ICONCRAFT x The Cloud

ก่อนการแต่งกายในเมืองไทยกลายเป็นเช่นปัจจุบัน สยามรับอิทธิพลแฟชั่นจากอินเดีย

พ่อค้ามุสลิมหรือแขกมัวร์นำผ้าอินเดียจากเมืองท่าสุรัต (Surat) ในรัฐคุชราต (Gujarat) เข้ามาขายในดินแดนสยามตั้งแต่สมัยอยุธยา แพรพรรณอินเดียสูงค่าเป็นเครื่องแต่งกายที่กษัตริย์และขุนนางสวมใส่จนถึงยุครัตนโกสินทร์ ธุรกิจของชาวอินเดียรุ่งเรืองมากจนมีเรือขนส่งสินค้าจากเมืองท่าสุรัตสู่ย่านตึกขาว ตึกแดง สินค้านำเข้าที่ชาวสยามนิยมคือผ้าไหม ดิ้นเงินดิ้นทอง แพรแถบ ของใช้โลหะต่างๆ เครื่องเทศ นอกจากนี้ ยังมีสินค้ายุโรปนำเข้าราคาไม่แพง

ความนิยมผ้าอินเดียและข้าวของเครื่องใช้จากแดนภารตะแพร่หลายไปสู่ชาวบ้านทั่วไป จนในสมัยรัชกาลที่ 5 สยามนำเข้าผ้าพิมพ์ลายจากอินเดียมามากกว่า 1 แสนกุลี หรือ 2 ล้านผืน! มากกว่าประชากรกรุงเทพมหานครในตอนนั้นเสียอีก

บันทึก Bangkok Calendar ของหมอบรัดเลย์เล่าว่า ในสมัยรัชกาลที่ 4 แหล่งช้อปปิ้งสินค้าจากพ่อค้ามุสลิมอินเดียในกรุงเทพฯ คือจัตุรัสมุสลิม (Musulman Square) บริเวณตึกขาว ตึกแดง และร้านค้ารอบปากคลองสมเด็จเจ้าพระยา ปัจจุบันอยู่ในเขตคลองสาน ฝั่งธนบุรี ก่อนชาวอินเดียจะขยับขยายไปตั้งตลาดผ้าที่ย่านพาหุรัด แหล่งซื้อขายผ้าที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย

ICONCRAFT และ The Cloud ร่วมกันจัด ‘Walk with The Cloud 17 : พัสตราภารตะ’ เพื่อพาผู้อ่านย้อนเวลาไปแกะร่องรอยประวัติศาสตร์แฟชั่นในเมืองไทยที่ได้อิทธิพลจากแดนภารตะ ผ่านผ้าห่อคัมภีร์ใบลานหลายร้อยผืนในวัดทองนพคุณ มัสยิดโบราณของมุสลิมเชื้อสายอินเดีย และชุมชนริมคลองสมเด็จเจ้าพระยา ไปจนถึงเรียนรู้ว่าวิวัฒนาการผ้าทอไทยที่ได้อิทธิพลจากชมพูทวีปกลายร่างไปอยู่ในแฟชั่นร่วมสมัยได้อย่างไร

ขอเชิญตามเนื้อผ้าไปสัมผัสประวัติศาสตร์แฟชั่นไทยและเรื่องราวของชุมชนฝั่งธนบุรี ที่อยู่คู่กรุงเทพมหานครตลอดมา

วัดทองนพคุณ

วัดทองนพคุณ หรือวัดทองล่าง เป็นวัดที่สร้างขึ้นตั้งแต่สมัยปลายอยุธยา โดยได้รับการซ่อมแซมและถวายเป็นพระอารามหลวงในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3

การค้นพบผ้าห่อคัมภีร์ใบลานจำนวนมากเกิดจาก อาจารย์สุลักษณ์ ศิวรักษ์ (ส.ศิวรักษ์) ได้พบตู้พระธรรมลายรดน้ำ 15 ตู้ที่ไม่ได้รับการดูแล จึงยกขึ้นบนศาลา เมื่อเปิดตู้ดูพบคัมภีร์ใบลานหลายร้อยฉบับตั้งแต่สมัยปลายอยุธยาจนถึงยุคพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 แต่ละฉบับห่อด้วยผ้าโบราณสวยงามต่างๆ หลากหลายที่ประชาชนมอบให้วัด ตามธรรมเนียมสมัยก่อนที่นิยมบริจาคสิ่งของมีค่า ผ้าชั้นดี แก่วัด ทั้งที่มอบให้เมื่อมีชีวิตอยู่และทายาทนำมามอบให้วัดเมื่อเสียชีวิต ให้ทางวัดนำไปตัดใช้ตามอัธยาศัย เป็นหลักฐานประวัติศาสตร์การใช้ผ้าของคนไทยสมัยก่อนที่สมบูรณ์มาก

ปัจจุบันคัมภีร์ใบลานทั้งหมดได้รับการอนุรักษ์ซ่อมแซมใหม่โดยอาสาสมัครทั้งพระ ผู้เชี่ยวชาญจากกรมศิลปากร และบุคคลทั่วไป โดยห่อด้วยผ้าไทยยุคปัจจุบัน ส่วนผ้าโบราณที่ค้นพบกำลังรอการระดมทุนและความช่วยเหลือในการอนุรักษ์ เพื่อเก็บรักษาสมบัติของชาติเหล่านี้อย่างถูกต้องและจัดแสดงเป็นนิทรรศการถาวรสำหรับเรียนรู้ต่อไป

ผ้าโบราณที่ค้นพบมีหลายประเภท อาทิ ผ้าลายอย่างพระราชทาน เป็นผ้าชั้นสูงนำเข้าจากอินเดียที่ใช้เป็นเครื่องแบบเครื่องยศของขุนนางหรือบุคคลที่ทำความดีความชอบเท่านั้น ประชาชนทั่วไปไม่มีสิทธิ์ใช้ ลายผ้าเหล่านี้แสดงสถานะของผู้สวมใส่ ผ้าลายอย่างสยามผลิตในแถบโคโรมันเดล (Coromandel) เขียนลายด้วยมือและย้อมสีธรรมชาติ โครงสร้างลายได้รับอิทธิพลจากศิลปะอิสลาม แต่ใส่เทพนม พรหมสี่หน้า และลวดลายอื่นๆ ลงไป เป็นลายอย่างไทยที่เป็นเอกลักษณ์

ผ้าที่ค้นพบมีทั้งผ้านุ่งและผ้าที่ใช้ประดับตกแต่ง ร่องรอยความเสียหายอาจเกิดจากปัจจัยภายนอก ทั้งความชื้น สัตว์รบกวน หรือปัจจัยภายในจากผ้าเอง เช่น ผ้าที่ย้อมสีดำจากสนิมเหล็กแช่น้ำตาล เมื่อเวลาผ่านไปโลหะหนักจะกัดผ้าตามรอยย้อม

นอกจากนี้ ยังมีผ้าสมปักปูม หรือผ้ามัดหมี่กัมพูชา ผ้ายกจากอินเดีย ทั้งผ้าอัตลัต (ยกทอง ยกเงิน ลายห่าง) ผ้าเยียรบับ (ลายถี่) ผ้าเข้มขาบ ไปจนถึงผ้าลายอย่างสำหรับคนทั่วไป ผ้าพื้นสีเรียบๆ ผ้าหางกระรอก ผ้ายุโรปพิมพ์ลายจากโรงงาน เช่น ลายเพสลีย์ ลายสกอต ลายเลียนแบบอินเดีย และผ้ามัสรู ผ้าลายริ้วของมุสลิม

ที่ตั้ง : ถนนสมเด็จเจ้าพระยา แขวงคลองสาน เขตคลองสาน กรุงเทพมหานคร

มัสยิดกูวติลอิสลาม (มัสยิดตึกแดง)

“ถึงตึกแดงเห็นแขกแปลกภาษา เขาขายผ้าขายแพรแลไสว”

ร้อยกรองนี้เป็นส่วนหนึ่งของนิราศปากลัด นิราศสมัยรัตนโกสินทร์ที่แต่งโดย คุณหญิงเขื่อนเพชร์เสนา (ส้มจีน อุณหะนันท์) ใน พ.ศ. 2437 เล่าเรื่องการเดินทางในกรุงเทพฯ ตั้งแต่ท่าช้าง ผ่านตึกแดง ตึกขาว ไปจนถึงปากลัด (พระประแดง) บรรยายย่านนี้ไว้ชัดเจนว่าเป็นย่านขายแพรพรรณของชาวอินเดีย

ย่านตึกแดงเป็นย่านของพ่อค้ามุสลิมนิกายสุหนี่ที่รวมตัวกันเปิดบริษัทสยามของพ่อค้ามุสลิม (Siam Company of Mussulman Merchants) เหนือย่านตึกขาวไปเล็กน้อย ผู้นำของกลุ่มคือ อาลีบาย เทปาเดีย (Allybhai Thapadia) พ่อค้าจากเมืองแรนเดอร์ (Rander) ในรัฐคุชราต ผู้ทำหน้าที่จัดหาสิ่งของต้องพระราชประสงค์จากต่างชาติทูลเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 จนได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์ว่า ‘พระพิเทศาตระพานิช’ ผู้เป็นต้นตระกูล ‘นานา’ ในปัจจุบัน

แม้อาลีบายจะกลับไปใช้ชีวิตในบั้นปลายที่ประเทศอินเดีย แต่บุตรชายของเขายังคงอยู่อาศัยและทำธุรกิจในย่านตึกแดง ทายาทรุ่นสามคนสำคัญของตระกูลนี้คือ อะหมัด อิบราฮีม นานา (Ahmed Ebrahim Nana) หรือ เอ อี นานา ผู้เปิดร้านขายผ้าทอดิ้นเงินดิ้นทองจากอินเดียที่บ้านบันไดเวียน ซึ่งเป็นที่รู้จักกันในสมัยนั้นว่า ร้านนายหมัด ต่อมา เอ อี นานา ยังทำธุรกิจอีกหลายอย่างทั้งนำเข้าและส่งออกสินค้า แต่ธุรกิจที่ประสบความสำเร็จที่สุดคือธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ จนได้รับสมญานามว่า ‘ราชาที่ดิน’

มัสยิดกูวติลอิสลามสร้างโดย สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาพิไชยญาติ (ทัต บุนนาค) หรือ สมเด็จเจ้าพระยาองค์น้อย ที่พระคลังสินค้าในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 โดยในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 สมเด็จเจ้าพระยาองค์น้อยดูแลราชการกรมท่าขวา หรือการติดต่อค้าขายกับชาติที่อยู่ทางขวาหรือทางตะวันตกของสยาม เช่น อินเดีย เปอร์เซีย ฯลฯ และดูแลประชาชนฝั่งหนึ่งของคลองสมเด็จเจ้าพระยา ตรงข้ามกับฝั่งของ สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาประยูรวงศ์ (ดิศ บุนนาค) หรือสมเด็จเจ้าพระยาองค์ใหญ่

เนื่องจากฝั่งตรงข้ามมีมัสยิดหลายแห่ง เช่น มัสยิดต้นสน มัสยิดบางหลวง ชาวมุสลิมมากมายในย่านนี้จึงต้องเดินทางไปปฏิบัติศาสนกิจที่อื่น สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาพิไชยญาติจึงบริจาคทุนทรัพย์และพื้นที่โกดังสินค้าสีแดงที่สร้างจากอิฐมอญของท่านให้ก่อสร้างเป็นมัสยิดกูวติลอิสลาม หรือมัสยิดตึกแดง โดยให้อาลีบายดูแลการก่อสร้างมัสยิดสำหรับพ่อค้ามุสลิมอินเดีย และช่างทอง ช่างนาค ช่างต่อเรือ ชาวมุสลิมไทรบุรีจากสุไหงปัตตานีที่อาศัยในบริเวณนี้

ปัจจุบันมัสยิดกูวติลอิสลามอายุกว่า 160 ปีแล้ว ยังคงรักษาสถาปัตยกรรมแบบเดิมแม้เคยผ่านความเสียหายจากระเบิดในยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 ลักษณะการตกแต่งภายในมัสยิดคล้ายคลึงกับมัสยิดในเมืองสุรัตที่อินเดีย ส่วนโครงสร้างภายนอกมีระเบียง มีบันไดกว้างและแคบเข้าแบบมลายู

ที่ตั้ง : ซอย สมเด็จเจ้าพระยา 1 ถนนสมเด็จเจ้าพระยา 1 แขวงสมเด็จเจ้าพระยา เขตคลองสาน กรุงเทพมหานคร

มัสยิดเซฟี (มัสยิดตึกขาว)

ย่านตึกขาวนี้เดิมเป็นย่านของ ดาวูดีโบห์รา พ่อค้ามุสลิมชีอะห์ กลุ่มอิสมาอีลีไตเย็บบี ซึ่งมีจุดเริ่มต้นในแคว้นคุชราต ทางภาคตะวันตกเฉียงเหนือของอินเดีย ชุมชนทางการค้าทางทะเลที่สำคัญมาตั้งแต่ยุคโบราณ

พ่อค้ามุสลิมดาวูดีโบห์ราเป็นนักธุรกิจสำคัญอีกกลุ่มหนึ่งที่เข้ามาทำการค้าในกรุงเทพฯ โดยน่าจะเข้ามาตั้งแต่สมัยรัชกาลพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 หรือก่อนหน้านั้น หลักฐานคือภาพถ่ายตัวแทนพ่อค้ามุสลิมดาวูดีโบห์ราที่ได้เข้าเฝ้าทูลเกล้าฯ ถวายของเช่นเดียวกับพ่อค้าฝรั่งและพ่อค้าชาวจีน ในคราวงานเฉลิมฉลองการเสด็จนิวัตพระนครจากการประพาสยุโรปครั้งที่ 2 ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวใน พ.ศ. 2450

ในอดีตมีคำเรียกมุสลิมดาวูดีโบห์ราว่า แขกสะระบั่นทอง ตามลักษณะของหมวกทองซึ่งเป็นเอกลักษณ์เฉพาะที่ผู้ชายดาวูดีโบห์ราสวมใส่ และมีเอกลักษณ์การแต่งกายต่างจากแขกอินเดียกลุ่มอื่นๆ คือ การสวมเสื้อคลุมยาวคล้ายชาวเปอร์เซีย

เมื่อมีการตั้งหลักแหล่งเพื่อทำการค้าที่มั่นคงขึ้นในราว พ.ศ. 2431 ผู้นำทางศาสนาของมุสลิมดาวูดีโบห์ราในอินเดียได้เริ่มส่งผู้แทนมาปฏิบัติหน้าที่ด้านศาสนาแก่ชุมชนดาวูดีโบห์ราในกรุงเทพฯ และต่อมาใน พ.ศ. 2453 พ่อค้าดาวูดีโบห์ราได้ร่วมใจกันสร้างมัสยิดเพื่อใช้เป็นที่ปฏิบัติศาสนกิจของชุมชนในย่านตึกขาว คนทั่วไปจึงเรียกมัสยิดนี้ว่า มัสยิดตึกขาว ซึ่งมีชื่อเป็นทางการว่า มัสยิดเซฟี เป็นมัสยิดของมุสลิมดาวูดีโบห์ราเพียงแห่งเดียวในประเทศไทยที่มีอายุครบ 100 ปีใน พ.ศ. 2553 ที่ผ่านมา

ที่ตั้ง : ซอยช่างนาค ถนนเจริญนคร แขวงสมเด็จเจ้าพระยา เขตคลองสาน กรุงเทพมหานคร

ขอขอบคุณ

  • วัดทองนพคุณ
  • มัสยิดกูวติลอิสลาม
  • มัสยิดเซฟี
  • คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
  • มูลนิธิเสฐียรโกเศศ-นาคะประทีป
  • พัฒน์ จันทะโชติ

 

ข้อมูลและภาพ

  • บทความ ‘ชุมชนอินเดียย่านตึกแดงตึกขาว : ประวัติศาสตร์การค้าผ่านภาพถ่ายเก่า’ โดย ประภัสสร โพธิ์ศรีทอง
  • หอจดหมายเหตุแห่งชาติ

 

วิทยากร

  • อัครชญ แก้วอาภรณ์ Curator and Head of Exhibition and Program Department, ICONSIAM
  • ประภัสสร โพธิ์ศรีทอง นักวิชาการอิสระ ผู้เชี่ยวชาญด้านผ้าโบราณ
  • นาวิน สาสนกุล อิหม่ามมัสยิดกูวติลอิสลาม

Writer

ภัทรียา พัวพงศกร

บรรณาธิการและนักจัดทริปแห่ง The Cloud ที่สนใจตึกเก่า งานคราฟต์ กลิ่น และละครเวทีพอๆ กับการเดินทาง

Photographers

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

ณัฐสุชา เลิศวัฒนนนท์

เรียนวารสาร เที่ยวไปถ่ายรูปไปคืองานอดิเรก และหลงใหลช่วงเวลา Magic Hour ของทุกๆวัน

Walk with The Cloud

กิจกรรมที่จะพาเดินทางไปทำความรู้จักเมืองในหลากหลายมิติ

28 พฤศจิกายน 2563
1 K

The Cloud x KIATNAKIN PHATRA

รู้ไหม นักประวัติศาสตร์สันนิษฐานว่า ชื่อ ‘บางกอก’ ถูกตั้งตามลักษณะพื้นที่ซึ่งเต็มไปด้วยต้นมะกอกน้ำริมเจ้าพระยาในอดีต 

มองย้อนกลับไปในหน้าประวัติศาสตร์ ต้นไม้คือหนึ่งในองค์ประกอบสำคัญที่อยู่คู่กับการก่อร่างสร้างกรุงรัตนโกสินทร์มาตั้งแต่แรกเริ่ม ดังนั้น นอกจากศิลาจารึก โบราณวัตถุ และสถาปัตยกรรมเก่าแก่ทรงคุณค่าแล้ว เราเรียนรู้ประวัติศาสตร์ผ่านการเติบโตและคงอยู่ของต้นไม้ได้เช่นกัน

วันเวลาล่วงเลย จากเวนิสตะวันออกที่เต็มไปด้วยคูคลอง สู่เมืองบกที่การพัฒนารุดหน้าและเติบโต ต้นไม้โบราณที่เติบโตมาพร้อมกับเมืองหลงเหลืออยู่น้อยแทบจะนับต้นได้ เราจึงชักชวนผู้อ่านร่วมแกะรอยประวัติศาสตร์ ผ่านการเยี่ยมชมต้นไม้ใหญ่ที่ตั้งตระหง่านผ่านร้อนหนาวมานับร้อยปี ในย่านเก่าแก่ที่เปี่ยมไปด้วยเรื่องราวการผันเปลี่ยนวิถีวัฒนธรรมไปตามยุคสมัย ภายในคลองรอบกรุง ในทริป Walk with The Cloud 27 : Island of Heritage Trees เมื่อวันเสาร์ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563

จากความตั้งใจของ The Cloud และกลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร ร่วมด้วย BIG Trees กลุ่มคนที่ต้องการสร้างความเข้าใจเรื่องการสร้างพื้นที่สีเขียวที่ยั่งยืนให้กับเมือง โดยเราได้ ดร.พรธรรม ธรรมวิมล ผู้อำนวยการกลุ่มภูมิสถาปัตยกรรม สำนักสถาปัตยกรรม กรมศิลปากร ดร.วิภากร ธรรมวิมล ที่ปรึกษาและอดีตนายกสมาคมภูมิสถาปนิกประเทศไทย ชนัตฎา ดำเงิน รุกขกร อรยา สูตะบุตร และ สันติ โอภาสปกรณ์กิจ ผู้ร่วมก่อตั้งกลุ่ม BIG Trees มาเป็นวิทยากรประจำทริป

แม้สายฝนจะโปรยปรายลงมาตลอดทั้งวัน แต่ก็ไม่ได้ทำให้ความรู้ ตลอดจนบรรยากาศและความสนุกสนานของทริปลดน้อยลงเลย เตรียมหมวกและน้ำดื่มให้พร้อม นี่คือ 20 เกร็ดเล็กเกร็ดน้อยที่น่าสนใจของชิ้นส่วนทางประวัติศาสตร์จากอดีต ที่มีลมหายใจและเติบโตมาพร้อมกับเมืองจนถึงปัจจุบันไปพร้อมกัน

01 

15 วิวัฒนาการบางกอกผ่านการเติบโตและคงอยู่ของคุณปู่ ต้นไม้รอบเกาะรัตนโกสินทร์, Walk with The Cloud 27 : Island of Heritage Trees
15 วิวัฒนาการบางกอกผ่านการเติบโตและคงอยู่ของคุณปู่ ต้นไม้รอบเกาะรัตนโกสินทร์, Walk with The Cloud 27 : Island of Heritage Trees
15 วิวัฒนาการบางกอกผ่านการเติบโตและคงอยู่ของคุณปู่ ต้นไม้รอบเกาะรัตนโกสินทร์, Walk with The Cloud 27 : Island of Heritage Trees

ในแง่ภูมิทัศน์เมือง ต้นไม้ใหญ่ถือเป็นองค์ประกอบสำคัญ เพราะแสดงถึงการตั้งอยู่ของชุมชนหรือสถานที่สำคัญที่มีความหมาย เกาะรัตนโกสินทร์ชั้นในประกอบไปด้วยพระบรมมหาราชวัง และวังของพระบรมวงศานุวงศ์ชั้นสูงหลายพระองค์ ทำให้พื้นที่บริเวณนี้ ตั้งแต่ในอดีตมีการปลูกต้นไม้และจัดภูมิทัศน์ไว้อย่างดี

ต่อมาเมื่อสยามเปลี่ยนแปลงการปกครอง เป็นระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข วังบางส่วนเปลี่ยนรูปแบบการใช้งานไปตามบริบทสังคมที่เปลี่ยนแปลง อย่างวังหน้าที่ถูกปรับพื้นที่เป็นมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ และโรงละครแห่งชาติ 

ต้นไม้เก่าแก่และการทำภูมิทัศน์โบราณรูปแบบต่างๆ จึงตกทอดกลายเป็นมรดกจากยุคเก่าที่ติดมากับพื้นที่ บางต้นยังคงอยู่ แต่บางต้นล้มหายตายจากไปตามสภาพการดูแลและเวลาที่ล่วงไป

ต้นโพธิ์ บริเวณลานโพธิ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ คือหนึ่งในต้นไม้เก่าแก่ประจำวังหน้าที่ตั้งตระหง่านอยู่ในบริเวณที่มีชัยภูมิเป็นที่นัดหมายและชุมนุมทางการเมืองของนักศึกษามายาวนาน ในสมัยแรกเริ่ม ตึกโดมมีปีกซ้ายขวา ขนาดอาคารยาวกว่าที่เห็นในปัจจุบันมาก แต่หลังจากเหตุการณ์ช่วง พ.ศ. 2519 ตึกโดมถูกตัดส่วนปีกซ้ายขวาออกไปเหลือเท่าที่เราเห็นในปัจจุบัน

นอกจากนี้ต้นโพธิ์ต้นนี้เคยเป็นที่เซ่นไหว้หัวหมูขอพรสำหรับการสอบของเหล่านักศึกษา แต่ถูกอาจารย์ป๋วย อึ๊งภากรณ์ สั่งห้าม เพราะมองว่าเป็นความงมงายและติดสินบนเจ้าที่ ในปัจจุบันต้นโพธิ์จึงกลายเป็นแลนด์มาร์กที่สำคัญของธรรมศาสตร์แทน 

02

15 วิวัฒนาการบางกอกผ่านการเติบโตและคงอยู่ของคุณปู่ ต้นไม้รอบเกาะรัตนโกสินทร์, Walk with The Cloud 27 : Island of Heritage Trees

ต้นกร่างที่ตั้งอยู่หน้าคณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร เป็นเสมือนจิตวิญญาณของเด็กศิลปากรที่ยุคหนึ่งผูกพันกับมันมากจนถึงขั้นเรียกต้นไม้ต้นนี้ว่าคุณปู่กร่าง ถ้าเทียบตามรูปภาพโบราณสมัยรัชกาลที่ 4 เราจะเห็นยอดของต้นกร่างต้นนี้สูงขึ้นมาเหนือหลังคาตึก ทำให้อนุมานได้ว่า คุณปู่ต้นนี้มีอายุมากเกิน 100 ปีแล้ว 

15 วิวัฒนาการบางกอกผ่านการเติบโตและคงอยู่ของคุณปู่ ต้นไม้รอบเกาะรัตนโกสินทร์, Walk with The Cloud 27 : Island of Heritage Trees

แม้ว่าทั้งต้นกร่างที่มหาวิทยาลัยศิลปากรและต้นโพธิ์ที่ลานโพธิ์ของธรรมศาสตร์จะดูสวยงาม แผ่กิ่งก้านใบออกเป็นร่มเงาให้กับเรา แต่ในความจริงนั้น ทั้งสองต้นโตขึ้นได้มากกว่านี้ แต่เพราะสภาพพื้นที่ที่ถูกอาคารปิดล้อม ทำให้เราไม่สามารถชื่นชมความงามของต้นไม้ทั้งสองต้นอย่างเต็มที่ 

03

15 วิวัฒนาการบางกอกผ่านการเติบโตและคงอยู่ของคุณปู่ ต้นไม้รอบเกาะรัตนโกสินทร์, Walk with The Cloud 27 : Island of Heritage Trees

ในอดีต บริเวณพื้นที่ของกรมศิลปากรเคยเป็นที่ตั้งของวังมาก่อน ซึ่งมีถึง 3 วังด้วยกัน และมีต้นไม้โบราณที่ยังคงอยู่จนถึงปัจจุบัน คือต้นกร่างและต้นยางอินเดีย ซึ่งนอกจากสองต้นนี้แล้ว ยังมีต้นจันทร์อีกต้นหนึ่งแทรกตัวอยู่ข้างหลังพิพิธภัณฑ์อาจารย์ศิลป์ พีระศรี ตึกที่เคยเป็นท้องพระโรงเก่ามาก่อน ต้นจันทร์นับเป็นต้นไม้ใหญ่อีกต้นที่ถูกลืมเลือนไป ถ้าใครมีโอกาสแวะไปกรมศิลป์ ก็เดินไปแวะทักทายคุณปู่ต้นไม้ต้นนี้กันได้นะ 

04

15 วิวัฒนาการบางกอกผ่านการเติบโตและคงอยู่ของคุณปู่ ต้นไม้รอบเกาะรัตนโกสินทร์, Walk with The Cloud 27 : Island of Heritage Trees
15 วิวัฒนาการบางกอกผ่านการเติบโตและคงอยู่ของคุณปู่ ต้นไม้รอบเกาะรัตนโกสินทร์, Walk with The Cloud 27 : Island of Heritage Trees

เคยได้ยินคำว่า ‘โพธิ์ไทรไกรกร่าง’ กันไหม 4 ต้นไม้ใหญ่เหล่านี้ คือต้นไม้ที่มีความสำคัญในประวัติศาสตร์และพระพุทธประวัติ นอกจากแสดงฐานานุศักดิ์ของเจ้านายแล้ว ต้นไม้เหล่านี้ต้องใช้พื้นที่ในการเติบโตแผ่กิ่งก้านออกไปรอบด้าน จึงเหมาะให้ร่มเงากับพื้นที่ที่มีคนมารวมตัวกันเป็นจำนวนมาก ทำให้เป็นที่นิยมปลูกกันมากในวัดและวังสมัยก่อน

05

แนวคิดในการปลูกต้นไม้และการออกแบบภูมิทัศน์โบราณของไทย ได้อิทธิพลมาจากประเทศอินเดียและจีนเป็นหลัก แนวคิดแบบอินเดียมีความเชื่อมโยงกับพุทธประวัติ ความเชื่อ และความศรัทธา มองต้นไม้เป็นแหล่งอาหารและยารักษาโรค ในขณะที่แนวคิดแบบจีน นิยมใช้ตกแต่งสวนเพื่อความสวยงาม และถือเป็นการบำบัดจิตใจชนิดหนึ่ง มักพบเห็นได้ในรูปแบบของเขามอและต้นไม้สวยงามในวัง

ดังนั้น ต้นไม้ที่ปลูกในพื้นที่เกาะรัตนโกสินทร์ชั้นในจึงจำแนกได้เป็น 2 ประเภท คือไม้มงคลและไม้ผล ไม้มงคลมักปลูกในพื้นที่วัง ส่วนไม้ผลมักปลูกริมคูคลอง เพื่อให้ประชาชนเก็บดอกผลรับประทานได้

06

นอกจากการปลูกต้นไม้เพื่อความสวยงามและประโยชน์ คนไทยสมัยก่อนก็นิยมปลูกต้นไม้ในเชิงสัญลักษณ์ด้วย เช่น การปลูกต้นยางนาที่โตสูงชะลูดจนมองเห็นจากที่ไกลๆ ไว้ในบริเวณวัด ทำให้คนที่เดินทางมาสังเกตเห็นต้นยางนาแล้วรู้ได้ทันทีว่าใกล้จะเข้าถึงเขตวัดแล้ว 

ในบริเวณภาคเหนือ เช่นเชียงตุงและเชียงใหม่ ก็มีการปลูกต้นไม้ในลักษณะนี้เหมือนกัน เรียกว่าไม้หมายเมืองเพื่อสัญลักษณ์ให้ผู้คนที่กำลังเดินทางเข้ามารับรู้ว่ากำลังใกล้ถึงเมืองแล้ว ต้นไม้จึงเป็นเหมือนจุดเช็กอินในสมัยก่อน

07

15 วิวัฒนาการบางกอกผ่านการเติบโตและคงอยู่ของคุณปู่ ต้นไม้รอบเกาะรัตนโกสินทร์, Walk with The Cloud 27 : Island of Heritage Trees

ต้นยางอินเดียที่เรานิยมปลูกกันอยู่ตอนนี้ สามารถเจริญเติบโตจนใหญ่มาก ขนาดที่ว่าในสมัยก่อนเราใช้ลำต้นของมันผูกล่ามช้างได้เป็นสิบๆ เชือก ดังนั้น ถ้าใครมีต้นยางอินเดียอยู่ที่บ้านและคิดจะนำมันลงกระถาง อย่าลืมหาพื้นที่กว้างๆ ให้รากและกิ่งก้านได้แผ่ออกไป และไม่ควรปลูกใกล้ตัวอาคารก่อสร้างเด็ดขาด 

08

15 วิวัฒนาการบางกอกผ่านการเติบโตและคงอยู่ของคุณปู่ ต้นไม้รอบเกาะรัตนโกสินทร์, Walk with The Cloud 27 : Island of Heritage Trees

ถ้าเดินเลียบคลองคูเมืองเดิมต่อไปจะเจอกับกลุ่มต้นตะเคียน 4 – 5 ต้นที่หน้าวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม เป็นต้นไม้ชุดดั้งเดิมที่รัชกาลที่ 1 ทรงปลูก เพื่อใช้ในการสร้างเรือ อีกทั้งยังเป็นต้นไม้ใหญ่ที่มีอายุมากที่สุดที่ยังมีชีวิตอยู่ของกรุงรัตนโกสินทร์ จากภาพถ่ายโบราณที่หลงเหลืออยู่ เห็นได้ว่าต้นตะเคียนเคยถูกปลูกมากในบริเวณนี้ เพื่อสร้างความเขียวชอุ่มให้กับผู้คนที่ผ่านไปมา

15 วิวัฒนาการบางกอกผ่านการเติบโตและคงอยู่ของคุณปู่ ต้นไม้รอบเกาะรัตนโกสินทร์, Walk with The Cloud 27 : Island of Heritage Trees

นักประวัติศาสตร์ค้นพบผังภูมิทัศน์สมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ที่ระบุตำแหน่งและชนิดต้นไม้ที่ปลูกริมคลองคูเมืองเดิม ทั้งต้นพิกุล จำปี มะม่วง และขนุน แต่ปัจจุบันต้นไม้ดั้งเดิมแทบทั้งหมดถูกแทนที่ด้วยต้นไม้ชุดใหม่ จากการปรับปรุงพื้นที่สาธารณะริมคลองหลายครั้ง รวมถึงการสร้างสิ่งปลูกสร้าง อย่างสะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้า ที่จำเป็นต้องก่อสร้างทับคลองคูเมืองเดิมทิศเหนือ เพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชน เมื่อระบบถนนกลายเป็นการสัญจรหลัก

ข้างๆ กันนั้น เราจะเจอสะพานหก ซึ่งยกขึ้นลงได้สำหรับเรือสัญจรผ่านไปมา แต่เป็นอันจำลองที่ถูกสร้างขึ้นมาในสมัยฉลองกรุงรัตนโกสินทร์ 200 ปี ส่วนของจริงผุพังลงไปมากแล้ว สันนิษฐานว่าเคยตั้งอยู่ที่แถวโรงสี ข้างอนุสาวรีย์สหแห่งชาติหรืออนุสาวรีย์หมู ไม่ไกลกันเท่าไรจากตำแหน่งปัจจุบัน

09

ถัดจากเกาะรัตนโกสินทร์ชั้นในออกมาเพียงข้ามฝั่งคลองคูเมืองเดิม คือแพร่งภูธร แพร่งนรา และแพร่งสรรพศาสตร์ จุดเริ่มต้นการค้าที่เชื่อมต่อไปยังเยาวราชและเจริญกรุง สถาปัตยกรรมเก่าบริเวณนี้ได้อิทธิพลมาจากฝรั่งเศสที่เป็นห้องแถวล้อมรอบคอร์ทสี่เหลี่ยม หากสังเกตดีๆ จะเห็นต้นไม้ใหญ่เหลือรอดอยู่บ้างในบางคอร์ท

คลองคูเมืองเดิมจึงเป็นเหมือนเส้นแบ่งเขตของรัตนโกสินทร์ชั้นนอกและในออกจากกัน จากการสำรวจพื้นที่ยังขุดเจอโบราณสถานต่างๆ เช่น กำแพงเมืองเดิม ร่องรอยของรถรางต่างๆ ภูมิสมาคมสถาปัตยกรรมแห่งประเทศไทยและกรมศิลปากร จึงเริ่มโครงการปรับภูมิทัศน์และ Live Museum เพื่อให้เป็นอีกสถานที่หนึ่งสำหรับศึกษาประวัติศาสตร์ของกรุงเทพฯ 

10

15 วิวัฒนาการบางกอกผ่านการเติบโตและคงอยู่ของคุณปู่ ต้นไม้รอบเกาะรัตนโกสินทร์, Walk with The Cloud 27 : Island of Heritage Trees

ต้นมะฮอกกานีต้นใหญ่บริเวณหลังกระทรวงกลาโหม กลายเป็นอีกหนึ่งแลนด์มาร์กของพื้นที่บริเวณนี้ เพราะความสวยงามของใบและกิ่งที่แผ่ออกเห็นเด่นชัดมาแต่ไกล ครั้งหนึ่งเคยเกือบถูกเปลี่ยนให้เป็นต้นขนุนเพราะความเข้าใจผิดแต่มีเอกสารเก่ายืนยันถึงที่มาของต้นไม้ได้ จึงได้รับการดูแลแทนการขุดทิ้งไป ซึ่งทั้งหมดเป็นความร่วมมือกันจากหน่วยงานของภาครัฐ ทหาร และภาคประชาชน ทำให้ต้นไม้นี้กลับมาสวยงามอีกครั้งหนึ่ง 

09

เมื่อรัชกาลที่ 5 เสด็จประพาสเมืองใหญ่ในต่างประเทศ พระองค์ทอดพระเนตรเห็นความศิวิไลซ์ในการวางผังและการจัดการพื้นที่เมือง จึงดำริให้สร้างสนามหลวงอย่างพลาซ่าในยุโรปและปรับปรุงถนน พร้อมปลูกต้นไม้อย่างเป็นระเบียบสวยงามเช่นถนนฌ็องเซลิเซ่ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส 

โดยประยุกต์แนวคิดการปลูกไม้ผลอย่างต้นมะขามเข้าไป เพราะต้นมะขามเป็นพืชสารพัดประโยชน์ ประชาชนเก็บใบ เปลือก ผล ไปรับประทานได้ และที่สำคัญคือใบละเอียด เช่นเดียวกับต้นมะฮอกกานี ไม้ยืนต้นที่ให้ร่มเงาได้ดีแม้มีใบขนาดเล็ก เพราะใบเล็กละเอียดเหล่านี้ปลิวไปได้และทำความสะอาดง่าย ไม่อุดตันท่อระบายน้ำ ไม่ทำให้บ้านเมืองสกปรก 

นอกจากนั้น ท่านยังคิดชื่อต้นมะขามด้วยเองสื่อถึงความน่าเกรงขาม แต่ในปัจจุบันนั้นหลงเหลือต้นมะขามที่อยู่มาตั้งแต่สมัยแรกเริ่มเพียงประมาณ 20 – 30 ต้นเท่านั้น 

10

15 วิวัฒนาการบางกอกผ่านการเติบโตและคงอยู่ของคุณปู่ ต้นไม้รอบเกาะรัตนโกสินทร์, Walk with The Cloud 27 : Island of Heritage Trees

เมื่อก่อนต้นมะขามตรงสนามหลวงเคยสุขภาพแข็งแรงมาก จนกระทั่งช่วงที่เป็นตลาดนัดสนามหลวง ทำให้มะขามถูกใช้เป็นเสาผูกผ้าใบกางเต็นท์ของแม่ค้า บ้างก็ถูกเทน้ำร้อนราด ทำให้ไม่เจริญเติบโต แต่ในปัจจุบันกำลังถูกฟื้นฟูจากความร่วมมือกันของภาครัฐและกลุ่ม BIG Trees 

11

15 วิวัฒนาการบางกอกผ่านการเติบโตและคงอยู่ของคุณปู่ ต้นไม้รอบเกาะรัตนโกสินทร์, Walk with The Cloud 27 : Island of Heritage Trees

อุทยานพระราชวังสราญรมย์สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 4 เพื่อเป็นที่ประทับปลายรัชสมัยของพระองค์ แต่พระองค์เสด็จสวรรคตก่อน ภายหลังรัชกาลที่ 5 มีพระราชดำริให้จัดสวนของตามแบบสวนอังกฤษ และทรงใช้อุทยานแห่งนี้เป็นพื้นที่ต้อนรับพระราชอาคันตุกะจากต่างชาติ มีการออกแบบภูมิสถาปัตยกรรมและตกแต่งอุทยานด้วยสระน้ำพุ สวนดอกไม้ โดยเฉพาะกุหลาบแดง ไม้ดอกที่ทรงโปรดปราน เรื่อยมาจนถึงการจัดงานฤดูหนาวในสมัยรัชกาลที่ 6

15 วิวัฒนาการบางกอกผ่านการเติบโตและคงอยู่ของคุณปู่ ต้นไม้รอบเกาะรัตนโกสินทร์, Walk with The Cloud 27 : Island of Heritage Trees

ภายหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง รัชกาลที่ 7 ทรงโปรดเกล้าฯ มอบอุทยานแห่งนี้ให้รัฐบาล จากนั้นจึงมีการปรับปรุงและเปิดเป็นสวนสาธารณะแห่งแรกๆ ของสยาม และหลังจากปลี่ยนมือมาอยู่ในการดูแลของคณะราษฎร จึงมีการสร้างสำนักงานของคณะราษฎรไว้ภายในพื้นที่อีกด้วย 

แม้ที่นี่จะมีพันธุ์ไม้หายากมากมายที่รัชกาลที่ 5 โปรดเกล้าฯ ให้นำมาปลูกไว้ แต่ต้นจามจุรีและมะขาม สองไม้ยืนต้นเก่าแก่ในไทยก็ยังคงยืนเด่นเป็นสง่าอยู่ที่นี่ตลอดมา

15 วิวัฒนาการบางกอกผ่านการเติบโตและคงอยู่ของคุณปู่ ต้นไม้รอบเกาะรัตนโกสินทร์, Walk with The Cloud 27 : Island of Heritage Trees

12

ภายในสวนสราญรมย์ยังมีอนุสาวรีย์ของพระนางเรือล่ม หรือสมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ พระบรมราชเทวี หนึ่งในพระราชินีของรัชกาลที่ 5 ที่เสด็จประพาสบางปะอิน ก่อนเกิดเหตุการณ์เรือล่มและไม่มีใครช่วยเหลือพระนางได้ เนื่องจากกฎมณเฑียรบาลในสมัยก่อน รัชกาลที่ 5 จึงทรงมีรับสั่งให้สร้างอนุสาวรีย์นี้ไว้เพื่อเป็นอนุสรณ์ถึงความรักของพระองค์ที่มีต่อพระนาง

13

15 วิวัฒนาการบางกอกผ่านการเติบโตและคงอยู่ของคุณปู่ ต้นไม้รอบเกาะรัตนโกสินทร์, Walk with The Cloud 27 : Island of Heritage Trees

ย้อนกลับไปช่วงต้นกรุงรัตนโกสินทร์ พื้นที่บริเวณมิวเซียมสยามเคยเป็นวังที่พระทับของเจ้านายถึง 5 พระองค์ เรื่อยมาถึงสมัยรัชกาลที่ 6 พระองค์มีพระบรมราชโองกางให้จัดตั้งกระทรวงพาณิชย์ขึ้นที่นี่ เนื่องจากอยู่ใกล้ย่านการค้าริมแม่น้ำเจ้าพระยา 

นอกจากอาคารกระทวงพาณิชย์ที่ต่อมาถูกปรับปรุงเป็นมิวเซียมสยาม จะเป็นสถาปัตยกรรมทรงคุณค่าที่ออกแบบและก่อสร้างด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัยในยุคนั้นแล้ว ยังมีต้นไทรเก่าแก่อีก 2 ต้นที่เติบโตมาพร้อมกับอาคารตั้งแต่ยังเป็นกระทรวงพาณิชย์

14

เนื่องจากไม่มีการบันทึกเรื่องราวแรกเริ่มของต้นไทรคู่นี้เอาไว้ จึงคาดว่าอาจมีจุดเริ่มต้นได้ 2 กรณี คือ ตั้งใจปลูก เพราะเป็นต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ตามความเชื่อทางพุทธประวัติ จึงนำมาปลูกไว้ในสถานที่สำคัญ หรือเติบโตขึ้นเองจากการทิ้งเมล็ดของนกที่บินมาบริเวณนี้ เนื่องจากต้นไทรเป็นไม้ยืนต้นที่ทนทานและมีระบบรากแข็งแรงมาก 

ความน่าสนใจคือ ในช่วงปรับปรุงอาคารและภูมิทัศน์เป็นมิวเซียมสยาม นักประวัติศาสตร์และนักออกแบบต้องร่วมมือกันประเมินคุณค่าของต้นไม้และองค์ประกอบต่างๆ โดยรอบพื้นที่ ต้นไทรใหญ่คู่นี้ทรงคุณค่าทั้งทาง Tangible และ Intangible ระบบก้านใบและรากค้ำจุนพื้นที่มาเนิ่นนาน พอๆ กับความเคารพศรัทธาที่ผู้คนมอบให้อย่างไม่เสื่อมคลาย

15

เคยมีโครงการสำรวจต้นไม้เก่าแก่ของประเทศไทยตามลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา ทำให้ค้นพบว่า ความเชื่อเรื่องผีของคนไทยมีส่วนช่วยในการรักษาต้นไม้ จากการศึกษาพบว่า ต้นไม้เก่าแก่ส่วนใหญ่ที่ยังคงอยู่มักถูกปลูกอยู่ตามบริเวณอาณาเขตวัด ซึ่งต้นไม้ที่โตสมบูรณ์และแข็งแรงที่สุดมักอยู่ตามป่าช้าที่ไม่มีใครกล้าไปรบกวน

15 วิวัฒนาการบางกอกผ่านการเติบโตและคงอยู่ของคุณปู่ ต้นไม้รอบเกาะรัตนโกสินทร์, Walk with The Cloud 27 : Island of Heritage Trees

นี่เป็นแค่ส่วนหนึ่งของเกร็ดความรู้ที่เราได้รับจาก Walk with The Cloud 27 : Island of Heritage Trees สัปดาห์หน้า เตรียมพบกับเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ที่บอกเล่าผ่านต้นไม้โบราณ ที่ชี้ให้เห็นรูปแบบการดำรงชีวิต ความศรัทธา การเปลี่ยนแปลงของเมืองและสังคมในแต่ละยุคสมัย ตั้งแต่เรื่องราวการวางผังเมืองโบราณ วิสัยทัศน์เกี่ยวกับการปลูกต้นในเมืองของเจ้านายหลายพระองค์ในอดีต เรื่อยมาจนถึงเรื่องราวการเคลื่อนไหวของภาครัฐ เอกชน และประชาสังคมในปัจจุบัน เพื่ออนุรักษ์ต้นไม้ซึ่งเปี่ยมไปด้วยคุณค่าทางประวัติศาสตร์รอบเกาะรัตนโกสินทร์ 

Writer

ณัฐณิชา โอภาสเสรีผดุง

นิสิตสถาปัตย์ สนใจประวัติศาสตร์ สถาปัตย์ ไลฟ์สไตล์ เวลาว่างหมดไปกับแมวและของกิน

Photographer

ปวรุตม์ งามเอกอุดมพงศ์

นักศึกษาถ่ายภาพที่กำลังตามหาแนวทางของตัวเอง ผ่านมุมมอง ผ่านการคิด และ ดู

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load