คลองบางประทุนยาวเพียง 4 กิโลเมตร
ในระบบโครงข่ายคลองของกรุงเทพฯ ที่มีคลองนับร้อยสาย ตัวเลขนั้นฟังดูเล็กมาก แต่สำหรับคนที่โตมาริมคลองสายนี้ ไม่มีตัวเลขไหนจะบอกความหมายได้ครบ
เพราะมันไม่ใช่แค่คลอง มันคือที่มาของชื่อ บ้านเกิด ความทรงจำ และวิถีชีวิตที่กำลังค่อยๆ จางหายไปพร้อมกับเมืองที่ขยายตัวทุกปี
และนั่นคือเหตุผลที่ กลุ่มรักษ์บางประทุน ถูกก่อตั้งขึ้น
สามคน หนึ่งความกลัว และการตัดสินใจที่เปลี่ยนชุมชน
พี่ปอง-นาวิน มีบรรจง, พี่ปิง-ปุญโญ มีบรรจง และพี่หน่อย-พงพันธ์ นิ่มมา สามคนที่เติบโตมาในชุมชนแขวงนางประทุน เขตจอมทอง กรุงเทพฯ รวมตัวกันก่อตั้ง กลุ่มรักษ์บางประทุน ขึ้นมาจากความกลัวร่วมกันอย่างหนึ่ง นั่นคือกลัวว่าวันหนึ่ง “บางประทุน” จะหายไป
ไม่ใช่การหายไปจากแผนที่ แต่การหายไปในแง่ความหมาย ชุมชนที่เคยมีคลองสะอาด มีสวนมะพร้าว มีเรือพายผ่านทุกเช้า มีวิถีชีวิตที่ผูกพันกับน้ำ กำลังถูกแทนที่ด้วยคอนกรีต ขยะในคลอง และคนรุ่นใหม่ที่ไม่รู้แล้วว่าชุมชนของตัวเองเคยเป็นอย่างไร
โจทย์แรกที่ กลุ่มรักษ์บางประทุน ตั้งขึ้นมาตอบจึงไม่ใช่แค่การทำความสะอาดคลอง แต่คือทำอย่างไรจึงจะรักษาภูมิปัญญาต่างๆ พร้อมกับดึงดูดเยาวชนในพื้นที่ให้หวงแหนและเห็นคุณค่าของถิ่นฐาน
นิทรรศการภาพเก่า เมื่อความทรงจำกลายเป็นเครื่องมือ

วิธีแรกที่ กลุ่มรักษ์บางประทุน เลือกทำไม่ใช่การประท้วงหรือยื่นหนังสือ แต่คือการจัดนิทรรศการภาพเก่าของชุมชน
ภาพถ่ายเก่าที่แสดงให้เห็นว่าในอดีต คลองบางประทุนสะอาดแค่ไหน บ้านเรือนสวยงามอย่างไร เด็กๆ ว่ายน้ำเล่นในคลองได้อย่างสบายใจ และต้นมะพร้าวเรียงรายสองฝั่งคลองอย่างร่มรื่น
การเห็นภาพเหล่านั้นทำให้ชาวบางประทุนรำลึกว่าบ้านของพวกเขาเคยสวยงามอุดมสมบูรณ์เพียงใด และถ้าไม่ช่วยกันรักษา จะไม่เหลืออะไรไว้ให้ลูกหลาน นั่นคือจุดเปลี่ยนที่ทำให้ชาวบ้านเริ่มอยากมีส่วนร่วม ไม่ใช่เพราะถูกบังคับ แต่เพราะอยากดูแลสิ่งที่รัก
คลองบางประทุน คลองที่มีคุณค่ามากกว่าสายน้ำ
คลองบางประทุนแม้จะเป็นคลองสายสั้นเพียง 4 กิโลเมตร แต่มีคุณค่าอย่างยิ่งทั้งในเชิงประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และวิถีชีวิต ตลอดสองฝั่งคลองยังมีร่องรอยของชุมชนดั้งเดิมที่อยู่มาก่อนที่กรุงเทพฯ จะกลายเป็นเมืองใหญ่ มีวัด มีสวนมะพร้าว มีบ้านไม้เก่าบางหลังที่ยังคงอยู่ และมีคนที่ยังจำได้ว่าครั้งหนึ่งชีวิตที่นี่ดำเนินไปตามจังหวะของน้ำ ไม่ใช่ตามจังหวะของการจราจร
ในทางระบบนิเวศ คลองสายเล็กๆ อย่างนี้มีบทบาทสำคัญมากในการระบายน้ำของกรุงเทพฯ เมื่อคลองตื้นเขิน เต็มไปด้วยขยะและผักตบชวา ความสามารถในการรองรับน้ำในช่วงน้ำหลากก็ลดลง และนั่นส่งผลโดยตรงกับบ้านของคนในชุมชนเอง
ศูนย์เรียนรู้ชุมชน พื้นที่ที่ชาวบ้านและนักศึกษามาพบกัน
งานของ กลุ่มรักษ์บางประทุน ขยายตัวขึ้นเรื่อยๆ จากการเก็บภาพและจัดนิทรรศการ สู่การร่วมมือกับสถาบันการศึกษาและองค์กรต่างๆ ในการฟื้นฟูพื้นที่
ที่น่าสนใจคือในงาน รฦกธนบุรี ที่จัดขึ้นหลายครั้ง กลุ่มรักษ์บางประทุน เป็นหนึ่งในกลุ่มหลักที่ร่วมจัดร่วมกับสถาบันอาศรมศิลป์ พิพิธภัณฑ์เพื่อการศึกษาวัดหนังราชวรวิหาร ชมรมสยามทัศน์ และมูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ เพื่อพาคนกรุงเทพฯ กลับมามองฝั่งธนบุรีในมุมใหม่
กิจกรรมเหล่านี้ไม่ได้จบแค่ในวันงาน มันสร้างเครือข่ายคนที่สนใจประวัติศาสตร์ชุมชนและสิ่งแวดล้อมเมือง ซึ่งเป็นทุนมนุษย์ที่ กลุ่มรักษ์บางประทุน นำมาใช้ในการทำงานต่อเนื่อง
โครงการน้ำคือชีวิต เชื่อมสถาปนิกกับชาวบ้าน
ในกระบวนการฟื้นฟูที่ยาวนานของ กลุ่มรักษ์บางประทุน มีหนึ่งในโครงการที่สะท้อนแนวคิดของกลุ่มชัดเจนที่สุด นั่นคือการชวนสถาปนิกชุมชนและผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบมาร่วมคิดกับชาวบ้าน ว่าจะทำอย่างไรให้คลองแลกสร้างใหม่ได้ในแบบที่ชุมชนยังอยู่ร่วมกับน้ำได้ ไม่ใช่การพัฒนาแบบที่ขับไล่ชุมชนออกไปเพื่อสร้างสิ่งใหม่แทนที่
ความคิดนี้ไม่ได้ใหม่ในโลก แต่หายากมากในกรุงเทพฯ ที่การพัฒนามักหมายถึงการรื้อทิ้งแล้วสร้างใหม่ แทนที่จะเป็นการฟังว่าคนที่อยู่ที่นั่นมาตลอดต้องการอะไร
ทำไมชุมชนเล็กๆ ริมคลองถึงสำคัญ
ในโลกที่การพัฒนาเมืองมักวัดด้วยตึกสูง รถไฟฟ้า และศูนย์การค้า กลุ่มรักษ์บางประทุน คือเสียงที่ถามว่า แล้วชีวิตคนที่ไม่ได้ต้องการทั้งหมดนั้นล่ะ ยังมีที่ให้อยู่ไหม
คลองบางประทุนไม่ใช่แลนด์มาร์กที่นักท่องเที่ยวจะตามหา แต่คือพื้นที่ที่คนในชุมชนยังนึกถึงทุกครั้งที่คิดถึงบ้าน และนั่นคือสิ่งที่ กลุ่มรักษ์บางประทุน พยายามรักษาไว้ ไม่ใช่เพื่อให้มันกลายเป็นของสวยงามให้คนนอกมาดู แต่เพื่อให้มันยังเป็นบ้านของคนที่อยู่ที่นั่นมาตลอดได้ต่อไป
