The Cloud x OKMD

โครงการวัฒนธรรมร้านหนังสือคัดเลือกให้ร้านหนังสือของผม ‘ร้านหนังสือน้ำพุบุ๊คสโตร์’ เป็น 1 ใน 10 ร้านหนังสืออิสระดีเด่นของประเทศไทย ประจำ พ.ศ. 2563 – 2564 ตัวอักษรบนแผ่นโล่สีทองจารึกไว้ว่า

ร้านหนังสือน้ำพุบุ๊คสโตร์ บุรีรัมย์ เป็นร้านหนังสือแห่งอุดมคติอันยาวนาน เกื้อหนุนเด็ก เยาวชนและชุมชน หน่วยงานที่มอบโล่ ได้แก่ กระทรวงวัฒนธรรม กรมส่งเสริมวัฒนธรรม ร่วมกับ มูลนิธิวิชาหนังสือ

นอกจากโล่ดังกล่าวแล้ว โครงการฯ ยังมอบรางวัลเป็นเงินสดให้ทางร้านด้วย เป็นอันว่างานนี้ ร้านน้ำพุบุ๊คสโตร์ได้รับทั้งกล่องและเงินพร้อมกัน

40 ปี น้ำพุบุ๊คสโตร์ ประวัติศาสตร์ของร้านหนังสือประวัติศาสตร์แห่งเมืองบุรีรัมย์

ผมในฐานะเจ้าของร้านยอมรับว่าแปลกใจบ้าง เพราะไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะได้รับคัดเลือก อันเนื่องมาจากร้านหนังสือผมคับแคบ เพราะมีแค่คูหาเดียว ภายในร้านจึงรก ทั้งหนังสือเก่าและใหม่ปะปนกัน ไม่มีระเบียบ ห่างไกลจากคำว่า ‘สวยงาม’ เมื่อเปรียบเทียบกับร้านหนังสือที่เปิดใหม่หลาย ๆ ร้าน

ในโลกออนไลน์ แม้ผมจะเป็นสมาชิกอยู่ด้วยหนึ่งราย แต่ไม่คิดมาก่อนว่าเรื่องราวของร้านน้ำพุบุ๊คสโตร์ของผม จะล่วงรู้ไปถึงผู้ที่ตัดสินรางวัลนี้

อย่างไรก็ตาม ผมคิดอยู่ว่าประสบการณ์ในการอ่านหนังสือ เขียนหนังสือ (บ้างเล็กน้อย) การขายหนังสือ การติดต่อกับสำนักพิมพ์และสายส่งหนังสือ รวมไปถึงการได้ประสานงานกับนักเขียนหลาย ๆ ท่านที่ผมเชิญมาบรรยายที่จังหวัดบุรีรัมย์ อาจจะมีประโยชน์บ้างสำหรับคนที่ยังทำร้านหนังสือในวันนี้ รวมไปถึงคนที่คิดจะทำร้านหนังสือในวันพรุ่งนี้ ผมจึงจะเล่าเรื่องการเปิดร้านหนังสือของผมให้ฟังอย่างเปิดอกเลย

40 ปี น้ำพุบุ๊คสโตร์ ประวัติศาสตร์ของร้านหนังสือประวัติศาสตร์แห่งเมืองบุรีรัมย์

เพราะร้านหนังสือในกรุงเทพฯ ทำให้เกิดร้านหนังสือ น้ำพุบุ๊คสโตร์ ที่บุรีรัมย์

ท่านที่เป็นหนอนหนังสือเหมือนผม คงจะยังจำกันได้ว่า พ.ศ. 2525 ร้านหนังสือในกรุงเทพฯ ร้านหนึ่งมีกิจการรุ่งเรือง ขยายร้านออกไปหลายสาขาก่อนใครอื่น ก็คือร้านหนังสือ ‘ดอกหญ้า’ สาขาท่าพระจันทร์

ในยุคนั้น เมื่อไรที่ผ่านร้านหนังสือคูหาเดียวข้างต้น ก็จะเห็นแต่ภาพฝูงคนเข้าไปเบียดเสียดกันในร้าน เบียดกันดู เบียดกันซื้อหนังสือ และเบียดกันจ่ายค่าหนังสือ จนเป็นตัวอย่างให้สำนักพิมพ์อื่น ๆ พากันเปิดร้านตามมาติด ๆ ที่เห็นได้อย่างชัดเจนก็คือ ‘ร้านนายอินทร์ ท่าพระจันทร์’ ที่มาเปิดอยู่ไม่ห่างกัน จนเรียกได้ว่า 2 ร้านนี้หายใจรดต้นคอกันทีเดียว

ตัวอย่างความสำเร็จของร้านหนังสือดอกหญ้าท่าพระจันทร์ ใน พ.ศ. 2525 ผมถือว่าเป็นความตื่นตัวของร้านหนังสือครั้งแรกและครั้งใหญ่ ที่เปลี่ยนโฉมหน้าของร้านหนังสือในเมืองไทยทั้งประเทศ

เพราะว่าอีกร่วม ๆ 10 – 20 ปีต่อมา (พ.ศ. 2525 – 2545) เมื่อเศรษฐกิจของประเทศเติบโตมากขึ้น ห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่เกิดขึ้นในกรุงเทพฯ และรวมไปถึงการเกิดห้างแบบเชนสโตร์ อย่างบิ๊กซี โลตัส ที่ผุดขึ้นทั่วประเทศ รวม ๆ แล้ว ร้านหนังสือซีเอ็ดยูเคชั่น ไปเปิดร้านหนังสือทั้งเล็กและใหญ่หลายร้อยสาขาทีเดียว

การเติบโตของร้านหนังสือแบบนี้เอง ทำให้มีคนเขียนหนังสือแนว How to โดยตั้งชื่อว่า ‘ใครๆ ก็อยากเปิดร้านหนังสือ’ แล้วต่อเนื่องด้วยหนังสือ ‘ใครๆ ก็อยากเปิดร้านกาแฟ/ร้านเบเกอรี่’

แต่วันนี้ ร้านกาแฟ-ร้านเบเกอรี่ ยังยืนยงอยู่ได้ และมีแต่จะเปิดร้านเพิ่มขึ้น ส่วนร้านหนังสือ มีแต่หดหายไป เชื่อว่าวันนี้ยังไม่มีร้านหนังสือร้านสุดท้ายที่ปิดประตูร้านแบบถาวร

40 ปี น้ำพุบุ๊คสโตร์ ประวัติศาสตร์ของร้านหนังสือประวัติศาสตร์แห่งเมืองบุรีรัมย์
40 ปี น้ำพุบุ๊คสโตร์ ประวัติศาสตร์ของร้านหนังสือประวัติศาสตร์แห่งเมืองบุรีรัมย์

วันนี้ถึงยุคร้านหนังสือร่วงโรย หวนคิดถึง ยามเริ่มต้นเปิดร้านหนังสือ

ตลอด 10 ปี ตั้งแต่ พ.ศ. 2510 – 2520 สำหรับผมถือว่าเป็นยุคที่วงการหนังสือของประเทศไทย ส่อแววออกว่าน่าจะคึกคักต่อไป เหมือนเครื่องบินที่ล้อใกล้จะพ้นพื้นสนามบินแล้ว อีกนิดแค่นั้น ยานทั้งลำก็จะทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า

พ.ศ. 2508 อาจินต์ ปัญจพรรค์ เขย่าตลาดหนังสือพ็อกเก็ตบุ๊กให้ลืมตาตื่นด้วยเรื่องสั้นชุด เหมืองแร่ โดยมีร้านหนังสือเล็ก ๆ ที่ชื่อ ‘สดใส’ เป็นฐานในการขาย

พ.ศ. 2511 ‘รงค์ วงษ์สวรรค์ กลับมาจากนิราศดิบ แล้วปลุกตลาดหนังสือพ็อกเก็ตบุ๊กให้ลุกขึ้นยืนด้วย ใต้ถุนป่าคอนกรีต ขบวนแรก และชวนให้หนอนหนังสือรุ่นเล็กรุ่นใหญ่กระฉับกระเฉงยิ่งขึ้นด้วยการออกหนังสือรายเดือนที่มีนามสกุลไล่เลี่ยกับ อาจินต์ ปัญจพรรค์ ที่ออก ฟ้าเมืองไทย พร้อม ๆ กับการเคลื่อนไหวของกลุ่มอิสระในมหาวิทยาลัย ทั้งกลุ่มพระจันทร์เสี้ยว ชมรมปริทัศน์เสวนา ซึ่งอยู่ภายใต้ร่มเงาของสังคมศาสตร์ปริทัศน์และร้านศึกษิตสยาม สามย่านของปัญญาชนสยามนาม สุลักษณ์ ศิวรักษ์

พ.ศ. 2516 – 2519 สังคมไทยเดินทางเข้าสู่การพิมพ์ หนังสือว่าด้วยประวัติศาสตร์และสังคมนิยม ที่พิมพ์ออกมาขายได้อย่างเสรี ร้านหนังสือใหม่แบบ ‘บุ๊กสโตร์’ เกิดขึ้นตามมา แผงหนังสือพิมพ์ไม่ได้ขายเฉพาะหนังสือพิมพ์แล้ว นำพ็อกเก็ตบุ๊กมาขายด้วย

นักอ่านที่เป็นนักศึกษาอย่างผม เดินเข้าออกร้านหนังสือมากกว่า เดินเข้าออกห้องเรียน และการเข้าออกร้านหนังสือของผม มิใช่หลงเสน่ห์ตัวอักษรบนหน้ากระดาษสีขาวอย่างเดียว ผมยังหลงกลิ่นอายเฉพาะตัวของร้านหนังสืออีกด้วย

ผมบอกกับตัวเองว่า ถ้าหางานในกรุงเทพฯ ไม่ได้ ก็จะกลับบุรีรัมย์ และจะเปิดร้านหนังสือให้ได้

แล้วปลาย พ.ศ.2524 ผมก็กลับบ้านที่บุรีรัมย์ และเปิดร้านหนังสือได้สำเร็จดั่งใจคิด

40 ปี น้ำพุบุ๊คสโตร์ ประวัติศาสตร์ของร้านหนังสือประวัติศาสตร์แห่งเมืองบุรีรัมย์
40 ปี น้ำพุบุ๊คสโตร์ ประวัติศาสตร์ของร้านหนังสือประวัติศาสตร์แห่งเมืองบุรีรัมย์

ร้านหนังสือของผมตั้งอยู่หลังสถานีรถไฟบุรีรัมย์ ใกล้ ๆ กันเป็นสี่แยก และทำเป็นวงเวียนน้ำพุ ผมเลยตั้งชื่อร้านว่า ‘น้ำพุบุ๊คสโตร์’ แม้ ‘น้ำพุ’ ลูกชายของ ‘สุวรรณี สุคนธา’ จะเสียชีวิตไปก่อนแล้ว ก็ยังมีคนอุตส่าห์ถามผมจนได้ว่า “เป็นอะไรกับสุวรรณี” 555

ผมเห็นว่าร้านผมอยู่ใกล้โรงเรียนมัธยมประจำจังหวัด ผมจึงแบ่งพื้นที่ในร้านออกเป็น 2 ส่วน ส่วนแรกที่กว้างขวางกว่า วางตู้ขายเครื่องเขียน ส่วนพื้นที่ที่เหลือ ตั้งแผงวางหนังสือพิมพ์กับนิตยสาร สำหรับพ็อกเก็ตบุ๊กทำแผงโชว์ปกอย่างเต็มที่อยู่ 1 ล็อก ซึ่งร้านของเอเย่นต์หนังสือพิมพ์ในเมืองไม่ได้ทำเช่นนี้ เพราะ พ็อกเก็ตบุ๊ควางไว้บนแผง ปน ๆ กับหนังสือพิมพ์และนิตยสาร

จากการสำรวจพบว่า รายได้จากการขายเครื่องเขียนเป็นเงินก้อนโตกว่าการขายหนังสือ ทำให้ผมมีสิทธิ์ได้เป็นเจ้าของตึกแถว มีรถยนต์ มีที่นาอีกด้วย

แต่อย่างไรก็ตาม ถึง พ.ศ. 2534 ผมย้ายไปอยู่ตึกที่ซื้อแทนการเช่า ณ ที่ใหม่นี้ ผมตัดสินใจครั้งสำคัญก็คือไม่ขายเครื่องเขียน ขายหนังสืออย่างเดียว ด้วยเหตุผลง่าย ๆ ขายเครื่องเขียน ทำให้ชีวิตยุ่งยากมาก ลูกก็กำลังเติบโต ทำให้ไม่มีเวลาอ่านหนังสืออย่างที่ชอบ จึงตัดสินใจที่ว่าไปข้างต้น

ตอนปีนั้น ผมคิดว่าผมคิดถูกต้องที่สุดแล้ว แต่มาถึงปีนี้ ผมว่าผมคิดผิดถนัด

วันนี้ลองเดินสำรวจร้านหนังสือใหญ่ ๆ ดูเถอะ จะพบว่าล้วนแต่ลดพื้นที่การโชว์หนังสือลง แต่โชว์สินค้าเครื่องเขียนมากกว่าอย่างเห็นได้ชัด

40 ปี น้ำพุบุ๊คสโตร์ ประวัติศาสตร์ของร้านหนังสือประวัติศาสตร์แห่งเมืองบุรีรัมย์

แว่ว เสียง เพื่อน เตือน “อย่า ขาย แต่ หนังสือ ต้อง ทำ กิจ กรรม ด้วย”

. ในช่วง พ.ศ.2524 – 2525 อันเป็นช่วงที่ตั้งร้านหนังสือใหม่ ๆ ผมต้องเข้ากรุงเทพฯ บ่อย เพราะเครื่องเขียนและหนังสือในร้านยังมีไม่มาก ผมต้องติดต่อกับสายส่งหนังสือเพิ่มขึ้นอีก หนึ่งในจำนวนสายส่งที่ผมไปติดต่อบ่อย ๆ ก็คือสำนักพิมพ์เม็ดทราย ซึ่งมีหนังสือหลากหลายแนว เหมาะสำหรับนักอ่านทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ทำให้ผมได้รู้จักและสนิทสนมกับ เกียรติ ปรัชญาศิลปวุฒิ บรรณาธิการของสำนักพิมพ์เม็ดทราย

เกียรติให้ความสะดวกและกำลังใจว่า เมื่อเราเป็นร้านหนังสือรุ่นใหม่ อย่าขายหนังสืออย่างเดียว ต้องจัดกิจกรรมทางปัญญา ด้วยการเชิญนักเขียนมาบรรยายให้นักเรียน นักศึกษาฟัง นอกจากเสริมปัญญาให้เยาวชนแล้ว ทางร้านก็ยังได้ความสนิทสนมคุ้นเคยกับนักเขียนและนักวิชาการ รวมทั้งอาจารย์ในสถาบันการศึกษาในจังหวัดไปในตัวด้วย

สิ่งที่ เกียรติ-เม็ดทราย แนะนำอยู่บ่อย ๆ คือ ให้ติดตามความเคลื่อนไหวของการจัดกิจกรรมทางปัญญาของศูนย์หนังสือเชียงใหม่ เพื่อจะได้มีแบบอย่างในการจัดทำกิจกรรมในอนาคต ผมรับฟังคำแนะนำข้างต้นด้วยความศรัทธา เพราะเรื่องนี้อยู่ในใจผมอยู่แล้ว เพียงแต่ไม่มีตัวอย่างชัดเจนแบบที่เกียรติชักชวน

ผมเชื่อว่าจะเป็นผลดีแน่นอน ถ้าผมจะปฏิบัติตามคุณรุ่งวิทย์ แห่งศูนย์หนังสือเชียงใหม่ ตามคำชี้แนะของเกียรติ-เม็ดทราย

ร้านน้ำพุบุ๊คสโตร์ จึงจัดกิจกรรมในโรงเรียนและมหาวิทยาลัยของบุรีรัมย์เรื่อยมา ตั้งแต่ พ.ศ. 2534 เป็นต้นมาตราบจนถึงวันนี้

40 ปี น้ำพุบุ๊คสโตร์ ประวัติศาสตร์ของร้านหนังสือประวัติศาสตร์แห่งเมืองบุรีรัมย์
40 ปี น้ำพุบุ๊คสโตร์ ประวัติศาสตร์ของร้านหนังสือประวัติศาสตร์แห่งเมืองบุรีรัมย์

เหล่าบรรดานักคิดนักเขียนที่เดินทางมาบรรยายให้นักเรียน นักศึกษา ในจังหวัดบุรีรัมย์ หลายรุ่นหลายแนวผ่านการประสานงานของผม เท่าที่นึกได้ขณะนี้ก็คือ 1) คำพูน บุญทวี 2) คำสิงห์ ศรีนอก 3) เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ 4) สุชาติ สวัสดิ์ศรี 5) วิมล ไทรนิ่มนวล 6) วัฒน์ วรรลยางกูร 7) ไพวรินทร์ ขาวงาม 8) ประภัสสร เสวิกูล 9) ไมตรี ลิมปิชาติ 10) สถาพร ศรีสัจจัง 11) ชมัยภร แสงกระจ่าง 12) กนกพงศ์ สงสมพันธุ์ 13) กนกวลี พจนปกรณ์ 14) ชาติ กอบจิตติ 15) ขจรฤทธิ์ รักษา 16) พรชัย แสนยะมูล 17) ศุ บุญเลี้ยง 18) สกุล บุณยทัต 19) ชูเกียรติ ฉาไธสง 20) ทองแถม นาถจำนง 21) ศักดิ์ศิริ มีสมสืบ ฯลฯ เฉพาะ ไพวรินทร์ ขาวงาม รายเดียว ผมนับได้ 12 ครั้ง ที่ผมเชิญเขามาพูดให้ นักเรียน นักศึกษาบุรีรัมย์ฟังกัน

หากจะถามว่าการจัดกิจกรรมเรื่องการเขียน การอ่าน วรรณกรรม ตั้งแต่ในอดีตถึงปัจจุบันของร้านน้ำพุบุ๊คสโตร์ ได้รับผลประโยชน์ในด้านเงินทองกลับคืนมาหรือไม่

ผมตอบได้ทันทีเลยว่า ไม่ได้เงินทองกลับมาเป็นกอบเป็นกำเลย เพียงแต่บรรดาห้องสมุดของสถานศึกษาช่วยบอกรับหนังสือพิมพ์และนิตยสารบ้างเท่านั้น และนับวันก็มีลดลงถอยลง อันเนื่องจากบรรดาสิ่งพิมพ์กระดาษมีแต่ยุติการผลิตมากขึ้นทุก ๆ วัน อันเนื่องมาจากการเจริญเติบโตของโลกดิจิทัล รวมทั้ง ‘วิถีชีวิต’ ของผู้คนได้เปลี่ยนแปลงไปค่อนข้างมาก แต่สิ่งที่สำคัญอีกเรื่องก็คือ การสับเปลี่ยนโยกย้ายผู้บริหารสถานศึกษา ทำให้ผู้บริหารหน้าใหม่เข้ามาแทนที่คนเก่าอยู่เรื่อย ๆ ย่อมทำให้ไม่มีใครทราบเรื่องราวในอดีต ว่า ร้านน้ำพุบุ๊คสโตร์ได้ทำประโยชน์ด้านใดให้สถานศึกษามาก่อนบ้าง

เมื่อความเป็นจริงของโลกเป็นไปเช่นนี้ หากถามว่าผมยังจะจัดการกิจกรรมเชิญนักเขียนมาพูดให้นักเรียนฟังอีกต่อไปหรือไม่ ผมก็จะตอบว่า ยังจัดต่อแน่ ๆ ถ้าเป็นนักเขียนที่ผมรู้จัก ติดต่อเขาได้ และเรื่องสำคัญอีกเรื่องก็คือ สถานศึกษายังเห็นดีเห็นงามกับกิจกรรมเสริมปัญญาเช่นนี้อีกหรือไม่

ในวัยเด็กของผม ไม่เคยมีผู้ใหญ่ของเมืองทำกิจกรรมเช่นนี้มาก่อน เมื่อผมมีโอกาสที่จะทำ ผมก็ลงทำทันที ผมไม่ต้องการให้เด็กในวันนี้ เกิดความรู้สึกผิดหวังกับผู้ใหญ่ในยุคของเขา

นักข่าวผู้ลาออกมาเปิดร้านหนังสือที่บุรีรัมย์ กับประวัติศาสตร์วงการร้านหนังสือไทย และแนวคิดการทำร้านให้อยู่ในใจคน

ทำ อะ ไร สัก หน่อย เถอะ เมือง ผม ไม่ มี ใคร สะสม ข้อ มูลประวัติศาสตร์ เลย

เริ่มตั้งแต่ พ.ศ. 2550 เป็นต้นไปที่กิจกรรมเชิญนักคิดนักเขียนมาบรรยายในสถานศึกษาค่อย ๆ ลดน้อยลง

ห้องสมุดหลายแห่งเริ่มโครงการปรับเปลี่ยนไปเป็นห้องสมุดดิจิทัลมากขึ้น งบประมาณทางด้านซื้อสิ่งพิมพ์กระดาษจึงลดน้อยลง เหลือไม่กี่แห่งที่ยังมีงบประเภทนี้อยู่ กิจกรรมของร้านน้ำพุบุ๊คสโตร์จึงลดน้อยถอยลง แต่ยังมีกิจกรรมอีกด้านหนึ่งที่ผมยังได้เข้าไปมีส่วนร่วมกับชุมชน คืองานด้านการค้นคว้าและเผยแพร่ประวัติศาสตร์เมืองบุรีรัมย์ผ่านทางภาพถ่ายเก่า

เรื่องของเรื่องก็คือ ครอบครัวผมโดย พ่อ-แม่-และอาของผม ได้เก็บสะสมภาพถ่ายเก่าของเมืองบุรีรัมย์ไว้จำนวนหนึ่ง ผู้ใหญ่ของผมเอาภาพถ่ายเก่าใส่กรอบกระจกแล้วนำไปติดฝาบ้าน ลักษณะทำเป็น สิ่งตบแต่งบ้านไปในตัว ภาพถ่ายเก่าที่มีอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป เช่น ภาพถ่ายชุดในหลวงรัชกาลที่ 9 เสด็จพระราชดำเนินเมืองบุรีรัมย์ เมื่อ พ.ศ. 2498 ที่พ่อแม่ผมเอาไปใส่กรอบกระจกติดฝาบ้านไว้ตั้งแต่ พ.ศ. 2500 เป็นสิ่งที่ผมเห็นมาตั้งแต่เด็ก

วันหนึ่งใน พ.ศ. 2550 สำนักงานเทศบาลเมืองบุรีรัมย์จัดนิทรรศการในหลวงในโอกาสครองราชย์ครบ 60 ปี ต้องมาหยิบยืมภาพเก่าที่ผมกล่าวไปข้างต้นไปทำนิทรรศการ นับเป็นครั้งแรกที่ผมได้ก้าวเข้าไปทำงานในเรื่อง ‘เล่าประวัติศาสตร์เมืองบุรีรัมย์ด้วยภาพถ่ายเก่า’

เมื่อไรที่จังหวัดบุรีรัมย์ต้องการทำห้องประวัติศาสตร์เมืองบุรีรัมย์ ซึ่งต้องใช้ภาพถ่ายเก่าที่ผมมี ผมก็ให้ยืมภาพที่มีอยู่ หากภาพไม่พอใช้ ผมก็ตระเวนหามาเพิ่มให้ จึงได้ภาพเก่ามาเพิ่มขึ้นเรื่อยมา

นอกจากค้นหา สะสมภาพเก่าแล้ว ผมยังต้องค้นคว้าเรื่องประวัติศาสตร์เมืองบุรีรัมย์ผ่านทางหน้าหนังสือด้วย พบว่าเมืองทั้งเมืองมีอยู่หนังสือประเภทนี้ไม่กี่เล่ม

อย่างไรก็ตาม การสืบค้นผ่านมากว่า 10 ปี ผมก็มีข้อมูลมากขึ้น เขียนบทความเกี่ยวกับประวัติศาสตร์เมืองบุรีรัมย์ได้มากกว่า 60 – 70 เรื่อง ตีพิมพ์ในวารสารของหน่วยงานในจังหวัดบุรีรัมย์

วันดีคืนดี ครู-อาจารย์ในโรงเรียนและในมหาวิทยาลัย สั่งให้นักเรียน-นักศึกษาทำรายงานเรื่องราวความเป็นมาของเมืองบุรีรัมย์ เมื่อต้องการข้อมูลในเรื่องที่สงสัยความเป็นมาของเมือง ก็ตรงดิ่งมาถามผมที่ ร้านน้ำพุบุ๊คสโตร์ แล้วบอกว่าอาจารย์ให้มาขอข้อมูลจากลุง

เรื่องที่เล่าไปข้างต้นยังเกิดขึ้นเป็นปกติวิสัย อย่าได้แปลกใจถ้าวันหนึ่งมาร้านน้ำพุบุ๊คสโตร์ แล้วเห็นผมนั่งคุยกับเด็ก ๆ ที่นั่งอยู่เต็มร้าน

จนทำให้ผมคิดไปเองว่า วันข้างหน้าภายในร้านหนังสือของผม จะต้องเป็นห้องที่มีมุมแสดงภาพถ่ายเก่าเมืองบุรีรัมย์แบบ ‘หมุนเวียน’ ในที่สุด

นักข่าวผู้ลาออกมาเปิดร้านหนังสือที่บุรีรัมย์ กับประวัติศาสตร์วงการร้านหนังสือไทย และแนวคิดการทำร้านให้อยู่ในใจคน

อาหารหล่อเลี้ยงร่างกาย – หนังสือหล่อเลี้ยงวิญญาณ

อ่านหนังสือออกตั้งแต่ พ.ศ. 2505 จนถึงวันนี้ พ.ศ. 2565 ผมก็ยังอ่านหนังสืออยู่ สำหรับผมเชื่อมั่นอย่างยิ่งว่า ‘หนังสือหล่อเลี้ยงวิญญาณ’ อยู่เสมอ ไม่ว่าโลกจะเปลี่ยนไปแค่ไหน หนังสือที่ผมยังอ่านอยู่ทุกวัน และอยากจะชวนให้อ่านเหมือนผม

ร้านคูหาเดียวอย่าง ‘น้ำพุบุ๊คสโตร์’ เลือกคัดและสั่งหนังสือแนวหนังสือประวัติศาสตร์โดยเฉพาะ จากนั้นจึงตามด้วยหนังสือวรรณกรรม แต่เอาเข้าจริง จริตของผมมักจะอยู่กับหนังสือแนวประวัติศาสตร์มากกว่า วันนี้ผมยังไม่มีหนังสือน่าอ่านแนววรรณกรรมมาแนะนำ หนังสือที่จะแนะนำตอนนี้คือ หนังสือแนวประวัติศาสตร์ล้วน ๆ ครับ

1 บุรีรัมย์ มาจากไหน 

เขียนในสไตล์ สุจิตต์ วงษ์เทศ เล่าประวัติศาสตร์แบบย่นย่อของบุรีรัมย์ ตั้งแต่เมื่อ 25,000,000 ปีก่อน จนถึงบุรีรัมย์เมื่อ พ.ศ. 2482 พอเป็นคู่มือศึกษาประวัติศาสตร์เมืองบุรีรัมย์ได้ในระดับหนึ่ง ก่อนที่จะมีคนเขียนประวัติศาสตร์เมืองบุรีรัมย์ในระดับละเอียดถี่ถ้วนยิ่งขึ้นในวันข้างหนึ่ง มีภาคผนวกกล่าวถึงเรื่องการเบิกพรหมจรรย์ที่ปราสาทพนมรุ้งว่ามีจริงหรือไม่ และภาพชุดสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ เสด็จประพาสปราสาทพนมรุ้งเมื่อ พ.ศ.2472 ที่ทันบันทึกภาพทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์ตกอยู่ที่พื้นดินก่อนถูกขโมยหายไปหลายปี หนังสือกระดาษปอนด์หนา 208 หน้า ราคา 195 บาท พิมพ์โดยสำนักพิมพ์แม่คำผาง เมื่อ พ.ศ. 2553

นักข่าวผู้ลาออกมาเปิดร้านหนังสือที่บุรีรัมย์ กับประวัติศาสตร์วงการร้านหนังสือไทย และแนวคิดการทำร้านให้อยู่ในใจคน

2 เล่าเรื่องเมืองอีสาน 

หนังสือบันทึกเรื่องเล่าเมืองอีสานในรูปแบบสารคดี จำนวน 9 เรื่อง ที่คนในท้องถิ่นทราบเรื่องกันดี แต่คนต่างถิ่นไม่ค่อยรู้ เพราะหนังสือพิมพ์ไม่เคยตีพิมพ์และไม่มีคนรวมเป็นเล่ม อย่างเช่นเรื่อง บวชควาย : คน ควายฮ้า ฝนฟ้า พญาแถน และ ตามหารัฐธรรมนูญฉบับจำลองของคณะราษฎรในภาคอีสาน พิมพ์ด้วยกระดาษปรู๊ฟหนา 162 หน้า ราคา 200 บาท พิมพ์โดยสโมสรนักเขียนภาคอีสาน สนับสนุนโดย โครงการสื่อเป็นโรงเรียนของสังคม สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) – มีขายในร้านน้ำพุบุ๊คสโตร์ (แห่งเดียวในประเทศไทยไทย)

นักข่าวผู้ลาออกมาเปิดร้านหนังสือที่บุรีรัมย์ กับประวัติศาสตร์วงการร้านหนังสือไทย และแนวคิดการทำร้านให้อยู่ในใจคน

3 ไฉไลเมืองสุรินทร์ พุทธศักราช 2426-2427 

เรื่องราวในหนังสือเล่มนี้ เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นในดินแดนเมืองซ็องเกียะหรือสังฆะ (สังขะ) และรวมไปถึงตัวเมืองสุรินทร์ของเจ้าหน้าที่รัฐบาลฝรั่งเศสผู้มีนามว่า เอเตียน แอมอนิเยร์ และคณะของเขาที่เดินทางมายังดินแดนกัมพูชา ลาว และไทย ในยุครัชกาลที่ 5 ของสยามอย่างมีเลศนัย อัษฏางค์ ชมดี แปลด้วยภาษาที่ละเมียดละไม ผิดกับหนังสือแนวสารคดีเล่มอื่น ๆ สำนักสุรินทร์สโมสร เป็นผู้พิมพ์เมื่อ พ.ศ. 2564 พิมพ์ด้วยกระปอนด์หนา 212 หน้า มีภาพลายเส้นขาวดำแทรกตลอดทั้งเล่ม จำหน่ายในราคา 200 บาท

นักข่าวผู้ลาออกมาเปิดร้านหนังสือที่บุรีรัมย์ กับประวัติศาสตร์วงการร้านหนังสือไทย และแนวคิดการทำร้านให้อยู่ในใจคน

4 จับช้างเกริกไกร 

หนังสือสารคดีเรื่อง ‘ช้าง’ เป็นเรื่องของช้างในสยามประเทศ – การคล้องช้างในเพนียดอันยิ่งใหญ่ของชาวสยามในสมัยแผ่นดินพระพุทธเจ้าหลวง และการโพนช้างสำเริงของหมอและควาญชาวสุรินทร์ ฝีมือการเขียนและรวบรวมของ อัษฏางค์ ชมดี และ สุขใจ รัตนยุวกร พิมพ์เมื่อ พ.ศ. 2564 โดย สำนักสุรินทร์สโมสร กระดาษปอนด์หนา 258 หน้า ราคา 250 บาท

นักข่าวผู้ลาออกมาเปิดร้านหนังสือที่บุรีรัมย์ กับประวัติศาสตร์วงการร้านหนังสือไทย และแนวคิดการทำร้านให้อยู่ในใจคน

5 2325 เปิดศักราชกรุงเทพฯ 

โดย สุเจน กรรพฤทธิ์ เขียนแบบเผยเบื้องลึกของประวัติศาสตร์กรุงรัตนโกสินทร์จากหลักฐานใหม่ ที่ค้นคว้าอย่างเจาะลึกตามวิธีการของคนเขียนหนังสือเล่มดังที่ผ่านมาอย่าง 2310 อวสานกรุงศรีฯ และ 2310 กรุงธนบุรีผงาด พิมพ์เสร็จเมื่อวานนี้ โดยสำนักพิมพ์สารคดี กระดาษปอนด์หนา 336 หน้า ราคา 390 บาท

นักข่าวผู้ลาออกมาเปิดร้านหนังสือที่บุรีรัมย์ กับประวัติศาสตร์วงการร้านหนังสือไทย และแนวคิดการทำร้านให้อยู่ในใจคน

สนใจหนังสือ 5 เล่มที่มีขายไม่แพร่หลาย (ยกเว้นเล่มที่ 5 ) สอบถามได้ที่โทรศัพท์ 0 4461 1813 และมือถือ 08 9498 8494 และสั่งซื้อได้ที่เฟซบุ๊ก Wiwat Rojanawan หรือ น้ำพุทูเดย์

น้ำพุบุ๊คสโตร์

ที่ตั้ง : 33/11 ถนนธานี ตำบลในเมือง อำเภอเมืองบุรีรัมย์ บุรีรัมย์ 31000 (แผนที่)

วัน-เวลาทำการ : เปิดทุกวัน 08.00 – 20.00 น.

โทรศัพท์ : 0 4461 1813 และ 08 9498 8494

Facebook : Wiwat rojanawan 

บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการพัฒนาร้านหนังสือเป็นแหล่งความรู้สร้างสรรค์ โดยความร่วมมือของ The Cloud และ OKMD

Writer

วิวัฒน์ โรจนาวรรณ

อายุครบ 72 ปี ขณะที่ร้านน้ำพุบุ๊คสโตร์ก่อตั้งมาครบ 40 ปีเป็นคนที่ชื่นชอบเก็บภาพถ่ายเก่าของเมืองบุรีรัมย์ และศึกษาประวัติเมืองบุรีรัมย์มานาน จึงใฝ่ฝันที่จะดัดแปลงมุมหนึ่งของร้านหนังสือให้เป็น ‘ห้องแสดงภาพถ่ายเก่าเมืองบุรีรัมย์’

Photographer

วสันต์ จันนวน

ปัจจุบันเป็นตากล้องภาพนิ่งและวิดีโอ ฟรีแลนซ์ ทำงานอิสระ เป็นนักเดินทาง ชอบไปทริป แบ่งเวลาทำงานลงช่อง YouTube เวลาว่างชอบจัดทริปขับรถมอไซค์ แคมป์ปิ้ง

The Bookseller

เรื่องราวของร้านหนังสืออิสระ แหล่งเรียนรู้รื่นรมย์

-1-

“โต๊ะตัวนั้นไงที่น้องจากอักษรฯ มาสั่งกาแฟแล้วนั่งอ่านหนังสือทุกวัน จนสอบได้ทุนปริญญาเอกอย่างตั้งใจ ตอนนี้น้องเขากลายเป็นอาจารย์สอนอยู่ต่างแดน”

“ชอบภาพถ่ายชุดนั้นหรือครับ นั่นเป็นงานสมัยที่ยังใช้ฟิล์มกันอยู่ของพี่นักเขียนคนหนึ่ง แกมอบภาพชุดนี้ไว้ตอนที่มาแสดงงานที่ร้านสมัยอยู่ถนนพระอาทิตย์”

“หนังสือที่มอบให้นักอ่านฟรี ๆ อยู่เสมอนั้น ต้องขอบคุณคุณหมอนักอ่านคนหนึ่ง แกมักซื้อหนังสือแล้วเอากลับไปส่วนเดียว ที่เหลือทิ้งไว้เพื่อให้ร้านยื่นให้ใครก็ได้ที่เห็นว่าเหมาะสม”

“ตรงบันไดใกล้เคาน์เตอร์นี่แหละที่ได้เช็ดน้ำตาให้กัน นี่มักเป็นที่ประจำของคนที่มาพร้อมความในใจ หนุ่มเจ้าของร้านกาแฟบางคนเคยนั่งลงแล้วเผยถึงรักที่เปลี่ยนไป พูด ๆ น้ำตาเขาก็ไหล นั่นทำให้ทุกอย่างเงียบหมด วันนั้นโยเอ่ยขึ้นว่า ทำไมเวลาผู้ชายเจ็บ มันดูเจ็บจัง”

“แต่เคยมีคนขอแต่งงานกันในร้านด้วย ที่แน่ ๆ มีแล้ว 2 คู่ ‘พี่ช่วยดูลูกค้าคนอื่นให้หน่อยนะครับ โล่ง ๆ เมื่อไรพี่รีบให้สัญญาณผมนะ’ ฝ่ายชายมักขอความช่วยเหลือ ลน ๆ หน่อยแต่ก็น่ารักดี”

เมื่อ ‘ร้านหนังสือเดินทาง’ เดินทางมาร่วม 20 ปี มันเลยพอมีเรื่องเล่าอยู่บ้าง เป็นบทบาทที่ไม่เคยคาดคิด แต่คงเพราะเริ่มอยู่มานาน หลายวาระและโอกาสเลยได้รับไมตรีให้บอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับร้านหนังสือ และนั่นเอง เวลาเล่าสู่กันฟังว่า ‘ร้านหนังสือ’ ทำได้มากกว่าการเป็นเพียงสถานที่ซื้อขายหนังสือ คงไม่มีอะไรชัดเจนเท่าการยกเหตุการณ์ข้างต้นขึ้นมากล่าว

“ไม่มีใครอ่านหนังสือกันแล้ว ธุรกิจร้านหนังสือไม่มีอนาคตแล้วไม่ใช่หรือ” นี่เป็นอีกประเด็นที่หลายปีที่ผ่านมามักโดนถามให้ตอบ สิ่งที่คิดอยู่ในใจคือ คำถามนี้หากถามคนที่ไม่ได้อ่านหนังสือ ก็จะได้ข้อสรุปว่า ไม่มีใครอ่านหนังสือกันแล้ว ทว่าถ้าถามคนที่ยังอ่านหนังสือ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่อยู่กับร้านหนังสือ คำตอบจะเป็นอีกอย่าง สิ่งที่ตอบไปคือ “ร้านหนังสือยังอยู่ได้ครับ เพียงแต่การอยู่ให้ได้นั้นมีรายละเอียดสักหน่อย”

ซึ่งก็เป็น ‘รายละเอียดสักหน่อย’ นี่แหละที่ไม่ค่อยได้แลกเปลี่ยนกันในรายละเอียดสักเท่าไร

ทั้งที่สิ่งนี้สำคัญมาก สำคัญจนถึงขั้นว่า หากขาดไป ร้านคงไม่ก่อเกิดและยืนอยู่ได้อย่างแน่นอน

บันทึกถึง คน รัก หนังสือ ตลอด 20 ปีของ 'ร้านหนังสือเดินทาง’ ก่อนจะย้ายร้านปลายปีนี้
บันทึกถึง คน รัก หนังสือ ตลอด 20 ปีของ 'ร้านหนังสือเดินทาง’ ก่อนจะย้ายร้านปลายปีนี้

-2-
เขาไม่ได้ฐานะดีมาก่อน!

แปลกใจและสะท้อนอะไรได้มาก สมัยอยู่ถนนพระอาทิตย์ เมื่อร้านหนังสือเดินทางเปิดมา 3 – 4 ปี หนุ่มออกจากงานประจำมาทำร้านอย่างเดียว น้องลูกค้าคนหนึ่งมักกล่าวขึ้นว่า

“เพื่อน ๆ ของผมคิดว่าพี่ฐานะดีอยู่แล้วทั้งนั้น จึงทำร้านอย่างนี้ได้”

ประโยคนั้นสะกดให้หนุ่มนิ่งไปทุกครั้ง ถึงวันนี้ก็ยังฝังใจอยู่ ต้องฐานะดีมาก่อนเท่านั้นหรือจึงเป็นเจ้าของร้านหนังสือได้ ถ้าอย่างนั้นมันควรจะมีร้านหนังสือกันมากกว่านี้ไหม เนื่องจากมหานครอย่างกรุงเทพฯ ดูจะมีคนฐานะดีอยู่ไม่น้อย ถ้อยคำของน้องลูกค้ามีนัยชวนให้คิดได้มากมาย

หนุ่มเริ่มต้นทำร้านหนังสือตอนอายุย่าง 26 ทว่าฟังแล้วแสนจะโบราณ เมื่อในวัยเด็กนั้น เขาเกิดทันยุคที่ไม่มีไฟฟ้าใช้

บนเส้นทางสู่ปักษ์ใต้ พอเลยเขตจังหวัดนครศรีธรรมราชไป มีทางหลวงสายหลัก 2 เส้นโอบกอดทะเลสาบสงขลา เส้นขวาวิ่งผ่านจังหวัดพัทลุงแล้วเข้าอำเภอหาดใหญ่ เส้นซ้ายวิ่งผ่านอำเภอหัวไทร อำเภอระโนด และอำเภอสทิงพระ ถิ่นเกิดของเขาอยู่บริเวณนี้

คาบสมุทรสทิงพระเมื่อ 40 กว่าปีก่อนยังมีไฟฟ้าใช้กันไม่ทั่ว หนุ่มเลยมีประสบการณ์ปั่นจักรยานไปซื้อน้ำมันก๊าดจากร้านชำที่หัวถนนมาใส่ตะเกียง การหุงต้มนั้นใช้เตาถ่าน ซึ่งอาศัยรองเท้าฟองน้ำเก่า ๆ หรือยางในของล้อรถจักรยานเป็นเชื้อจุดไฟ กลางคืนก็นอนฟัง สังข์ทอง จากวิทยุ หนังสือนั้นไม่มีเลย จะมีก็แต่หนังสือเรียน ซึ่งสมัยนั้นโรงเรียนให้ยืมเรียน

ครั้นโลกเปลี่ยน จากบ้านที่ไม่มีหนังสือ หนุ่มกลายเป็นเด็กมัธยมที่โรงเรียนประจำจังหวัด จากนั้นก็ถึงมหาวิทยาลัยย่านท่าพระจันทร์ ถึงองค์กรระหว่างประเทศ อันเปิดโอกาสให้เขาได้เห็นอีกหลายประเทศ

บันทึกถึง คน รัก หนังสือ ตลอด 20 ปีของ 'ร้านหนังสือเดินทาง’ ก่อนจะย้ายร้านปลายปีนี้

เพราะเริ่มต้นไกลสักหน่อย สมัยมัธยมหนุ่มถึงกับต้องเอาเท้าแช่น้ำในกะละมัง เพื่อไม่ให้หลับขณะอ่านหนังสือสอบ เมื่ออ่านแล้วได้ผลมันได้บ่มนิสัยรักการอ่านให้เขา มันทำให้เขาเห็นพลังอย่างเป็นรูปธรรมของการอ่าน เห็นว่าหนังสือทำให้ชีวิตเราดีขึ้นได้

โลกหนังสือของเขาเริ่มขยายไปกว่าแค่อ่านหนังสือเรียนเมื่ออยู่ในรั้วมหาวิทยาลัย โดยมีประวัติศาสตร์ของสถานที่และประวัติศาสตร์มีชีวิตหลายคนเป็นตัวเร่ง หนำซ้ำเมื่อเข้าสู่วัยทำงาน ได้ไปเห็นบ้านเมืองทั้งที่พัฒนาแล้วและกำลังพัฒนา เขายิ่งเห็นความสำคัญของหนังสือ

ข้อสรุปของเขาคือ หนังสือเป็นภาชนะบรรจุความรู้ที่ดี เราต่างต้องการความรู้ เมื่อมีความรู้เราจะไม่จนเครื่องมือในการแก้ปัญหา ซึ่งสุดท้ายแล้วจะไม่จนทางเลือกและไม่จนมุมกับชีวิต นี่กลายเป็นแรงผลักสำคัญที่ทำให้เกิดร้านหนังสือเดินทาง

เมื่อเริ่มทำร้าน บริบทชีวิตในอดีตมีผลไม่น้อย การชอบอ่านหนังสือทำให้หนุ่มพอรู้ว่า นักเขียนคนนั้นเขียนอะไรมาบ้าง พิมพ์กับสำนักพิมพ์ไหน และควรติดต่อใคร การที่วัยเด็กได้อยู่กับสายฝนและทุ่งหญ้ายังทำให้อยู่กับตัวเองได้ มีความสุขกับความเงียบเป็น ตระหนักว่าฤดูกาลมีเวลาเปลี่ยน ซึ่งช่วยได้ทีเดียวในการรับมือกับเหตุการณ์ในร้านหนังสือแต่ละวัน

ในแง่การจัดการ หนุ่มกับโย (คนใกล้ตัวของหนุ่ม) เริ่มต้นโดยการเอาเงินเก็บบางส่วนที่พอมีจากการทำงานประจำของแต่ละคนมารวมกัน แล้วบริหารจากจุดนั้น ไม่ได้รบกวนใคร เมื่อเรียนจบแล้วก็ไม่ควรทำให้พ่อแม่เดือดร้อนต่อไปแล้ว นั่นคือหนทางที่หนุ่มยึดถือ เขาบอกให้ทางบ้านรู้ว่าเปิดร้านหนังสือ หลังจากออกจากงานประจำมาทำร้านอย่างเดียวแล้วด้วยซ้ำ

หนุ่มออกจากงานประจำมาทำร้านอย่างเดียว เพราะต้องการทุ่มเทกับมันให้ถึงที่สุด ซึ่งอีกด้านหมายความว่า เขาเดิมพันกับมันแล้ว

ทำแล้วต้องรอด ไม่รอดไม่ได้ คือสิ่งที่เขาบอกตัวเอง ไม่เกี่ยวกันเลยว่าฐานะดีหรือไม่ดีมาก่อน

บันทึกถึง คน รัก หนังสือ ตลอด 20 ปีของ 'ร้านหนังสือเดินทาง’ ก่อนจะย้ายร้านปลายปีนี้
บันทึกถึง คน รัก หนังสือ ตลอด 20 ปีของ 'ร้านหนังสือเดินทาง’ ก่อนจะย้ายร้านปลายปีนี้

-3-
ไม่ง่าย แต่ไม่ใช่ว่าเป็นไปไม่ได้!

การที่ร้านหนังสือเดินทางอยู่มาร่วม 20 ปีนั้น ทำให้ต้องยืนยันว่า ในบริบทธุรกิจหนังสือแบบไทย ๆ และท่ามกลางเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไป ร้านหนังสือโดยเฉพาะ ‘ร้านหนังสืออิสระ’ ยังอยู่ได้

ไม่ง่าย แต่ใช่ว่าจะอยู่ไม่ได้ ทั้งนี้มีปัจจัยบางอย่าง ที่เป็นทั้งบททดสอบและองค์ประกอบให้ต้องคำนึง

ในเชิงธุรกิจ การทำให้นักอ่านเห็นภาพชัดว่า “เวลานึกถึงเราแล้วเขานึกถึงอะไร” ถือเป็นสิ่งจำเป็น โดยภาพที่ว่ายังต้องเป็นสิ่งที่เราเป็นจริง ๆ ด้วย

เพราะตระหนักถึงความสำคัญของหนังสือ ชอบและเห็นประโยชน์ของการเดินทาง ร้านหนังสือเดินทางจึงมีคำว่า ‘หนังสือเดินทาง’ เป็นเส้นเรื่อง ซึ่งนั่นทำให้ง่ายขึ้นในการกำหนดขอบเขตของสิ่งที่อยู่ข้างใน

หนังสือเดินทางในที่นี้ กินความตั้งแต่หนังสือที่กระตุ้นให้เราอยากออกเดินทางไกล หรือลงมือทำอะไรสักอย่าง จากนั้นก็เป็นหนังสือที่ให้ข้อมูลว่าควรไปไหน ไปอย่างไร ส่วนไปมาแล้วอยากรู้เพิ่มว่า ทำไมผู้คนที่นั่นจึงเชื่ออย่างนั้น ทำไมประเทศนั้นจึงมีการศึกษาดี ทำไมประเทศนี้จึงมีความขัดแย้ง ยังมีหนังสืออีกหมวดที่ให้ข้อมูลในเชิงลึก

ทั้งนี้ การเดินทางไม่ได้จำกัดอยู่แค่การไปเที่ยว การเดินทางอยู่กับที่ก็มี การเติบโตจากวัยหนึ่งสู่อีกวัยก็เป็นการเดินทางอย่างหนึ่ง นั่นทำให้ร้านมีตั้งแต่หนังสือเด็ก จนถึงหนังสือเตรียมรับมือกับการเดินจากโลกนี้ไป โดยเรื่องราวเหล่านี้ปรากฏอยู่ได้ทั้งในบทกวี สารคดี และวรรณกรรม ฯลฯ

ในแง่รูปลักษณ์ ร้านอยากให้นักอ่านได้แรงบันดาลใจเกี่ยวกับหนังสือและการเดินทางจากทุกประสาทสัมผัส ได้ซื้อหนังสือในสภาพแวดล้อมที่มีบุคลิกเฉพาะตัว ทุกอณูของร้านเลยมีอะไรต่ออะไรก็ไม่รู้ตกแต่งอยู่มากมาย และเพื่อให้มาแล้วสบายกันทุกฝ่าย ในร้านจึงมีที่ให้นั่ง มีชากาแฟให้ดื่ม และมีเพลงให้ฟัง หากอยากสนทนากันก็อยู่ข้างล่าง ใครรักสงบก็ไปอ่านเขียนอยู่ชั้นบน

บันทึกถึง คน รัก หนังสือ ตลอด 20 ปีของ 'ร้านหนังสือเดินทาง’ ก่อนจะย้ายร้านปลายปีนี้
บันทึกถึง คน รัก หนังสือ ตลอด 20 ปีของ 'ร้านหนังสือเดินทาง’ ก่อนจะย้ายร้านปลายปีนี้

“ยังไม่อยากกลับ นาน ๆ ได้คุยกับคนสักที”

“หนังสือบางเล่มซื้อออนไลน์ก็มี สิ่งเดียวที่ไม่มีคือบรรยากาศ”

“การมีอยู่ของร้านนี้ดีอย่างหนึ่ง คือทำให้รู้ว่าเวลามาย่านนี้แล้วพี่จะเจอกับอะไร”

นี่เป็นเสียงสะท้อนจากนักอ่านบางส่วน เป็นเสียงที่ได้ยินในช่วงโรคระบาด อันเป็นห้วงที่ทุกธุรกิจถูกทดสอบความจำเป็น นักอ่านเหล่านี้ทำให้ร้านไม่ได้รับผลกระทบมากจนเกินไป แต่ก็นั่นแหละ นี่ไม่ใช่สิ่งที่อยู่ดี ๆ แล้วได้มา

4 ปีแรกของร้านบนถนนพระอาทิตย์นั้น เป็นช่วงที่ทุกอย่างถูกทดสอบเลยทีเดียว ด้วยต้นทุนที่สูงทำให้ต้องเปิดร้านทุกวัน จันทร์-ศุกร์เมื่อหนุ่มอยู่ร้านคนเดียว บางคราวข้าวเที่ยงก็เน่าเสียเพราะไม่มีเวลากิน ตกค่ำต้องแหวกโต๊ะกาแฟบนชั้นสองแล้วล้มตัวลงนอน เพราะห้องเล็ก ๆ ที่อยู่ด้านหลังถูกข้าวของจองหมดแล้ว บางคืนหลับ ๆ ก็มีแมลงสาบปีนขึ้นใบหน้า ในบริบทเช่นนี้หนุ่มคิดอยู่อย่างเดียวคือ ต้องผ่านไปให้ได้ ซึ่งเขาคงทำไม่ได้เลยหากไม่มีโย

อาจเพราะหนุ่มออกจากงานประจำมาทำร้านอย่างเดียว เขาเลยเป็นเหมือนตัวแทนร้านไปโดยปริยาย ทั้งที่จริงแล้วโยคืออีกครึ่งหนึ่งของเขา

โยคือคนคอยดูแลงานบัญชีและเอกสาร ทั้งยังทำขนมนมเนยช่วงเสาร์-อาทิตย์ และตั้งแต่อยู่ถนนพระอาทิตย์แล้วที่โยทำร้านและทำงานอย่างอื่นไปด้วย

ช่วง 4 ปีแรกโยใช้บ้านราวกับโรงแรม ทุกคืนเมื่อร้านปิดเธอต้องขับรถกลับบ้านที่บางแค ไปถึงพ่อแม่ก็หลับหมดแล้ว เช้ามืดก็ไปทำงานที่ถนนวิทยุ เลิกงานก็มาช่วยร้าน เสาร์-อาทิตย์ก็มาที่ร้าน ช่วงหนึ่งชีวิตแบบนี้ถึงกับทำให้เธอไม่สบาย ที่โรงพยาบาลเมื่อต้องอยู่นิ่ง ๆ 3 – 4 วัน วันหนึ่งโยถามหนุ่มว่า “จะทำร้านไปอีกนานแค่ไหน”

นั่นเป็นช่วงเวลาที่กระอักกระอ่วนมากที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิตหนุ่ม เขานิ่งเงียบ สมองสับสนไปด้วยความคิดว่า หากเราได้ทำในสิ่งที่เรารัก ควรไหมที่จะทำให้คนที่เรารักมาเจ็บป่วยเพราะเรา หรือหากเลิกทำร้าน ในมุมของโยเธอจะรู้สึกอย่างไรนับจากนี้ หากคนที่เธอรักได้ทำในสิ่งที่เขารัก แต่ต้องเลิกทำสิ่งนั้นเพราะเธอ สุดท้ายแล้วหนุ่มตอบไปว่า “ขอพยายามอีกหน่อยได้ไหม”

ต้องขอบคุณโยที่ยังเชื่อมั่น ต้องขอบคุณเธอที่ยังพร้อมเดินไปด้วยกัน

2 ทศวรรษร้านหนังสือเดินทาง - Passport Bookshop พื้นที่ของรอยยิ้ม น้ำตา ความทรงจำของคนมากมาย และ ‘ชีวิต’’ ของ หนุ่ม-โย เจ้าของร้าน

-4-
อาชีพที่ผลิตความสุขได้ทันทีก็มีนะ!

หลังจาก 4 ปีบนถนนพระอาทิตย์ เมื่อร้านได้ย้ายมาอยู่ถนนพระสุเมรุ โดยอยู่มาแล้ว 16 ปี คุณภาพชีวิตดีขึ้นมากมาย

เมื่อต้นทุนการทำร้านที่ถนนพระสุเมรุต่ำลง ร้านเลยมีวันหยุด เมื่อไม่ต้องรีบเปิดร้าน ทุกเช้าหนุ่มกับโยจึงมีเวลาทำมื้อเช้ากินเอง ได้ออกกำลังกาย อยากไปไหนนาน ๆ เมื่อไรก็ได้หากอยากไป ตอนนี้โยไม่ต้องเข้าออฟฟิศแล้ว แม้เธอเปรย ๆ บ้างว่ายังไม่สามารถมีวันหยุดที่แท้จริง แต่ก็ทำงานในเต็นท์ บนหลังช้าง หรือที่ไหนก็ได้ ที่สำคัญ มันทำให้พวกเขาได้อยู่ใกล้กันทุกวัน โยมีหนุ่มเป็นเพื่อนซี้ และหนุ่มก็มีโยเป็นคู่ใจ

ไม่เฉา ไม่เหงา แต่ละวันมีผู้คนและเรื่องราวเข้ามาเสมอ ซึ่งต้องขอบคุณทั้งลูกค้าเก่าและลูกค้าใหม่ของแวดวงหนังสือ ที่หยิบยื่นความช่วยเหลือและกำลังใจ สื่อที่ให้ความสนใจ และตัวพวกเขาเองที่ไม่ถอดใจไปก่อนตั้งแต่สมัยอยู่ถนนพระอาทิตย์

เมื่อมองย้อนกลับไป ตั้งแต่ปีแรกจนถึงปีนี้ ลูกค้าที่ตามกันมาจากถนนพระอาทิตย์ได้ผูกพันกันมากกว่าแค่เป็นลูกค้าขาประจำ หลายคนก็ห่างหายไปเติบโต ทว่าก็มีลูกค้ากลุ่มใหม่เข้ามาแทน แน่นอนว่าคนรักหนังสือเหล่านี้ไม่ได้เยอะมากเมื่อเทียบกับประชากรทั้งหมด ซึ่งนั่นก็ยืนยันความจริงว่า ร้านหนังสืออาจไม่ได้จำเป็นสำหรับทุกคน ทว่ามิตรไมตรีที่ถ่ายเทให้กันระหว่างคนที่เห็นว่าหนังสือนั้นสำคัญ และเดินเข้าร้านมาจนคุ้นเคยกันยังมีอยู่เหมือนเดิม

นี่เองที่ทำให้คำกล่าวที่ว่า “ไม่มีใครเข้าร้านหนังสือกันแล้ว” ไม่จริง

คำกล่าวที่ว่า “ร้านหนังสือไม่มีความจำเป็นอีกแล้ว” ก็ไม่จริง

“น้องจากอักษรฯ ที่มาสั่งกาแฟแล้วนั่งอ่านหนังสือทุกวัน จนสอบได้ทุนปริญญาเอก ยังกลับมาเยือนโต๊ะตัวโปรดของเธอทุกครั้งที่มาเมืองไทยครับ”

“น้องผู้หญิงอีกคนยังอำตัวเองเล่นว่า หนูมาที่นี่ตั้งแต่มัธยม จนจบมหาวิทยาลัย ทำงานมีลูก มีสามี เลิกกับสามีแล้วหนูก็ยังมาที่นี่”

2 ทศวรรษร้านหนังสือเดินทาง - Passport Bookshop พื้นที่ของรอยยิ้ม น้ำตา ความทรงจำของคนมากมาย และ ‘ชีวิต’’ ของ หนุ่ม-โย เจ้าของร้าน

“3 – 4 ปีก่อน หนุ่มสวิสคนหนึ่งซึ่งทำงานอยู่ ADIDAS หลบความวุ่นวายของถนนข้าวสารเข้ามาหาความสงบ นั่นเลยให้เขาลองขนมไทยขณะดื่มกาแฟ จากนั้นไม่นานปรากฏว่า เขาส่งชุดกีฬาพร้อมลูกฟุตบอลที่ใช้ในนัดชิงชนะเลิศ Champions League มาให้หนึ่งลูก”

“พี่ที่ทำร้านอาหารปักษ์ใต้อยู่เชียงใหม่และเป็นเจ้าของ Cookbook เย็บมือเท่ ๆ ก็เพิ่งมาซื้อหนังสือ แกยังชวนว่าหน้าฝนตอนแกไปต่างประเทศ ขึ้นไปอยู่บ้านดินของแกสักเดือนได้นะ บ้านว่าง ๆ อยากให้มีคนมาใช้”

“พี่อีกคนที่เป็นเจ้าของโรงแรมเล็ก ๆ ที่สุโขทัยก็แวะมาอาทิตย์ที่แล้วเอง แกเอาขนมปังอบเองมาฝาก ทั้งยังคะยั้นคะยอเหมือนเคยว่า ควรหาเวลาไปพักกับแกสัก 2 – 3 วัน จากนั้นก็ขับรถไปด้วยกัน แกอยากเจอนักเขียนคนหนึ่งที่ย้ายไปอยู่น่าน”

ในสถานที่เล็ก ๆ อย่างร้านหนังสือนั้นยังมีสิ่งเหล่านี้อยู่ ในแง่หนึ่ง บางทีก็ต้องยอมรับว่าทั้งหมดนี้ไม่ได้เป็นการทำร้านหนังสือแล้ว หากคือการพยายามทำชีวิตให้ดี

และนี่เองที่ปลาย พ.ศ. 2565 แม้อาคารเก่าบนถนนพระสุเมรุที่ร้านตั้งอยู่จะถูกเวนคืน เพื่อเอาไปทำสถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน แต่ร้านหนังสือเดินทางยังคงเดินทางต่อไป โดยเดินทางไปไหนสักที่หนึ่งในเขตเมืองเก่าของเกาะรัตนโกสินทร์

แต่แน่นอนว่า ยังคงเดินทางต่อไป!

2 ทศวรรษร้านหนังสือเดินทาง - Passport Bookshop พื้นที่ของรอยยิ้ม น้ำตา ความทรงจำของคนมากมาย และ ‘ชีวิต’’ ของ หนุ่ม-โย เจ้าของร้าน

หนังสือแนะนำ

1 ความสุขแห่งชีวิต : The Human Comedy

นักเขียน : William Saroyan 

นักแปล : วิภาดา กิตติโกวิท 

สำนักพิมพ์ : มูลนิธิหนังสือเพื่อสังคม

ราคา : 250 บาท

นี่คือหนังสือที่ทำให้หัวเราะกับร้องไห้สลับกัน เราจะมีภูมิคุ้มกันความทุกข์และมองเห็นความสุขได้ แม้ว่าเงื่อนไขในชีวิตจะไม่พร้อมแค่ไหนก็ตาม

ความสุขแห่งชีวิต : The Human Comedy นักเขียน : William Saroyan 

2 ก้าวเดิน Walking 

นักเขียน : Erling Kagge 

นักแปล : ธันยพร หงษ์ทอง 

สำนักพิมพ์ : OMG

ราคา : 320 บาท

เรื่องราวการเดินจากนักเดินทางที่ทั้งเดินเท้ามามากและอ่านหนังสือมาเยอะ พูดถึงการเดินได้กระชับ ทว่าตื่นตาไปด้วยข้อเท็จจริงที่เราเคยมองผ่าน อ่านแล้วเห็นความจำเป็นของการออกไปเดินให้มาก ก่อนที่วันหนึ่งเราอาจเดินกันไม่ไหว

 ก้าวเดิน Walking นักแปล : ธันยพร หงษ์ทอง 

3 Happy City: เปลี่ยนโฉมชีวิตด้วยการออกแบบเมือง

นักเขียน : Charles Montgomery 

นักแปล : พินดา พิสิฐบุตร

สำนักพิมพ์ : broccoli 

ราคา : 390 บาท

สารคดีที่ชี้ให้เห็นว่าเมืองน่าอยู่นั้นทำได้ ใจความหนึ่งของหนังสือบอกว่า หากอยากรู้ว่าเราได้อยู่ในย่านที่คุณภาพชีวิตดีหรือยัง ให้ลองถามตัวเองดูว่า หากเราทำกระเป๋าสตางค์หายจะได้คืนไหม คำตอบที่ได้สะท้อนเมืองได้ทั้งเมือง

Happy City: เปลี่ยนโฉมชีวิตด้วยการออกแบบเมือง นักเขียน : Charles Montgomery 

4 สะพรึง : Terror 

นักเขียน : Ferdinand von Schirach 

นักแปล : ศศิภา พฤกษฎาจันทร์ 

สำนักพิมพ์ : Illuminations Editions 

ราคา : 240 บาท  

เรื่องราวการพิจารณาคดีนักบินรบคนหนึ่งที่ตัดสินใจยิงเครื่องบินพาณิชย์ที่ถูกจี้ทิ้ง เราเอาอะไรมาตัดสินว่าใครควรอยู่ ใครควรตาย และถ้าเป็นเราจะทำอย่างไร หนังสือเล่มนี้อ่านจบได้ใน 3 ชั่วโมง แต่เหตุการณ์ในเรื่องจะทำให้เราเถียงกับตัวเองจนถึงแก่นไปอีกนานแสนนาน

 สะพรึง : Terror นักเขียน : Ferdinand von Schirach 

5 บัลซัค ชีวิต ความรัก และงาน ของจักรพรรดินักเขียน

นักเขียน : วัลยา วิวัฒน์ศร 

สำนักพิมพ์ : ผีเสื้อ

ราคา : 239 บาท

เรื่องราวของบัลซัค นักเขียนที่ไม่เคยหลงทาง คิดท้อถอย หรือยอมแพ้ในเป้าหมายหลักที่ตนอยากทำ แม้ว่าชีวิตด้านอื่นของเขาไม่ค่อยน่าเอาเยี่ยงอย่างสักเท่าไหร่ก็ตาม อ่านแล้วเข้าใจว่าทำไมเขาจึงได้ฉายาว่าเป็นจักรพรรดินักเขียน

บัลซัค ชีวิต ความรัก และงาน ของจักรพรรดินักเขียน นักเขียน : วัลยา วิวัฒน์ศร 

ร้านหนังสือเดินทาง (Passport Bookshop)

ที่ตั้ง ​: 523 ถนนพระสุเมรุ แขวงวัดบวรนิเวศ เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร (แผนที่)

วัน-เวลาทำการ : 12.00 – 18.00 น. ปิดวันจันทร์

โทรศัพท์ : 0 2629 0694

Facebook : ร้านหนังสือเดินทาง – Passport Bookshop

บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการพัฒนาร้านหนังสือเป็นแหล่งความรู้สร้างสรรค์ โดยความร่วมมือของ The Cloud และ OKMD

Writer

หนุ่ม หนังสือเดินทาง

‘หนุ่ม หนังสือเดินทาง’ เป็นชื่อที่ได้มาจากการทำร้านหนังสือเดินทางของ ‘อำนาจ รัตนมณี’ เขามีความสุขดีกับการอ่านหนังสือ ขายหนังสือ พูดคุยเรื่องร้านหนังสือ และปฏิสัมพันธ์กับคนที่รักหนังสือ

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ปัจจุบันกำลังหัดนอนก่อนเที่ยงคืน

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load