เดี๋ยวนี้เวลาชาวไทยพุทธคนไหนอยากจะไปแสวงบุญ เรามักจะนึกถึงอินเดียเป็นอันดับแรก แต่ทราบกันหรือไม่ ว่าก่อนที่เราชาวไทยพุทธจะเดินทางไปแสวงบุญยังอินเดียเหมือนเช่นในปัจจุบัน เราเคยไปแสวงบุญที่ประเทศศรีลังกามาก่อน ไม่ทราบกันใช่ไหมครับ ถ้าเช่นนั้นเรามาทำความรู้จักกับเส้นทางแสวงบุญของศรีลังกากันสักนิดหนึ่งก่อน คิดซะว่าเป็นการเกริ่นนำ

ในประเทศศรีลังกานั้นมีเส้นทางแสวงบุญที่เรียกกันว่า ‘โสฬสมหาสถาน’ ซึ่งหมายถึง สถานที่ 16 แห่งที่เชื่อกันว่าพระพุทธเจ้าเคยเสด็จมา โดยสถานที่ทั้ง 16 แห่งนี้กระจายอยู่บนเกาะศรีลังกา เชื่อกันว่าการไปนมัสการยังสถานที่เหล่านี้ก็ประหนึ่งว่าเราได้นมัสการสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และเป็นเส้นทางแสวงบุญของชาวลังกาที่มีมาแต่โบราณ ซึ่งในบรรดาสถานที่ทั้ง 16 แห่งนี้มีสถานที่ที่ถือกันว่าศักดิ์สิทธิ์ที่สุด เป็นสถานที่ที่ชาวพุทธในศรีลังกาทุกเพศทุกวัยจะต้องไปนมัสการให้ได้สักครั้งในชีวิต นั่นก็คือ รอยพระพุทธบาทบนเขาสุมณกูฎ

สุมณกูฎ (อ่านว่า สุ-มะ-นะ-กูด) ภูเขาที่มีความสูงเป็นอันดับ 5 ของประเทศศรีลังกา ตั้งอยู่บริเวณตอนกลางของประเทศ ตรงยอดเขามีรอยบนหินที่มีลักษณะคล้ายรอยเท้า ซึ่งชาวพุทธเชื่อว่าเป็นรอยพระพุทธบาทที่พระพุทธเจ้าได้มาประทับตอนเสด็จเยือนเกาะลังกาครั้งที่ 3 (ตามคัมภีร์มหาวงศ์กล่าวว่า พระพุทธเจ้าเคยเสด็จไปยังเกาะลังกาทั้งสิ้น 3 ครั้งด้วยกันครับ) รอยพระพุทธบาทนี้จึงถูกเรียกในภาษาสิงหลว่า ศรีปาทะ

อย่างไรก็ดี ตามความเชื่อในศาสนาอื่นก็มีการตีความรอยพระพุทธบาทนี้ในมุมมองที่แตกต่างกันไป ชาวฮินดูเชื่อว่านี่คือ ศิวบาท หรือรอยพระบาทของพระศิวะ ในขณะที่ชาวคริสต์และชาวมุสลิมเชื่อว่านี่คือรอยเท้าของอดัม มนุษย์คนแรกที่เหยียบลงบนโลกหลังถูกขับไล่จากสวนอีเดน ดังนั้น ที่นี่จึงมีอีกชื่อเรียกหนึ่งว่า Adam’s Peak แต่บางตำราก็ว่าเป็นรอยเท้าของนักบุญโทมัส หนึ่งในอัครสาวกของพระเยซู

การเดินทางขึ้นสุมณกูฎสามารถไปแบบโซโล่คนเดียว ไปเป็นคู่ หรือไปเป็นกลุ่มก็ได้ ในครั้งที่ผมไปเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ผมไปกับเพื่อนรุ่นพี่รุ่นน้องคณะโบราณคดีรวม 4 คน โดยพวกผมไปนอนพักที่หมู่บ้านเดลเฮาส์ (Dalhousie) หมู่บ้านตีนเขา ล่วงหน้าก่อนวันหนึ่ง เพราะตั้งใจจะขึ้นสุมณกูฎตอนค่ำเพื่อจะได้ไปเช้าบนยอดพอดี จากข้อมูลที่เตรียมมาล่วงหน้า เส้นทางเดินนี้เป็นบันได 5,500 ขั้น มีระยะทางประมาณ 7 กิโลเมตร การเดินขึ้นจะใช้เวลาราวๆ 3 – 4  ชั่วโมง รวมการเดินและนั่งพักบ้างเพราะคาดกันว่าไม่น่าจะเดินขึ้นแบบรวดเดียวได้ คืนนั้นเราเลยเข้านอนกันเร็วกว่าปกติเพื่อเก็บแรงเอาไว้ใช้สำหรับการขึ้นเขา

ราวตี 3 พวกผมก็ตื่นมาเตรียมตัว บอกเลยว่าอากาศในห้องไม่เท่าไหร่ แต่พอออกมาข้างนอกปุ๊บ อากาศเย็นๆ ก็เริ่มเข้ามาทักทายปั๊บ แต่ยังอยู่ในระดับที่สบายๆ เพื่อความไม่ประมาท พวกผมต่างคนต่างหยิบอุปกรณ์กันหนาวติดตัวกันไป ผมสวมเสื้อกันหนาวกับเสื้อแขนยาวที่ใส่ประจำ คนอื่นก็มีอุปกรณ์ของแต่ละคน พอทุกคนพร้อมก็ Let’s Go

ศรีลังกา

ทางเดินช่วงแรกเป็นทางลาด จุดเริ่มต้นทางขึ้นจะมีซุ้มประตูกาล-มกรสีขาวแบบลังกาสไตล์ (ซุ้มประตูจะมีหน้ากาลอยู่ตรงกลาง มีมกร สัตว์ผสมช้าง จระเข้ และปลา ที่ปลายกรอบซุ้ม) พอผ่านประตูจะเจออาคารสำหรับลงชื่อเพื่อทำบุญ คล้ายๆ บ้านเราที่ตามวัดจะมีสมุดให้ลงชื่อและเงินบริจาค เงินบริจาคมีหลากหลาย มากบ้าง น้อยบ้าง ตามกำลังศรัทธาของแต่ละคน

ศรีลังกา ศรีลังกา

พอผ่านประตูเสร็จก็เริ่มเข้าสู่จุดเริ่มต้นของบันได บันไดในช่วงแรกจนถึงก่อนช่วงสุดท้ายจะเป็นบันไดขั้นไม่ค่อยสูง เดินขึ้นไม่ยากเท่าไหร่ ช่วงนี้พวกผมก็เดินกันชิลล์ๆ คุยเล่นกันบ้างเป็นช่วงๆ แถมพอเดินไปสักพักหนึ่งก็เริ่มจะเห็นสุมณกูฎมาทักทายในความมืด จะเห็นว่าไฟตามทางเดินขึ้นในช่วงสุดท้ายของสุมณกูฎเหมือนมาให้กำลังใจเราว่า จุดหมายเราอยู่ตรงนั้นนะ ยังไงเราก็จะไปถึงแน่

ศรีลังกา

ด้วยความที่ผมมาในช่วงเทศกาลขึ้นนมัสการรอยพระพุทธบาท ระหว่างทางขึ้นจึงมีจุดพักเป็นระยะๆ สังเกตได้จากแสงไฟที่สว่างจนเห็นได้ชัดจากระยะไกลพอสมควร ตามจุดพักเต็มไปด้วยร้านค้า ร้านขายน้ำเปิดไฟสว่างจ้า (และน่าจะเปิด 24 ชม. ในช่วงเวลานี้ของปี) เราสามารถแวะพักซื้อน้ำ ขนมขบเคี้ยว ได้เต็มที่ แต่ก็แน่นอนว่าราคาจะแพงกว่าในหมู่บ้านพอสมควร และยิ่งขึ้นไปสูงมากเท่าไหร่ ราคาก็ยิ่งแพงขึ้นเรื่อยๆ ชนิดที่พอขึ้นไปเกือบถึงยอด ราคาแทบจะแพงกว่าข้างล่างถึง 2 เท่า แต่โชคดีที่พวกผมติดน้ำติดขนมกันมานิดหน่อย เลยไม่ได้แวะบ่อยนัก มีแวะอยู่บ้างเล็กน้อยเพื่อที่จะนั่งพัก เพราะร้านเหล่านี้ส่วนใหญ่จะมีโต๊ะและเก้าอี้อยู่มากพอควร  

นอกเหนือจากร้านค้าแล้ว ระหว่างทางก็มีสถานที่ที่พอจะแวะได้ 2 – 3 ที่ แต่เนื่องจากยังมืดมาก พวกผมเลยตัดสินใจจะเดินกันไปเรื่อยๆ และค่อยแวะตอนขาลงแทน แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ ระหว่างทางจะมีศาลแปลกๆ ที่เราไม่ค่อยคุ้นเคย ข้างในมีรูปเทวดาที่มีช้างอยู่ข้างหลัง เทวดานี้คือสุมณเทวดา (อ่านว่า สุ-มะ-นะ เหมือนชื่อภูเขา) เป็นเทวดาประจำภูเขาลูกนี้ หาใช่เทพเจ้าในศาสนาฮินดูแต่อย่างใด (แม้จะมีเทวาลัยเล็กๆ อยู่ก่อนจะขึ้นเขาก็ตาม)

ศรีลังกา ศรีลังกา

เดินไปได้สักครึ่งทาง พวกผมเริ่มพักบ่อยขึ้น อากาศเริ่มเย็นลงทีละนิด พร้อมกับความเหนื่อยล้าสะสมจากการเดินมาชั่วโมงกว่าๆ ที่เริ่มส่งผลทำให้พวกผมเดินช้าลง และเปลี่ยนมาใช้วิธีเดินสลับกับพักเป็นช่วงสั้นๆ สลับไปมาเรื่อยๆ ระหว่างนั้นผมสังเกตเห็นคนที่อยู่รอบๆ มีทั้งคนที่กำลังเดินขึ้นเหมือนกันกับพวกผม และคนที่กำลังเดินลงมา ซึ่งคาดว่าน่าจะขึ้นตั้งแต่หัวค่ำเมื่อคืน

สิ่งที่น่าสนใจก็คือ คนที่ขึ้นเขาในช่วงเวลานี้แม้จะมีชาวต่างชาติ เอเชียบ้าง ยุโรปบ้าง แต่คนส่วนใหญ่ที่มาก็ยังเป็นชาวศรีลังกา ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีคนครบทุกเพศทุกวัย ตั้งแต่เด็ก วัยรุ่น ผู้ใหญ่ วัยกลางคน ไปจนถึงพ่อเฒ่าแม่เฒ่า ที่ต่างก็เดินขึ้นตามจังหวะของแต่ละวัย ที่เจ๋งที่สุดที่เจอคือ มีคุณลุงที่มาพร้อมกับไม้พยุงตัว ค่อยๆ เดินขึ้นเขาอย่างช้าๆ แสดงว่าสำหรับชาวศรีลังกาแล้ว ภูเขาลูกนี้คงเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์และมีความสำคัญมาก ที่ใครๆ ต่างก็พยายามจะมาให้ได้สักครั้งหนึ่งในชีวิต

ยิ่งเดินขึ้นไป บันไดก็ยิ่งเล็กและแคบลงทุกที แล้วก็มาถึงช่วงสุดท้ายของการขึ้นเขาศักดิ์สิทธิ์แห่งเกาะศรีลังกาลูกนี้ บันไดแปรสภาพจากบันไดเดินสบายๆ ที่เดินมาตลอด กลายเป็นบันไดแคบที่เดินสวนกันไม่ค่อยได้ แถมยังชันกว่าเดิมมาก แม้จะมีราวเหล็กให้จับ แต่ก็เมื่อยหนักกว่าที่เดินมาก่อนหน้านี้ทั้งหมด ที่ร้ายไปกว่านั้นก็คือ เวลาค่อยๆ ล่วงเลย พระอาทิตย์กำลังเตรียมจะเดินทางมาสวัสดีชาวโลกแล้ว พวกผมเลยรีบจ้ำด้วยความเร็วที่มากกว่าเดิมเพื่อจะขึ้นไปให้ทัน

จนเมื่อไปถึงยอดเขา หลังจากหอบหายใจแรงๆ ไปหลายที สิ่งแรกที่เจอก็คือ ผู้คนจำนวนมหาศาลมายืนเบียดเสียดกัน แม้จะมีบ้างที่เป็นคนมารอเข้าไปนมัสการรอยพระพุทธบาท แต่ส่วนใหญ่ก็ยังเป็นชาวต่างชาติที่มีจุดประสงค์เดียวกันกับพวกผม คือการชมพระอาทิตย์ขึ้น พวกผมเลยถือโอกาสเข้าไปผสมโรงยืนเบียดเสียดกับเขาด้วย แต่สิ่งที่มาพร้อมกับคนจำนวนมหาศาลคือความหนาวที่ถาโถมเข้ามาพร้อมกับลมแรง หนาวจนผมต้องกระชับเสื้อกันหนาวที่ใส่มา แล้วรูดซิปขึ้นมาถึงคอเลยทีเดียว อ้อ บนนี้ใส่รองเท้าไม่ได้นะครับ แต่เขามีพื้นที่สำหรับวางรองเท้าเอาไว้ เท่าที่สังเกต ไม่ค่อยมีใครวางกันดีๆ เท่าไหร่ มาถึงก็ถอดไว้ระเกะระกะ จนตอนลงต้องมานั่งหาว่ารองเท้าที่ใส่มากระเด็นไปถึงไหน

และแล้วช่วงเวลาที่ผมรอคอยก็มาถึง พระอาทิตย์ค่อยๆ โผล่พ้นขอบฟ้า ภูมิประเทศที่เคยถูกปิดซ่อนด้วยความมืดของราตรีก็เผยตัวออกมาให้เห็นอย่างช้าๆ ผมทั้งถ่ายด้วยมือถือ ถ่ายด้วยกล้อง ภาพนิ่งบ้าง วิดีโอบ้าง อยู่นานสองนาน จนสุดท้ายก็วางทั้งสองอย่างและเปลี่ยนมาซึมซับบรรยากาศทั้งหมดด้วยสองตาแทน แม้อากาศจะหนาวจนน้ำมูกเริ่มไหล แต่ภาพความประทับใจที่ได้เห็นบนนั้นมันสุดยอดจริงๆ แม้จะเบียดเสียดอึดอัดอยู่มากก็ตาม (ใช้คำว่าพอสมควรคงไม่ไหว เพราะจุดที่ผมยืนแน่นชนิดที่ว่าผมทำได้แค่ขยับตัวนิดหน่อยเท่านั้น ออกไปไหนไม่ได้เลย)

เมื่อเป้าหมายแรก การดูพระอาทิตย์ขึ้นลุล่วงไปแล้ว เป้าหมายที่ 2 และถือเป็นเป้าหมายหลักของผมนั่นก็คือ การนมัสการรอยพระพุทธบาทศักดิ์สิทธิ์แห่งสุมณกูฎ ซึ่งจุดที่ผมยืนเป็นบันไดทางเข้าไปสู่ยอดสูงสุด ที่ตั้งอาคารที่สร้างครอบรอยพระพุทธบาทเอาไว้ เป็นอาคารทรงสี่เหลี่ยม หลังคารูปทรงเรียบง่าย มีทางขึ้นและทางลงแยกออกจากกัน ยิ่งใกล้ช่วงประตูเปิด คนที่มาจากข้างล่างก็เริ่มเบียดเข้ามา ทั้งชาวลังกา ทั้งชาวต่างชาติ จนอึดอัดกว่าเก่า บางคนอาศัยจังหวะที่ประตูแง้มเบียดตัวเองเข้าไปได้ก่อน ส่วนพวกผมที่โดนอัดเป็นปลากระป๋องอยู่ก็แทบขยับไม่ได้เหมือนกัน แต่ก่อนที่ประตูนี้จะเปิดต้อนรับพวกเรา จะมีการบรรเลงมโหรีพร้อมกับขบวนที่มีพระและญาติโยมบางส่วนเดินตามไปยังประตูมณฑป และมีการประกอบพิธีกรรมก่อนที่ประตูมณฑปพระพุทธบาทจะเปิดออก

พอพิธีกรรมเสร็จสิ้น ประตูด้านหน้าเปิดออกอย่างสมบูรณ์ พวกผมก็ไปต่อแถวเพื่อเข้านมัสการรอยพระพุทธบาท ซึ่งแถวยาวมาก หางแถวแทบจะวนรอบก้อนหินบนยอดเขาเลยทีเดียว พวกผมค่อยๆ เดินตามคนข้างหน้าไป จนในที่สุดก็ได้กราบนมัสการรอยพระพุทธบาท ซึ่งเอาเข้าจริงก็ไม่ได้เห็นรอยพระพุทธบาทนี้จริงๆ นะครับ เพราะเขานำผ้าปักลายรูปรอยพระพุทธบาทพร้อมลวดลายมงคลมาวางปิดรอยพระพุทธบาทจริงไว้ แต่แค่ได้เห็น ได้กราบตรงนั้น ความปีติก็เอ่อล้นอยู่ข้างในตัวผมแล้ว เป็นความประทับใจที่จนถึงตอนนี้ก็ยังจำได้อยู่ราวกับเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน แต่ขออภัยที่ผมไม่มีภาพส่วนนี้มาให้ชมนะครับ เพราะด้านบนห้ามถ่ายภาพไม่ว่าภาพนิ่งหรือวิดีโอครับผม

เป้าหมายสุดท้ายในการขึ้นมาบนยอดของสุมณกูฎนี้และถือเป็นอีกไฮไลต์ของที่นี่ก็คือ เงื้อมเงาแห่งสุมณกูฎ ซึ่งเกิดจากแสงอาทิตย์สาดส่องภูเขาลูกนี้จนเราสามารถเห็นเงาของสุมณกูฎตกลงที่ฝั่งตรงข้าม เป็นรูปสามเหลี่ยมตามรูปทรงของภูเขาอย่างชัดเจน เป็นภาพงดงามที่หาชมที่อื่นไม่ได้นอกจากบนนี้เท่านั้น ถือเป็นอีกหนึ่งความพิเศษที่อธิบายเป็นคำพูดได้ยาก ต้องลองมาสัมผัสเองถึงจะรู้ เพราะขนาดผมรู้มาก่อนแล้ว เห็นภาพในอินเทอร์เน็ตมาก่อนแล้ว แต่การได้มาเห็นของจริงอยู่ตรงหน้ามันเหนือกว่าภาพที่ผมเคยเห็นมาก่อนหน้านี้เป็นร้อยเท่า

หลังจากเสร็จสิ้นภารกิจและความตั้งใจทั้งหมดของการมาขึ้นสุมณกูฎ ก็ถึงเวลาต้องจากลา การเดินลงไม่ยากเท่าตอนเดินขึ้นและใช้เวลาน้อยกว่ามาก แต่ความเหนื่อยล้าที่สะสมมาตั้งแต่ตอนเช้ากลายเป็นอุปสรรคที่ทำให้การเดินลงกินเวลาพอสมควร และยิ่งเวลาล่วงเลยไปมาก อากาศก็อุ่นขึ้น ไม่ได้เย็นสบายเหมือนตอนขาขึ้นเท่าไหร่ แต่ก็ไม่ถึงกับร้อนมาก ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าถ้าขึ้นสุมณกูฎตอนเช้าแล้วลงมาตอนบ่ายจะร้อนกว่านี้แค่ไหน

ขาลงพวกผมได้แวะไปชมเจดีย์โลกสันติ (World Peace Stupa) เจดีย์ที่อยู่ช่วงตีนเขาสุมณกูฎ สร้างขึ้นเมื่อปี 2516 โดยพระภิกษุชาวญี่ปุ่นนามว่า นิจิ ฟูจิ (Ven. Niji Fuji) แม้จะสร้างโดยชาวญี่ปุ่น แต่รูปทรงก็ยังเป็นเจดีย์ทรงลังกา นอกเหนือจากเจดีย์นี้แล้ว สิ่งที่ผมเห็นระหว่างทางลงคือธรรมชาติอันงดงาม รวมถึงได้เห็นสุมณกูฎอย่างชัดเต็มตาอีกครั้ง หลังเห็นจากแถวที่พักเมื่อวันก่อน ซึ่งก็ยังสร้างความประทับใจให้ผม ไม่ว่าจะเห็นสักกี่ครั้งก็ตาม

ผมไม่แน่ใจว่าคนอื่นรู้สึกยังไง แต่สำหรับผม สถานที่นี้มีความพิเศษมากๆ ทั้งในแง่ภูมิศาสตร์ ศาสนา และความศรัทธาของผู้คน เป็นไม่กี่สถานที่ที่ผมอยากจะกลับไปอีกถ้ามีโอกาส ผมเชื่อว่าไม่ว่าคุณจะเป็นพุทธ คริสต์ อิสลาม ฮินดู หรือไม่มีศาสนา ก็สามารถสัมผัสถึงความงามและความพิเศษของภูเขาลูกนี้ในมุมของแต่ละคนได้เหมือนกัน

สุดท้าย ขอขอบคุณพี่บอล พี่อาร์ม น้องมุก 3 ผู้ร่วมชะตากรรมในทริปศรีลังกาที่ยาวถึง 2 อาทิตย์และร่วมขึ้นเขาไปด้วยกันครับผม

เกร็ดแถมท้าย

  1. สุมณกูฎสามารถขึ้นได้ทั้งปี ถ้าไม่อยากเจอคนเยอะสามารถเลี่ยงช่วงวันเพ็ญ ช่วงกลางเมษายน และควรหลีกเลี่ยงการเดินขึ้นในช่วงหน้าฝนเพราะมีโอกาสเจอฝนในระหว่างการเดินขึ้น ทำให้พื้นลื่นได้ (ใครอยากชมบรรยากาศสุมณกูฎในหน้าฝน สามารถดูได้จากรายการ หนังพาไป ซีซั่น 4 : EP.19 ศรีปาทะ รอยพระบาทแห่งพระพุทธ ได้ครับ)
  2. เทศกาลนมัสการรอยพระพุทธบาทจะเริ่มขึ้นหลังวันเพ็ญเดือนธันวาคมไปจนถึงวันเพ็ญเดือนเมษายน ในช่วงเวลานี้จะมีพิธีการนมัสการรอยพระพุทธบาท ซึ่งเราสามารถร่วมนมัสการไปพร้อมกับชาวลังกาได้ ซึ่งส่วนตัวผมแนะนำให้มาในช่วงเวลานี้ครับ เพราะถ้ามานอกเวลานี้ คุณอาจเจอแต่นักท่องเที่ยวเท่านั้น บรรดาร้านรวงระหว่างทางจะไม่เปิด ทำให้ทางเดินค่อนข้างมืด แต่ถ้าใครจะมาในช่วงนี้ก็อย่าลืมเตรียมร่มและไฟฉายมาด้วยนะครับ
  3. อีกเรื่องที่อยากแนะนำคือ ควรขึ้นในช่วงเช้ามืดเพราะจะขึ้นไปถึงยอดเขาตอนเช้าพอดี เราจะได้ชมพระอาทิตย์และเงาของสุมณกูฎได้ในช่วงเวลานี้ อีกทั้งอากาศระหว่างขึ้นและตอนขาลงก็ยังไม่ร้อนมาก แต่ถ้าขึ้นตอนเช้าก็อาจเจออากาศร้อนระหว่างการเดินขึ้นเขาได้ เริ่มขึ้นเขาตั้งแต่ตี 2 หรือจะขึ้นช่วงตี 3 เหมือนกับพวกผมก็ได้ ขึ้นอยู่กับช่วงเวลาที่พระอาทิตย์ขึ้น ลองคำนวณดีๆ ครับผม
  4. การเดินทางมายังสุมณกูฎสามารถเดินทางได้จากหลายเมือง ไม่ว่าจะเป็นโคลัมโบ แคนดี้ เอลล่า และมีพาหนะให้เลือกหลายแบบ ทั้งรถทัวร์ รถไฟ หรือเหมารถมา ส่วนตัวแนะนำให้นั่งรถไฟโคลัมโบ–ฮัตตัน (Colombo–Hatton) หรือเอลล่า–ฮัตตัน (Ella–Hatton) เพราะเราจะได้ชมทิวทัศน์ที่สวยงามของเส้นทางรถไฟที่ถือกันว่างดงามที่สุดสายหนึ่งของเกาะลังกา พอไปถึงสถานีฮัตตันแล้วก็เหมารถหรือนั่งรถเมล์ไปยังหมู่บ้านเดลเฮาส์อีกประมาณ 1 ชั่วโมง (ตั๋วรถไฟสามารถมาซื้อที่สถานีได้ครับ เราจะได้เป็นบัตรแข็ง และได้บรรยากาศเหมือนรถไฟไทยที่ต้องวิ่งมาแย่งที่นั่ง อาจจะต้องเก้าอี้ดนตรีกันนิดหนึ่ง แต่ถ้าอยากนั่งจริงๆ แนะนำให้จองตั๋วล่วงหน้า จะจองที่สถานีก่อนสักหลายวันหรือจองทางอินเทอร์เน็ตก็ได้ครับ)
  5. หมู่บ้านเดลเฮาส์เป็นหมู่บ้านเล็กๆ ที่แทบจะเรียกว่าใช้ในการขึ้นสุมณกูฎเพียงอย่างเดียวก็ว่าได้ ตัวเมืองมีที่พักและร้านอาหารหลายระดับให้เลือก ถ้ามาในช่วงเทศกาลแนะนำให้จองล่วงหน้าครับ ส่วนตัวอยากแนะนำ Singh Bro’s ที่ตัวเองไปพัก เพราะตั้งอยู่บริเวณใกล้กับทางขึ้นเขาพอดีและเจ้าของใจดีมาก
  6. ถ้าคุณยังรู้สึกฮาร์ดคอร์ไม่พอ สามารถเลือกเส้นทางการขึ้นสุมณกูฎจากเมืองรัตนปุระได้นะครับ การขึ้นจากฝั่งนี้จะยากกว่าขึ้นจากเดลเฮาส์พอสมควร คุณจะได้สัมผัสการขึ้นสุมณกูฎแบบดั้งเดิม และพบกับสายโซ่โบราณที่ในสมัยก่อนเป็นตัวช่วยเพื่อขึ้นสุมณกูฎ ดังปรากฏบนภาพจิตรกรรมฝาผนังหลายแห่งในประเทศไทย ที่พระจะเหนี่ยวสายโซ่นี้เพื่อขึ้นไปนมัสการรอยพระพุทธบาทบนยอดเขา

Writer & Photographer

ธนภัทร์ ลิ้มหัสนัยกุล

ต้า วัดไทย เด็กประวัติศาสตร์ศิลปะผู้ดูวัดมาแล้วกว่าพันวัดแม้จะยังไม่ครบทุกจังหวัด ชื่นชอบในความงามของศิลปะทั้งไทยและเทศรวมถึงเรื่องราวของสถานที่นั้นๆ ปัจจุบันยังคงออกเที่ยวชมวัดทุกศาสนารวมถึงวังต่างๆ อย่างต่อเนื่องพร้อมกับนำเรื่องราวมาเผยแพร่บน Facebook อยู่เป็นระยะๆ

เวลาพูดถึงชาวต่างชาติ นึกถึงอะไรกันบ้างครับ 

บางคนอาจจะนึกถึงรูปร่างหน้าตาที่แตกต่างจากเรา บางคนอาจจะนึกถึงเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายที่เขาใส่ บางคนอาจจะนึกถึงอาหารการกินของประเทศเหล่านั้น หรือถ้ารู้จักแบบลึกซึ้งหน่อย อาจจะนึกถึงอุปนิสัยใจคอของชาวต่างชาติเหล่านั้น หรือถ้าเราไม่รู้จักเลย ก็แค่หยิบมือถือ เปิดคอมพิวเตอร์แล้วค้นหาก็จะเจอข้อมูลเหล่านี้อย่างง่าย

แล้วถ้าเป็นคนในสมัยก่อนล่ะ เขานึกถึงชาวต่างชาติอย่างไรกันบ้าง คิดเหมือนเราไหม วันนี้ผมจะชวนไปพิสูจน์ ไปหาคำตอบว่า คนในสมัยก่อนรู้จักชาวต่างชาติแค่ไหนผ่านภาพวาดภายในวัดครับ 

ใครคิดว่าผมจะพาไปดูภาพกากที่เป็นรูปชาวต่างชาติล่ะก็ บอกเลยว่าคิดผิดถนัด เพราะผมจะพาไปชมทวารบาลที่วัดแห่งหนึ่ง ซึ่งนำเอาชาวต่างชาติเหล่านี้มาทำหน้าที่แทนเทวดาหรือเสี้ยวกาง วัดที่ว่านี้ก็คือ ‘วัดบางขุนเทียนนอก’ ครับผม

วัดบางขุนเทียนนอก : จากหนึ่งกลายเป็นสองวัด

ถ้ายึดตามประวัติวัดบางขุนเทียนนอก เดิมวัดนี้มีชื่อว่าวัดยมโลก สร้างขึ้นสมัยอยุธยาตอนปลาย ประวัติมีเท่านี้เลยครับ 

แต่เรื่องราวที่สนุกของวัดแห่งนี้กลับเป็นประวัติในเวอร์ชันตำนาน ซึ่งเล่าว่าเศรษฐีท่านหนึ่งได้ร่วมกับน้องสาวสร้างวัดแห่งหนึ่งขึ้นมา เมื่อสร้างเสร็จเศรษฐีคนพี่ไปขอจองกฐินวัดเพียงคนเดียวโดยไม่บอกน้องสาว พอน้องสาวรู้เข้าก็ไม่พอใจ ต่อมาพี่ชายให้คนมายืมเครื่องใช้สำหรับจัดเตรียมงานบุญ ปรากฏว่าน้องยังไม่พอใจพี่ชายอยู่เลยไม่ยอมให้ แถมน้องสาวยังสั่งให้คนไปขุดคูน้ำมาคั่นกลางวัดที่ร่วมกันสร้าง จากหนึ่งวัดจึงกลายเป็นสองวัดไปในทันที โดยวัดของคนพี่คือวัดบางขุนเทียนนอก ส่วนวัดของน้องสาวคือวัดบางขุนเทียนกลาง

วัดบางขุนเทียนนอก วัดที่มีทวารบาลเป็นชาวต่างชาติ 22 ชาติ ชาวเกาหลีในชุดฮันบกก็มี

อุโบสถครั้งกรุงเก่าที่ผ่านมือช่างครั้ง ร.3

อาคารหลักของวัดบางขุนเทียนนอก คือ อุโบสถซึ่งปัจจุบันตั้งอยู่ต่ำกว่าระดับพื้นปัจจุบันลงไปเยอะพอสมควร เป็นอาคารขนาดเล็ก มีหน้าบันเป็นงานปูนปั้นลายดอกไม้และชามกระเบื้อง ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของงานแบบพระราชนิยมในสมัยรัชกาลที่ 3 แถมซุ้มประตูและหน้าต่างยังเป็นลายดอกไม้ใบเทศแบบที่นิยมในสมัยรัชกาลที่ 3 แต่ถ้าจะบอกว่าอาคารหลังนี้สร้างขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว คุณคิดผิดครับ จะเห็นว่าด้านหน้าและด้านหลังมีชายคา (หรือที่บางคนจะเรียกว่าจั่นหับ) ยื่นออกมา สิ่งนี้ไม่พบในสมัยรัชกาลที่ 3 แต่พบได้ในสมัยอยุธยาตอนปลาย สอดคล้องกับประวัติวัดที่บอกว่าสร้างขึ้นตั้งแต่สมัยอยุธยาตอนปลาย

ที่สำคัญ พอเข้าไปด้านในอุโบสถ พระประธานชื่อ ‘พระพุทธยมโลก’ ตามชื่อเดิมของวัด ประดิษฐานร่วมกับพระพุทธรูปอีกหลายองค์เป็นหมู่อยู่บนฐานชุกชีเดียวกัน แม้จะมีทั้งพระสมัยอยุธยาและพระสมัยรัชกาลที่ 3 ปะปนกันอยู่ แต่ลักษณะการประดิษฐานเช่นนี้ เป็นสิ่งที่พบได้ทั่วไปในสมัยอยุธยาตอนปลายเช่นกัน เพราะในสมัยรัตนโกสินทร์นั้นนิยมประดิษฐานพระประธานองค์เดียวเป็นประธานมากกว่า

วัดบางขุนเทียนนอก วัดที่มีทวารบาลเป็นชาวต่างชาติ 22 ชาติ ชาวเกาหลีในชุดฮันบกก็มี

การปะปนกันของงานศิลปะจากต่างยุคไม่ได้มีแค่กับอุโบสถและพระพุทธรูปเท่านั้น จิตรกรรมฝาผนังก็เช่นกัน เพราะจิตรกรรมฝาผนังที่ผนังสกัดหน้าและสกัดหลัง เป็นงานที่น่าจะวาดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 3 เล่าเรื่องพุทธประวัติตอนสำคัญ เช่น เจ้าชายสิทธัตถะตัดพระเมาลี หรือ มารผจญ ส่วนผนังด้านข้างแม้จะเขียนพุทธประวัติเหมือนกัน เช่น นาคปรก แต่ก็ยังมีเรื่องอื่นอย่าง อสุภกรรมฐานหรือการทำกรรมฐานด้วยการเพ่งไปยังซากศพอยู่ด้วย ดูปนกันแบบงง ๆ แถมฝีมือยังดูดรอปกว่าผนังสกัดทั้งสองด้านพอสมควร ทำให้พอจะสันนิษฐานว่า ภาพที่ผนังด้านข้างน่าจะวาดขึ้นทีหลังโดยไม่อ้างอิงกับของเดิม

วัดบางขุนเทียนนอก วัดที่มีทวารบาลเป็นชาวต่างชาติ 22 ชาติ ชาวเกาหลีในชุดฮันบกก็มี
วัดบางขุนเทียนนอก วัดที่มีทวารบาลเป็นชาวต่างชาติ 22 ชาติ ชาวเกาหลีในชุดฮันบกก็มี

สิบสองภาษาที่มากกว่าสิบสอง

ก่อนจะไปพูดถึงภาพชาวต่างชาติที่วัดบางขุนเทียนนอก ผมต้องขอแนะนำให้ทุกท่านรู้จักกับ ‘โคลงภาพคนต่างภาษา’ หรือ ‘โคลงภาพสิบสองภาษา’ ก่อน โคลงภาพคนต่างภาษานี้เป็นหนึ่งในจารึกที่วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม หรือ วัดโพธิ์ ท่าเตียน ซึ่งเขียนขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 

โคลงภาพคนต่างภาษานี้มีทั้งสิ้น 64 บท บรรยายเอกลักษณ์ของชาวต่างชาติต่างภาษาจำนวน 32 ชาติ ซึ่งมีทั้งประเทศตัวเอง ประเทศเพื่อนบ้าน ประเทศฝั่งตะวันออกและประเทศฝั่งตะวันตก มีคำอธิบายเกี่ยวกับลักษณะการแต่งกาย รูปร่างหน้าตา ความรู้ความสามารถ ความเชื่อ ที่อยู่อาศัย สภาพอากาศ รวมถึงลักษณะพิเศษของขนบธรรมเนียมประเพณีบางอย่าง ตามความรู้ความเข้าใจของคนในสมัยนั้น อย่างเช่นโคลงเกี่ยวกับชาวมอญ ว่า

“นี้ภาพเตลงเขตรแคว้น หงสา วดีเฮย

คือเหล่ารามัญฉมัง หมู่นี้

ไว้หวังเพื่อประชา ชมเล่น

เผื่อไว้ภายหน้าลี้ ลับหาย ฯ

นุ่งผ้าตราริ้วเช่น ชาวอัง วะเฮย

พันโพกเกล้าแต่งกาย ใส่เสื้อ

มอญมักสักไหล่หลัง ลงเลข ยันต์นา

พลอยทับทิ้มน้ำเนื้อ นับถือ”

อีกสักบทละกัน คราวนี้เป็นชาวต่างชาติบ้างอย่างชาวหรูชปีตะสบาก มีใครเคยได้ยินชนชาตินี้ไหมครับ ผมเชื่อว่าไม่น่าจะเคยกัน แต่ถ้าผมบอกว่าชาวเซนต์ปีเตอร์สเบอร์ก ผมเชื่อว่าทุกคนน่าจะนึกออกครับ เพราะหรูชปีตะสบากนั้นเพี้ยนมาจากคำว่า ‘หรูช’ หรือ Rus มาผสมกับคำว่า ‘ปีตะสบาก’ หรือ ปีเตอร์สเบอร์ก นั่นเอง ดังนั้น โคลงบทนี้จึงอธิบายลักษณะชาวรัสเซียซึ่งมาจากเมืองนี้ว่า

“รูปหรูชปีตะสบากด้าว แดนตวัน ตกพ่อ

คนมากเมืองเขาเคย ข่าวได้

ดลเดือนฤดูพรรษ์ ผลเห็บ ตกแฮ

เย็นเยือกลมไล้ย้อย หยาดเผลียง

ชาวเกษตรใส่เสื้อเย็บ หนังแกะ

นอนแนบอัคคีเคียง แค่มุ้ง

ลางชนเชือดหนังแพะ พันห่อ กายเฮย

สาบสอายคลุ้งฟุ้ง เฟื่องเหม็น”

โคลงภาพคนต่างภาษานี้ถือเป็นหลักฐานสำคัญที่ยืนยันว่า เหล่าบัณฑิตในสมัยรัชกาลที่ 3 มีความรู้ความเข้าใจที่มีต่อชาวต่างชาติในเวลานั้นเป็นอย่างดี และยังถือเป็นงานเขียนเชิงชาติพันธุ์วรรณาชิ้นแรก ๆ ของประเทศไทยอีกด้วย และที่วัดโพธิ์นี้ไม่ได้มีแค่โคลงภาพเท่านั้น ยังมีการบันทึกความรู้ชุดนี้เอาไว้ในรูปของจิตรกรรม โดยวาดเอาไว้บนบานหน้าต่างด้วยภาพชายชาวต่างชาติยืนเฝ้าประตูและหน้าต่างเอาไว้

อนึ่ง คำว่า ‘สิบสองภาษา’ นี้เป็นคำในสมัยก่อนที่ใช้เรียกชาวต่างชาติแบบรวม ๆ นะครับ ไม่ได้หมายความว่ามี 12 ชาตินะครับ

อนึ่งอีกที 32 ชาติที่ปรากฏในโคลงภาพต่างภาษานี้มีใครบ้าง ตามนี้เลยครับ สิงหฬ [ศรีลังกา], ไทย, กะเหรี่ยง, อาฟริกัน, ดอดชิ [ดัทช์], อิตาเลียน, ฝรั่งเศส, ยิบเซ็ดอ่าน [อียิปต์], สะระกาฉวน [ซาราเซน], ยี่ปุ่น [ญี่ปุ่น], อาหรับ หรุ่มโต้ระกี่ [ตุรกี], แขกปะถ่าน [ปาทาน มุสลิมแถบอัฟกานิสถาน-ปากีสถาน], แขกจุเหลี่ย [มุสลิมแถบอินเดียภาคใต้ – ลังกา], หรูชปีตะสบาก [รัสเซีย เซนต์ปีเตอร์สเบอร์ก], หรูช (ตาตา) [ตาตาร์ ชาวมุสลิมในไครเมีย], มอญ, กระแซ, เงี้ยว, พม่า, ฮินดู่, มลายู, พราหมณ์ฮินดู่, พราหมณ์รามเหศร์, จาม, ลาวยวน [ชาวล้านนา], หุ้ยหุย [มุสลิมในจีน], เกาหลี, ญวน , จีน, เขมร, ลิ่วขิ่ว (ริวกิว)

วัดบางขุนเทียนนอก วัดที่มีทวารบาลเป็นชาวต่างชาติ 22 ชาติ ชาวเกาหลีในชุดฮันบกก็มี
วัดบางขุนเทียนนอก วัดที่มีทวารบาลเป็นชาวต่างชาติ 22 ชาติ ชาวเกาหลีในชุดฮันบกก็มี

ชาวต่างชาติบนบานหน้าต่าง ชายหญิงควงคู่เฝ้าหน้าต่าง

กลับมาที่วัดบางขุนเทียนนอกกันอีกที ภาพวาดชาวต่างชาติที่วัดแห่งนี้อยู่ตำแหน่งเดียวกันกับที่วัดโพธิ์เลยครับ ก็คือบนบานหน้าต่างของอุโบสถ แต่ก็มีจุดหนึ่งที่แตกต่างกัน เพราะทวารบาลชาวต่างชาติที่วัดบางขุนเทียนนอกนี้เป็นการจับคู่กับระหว่างชายกับหญิง ไม่ใช่ชายกับชายแบบวัดโพธิ์ แถมบางคู่ยังเป็นคนละชาติมาจับคู่กันอีก ซึ่งที่วัดบางขุนเทียนนอกมีชาวต่างชาติอยู่ทั้งสิ้น 22 ชาติ

ลองดูคู่ที่เป็นชาติเดียวกันก่อน เริ่มกันด้วยชาติที่เราคุ้นเคยกันอย่างชาวจีน ซึ่งเป็นภาพชายไว้เปียแมนจูใส่ชุดแดง สวมหมวกใบเล็กพอดีหัว คู่กับหญิงสวมเสื้อสีแดงแขนยาวถึงข้อมือปลายแขนกว้าง บนผมมีเครื่องประดับขนาดเล็กและผ้าคล้องไหล่ ซึ่งถ้าใครดูหนังจีนย้อนยุคบ่อย ๆ น่าจะคุ้นเคยกับชุดประมาณนี้กันอยู่แล้ว ที่สำคัญ ผู้หญิงก็ยังอุ้มลูกอยู่ด้วย เหมือนแสดงภาพคู่สามีภรรยาชาวจีนเลย

วัดบางขุนเทียนนอกมีทวารบาลเป็นชาวต่างชาติ 22 ชาติ ทั้งเอเชีย ยุโรป แอฟริกา และความหมายของคำว่า ‘สิบสองภาษา’

เอาคู่สามีภรรยาอีกสักคู่แล้วกัน คู่ชาวดัตช์ซึ่งเป็นชาวตะวันตกชาติเดียวที่วัดบางขุนเทียนนอกแห่งนี้ ผู้ชายไว้ผมยาวดัดเป็นลอน สวมหมวกปีกมีขนนกปักด้านหน้า สวมเสื้อแขนยาวสีดำแขนสีแดง ปลายแขนเสื้อพับเป็นรูปคล้ายสามเหลี่ยม สวมกางเกงรัดปลายระดับเข่า ส่วนผู้หญิงผมสีแดงสวมชุดเสื้อแขนยาวสีแดง ปลายแขนเสื้อพับเป็นรูปคล้ายสามเหลี่ยมเหมือนผู้ชายและสวมกระโปรงลายตาราง ที่สำคัญ ในมืออุ้มลูกเหมือนกับคู่คนจีนเลยครับ ซึ่งลักษณะแบบนี้เทียบได้กับเครื่องแต่งกายชาวดัตช์ในช่วงเวลานั้นเช่นกัน

วัดบางขุนเทียนนอกมีทวารบาลเป็นชาวต่างชาติ 22 ชาติ ทั้งเอเชีย ยุโรป แอฟริกา และความหมายของคำว่า ‘สิบสองภาษา’

คราวนี้ลองมาดูบรรดาคู่ไม่เหมือนกันบ้าง เอาชาติที่ผมเชื่อเราน่าจะรู้จักกันยังสาวชาวเกาหลีกันก่อน แน่นอนว่ามาพร้อมกับชุดคลุมยาวปิดข้อมือ มีผ้าแถบผูกที่คอเสื้อที่เรียกว่าชุดฮันบก ส่วนอีกฝั่งหนึ่งเป็นชายชาวญวนหรือชาวเวียดนามครับ แสดงด้วยภาพชายไว้ผมเปียสวมหมวกสีแดง สวมเสื้อแขนยาวคลุมข้อมือและยาวเลยเข่าเล็กน้อย มือหนึ่งถือพัด สวมกางแกงขาวยาวถึงข้อเท้า หากดูเผิน ๆ จะดูเหมือนชาวจีน ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะวัฒนธรรมของทั้งสองชาติคล้ายกัน แต่โชคดีว่าในโคลงต่างภาษาที่วัดโพธิ์ ใส่รายละเอียดว่าชาวญวนจะแต่งกายคล้ายงิ้วและถือพัดด้ามจิ๋ว

วัดบางขุนเทียนนอกมีทวารบาลเป็นชาวต่างชาติ 22 ชาติ ทั้งเอเชีย ยุโรป แอฟริกา และความหมายของคำว่า ‘สิบสองภาษา’

ถัดมาลองดูประเทศแปลก ๆ กันบ้าง ฝ่ายหญิงคือชาวกระแซ เป็นสตรีเจาะหูสวมชุดเขียวสั้นเลยเอวไปเล็กน้อย ทับกระโปรงสั้นสีขาวลายตรง คอสวมสร้อยลูกปัด ส่วนมือข้างซ้ายถือกล้องยาสูบ ที่ขามีเด็กเกาะอยู่ ส่วนฝ่ายชายคือชาวแอฟริกัน เป็นบุรุษผิวเข้มเจาะหู นุ่งผ้าเตี่ยวผืนเดียวโดยไม่ใส่เสื้อและเหน็บเคียวไว้ที่เอว ในมือถือไม้ไผ่ปลายแหลม ซึ่งทั้งสองชาตินี้ต่างก็เป็นชนชาติที่ชาวสยามในสมัยก่อนไม่รู้จัก แถมยังไม่เคยเห็นอีกต่างหาก ภาพนี้จึงวาดขึ้นผ่านคำบอกเล่าของคนอื่น โดยชาวกระแซเป็นข้อมูลจากเชลยชาวพม่า ส่วนชาวแอฟริกันนั้นเป็นข้อมูลจากมิชชันนารีชาวตะวันตก

วัดบางขุนเทียนนอกมีทวารบาลเป็นชาวต่างชาติ 22 ชาติ ทั้งเอเชีย ยุโรป แอฟริกา และความหมายของคำว่า ‘สิบสองภาษา’

ชาวต่างชาติในวัดไทย

แม้ว่าในวัดไทยแห่งอื่น ๆ จะไม่ได้มีภาพชาวต่างชาติที่หลากหลายขนาดวัดบางขุนเทียนนอกหรือวัดโพธิ์ แต่การที่ปรากฏภาพบุคคลต่างชาติต่างภาษากับเราอยู่ภายในวัดของเรา ก็ถือเป็นเครื่องยืนยันว่าคนในสมัยก่อนไม่ได้รู้จักคนเหล่านี้แค่เพียงเขาเป็นพ่อค้า เป็นนักบวช หรือเป็นคนที่เดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรเท่านั้น แต่พวกเขาสังเกต จดจำ และบันทึกเรื่องราวของเขาเหล่านี้ ละเอียดบ้าง ไม่ละเอียดบ้าง ดังนั้น ภาพของต่างชาติเหล่านี้จึงสมจริงพอสมควร และช่วยให้เราเข้าใจหรือรับรู้ได้ว่ามีคนชาติไหนบ้างที่ผู้คนในยุคนั้นรู้จักด้วย ดังนั้นถ้า ใครสนใจศึกษาเรื่องราวของชาวต่างชาติ เราอาจไม่จำเป็นต้องไปไกลถึงประเทศเหล่านั้น แค่เดินเข้าไปในวัดไทย ก็หาความรู้เรื่องนี้ได้เหมือนกันครับ

ป.ล. ขออภัยที่ผมไม่ได้เอามาให้ดูหมดทุกคู่นะครับ ไม่งั้นเดี๋ยวจะยาวเกินไป และชาวต่างชาติบางชาติก็ยังต้องมีการศึกษากันต่อ เพื่อตีความว่าเป็นคนชาติไหนกันแน่ และขอหยิบตัวอย่างที่คิดว่าน่าจะเห็นกันชัด ๆ ชัวร์ ๆ ก่อนนะครับ

เกร็ดแถมท้าย

  1. อุโบสถวัดบางขุนเทียนนอก ปกติแล้วจะไม่ได้ล็อกประตู เดินเข้าไปชมได้เลย แต่แนะนำให้ไปแจ้งพระท่านไว้หน่อย เดี๋ยวท่านจะตกใจว่าใครแอบเข้าไปทำอะไรในอุโบสถ หรือถ้าแจ็กพอต ประตูอุโบสถล็อกไว้ให้ลองติดต่อพระที่วัดดูครับ
  2. ถ้าใครมาชมทวารบาลชาวต่างชาติที่วัดนี้แล้วไม่จุใจ ก็อย่าลืมไปที่วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามหรือวัดโพธิ์ด้วยนะครับ อยู่ที่พระวิหารทิศเหนือ (วิหารที่ประดิษฐานพระปางป่าเลไลยก์) และพระวิหารทิศตะวันตก (วิหารที่ประดิษฐานพระนาคปรก) ลองปิดประตู ปิดหน้าต่าง แล้วทัศนาภาพชาวต่างชาติแบบเดียวกับวัดบางขุนเทียนนอกได้เลยครับ อ้อ วัดโพธิ์มีชาวต่างชาติในเวอร์ชันประติมากรรมด้วยนะครับ เสียดายที่ตอนนี้เหลือแค่ไม่กี่ตัวเท่านั้น
  3. ไหน ๆ ไปวัดบางขุนเทียนนอกแล้ว ควรแวะไปชมวัดบางขุนเทียนกลางที่อยู่ใกล้กัน เป็นวัดที่สร้างขึ้นในสมัยอยุธยาตอนปลายเหมือนกัน แถมยังบูรณปฏิสังขรณ์ในสมัยรัชกาลที่ 3 เหมือนกันด้วย แล้วก็ไปชมวัดบางขุนเทียนในที่อยู่ไม่ไกลกันนักก็ดีนะครับ ที่นี่มีพระประธานปางป่าเลไลยก์ที่ไม่ค่อยพบเท่าไหร่ แถมยังมีจิตรกรรมเล่าเรื่องชาดกแปลก ๆ ที่ไม่ค่อยมีที่ไหน อย่าง จุลปทุมชาดก หรือชาดกที่ผมชอบเรียกแซวว่าเป็นบาร์บีคิวพลาซ่าชาดกด้วย

Writer & Photographer

ธนภัทร์ ลิ้มหัสนัยกุล

ต้า วัดไทย เด็กประวัติศาสตร์ศิลปะผู้ดูวัดมาแล้วกว่าพันวัดแม้จะยังไม่ครบทุกจังหวัด ชื่นชอบในความงามของศิลปะทั้งไทยและเทศรวมถึงเรื่องราวของสถานที่นั้นๆ ปัจจุบันยังคงออกเที่ยวชมวัดทุกศาสนารวมถึงวังต่างๆ อย่างต่อเนื่องพร้อมกับนำเรื่องราวมาเผยแพร่บน Facebook อยู่เป็นระยะๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load