แม้เราจะยังไม่มีครอบครัวและยังไม่มีโอกาสมีลูกเป็นของตัวเอง แต่นั่นไม่ใช่ข้ออ้างที่จะไม่เห็นถึงความงดงามของสถานที่ที่เรามีโอกาสมาแบ่งปันเรื่องราวให้ทุกคนได้ฟังในวันนี้ เอาล่ะ! จับพวงมาลัยแล้วขับรถด้วยสุนทรียะ 

ห่างเมืองกรุงเพียงอึดใจ เราก็เดินทางถึง Pumpkin Art Town เลียบริมแม่น้ำเจ้าพระยา อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี เมืองฟักทองต้อนรับเราด้วยต้นจามจุรีและต้นก้ามปูอายุคุณปู่ มีพื้นที่สีเขียวละมุนตากว้างกว่า 3 ไร่ครึ่ง แถมเสียงหัวเราะของเด็กๆ และรอยยิ้มของทุกคนในครอบครัวที่มองเจ้าตัวจิ๋วด้วยความใส่ใจจนเราเผลอยิ้มออกมา

“ช่วงเวลาที่ลูกอยากอยู่กับเรานั้นแสนสั้น” Pumpkin Art Town จึงสอนใช้สีสันสานสัมพันธ์ครอบครัว

สำหรับเรา การมีอยู่ของ Pumpkin Art Town นั้นสวยงามพร่างพราย

สถานที่ตรงหน้าไม่ใช่แค่โรงเรียนศิลปะ ร้านอาหาร คาเฟ่ หรือโรงแรมที่ตั้งอยู่บนพื้นที่เก่าแก่ของครอบครัว 

เมืองฟักทองหลังนี้เป็นพื้นที่ที่ หยี-ตติยา บุญศรี และ ณัฐการ บุญศรี สร้างขึ้นร่วมกับกลุ่มคนที่พวกเขาให้ความสำคัญมากที่สุดในชีวิต… ลูกทั้งสองคนและครอบครัว ผู้เป็นแรงผลักดัน แรงบันดาลใจ ดีไซเนอร์ โปรเจกต์เมเนเจอร์และอีกหลายตำแหน่ง ด้วยความหวังและตั้งใจมอบพื้นที่แห่งโอกาสของทุกคนในครอบครัว

โอกาสที่ทุกคนในครอบครัวจะใช้เวลาที่น่าจดจำร่วมกัน 

“ช่วงเวลาที่ลูกอยากอยู่กับเรานั้นแสนสั้น” Pumpkin Art Town จึงสอนใช้สีสันสานสัมพันธ์ครอบครัว

เพราะความภาคภูมิใจในตัวเองนั้นสำคัญ

“เรามองว่าฟักทองเป็นพืชที่มีความหลากหลาย บางพันธุ์ก็กลม สีส้ม บางพันธุ์ก็ยาว สีเหลือง สีขาว สีเขียว แค่พืชชนิดเดียวยังมีความสร้างสรรค์อยู่ในตัว Pumpkin Art Town เลยเป็นเมืองฟักทองที่ทุกคนมาใช้จินตนาการด้วยกัน”

ตติยาเล่าที่มาของชื่อแสนน่ารักและแนวคิดเมืองฟักทองสีสันสดใสที่กลายเป็นอาณาจักรศิลปะ 

Pumpkin Art Town มีเวิร์กช็อปศิลปะให้ลูกค้าตัวเล็กได้บริหารจินตนาการ ทุกกิจกรรมล้วนแล้วแต่ออกแบบมาอย่างเข้าใจ โดยเหล่าคุณครู Art Director ผู้เชี่ยวชาญด้านศิลปะและพัฒนาการเด็กโดยตรง 

“ช่วงเวลาที่ลูกอยากอยู่กับเรานั้นแสนสั้น” Pumpkin Art Town จึงสอนใช้สีสันสานสัมพันธ์ครอบครัว

“กิจกรรมศิลปะของที่นี่มีสามห้องหลัก” หยีอธิบาย “หนึ่งคือห้องเด็กเล็กสองถึงสี่ขวบ เน้นการระบายสีชิ้นงานขนาดใหญ่ เพราะกล้ามเนื้อมือเด็กเล็กยังทำงานละเอียดไม่ได้ ซึ่งห้องนี้เราให้พ่อหรือแม่เข้าไปทำกิจกรรมด้วย เพื่อสร้างความอุ่นใจให้เด็ก แต่ถ้าโตกว่าสี่ขวบขึ้นมาหน่อย เข้าโรงเรียนแล้ว เขาพอจะอยู่คนเดียวได้ จะเป็นคลาสที่เด็กทำเองได้โดยอยู่ในห้องกับครู มีให้เลือกทั้งเพ้นท์เสื้อยืด กระเป๋า เด็กๆ เอาไปใช้ในชีวิตจริงและเป็นของที่ระลึกได้ด้วย

“ห้องถัดมาเป็นห้องปั้นดินน้ำมัน มีสองมิติ สามมิติ เด็กจะใช้นิ้วมือในการทำงานทุกส่วน อีกห้องเป็นห้องเด็กโต ห้าถึงเจ็ดขวบขึ้นไป เป็นงานผ้ามัดย้อม งานทอ งานปัก ให้เด็กใช้จินตนาการอยู่กับงานประดิษฐ์ที่มีรายละเอียดมากขึ้น”

“ช่วงเวลาที่ลูกอยากอยู่กับเรานั้นแสนสั้น” Pumpkin Art Town จึงสอนใช้สีสันสานสัมพันธ์ครอบครัว
“ช่วงเวลาที่ลูกอยากอยู่กับเรานั้นแสนสั้น” Pumpkin Art Town จึงสอนใช้สีสันสานสัมพันธ์ครอบครัว

หยีกระซิบว่ามีคลาสสำหรับผู้ใหญ่ด้วย และเธอยังเฉลยอีกว่าคลาสมัดย้อมเป็นคลาสที่เด็กติดอกติดใจ เพราะหลังจากพยายามมัดเสื้อ ผสมและต้มสีย้อมด้วยตัวเองทุกประการแล้ว ผลลัพธ์น่าตื่นตาและคาดเดาไม่ได้ แถมเวิร์กช็อปยังเป็นการสร้างความภูมิใจ เปรียบเสมือนรางวัลล้ำค่าของเด็กๆ พ่อแม่ และตัวของหยีที่เป็นผู้สร้างกิจกรรม

“ช่วงเวลาที่ลูกอยากอยู่กับเรานั้นแสนสั้น” Pumpkin Art Town จึงสอนใช้สีสันสานสัมพันธ์ครอบครัว

“เวิร์กช็อปใช้เวลาประมาณหกสิบนาที เป็นหกสิบนาทีที่เด็กได้อยู่ห่างจากโทรศัพท์หรือไอแพด เขาได้โฟกัส แล้วเราก็เห็นว่างานที่เขาทำจบออกมาเป็นความภาคภูมิใจของเขา เขาอยากโชว์ชิ้นงานนั้นให้พ่อแม่ดู เขาจะวิ่งออกมาแบบตื่นเต้นมาก แล้วพูดว่า โห! คุณพ่อคุณแม่ ดูนี่สิ แค่หกสิบนาที ก็ทำให้เขารู้สึกมั่นใจในตัวเองได้ เพราะเขาทำงานศิลปะสำเร็จออกมาเป็นชิ้น แล้วเมื่อไหร่ที่พ่อแม่ภูมิใจในความภูมิใจของลูกอีกที รอยยิ้มของเด็กก็จะยิ่งกว้างขึ้นไปอีก

“เราที่มองอยู่ข้างนอกได้เห็นแบบนั้น ก็รู้สึกว่าเรามาถูกทางแล้วค่ะ” หยีเล่าหน้าเปื้อนยิ้ม

เพราะช่วงเวลาที่ลูกอยากอยู่กับเรานั้นแสนสั้น

“ช่วงเวลาที่ลูกอยากอยู่กับเรานั้นแสนสั้น” Pumpkin Art Town จึงสอนใช้สีสันสานสัมพันธ์ครอบครัว

อันที่จริงพันธกิจหลักของ Pumpkin Art Town นั้นชัดเจนและเรียบง่าย นั่นคือการเปิดโอกาสให้พ่อแม่ ปู่ย่าได้สานสัมพันธ์กับลูกหลานในวันที่ช่วงวัยยังเอื้ออำนวย ผ่านการทำกิจกรรมสร้างงานศิลปะหรือใช้เวลาร่วมกัน

“โปรเจกต์นี้เริ่มขึ้นมาเพราะเรารู้สึกว่าตัวเองเริ่มว่าง หลังจากลูกทั้งสองคนโตได้ระดับหนึ่งและย้ายไปอยู่โรงเรียนเดียวกัน เราก็อยากกลับไปทำงาน แต่สามีบอกว่ารอก่อน เขากลัวจะไม่มีเวลาให้ลูก” หยีเล่าติดตลก “ครอบครัวเราไม่ค่อยเที่ยวห้าง แต่จะเที่ยวต่างจังหวัดเป็นการพักผ่อน เราอยากแบ่งปันความสุขจากไลฟ์สไตล์แบบนี้ให้ครอบครัวอื่น

“ช่วงเวลาที่ลูกอยากอยู่กับเรานั้นแสนสั้น” Pumpkin Art Town จึงสอนใช้สีสันสานสัมพันธ์ครอบครัว

“นอกจาก Pumpkin Art Town เป็นพื้นที่ให้ครอบครัวของลูกค้ามาใช้เวลาร่วมกับลูก ยังเป็นโปรเจกต์ที่เราได้ทำงานและใช้เวลากับครอบครัว จริงๆ มีช่วงเวลาไม่นานเลยที่เด็กจะอยากไปไหนมาไหนกับครอบครัว ลูกอยากอยู่กับพ่อแม่ในช่วงที่เขาเล็กมาก พอห้าขวบ เขาจะมีเพื่อนและไม่ค่อยสนใจแม่ สักสิบขวบ เพื่อนก็นำพ่อแม่แล้ว

“สิบปีแรกของลูกมีค่าและเป็นเวลาทองที่เราจะเก็บเกี่ยวความสุข ความผูกพันกับลูกเอาไว้ ซึ่งเป็นแนวคิดหลักของ Pumpkin Art Town เลย เราอยากสร้างความอบอุ่นและความสัมพันธ์ในครอบครัวให้ได้มากที่สุด”

“ช่วงเวลาที่ลูกอยากอยู่กับเรานั้นแสนสั้น” Pumpkin Art Town จึงสอนใช้สีสันสานสัมพันธ์ครอบครัว
“ช่วงเวลาที่ลูกอยากอยู่กับเรานั้นแสนสั้น” Pumpkin Art Town จึงสอนใช้สีสันสานสัมพันธ์ครอบครัว

นั่นคือสาเหตุที่เมืองฟักทองแห่งนี้ไม่ได้มีแค่เวิร์กช็อปศิลปะ แต่ด้วยความความเข้าใจไลฟ์สไตล์และการให้คุณค่ากับความเป็นครอบครัว ทำให้พื้นที่แห่งนี้เต็มไปด้วยข้ออ้างที่เหมาะให้คนต่างวัยได้ใช้เวลาบนพื้นที่เดียวกัน ไหนจะอาหารไทย-นานาชาติ ซึ่งเสิร์ฟด้วยสูตรเดียวกับที่ทำทานในบ้าน ร้านกาแฟบรรยากาศสบายที่ผู้ใหญ่มานั่งมองประกายแดดสะท้อนน้ำระหว่างเด็กๆ สนุกกับกิจกรรมและสนามเด็กเล่น รวมถึงบ้านพัก 11 หลังที่ผู้มาเยือนทิ้งชีวิตคนเมืองไว้ชั่วคราว

“ไม่ได้มีแค่พ่อแม่เท่านั้นที่เข้ามาเวิร์กช็อปกับเด็ก ปู่ย่าตายายเองก็เข้ามานั่งทำกิจกรรมกับหลานได้เหมือนกัน แม้ต่างคนจะต่างนั่งทำงานของตัวเอง แต่นั่นคือการได้ใช้เวลาร่วมกันไม่ใช่หรือคะ” เธอตอบพร้อมทิ้งท้ายน่าคิด

เราเห็นด้วยกับประโยคสุดท้ายของหยีทุกประการ 

เพราะเวลาที่เรามีร่วมกันในช่วงชีวิตหนึ่งนั้นแสนสั้น เราจะเลือกใช้มันไปกับอะไรและกับใคร จึงสำคัญ

“ช่วงเวลาที่ลูกอยากอยู่กับเรานั้นแสนสั้น” Pumpkin Art Town จึงสอนใช้สีสันสานสัมพันธ์ครอบครัว
“ช่วงเวลาที่ลูกอยากอยู่กับเรานั้นแสนสั้น” Pumpkin Art Town จึงสอนใช้สีสันสานสัมพันธ์ครอบครัว

เพราะสิ่งที่พ่อแม่ทำให้เห็นคือพื้นฐานของสิ่งที่ลูกเป็น

การใช้เวลาปลุกปั้น Pumpkin Art Town ดูจะเป็นทางเลือกที่คุ้มค่าเหลือเกิน เพราะสิ่งที่หยีได้รับไม่ใช่แค่ดอกผลของฟักทองเท่านั้น คุณแม่คนนี้มองว่า ที่นี่เปิดมุมมองให้ลูกทั้งสองได้เห็นสิ่งที่พ่อแม่ให้คุณค่า

“ตอนเรายังทำงาน เวลาจะหายไปเลยทั้งวัน ได้มาเจอลูกก็ตอนเขาจะนอนแล้ว แต่พอเรามาทำโปรเจกต์นี้ เวลานั่งทำ Presentation หา Reference ลูกก็มานั่งดูว่าแม่ทำอะไร เราก็เล่าให้เขาฟัง เขาเลยได้ซึมซับและรู้มาแต่แรกเลยว่าเราจะสร้างพื้นที่นี้ขึ้นมาเป็นแบบไหน เขาเรียนรู้มากับเราทั้งหมดทีละสเต็ป” แววตาของหยีเป็นประกาย “ลูกเป็นผู้ช่วยและผู้ทดลอง คอยแนะนำว่าเด็กชอบหรือไม่ชอบอะไร เวลาเราคิดกิจกรรมอะไรออกมาเราก็ลองกับเขาก่อน พอเปิดตัว ลูกสาวก็มาช่วยครูศิลปะเตรียมของบ้าง มาช่วยสอนบ้าง ส่วนลูกชายก็ช่วยชิมอาหารเครื่องดื่ม” คุณแม่เล่าด้วยรอยยิ้ม

“ช่วงเวลาที่ลูกอยากอยู่กับเรานั้นแสนสั้น” Pumpkin Art Town จึงสอนใช้สีสันสานสัมพันธ์ครอบครัว

“ตอนแรกเราไม่รู้หรอกว่าเขาชอบหรือไม่ชอบ แต่เราอ่านงานที่เขาเขียนส่งครูที่โรงเรียนเกี่ยวกับ Pumpkin Art Town ว่าเป็นโปรเจกต์ของครอบครัว เขามีส่วนร่วมทำอะไรกับแม่บ้าง มันมีความหมายสำหรับเขามากกว่าที่เราคิด แล้วมันก็มีความหมายสำหรับเราด้วย เขาภูมิใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น ที่นี่เลยเป็นสถานที่ที่สอนทั้งเราและลูก”

แถมท้าย เมืองฟักทองยังเป็นที่ที่สอนงานให้กับผู้คนบ้านใกล้เรือนเคียง

“ทีมงานและพนักงานเป็นคนท้องถิ่น ทีมครัว ทีมบริการ เสิร์ฟ บาริสต้า เป็นคนในพื้นที่หมดเลย เราสนับสนุนการสร้างและฝึกอาชีพ เด็กๆ ที่เป็นลูกหลานของพวกเขาก็มาเป็นพนักงานพาร์ตไทม์ด้วย เป็นอีกหนึ่งความอบอุ่น 

“พนักงานเราก็เป็นครอบครัวด้วยเหมือนกัน ตอนนี้เราเลยมีครอบครัวที่ใหญ่ขึ้น”

ฟังแบบนี้แล้ว เราปฏิเสธไม่ได้ว่าสิ่งที่พ่อแม่ทำให้เห็นกลายเป็นบันไดให้ลูก และน่ายินดีเหลือเกินที่ลูกของเธอมีโอกาสเรียนรู้จากเมล็ดฟักทองเล็กๆ กลายเป็นเมืองฟักทองใหญ่ๆ ซึ่งแผ่ความอบอุ่นถึงพนักงานและคนในชุมชน

“Pumpkin Art Town เป็นสถานที่เล็กๆ แต่เป็นความเล็กที่สำคัญสำหรับภาวะสังคมในยุคนี้” หยีเสริม

“ช่วงเวลาที่ลูกอยากอยู่กับเรานั้นแสนสั้น” Pumpkin Art Town จึงสอนใช้สีสันสานสัมพันธ์ครอบครัว
“ช่วงเวลาที่ลูกอยากอยู่กับเรานั้นแสนสั้น” Pumpkin Art Town จึงสอนใช้สีสันสานสัมพันธ์ครอบครัว

 “หากครอบครัวไม่มีเวลาให้กันเลย ย่อมนำไปสู่ปัญหาสังคมมากมาย ตอนนี้เด็กเรียนพิเศษเยอะมาก จันทร์ถึงศุกร์หลังเลิกเรียนก็ต้องกวดวิชา เสาร์อาทิตย์ก็ยังต้องเรียน ความเครียดสะสมสำหรับเด็กมีเยอะอยู่แล้ว และบางทีเขาอาจไม่รู้ตัว เราเลยอยากเป็นพื้นที่ให้คนมาพักผ่อนหย่อนใจ ชาร์จแบตเตอรี่ของตัวเอง เพื่อกลับไปใช้ชีวิตได้อีกครั้ง 

“อนาคตของ Pumpkin Art Town เราจะมุ่งมั่นกับการเป็นสถานที่ที่รักษาธรรมชาติและงานศิลปะ”

ก่อนจะมุดลอดรั้วเถาฟักทองออกจากแดนวิเศษแห่งนี้ หยีฝากให้เรามาบอกกับครอบครัวที่ยังไม่เคยสัมผัสพลังงานของศิลปะด้วยว่า ทั้งหมดที่ทุกคนต้องทำก็แค่เปิดใจและยอมใช้เวลากับมัน งานศิลปะที่เราตั้งใจทำจะออกดอกออกผลงดงามให้ชื่นใจ ในแบบที่ไม่เหมือนใครแน่นอน

หากไม่รู้จะเริ่มจากที่ไหน เมืองฟักทองยินดีต้อนรับเสมอ

“ช่วงเวลาที่ลูกอยากอยู่กับเรานั้นแสนสั้น” Pumpkin Art Town จึงสอนใช้สีสันสานสัมพันธ์ครอบครัว
“ช่วงเวลาที่ลูกอยากอยู่กับเรานั้นแสนสั้น” Pumpkin Art Town จึงสอนใช้สีสันสานสัมพันธ์ครอบครัว

Pumpkin Art Town

ที่อยู่ : 11 หมู่ 1 ซอยกระแชง 5 ตำบลกระแชง อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี 12160 (แผนที่)

เปิดบริการวันพุธ-วันอาทิตย์ เวลา 09.00-20.00 น.

เว็บไซต์ : www.pumpkin-art-town.com

Facebook : Pumpkin Art Town

Writer

เกวลิน ศักดิ์สยามกุล

นักออกแบบ-สื่อสารเพื่อความยั่งยืน ที่อยากเล่าเรื่องสิ่งแวดล้อมผ่านชีวิต บทสนทนา และแบรนด์ยาสีฟันเม็ดเล็กๆ ของตัวเอง

Photographer

ณัฐสุชา เลิศวัฒนนนท์

เรียนวารสาร เที่ยวไปถ่ายรูปไปคืองานอดิเรก และหลงใหลช่วงเวลา Magic Hour ของทุกๆวัน

Share Location

รวมสถานที่สวยและดีที่อยากชวนคุณแวะเวียนไปช่วงวันหยุด

อยู่เมืองไทย ใครเลยจะไม่เคยเห็นครุฑ

สัตว์ใหญ่ในตำนาน อมนุษย์ครึ่งคนครึ่งนก พาหนะของพระนารายณ์ผู้ทรงเป็นหนึ่งในสามมหาเทพในศาสนาพราหมณ์-ฮินดู สัญลักษณ์แทนองค์พระมหากษัตริย์

คติความเชื่อที่ไล่เรียงมาข้างต้น ล้วนเป็นคำตอบว่าทำไมครุฑจึงมีความศักดิ์สิทธิ์และสำคัญยิ่งในสังคมไทย แม้ว่าเราทุกคนจะไม่เคยเห็นครุฑองค์เป็น ๆ แต่ศิลปะรูปครุฑกลับปรากฏอยู่ทั่วทุกแห่งหน ทั้งในจิตรกรรมฝาผนัง วัตถุมงคล ผืนธง ตราแผ่นดิน ไปจนกระทั่งประติมากรรมหน้าห้างร้านหรือธนาคารต่าง ๆ ที่เด็กทุกคนน่าจะเคยถูกผู้ใหญ่ชี้ชวนให้ดูกันทั้งนั้น

พิพิธภัณฑ์ครุฑ มิวเซียมเดียวในอาเซียนที่สร้างขึ้นเพื่อเล่าเรื่องครุฑโดยเฉพาะ

แต่จะมีสถานที่ใดในไทย (และในโลก) ที่มีครุฑให้เห็นมากเท่าที่นี่ไหม

ทดคำถามนี้ไว้ในใจ แล้วให้ตัวอักษรพาทุกท่านเยี่ยมยลพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ไปพร้อม ๆ กัน

ครุฑหน้าธนาคาร

หลายคนอาจไม่เคยทราบมาก่อนว่า ตราครุฑที่ติดอยู่หน้าธนาคารเรียกว่า ‘ตราตั้งห้าง’ หรือ ‘ตราตั้ง’ เป็นรูปครุฑพ่าห์หรือครุฑซึ่งเป็นพาหนะ ตราครุฑพ่าห์ (พระครุฑพ่าห์) ถูกใช้ในส่วนราชการมาช้านาน ก่อนจะมีการออกแบบตราครุฑพ่าห์สำหรับใช้เป็นตราตั้งห้างของภาคเอกชนให้มีลักษณะต่างกันเล็กน้อย ธุรกิจเอกชนสามารถขอตราตั้งห้างประดับอาคารที่ทำการได้ ด้วยการขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตจากสำนักพระราชวัง ซึ่งมีเงื่อนไขว่ากิจการนั้นจะต้องปลอดหนี้สิน ทำธุรกิจด้วยความสุจริต และทำคุณประโยชน์ต่อชาติบ้านเมือง เป็นต้น

ธนาคารเอกชนมากมายได้รับพระบรมราชานุญาตให้ใช้ติดตั้งตราครุฑ หลายแห่งยังดำเนินกิจการอยู่ ขณะที่บางแห่งก็สิ้นชื่อไปจากสารบบนานแล้ว ตัวอย่างเช่น ‘ธนาคารนครหลวงไทย’ ซึ่งควบรวมกิจการกับธนาคารธนชาตไปเมื่อ พ.ศ. 2554

พิพิธภัณฑ์ครุฑ มิวเซียมเดียวในอาเซียนที่สร้างขึ้นเพื่อเล่าเรื่องครุฑโดยเฉพาะ

เนื่องจากนครหลวงไทยเป็นธนาคารเก่าแก่ ก่อตั้งในสมัยรัชกาลที่ 8 ประกอบธุรกิจการเงินนานกว่า 70 ปี ในวันที่ยุบรวมกับธนชาต ย่อมเป็นธรรมดาที่ธนาคารนี้จะได้รับพระราชทานครุฑ แต่เมื่อกิจการถูกโอนสู่มือเจ้าของใหม่อย่างธนาคารธนชาต องค์ครุฑที่เคยกางปีกเป็นสง่าอยู่หน้าสาขาธนาคารนครหลวงไทยทั่วประเทศจำต้องถอดลงตามกฎหมาย แต่แทนที่จะเก็บครุฑทั้งหมดไว้ให้เปล่าดาย ผู้บริหารธนาคารกลับเล็งเห็นคุณค่าของตราครุฑพระราชทานเหล่านี้

จึงเป็นจุดเริ่มต้นของ ‘พิพิธภัณฑ์ครุฑ’ ที่รวบรวมองค์ครุฑจากธนาคารนครหลวงไทยสาขาต่าง ๆ มาจัดแสดงไว้ที่บางปู

ในระยะแรก พิพิธภัณฑ์ครุฑสงวนไว้ให้เข้าชมได้เฉพาะผู้ติดต่อเข้ามาเป็นกรณีพิเศษ เช่น คณะนักเรียนที่เข้ามาทัศนศึกษา กระทั่งธนาคารธนชาตได้ควบรวมกิจการกับธนาคารทหารไทยใน พ.ศ. 2564 และเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น ธนาคารทหารไทยธนชาต (ทีทีบี) ที่นี่จึงเปิดสู่สาธารณชนเต็มรูปแบบเป็นครั้งแรก

พิพิธภัณฑ์ครุฑ มิวเซียมเดียวในอาเซียนที่สร้างขึ้นเพื่อเล่าเรื่องครุฑโดยเฉพาะ

“พิพิธภัณฑ์ครุฑแห่งนี้ ถือเป็นหนึ่งในกิจกรรมสังคมเพื่อความยั่งยืนของทีทีบี ที่เราได้วางแนวทางการทำกิจกรรมเพื่อสังคมในหลากหลายมิติ ทั้งด้านเยาวชน ชุมชน และการจุดประกายความเป็นไทย ซึ่งองค์ครุฑอยู่คู่กับสังคมไทยมายาวนาน เป็นสัญลักษณ์แห่งความกตัญญู ความซื่อสัตย์ และความดีงาม ซึ่งไม่ว่าโลกจะทันสมัยไปอีกสักแค่ไหน แต่ 3 สิ่งนี้ยังเป็นสิ่งที่มีคุณค่าที่เราควรรักษา”

คุณกาญจนา โรจวทัญญู ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการตลาดและประสบการณ์ ธนาคารทหารไทยธนชาต จำกัด (มหาชน) ได้กล่าวกับพวกเราชาว The Cloud ไว้

“พิพิธภัณฑ์ครุฑแห่งนี้เป็นพิพิธภัณฑ์ที่มีความเฉพาะตัว ด้วยเรื่องราวของพญาครุฑ การอนุรักษ์และจัดแสดงครุฑพระราชทานกว่า 150 องค์ รวมถึงการถ่ายทอดเรื่องราวที่เป็นมรดกทางวัฒนธรรมไทยที่จะส่งผ่านถึงคนรุ่นหลังให้ตระหนักถึงคุณค่าขององค์ครุฑ ในรูปแบบการจัดแสดงที่ทันสมัยทั้งแอนิเมชันและมัลติมีเดียที่เหมาะกับผู้ชมทุกวัย เป็นอีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวสำหรับทุกคนในครอบครัว ซึ่งการเปิดให้ชมสำหรับบุคคลทั่วไปครั้งนี้ ถือเป็นครั้งแรกในรอบ 11 ปี จึงนับเป็นโอกาสดีที่พิพิธภัณฑ์ครุฑแห่งนี้จะเป็นอีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวทางศิลปวัฒนธรรมที่คนไทยทุกคนจะได้ร่วมภาคภูมิใจ”

ครุฑองค์ใหญ่

พิพิธภัณฑ์ครุฑ มิวเซียมเดียวในอาเซียนที่สร้างขึ้นเพื่อเล่าเรื่องครุฑโดยเฉพาะ

สิ่งแรกที่ทุกคนจะได้เห็นเมื่อมุ่งหน้ามาถึงพิพิธภัณฑ์ครุฑในนิคมอุตสาหกรรมบางปู ซอย 9A ก็คือประติมากรรมรูปครุฑองค์ใหญ่สูงกว่า 4 เมตร สยายปีกต้อนรับผู้มาเยือนอยู่เหนือป้ายชื่อพิพิธภัณฑ์ สีสันที่ลอกเลือนตามกาลเวลาบอกให้รู้ว่าครุฑองค์ใหญ่นี้มีอายุไม่ต่ำกว่าครึ่งศตวรรษ

ครุฑองค์นี้ได้รับการอัญเชิญมาจากหน้าสำนักงานใหญ่ของอดีตธนาคารนครหลวงไทยบนถนนเพชรบุรี ไม่นานหลังเกิดการรวมกิจการเมื่อ พ.ศ. 2554 พร้อมกับเสียงร่ำลือมากมายเกี่ยวกับความศักดิ์สิทธิ์ของพญาครุฑองค์นี้ จึงเกิดเป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่เจ้าหน้าที่จะเชื้อเชิญให้ทุกคนที่มาเยี่ยมเยือนได้จุดธูปสักการะครุฑองค์ใหญ่ก่อนเข้าชมพิพิธภัณฑ์ 

ตึกทรงครุฑ

พิพิธภัณฑ์ครุฑ มิวเซียมเดียวในอาเซียนที่สร้างขึ้นเพื่อเล่าเรื่องครุฑโดยเฉพาะ

พิพิธภัณฑ์ครุฑแห่งนี้อยู่ในอาคารหลังเดียวกับศูนย์ฝึกอบรมธนาคารธนชาต บางปู

ตอนที่ถอดครุฑลงจากธนาคารนครหลวงไทยแต่ละสาขา องค์ครุฑพระราชทานเหล่านั้นก็ได้รับการอัญเชิญมาไว้ศูนย์ฝึกอบรม ซึ่งเป็นเรื่องบังเอิญมากที่อาคารนี้มีปีกยื่นออกไปสองข้าง แผนผังคล้ายกับพญาครุฑในอิริยาบถกางปีกอันคุ้นตา หากมองมาจากมุมสูง

สถานที่นี้จึงเหมาะสมเป็นอย่างยิ่งที่จะใช้ประดิษฐานองค์ครุฑซึ่งอัญเชิญมาจากทั่วสารทิศ โดยพื้นที่ที่ใช้เป็นพิพิธภัณฑ์คืออาคารกลางและปีกขวาบางส่วน

ภายในพิพิธภัณฑ์มี 2 ชั้น แบ่งพื้นที่จัดแสดงออกเป็น 6 ส่วน มีเจ้าหน้าที่พาชมและคอยให้ความรู้เป็นรอบ ๆ เพื่อให้ผู้เข้าชมทุกชีวิตก้าวสู่โลกของพญาครุฑไปพร้อม ๆ กัน

โถงต้อนรับ

ประตูบานเลื่อนอัตโนมัติสองบานตั้งขนาบกลางป้ายประกาศสรรพคุณของที่นี่ว่า ‘พิพิธภัณฑ์ครุฑแห่งแรกและแห่งเดียวในอาเซียน’ เพราะแม้ว่าเรื่องเล่าความเชื่อเกี่ยวกับพญาปักษีจะมีอยู่ทั่วอุษาคเนย์ แต่ก็ไม่มีพิพิธภัณฑ์ใดในภูมิภาคนี้ที่มีครุฑเป็นธีมหลัก นอกจากที่นี่

พิพิธภัณฑ์ครุฑ มิวเซียมเดียวในอาเซียนที่สร้างขึ้นเพื่อเล่าเรื่องครุฑโดยเฉพาะ

เมื่อเราย่างเท้าผ่านประตูบานนี้ไป สายตาก็จะเผชิญกับผนังทรงโค้งวาดลวดลายธรรมชาติของป่าหิมพานต์ ความเจ๋งของฝาผนังนี้อยู่ที่ QR Code ซึ่งสแกนเพื่อใช้ฟิลเตอร์ใหม่ในอินสตาแกรมสตอรี่ได้ หากนำกล้องมือถือไปส่องกับผนัง ก็จะพบภาพกราฟิก AR (Augmented Reality) เล่าขานศึกสายเลือดระหว่างครุฑกับนาคโดยมีป่าหิมพานต์เป็นพื้นหลัง

พิพิธภัณฑ์ครุฑ มิวเซียมเดียวในอาเซียนที่สร้างขึ้นเพื่อเล่าเรื่องครุฑโดยเฉพาะ
พิพิธภัณฑ์ครุฑ มิวเซียมเดียวในอาเซียนที่สร้างขึ้นเพื่อเล่าเรื่องครุฑโดยเฉพาะ

ส่วนจัดแสดงนี้ยังมีห้องฉายภาพยนตร์สั้นที่จะพาผู้ชมไปรู้จักประวัติพิพิธภัณฑ์ และเรื่องราวเบื้องต้นของพญาครุฑ เริ่มตั้งแต่จุดกำเนิด ข้อแตกต่างระหว่างครุฑในศาสนาฮินดูกับพุทธ ธรรมชาติของครุฑ ฯลฯ เพื่อปูทางความรู้เรื่องครุฑก่อนไปชมส่วนจัดแสดงต่อไป

ครุฑพิมาน

เสร็จจากการเยี่ยมชมพื้นที่จัดแสดงชั้นล่าง เจ้าหน้าที่ก็จะพาเราทุกคนขึ้นไปชั้นบนโดยผ่านบันไดที่ตกแต่งด้วยก้อนหินและสุมทุมพุุ่มไม้หนาทึบประหนึ่งผืนป่าใจกลางตึก

ที่เป็นแบบนี้ก็เพราะชั้นบนของพิพิธภัณฑ์เป็นภาพจำลองของป่าหิมพานต์ตามคติความเชื่อของชาวไทยในอดีต ซึ่งภาพจำลองนั้นยิ่งดูแจ่มชัดขึ้นเมื่อเราไปถึงส่วนจัดแสดงที่สองอันมีชื่อว่า ‘ครุฑพิมาน’

พิพิธภัณฑ์ครุฑ มิวเซียมเดียวในอาเซียนที่สร้างขึ้นเพื่อเล่าเรื่องครุฑโดยเฉพาะ

โถงใหญ่กลางชั้นสองคือห้องเรียนจักรวาลไตรภูมิ และดินแดนในเทพนิยายอย่างป่าหิมพานต์ ป่าเชิงเขาพระสุเมรุ อันเป็นที่อยู่ของสิงสาราสัตว์นานาชนิด

ช่องว่างกลางโถงถูกดัดแปลงเป็นสระอโนดาต สระน้ำหล่อเลี้ยงสรรพชีวิตที่ไม่มีวันแห้งเหือดตราบเท่าที่กลียุคยังไม่มา มุมสระทั้ง 4 ทิศมีทางน้ำไหลระบายออกจากปากสัตว์มงคล 4 ชนิด ประกอบด้วยราชสีห์ ช้าง ม้า และโค รอบพื้นที่จัดแสดงเดียรดาษไปด้วยต้นไม้ สัตว์หิมพานต์ ฤๅษี คนธรรพ์ วิทยาธร รวมถึงต้นไม้ประหลาดอย่าง ‘นารีผล’ หรือ ‘มักกะลีผล’ ที่ออกผลเป็นหญิงสาววัยแรกรุ่น มีหน้าตาสะสวยราวนางอัปสร ดึงดูดให้เหล่าเทวดาเพศชายพากันหมายปองและแย่งชิงกันเด็ดไปเชยชม

นครนาคราช

พิพิธภัณฑ์โดยธนาคารทหารไทยธนชาตที่ให้คุณได้สักการะองค์ครุฑ ฟังเทพปกรณัมหิมพานต์ เที่ยวชมครุฑที่มีมากถึง 150 องค์

เมื่อพูดถึง ‘ครุฑ’ ก็เป็นไปไม่ได้ที่จะหลีกเลี่ยงการพูดถึง ‘นาค’ ซึ่งเป็นพี่น้องต่างมารดาและศัตรูตัวฉกาจของเจ้าแห่งนก

ส่วนจัดแสดงที่ 3 มีชื่อว่า ‘นครนาคราช’ ซึ่งมาในธีมโลกบาดาล ฉากพรรณไม้ในป่าหิมพานต์เมื่อห้องที่แล้วถูกแทนที่ด้วยสีน้ำเงินของเกลียวคลื่นและผืนสมุทร เมื่อมาถึงห้องนี้ ผู้เข้าชมจะได้รู้จักความเชื่อเรื่องโลกบาดาลในพุทธศาสนา บทบาทของพญานาคผู้ยิ่งใหญ่ในฐานะสัตว์พาหนะของพระนารายณ์ขณะบรรทมอยู่เหนือเกษียรสมุทร ปิดท้ายด้วยตำนานความบาดหมางระหว่างพญานาคกับพญาครุฑที่เป็นพี่น้องต่างมารดาของกัน แต่กลับต้องบาดหมางกันเพราะนางวินตา มารดาพญาครุฑตกเป็นทาสของนางกัทรุ มารดาแห่งนาค 1,000 ตน นานถึง 500 ปี พญาครุฑจึงใช้สติปัญญาของตนชิงเอาน้ำอมฤตไปไถ่ความเป็นทาสแก่ผู้ให้กำเนิดได้สำเร็จ เป็นเหตุให้นาคกับครุฑกลายเป็นศัตรูคู่อาฆาตกันสืบมา

อมตะเจ้าเวหา

ส่วนจัดแสดงที่ 4 มีลักษณะเป็นห้องทรงกลมโอบล้อมด้วยประติมากรรมครุฑพ่าห์ 

เมื่อสาวเท้าเข้าสู่ห้องนี้ รอบตัวเราจะมืดสนิท ก่อนที่แสงแรกจะฉายฉานขึ้นบนหน้าจอทรงโค้ง เพื่อสดุดีคุณธรรมอันสูงส่งขององค์ครุฑ อันได้แก่ความกล้าหาญ ความเสียสละ และความกตัญญูกตเวทิตา

พิพิธภัณฑ์โดยธนาคารทหารไทยธนชาตที่ให้คุณได้สักการะองค์ครุฑ ฟังเทพปกรณัมหิมพานต์ เที่ยวชมครุฑที่มีมากถึง 150 องค์

แอนิเมชันลายเส้นสวยในห้องนี้บรรยายเหตุการณ์ตอนที่พญานาคตั้งข้อแลกเปลี่ยนกับพญาครุฑให้ไปชิงน้ำอมฤตมาเพื่อปลดปล่อยนางวินตาสู่ความเป็นไทอีกครั้ง แม้ว่าพระนารายณ์จะเสด็จขึ้นมาจากการบรรทมหลับกลางทะเลน้ำนมเพื่อหยุดยั้งการชิงน้ำอมฤตของพญาครุฑ แต่พญาครุฑก็ยังดึงดันจะช่วยมารดาให้ได้ทั้งที่ต้องเสี่ยงถึงชีวิต ทั้งสองฝ่ายจึงประจัญบานกัน ผลลงเอยที่ไม่มีฝ่ายใดแพ้หรือชนะ พระนารายณ์จึงทรงแลกเปลี่ยนกับครุฑ ด้วยการขอใช้ครุฑเป็นพาหนะยามที่พระองค์เสด็จไปไหนต่อไหน และทรงยินยอมให้ครุฑอยู่ในตำแหน่งสูงกว่าพระองค์ พร้อมประทานความเป็นอมตะให้ เป็นที่มาของชื่อห้อง ‘อมตะเจ้าเวหา’

ล้นเกล้าจอมราชัน

แอนิเมชันอันน่าตื่นเต้นจบลงพร้อมกับความรู้ที่เพิ่มพูนขึ้น ผู้เข้าชมอย่างเรา ๆ ท่าน ๆ ได้เข้าใจกันแล้วว่าเหตุใดพญาครุฑถึงมีความผูกพันกับพระนารายณ์อย่างแนบแน่น แต่ขณะเดียวกัน หลายคนก็อาจเกิดความฉงนใจก้อนใหม่ขึ้นมาแทนว่า ครุฑเกี่ยวข้องอย่างไรกับชาติไทย สัญลักษณ์รูปครุฑจึงโผล่มาอยู่ในเอกสารราชการให้เราเห็นได้แทบทุกวัน

‘ล้นเกล้าจอมราชัน’ ส่วนจัดแสดงที่ 5 ให้คำตอบเรื่องนี้ได้ดีเยี่ยม ด้วยสื่อผสมผสานทั้งวิดีโอและป้ายให้ข้อมูล ทำให้ผู้เข้าชมพิพิธภัณฑ์ได้รู้ว่าศิลปกรรมรูปครุฑนั้นพบในดินแดนไทยมาตั้งแต่ยุคทวารวดีแล้ว ก่อนจะทวีความสำคัญขึ้นในสมัยอยุธยา เมื่อตรา ‘ครุฑพ่าห์’ เริ่มได้รับการใช้เป็นสัญลักษณ์เชื่อมโยงกับพระมหากษัตริย์ เหตุเพราะคติเทวราชที่ไทยรับมาจากเขมรมีความเชื่อว่า พระมหากษัตริย์เป็นอวตารของพระนารายณ์ ผู้ทรงครุฑเป็นพาหนะ

พิพิธภัณฑ์โดยธนาคารทหารไทยธนชาตที่ให้คุณได้สักการะองค์ครุฑ ฟังเทพปกรณัมหิมพานต์ เที่ยวชมครุฑที่มีมากถึง 150 องค์

สื่อจัดแสดงในห้องนี้เล่าย้อนประวัติศาสตร์ตั้งแต่โบราณกาลมาจนถึงยุคปัจจุบัน อธิบายสาเหตุที่ธงตราครุฑบนพื้นเหลืองอันมีชื่อเรียกว่า ‘ธงมหาราช’ ต้องถูกเชิญขึ้นเหนือเสาพระราชวังเมื่อพระมหากษัตริย์ไทยประทับอยู่ การออกแบบตราครุฑพ่าห์โดยฝีพระหัตถ์เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ หรือมูลเหตุที่ตราครุฑพ่าห์กลายเป็นตราแผ่นดินไทยสมัยล้นเกล้ารัชกาลที่ 5 

นอกจากนี้ ด้วยความที่พิพิธภัณฑ์ครุฑเปิดทำการครั้งแรกใน พ.ศ. 2554 อันเป็นปีมหามงคลที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 แห่งราชวงศ์จักรี ทรงมีพระชนมพรรษาครบ 7 รอบ พื้นที่หนึ่งในส่วนจัดแสดงนี้จึงถูกใช้บอกเล่าเหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นในรัชสมัย เพื่อเทิดพระเกียรติพระเจ้าแผ่นดินที่ครองสิริราชสมบัติยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์ไทย

พิพิธภัณฑ์โดยธนาคารทหารไทยธนชาตที่ให้คุณได้สักการะองค์ครุฑ ฟังเทพปกรณัมหิมพานต์ เที่ยวชมครุฑที่มีมากถึง 150 องค์

ห้องจัดแสดงครุฑ

ห้องที่เป็นทั้งไฮไลต์และจุดเริ่มต้นของพิพิธภัณฑ์ครุฑ ถือเป็นส่วนจัดแสดงสุดท้ายที่เราจะได้ชมกัน

ห้องโถงใหญ่ที่ผนังด้านหนึ่งเจาะหน้าต่างยาวตลอดแนว คือสถานที่ประดิษฐานครุฑตราตั้งห้างพระราชทานทั้ง 150 องค์ ซึ่งรับรองได้ว่าไม่มีที่ใดรวบรวมงานศิลปะเฉพาะตราครุฑไว้มากเท่าที่นี่มาก่อน

พิพิธภัณฑ์โดยธนาคารทหารไทยธนชาตที่ให้คุณได้สักการะองค์ครุฑ ฟังเทพปกรณัมหิมพานต์ เที่ยวชมครุฑที่มีมากถึง 150 องค์

องค์ครุฑที่เห็นอยู่นี้ส่วนใหญ่เป็นงานไม้ ย้ายมาจากธนาคารนครหลวงไทยกว่า 100 สาขา ต่างได้รับการดูแลรักษาให้คงอยู่ในสภาพเดิมวันที่อัญเชิญมาจากแหล่งเก่า โดยที่ไม่มีการซ่อมแซมแก้ไขเลยแม้แต่จุดเดียว เพื่อให้เห็นความเก่าแก่และสภาพจริงของครุฑองค์นั้นนั้น

การจะอัญเชิญองค์ครุฑมาจัดแสดงรวมกันที่นี่ก็ไม่ใช่เรื่องที่ง่ายดายเอาเสียเลย เพราะว่าครุฑเป็นของสูง เจ้าหน้าที่ผู้รับบทวิทยากรนำชมได้เล่าให้เราฟังว่า ก่อนจะเชิญแต่ละองค์ลงจากอาคารที่ติดตั้งไว้ ต้องมีการปิดตาครุฑเสียก่อน เพื่อไม่ให้สัตว์กึ่งเทพที่ปกติอยู่บนที่สูงเช่นครุฑมองในที่ต่ำ เมื่ออัญเชิญมาถึงพิพิธภัณฑ์ครุฑแล้วจึงต้องทำพิธีเบิกเนตรเพื่อความเป็นสิริมงคลอีกครั้งหนึ่ง

ทอดสายตาดูครุฑที่ประดับอยู่บนผนังและบนแท่นกลางห้อง แม้มองเพียงผ่าน ๆ ตาก็จะดูรู้ว่าครุฑแต่ละองค์มี ‘ครุฑลักษณะ’ แตกต่างกันทั้งสิ้น ทั้งนี้ก็เพราะครุฑที่เห็นอยู่เป็นผลงานของนายช่างคนละคนกัน ต่างคนก็ต่างฝีมือ ต่างแนวคิด ต่างค่านิยมในการสร้าง ยังผลให้ครุฑเกือบทุกองค์ดูผิดแผกจากกันด้วยสรีระ ใบหน้า เครื่องทรง ไปจนถึงสีสันผ้านุ่งที่สวมใส่

อ้อ มาถึงห้องนี้แล้วอย่าลืมมองหาครุฑองค์แรกของธนาคารนครหลวงไทย กับครุฑจากสาขาเยาวราชด้วยนะ แล้วตอบตัวเองให้ได้ด้วยล่ะว่าครุฑสององค์นี้มีความพิเศษอย่างไรบ้าง

พิพิธภัณฑ์โดยธนาคารทหารไทยธนชาตที่ให้คุณได้สักการะองค์ครุฑ ฟังเทพปกรณัมหิมพานต์ เที่ยวชมครุฑที่มีมากถึง 150 องค์

พิพิธภัณฑ์ครุฑ โดยธนาคารทหารไทยธนชาต กำลังจะเปิดให้ชมอย่างเป็นทางการในวันศุกร์ที่ 3 มิถุนายน 2565 โดยจะเปิดให้ชมเฉพาะวันศุกร์และเสาร์วันละ 3 รอบ ได้แก่ เวลา 10.00 น., 13.00 น. และ 15.00 น. มีผู้นำชมทุกรอบ และไม่มีค่าใช้จ่าย

เรื่องการเดินทาง ถึงแม้พิพิธภัณฑ์จะอยู่ไกลจากถนนใหญ่สักหน่อย แต่อย่าเพิ่งกังวลไป เพราะทางธนาคารได้จัดรถตู้คอยจอดรอรับ-ส่ง จากพิพิธภัณฑ์เคหะ วันละ 3 รอบ ตามเวลาเข้าชม

ส่วนใครที่อยากเข้าชม แต่ไปไม่ได้ด้วยเหตุผลอะไรก็ตามแต่ ก็ไม่ต้องเสียใจอีกเช่นกัน เพราะพิพิธภัณฑ์ครุฑเปิดให้ชมทางออนไลน์ที่ Garuda Virtual Tour 

นี่คือพิพิธภัณฑ์ที่จะเปิดมุมมองใหม่ ๆ ให้กับพวกเราคนไทยว่า ครุฑนั้นมีเรื่องราวที่น่าสนใจมากกว่าจะเป็นแค่ตราสัญลักษณ์ที่เห็นบ่อยจนชินชา

พิพิธภัณฑ์ครุฑ โดยธนาคารทหารไทยธนชาต

ที่ตั้ง : นิคมอุตสาหกรรมบางปู ซอย 9A ตำบลแพรกษาใหม่ อำเภอเมืองสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ (แผนที่)

วัน-เวลาทำการ : วันศุกร์-เสาร์ เวลา 10.00 น., 13.00 น., 15.00 น.

โทรศัพท์ : 09 8882 3900

เว็บไซต์ : /www.ttbfoundation.org/th/garudamuseum/

หมายเหตุ

ผู้เข้าชมพิพิธภัณฑ์ครุฑจะได้รับของที่ระลึกเป็นแผ่นผ้าองค์ครุฑ พร้อมข้อความแสดงถึงคุณธรรมสำคัญที่องค์ครุฑทั้งสามข้อ เฉพาะผู้เข้าชม 500 ท่านแรกเท่านั้น

พิพิธภัณฑ์โดยธนาคารทหารไทยธนชาตที่ให้คุณได้สักการะองค์ครุฑ ฟังเทพปกรณัมหิมพานต์ เที่ยวชมครุฑที่มีมากถึง 150 องค์

Writer

พัทธดนย์ กิจชัยนุกูล

ชอบอ่านเขียนตั้งแต่จำความได้ สนใจวิชาสังคมศึกษาตั้งแต่จบอนุบาล ใฝ่รู้ประวัติศาสตร์ตั้งแต่อยู่ประถม หัดแต่งนวนิยายตั้งแต่เรียนมัธยม เขียนงานสารพัดด้วยนามปากกา “แพทริก เหล่า” ตั้งแต่เข้ามหา’ลัย

Photographer

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load