ปี 2018 เป็นวาระครบรอบ 500 ปีสนธิสัญญาทางการค้าเเละไมตรีฉบับเเรกระหว่างโปรตุเกสเเละสยาม

แต่มิตรภาพระหว่างโปรตุเกสและไทยยืนยงมายาวนานกว่า 500 ปี โปรตุเกสเป็นชาวตะวันตกชาติแรกที่เดินทางมาติดต่อค้าขายกับไทยตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา เมื่อ ค.ศ.1511

สถานทูตโปรตุเกสเป็นสถานทูตแห่งแรกในกรุงเทพฯ สร้างในสมัยรัชกาลที่ 2

ทำเนียบทูต (บ้านพักทูต) ของโปรตุเกส เป็นอาคารทรงโคโลเนียลแบบโปรตุเกสอายุกว่า 150 ปี บ้านริมแม่น้ำเจ้าพระยาหลังนี้ได้รับรางวัลอาคารอนุรักษ์ดีเด่นในวาระการเฉลิมฉลอง 50 ปีของสมาคมสถาปนิกสยามฯ เมื่อ ค.ศ. 1984

เมื่อเอกอัครราชทูตโปรตุเกส ฟรานซิสกู วาช ปาตตู (Francisco Vaz Patto) ทราบว่า The Cloud สนใจบ้านหลังนี้ ท่านก็ยินดีเปิดบ้านพาเราเยี่ยมชม

ความสัมพันธ์ไทย-โปรตุเกสฉบับย่อ

ค.ศ. 1511

ชาวโปรตุเกสเป็นชาวยุโรปชาติแรกที่ติดต่อกับสยามตั้งแต่ ค.ศ.1511 โดยทำสนธิสัญญาทางการค้าและไมตรีฉบับแรกใน ค.ศ. 1518 เนื้อหาหลักว่าด้วยพันธไมตรีด้านการค้าและการเผยแผ่ศาสนา จากนั้นก็มีทหารอาสาชาวโปรตุเกสมารับราชการสงครามในกองทัพไทย มีการนำวิทยาการแบบตะวันตกมาเผยแพร่ เช่น การใช้ปืนแบบยุโรป และการตัดถนนโดยใช้เข็มทิศส่องกล้อง สมเด็จพระไชยราชาธิราชพระราชทานที่ดินให้ชาวโปรตุเกสตั้งภูมิลำเนาในราชอาณาจักรอยุธยา เรียกกว่า บ้านโปรตุเกส หรือ เกาะโปรตุเกส เพราะมีคลองล้อมรอบ มีการสร้างโบสถ์นิกายโรมันคาทอลิกเป็นครั้งแรกในสยาม และกลุ่มมิชชันนารีโปรตุเกสได้นำวิทยาการสมัยใหม่เข้ามาในราชสำนักอยุธยา เช่น วิทยาศาสตร์ ดาราศาสตร์ และสาธารณสุข ชาวโปรตุเกสจำนวนมากแต่งงานกับคนไทย ในช่วงกลางศตวรรษที่ 18 มีประชากรในหมู่บ้านโปรตุเกสกว่า 3,000 คน

ค.ศ. 1760 – 1780

เมื่อเข้าสู่ยุคธนบุรี ทหารชาวโปรตุเกสก็เดินทางตามสมเด็จพระเจ้าตากสินมาตั้งถิ่นฐานที่กรุงธนบุรี บนที่ดินพระราชทานย่านกุฎีจีนและโบสถ์ซางตาครู้สในปัจจุบัน

ค.ศ. 1820

ในยุครัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ 2 พระราชทานที่ดินริมแม่น้ำเจ้าพระยาให้สมเด็จพระราชินี Maria แห่งโปรตุเกส เพื่อใช้เป็นท่าเรือสำหรับค้าขายและที่พักของกงสุลโปรตุเกส ปัจจุบันคือที่ตั้งของโกดังที่ปรับให้กลายเป็นสำนักงานของสถานทูตโปรตุเกสและทำเนียบทูต ซึ่งทำเนียบทูตหลังแรกเป็นอาคารที่สร้างด้วยไม้ไผ่ แล้วก็มีชุมชนชาวโปรตุเกสตั้งถิ่นฐานอยู่รอบๆ มีโบสถ์กาลหว่าร์ (ภาษาโปรตุเกสออกเสียงว่า กาลวาริอุ)

 
สถานทูตโปรตุเกส
ค.ศ. 1860

ทำเนียบทูตหลังปัจจุบันสร้างในช่วงกลางปี 1860 เป็นอาคารทรงโคโลเนียลแบบโปรตุเกสผสมกับความเป็นไทย เดิมทีวัสดุที่ใช้ก่อสร้างทั้งหมดส่งตรงมาจากโปรตุเกส แต่เรือที่ขนส่งล่มระหว่างทาง จึงเปลี่ยนมาใช้วัสดุท้องถิ่นแทน ในช่วงศตวรรษที่ 20 มีการปรับปรุงอาคารหลังนี้หลายส่วน เช่น เพิ่มระบบไฟฟ้า และเครื่องปรับอากาศ

สถานทูตในโกดังเก่า

สถานทูตโปรตุเกส

สำนักงานของสถานเอกอัครราชทูตโปรตุเกสอยู่ภายในอาคารปูนสองชั้นสีเหลืองอ่อนที่ดูมิดชิด เมื่อผลักประตูเข้าไปภายใน หลายคนคงรู้สึกว่า ที่นี่ดูเหมือนออฟฟิศของดีไซเนอร์รุ่นใหม่มากกว่าสถานทูต

อาคารหลังนี้เดิมคือโกดังเก็บสินค้าที่ขนส่งมาทางเรือ เมื่อการขนส่งเปลี่ยนรูปแบบไป โกดังแห่งนี้ก็ถูกทิ้งร้าง จนกระทั่งเมื่อ 15 ปีที่แล้ว สถานทูตชวนวิศวกรและสถาปนิกชาวโปรตุเกสมาดัดแปลงโกดังโครงไม้อายุกว่าร้อยปีหลังนี้ให้กลายเป็นสำนักงานสุดโมเดิร์น และย้ายสำนักงานของสถานทูตจากชั้นล่างของทำเนียบทูตมาอยู่ที่นี่

สถานทูตโปรตุเกส
สถานทูตโปรตุเกส

หากยืนตรงกลางโถง เราจะมองทะลุกระจกใสเข้าไปยังห้องทำงานได้ทุกห้องทั้งชั้นบนและชั้นล่าง รวมถึงห้องทำงานของท่านทูตที่อยู่ชั้นสอง ให้ความรู้สึกที่เป็นกันเองมาก

ท่านทูตฟรานซิสกู วาช ปาตตู ชวนเราขึ้นมานั่งคุยในห้องทำงาน ท่านเล่าว่า นี่คือโกดังไม้ยุคเก่าหลังท้ายๆ ที่ยังหลงเหลือบนถนนสายนี้ แล้วก็ออกตัวว่าที่นี่เป็นสถานทูตเล็กๆ มีเจ้าหน้าที่แค่ 7 คน แต่ก็ทำงานครบทุกด้าน ยิ่งไปกว่านั้นที่นี่ยังดูแลงานในประเทศเมียนมา ลาว กัมพูชา เวียดนาม และมาเลเซีย ด้วย

“อาคารหลังนี้เป็นอาคารเก่าที่สวย มีความสะดวกสบายและไม่สะดวกสบาย ตามประสาอาคารเก่า แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่น่าบ่น เพราะการได้นั่งทำงานที่นี่ถือเป็นสิ่งที่พิเศษมาก” ท่านทูตเล่าพร้อมรอยยิ้ม

ข้ามกำแพง

สถานทูตโปรตุเกส

ถ้าพูดถึงสถานทูตโปรตุเกส สิ่งแรกที่หลายคนนึกถึงคงเป็นงานสตรีทอาร์ตบนกำแพงหน้าสถานทูต ซึ่งกล้าหาญขนาดเจาะกำแพงปูนให้เป็นภาพใบหน้าคน

“ไอเดียของผมเอง” ท่านทูตตอบอย่างอารมณ์ดี “เราทำเมื่อต้นปี 2017 ศิลปินชื่อวีลส์ (Vhils) เขาเป็นศิลปินชื่อดังของโปรตุเกส งานสตรีทอาร์ตของเขาใช้วิธีเจาะกำแพง ดังนั้น มันจะอยู่อย่างนั้นตลอดไป ไม่หายไป พอเขามาถึงเขาก็ตระเวนถ่ายรูปคนท้องถิ่น แล้วก็เอามาทำเป็นภาพบนกำแพง เป็นสัญลักษณ์ความสัมพันธ์แบบทวิภาคีระหว่างไทยกับโปรตุเกส”

ความคิดนี้มาจากท่านทูตรู้สึกว่าภาพลักษณ์ของโปรตุเกสในสายตาคนทั่วไปคือ อนุรักษ์นิยม แต่ตอนนี้โปรตุเกสไม่ใช่แบบนั้นแล้ว วิธีแสดงให้คนเห็นว่าโปรตุเกสโมเดิร์นก็คือเอาศิลปินโมเดิร์นของโปรตุเกสมาสร้างงานศิลปะโมเดิร์น

“เป็นการมอบของขวัญจากเราให้กรุงเทพฯ ด้วย มีนักท่องเที่ยวแวะมาถ่ายภาพตลอดทั้งวันเลย”

ท่านทูตเล่าต่อว่า ในปี 2561 ซึ่งครบรอบ 500 ปีสนธิสัญญาทางการค้าเเละไมตรีฉบับเเรกระหว่างโปรตุเกสเเละสยาม จะเชิญวีลส์กลับมาสร้างงานอีกครั้งในเทศกาล Bukruk รวมถึงเชิญศิลปินโปรตุเกสรุ่นใหม่ทั้งนักเขียน นักดนตรี และนักออกแบบ มาร่วมงานต่างๆ ในเมืองไทย

ในส่วนของการค้าและการลงทุน จะมีการจัดประชุมเพื่อให้นักธุรกิจจากโปรตุเกสได้แสดงให้เห็นว่าโปรตุเกสไม่ได้มีแค่อาหารกับไวน์ แต่ยังมีเทคโนโลยีใหม่ๆ มีอุตสาหกรรมกระดาษ มีสตาร์ทอัพซึ่งเติบโตเร็วมาก เมืองลิสบอนถือเป็นหนึ่งในศูนย์กลางสตาร์ทอัพของยุโรป เพราะเป็นเมืองที่ค่าครองชีพถูก จึงดึงดูดหนุ่มสาวมากมายให้มาเริ่มต้นธุรกิจ

รู้จักกันผ่านภาษา

สถานทูตโปรตุเกส

เมื่อถามถึงคำศัพท์ภาษาไทย ท่านทูตส่ายหน้าแล้วบอกว่า เคยเรียนเมื่อ 2 ปีก่อน ตอนมาอยู่เมืองไทยใหม่ๆ แต่ค่อนข้างยาก จึงพูดได้แค่คำศัพท์พื้นฐานไม่กี่คำ ท่านทูตเล่าว่า คำศัพท์ภาษาไทยหลายคำเป็นคำยืมมาจากภาษาโปรตุเกส อย่างเช่น ศาลา มาจากคำว่า sala (สาลา) ซึ่งในภาษาโปรตุเกสหมายถึง ห้องนั่งเล่น คำว่า สบู่ ก็มาจากคำว่า sabão (ซาเบา) คำว่า ขนมปัง ก็มาจากคำว่า pão (เปา)

แล้วก็ยังมีอีกหลายคำที่พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานระบุว่ามาจากภาษาโปรตุเกส เช่น กะละแม มาจาก caramelo (การาเมลุ) คำว่า กัมประโด (ผู้ทําหน้าที่หาลูกค้าให้บริษัทหรือธนาคาร) มาจาก comprador (กอมปราดอร์) แปลว่า คนซื้อ และ เลหลัง มาจากคำว่า leilão (เลย์เลา) แปลว่า ประมูล

เห็นคำภาษาโปรตุเกสที่กลายเป็นคำภาษาไทยแล้ว ก็ชวนให้สงสัยว่า มีคำภาษาโปรตุเกสคำไหนที่ไม่มีคำแปลในภาษาอื่น

“โซแดด (saudade)” ท่านทูตตอบทันที “มันเป็นความรู้สึกคล้ายๆ เวลาที่คุณคิดถึงบ้าน คิดถึงครอบครัว คิดถึงเพื่อน แต่เป็นความรู้สึกที่ลึกมากๆ เพลงยุคเก่ามักจะพูดถึงความรู้สึกนี้ เป็นความรู้สึกที่ผสมกันทั้งความเศร้าและความสุขที่นึกถึงความทรงจำที่สวยงามของมิตรภาพหรือบ้าน มันเป็นความรู้สึกที่โปรตุเกสมาก”

ท่านทูตอธิบายที่มาของคำนี้ว่า โปรตุเกสอยู่ริมฝั่งตะวันตกของยุโรป ด้านขวาติดสเปนซึ่งทำสงครามกันมายาวนาน จึงเดินทางผ่านสเปนไปเชื่อมต่อกับยุโรปไม่ได้ ส่วนทางซ้ายติดมหาสมุทรก็เลยต้องนั่งเรือเดินทางไปทั่วโลกแทน ในช่วงศตวรรษที่ 16 โปรตุเกสมีประชากร 4 ล้านคน แต่ประชากร 1 ล้านคนกำลังเดินทางอยู่นอกประเทศ การเดินทางของชาวโปรตุเกสที่ไปพบวัฒนธรรมที่แตกต่างทำให้โปรตุเกสเป็นประเทศในยุโรปได้รับอิทธิพลจากเอเชีย อเมริกา อเมริกาใต้ และแอฟริกา เยอะมาก แล้วก็เกิดคำศัพท์คำนี้

เดินทางอย่างโปรตุเกส

สถานทูตโปรตุเกส

“ในอดีตเราเป็นประเทศยากจน แล้วก็ต้องสู้กับสเปน เราต้องหาเงิน การค้าเป็นสิ่งหนึ่งที่ดี เราจึงเดินทางไปหาพื้นที่ใหม่ เช่น ไปอินเดียเพื่อควบคุมการค้าเครื่องเทศ เพราะตอนนั้นเครื่องเทศแพงเหมือนทองหรือเพชร ประเทศอื่นขนส่งเครื่องเทศจากเอเชียมายุโรปทางบก เราคิดว่าถ้าขนส่งทางน้ำน่าจะเร็วกว่า เมื่อเราควบคุมการค้าเครื่องเทศเราก็ทำเงินได้มาก โปรตุเกสจึงมีอำนาจมากในช่วงนั้น” ท่านทูตเล่าประวัติศาสตร์การเดินเรือของโปรตุเกสให้ฟัง

โปรตุเกสไม่ได้คิดจะยึดสยามเป็นเมืองขึ้น เพียงแค่ทำธุรกิจค้าอาวุธพวกปืนใหญ่และปืนยาวกับสยามเท่านั้น แต่โปรตุเกสก็ทำสงครามเพื่อยึดครองหลายประเทศ สิ่งที่น่าสนใจก็คือ ประเทศที่เคยเป็นอาณานิคมของโปรตุเกสยังคงมีสัมพันธ์ที่ดีกับโปรตุเกส เช่น บราซิล มาเก๊า หรือโมซัมบิก

ท่านทูตผู้เกิดที่โมซัมบิกเล่าว่า “ในยุคนั้นกษัตริย์ที่ส่งคนโปรตุเกสไปทั่วโลกมีคำสั่งให้เราใช้วิธีสร้างสัมพันธ์แล้วก็สร้างครอบครัวกับคนท้องถิ่น แทนที่จะไปยึด เพราะเรามีประชากรนิดเดียว จะไปสู้กับเขาได้ยังไง นั่นคือเหตุผลว่าทำไมชุมชนชาวโปรตุเกสในอยุธยาถึงมี 3,000 คน เพราะเขามีครอบครัวชาวไทย ตอนนี้คุณก็ยังเห็นชาวไทยเชื้อสายโปรตุเกส วิธีการแบบนี้มีพลังมากกว่า เพราะเราจะกลายเป็นเพื่อนกัน เป็นครอบครัวเดียวกัน”

สวนโปรตุเกส

สวนโปรตุเกส
สวนโปรตุเกส

ท่านทูตพาพวกเราเดินจากอาคารสำนักงานไปยังทำเนียบทูต จุดแรกที่เดินผ่านคือ สวนโปรตุเกส ซึ่งเป็นพื้นที่ของสถานทูตแต่ให้โรงแรมรอยัล ออคิด เชอราตัน เช่า โดยมีข้อตกลงร่วมกับโรงแรมว่า ให้โรงแรมสร้างสระว่ายน้ำ สนามเทนนิส และเป็นผู้ดูแลพื้นที่ โดยที่ท่านทูตและแขกของสถานทูตสามารถใช้บริการได้ ข้อตกลงนี้ทำให้สถานทูตมีพื้นที่สีเขียวและพื้นที่เล่นกีฬาโดยที่ไม่ต้องลงทุนและจ่ายค่าดูแลรักษา

สนามหญ้า

สถานทูตโปรตุเกส
สถานทูตโปรตุเกส

ท่านทูตพาเราเดินมาที่สนามหญ้าริมแม่น้ำ มุมหนึ่งเป็นที่ตั้งของศาลาซึ่งกำลังบูรณะ ท่านทูตบอกว่าเป็นการทำงานร่วมกันระหว่างนักออกแบบโปรตุเกสกับช่างไม้จากเชียงใหม่ ถ้าทำเสร็จแล้วจะเอาไว้ใช้จัดเลี้ยงรับรองในยามค่ำคืน

“ในสวนของเรามีสัตว์เลื้อยคลานที่มาจากแม่น้ำ มีงูมาบ้าง มีอีกา ค้างคาว นกนางนวล แล้วก็นกที่ชอบร้องเพลงตอนบ่ายสาม ที่นี่เป็นส่วนหนึ่งของเมืองที่ไม่ได้วุ่นวาย ไม่มีเสียงรถยนต์ มีเสียงเรือบ้าง แต่กลางคืนเงียบสงบมาก” ท่านทูตเล่าถึงสิ่งมีชีวิตอื่น แล้วชวนให้เราหันกลับไปมองทำเนียบทูต

“บ้านหลังนี้มีระเบียงใหญ่ด้านหน้า หันหน้าเข้าหาแม่น้ำ เพราะเมื่อก่อนเราเดินทางทางน้ำ ไม่ใช่ทางถนนเจริญกรุง”

ตลอดร้อยห้าสิบกว่าปีที่ผ่านมา บ้านหลังนี้ผ่านการปรับปรุงครั้งสำคัญเมื่อ ค.ศ. 2013 ซึ่งพยายามปรับให้กลับไปคล้ายบ้านในยุคแรกมากที่สุด รื้อกระจกที่เคยติดบริเวณระเบียงออก เพื่อเปลี่ยนจากการใช้เครื่องปรับอากาศมาเป็นอากาศธรรมชาติ รวมถึงปรับปรุงพื้นไม้ ประตูไม้ และเฟอร์นิเจอร์ไม้ด้วย

เปิดประตูบ้าน

สถานทูตโปรตุเกส
สถานทูตโปรตุเกส

ท่านทูตเปิดประตูบ้านเดินนำเราเข้ามาด้านใน

“คุณจะเห็นว่าพื้นบ้านอยู่ต่ำ เพราะบ้านทรุดลงเล็กน้อย แล้วเราก็ถมสวนให้สูงขึ้นเพื่อป้องกันน้ำท่วม ประตูไม้อันนี้พิเศษมาก มาจากบ้านของครอบครัวโปรตุเกสในอยุธยา ส่วนหนึ่งเป็นลายแบบไทย แล้วก็มีลายแบบโปรตุเกส” ท่านทูตชี้ให้ดูประตูไม้โบราณ

สถานทูตโปรตุเกส

เดิมพื้นที่ชั้นล่างของทำเนียบใช้เป็นสำนักงานของสถานทูต แล้วก็มีคุกอยู่ชั้นใต้ดิน เพราะยุคก่อนหากคนโปรตุเกสที่เดินทางมากับเรือทำผิด ท่านทูตจะเป็นผู้ตัดสิน ถ้าต้องติดคุกก็จะขังไว้ชั้นใต้ดิน แล้วค่อยส่งใส่เรือส่งกลับไปโปรตุเกส แต่ปัจจุบันไม่ได้ใช้งานแล้ว

สถานทูตโปรตุเกส

“ห้องนี้ใช้เลี้ยงรับรอง” ท่านทูตพาเดินมาดูอีกห้อง “เมื่อวานเพิ่งมีงานเลี้ยงคริสต์มาสของชาวโปรตุเกสที่อยู่ในเมืองไทย เป็นคนกลุ่มเล็กๆ ที่เปลี่ยนไปจากเดิมมาก คนรุ่นก่อนเป็นคนที่มีอายุ แต่ตอนนี้ส่วนใหญ่เป็นหนุ่มสาวที่มาทำธุรกิจ และทำงานที่นี่”

ชั้นบน

สถานทูตโปรตุเกส

“ในอาคารนี้ไม่มีพื้นที่ส่วนตัว เพราะเชื่อมถึงกันหมด บันไดเป็นศูนย์กลางของบ้านที่เชื่อมถึงทุกส่วน ทุกห้องติดบันได เป็นโครงสร้างบ้านแบบเก่าเหมือนวังของยุโรป” ท่านทูตพาเดินขึ้นบันไดไม้มาที่ชั้นสอง ซึ่งมีห้องนอน ห้องนั่งเล่น ห้องอาหารขนาดเล็ก และห้องอาหารขนาดใหญ่ซึ่งมีภาพวาดของศิลปินรุ่นใหญ่อย่าง สมบูรณ์ หอมเทียนทอง ประดับอยู่ 2 รูป

สถานทูตโปรตุเกส
สถานทูตโปรตุเกส
สถานทูตโปรตุเกส

ระเบียง

“นี่คือส่วนที่ผมชอบที่สุดในบ้าน” ท่านทูตเปิดประตูพาเราเดินออกมาที่ระเบียงซึ่งมองเห็นแม่น้ำเจ้าพระยา “เรากินอาหารเช้าตรงนี้ ตอนเช้าอากาศดีมาก ส่วนตอนเย็น เมื่อก่อนมองออกไปจะเป็นพระอาทิตย์ตกที่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา แต่ตอนนี้กลายเป็นไอคอนสยามแล้ว มันคืออนาคตของกรุงเทพฯ”

สถานทูตโปรตุเกส
สถานทูตโปรตุเกส
สถานทูตโปรตุเกส

เมื่อถามถึงความรู้สึกที่ได้อยู่ในบ้านที่เต็มด้วยประวัติศาสตร์หลังนี้ ท่านทูตตอบว่า

“ที่นี่เป็นเหมือนอนุสาวรีย์ เป็นสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ เราจะดูแลมันอย่างดีที่สุด พยายามไม่เปลี่ยนแปลงมัน ไม่ใช่เพราะเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์เรา แต่เพราะมันคือส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ไทยด้วย”

ฟรานซิสกู วาช ปาตตู Francisco Vaz Patto
 

Writer

ทรงกลด บางยี่ขัน

ตำแหน่งบรรณาธิการโดยอาชีพ เป็นนักเดินทางมือสมัครเล่น แบ่งเวลาไปสอนหนังสือโดยสมัครใจ และชอบจัดทริปให้คนสมัครไป

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

The Embassy

เคาะประตูเยี่ยมชมทำเนียบเอกอัครราชทูต เล่าเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

อายุบวร! ผู้อ่านทุกท่าน 

คอลัมน์ The Embassy ฉบับนี้มีเรื่องพิเศษ 2 อย่าง 

ข้อแรก เรื่องนี้ส่งตรงจากใจกลางกรุงโคลัมโบ เมืองที่ใหญ่ที่สุดของศรีลังกา หลังจากห่างหายการเล่าเรื่องสถานทูตไทยในต่างแดนไปนาน สถานเอกอัครราชทูตไทยในศรีลังกาได้พาชาวก้อนเมฆ มาเยือนไข่มุกแห่งมหาสมุทรอินเดีย 

ข้อสอง แทนที่จะเล่าเรื่องสถานเอกอัครราชทูตหรือทำเนียบเอกอัครราชทูตตามขนบที่เคยเขียนมา เราพามาเปิด ‘สยามนิวาส’ บ้านแห่งวัฒนธรรมของชาวไทย ซึ่งเกิดจากการปรับปรุงที่ทำการสถานทูตไทยหลังเก่า ฟื้นชีวิตบ้านโมเดิร์นเขตร้อนมาใช้จัดกิจกรรมทางวัฒนธรรมและเชื่อมสัมพันธ์ระหว่างประเทศ 

ท่านทูตพจน์ หาญพล เอกอัครราชทูต ณ กรุงโคลัมโบ ให้เกียรติพาชมบ้านหลังนี้ พร้อมเจาะลึกเรื่องราวของประเทศศรีลังกา เกาะในเอเชียใต้ที่อยู่ใกล้อินเดียและมัลดีฟส์

ก่อนหน้าพาทัวร์บ้าน ขอเริ่มด้วยประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศสักเล็กน้อย

สยามนิวาส : ฟื้นอดีตอาคารสถานทูตไทยในศรีลังกา เป็น Cultural Center กลางกรุงโคลัมโบ

Buddhist Diplomacy

คนไทยได้ยินชื่อศรีลังกา เป็นอันต้องนึกถึงศาสนาพุทธเป็นอันดับแรก ๆ ประชากรกว่า 70% ของประเทศนี้นับถือศาสนาพุทธนิการเถรวาทเหมือนคนไทย นักท่องเที่ยวไทยนิยมเดินทางมาไหว้พระธาตุเขี้ยวแก้วที่วัดพระเขี้ยวแก้ว เมืองแคนดี้ และคนศรีลังกาก็ชอบเที่ยวเมืองไทยตลอดมา

เรื่องราวความเกี่ยวข้องระหว่างสองประเทศนี้ผ่านศาสนาเป็นอย่างไร เราสรุปข้อมูลจากหนังสือ ‘กัลยาณมิตร’ โดย ฐากูร พานิช อดีตเอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงโคลัมโบ มาสั้น ๆ ดังนี้ 

ความสัมพันธ์ระหว่างไทยและศรีลังกามีเอกลักษณ์ที่ยากจะหาประเทศไหนมาเทียบเคียง ไทยและศรีลังกาสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการในปี 1955 แต่ก่อนหน้านั้น ไทยได้รับเอาพุทธศาสนานิกายเถรวาทมาจากศรีลังกา เกิดเป็นนิกายลังกาวงศ์ในเมืองไทยเมื่อ 700 กว่าปีก่อน โดยพระราหุล พระสงฆ์ชาวลังกาได้จาริกจากพุกาม มาตั้งลังกาวงศ์ที่นครศรีธรรมราช 

หลังจากนั้นสองดินแดนก็มีสัมพันธ์ทางศาสนาต่อกันโดยตลอด เช่น การอาราธนาพระสงฆ์จากลังกามาเยือนสยาม การส่งสงฆ์จากหัวเมืองต่าง ๆ ไปบวชแปลงที่ศรีลังกา การรับพุทธศิลปะและปฏิมากรรมแบบศรีลังกามาปรับใช้กับท้องถิ่น การอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุและหน่อพระศรีมหาโพธิ์จากลังกามาประดิษฐานในสยาม รวมถึงการศึกษาพระไตรปิฎกและคัมภีร์ต่าง ๆ จากลังกา 

ซิมอง เดอ ลาลูแบร์ อัครราชทูตหนึ่งในคณะราชทูตฝรั่งเศสจากพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 บันทึกไว้ว่า ชาวสยามเชื่อว่าเมืองฝางหรือเมืองฟัน มีพระทันตธาตุของพระพุทธเจ้าประดิษฐานอยู่ 

ต่อมาเมื่อพุทธศาสนาในศรีลังกาเสื่อมถอยลง ทั้งด้วยปัจจัยทางการเมือง การรุกรานจากภายนอก และการตกอยู่ภายใต้อาณานิคมของชาติยุโรปที่เผยแผ่คริสต์ศาสนา พระเจ้าศรีวิชัยราชสิงห์ ทรงมีพระราชหฤทัยตั้งมั่นในการฟื้นฟูพระพุทธศาสนา พระมหากษัตริย์พระองค์ต่อมา พระเจ้ากีรติศรีราชสิงห์ ก็เช่นกัน ทั้งสองรัชกาลได้ทรงแต่งตั้งคณะทูตมาขอพระสงฆ์จากพระเจ้ากรุงสยาม ไปอุปสมบทพระที่ศรีลังกา ซึ่งตรงกับสมัยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศแห่งกรุงศรีอยุธยา หรือช่วงประมาณ 270 ปีที่แล้ว 

สยามนิวาส : ฟื้นอดีตอาคารสถานทูตไทยในศรีลังกา เป็น Cultural Center กลางกรุงโคลัมโบ
สยามนิวาส : ฟื้นอดีตอาคารสถานทูตไทยในศรีลังกา เป็น Cultural Center กลางกรุงโคลัมโบ
ชาวศรีลังกามาร่วมกิจกรรมแสดงดนตรีและหุ่นกระบอกไทย ที่จุฬาลงกรณ์ธรรมศาลา วัดศรีปรมานันทะราชมหาวิหาร

การเดินทางโดยเรือสมัยนั้นยาวนานและอันตรายมาก คณะสงฆ์นำโดยพระอุบาลีเถระ ต้องเดินทางจากสยามด้วยเรือของชาวดัตช์ถึง 2 ครั้ง ครั้งแรกเสากระโดงหัก เรือไปเกยตื้นที่นครศรีธรรมราช ครั้งที่ 2 ต้องเดินทางเกินกว่า 5 เดือนกว่าจะถึงจุดหมายที่เมืองแคนดี้ 

คณะสงฆ์สยามชุดพระอุบาลีเถระได้บรรพชาอุปสมบทชาวลังกาเป็นพระภิกษุ 600 รูป เป็นสามเณร 3,000 รูป เกิดเป็นคณะสงฆ์นิกาย ‘สยามวงศ์’ หรือ ‘สยามนิกาย’ ที่สืบทอดมาถึงทุกวันนี้ และมีวัดศรีลังกาภายใต้สยามวงศ์ถึง 5,500 แห่ง 

ในยุครัตนโกสินทร์ มีการส่งสมณทูตไปศรีลังกาอีก 4 ครั้ง เหตุการณ์สำคัญคือพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ทรงรู้จักคุ้นเคยกับพระลังกาตั้งแต่สมัยพระองค์ทรงผนวชอยู่ จึงได้พระราชทานพระราชทรัพย์สั่งเครื่องพิมพ์จากอังกฤษ ส่งให้สงฆ์ลังกาพิมพ์หนังสือ ลังกาโลกา เป็นภาษาสิงหล ออกเผยแพร่เรื่องพุทธศาสนา และปัจจุบันเครื่องพิมพ์นี้ยังเก็บรักษาไว้อย่างดี

แม้ไม่ใช่ประเทศที่มีพรมแดนติดกัน แต่ชาวไทยที่เดินทางไปศรีลังกาต่างก็รู้สึกคุ้นเคย ไม่แปลกแยกแตกต่างนัก เพราะมีวัฒนธรรมศาสนาใกล้เคียงกัน Buddhist Diplomacy ดำเนินมากว่า 700 ปี และจะยังคงดำเนินต่อไปอย่างแข็งแรง 

การกระชับความสัมพันธ์ด้านวัฒนธรรมสาขาอื่น ๆ และการดูแลความสัมพันธ์ระดับประชาชนก็สำคัญเช่นกัน โดยสถานทูตไทยได้ปักหมุดหมายใหม่ ณ สยามนิวาส อดีตที่ทำการสถานทูตไทย 

สยามนิวาส : ฟื้นอดีตอาคารสถานทูตไทยในศรีลังกา เป็น Cultural Center กลางกรุงโคลัมโบ
สยามนิวาส : ฟื้นอดีตอาคารสถานทูตไทยในศรีลังกา เป็น Cultural Center กลางกรุงโคลัมโบ

จากคลินิกหมอทมิฬ สู่ที่ทำการสถานทูตไทย

เอกสารที่สถานทูตไทยในศรีลังกาเก็บไว้ ระบุว่าเดิมพื้นที่สยามนิวาสเป็นของ Frederick Charles Loos เศรษฐีนักกฎหมายชาวเบอร์เกอร์ (ชาวศรีลังกาเชื้อสายยุโรป) ซึ่งเรียกที่ดินแปลงหัวมุมถนนนี้เรียกว่า Peak View ต่อมาเมื่อเสียชีวิตลง ลูกหลานได้แบ่งที่ดินแปลงใหญ่ออกเป็น 6 แปลงย่อย โดย Dr. L.G. Arumugum แพทย์หญิงชาวทมิฬศรีลังกาได้ครอบครองที่ดินผืนนี้ โดยปลูกบ้านในราวปลายยุค 50 ถึงต้นยุค 60 และเปิดเป็นคลินิกรักษาคนไข้หลากหลายเชื้อชาติ 

บ้านหลังใหญ่ขนาด 2 ชั้น มี 9 ห้องด้านบน และห้องโถงใหญ่ตรงกลาง ด้านล่างมี 7 ห้อง หน้าตาละม้ายบ้านโมเดิร์นในสุขุมวิทหรือย่านอารีย์-สะพานควาย ยุค 60 – 70 หลังคาลาด เป็นบ้านเขตร้อนชื้นที่ออกแบบให้ลมผ่านบางส่วน ไม่ต้องติดตั้งเครื่องปรับอากาศ 

สยามนิวาส : ฟื้นอดีตอาคารสถานทูตไทยในศรีลังกา เป็น Cultural Center กลางกรุงโคลัมโบ
สยามนิวาส : ฟื้นอดีตอาคารสถานทูตไทยในศรีลังกา เป็น Cultural Center กลางกรุงโคลัมโบ
สยามนิวาส : ฟื้นอดีตอาคารสถานทูตไทยในศรีลังกา เป็น Cultural Center กลางกรุงโคลัมโบ

ที่ดินเปลี่ยนมือเจ้าของ เมื่อสงครามกลางเมืองระหว่างชาวสิงหลและชาวทมิฬทวีความรุนแรงขึ้น ชาวสิงหลต้องการขับไล่ชาวทมิฬซึ่งเดิมมาจากอินเดียตอนใต้ออกไป มีการก่อจลาจลเผาทำลายทรัพย์สินของคนทมิฬ บ้านหลังนี้ก็เคยเป็นเป้าหมาย แต่รอดพ้นมาได้เพราะบรรดาเพื่อนบ้านและคนไข้ชาวสิงหลของคุณหมอได้ช่วยห้ามไว้ 

ในที่สุด คุณหมอซึ่งเป็นแพทย์ประจำคนไทยในกรุงโคลัมโบมานาน จึงตัดสินใจย้ายบ้าน และรีบติดต่อขายบ้านหลังนี้ให้รัฐบาลไทยในปี 1984 สำหรับใช้เป็นที่ทำการสถานทูต โดยเธอและลูกสาวอพยพไปออสเตรเลีย

รัฐบาลไทยรับซื้อและที่ดินขนาด 159 ตารางวา ด้วยงบประมาณที่เหลือจากการซื้อสถานทูตไทยในสวิตเซอร์แลนด์และเยอรมนี ด้วยสนนราคา 6 ล้านรูปีศรีลังกา หรือราว ๆ เกือบ 6 ล้านบาทไทย ตามค่าแลกเปลี่ยนเงินตราในยุคนั้น (1 รูปี = 1.09 บาท ในปี 1984, 1 รูปี = 10 สตางค์ ในปี 2022) 

เมื่อได้บ้านหลังนี้มา กระทรวงการต่างประเทศก็ปรับปรุงเป็นที่ทำการสถานทูตไทย ด้านล่างเป็นที่ทำวีซ่า ด้านบนเป็นออฟฟิศ โดยไม่ได้เปลี่ยนโครงสร้างเดิมของบ้าน ทำเลที่ตั้งนับว่างดงามลงตัวมาก อยู่บนถนน Dr. C.W.W. Kannangara Mawatha ตรงข้ามสวนสาธารณะใหญ่ เยื้อง ๆ กับ Town Hall หรือศาลาเทศบาลเมืองโคลัมโบพอดิบพอดี ทั้งยังรายล้อมด้วยอาคารสำนักงานสำคัญ ๆ ของทั้งรัฐบาลและเอกชน 

เวลาผ่านไปสิบกว่าปี เกิดเหตุระเบิดจากความไม่สงบบริเวณศาลาเทศบาล เพื่อความปลอดภัย สถานทูตไทยจึงย้ายที่ทำการออกจากอาคารในปี 2001 บ้านหลังนี้จึงปิดไว้ ไม่ได้ใช้งานนับแต่นั้น

ตัดภาพมาปี 2022 ย่านนี้ไร้เหตุก่อการร้าย มิหนำซ้ำนอกจากเป็นแหล่งราชการ ถนนเส้นนี้ยกระดับเป็นย่านเศรษฐกิจสำคัญ ห้างสรรพสินค้าใหญ่ก็กำลังจะเปิดใกล้ ๆ ถ้าให้เปรียบเทียบทำเลกับกรุงเทพฯ อาจบอกได้ว่าเป็นทำเลทองเสมือนเส้นถนนวิทยุ 

ท่านทูตพจน์และชาวนักการทูตไทยในศรีลังกา เห็นพ้องตรงกันว่าอาคารเก่าสมบัติของชาติไทยนี้มีคุณค่า ถ้าปล่อยทิ้งไว้จะยิ่งทรุดโทรมเสียหาย จึงตัดสินใจซ่อมแซมและใช้งานบ้านหลังนี้อีกครั้ง 

สยามนิวาส : ฟื้นอดีตอาคารสถานทูตไทยในศรีลังกา เป็น Cultural Center กลางกรุงโคลัมโบ

“เราจัดการทำความสะอาดครั้งใหญ่ รื้อจุดที่เสียหาย ทาสี ติดไฟใหม่ ทำห้องน้ำใหม่ ติดเสาธงไทยอีกครั้ง แล้วพบว่าโครงสร้างบ้านแข็งแรงดีมาก ระบบท่อน้ำทิ้ง ท่อปฏิกูลที่เชื่อมต่อไปถนนเป็นเหล็กหล่ออย่างดี ใช้งานได้ดีถึงทุกวันนี้ ข้างในกลายเป็นดินปุ๋ยหมัก 21 ปี ที่เราเอามาปลูกต้นไม้ที่รอบบ้านนี้ต่อได้ เราทำใหม่แค่ระบบน้ำดีและระบบไฟฟ้าเท่านั้น” อาทิตย์ ประสาทกุล อัครราชทูตที่ปรึกษา ผู้ร่วมดูแลการรีโนเวตบ้าน อธิบายอย่างละเอียด

“วิศวกรที่มาประเมินตึกบอกว่าผนังหนา 1 ฟุต ไม่มีรอยร้าวที่ไหนเลย เป็นตัวแทนสถาปัตยกรรมโมเดิร์นยุค 50 – 60 ใจกลางเมืองที่สภาพดี เขาบอกว่าอาคารแบบนี้ในโคลัมโบก็น้อยลงไปเรื่อย ๆ แล้วนะ ซึ่งผมว่าก็ไม่ใช่แค่ในโคลัมโบหรอก บ้านแบบนี้ในไทยก็หายไปเยอะมาก ๆ แล้วเหมือนกัน

“ครั้นจะย้ายกลับมาเป็นออฟฟิศคงต้องใช้เงินมหาศาล วิธีที่ง่าย เร็ว และคุ้มค่าที่สุด คือใช้เป็นพื้นที่จัดกิจกรรมของสถานทูตไทย และรวมไปถึงชาวอาเซียนด้วยนะ พวกเราทุกคนที่สถานทูตเชื่อว่าถ้าเราทำสเปซให้ดี เดี๋ยวกิจกรรมก็ตามมาเอง” 

สยามนิวาส

ท่านทูตพจน์ หาญพล เป็นผู้ตั้งชื่อ สยามนิวาส หรือ Siam Nivasa ในภาษาสิงหล

“คำว่า สยาม เป็นที่รู้จักในศรีลังกาอยู่แล้วว่าหมายถึงเมืองไทย ส่วนคำว่า Nivasa ก็คือนิวาสหรือบ้าน ชื่อสยามนิวาสจึงหมายถึง House of Siam

“เราอยู่ในที่ศูนย์กลางของเมือง อยากให้ใครผ่านไปผ่านมาได้รู้ว่ามีความเป็นไทยอยู่ตรงนี้ เนื่องจากบ้านปิดไปนาน เราก็อยากเอาชีพจรไปใส่ในบ้านให้เคลื่อนไหวตลอดเวลา จัดกิจกรรมต่อเนื่อง ไม่ใช่ปล่อยไว้นิ่งเฉย ๆ อย่างงานเปิดตัวบ้านด้วยการแสดงหุ่นกระบอก ทูตอาเซียนมาทุกคน แล้วชอบกันมาก เป็นกิจกรรมที่ดี ต่อไปก็จะมีกิจกรรมหลากหลายอีกเรื่อย ๆ ”

สยามนิวาส : ฟื้นอดีตอาคารสถานทูตไทยในศรีลังกา เป็น Cultural Center กลางกรุงโคลัมโบ
สยามนิวาส : ฟื้นอดีตอาคารสถานทูตไทยในศรีลังกา เป็น Cultural Center กลางกรุงโคลัมโบ
สยามนิวาส : ฟื้นอดีตอาคารสถานทูตไทยในศรีลังกา เป็น Cultural Center กลางกรุงโคลัมโบ
สยามนิวาส : ฟื้นอดีตอาคารสถานทูตไทยในศรีลังกา เป็น Cultural Center กลางกรุงโคลัมโบ

ภายในงานเปิดตัวสยามนิวาส มีการแสดงหุ่นกระบอกและเวิร์กชอปทำหุ่นกระบอกเล็ก ๆ ของตัวเองโดยบ้านตุ๊กกะตุ่นหุ่นกระบอกไทย นำโดย นิเวศ แววสมณะ และคณะ ทำให้เด็ก ๆ ลูกครึ่งไทย-ศรีลังกาสนุกกันมาก การแสดงดนตรีเครื่องสายของนักดนตรี ณัฐพันธุ์ นุชอำพันธุ์ และ กมล บูรณกุล เสียงขิมผสานไวโอลินบรรเลงดนตรีไทยอ่อนหวาน ผสานด้วยซอของท่านทูตพจน์ที่รื้อฟื้นทักษะตั้งแต่สมัยมหาวิทยาลัย มาร่วมแจมให้บรรยากาศบ้านสดชื่นมีชีวิตชีวา เป็นกันเอง 

และยิ่งมีขนมไทยอร่อย ๆ และเวิร์กชอปทำขนมไทยจากวัตถุดิบศรีลังกาของ พาฝัน ศุภวานิช Culinary Artist เจ้าของหวานนวล คิทเช่น สตูดิโอ การมาเยือนสยามนิวาสยิ่งสนุกสนาน เอร็ดอร่อย น่าจดจำและมาเยือนซ้ำอีกครั้ง 

สยามนิวาส : ฟื้นอดีตอาคารสถานทูตไทยในศรีลังกา เป็น Cultural Center กลางกรุงโคลัมโบ
สยามนิวาส : ฟื้นอดีตอาคารสถานทูตไทยในศรีลังกา เป็น Cultural Center กลางกรุงโคลัมโบ

โดยปกติ กระทรวงการต่างประเทศและกระทรวงวัฒนธรรมส่งออกการเผยแพร่วัฒนธรรมไทยไปประเทศต่าง ๆ อยู่แล้ว คณะบ้านตุ๊กกะตุ่นหุ่นกระบอกไทยเคยไปจัดการแสดงในหลายประเทศ ซึ่งมักจัดในพื้นที่ของเจ้าบ้านประเทศนั้น ๆ การมาเยือนศรีลังกาครั้งนี้ ได้จัดทัวร์แสดงในเมืองต่าง ๆ ทั้งศาลากลางโคลัมโบ โรงแรม โรงเรียน ศูนย์การค้า ตลอดจนวัดศรีปรมานันทะราชมหาวิหาร แต่การแสดงในสยามนิวาส เป็นครั้งแรกที่คณะศิลปินไทยได้แสดงผลงานใน Cultural Center ไทยในต่างแดน 

เอกอัครราชทูตอธิบายว่าประเทศไทยมีมูลนิธิไทย (Thailand Foundation) ที่ดูแลการถ่ายทอดวัฒนธรรมไทยมานาน แต่ไม่ได้มีการลงทุนสร้างศูนย์เผยแพร่วัฒนธรรมในประเทศต่าง ๆ แบบที่ประเทศมหาอำนาจทำกัน เหมือนที่จีนมีสถาบันขงจื่อ ญี่ปุ่นมี Japan Foundation เยอรมนีมี Goethe-Institut ฝรั่งเศสมี Alliance Francaise หรืออังกฤษมี British Council 

ท่านทูตพจน์หยิบภาพถ่ายเก่าของสยามนิวาสมาให้ดู

“ตอนนี้หน้าบ้านมีต้นไม้ใหญ่ แต่ดูภาพนี้สิ แต่ก่อนมันต้นเล็กนิดเดียวเท่านั้น มันเล่าเรื่องอดีตที่ผ่านมาของที่ทำการสถานทูตไทย และตอนนี้เรากำลังจะมีศูนย์วัฒนธรรมไทยของเราเอง เป็นการเริ่มต้นแบบเล็ก ๆ เรียบง่าย ใช้อาคารที่มีอยู่เดิม ทำให้สิ้นเปลืองงบประมาณน้อยที่สุด”

สยามนิวาส : ฟื้นอดีตอาคารสถานทูตไทยในศรีลังกา เป็น Cultural Center กลางกรุงโคลัมโบ
สยามนิวาส : ฟื้นอดีตอาคารสถานทูตไทยในศรีลังกา เป็น Cultural Center กลางกรุงโคลัมโบ

การใช้งานสยามนิวาสในอนาคต ในฐานะ Cultural Center มีได้หลากหลาย เช่น ใช้บ้านจัดงานวันชาติแทนที่จะไปเช่าโรงแรม ใช้เป็นที่ชุมนุมของคนไทยในโคลัมโบ หรือชุมนุมนักเรียนศรีลังกาในไทย เปิดเป็นตลาดให้คนมาขายของ ใช้จัดกิจกรรมเรียนรู้วัฒนธรรมไทย จัดเวิร์กชอป จัดสอนภาษาไทยให้เด็ก ๆ ลูกหลานคนไทยในศรีลังกา หรือสอนนักธุรกิจที่ทำงานติดต่อกับเมืองไทย 

ผนังบ้านหลายห้องก็ใช้จัดนิทรรศการหมุนเวียนได้ ที่สำคัญคือกำลังจะมีโครงการ Artist in Residence เชิญศิลปินจากไทยมาพำนักและทำงานศิลปะที่นี่ หรือเปิดให้อาสาสมัครส่งโครงการที่น่าสนใจสำหรับคนไทยและคนศรีลังกาเข้ามา แลกกับการได้ที่พักฟรี รวมถึงอาจจะมีห้องพักสำหรับคนไทยตกทุกข์ได้ยากให้มาพักชั่วคราว ใคร ๆ ที่มาใช้งานจะได้รู้สึกดี รู้สึกใกล้ชิดกับประเทศไทย

ท่านทูตพจน์ตอกย้ำความสำคัญของบ้านหลังนี้ 

“ศรีลังกากำลังประสบความลำบากหลายอย่าง แต่ทางการที่นี่ก็ให้เกียรติคณะทูตมาตลอด ยิ่งทำให้รู้สึกว่าต้องตอบแทนความปรารถนาดีที่มีต่อเรา เป็นเพื่อนกันก็ไม่ควรทอดทิ้ง บ้านที่แสดงความเป็นไทยจะเปิดต้อนรับ ให้เกิดความสัมพันธ์ในระดับประชาชนต่อประชาชน ว่าเราเป็นกัลยาณมิตรกันมาตลอด ตั้งแต่หยั่งรากที่นี่ และไม่เคยทิ้งไปไหน” 

สยามนิวาส : ฟื้นอดีตอาคารสถานทูตไทยในศรีลังกา เป็น Cultural Center กลางกรุงโคลัมโบ

คุยกับทูต

ปิดท้ายเรื่องนี้ด้วยบทสนทนากับเอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงโคลัมโบ เพื่อทำความเข้าใจศรีลังกาให้มากขึ้น และอาจทำให้เราอยากไปเยือนกรุงลงกา อาณาจักรของทศกัณฐ์ที่มีอยู่จริง เพื่อพิสูจน์ว่าดินแดนแห่งชาซีลอนนี้น่าสนใจเหมือนที่ท่านทูตพูดจริงไหม

สยามนิวาส : ฟื้นอดีตอาคารสถานทูตไทยในศรีลังกา เป็น Cultural Center กลางกรุงโคลัมโบ

ท่านทูตดื่มชาซีลอนวันละกี่แก้ว

ไม่เยอะ เพราะชาเขาเข้มมาก คนไทยเรานิยมดื่มชาแบบจีน คือดื่มเปล่า ๆ หลังอาหาร แต่ที่นี่เคยเป็นอาณานิคมอังกฤษ รับวัฒนธรรมทั้งอังกฤษและอินเดียด้วย เขาชงชาซีลอนแบบเข้มข้น แล้วใส่นม ใส่น้ำตาล บางทีมีใส่มาซาล่าด้วย ดื่มให้พลังงานเป็นอาหารเช้า 

จริง ๆ ศรีลังกาเคยปลูกกาแฟด้วยนะ แต่ในอดีตเกิดโรคพืชก็เลยหายไป กลายเป็นปลูกชาเป็นหลัก เหลือกาแฟไม่มากและเป็นของเอกชน อย่างร้าน The Cricket Club Café ข้างทำเนียบทูต เจ้าของเป็นสามีภรรยาชาวออสเตรเลีย เขามีไร่กาแฟบนภูเขา ได้คุยกันตอนตัดกิ่งต้นไม้ริมทำเนียบ ทางเราตกแต่งไม่ให้ไปรุกล้ำบ้านเขา แล้วเขาก็เอากาแฟมาให้ ซึ่งเป็นเรื่องดีมากที่เราผูกสัมพันธ์กับเพื่อนบ้าน เพราะหลังจากนั้นที่มีวิกฤตหน้าบ้าน ก็คุยกันตลอด

‘วิกฤติหน้าบ้าน’ คืออะไร

ช่วงต้นปีที่ผ่านมา ศรีลังกาขาดแคลนเงินตราต่างประเทศที่จะนำเข้าน้ำมัน น้ำมันจึงขาดแคลนอย่างหนักและแพงมาก คนต้องมาเข้าคิวเติมน้ำมัน แล้วปั๊มน้ำมันหนึ่งอยู่ใกล้ทำเนียบ (ราว ๆ 200 เมตร) คนก็เอารถมาต่อแถวยาวเป็นกิโลเมตร คิวยาวปิดหน้าบ้าน ซึ่งจริง ๆ เขาจอดรถไม่ได้ แต่ที่สุดแล้วก็คงไม่ไหว เราก็เข้าใจว่าเขาเดือดร้อน ขอความร่วมมือแค่ว่าให้เว้นทางเข้า-ออกให้หน่อย ไม่อยากให้เกิดความไม่พอใจกัน 

ช่วงที่หนักหนาที่สุด คิวเติมน้ำมันคือ 24 ชั่วโมง คนเอารถมาจอดไว้ กลับบ้านไป แล้วขี่จักรยานกลับมาขยับคิวเรื่อย ๆ ซึ่งช่วงนั้นมีคนเป็นลมเสียชีวิต กลายเป็นข่าวดังไปทั่วว่าคนศรีลังการอคิวน้ำมันจนตาย 

ข่าวศรีลังกาที่คนไทยได้เห็นในปีนี้ดูน่ากลัวทีเดียว ท่านทูตช่วยอธิบายได้ไหมว่า เกิดอะไรขึ้นกับศรีลังกา

ปัญหาการเมืองและเศรษฐกิจศรีลังการุมเร้า เข้า IMF มาแล้ว 16 ครั้ง เกิดจากการบริหารบ้านเมืองที่ผิดพลาดมาหลายปี งบขาดดุล ทั้งจากนโยบายลดภาษีเอาใจประชาชน การพึ่งพาการนำเข้า การไม่ส่งเสริมอุตสาหกรรมภายในประเทศ และก่อนหน้านี้มีนโยบายงดการนำเข้าปุ๋ยเคมีแบบรวดเร็วเกินไป ผลผลิตชา ข้าว พืชพันธุ์ต่าง ๆ ก็ลดลงทันที เกษตรกรก็ขาดทุนเดือดร้อน ยิ่งมีโควิดต่อด้วยสงครามรัสเซีย-ยูเครน รายได้การท่องเที่ยวก็หดลง เงินตราต่างประเทศที่เข้าถึงคนในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว 4 ล้านคนก็หายไป 

ประชาชนก็เริ่มไม่พอใจและเริ่มประท้วง จากที่ชนะการเลือกตั้งถล่มทลายปลายปี 2019 แล้วก็พาลไม่พอใจตระกูลราชปักษาที่ครองอำนาจการเมืองมาตลอด และดำเนินโครงการอย่างการสร้างสนามบินที่ไม่ค่อยได้ใช้งาน หรือท่าเรือที่ลงเอยเป็นกรรมสิทธิ์ประเทศจีน 99 ปี คนศรีลังการู้สึกว่าตระกูลราชปักษาร่ำรวยขึ้นมาก ได้ผลประโยชน์อยู่ฝ่ายเดียว ขณะที่คนส่วนใหญ่ลำบาก 

กลายเป็นมีกลุ่มเรียกร้องให้ประธานาธิบดีแก้ปัญหา ถ้าแก้ไม่ได้ก็ให้ออกจากตำแหน่งไป มีคำกล่าวว่า ‘Gota go home’ โกตาหมายถึงประธานาธิบดี โกตาบายา ราชปักษา ซึ่งสุดท้ายก็ลาออก และปัจจุบันก็มีรัฐบาลชุดใหม่ ความมั่นคงทางการเมืองมากขึ้น แต่ปัญหาเศรษฐกิจยังคงอยู่ 

ถ้าเราไปตลาด ดูเผิน ๆ เห็นการซื้อขายของปกติ แต่ในความเป็นจริง อัตราเงินเฟ้อในช่วงปีที่ผ่านมาเพิ่มขึ้นแทบร้อยเปอร์เซ็นต์ ข้าวของแพงขึ้น แต่เงินเดือนไม่ได้ขึ้นตาม และมีการเก็บภาษีมากขึ้น ถึงศรีลังกามีความอุดมสมบูรณ์ แต่คนไม่มีเงินซื้ออาหาร คนทำงานรายวันได้รับผลกระทบอย่างยิ่ง จากประชากรทั้งหมด 22 ล้านคน มี 3 ล้านคนที่อยู่ใต้เส้นความยากจน (Poverty Line) รัฐบาลปัจจุบันต้องจัดสรรงบประมาณใหม่ ระงับงบพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานซึ่งเป็นเงินกู้ มาช่วยเหลือประชาชนที่ทุกข์ยากเปราะบางที่สุดก่อน ซึ่งปัญหาเศรษฐกิจน่าจะยังคงมีอีกพักใหญ่ ตอนนี้หลาย ๆ ประเทศและหน่วยงานก็เข้ามาช่วยแล้ว 

สยามนิวาส : ฟื้นอดีตอาคารสถานทูตไทยในศรีลังกา เป็น Cultural Center กลางกรุงโคลัมโบ

ประเทศไทยช่วยอะไรศรีลังกาบ้าง

เมษายนที่ผ่านมา กระทรวงสาธารณสุขศรีลังกาติดต่อมาว่าเขาขาดแคลนยาจำเป็นเร่งด่วน ซึ่งเขารู้ว่าประเทศไทยเป็นแหล่งผลิตยา ในฐานะที่เราเป็นประเทศขนาดกลาง นี่ก็เป็นสิ่งที่เราช่วยได้ และองค์กรพุทธศาสนาในไทยก็ร่วมบริจาคเงินและข้าวสารอาหารให้คนที่ลำบาก ซึ่งเราก็แบ่งให้คนทุกศาสนา ไม่ใช่แค่คนพุทธ 

นอกจากเป็นพุทธเถรวาทเหมือนกัน ไทยกับศรีลังกามีอะไรคล้ายกันอีกบ้าง

การต้อนรับขับสู้ ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ยิ้มแย้มแจ่มใส คนศรีลังกาเป็นคนนุ่มนวล ใจดี มีน้ำใจ มีสัมมาคารวะ แล้วก็เป็นคนง่าย ๆ ไม่เป็นไรเหมือนคนไทย วัฒนธรรมหลาย ๆ อย่างเขาไม่ได้ถูกกลืนไปโดยชาวต่างชาติ ขนาดเคยตกเป็นอาณานิคมของโปรตุเกส ดัตช์ และอังกฤษ เขาก็ยังถอดรองเท้าในบ้าน ชีวิตในบ้านแบบเอเชีย คล้าย ๆ คนไทย

สิ่งที่ท่านทูตชอบในโคลัมโบคืออะไร

ต้นไม้เขียวดี สิ่งหนึ่งที่อาจดีกว่าบ้านเราคือเขาดูแลต้นไม้ใหญ่ได้ดีมาก ชอบปลูกต้นไม้ตามบ้านตามถนนหนทาง คนชอบสวนป่ามากกว่าสวนตกแต่ง ที่นี่ร้อนชื้น แต่ไม่ร้อนหัวแตกเพราะมีต้นไม้ร่มรื่นทุกที่ เป็นเมืองหลวงเขตร้อนที่เขียวครึ้ม ถ้าไปดูสวนของบาวา (Lunuganga สวนของ เจฟฟรีย์ บาวา สถาปนิกดังของศรีลังกา) จะเห็นการออกแบบพื้นที่สีเขียวของศรีลังกา ออกไปนอกเมืองจะเห็นว่าธรรมชาติอุดมสมบูรณ์มาก ถนนหนทางอาจยังไม่ดีมากนัก แต่เขายังไม่สูญเสียสิ่งแวดล้อมไป และคนศรีลังกาก็ตระหนักว่าเขามีทรัพยากรธรรมชาติรุ่มรวย 

อีกอย่างที่ชอบคือมีความสบายใจในการเดินท้องถนน ไม่มีคนล้วงกระเป๋า ฉกชิงวิ่งราว คนไม่น่ากลัวหรือท่าทีคุกคาม ค่อนข้างปลอดภัย และสุดท้ายคือมีสินค้าพื้นเมืองมากมาย ราคาน่าสนใจมาก มีส่าหรี โสร่ง เสื้อผ้าลินิน งานคราฟต์ต่าง ๆ ตอนนี้ศรีลังกามาเที่ยวได้แล้ว คนไทยก็น่ามาทำความรู้จักศรีลังกาให้มากขึ้น

Writer

ภัทรียา พัวพงศกร

บรรณาธิการและนักจัดทริปแห่ง The Cloud ที่สนใจตึกเก่า งานคราฟต์ กลิ่น และละครเวทีพอๆ กับการเดินทาง

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load