รอยพระพุทธบาทเปรียบเสมือนเครื่องยืนยันการประดิษฐานของพระพุทธศาสนาในดินแดนต่างๆ และในบรรดารอยพระพุทธบาทมากมาย ทั้งรอยพระพุทธบาทธรรมชาติและรอยพระพุทธบาทที่มนุษย์สร้างขึ้น จะมีรอยพระพุทธบาทศักดิ์สิทธิ์ที่เป็นที่เคารพนับถือทั้งกับคนในพื้นที่และผู้คนที่อยู่ไกลออกไป

หากประเทศไทยมีรอยพระพุทธบาท ณ วัดพระพุทธบาทราชวรมหาวิหารและวัดพระพุทธบาทสี่รอย

ศรีลังกาก็มีรอยพระพุทธบาทบนยอดเขาสุมณกูฎ และเมียนมา ประเทศเพื่อนบ้านของเรา ก็มีเช่นกัน เราจะไปทำความรู้จักรอยพระพุทธบาทศักดิ์สิทธิ์แห่งเมียนมา ชเวเสตตอ กันครับ

ชเวเสตตอ สองรอยพระพุทธบาทธรรมชาติศักดิ์สิทธิ์บนภูมิประเทศพิเศษแห่งเมียนมา
ชเวเสตตอ สองรอยพระพุทธบาทธรรมชาติศักดิ์สิทธิ์บนภูมิประเทศพิเศษแห่งเมียนมา

ชเวเสตตอ (Shwesettaw) ตั้งอยู่ห่างจากเมืองมินบู (Minbu) ไปทางทิศตะวันออกราว 50 กิโลเมตร ริมแม่น้ำมาน (Man River) ซึ่งเป็นแม่น้ำสาขาของแม่น้ำอิรวดี

คำว่า ชเวเสตตอ มีความหมายว่า รอยพระพุทธบาททองคำ

ทีนี้ เรื่องราวของชเวเสตตอจะขอเล่าเป็น 2 ส่วนนะครับ เริ่มจากส่วนที่เป็นตำนานก่อน

ตำนานท้องถิ่นเล่าว่า เมื่อครั้งที่พระพุทธเจ้าเสด็จมายังวัดไม้จันทน์หอม (Sandalwood Monastery) พร้อมพระสงฆ์สาวก 499 รูป บนพลับพลาเหาะ ท่านได้หยุดลงที่เขาชื่อสัจจพันธ์ ซึ่งเป็นที่อยู่ของสัจจพันธ์ นายพรานผู้ต่อมากลายเป็นฤๅษี

พระพุทธเจ้าโปรดสัจจพันธ์ฤๅษีจนยอมรับนับถือพุทธศาสนาและให้ติดตามไปยังวัดไม้จันทน์หอมด้วย

ขากลับ พระพุทธเจ้าหยุดที่ริมฝั่งแม่น้ำนัมมทาเพื่อโปรดพญานาค ในครั้งนั้น พระองค์ได้ประทับรอยพระพุทธบาทลงบนก้อนหินริมฝั่งแม่น้ำ เพื่อให้เหล่าพญานาคได้สักการะ

พระองค์ยังได้เสด็จข้ามฝั่งแม่น้ำไปประทับรอยพระพุทธบาทลงบนก้อนหินบนเขาสัจจพันธ์ เพื่อให้สัจจพันธ์ฤๅษีได้นมัสการก่อนจะเสด็จกลับ

มีใครเคยได้ยินตำนานหรือเรื่องเล่าคล้ายๆ เรื่องนี้ไหมครับ

ใช่แล้วครับ คล้ายเรื่องราวของรอยพระพุทธบาทที่วัดพระพุทธบาทราชวรวิหาร จังหวัดสระบุรี เลยครับ เพราะตำนานทั้งสองเรื่องมีที่มาจากคัมภีร์ชื่อ ปปัญจสูทนี ในปุณโณวาทสูตรเหมือนกัน แต่ถูกประยุกต์ใช้และดัดแปลงเนื้อหาให้เข้ากับรอยพระพุทธบาทในรัฐของตนเอง ซึ่งตามคัมภีร์ระบุว่า มีรอยพระพุทธบาท 2 แห่ง คือบนยอดเขา และริมฝั่งแม่น้ำ ของเมียนมาจะตรงในประเด็นนี้ ของไทยมีเพียงรอยเดียว แต่อย่าเพิ่งรีบตัดสินใจอะไรนะครับ ลองมาดูเรื่องราวในส่วนที่ 2 ที่ผมจะเล่าให้ฟังก่อนครับ

หลักฐานส่วนถัดมาจะอ้างอิงจากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ 

ในยาซะวิน จอ (Yazawin Kyaw) พระราชพงศาวดารพม่าเล่าว่า ในรัชกาลของพระเจ้าตลุนมิน (Thalun) แห่งราชวงศ์นยองยาน (Nyaungyan) (อ่านควบเสียงว่า นยอง-ยาน) มีการค้นพบรอยพระพุทธบาทแห่งชเวเสตตอ โดยกลุ่มคนจำนวน 500 คน และพระภิกษุผู้ใหญ่อีก 4 รูป เมื่อเดือนเมษายน พ.ศ. 2181

เรื่องนี้ถูกนำไปขยายโดยคนในท้องถิ่น มีการเพิ่มจำนวนคนจาก 500 เป็น 5,000 และขยายความไปว่านำทางโดยสุนัขสีดำ อีกทั้งรอยพระพุทธบาทยังถูกค้นพบด้วยความช่วยเหลือของอีกาด้วย

เรื่องนี้อาจจะฟังดูไกลตัว เพราะเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในประเทศเมียนมา แต่ความน่าสนใจของเรื่องนี้อยู่ที่ช่วงเวลาที่รอยพระพุทธบาทแห่งชเวเสตตอถูกค้นพบครับ

นอกจากความสอดคล้องกับตำนานแล้ว ปีที่ถูกค้นพบก็น่าสนใจเช่นกัน เพราะใน พ.ศ. 2149 มีการค้นพบรอยพระพุทธบาทบนเขาสัจจพันธคีรีที่จังหวัดสระบุรีโดยพรานบุญ ในรัชสมัยของสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม

เมื่อนำ 2181 – 2149 จะเท่ากับ 32 ปี หมายความว่ามีการพบรอยพระพุทธบาทศักดิ์สิทธิ์รอยเดียวกัน บนสองดินแดน ในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน

เรื่องนี้ดูเหมือนเป็นเรื่องบังเอิญใช่ไหมครับ บังเอิญจนน่าประหลาด บังเอิญจนน่าสนใจ

อะไรเป็นเหตุให้เกิดเหตุการณ์นี้ในช่วงเวลาใกล้เคียงกันขนาดนี้ เราลองมาดูประวัติของกษัตริย์ทั้งสองพระองค์กันครับ

นอกจากทั้งสองพระองค์จะขึ้นครองราชย์ในช่วงเวลาไล่เลี่ยกันแล้ว ทั้งสองพระองค์ยังมีจุดเริ่มต้นที่เหมือนกันอีกประการหนึ่งคือ ต่างปราบดาภิเษกหรือแย่งชิงราชสมบัติ สมเด็จพระเจ้าทรงธรรมทรงสำเร็จโทษสมเด็จพระศรีเสาวภาคย์ พี่น้องต่างพระมารดาของพระองค์ ในขณะที่พระเจ้าตลุนมินทรงสำเร็จโทษพระเจ้ามินเยเดปปา (Minyedeippa) พระราชนัดดาของพระองค์เพื่อขึ้นครองราชย์

เนื่องจากไม่ได้ขึ้นครองราชย์อย่างถูกต้อง (แม้ว่าพระเจ้าตลุนมินจะปราบดาภิเษกแทนพระเจ้ามินเยเดปปาที่ปราบดาภิเษกมาอีกทีก็ตาม) จึงอาจเป็นเหตุให้พระมหากษัตริย์ทั้งสองพระองค์พยายามจะกระทำบางสิ่งเพื่อแสดงสิทธิ์และความชอบธรรมในการขึ้นครองราชย์ 

การค้นพบสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในราชอาณาจักรของพระองค์ถือเป็นวิธีการที่ดีและใช้ได้ผลมากทีเดียว เพราะจนถึงปัจจุบัน ความศรัทธาต่อรอยพระพุทธบาทศักดิ์สิทธิ์ของผู้คนสองดินแดนก็ยังไม่เสื่อมคลาย ยิ่งในประเทศเมียนมาแล้ว รอยพระพุทธบาทจำนวนมากที่ถูกสร้างขึ้นในภายหลัง ถึงขนาดต้องมีพญานาคล้อมอยู่เสมอ เพื่อจำลองรอยพระพุทธบาทศักดิ์สิทธิ์นี้ไปเลยทีเดียว

ทีนี้ กลับมาที่เมียนมาต่อ ชเวเสตตอเคยประสบไฟไหม้ครั้งใหญ่ใน พ.ศ. 2458 ซึ่งทำลายอาคารฝั่งเขาสัจจพันธ์ไปเกือบทั้งหมด แต่ได้รับการบูรณะฟื้นฟูอย่างรวดเร็วในปีต่อมา ก่อนจะแล้วเสร็จใน พ.ศ. 2463 ด้วยความช่วยเหลือของผู้คนที่หลั่งไหลกันมา แสดงให้เห็นว่าศรัทธาของชาวเมียนมาต่อรอยพระพุทธบาทนี้ไม่ธรรมดา

ถ้าใครไม่เชื่อหรือนึกภาพไม่ออก ผมมีหลักฐานที่บันทึกเป็นภาพมาให้ชมครับ เป็นจิตรกรรมฝาผนังที่วัดมหามุนี เมืองมัณฑะเลย์ที่เขียนขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2435 บันทึกภาพเหตุการณ์การไปนมัสการรอยพระพุทธบาททั้งสองรอยนี้ไว้บนผนังบริเวณทางเข้าอย่างละเอียดมาก เปรียบเสมือนเป็นบันทึกของเมื่อ 130 ปีก่อน

รอยพระพุทธบาทที่ชเวเสตตอหน้าตาประมาณไหน ใครไปวัดพระมหามุนีลองหาดูให้ดี ในบรรดาทางเดินเข้าไปนมัสการพระมหามุนีทั้งสี่ทาง มี 2 ทางที่มีจิตรกรรมฝาผนัง หนึ่งในนั้นมีภาพนี้ ลองไปตามหาดูกันได้ครับ

ชเวเสตตอ สองรอยพระพุทธบาทธรรมชาติศักดิ์สิทธิ์บนภูมิประเทศพิเศษแห่งเมียนมา

เราฟังเรื่องราวกันมาเยอะแล้ว พูดถึงที่โน่นที่นี่กันเยอะแล้ว ได้เวลาที่เราจะไปชมของจริงกันแล้วครับ

พอไปถึง รถจะจอดที่ฝั่งของเขาสัจจพันธ์ ดังนั้น เราจะเดินขึ้นไปนมัสการรอยพระพุทธบาทบนยอดเขากันก่อน

รอยพระพุทธบาทนี้เป็นรอยพระพุทธบาทธรรมชาติที่ถูกปิดทองแล้ว ไม่มีลวดลายภายใน มีกรงครอบเอาไว้ทำให้เข้าไปใกล้มากไม่ได้ แต่ยังพอมองลอดกรงไปได้ ผมจึงแค่กราบนมัสการจากข้างนอก แต่เท่านั้นก็เพียงพอแล้วครับ

ผมสังเกตว่านอกจากรอยพระพุทธบาทนี้แล้ว มีเจดีย์ที่ตั้งอยู่ใกล้ๆ ซึ่งชาวพม่าจะไปกราบนมัสการเช่นกัน แม้แต่นายสารถีที่ขับรถพาเรามาที่นี่ก็ยังไปกราบนมัสการด้วย

ที่สำคัญ พอลองสังเกตบนองค์เจดีย์ ผมเห็นว่ามีเหรียญติดอยู่ แถมไม่ใช่แค่เหรียญเดียวด้วย มีหลายเหรียญพอสมควรเลย เรื่องนี้ก็น่าสนใจ แต่ขอสารภาพตามตรง ผมไม่ทราบเหมือนกันว่าเหรียญเหล่านี้ถูกนำมาติดตั้งแต่เมื่อไหร่และติดทำไม เพราะเท่าที่สังเกต ชาวเมียนมาจะปิดทองบนเจดีย์ ไม่เห็นมีใครปิดเหรียญบนเจดีย์เลย

ชเวเสตตอ สองรอยพระพุทธบาทธรรมชาติศักดิ์สิทธิ์บนภูมิประเทศพิเศษแห่งเมียนมา

จากมุมนี้ถ้ามองออกไปก็จะเห็นชัยภูมิฝั่งตรงข้ามที่เป็นที่ตั้งของรอยพระพุทธบาทริมน้ำ ซึ่งบอกได้เลยว่าภูมิประเทศสุดยอดมาก เลยเป็นอันเข้าใจว่าทำไมคนเมียนมาถึงได้เชื่อและศรัทธารอยพระพุทธบาทแห่งนี้ เพราะนอกจากตำนานและเรื่องราวที่ทำให้สิ่งบางสิ่งมีความพิเศษ องค์ประกอบโดยรอบ ภูมิประเทศเองก็ส่งผลเช่นกัน แบบเดียวกันกับรอยพระพุทธบาทบนยอดเขาสุมณกูฎ ที่สถานที่ประดิษฐานส่งเสริมความศักดิ์สิทธิ์ให้สิ่งที่ประดิษฐานอยู่

ชเวเสตตอ สองรอยพระพุทธบาทธรรมชาติศักดิ์สิทธิ์บนภูมิประเทศพิเศษแห่งเมียนมา

อีกสิ่งที่ผมเห็นในบริเวณใกล้ๆ คือลิงครับ

ใช่ครับ อ่านไม่ผิด ลิงครับ

เหมือนลิงที่เขาวังเพชรบุรีหรือลิงที่เขาหลวงเลย แต่ลิงที่นี่ไม่ค่อยจู่โจมก่อน ซึ่งถือเป็นเรื่องดี แต่ก็มีอาหารลิงขายให้คนซื้อเลี้ยงลิงอยู่เหมือนกัน ใครสนใจ ให้อาหารลิงได้ครับ

พอเห็นลิง ก็ถึงบางอ้อว่าทำไมรอยพระพุทธบาทถึงต้องมีกรง แม้แต่เจดีย์ข้างๆ กันยังอยู่ห้องกระจกพลาสติกที่มีประตูปิด เขาคงจะทำไว้กันลิงกระมังครับ

สองรอยพระพุทธบาทธรรมชาติศักดิ์สิทธิ์บนภูมิประเทศพิเศษแห่งเมียนมา

พอนมัสการเสร็จ ผมแนะนำให้เดินต่อขึ้นไปอีกสักนิด เพราะ ณ จุดที่ประดิษฐานรอยพระพุทธบาทยังไม่ใช่จุดสูงสุดของเขาลูกนี้ ยังมีจุดที่สูงกว่า แต่ไม่ต้องห่วงครับ ตลอดทางเดินมีหลังคากันแดด เพราะฉะนั้น เดินยังไงก็ไม่ร้อน

พอขึ้นไปถึงด้านบนจะมีเจดีย์แบบพม่าอีกองค์ พร้อมจุดชมวิวอีกฝั่งหนึ่ง รวมถึงทางสำหรับเดินขึ้นมานมัสการรอยพระพุทธบาทจากท่าน้ำอีกด้านหนึ่ง ไม่แน่ใจว่ายังใช้อยู่ไหม แต่อย่างน้อยเมื่อก่อนน่าจะใช้ครับ 

ที่น่าสนใจคือมีประติมากรรมของสัจจพันธ์เวอร์ชันนายพรานอยู่ และสุนัขดำที่อาจจะเป็นสุนัขที่นำทางคณะผู้ค้นพบรอยพระพุทธบาทในสมัยของพระเจ้าตลุนมินก็ได้

อ้อ แถมให้อีกเรื่อง

ถ้าขึ้นไปยืนตรงนี้ มองกลับมาจะเห็นปยาทาด (ปราสาทแบบเมียนมา) ยอดสูงยอดหนึ่ง ซึ่งแน่นอนว่าจุดนั้นก็คือสถานที่ประดิษฐานรอยพระพุทธบาทนั่นเอง นี่ถือเป็นทริคในการชมศิลปะเมียนมาทั้งในประเทศไทยและประเทศพม่าเลยครับ

ใต้ปยาทาดที่มียอดสูงที่สุดคือสถานที่ประดิษฐานสิ่งสำคัญที่สุดของวัด ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นพระพุทธรูป แต่ที่นี่เป็นรอยพระพุทธบาทแทน ลองเอาไปใช้กันดูนะครับ

สองรอยพระพุทธบาทธรรมชาติศักดิ์สิทธิ์บนภูมิประเทศพิเศษแห่งเมียนมา

หลังจากนมัสการรอยพระพุทธบาทบนเขาเสร็จ ก็ได้เวลาที่เราจะไปนมัสการรอยพระพุทธบาทริมน้ำกันแล้วครับ เนื่องจากช่วงที่ผมไปน้ำมาก ข้ามไปไม่ได้ เราจึงต้องนั่งเรือข้ามไป

โชคดีที่ตอนผมไปคนขับรถเดินมาด้วยกัน เลยวานให้เขาไปติดต่อคนพายเรือข้ามฟากมาจนได้ เรือที่ใช้ข้ามฝั่งเป็นเรือเครื่อง นั่งได้ประมาณ 4 คน ไม่รวมคนขับเรือ ใช้เวลาไม่นานก็ข้ามฝั่งได้สำเร็จ

ระหว่างทางไปยังท่าเรือก็แวะไปนมัสการพระมหามุนีจำลองได้ พระพุทธรูปนี้สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2470 โดยอูขันติ ฤๅษีที่ชาวพม่านับถือ องค์นี้ถือว่าทำออกมาได้งามและใกล้เคียงต้นฉบับที่เมืองมัณฑะเลย์มากทีเดียว

สองรอยพระพุทธบาทธรรมชาติศักดิ์สิทธิ์บนภูมิประเทศพิเศษแห่งเมียนมา

ระหว่างนั่งเรือเราจะเห็นกลุ่มอาคารริมน้ำ ซึ่งรอยพระพุทธบาทย่อมจะต้องประดิษฐานอยู่ใต้อาคารที่มียอดสูงที่สุดแน่นอน เป็นอาคารทรงสี่เหลี่ยม ยอดเป็นปยาทาดที่สอง มองเห็นจากฝั่งตรงข้ามหรือระหว่างข้ามแม่น้ำ รอยพระพุทธบาทริมน้ำจะมีพลาสติกอัดสุญญากาศครอบเอาไว้อย่างดี คนแถวนั้นเล่าให้ฟัง (แล้วนายสารถีเป็นคนแปลให้) ว่าถ้าเป็นช่วงหน้าน้ำ รอยพระพุทธบาทจะจมลงไปในน้ำ จึงต้องครอบไว้เพื่อเก็บรักษารอยพระพุทธบาท

สองรอยพระพุทธบาทธรรมชาติศักดิ์สิทธิ์บนภูมิประเทศพิเศษแห่งเมียนมา

ทีแรกคิดว่าคงท่วมไม่เยอะ แต่พอเงยหน้าขึ้นไปเจอเส้นที่บอกความสูงของน้ำที่เคยท่วมสูงสุด แม่เจ้า 11.4 เมตร สูงมาก สูงเหนือที่ครอบเสียอีก

สองรอยพระพุทธบาทธรรมชาติศักดิ์สิทธิ์บนภูมิประเทศพิเศษแห่งเมียนมา

ผมกราบนมัสการรอยพระพุทธบาทจากด้านนอก ก่อนจะเดินเข้าไปด้านใน ที่ครอบพระพุทธบาทมีไอน้ำเกาะเต็ม มองรอยพระพุทธบาทไม่ได้ชัดนัก แต่ยังถือว่าพอมองเห็นอยู่

สองรอยพระพุทธบาทธรรมชาติศักดิ์สิทธิ์บนภูมิประเทศพิเศษแห่งเมียนมา

ตัวรอยพระพุทธบาทริมน้ำมีลักษณะคล้ายรอยพระพุทธบาทบนเขา คือเป็นรอยพระพุทธบาทธรรมชาติที่ถูกปิดทองแล้ว และไม่มีลวดลายมงคลครับ 

หลังจากนมัสการรอยพระพุทธบาทเสร็จ เมื่อหันหลังกลับมาจะเห็นอีกหนึ่งสุดยอดภูมิประเทศของรอยพระพุทธบาทบนเขา ที่แม้จะถูกดัดแปลงไปมากตามกาลเวลา แต่สิ่งนี้ยิ่งตอกย้ำความศักดิ์สิทธิ์ของพื้นที่ตรงนี้เป็นทวีคูณ ยิ่งเห็นก็ยิ่งทึ่ง ทั้งในความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติและความยอดเยี่ยมของคนโบราณที่พบความยอดเยี่ยมนี้ แล้วดัดแปลงจนกลายเป็นความศักดิ์สิทธิ์ที่คุณสัมผัสได้

สองรอยพระพุทธบาทธรรมชาติศักดิ์สิทธิ์บนภูมิประเทศพิเศษแห่งเมียนมา

พอนมัสการเสร็จ ผมก็นั่งเรือข้ามกลับไปขึ้นรถและออกเดินทางต่อ ถือเป็นการเดินทางไกลที่คุ้มค่ามาก เป็นอีกครั้งที่รู้สึกปีติเต็มตื้นอยู่ข้างในที่ได้มาเห็น ได้มานมัสการอีกหนึ่งสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ แม้จะไม่อยู่ใน 5 มหาบูชาสถาน แต่สำหรับผม ที่นี่สำคัญไม่แพ้กันเลย ถึงจะไกลและมายากสักหน่อย แต่ผมเอาหัวเป็นประกันเลยว่า คุณจะไม่ผิดหวังอย่างแน่นอน

 สองรอยพระพุทธบาทธรรมชาติศักดิ์สิทธิ์บนภูมิประเทศพิเศษแห่งเมียนมา

สุดท้ายนี้ ผมไม่ได้จะมาบอกว่า รอยพระพุทธบาทบนเขาสัจจพันธ์คีรีและรอยพระพุทธบาทริมแม่น้ำนัมมทา สองรอยพระพุทธบาทศักดิ์สิทธิ์แห่งเมียนมาอยู่ในกลุ่มรอยพระพุทธบาทศักดิ์สิทธิ์ทั้ง 5 เพราะเราต่างมีความเชื่อและศรัทธาของใครของมัน

เรามีสิทธิ์ที่จะเชื่อและศรัทธาในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่เรานับถือ เพราะในท้ายที่สุด จะตำนานหรือคัมภีร์ก็ล้วนแต่เป็นสิ่งที่มนุษย์คิดขึ้นทั้งสิ้น จึงไม่มีใครถูก ไม่มีใครผิด ไม่มีของจริง ไม่มีของปลอม ทั้งหมดเป็นของจริงได้ หากคุณมีความเชื่อและความศรัทธาในสิ่งนั้น เหมือนอย่างพระพุทธสิหิงค์ในเมืองไทยที่ทุกองค์ต่างเป็นพระพุทธสิหิงค์องค์จริงทั้งสิ้น ไม่มีองค์ใดเป็นองค์ปลอม ดังนั้น ผมอยากให้เราเลิกเถียงกันว่าของฉันจริง ของเธอปลอม เพราะในท้ายที่สุดแล้วมันไม่มีประโยชน์อะไร คงเป็นเรื่องยากที่เราจะเปลี่ยนแปลงสิ่งที่คนคนหนึ่งเชื่อถือและศรัทธามาอย่างยาวนาน ตราบเท่าที่ความเชื่อและความศรัทธาไม่ทำร้ายใคร ผมเชื่อว่าไม่มีความเชื่อและความศรัทธาใดที่ผิดครับ

ป.ล. เนื่องจากคำหลายคำในบทความนี้เป็นภาษาพม่า และผมมีความสามารถในการอ่านออกเพียงน้อยนิด ดังนั้น หากสะกดคำใดผิดพลาดไปก็ขออภัยมา ณ ที่นี้ครับ

เก็บตก

  1. การเดินทางไปนมัสการรอยพระพุทธบาทแห่งชเวเสตตอ แนะนำให้เหมาแท็กซี่ครับ จะตั้งต้นที่พุกาม เมืองแห่งทะเลเจดีย์ก็ได้ หรือจะตั้งต้นที่มักเว เมืองที่มีกู่วุดจีกูพญา ที่มีจิตรกรรมอิทธิพลช่างอยุธยา หรือมินบูที่อยู่ฝั่งตรงข้ามก็ได้ครับ ราคาอยู่ที่การต่อรอง หรือจะตั้งต้นที่เมืองใดเมืองหนึ่งแล้วเหมารถไปส่งที่อีกเมือง โดยแวะชมที่นี่ระหว่างทางก็ได้ครับ
  2. ใกล้ๆ กับรอยพระพุทธบาทจะมีวัดไม้จันทน์หอม (Sandalwood Monastery) ซึ่งเป็นสถานที่ที่มีตำนานผูกพันกับรอยพระพุทธบาทแห่งชเวเสตตอ แถมยังมีภาพจิตรกรรมสมัยใหม่เล่าตำนานการประดิษฐานรอยพระพุทธบาทนี้ด้วย ถ้ามานมัสการรอยพระพุทธบาทแล้วก็ควรแวะนะครับ
  3. รอยพระพุทธบาทแห่งนี้มีประเพณีการนมัสการเช่นเดียวกับที่สระบุรี แต่ที่นี่จะจัดกันในช่วงตั้งแต่กลางเดือนกุมภาพันธ์ถึงกลางเดือนเมษายน ใครสนใจลองไปให้ตรงกับช่วงเวลาดังกล่าวดูครับ ถ้าจังหวะเหมาะ น้ำแห้งจะเดินข้ามไปชมรอยพระพุทธบาทริมน้ำได้โดยไม่ต้องใช้เรือเลยครับ

Writer & Photographer

ธนภัทร์ ลิ้มหัสนัยกุล

ต้า วัดไทย เด็กประวัติศาสตร์ศิลปะผู้ดูวัดมาแล้วกว่าพันวัดแม้จะยังไม่ครบทุกจังหวัด ชื่นชอบในความงามของศิลปะทั้งไทยและเทศรวมถึงเรื่องราวของสถานที่นั้นๆ ปัจจุบันยังคงออกเที่ยวชมวัดทุกศาสนารวมถึงวังต่างๆ อย่างต่อเนื่องพร้อมกับนำเรื่องราวมาเผยแพร่บน Facebook อยู่เป็นระยะๆ

เวลาพูดถึงชาวต่างชาติ นึกถึงอะไรกันบ้างครับ 

บางคนอาจจะนึกถึงรูปร่างหน้าตาที่แตกต่างจากเรา บางคนอาจจะนึกถึงเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายที่เขาใส่ บางคนอาจจะนึกถึงอาหารการกินของประเทศเหล่านั้น หรือถ้ารู้จักแบบลึกซึ้งหน่อย อาจจะนึกถึงอุปนิสัยใจคอของชาวต่างชาติเหล่านั้น หรือถ้าเราไม่รู้จักเลย ก็แค่หยิบมือถือ เปิดคอมพิวเตอร์แล้วค้นหาก็จะเจอข้อมูลเหล่านี้อย่างง่าย

แล้วถ้าเป็นคนในสมัยก่อนล่ะ เขานึกถึงชาวต่างชาติอย่างไรกันบ้าง คิดเหมือนเราไหม วันนี้ผมจะชวนไปพิสูจน์ ไปหาคำตอบว่า คนในสมัยก่อนรู้จักชาวต่างชาติแค่ไหนผ่านภาพวาดภายในวัดครับ 

ใครคิดว่าผมจะพาไปดูภาพกากที่เป็นรูปชาวต่างชาติล่ะก็ บอกเลยว่าคิดผิดถนัด เพราะผมจะพาไปชมทวารบาลที่วัดแห่งหนึ่ง ซึ่งนำเอาชาวต่างชาติเหล่านี้มาทำหน้าที่แทนเทวดาหรือเสี้ยวกาง วัดที่ว่านี้ก็คือ ‘วัดบางขุนเทียนนอก’ ครับผม

วัดบางขุนเทียนนอก : จากหนึ่งกลายเป็นสองวัด

ถ้ายึดตามประวัติวัดบางขุนเทียนนอก เดิมวัดนี้มีชื่อว่าวัดยมโลก สร้างขึ้นสมัยอยุธยาตอนปลาย ประวัติมีเท่านี้เลยครับ 

แต่เรื่องราวที่สนุกของวัดแห่งนี้กลับเป็นประวัติในเวอร์ชันตำนาน ซึ่งเล่าว่าเศรษฐีท่านหนึ่งได้ร่วมกับน้องสาวสร้างวัดแห่งหนึ่งขึ้นมา เมื่อสร้างเสร็จเศรษฐีคนพี่ไปขอจองกฐินวัดเพียงคนเดียวโดยไม่บอกน้องสาว พอน้องสาวรู้เข้าก็ไม่พอใจ ต่อมาพี่ชายให้คนมายืมเครื่องใช้สำหรับจัดเตรียมงานบุญ ปรากฏว่าน้องยังไม่พอใจพี่ชายอยู่เลยไม่ยอมให้ แถมน้องสาวยังสั่งให้คนไปขุดคูน้ำมาคั่นกลางวัดที่ร่วมกันสร้าง จากหนึ่งวัดจึงกลายเป็นสองวัดไปในทันที โดยวัดของคนพี่คือวัดบางขุนเทียนนอก ส่วนวัดของน้องสาวคือวัดบางขุนเทียนกลาง

วัดบางขุนเทียนนอก วัดที่มีทวารบาลเป็นชาวต่างชาติ 22 ชาติ ชาวเกาหลีในชุดฮันบกก็มี

อุโบสถครั้งกรุงเก่าที่ผ่านมือช่างครั้ง ร.3

อาคารหลักของวัดบางขุนเทียนนอก คือ อุโบสถซึ่งปัจจุบันตั้งอยู่ต่ำกว่าระดับพื้นปัจจุบันลงไปเยอะพอสมควร เป็นอาคารขนาดเล็ก มีหน้าบันเป็นงานปูนปั้นลายดอกไม้และชามกระเบื้อง ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของงานแบบพระราชนิยมในสมัยรัชกาลที่ 3 แถมซุ้มประตูและหน้าต่างยังเป็นลายดอกไม้ใบเทศแบบที่นิยมในสมัยรัชกาลที่ 3 แต่ถ้าจะบอกว่าอาคารหลังนี้สร้างขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว คุณคิดผิดครับ จะเห็นว่าด้านหน้าและด้านหลังมีชายคา (หรือที่บางคนจะเรียกว่าจั่นหับ) ยื่นออกมา สิ่งนี้ไม่พบในสมัยรัชกาลที่ 3 แต่พบได้ในสมัยอยุธยาตอนปลาย สอดคล้องกับประวัติวัดที่บอกว่าสร้างขึ้นตั้งแต่สมัยอยุธยาตอนปลาย

ที่สำคัญ พอเข้าไปด้านในอุโบสถ พระประธานชื่อ ‘พระพุทธยมโลก’ ตามชื่อเดิมของวัด ประดิษฐานร่วมกับพระพุทธรูปอีกหลายองค์เป็นหมู่อยู่บนฐานชุกชีเดียวกัน แม้จะมีทั้งพระสมัยอยุธยาและพระสมัยรัชกาลที่ 3 ปะปนกันอยู่ แต่ลักษณะการประดิษฐานเช่นนี้ เป็นสิ่งที่พบได้ทั่วไปในสมัยอยุธยาตอนปลายเช่นกัน เพราะในสมัยรัตนโกสินทร์นั้นนิยมประดิษฐานพระประธานองค์เดียวเป็นประธานมากกว่า

วัดบางขุนเทียนนอก วัดที่มีทวารบาลเป็นชาวต่างชาติ 22 ชาติ ชาวเกาหลีในชุดฮันบกก็มี

การปะปนกันของงานศิลปะจากต่างยุคไม่ได้มีแค่กับอุโบสถและพระพุทธรูปเท่านั้น จิตรกรรมฝาผนังก็เช่นกัน เพราะจิตรกรรมฝาผนังที่ผนังสกัดหน้าและสกัดหลัง เป็นงานที่น่าจะวาดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 3 เล่าเรื่องพุทธประวัติตอนสำคัญ เช่น เจ้าชายสิทธัตถะตัดพระเมาลี หรือ มารผจญ ส่วนผนังด้านข้างแม้จะเขียนพุทธประวัติเหมือนกัน เช่น นาคปรก แต่ก็ยังมีเรื่องอื่นอย่าง อสุภกรรมฐานหรือการทำกรรมฐานด้วยการเพ่งไปยังซากศพอยู่ด้วย ดูปนกันแบบงง ๆ แถมฝีมือยังดูดรอปกว่าผนังสกัดทั้งสองด้านพอสมควร ทำให้พอจะสันนิษฐานว่า ภาพที่ผนังด้านข้างน่าจะวาดขึ้นทีหลังโดยไม่อ้างอิงกับของเดิม

วัดบางขุนเทียนนอก วัดที่มีทวารบาลเป็นชาวต่างชาติ 22 ชาติ ชาวเกาหลีในชุดฮันบกก็มี
วัดบางขุนเทียนนอก วัดที่มีทวารบาลเป็นชาวต่างชาติ 22 ชาติ ชาวเกาหลีในชุดฮันบกก็มี

สิบสองภาษาที่มากกว่าสิบสอง

ก่อนจะไปพูดถึงภาพชาวต่างชาติที่วัดบางขุนเทียนนอก ผมต้องขอแนะนำให้ทุกท่านรู้จักกับ ‘โคลงภาพคนต่างภาษา’ หรือ ‘โคลงภาพสิบสองภาษา’ ก่อน โคลงภาพคนต่างภาษานี้เป็นหนึ่งในจารึกที่วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม หรือ วัดโพธิ์ ท่าเตียน ซึ่งเขียนขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 

โคลงภาพคนต่างภาษานี้มีทั้งสิ้น 64 บท บรรยายเอกลักษณ์ของชาวต่างชาติต่างภาษาจำนวน 32 ชาติ ซึ่งมีทั้งประเทศตัวเอง ประเทศเพื่อนบ้าน ประเทศฝั่งตะวันออกและประเทศฝั่งตะวันตก มีคำอธิบายเกี่ยวกับลักษณะการแต่งกาย รูปร่างหน้าตา ความรู้ความสามารถ ความเชื่อ ที่อยู่อาศัย สภาพอากาศ รวมถึงลักษณะพิเศษของขนบธรรมเนียมประเพณีบางอย่าง ตามความรู้ความเข้าใจของคนในสมัยนั้น อย่างเช่นโคลงเกี่ยวกับชาวมอญ ว่า

“นี้ภาพเตลงเขตรแคว้น หงสา วดีเฮย

คือเหล่ารามัญฉมัง หมู่นี้

ไว้หวังเพื่อประชา ชมเล่น

เผื่อไว้ภายหน้าลี้ ลับหาย ฯ

นุ่งผ้าตราริ้วเช่น ชาวอัง วะเฮย

พันโพกเกล้าแต่งกาย ใส่เสื้อ

มอญมักสักไหล่หลัง ลงเลข ยันต์นา

พลอยทับทิ้มน้ำเนื้อ นับถือ”

อีกสักบทละกัน คราวนี้เป็นชาวต่างชาติบ้างอย่างชาวหรูชปีตะสบาก มีใครเคยได้ยินชนชาตินี้ไหมครับ ผมเชื่อว่าไม่น่าจะเคยกัน แต่ถ้าผมบอกว่าชาวเซนต์ปีเตอร์สเบอร์ก ผมเชื่อว่าทุกคนน่าจะนึกออกครับ เพราะหรูชปีตะสบากนั้นเพี้ยนมาจากคำว่า ‘หรูช’ หรือ Rus มาผสมกับคำว่า ‘ปีตะสบาก’ หรือ ปีเตอร์สเบอร์ก นั่นเอง ดังนั้น โคลงบทนี้จึงอธิบายลักษณะชาวรัสเซียซึ่งมาจากเมืองนี้ว่า

“รูปหรูชปีตะสบากด้าว แดนตวัน ตกพ่อ

คนมากเมืองเขาเคย ข่าวได้

ดลเดือนฤดูพรรษ์ ผลเห็บ ตกแฮ

เย็นเยือกลมไล้ย้อย หยาดเผลียง

ชาวเกษตรใส่เสื้อเย็บ หนังแกะ

นอนแนบอัคคีเคียง แค่มุ้ง

ลางชนเชือดหนังแพะ พันห่อ กายเฮย

สาบสอายคลุ้งฟุ้ง เฟื่องเหม็น”

โคลงภาพคนต่างภาษานี้ถือเป็นหลักฐานสำคัญที่ยืนยันว่า เหล่าบัณฑิตในสมัยรัชกาลที่ 3 มีความรู้ความเข้าใจที่มีต่อชาวต่างชาติในเวลานั้นเป็นอย่างดี และยังถือเป็นงานเขียนเชิงชาติพันธุ์วรรณาชิ้นแรก ๆ ของประเทศไทยอีกด้วย และที่วัดโพธิ์นี้ไม่ได้มีแค่โคลงภาพเท่านั้น ยังมีการบันทึกความรู้ชุดนี้เอาไว้ในรูปของจิตรกรรม โดยวาดเอาไว้บนบานหน้าต่างด้วยภาพชายชาวต่างชาติยืนเฝ้าประตูและหน้าต่างเอาไว้

อนึ่ง คำว่า ‘สิบสองภาษา’ นี้เป็นคำในสมัยก่อนที่ใช้เรียกชาวต่างชาติแบบรวม ๆ นะครับ ไม่ได้หมายความว่ามี 12 ชาตินะครับ

อนึ่งอีกที 32 ชาติที่ปรากฏในโคลงภาพต่างภาษานี้มีใครบ้าง ตามนี้เลยครับ สิงหฬ [ศรีลังกา], ไทย, กะเหรี่ยง, อาฟริกัน, ดอดชิ [ดัทช์], อิตาเลียน, ฝรั่งเศส, ยิบเซ็ดอ่าน [อียิปต์], สะระกาฉวน [ซาราเซน], ยี่ปุ่น [ญี่ปุ่น], อาหรับ หรุ่มโต้ระกี่ [ตุรกี], แขกปะถ่าน [ปาทาน มุสลิมแถบอัฟกานิสถาน-ปากีสถาน], แขกจุเหลี่ย [มุสลิมแถบอินเดียภาคใต้ – ลังกา], หรูชปีตะสบาก [รัสเซีย เซนต์ปีเตอร์สเบอร์ก], หรูช (ตาตา) [ตาตาร์ ชาวมุสลิมในไครเมีย], มอญ, กระแซ, เงี้ยว, พม่า, ฮินดู่, มลายู, พราหมณ์ฮินดู่, พราหมณ์รามเหศร์, จาม, ลาวยวน [ชาวล้านนา], หุ้ยหุย [มุสลิมในจีน], เกาหลี, ญวน , จีน, เขมร, ลิ่วขิ่ว (ริวกิว)

วัดบางขุนเทียนนอก วัดที่มีทวารบาลเป็นชาวต่างชาติ 22 ชาติ ชาวเกาหลีในชุดฮันบกก็มี
วัดบางขุนเทียนนอก วัดที่มีทวารบาลเป็นชาวต่างชาติ 22 ชาติ ชาวเกาหลีในชุดฮันบกก็มี

ชาวต่างชาติบนบานหน้าต่าง ชายหญิงควงคู่เฝ้าหน้าต่าง

กลับมาที่วัดบางขุนเทียนนอกกันอีกที ภาพวาดชาวต่างชาติที่วัดแห่งนี้อยู่ตำแหน่งเดียวกันกับที่วัดโพธิ์เลยครับ ก็คือบนบานหน้าต่างของอุโบสถ แต่ก็มีจุดหนึ่งที่แตกต่างกัน เพราะทวารบาลชาวต่างชาติที่วัดบางขุนเทียนนอกนี้เป็นการจับคู่กับระหว่างชายกับหญิง ไม่ใช่ชายกับชายแบบวัดโพธิ์ แถมบางคู่ยังเป็นคนละชาติมาจับคู่กันอีก ซึ่งที่วัดบางขุนเทียนนอกมีชาวต่างชาติอยู่ทั้งสิ้น 22 ชาติ

ลองดูคู่ที่เป็นชาติเดียวกันก่อน เริ่มกันด้วยชาติที่เราคุ้นเคยกันอย่างชาวจีน ซึ่งเป็นภาพชายไว้เปียแมนจูใส่ชุดแดง สวมหมวกใบเล็กพอดีหัว คู่กับหญิงสวมเสื้อสีแดงแขนยาวถึงข้อมือปลายแขนกว้าง บนผมมีเครื่องประดับขนาดเล็กและผ้าคล้องไหล่ ซึ่งถ้าใครดูหนังจีนย้อนยุคบ่อย ๆ น่าจะคุ้นเคยกับชุดประมาณนี้กันอยู่แล้ว ที่สำคัญ ผู้หญิงก็ยังอุ้มลูกอยู่ด้วย เหมือนแสดงภาพคู่สามีภรรยาชาวจีนเลย

วัดบางขุนเทียนนอกมีทวารบาลเป็นชาวต่างชาติ 22 ชาติ ทั้งเอเชีย ยุโรป แอฟริกา และความหมายของคำว่า ‘สิบสองภาษา’

เอาคู่สามีภรรยาอีกสักคู่แล้วกัน คู่ชาวดัตช์ซึ่งเป็นชาวตะวันตกชาติเดียวที่วัดบางขุนเทียนนอกแห่งนี้ ผู้ชายไว้ผมยาวดัดเป็นลอน สวมหมวกปีกมีขนนกปักด้านหน้า สวมเสื้อแขนยาวสีดำแขนสีแดง ปลายแขนเสื้อพับเป็นรูปคล้ายสามเหลี่ยม สวมกางเกงรัดปลายระดับเข่า ส่วนผู้หญิงผมสีแดงสวมชุดเสื้อแขนยาวสีแดง ปลายแขนเสื้อพับเป็นรูปคล้ายสามเหลี่ยมเหมือนผู้ชายและสวมกระโปรงลายตาราง ที่สำคัญ ในมืออุ้มลูกเหมือนกับคู่คนจีนเลยครับ ซึ่งลักษณะแบบนี้เทียบได้กับเครื่องแต่งกายชาวดัตช์ในช่วงเวลานั้นเช่นกัน

วัดบางขุนเทียนนอกมีทวารบาลเป็นชาวต่างชาติ 22 ชาติ ทั้งเอเชีย ยุโรป แอฟริกา และความหมายของคำว่า ‘สิบสองภาษา’

คราวนี้ลองมาดูบรรดาคู่ไม่เหมือนกันบ้าง เอาชาติที่ผมเชื่อเราน่าจะรู้จักกันยังสาวชาวเกาหลีกันก่อน แน่นอนว่ามาพร้อมกับชุดคลุมยาวปิดข้อมือ มีผ้าแถบผูกที่คอเสื้อที่เรียกว่าชุดฮันบก ส่วนอีกฝั่งหนึ่งเป็นชายชาวญวนหรือชาวเวียดนามครับ แสดงด้วยภาพชายไว้ผมเปียสวมหมวกสีแดง สวมเสื้อแขนยาวคลุมข้อมือและยาวเลยเข่าเล็กน้อย มือหนึ่งถือพัด สวมกางแกงขาวยาวถึงข้อเท้า หากดูเผิน ๆ จะดูเหมือนชาวจีน ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะวัฒนธรรมของทั้งสองชาติคล้ายกัน แต่โชคดีว่าในโคลงต่างภาษาที่วัดโพธิ์ ใส่รายละเอียดว่าชาวญวนจะแต่งกายคล้ายงิ้วและถือพัดด้ามจิ๋ว

วัดบางขุนเทียนนอกมีทวารบาลเป็นชาวต่างชาติ 22 ชาติ ทั้งเอเชีย ยุโรป แอฟริกา และความหมายของคำว่า ‘สิบสองภาษา’

ถัดมาลองดูประเทศแปลก ๆ กันบ้าง ฝ่ายหญิงคือชาวกระแซ เป็นสตรีเจาะหูสวมชุดเขียวสั้นเลยเอวไปเล็กน้อย ทับกระโปรงสั้นสีขาวลายตรง คอสวมสร้อยลูกปัด ส่วนมือข้างซ้ายถือกล้องยาสูบ ที่ขามีเด็กเกาะอยู่ ส่วนฝ่ายชายคือชาวแอฟริกัน เป็นบุรุษผิวเข้มเจาะหู นุ่งผ้าเตี่ยวผืนเดียวโดยไม่ใส่เสื้อและเหน็บเคียวไว้ที่เอว ในมือถือไม้ไผ่ปลายแหลม ซึ่งทั้งสองชาตินี้ต่างก็เป็นชนชาติที่ชาวสยามในสมัยก่อนไม่รู้จัก แถมยังไม่เคยเห็นอีกต่างหาก ภาพนี้จึงวาดขึ้นผ่านคำบอกเล่าของคนอื่น โดยชาวกระแซเป็นข้อมูลจากเชลยชาวพม่า ส่วนชาวแอฟริกันนั้นเป็นข้อมูลจากมิชชันนารีชาวตะวันตก

วัดบางขุนเทียนนอกมีทวารบาลเป็นชาวต่างชาติ 22 ชาติ ทั้งเอเชีย ยุโรป แอฟริกา และความหมายของคำว่า ‘สิบสองภาษา’

ชาวต่างชาติในวัดไทย

แม้ว่าในวัดไทยแห่งอื่น ๆ จะไม่ได้มีภาพชาวต่างชาติที่หลากหลายขนาดวัดบางขุนเทียนนอกหรือวัดโพธิ์ แต่การที่ปรากฏภาพบุคคลต่างชาติต่างภาษากับเราอยู่ภายในวัดของเรา ก็ถือเป็นเครื่องยืนยันว่าคนในสมัยก่อนไม่ได้รู้จักคนเหล่านี้แค่เพียงเขาเป็นพ่อค้า เป็นนักบวช หรือเป็นคนที่เดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรเท่านั้น แต่พวกเขาสังเกต จดจำ และบันทึกเรื่องราวของเขาเหล่านี้ ละเอียดบ้าง ไม่ละเอียดบ้าง ดังนั้น ภาพของต่างชาติเหล่านี้จึงสมจริงพอสมควร และช่วยให้เราเข้าใจหรือรับรู้ได้ว่ามีคนชาติไหนบ้างที่ผู้คนในยุคนั้นรู้จักด้วย ดังนั้นถ้า ใครสนใจศึกษาเรื่องราวของชาวต่างชาติ เราอาจไม่จำเป็นต้องไปไกลถึงประเทศเหล่านั้น แค่เดินเข้าไปในวัดไทย ก็หาความรู้เรื่องนี้ได้เหมือนกันครับ

ป.ล. ขออภัยที่ผมไม่ได้เอามาให้ดูหมดทุกคู่นะครับ ไม่งั้นเดี๋ยวจะยาวเกินไป และชาวต่างชาติบางชาติก็ยังต้องมีการศึกษากันต่อ เพื่อตีความว่าเป็นคนชาติไหนกันแน่ และขอหยิบตัวอย่างที่คิดว่าน่าจะเห็นกันชัด ๆ ชัวร์ ๆ ก่อนนะครับ

เกร็ดแถมท้าย

  1. อุโบสถวัดบางขุนเทียนนอก ปกติแล้วจะไม่ได้ล็อกประตู เดินเข้าไปชมได้เลย แต่แนะนำให้ไปแจ้งพระท่านไว้หน่อย เดี๋ยวท่านจะตกใจว่าใครแอบเข้าไปทำอะไรในอุโบสถ หรือถ้าแจ็กพอต ประตูอุโบสถล็อกไว้ให้ลองติดต่อพระที่วัดดูครับ
  2. ถ้าใครมาชมทวารบาลชาวต่างชาติที่วัดนี้แล้วไม่จุใจ ก็อย่าลืมไปที่วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามหรือวัดโพธิ์ด้วยนะครับ อยู่ที่พระวิหารทิศเหนือ (วิหารที่ประดิษฐานพระปางป่าเลไลยก์) และพระวิหารทิศตะวันตก (วิหารที่ประดิษฐานพระนาคปรก) ลองปิดประตู ปิดหน้าต่าง แล้วทัศนาภาพชาวต่างชาติแบบเดียวกับวัดบางขุนเทียนนอกได้เลยครับ อ้อ วัดโพธิ์มีชาวต่างชาติในเวอร์ชันประติมากรรมด้วยนะครับ เสียดายที่ตอนนี้เหลือแค่ไม่กี่ตัวเท่านั้น
  3. ไหน ๆ ไปวัดบางขุนเทียนนอกแล้ว ควรแวะไปชมวัดบางขุนเทียนกลางที่อยู่ใกล้กัน เป็นวัดที่สร้างขึ้นในสมัยอยุธยาตอนปลายเหมือนกัน แถมยังบูรณปฏิสังขรณ์ในสมัยรัชกาลที่ 3 เหมือนกันด้วย แล้วก็ไปชมวัดบางขุนเทียนในที่อยู่ไม่ไกลกันนักก็ดีนะครับ ที่นี่มีพระประธานปางป่าเลไลยก์ที่ไม่ค่อยพบเท่าไหร่ แถมยังมีจิตรกรรมเล่าเรื่องชาดกแปลก ๆ ที่ไม่ค่อยมีที่ไหน อย่าง จุลปทุมชาดก หรือชาดกที่ผมชอบเรียกแซวว่าเป็นบาร์บีคิวพลาซ่าชาดกด้วย

Writer & Photographer

ธนภัทร์ ลิ้มหัสนัยกุล

ต้า วัดไทย เด็กประวัติศาสตร์ศิลปะผู้ดูวัดมาแล้วกว่าพันวัดแม้จะยังไม่ครบทุกจังหวัด ชื่นชอบในความงามของศิลปะทั้งไทยและเทศรวมถึงเรื่องราวของสถานที่นั้นๆ ปัจจุบันยังคงออกเที่ยวชมวัดทุกศาสนารวมถึงวังต่างๆ อย่างต่อเนื่องพร้อมกับนำเรื่องราวมาเผยแพร่บน Facebook อยู่เป็นระยะๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load