู่ไม่ใช่น้อย เพราะเป็นโปรเจกต์ใหญ่ที่มีผู้มีส่วนได้ส่วนเสียมหาศาล แต่อาจารย์กชก็บอกว่าเธอไม่ได้กำลังสู้กับสิ่งนี้อยู่คนเดียว แต่มีแรงสนับสนุนจากหลายฝ่าย และพร้อมจะให้สาธารณชนเป็นคนช่วยหาคำตอบที่ถูกต้องให้กับเธอว่า สวนลุมพินีควรมีหน้าตาเช่นไรในท้ายที่สุด

ในฐานะมนุษย์กรุงเทพฯ คนหนึ่งก็ขอเอาใจช่วย 

และลุ้นไปด้วยว่าเราจะได้เห็นโฉมหน้าใหม่ที่เอื้อเฟื้อต่อผู้ใช้งานอย่างเรามากขึ้นขนาดไหน ในวันที่สวนลุมฯ อายุครบ 100 ปี

ภาพ : Landprocess

ข้อมูลอ้างอิง

www.jrf.org.uk

www.newscientist.com

Writer

เกวลิน ศักดิ์สยามกุล

นักออกแบบ-สื่อสารเพื่อความยั่งยืน ที่อยากเล่าเรื่องสิ่งแวดล้อมผ่านชีวิต บทสนทนา และแบรนด์ยาสีฟันเม็ดเล็กๆ ของตัวเอง

Public Space

ตัวอย่างพื้นที่สาธารณะที่น่าเรียนรู้

‘15 ไร่ กับ 6 กลุ่มผู้ใช้งาน’ คือโจทย์สุดท้าทายที่นักออกแบบจากสถาบันอาศรมศิลป์ ประกอบไปด้วย แอน-อิสริยา ปุณโณปถัมภ์, ปุ๊ก-นฤมล พลดงนอก สถาปนิกชุมชน และ เป้-รัฐพงศ์ ปิ่นแก้ว ภูมิสถาปนิก จะมาเล่าถึงโปรเจกต์การพัฒนาพื้นที่สาธารณะที่ ‘บางสะแก’ ให้พวกเราฟัง สำหรับคอลัมน์ Public Space ครั้งนี้

พื้นที่ 15 ไร่นี้มีการใช้งานฟังก์ชันหลายอย่าง เนื่องด้วยเป็นที่ตั้งของวัด ที่ทำการ อบต. โรงเรียน กศน. และสถานีอนามัย รวมอยู่ในไซต์เดียว ซึ่งการแบ่งขอบเขตที่ไม่ชัดเจนของแต่ละกลุ่มผู้ใช้งาน และการเปลี่ยนแปลงเส้นทางคมนาคมหลักจากทางน้ำมาเป็นทางบกตามยุคสมัย ทำให้การจัดการพื้นที่ของแต่ละส่วนเกิดความสับสน ใช้งานไม่สะดวก แล้วทางสัญจรก็มีการ ‘กลับหัวกลับหาง’ เกิดขึ้น

ภารกิจของเหล่าสถาปนิก คือการระดมสมองกับชาวบ้านเพื่อคลี่คลายปัญหา และที่สำคัญ ต้องออกแบบพื้นที่ที่สื่อสารความพิเศษเฉพาะตัวของตำบลบางสะแก เพื่อรองรับการทำกิจกรรมของชุมชน และส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างที่ชาวบ้านตั้งใจด้วย

ปรับพื้นที่ 15 ไร่ บางสะแก สมุทรสงคราม เป็นหน้าบ้านรับนักท่องเที่ยวที่ชุมชนก็ใช้งานได้

ที่มา สู่ ที่ไป

บางสะแกเป็นตำบลเล็ก ๆ ในอำเภอบางคนที จังหวัดสมุทรสงคราม ชาวบ้านยึดการทำสวนผลไม้เป็นอาชีพหลักกันมาแต่ไหนแต่ไร ซึ่ง ‘ส้มโอ’ และ ‘ลิ้นจี่’ เป็นของดีประจำถิ่นที่ทุกคนภูมิใจ ว่าหวาน หอม อร่อย

“เราคุยตั้งต้นว่าอยากทำโครงการพัฒนาพื้นที่สาธารณะในจังหวัดสมุทรสงคราม 2 พื้นที่” แอนเริ่มเล่าถึงที่มาที่ไป ซึ่งในที่สุดแล้ว บางสะแกก็ได้รับเลือกเป็น 1 ใน 2 พื้นที่นั้น

“เพิ่งรู้ว่าหน่วยงานท้องถิ่นไม่มีพื้นที่เป็นของตัวเอง ส่วนใหญ่จะอยู่ตามวัด” สถาปนิกสาวกล่าวถึงปัญหาของตำบลเล็ก ๆ แห่งนี้ “กำนันซึ่งเป็นแกนนำก็เลยสนใจอยากผลักดันให้บางสะแกได้มีพื้นที่สาธารณะสักแห่งหนึ่ง จากที่ไม่มีเลย”

ผู้สูงอายุ ผู้ใหญ่ วัยรุ่น และเด็ก ๆ ชาวบางสะแก ไม่รู้จะไปรวมตัวกันที่ไหน ได้แต่อาศัยพื้นที่เล็ก ๆ ตามจุดต่าง ๆ ในชุมชนทำกิจกรรม ไม่มีพื้นที่ที่ใช้ได้อย่างเป็นกิจจะลักษณะ อบต. จึงเสนอพื้นที่วัดบางสะแก ที่รายล้อมด้วยสวนส้มโอ-ลิ้นจี่ ริมคลองแควอ้อม ขนาด 15 ไร่ ให้อาศรมศิลป์พัฒนาต่อ ด้วยเหตุผลว่าที่นี่เหมาะเป็น ‘เซ็นเตอร์’ ของชุมชนมากที่สุด

ปรับพื้นที่ 15 ไร่ บางสะแก สมุทรสงคราม เป็นหน้าบ้านรับนักท่องเที่ยวที่ชุมชนก็ใช้งานได้

“ตอนแรกเข้าใจว่าเป็นวัด แล้วก็มีส่วนของ อบต. แต่พอเข้าไปดูก็พบว่ามีโรงเรียน มี กศน. มีสถานีอนามัยด้วย” แอนเล่าด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น จะเรียกว่าเป็นพื้นที่วัดอย่างเดียวก็คงไม่ถูก อาจต้องพูดรวม ๆ ว่าเป็นศูนย์ราชการที่รวม 5 ฟังก์ชันไว้ด้วยกัน

“พื้นที่นี้ไม่ได้มีผังแม่บทสำหรับอนาคต อาคารในไซต์ก็อาศัยสร้างในตำแหน่งที่สร้างสะดวก”

เดิมทีการสัญจรทางน้ำเป็นเส้นทางคมนาคมหลัก วัดบางสะแกซึ่งสร้างตั้งแต่สมัยอยุธยา และโรงเรียนบางสะแกที่อยู่ข้างกันจึงอยู่ริมน้ำ และหันหน้าไปทางน้ำเพื่อรับคนที่เดินทางด้วยเรือ

วันเวลาผ่านไป เมื่อคลองลดบทบาทลง การสัญจรทางบกเข้ามาแทนที่ อบต. และสถานีอนามัยที่สร้างขึ้นมาใหม่ในพื้นที่เดียวกันจึงหันหน้าไปทางถนน

“คนจะไปวัด เด็กจะไปโรงเรียน ก็เลยต้องตัดเข้าไปใน อบต. กับอนามัยก่อน” ปุ๊กกล่าว เรียกได้ว่า Circulation (เส้นทางสัญจร) ยุ่งเหยิงขึ้น เพราะ ‘ยุคสมัย’ พาให้มีการเปลี่ยนทางเข้าของไซต์ไปโดยปริยาย”

ปรับพื้นที่ 15 ไร่ บางสะแก สมุทรสงคราม เป็นหน้าบ้านรับนักท่องเที่ยวที่ชุมชนก็ใช้งานได้

รับฟังเรื่องราว

จากนั้นช่วงเวลาของการจัดกระบวนการรับฟังความคิดเห็นก็มาถึง

ปุ๊กเล่าว่าบางสะแกมีการทำงานเป็นระบบ อาศรมศิลป์จะทำงานผ่านกำนัน ผู้ใหญ่บ้านก่อน แล้วผู้ใหญ่บ้านก็จะพาไปรู้จักว่า หมู่ของตัวเองมีบริบทอย่างไร ซึ่งเมื่อได้พูดคุยนักออกแบบ ก็ได้เห็นความพิเศษแตกต่างกันไป บางหมู่ก็มีความรู้เรื่องการทำขนมไทย บางหมู่เก่งเรื่องพืชสวน บางหมู่เก่งเรื่องทำสวนผสมผสาน

“ชาวบ้านกระตือรือร้นกันมาก” ปุ๊กเน้นเสียง จากปากคำของเธอ ชาวบางสะแกคือ ‘นัมเบอร์วัน’ ในการมีส่วนร่วม ต่างจากหลายครั้งที่เธอไปลงชุมชน แล้วเกิดปัญหาว่าชาวบ้านไม่กล้าแสดงความคิดเห็น

คนที่นี่อยากพัฒนาตำบลกันอยู่แล้ว พวกเขาอยากให้บางสะแกมีสภาพแวดล้อมที่ดี เศรษฐกิจรุ่งเรือง เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม มีนักท่องเที่ยวเดินทางมาซื้อส้มโอกันเยอะ ๆ ให้สมกับความอร่อยที่มี

“เขาพยายามผลักดันให้ชุมชนให้เป็นที่รู้จัก ก็เลยทดลองจัดงาน Pomelo Run งานวิ่งที่มีกิมมิกเป็นส้มโอ เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวให้รู้จักบางสะแกให้มากขึ้น” และงานวิ่งนี้ก็จัดใช้ไซต์ 15 ไร่นี้เป็นที่จัดงานหลัก

“โชคดีงานนี้จัดในช่วงที่อาศรมศิลป์เริ่มเก็บข้อมูลพอดี นักออกแบบจึงมีโอกาสได้เห็นการใช้พื้นที่ในวันที่คนเยอะ และมองเห็นภาพว่า พื้นที่นี้จะส่งเสริมการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจได้อย่างไร

“15 ไร่นี้ นอกจากต้องรองรับชาวบ้านกลุ่มต่าง ๆ ที่ได้กล่าวมา ยังต้องรองรับนักท่องเที่ยวเมื่อมีงานด้วย รวมเป็น 6 กลุ่มผู้ใช้งาน”

‘หนึ่งพื้นที่ แต่ต้องรองรับผู้ใช้งานหลายกลุ่ม’ จึงเป็นประเด็นหลักในการเริ่มออกแบบ

ปรับพื้นที่ 15 ไร่ บางสะแก สมุทรสงคราม เป็นหน้าบ้านรับนักท่องเที่ยวที่ชุมชนก็ใช้งานได้
ปรับพื้นที่ 15 ไร่ บางสะแก สมุทรสงคราม เป็นหน้าบ้านรับนักท่องเที่ยวที่ชุมชนก็ใช้งานได้

“เด็กอยากได้สนามเด็กเล่นระหว่างรอผู้ปกครองมารับ ผู้ปกครองก็อยากได้ที่รอรับเด็ก ตอนนี้ต้องตากแดดรออยู่บนมอเตอร์ไซค์” ปุ๊กเล่าว่าในวันนั้น มีชาวบ้านมากมายเข้ามาให้ข้อมูล เด็ก ๆ ในโรงเรียนซึ่งเป็นผู้ใช้งานสำคัญของพื้นที่ก็มาด้วย

“อบต. ต้องการพื้นที่ Multi-function จันทร์ถึงศุกร์เป็นที่จอดรถให้คนมาทำงาน หรือคนมาติดต่อราชการ แต่วันเสาร์อาทิตย์ปรับเป็นพื้นที่ทำกิจกรรมได้

“ส่วนผู้สูงอายุก็อยากได้พื้นที่ออกกำลังกายใกล้ ๆ อนามัย เผื่อเป็นอะไรขึ้นมาจะได้อยู่ใกล้หมอ”

แล้วปัญหาเรื่องเส้นทางสัญจรที่เรากล่าวไปในตอนแรก ก็ตามมาด้วยปัญหา Zoning หรือการแบ่งพื้นที่ใช้งาน

ในอดีต ผู้ใช้งานทุกกลุ่มจะใช้พื้นที่นี้ร่วมกันทั้งหมด แต่เวลาต่อมา บริบทต่าง ๆ ของสังคมก็ทำให้พฤติกรรมการใช้พื้นที่เปลี่ยนไป โรงเรียนต้องการกำหนดพื้นที่เพื่อความปลอดภัยของนักเรียน วัดก็ต้องการกำหนดเขตสังฆาวาสให้ชัดเจนยิ่งขึ้น

แต่ถึงอย่างนั้น ก็ไม่ได้มีการ ‘ตกลง’ ขอบเขตให้ชัดเจนเสียทีเดียว ความสับสนในการใช้พื้นที่จึงเกิดขึ้นเป็นระยะ

“อย่างตรงนี้ ชุมชนอยากให้เป็นส่วนออกกำลังกาย เขาก็จะไปตั้งที่ออกกำลังกาย ทำลู่วิ่ง ในขณะที่พระท่านก็อยากให้ตรงนั้นเป็นสวนสัปปายะ” แอนพูดถึงสิ่งที่ชาวบ้านเล่าในเวที ประเด็นแบบนี้นี่เองที่นักออกแบบอย่างพวกเขาต้องออกโรงแก้ไข

ทิป-ชัชนิล ซัง อีกหนึ่งภูมิสถาปนิกของอาศรมศิลป์ที่ร่วมรับผิดชอบโปรเจกต์นี้เสริมขึ้นมาว่า เป้าหมายของการออกแบบ คือทำให้ภาพรวมหลอมเป็นเนื้อเดียวกัน แต่ยังใช้งานอย่างเป็นสัดเป็นส่วนได้ในขอบเขตของแต่ละคน แล้วก็มีพื้นที่กลางให้ทุกคนได้เชื่อมสัมพันธ์กัน

ปรับพื้นที่ 15 ไร่ บางสะแก สมุทรสงคราม เป็นหน้าบ้านรับนักท่องเที่ยวที่ชุมชนก็ใช้งานได้

ลองจัดระบบใหม่

เมื่อได้ยินเสียงสะท้อนแห่งความวุ่นวายจากกระบวนการมีส่วนร่วม อาศรมศิลป์จึงรวบรวมความต้องการของผู้ใช้งานกลุ่มต่าง ๆ แล้วนำมาจัดวางลงบนผังใหม่อย่างเป็นระบบ

“บางทีกิจกรรมของผู้สูงอายุก็ไปรวมอยู่กับพื้นที่เด็กได้” ตามที่ทิปได้กล่าวไป นอกเหนือจากการแบ่งแยกพื้นที่ แนวทางจัดผังใหม่นี้มีการรวมฟังก์ชันที่ใช้ร่วมกันได้ไว้ในพื้นที่เดียวกันหรือใกล้กันด้วย

“พื้นที่ลานปฏิบัติธรรม ก็ไปอยู่ใกล้ อบต. อนามัย พื้นที่ออกกำลังกาย ลู่วิ่ง ก็ไปอยู่ใกล้กับวัด แต่เป็นโซนที่ห่างจากเขตสังฆาวาส” เป้แจกแจงให้เราฟัง

สำหรับเส้นทางสัญจรที่ไม่ลงตัวในตอนแรก ก็ได้รับการคลี่คลายในขั้นตอนนี้

“ถนนหลักเดิมที่รถใช้วิ่ง จะตัดผ่าไปในวัด ระหว่างกุฏิ โบสถ์ และวิหาร ซึ่งการที่รถเข้ามาจอดตรงวิหารเยอะ ๆ ทำให้ความสง่างามของวิหารลดลงไป” เขาค่อย ๆ อธิบาย

“เราเลยทำถนนเส้นใหม่ ให้ผ่านทั้ง อบต. วัด และอนามัย ตรงเข้าไปรับคนที่วงเวียนรับส่ง แล้วก็วนกลับไปจอดที่ลานจอดรถริมถนน รถไม่ต้องเข้าไปยุ่งวุ่นวายถึงข้างในสุด” สำหรับเด็ก ๆ ที่มาโรงเรียนก็เดินต่อไปจากวงเวียนได้ในระยะใกล้ ๆ

“ส่วนถนนเส้นเดิมไม่ได้ยกเลิกนะ แต่ลดความสำคัญลง โดยการเปลี่ยนวัสดุผิวให้ดูเป็นเส้นทางคนเดิน แทนที่จะเป็นเส้นทางรถยนต์”

ปรับพื้นที่ 15 ไร่ บางสะแก สมุทรสงคราม เป็นหน้าบ้านรับนักท่องเที่ยวที่ชุมชนก็ใช้งานได้

แอนบอกว่าอีกหนึ่งแนวคิดที่กำหนดที่ทิศทางการทำงานของอาศรมศิลป์ คือ การเก็บของเก่าที่มีไว้ รวมถึงการส่งเสริมให้ของเก่าสวยสง่ายิ่ง ๆ ขึ้นไป ซึ่งของเก่าที่ว่าก็มีต้นสะดือริมน้ำอายุ 200 ปีที่ชาวบ้านถือเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ ศาลาริมน้ำที่อยู่ไม่ไกลกัน และวิหารสมัยอยุธยา

วัดบางสะแกเป็นวัดเก่าตั้งแต่สมัยอยุธยา มีช่วงที่ร้างประมาณ 200 ปี จากนั้นก็กลับมาบูรณะใหม่ โดยมุมมองปัจจุบันนี้ ทำให้ผู้คนมองเห็นวิหารไม่ค่อยชัด ไม่สง่างามเท่าที่ควร เมื่อมีการปรับปรุง Zoning และ Circulation จึงได้ส่งเสริมให้ของเก่าทรงคุณค่าเหล่านี้ปรากฏให้ชัดเจนกว่าเดิม

“เราทำให้มุมมองสู่วิหารชัดเจนขึ้น และทำให้วิหารมีสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม เกื้อกูลต่อการประพฤติปฏิบัติธรรมยิ่งขึ้น” แอนกล่าว ถนนเส้นใหม่พาให้รถวิ่งมาถึงวิหารได้ แต่ลานกว้างที่เว้นไว้ ก็ทำให้เกิดระยะก่อนจะเข้าสู่สถาปัตยกรรมโบราณ ไม่จอแจเหมือนที่เคย

ส่วนริมน้ำซึ่งเคยเป็นทางเข้าหลักในอดีตที่คนไม่ค่อยได้ใช้งานแล้ว ก็กลายเป็นพื้นที่บรรยากาศดี มีทางเดินเล่น เป็นที่พักผ่อนหย่อนใจ ซึ่งทางสถาปนิกออกแบบให้คนได้สัมผัสและใกล้ชิดกับน้ำมากขึ้น แต่ไม่กระทบกับแนวคันเขื่อนเดิม ทั้งนี้ ยังมีทางเดินเท้าจากริมน้ำมุ่งไปสู่วิหารหลังงามด้วย

โครงการจัดระเบียบการใช้งานหลากฟังก์ชันใน 1 ไซต์ให้ลงตัว และการดีไซน์ให้ ต.บางสะแก เป็น ‘หน้าบ้าน’ รับนักท่องเที่ยว
โครงการจัดระเบียบการใช้งานหลากฟังก์ชันใน 1 ไซต์ให้ลงตัว และการดีไซน์ให้ ต.บางสะแก เป็น ‘หน้าบ้าน’ รับนักท่องเที่ยว

ขอเพิ่มกิมมิก

หลังจากนั้น สถาปนิกอาศรมศิลป์ทั้งสามก็พาเราลงรายละเอียดของดีไซน์ในแต่ละพื้นที่ โปรเจกต์ปรับปรุงไซต์บางสะแกในครั้งนี้ นอกจากต้องแบ่งพื้นที่และเส้นทางเดินให้ลงตัวแล้ว เหล่านักออกแบบยังมีหน้าที่ ‘ดึงเอกลักษณ์’ ของพื้นที่ออกมาให้ชาวโลกเห็น ซึ่งเอกลักษณ์ที่ว่า ก็คือส้มโอแสนอร่อยนั่นเอง

“นี่คือลานบางสะแกครับ” เป้เริ่มพาเราลงรายละเอียดไปในแต่ละพื้นที่ โดยเริ่มจากส่วนแรกที่เรียกว่าเป็น Welcome Area ริมถนน บริเวณที่ตั้งของอาคาร อบต. “แนวคิดคือพื้นที่ยืดหยุ่น ทำกิจกรรมได้ด้วย จัดงานคนเยอะ ๆ ก็จอดรถได้ด้วย เราเลยดีไซน์ให้ต้นไม้ไม่ไปขวางที่จอดรถ แต่ก็ให้ร่มเงาได้”

ในส่วนของวัด จะมีการปรับปรุงให้เขตสังฆาวาสเป็นสัดเป็นส่วน มีบรรยากาศที่สงบมากขึ้น และมีพื้นที่เชื่อมระหว่างวัด อนามัย โรงเรียน ซึ่งทั้งพระ นักเรียน คนทั่วไป ก็มาใช้ตรงนี้เป็นพื้นที่ส่วนกลางได้ และยังมีพื้นที่ที่ปฏิบัติธรรม ซึ่งพัฒนามาจากส่วนที่เคยเป็นพื้นที่รกร้าง

โครงการจัดระเบียบการใช้งานหลากฟังก์ชันใน 1 ไซต์ให้ลงตัว และการดีไซน์ให้ ต.บางสะแก เป็น ‘หน้าบ้าน’ รับนักท่องเที่ยว

“พื้นที่ระหว่างอนามัยกับ อบต. ที่ปัจจุบันมีต้นส้มโออยู่ ปลูกเป็นร่องสวน เราไม่อยากไปเปลี่ยนแปลงลักษณะภูมิทัศน์เดิม เลยแทรกทางเดินและลานออกกำลังกายยกลอยไปตามต้นส้มโอ ส่วนข้างล่างก็ยังเป็นร่องสวนอยู่ ไม่ได้ถมพื้นที่” อย่างที่อาศรมศิลป์ได้บอกไว้ว่าต้อง ‘เก็บของเก่า’ ร่องสวนเองก็เป็นสิ่งที่อยู่ตรงนี้มาตั้งแต่แรก และอยู่คู่กับบางสะแกมานานจนเป็นเอกลักษณ์

“ลานกีฬาที่ อบต. ทำไว้ เราเข้าไปปรับปรุงด้วยการเพิ่มฟังก์ชัน อย่างลานแอโรบิก ลานแบดมินตันเข้าไปตามที่ชาวบ้านเสนอ โดยมีส้มโอเป็นแรงบันดาลใจในการออกแบบ”

โรงเรียนเป็นอีกหนึ่งส่วนสำคัญ และสนามเด็กเล่นก็เป็นสิ่งที่ชาวบ้านลงความเห็นว่า จำเป็นที่สุด และน่าจะเกิดประโยชน์ที่สุด เพราะตอนนี้ไม่มีพื้นที่ที่เหมาะสมสำหรับเด็ก ๆ เลย

โครงการจัดระเบียบการใช้งานหลากฟังก์ชันใน 1 ไซต์ให้ลงตัว และการดีไซน์ให้ ต.บางสะแก เป็น ‘หน้าบ้าน’ รับนักท่องเที่ยว

“เราได้ไอเดียมาจากตะกร้อสอยผลไม้ค่ะ” ปุ๊กเล่าถึงสนามเด็กเล่นใหม่หน้าอาคารอนุบาล ที่พวกเขาออกแบบด้วยการหยิบอุปกรณ์คู่ใจของชาวบางสะแกมาเป็นไอเดีย “เราดีไซน์ให้แบ่งช่วงเป็นแต่ละ Station เครื่องเล่นสำหรับเด็ก มีชิงช้า มีที่ปีน มีทางเดิน มีที่ห้อยโหนตัว ตามที่เราได้ไปปรึกษากับชุมชน”

  “ตอนก่อนสร้างมันเป็นช่วงโควิดพอดี เราเลยพยายามปรับ Station ให้มีระยะห่าง 2 – 3 เมตร จะได้เล่นอย่างปลอดภัยพอสมควร” แอนเสริมขึ้นมา

จากภาพ Perspective ที่ทีมงานให้เราดู จะเห็นได้ว่าสนามเด็กเล่นนี้ประกอบไปด้วยเชือกจำนวนมาก ซึ่งหน้าที่ถักเชือกนี้ ทางสถาปนิกบอกว่า ชาวชุมชน ครู และเด็กในโรงเรียนมาช่วยกันทำ ส่วนอะไรที่ต้องใช้แรงหน่อย พี่ ๆ ชาวบ้านบางคนและเจ้าหน้าที่ อบต. ก็จะอาสามาช่วยดูแล

หากนักท่องเที่ยวได้แวะมาเยือนที่นี่ ก็จะได้พบกับพื้นที่แห่งความร่วมมือกันของชาวบ้านที่มีส้มโอเป็นเอกลักษณ์ ทั้งต้นส้มโอจริง ๆ ในร่องสวน รวมถึงการออกแบบที่มีส้มโอและ ‘ความเป็นสวน’ เป็นไอเดีย

โครงการจัดระเบียบการใช้งานหลากฟังก์ชันใน 1 ไซต์ให้ลงตัว และการดีไซน์ให้ ต.บางสะแก เป็น ‘หน้าบ้าน’ รับนักท่องเที่ยว

เป้าหมายในใจ

“ความพยายามของบางสะแก คือเขาอยากขายความเป็นพื้นที่ที่ส้มโอ ลิ้นจี่ อร่อยที่สุด คาดหวังไว้ว่า สักวันหนึ่ง นักท่องเที่ยวจะพากันมาเที่ยวที่สวนของเขา” แอนเผยเป้าหมายที่ชาวบ้านอยากไปให้ถึง พร้อมกับกระซิบบอกเราว่า สวนที่นี่เขาสวยจริงนะ

โดยทำเลแล้ว วัดบางสะแกอยู่ติดกับแม่น้ำ มีตลาดน้ำอยู่ใกล้ ๆ ถึง 2 แห่งด้วยกัน ชาวบ้านจึงหวังให้พื้นที่โครงการพัฒนาเป็นท่าเรือในอนาคต เป็นที่ที่คนมาเที่ยวตลาดน้ำต้องแวะ หรือถ้ามาทางรถก็เข้ามาเที่ยวได้ เป็นเหมือน ‘หน้าบ้าน’ สำหรับแนะนำชุมชนให้รู้จักก่อนไปที่อื่น

ปุ๊กรู้สึกประทับใจบางสะแก ที่แม้ว่าแต่ละปีจะได้งบประมาณในการพัฒนาชุมชนน้อยมาก แค่ทำถนนก็หมดเงินแล้ว แต่พวกเขายังดูแลกันเองให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ด้วยการดึงข้อดีของความเป็นชุมชนเกษตรมาเป็นจุดเด่นให้นักท่องเที่ยวสนใจ มีการจัดงาน Pomelo Run เพื่อส่งเสริมเกษตรกรรม-เศรษฐกิจ เพื่อนำรายได้มาใช้พัฒนาชุมชนต่อ และเพื่อบอกให้ลูกหลานในพื้นที่รู้ว่า บางสะแกก็มีต้นทุนที่ดีกับเขาเหมือนกัน

“บางสะแกเป็นชุมชนชาวสวนแบบใหม่ พูดไม่ถูกเหมือนกัน เป็นชาวสวนที่ทันสมัย” ปุ๊กพยายามหาคำจำกัดความ “เขายังเก็บความเป็นวิถีชีวิตชาวสวน ทำเกษตรกรรม ภูมิใจกับส้มโอแสนอร่อยของเขา แต่เขาก็พยายามเอาตัวเองออกมาสู่โลกภายนอกด้วย”

ที่บ้านปุ๊กเองก็เป็นชาวสวนเช่นกัน แต่สิ่งที่ได้เห็นที่บางสะแก ไม่เหมือนวิถีชีวิตที่เธอเคยเจอมาในอดีต และต่างจากภาพที่คาดไว้ในตอนแรก

เราในฐานะผู้ที่ได้ฟังเรื่องราวของบางสะแก หวังว่าโปรเจกต์ในครั้งนี้จะเป็นไปด้วยดี ได้พื้นที่สุขภาวะที่เหมาะชุมชน มีนักท่องเที่ยวเข้ามาเยอะสมความตั้งใจของชาวบ้าน และหวังเป็นอย่างยิ่งว่า จะได้มีโอกาสไปเยือนเมืองส้มโออร่อยนี้ให้ได้ในสักวัน

โครงการจัดระเบียบการใช้งานหลากฟังก์ชันใน 1 ไซต์ให้ลงตัว และการดีไซน์ให้ ต.บางสะแก เป็น ‘หน้าบ้าน’ รับนักท่องเที่ยว

ภาพ : สถาบันอาศรมศิลป์

Writer

พู่กัน เรืองเวส

อดีตนักเรียนสถาปัตย์ สนใจใคร่รู้เรื่องผู้คนและรูปแบบการใช้ชีวิตอันหลากหลาย ชอบลองทำสิ่งแปลกใหม่ พอ ๆ กับที่ชอบนอนนิ่ง ๆ อยู่บ้าน

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load