พิกัด / สภาพแวดล้อมที่ตั้งที่อยู่อาศัยของมนุษย์มีความสัมพันธ์แนบแน่นกับอาหารการกิน และสะท้อนกระแสการใช้ชีวิตในแต่ละยุคได้เป็นอย่างดี กรุงเทพฯ สมัย 70 ผู้คนยังอยู่อาศัยในบ้านเดี่ยว แม้ไม่กว้างใหญ่แต่ทุกหลังมีครัวไทยเปิดโปร่ง พร้อมพื้นที่ปลูกต้นไม้ มีสวนครัว ต้นมะลิริมรั้ว ต้นกล้วย ใบเตย ขึ้นอยู่หลังบ้าน

หมู่ไม้คู่เคหสถานทำให้เรามีข้าวต้มมัด ขนมกล้วย กล้วยบวชชี วุ้นกะทิ และขนมไทยง่ายๆ อีกหลายเมนูกินเป็นของสามัญ ต่างจากยุคนี้ที่คนนิยมอยู่บนตึก ชีวิตห่างไกลจากพื้นดิน จนกล้วย ใบตอง ใบเตย กลายเป็นของหายาก

มาการง คัพเค้ก คุ้กกี้นุ่ม ขนมปังซาวร์โด ครัวซองต์ บราวนี่ บิงซู ดูจะหาง่ายกว่า ซูเปอร์มาร์เก็ตในห้างติดแอร์มีแยะกว่าตลาดสด ที่ถ้าเราไปตามจังหวัดต่างๆ ยังจะพบขนมไทยสไตล์ ‘เปียก’ หอมน้ำกะทิที่แม่ค้าขายในหม้อ ปรุงกันวันต่อวัน

ซึ่งเดี๋ยวจะพาไปตามสืบพร้อมกับแกะรอยขนมไทยที่เหมือนวูบหายไปจากชีวิตในเมืองทันสมัย โดยเฉพาะช่วง 80 – 90 ที่ผู้คนโดยเฉพาะผู้หญิงออกจากบ้านไปทำงานออฟฟิศเป็นเวิร์กกิ้งวีเมนกันเป็นส่วนใหญ่

แต่ปีสองปีนี้กระแสโลกด้านการทำงานและการใช้ชีวิตดูจะหมุนกลับ งานอิสระ สตาร์ทอัพ กิจการขนาดเล็ก ตลอดจนการกลับคืนสู่บ้านเกิดนอกเมืองใหญ่ วิถีชีวิตที่ช้าลง การเกษตรอินทรีย์ การกินอยู่แนวใส่ใจดูแลสุขภาพแบบองค์รวม การปรุงอาหารที่ใช้วัตถุดิบในพื้นที่และตามฤดูกาล การรื้อสร้างการจัดเวลาและลำดับความสำคัญในชีวิตใหม่ อาจมีส่วนสัมพันธ์กับการกลับมาของขนมไทยก็ได้ใครจะรู้

รสยุโรปยุคอยุธยา

ปีก่อนเราไปลิสบอนมา แน่นอนว่าได้กินฝอยทองต้นตำรับ ทำเอานึกถึงเหล่าสาวยุคดิจิทัลผู้กำลังรักและทำขนมไทยหลายรายว่าถ้าเจอความหวานของฝอยทองต้นตำรับเข้าไป มีหวังช็อกน้ำตาลล้มตึงสลบแน่ เพราะมันยิ่งกว่าหวานแสบไส้ (สาวๆ ยุคนี้นิยมขนมหวานที่รสไม่ค่อยหวาน) ฝอยทองโปรตุเกส (Fios de Ovos) หวานแสบสุดใจ มีหลากรูปทรงและขนาด ที่เราชอบคือทรงจุกจิ๋ว ของแท้ต้องมีไหม้ๆ ดำๆ ที่ทำให้นึกถึงการฉีดไฟพ่นบนหน้าขนมเครมบรูเล

ทาร์ตไข่

ขนมโปรตุเกสส่วนใหญ่มีกำเนิดมาจากพระในมหาวิหารเก่าแก่สำคัญของเมือง นอกจากฝอยทอง ทาร์ตไข่ก็เป็นขนมเลื่องชื่อที่ถือกำเนิดขึ้นในดินแดนยุโรปใต้นี้ที่มีนักเดินเรือตัวพ่อเดินทางอย่างวาสโก ดา กามา (Vasco da Gama) ผู้ค้นพบเส้นทางการเดินเรือจากยุโรปสู่อินเดีย ดินแดนโลกตะวันออก นำพาทั้งการค้าและศาสนามาเผยแพร่ในเอเชียรวมทั้งบ้านเราสมัยอยุธยา ในแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์ที่เกิดปรากฏการณ์ East Meets West ครั้งใหญ่ นำไปสู่การผสมผสานต่างๆ มากมายทั้งวัฒนธรรม อาหารการกิน และชาติพันธุ์

เราเคยได้ยินชื่อท้าวทองกีบม้า หรือมารี กีมาร์ (Maria Guiomar de Pina, Marie Guimar) เจ้าของสมญาราชินีขนมหวาน ผู้มีบทบาทสำคัญด้านอาหารการกินคุมห้องต้นเครื่องรุ่งเรืองมากในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์กันอยู่บ่อยๆ

เธอสมรสกับเจ้าพระยาวิชาเยนทร์ (Constantine Phaulkon) ขุนนางกรีกคนโปรดของพระนารายณ์ มารี กีมาร์ เป็นลูกครึ่งโปรตุเกส-ญี่ปุ่น อันนี้แน่ชัด แต่เชื้อสายแขกเบงกอลยังเป็นที่ถกเถียงตามหนังสือเอกสารนานาชาติต่างๆ ที่บันทึกไว้ในสมัยอยุธยาและตำราที่เขียนวิเคราะห์ในยุคต่อๆ มา ผู้คนจำนวนไม่น้อยเข้าใจว่ามารี กีมาร์ เป็นผู้ให้กำเนิดขนมหวานไทยตำรับโปรตุเกส แต่ฝ่ายคัดค้านเถียงว่าขนมหวานโปรตุเกสเข้ามาสู่ไทยนานมากแล้วกับคณะนักบวชที่มาเผยแพร่ศาสนาก่อนมารี กีมาร์ เกิด

ขนมไทยมีส่วนผสมหลักคือแป้ง น้ำตาลมะพร้าว และมะพร้าว มาเจอส่วนผสมใหม่ๆ ตามแบบตะวันตกที่ใช้ ไข่ น้ำตาลทรายขาว เมนูหวานที่สร้างชื่อให้มารี กีมาร์ เป็นขนมสีทองสวยจากไข่ ทองหยอด ทองหยิบ ฝอยทอง หม้อแกง สังขยา ทองม้วน สัมปันนี รวมถึงของว่างเค็มอย่างกะหรี่ปั๊บไส้ต่างๆ

ทองหยิบ

บทประพันธ์หวานสุดใจ และตำราไทยอเมริกัน

หากจะสืบสาวเรื่องราวของขนมไทยในยุคถัดมา คงจะพลาดเล่มนี้ไม่ได้แน่ บทประพันธ์อันเป็นที่สุดของที่สุดสำหรับเรา กาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวาน พระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 ทรงใช้กาพย์เห่พรรณนาถึงอาหารคาวหวานพร้อมกับทรงรำพันถึงความรัก อารมณ์ความรู้สึกนานาประการ ที่มีต่อสตรีผู้เป็นที่รักของพระองค์

เราเคยผ่านตาวรรณกรรมชิ้นเอกนี้มาตั้งแต่วัยนักเรียน แต่แปลกที่จำไม่ค่อยได้เพราะสมัยก่อนคงแค่ท่องจำไว้เพื่อใช้สอบ จนเมื่อมาเปิดอ่านช่วงที่สนใจเรื่องขนมหวานไทยถึงกับอ้าปากค้างตะลึงหนักมากทึ่งในเนื้อความของกาพย์ที่บอกลักษณะอาหาร ขนมไทย แต่ละอย่างให้เราเข้าใจทั้งส่วนผสม รสชาติ อย่างชัดเจนด้วยคำไม่กี่คำประกอบกันเป็นประโยคสั้นๆ เก็บความครบตามรูปแบบกาพย์คล้องจองจำง่าย อีกทั้งยังมีการอุปมานำอารมณ์ความรู้สึกมาเทียบกับรสชาติอาหารขนมทั้งหลาย เสริมรสให้คนเข้าใจตรรกะที่มาของกระบวนการปรุงด้วย เช่น

ทองหยิบทิพย์เทียมทัด สามหยิบชัดน่าเชยชม” 

รังไรโรยด้วยแป้ง เหมือนนกแกล้งทำรังรวง
โอ้อกนกทั้งปวง ยังยินดีด้วยมีรัง”

ฝอยทองเป็นยองใย เหมือนเส้นไหมไข่ของหวาน
คิดความยามเยาวมาลย์ เย็บชุนใช้ไหมทองจีน”

ซ่าหริ่มลิ้มหวานล้ำ แทรกใส่น้ำกะทิเจือ”

ขนมผิงผิงผ่าวร้อน เพียงไฟฟอนฟอกทรวงใน
ร้อนนักรักแรมไกล เมื่อไรเห็นจะเย็นทรวง”

อาจกล่าวได้ว่าพระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ 2 นี้สร้างความชัดเจนเกี่ยวกับอาหารขนมไทยได้ดีที่สุด แม้ภาษาจะวิลิศเยี่ยงโคลงฉันท์กาพย์กลอน แต่ก็อ่านเข้าใจง่าย ขนมหวานอาหารการกินที่ประณีตเหล่านี้เป็นเมนูในรั้วในวังกษัตริย์ ก่อนจะหลุดออกมาจนถูกปรับเปลี่ยนเป็นอาหารให้ชาวบ้านทั่วไปได้ทำอร่อยกันแพร่หลายที่บ้านหลายเมนู โดยวิธีบอกกันต่อๆ เพราะยังไม่มีสิ่งพิมพ์รูปแบบตำราบอกวิธีการปรุงและส่วนผสม จนกระทั่งกลางสมัยรัชกาลที่ 5 จึงปรากฏหนังสือ ปะทานุกรมการทำของคาวของหวานอย่างฝรั่งแลสยาม (ตำราอาหารอย่างฝรั่งและสยาม) แปลและเรียบเรียงโดย นักเรียนดรุณีโรงเรียนกุลสตรีวังหลัง

สิ่งพิมพ์นี้ตีพิมพ์ออกมาใน พ.ศ. 2441 สิบปีก่อนที่ท่านผู้หญิงเปลี่ยน ภาสกรวงศ์ พิมพ์หนังสือตำราอาหาร แม่ครัวหัวป่าก์ เล่มนี้ได้ชื่อว่าเป็นตำราอาหารเล่มแรกของไทย ท่านผู้หญิงได้สร้างปริมาณมาตรฐาน โดยกำหนดการชั่งตวงวัดแบบราคาขาย (วัตถุดิบต่างๆ) ที่พอทำให้เห็นปริมาณเป็นรูปธรรมขึ้นมากกว่าการ ‘กะๆ เอา’ ของผู้ปรุงแบบดั้งเดิม

อีกทั้งก่อนเข้าสูตรอาหารท่านผู้หญิงเขียนเล่าประวัติที่มา หยิบยกวรรณกรรมที่เป็นเบาะแสต้นธารอาหารนั้นๆ เป็นเรื่องราวสั้นๆ ให้อ่านกันด้วย เรียกว่าสมศักดิ์ศรีกว่าเล่ม ปะทานุกรมการทำของคาวของหวานอย่างฝรั่งแลสยาม ซึ่งเป็นตำราที่มีกลิ่นอายอาหารฝรั่งอเมริกัน ของโรงเรียนกุลสตรีวังหลังที่ก่อตั้งขึ้นโดยคณะมิชชันนารีอเมริกัน เจ้านาย ขุนนาง ข้าราชการชั้นสูง ของไทยในยุคนั้นนิยมส่งกุลธิดาไปเรียน คำนำในตำราโบราณเล่มนี้ระบุว่าพิมพ์ขึ้นไว้เพื่อแม่หนูดรุณีจะได้ฝึกหัด’ ในเล่มไม่มีขนมไทยแบบในกาพย์เห่เรือแต่มีเมนูฟิวชั่นอย่างพุดดิ้งที่ใช้ส่วนผสมพื้นถิ่น ไม่ว่าจะเป็นสาคู กล้วยหักมุก มะพร้าว ข้าวเจ้า มันเทศ

ปุดดิง กล้วยหักมุก’ ในตำรานี้ใช้กล้วยหักมุก 4 ผล ขนมปังสด 2 ชิ้น อบเชยป่น ลูกจันทน์เทศป่น เกลือ ไข่ไก่ ผสมกันและทำให้สุกด้วยวิธีนึ่ง ซึ่งวิธีการทำให้ขนมสุกเป็นตัวชี้ที่ทำให้เราเห็นประเภท และความหลากหลายของขนมไทยได้ดีที่สุดปรากฏในตำราอาหารสมัยต่อมา ของคาว ของหวาน จากตำรับอาหารของหม่อมเจ้าหญิงจันทร์เจริญรัชนี

ตำราอาหาร

เปียก นึ่ง กวน เชื่อม ผิง

ในตำราอาหาร ของคาว ของหวาน จากตำรับอาหารของหม่อมเจ้าหญิงจันทร์เจริญรัชนี ในส่วนของหวาน จัดแบ่งขนมหวานไทยไว้ตามวิธีการปรุงให้สุกตามนี้

เปียก ตามพจนานุกรมราชบัณฑิตยสถานหมายถึงการต้มผสมกวนสิ่งใด ไม่ว่าจะเป็นข้าว แป้ง ในหม้อ ตั้งไฟให้สุกจนเกิดความข้น เละ ข้าวเหนียวเปียกมีหลากรสตามพืชพันธุ์ที่จับคู่มาผสมผสาน ข้าวเหนียวเปียกมะพร้าวอ่อน ลำไย ข้าวโพด ขนมที่ปรุงโดยการเปียกหลายชนิดมัก collaborate กับกะทิหอมมันแล้วเข้ากันสุดๆ ครองแครงกะทิ สาคูเปียก บัวลอย ปลากริม รวมถึงขนมประเภทแกงบวดที่ใช้เผือก ฟักทอง มัน ถั่วดำน้ำกะทิ ไปจนถึงขนมต้มน้ำตาลต่างๆ มันเทศ ถั่วเขียว ลูกตาลอ่อน และข้าวต้มน้ำวุ้น เป็นต้น

นึ่ง การทำให้สุกโดยใช้ไอน้ำ ขนมไทยที่ใช้วิธีการปรุงแบบนี้ก็เช่นข้าวเหนียวหน้าต่างๆ กุ้ง กระฉีก ปลาแห้ง สังขยา หรือคัสตาร์ดแบบไทย มีการเหยาะหย่อนพืชผลท้องถิ่นไปในเนื้อสังขยาด้วย เช่น มะพร้าวอ่อน ฟักทอง ลูกบัว ขนมอร่อยในกระบอกอย่างข้าวหลาม ข้าวเหนียวตัดในถาด ก็ใช้วิธีการนึ่ง รวมถึงขนมถ้วยสังขยา ขนมถ้วยหน้ากะทิ ขนมเข่ง ขนมชั้น ขนมถ้วยฟู ขนมน้ำดอกไม้ ขนมขี้หนู ขนมดอกโสน ฯลฯ

ผิง จากกาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวานทำให้เราเข้าใจภาพได้ดีว่าผิงคือการทำให้ผ่าวร้อน ใช้ความร้อนเผา อังไฟ เป็นการทำให้สุกแบบร้อนจากด้านบนด้านล่าง เป็นกรรมวิธีที่ใช้ในการทำขนมไทยแห้งกรอบอย่างขนมผิง ขนมกลีบลำดวน ขนมที่มีเนื้ออารมณ์เดียวกับสังขยาอย่างขนมหม้อแกง ขนมที่มะพร้าวเป็นตัวเด่นอย่างบ้าบิ่น ขนมจากกรอบ ข้าวเหนียวปิ้งต่างๆ ข้าวเกรียบว่าว เป็นขนมที่เรารู้สึกประมาณว่าความร้อนกับกลิ่นหอมของขนมมันสัมพันธ์กันมากกว่าเป็นตัวทำให้ขนมสุกเท่านั้น

กวน การทำให้สุกโดยใช้ความร้อนกวนสิ่งใดให้เข้ากัน เช่น ผลไม้กับน้ำตาล ทำให้เข้ากันจนเกิดลักษณะข้นเหนียว ทุเรียน กล้วย สับปะรด พุทรา กะละแม มะพร้าวแก้ว ข้าวเหนียวแก้ว ขนมเปียกปูน ข้าวยาคู ตะโก้ หยกมณี ขนมไทยสายกวนนี้จะมีความหนึบและหวานจัดสูสีการเชื่อมกันเลยทีเดียว

เชื่อม คือการเคี่ยวน้ำตาลในน้ำที่ตั้งไฟจนละลาย สิ่งที่ได้มาเรียกว่าน้ำเชื่อม ใส่ผลไม้ พืชผัก ไข่ หรือส่วนผสมใดๆ ลงไปจนน้ำตาลเข้าเนื้อ มันเทศ เผือก ฟักทอง สาเก กล้วย พุทราจีน สับปะรด มันสำปะหลัง ขนมไทยที่เชื่อมจนหวานหยดนิยมรับประทานราดกะทิเค็มๆ ตัดรส ส่วนเม็ดขนุนคือถั่วบดเชื่อม ทองหยิบ ทองหยอด ฝอยทอง กรรมวิธีการปรุงก็เข้าข่ายการเชื่อม

การเชื่อมขนมแต่ละอย่างต้องรู้สัดส่วนของน้ำตาล : น้ำให้ดี การเชื่อมจึงจะได้ผลสวยงาม อย่างการทำฝอยทองในหนังสือ ชมรมแม่บ้านทันสมัย โดย พลศรี คชาชีวะ อธิบายว่าใช้น้ำ 1 ส่วน (ถ้าใช้น้ำลอยดอกมะลิจะหอมเข้าเนื้อดี) น้ำตาลส่วนครึ่งจึงจะพอเหมาะ ทองหยิบ ทองหยอด ใช้น้ำเชื่อมข้นกว่า จึงมีคำแนะนำให้ทำฝอยทองก่อน อีกทั้งยังมีเทคนิคการฟอกน้ำเชื่อมด้วยเปลือกไข่เพื่อให้น้ำเชื่อมขาวดี

แม้การทำขนมไทยจะใช้เทคนิค ‘กะเอา’ ไม่มีสัดส่วนเป๊ะชัดชั่งตวงวัดเป๊ะแบบฝรั่ง แต่ก็มีเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยเต็มไปด้วยรายละเอียด ซึ่งเกิดจากการเรียนรู้ระหว่างกระบวนการปรุงทำ ที่คอลัมน์ ‘บ้านเพื่อน’ ตอนที่ 2 เราจะพาไปชมของจริงกันถึง ‘หวานนวล’ สตูดิโอขนมไทยที่กำลังจะเปิดบริการปลายเมษายนนี้

Writer & Photographer

พลอย จริยะเวช

เจ้าแม่ไลฟ์สไตล์และ Concept Designer มากความสามารถชื่อดัง ซึ่งเป็นทั้งนักเขียน Artist Writer นักแปล คอลัมนิสต์ และนักวาดมืออาชีพ ผู้มีผลงานออกแบบวางจำหน่ายในงานแฟร์ของตกแต่งที่ดีที่สุดในโลก

บ้านเพื่อน

พลอย จริยะเวช พาไปรู้จักคนสร้างผลงานน่าตื่นเต้นแบบเป็นกันเองเหมือนไปเที่ยวบ้านเพื่อน

เพื่อนรักของเราปรับอาคารเก่าบนถนนทรงวาด เปลี่ยนเป็นที่พักเปิดรับแขกเหรื่อจากทั่วโลกมาได้พักใหญ่ในนาม ‘บ้านทรงวาด’ บ้านที่เพื่อน อิน-อินทุกานต์ คชเสนี สิริสันต์ และคู่ใจของเธอ อาทิตย์ สิริสันต์ ร่วมกันทำนั้น สร้างความประทับใจสูงสุดให้แขกสารพัดสัญชาติที่เข้าพักทุกราย ล่าสุดที่เพิ่งเช็กเอาต์รีวิวให้ว่า “คะแนนเต็ม 5 ให้ 10”

อิน-อินทุกานต์ คชเสนี สิริสันต์ และ อาทิตย์ สิริสันต์

เรายังขอมอบตำแหน่งพีอาร์ทรงวาดผู้ทรงประสิทธิภาพให้อินด้วย เพื่อนทำให้เรารู้สึกถึงความทรงพลังของย่านนี้ในแบบที่เธอไม่ต้องพูดจาหรือแสดงอะไรยิ่งใหญ่ แต่เรากลับสัมผัสอัตลักษณ์ของชุมชนเก่าแก่ดั้งเดิมชัดเจน และการที่ผู้เข้ามาใหม่รักให้เกียรติชุมชนด้วยใจอ่อนน้อม อีกทั้งมาพร้อมสูตรกระบวนการคิดพิถีพิถัน เป็นสิ่งน่าชื่นชมมากจนคนนอกอย่างเราสัมผัสได้เองแบบคนทำไม่ต้องบอกหรือประกาศ อาจเรียกว่าเป็นการเกลี่ยเนียนกลืนระหว่างเก่าใหม่อย่างเป็นธรรมชาติ 

อินยังแนะนำให้เรารู้จักเจอะเจอบรรดาผู้คนน่ารักแนวคิดเดียวกัน ซึ่งเข้ามาปักหลักในทรงวาดพร้อมกิจการประณีตคิดหลายหลาก จนทำให้เรามองเห็นสูตรใหม่ในทรงวาดที่มีตัวเลข 5-3-2 เป็นแกนสำคัญ

บ้านทรงวาด Holiday Home จากอาคารเก่าบนถนนทรงวาดโดยฝีมือคู่รักนักท่องตรอกย่านโบราณ

บ้านทรงวาด (5)

อินและพี่โอ๊ต อาทิตย์ เป็นชาวบ้านย่านสุขุมวิทที่หลงรักย่านเมืองเก่า (Old Town) รอบเกาะรัตนโกสินทร์ อินเริ่มต้นอาชีพการงานในบริษัทโฆษณาชื่อดัง ก่อนจะเข้าสู่วงการสิ่งพิมพ์ รับตำแหน่งบรรณาธิการบริหารนิตยสารเดินทางท่องเที่ยวหลายปี ต่อด้วยทำหน้าที่บรรณาธิการนิตยสาร Martha Stewart Living

จากนั้นก็ทำงานอิสระ เขียน / แปลบทความให้นิตยสารต่างๆ หลายเล่ม พี่โอ๊ตเป็นมัณฑนากรมากฝีมือ เปิดบริษัทสร้างสรรค์งานโปรเจกต์ต่างๆ และบ้านลูกค้ามากมายตลอด 30 ปีที่ผ่านมา มีงานอดิเรกคือการถ่ายภาพ ทุกสุดสัปดาห์ทั้งคู่มีกิจกรรมโปรดคือขี่จักรยาน / เดินเล่นถ่ายภาพตามย่านต่างๆ ทั่วกรุงเทพฯ และเมืองไทย 

อิน-อินทุกานต์ คชเสนี สิริสันต์ และ อาทิตย์ สิริสันต์

ทั้งคู่เก็บประสบการณ์ท่องทางตามตรอกย่านโบราณจนมั่นใจว่าหลงรักเมืองเก่าจริงจัง และอยากเปิดกิจการเล็กๆ ประเภทที่พักแรม จึงเริ่มออกตระเวนชมตึกที่หมายตาอย่างเจาะลึก โดยเริ่มที่ย่านท่าเตียนซึ่งรักมากเป็นพิเศษ ก่อนจะพบว่าเมื่อเข้าไปสำรวจแล้ว แปลนและ Vibe อาคารในย่านรักสุดกลับไม่ทำให้รู้สึกว่า ใช่ ในการเริ่มต้นกิจการ

จนวันหนึ่ง ขณะเดินเล่นอยู่บนถนนทรงวาดที่รักและคุ้นเคยจากการเดินเท้าบ่อยๆ เช่นกัน พี่โอ๊ตเห็นป้ายแปะให้เช่าบ้านหลังหนึ่งอยู่ จึงลองติดต่อไปดู ได้พบปะพูดคุยกับคุณลุงคุณป้าผู้เป็นเจ้าของซึ่งไม่คิดจะขายบ้านเก่าของบรรพบุรุษ แม้ท่านทั้งสองย้ายออกไปอยู่ย่านอื่นนานแล้ว

มรดกตกทอดอายุราว 90 ปี ถูกปล่อยเช่าเป็นพื้นที่ทำประโยชน์แก่ผู้สนใจมาตลอดเวลาหลายสิบปี จนได้จังหวะที่อินกับพี่โอ๊ตมาพบเจอบ้านช่วงว่างจากการเช่าพอดี เมื่อทั้งคู่เข้าไป ยิ่งรู้สึกได้ถึงพลังดี อินเล่าว่า เยี่ยมชมตึกเก่ามาหลายแห่ง แต่ที่ตึกที่ทรงวาดนี้ให้ความรู้สึกแตกต่างมาก “อีกอารมณ์เลย ใจมันสบาย รู้สึกว่าถูกกับเรา”

“โชคดีบ้านนี้เป็นตึกหัวมุม ชั้นบนมีหน้าต่าง แสงเข้า ตึกนี้ยังดีมากตรงขนาด ทั้งความกว้างและลึกกว่าห้องแถวโบราณปกติ” ถูกใจนักออกแบบตกแต่งภายในมากประสบการณ์อย่างพี่โอ๊ต อินเล่าว่า พี่โอ๊ตใช้เวลาออกแบบและลงมือก่อสร้างตกแต่งใช้เวลาทั้งหมดราว 6 เดือน นับว่าเร็วมาก ส่วนใหญ่เสียเวลาไปกับการบูรณะซ่อมแซมโครงสร้าง

“ชั้นบนเดิมเคยถูกใช้เป็นโกดังเก็บของ พื้นตอนเรามาดูมีเสื่อน้ำมันปูไว้ นึกว่ารื้อออกมาจะเจอพื้นไม้สวยๆ กลายเป็นไม้เก่าไม้ใหม่ปนกันหลากชนิดสารพัดสี คงมีการซ่อมแซมมาแล้วหลายครั้ง” พี่โอ๊ตจึงแก้ปัญหาด้วยการย้อมไม้เป็นสีอ่อนให้สวยเสมอกันทั้งหมด 

“ตึกผ่านการใช้งานมาเยอะ คานมีหักบ้าง ทำ Soundproof กันเสียงไว้ด้วย เพราะเราอยู่ริมถนน โอ๊ตทำไปเขียนแบบแก้ไป” อินเล่า พี่โอ๊ตเสริมว่า “ตึกเก่าต้องทำปูนใหม่ด้วย ปูนเก่ามีความกร่อน ฝนตกปุ๊บผนังจะแฉะ ดูดความชื้นมาแยะ ต้องทากันซึม พื้นก็ต้องลงกันซึมและแก้ไขเรื่องปลวก รื้อหลังคา ไล่เปลี่ยนโครงไม้ ทำรางน้ำใหม่”

แต่บันไดแคบชันแบบตึกเก่า ทั้งคู่ยังคงไว้ไม่เปลี่ยนแปลงแต่อย่างไร “บันไดตึกในย่านเจริญกรุงชันกว่าแถบทรงวาดอีก” พี่โอ๊ตเคยมีลูกค้าให้ออกแบบปรับอาคารเดิมเป็นโรงแรมขนาดเล็กมีห้องพัก 5 ห้อง ต่างลักษณะกันกับบ้านทรงวาด

บ้านทรงวาด Holiday Home จากอาคารเก่าบนถนนทรงวาดโดยฝีมือคู่รักนักท่องตรอกย่านโบราณ
บ้านทรงวาด Holiday Home จากอาคารเก่าบนถนนทรงวาดโดยฝีมือคู่รักนักท่องตรอกย่านโบราณ

“เราทำเป็น Holiday Home Rental สำหรับนักเดินทางที่มาเมืองไทยแบบครอบครัวหรือกลุ่มใหญ่ เป็นที่พักแบบให้เช่าทั้งหลัง ทั้งหมดมีสี่ห้องนอน ชั้นบนมีสามห้องนอน ชั้นล่างมีห้องนอนเล็กห้องเดียว” ห้องนอนเล็กชั้นล่างน่ารักน่าพักมาก เป็นห้องที่เราชอบบรรยากาศที่สุด นึกถึงการนอนค้างในรถบ้านคันจิ๋วของตน พื้นที่กะทัดรัดพอดิบพอดีต่อ Human Scale อินบอกว่า ใครมาเห็นห้องนี้ก็รักและอมยิ้มด้วยความเอ็นดู

การเข้าพักที่บ้านทรงวาด ผ่านกระบวนการตามระบบ Airbnb ซึ่งผู้ที่ทำการจองจะได้รับรหัสกดประตูเข้าบ้านจากสองเจ้าบ้าน และใช้รหัสนั้นกดเข้าพักในเวลาใดก็ได้ตามสะดวก และครอบครองรหัสในฐานะเจ้าของบ้านตลอดช่วงเวลาที่เข้าพัก จึงสะดวกกว่าการเช็กอินตามโรงแรมปกติ เพราะที่นี่คือ ‘บ้าน’ ที่ผู้เข้าพักได้รับความเป็นส่วนตัวสูงสุด ไม่มีพื้นที่เปิดแบบล็อบบี้ให้บุคคลทั่วไปแวะเข้ามาเยี่ยมชมแบบโรงแรม / ที่พักแบบอื่นๆ นี่คือระบบการพักแรมแบบบ้านที่เน้นความเป็นส่วนตัวของผู้เข้าพักอย่างแท้จริง

“วันที่เราทำบ้านเสร็จก็ชวนคุณลุงคุณป้ามาชม ทั้งสองท่านเดินดูยิ้มไปตลอด บอกว่าทำซะดีเชียว จำแทบไม่ได้เลย โอ๊ตออกแบบแบบเน้นฟังก์ชันสำหรับครอบครัว เพื่อนฝูงมาพักกันหลายๆ คน” ตู้เก็บของ อุปกรณ์ทำความสะอาด พื้นที่เก็บเครื่องใช้จำเป็นต่างๆ ถูกซ่อนไว้อย่างสวยงามแบบห้องลับที่สร้างขึ้นด้วยมุมมองมัณฑนากรเปี่ยมทักษะความชำนาญ ภายใต้ลุคเก๋งามของบ้านทรงวาดจึงเปี่ยมไปด้วยความสบายและประโยชน์ใช้สอย ตอบโจทย์แนวคิด ‘Holiday Home’ ทุกอณู

“Living Room เราใหญ่มาก สำหรับทุกคนมารวมตัวกัน ห้องน้ำแบ่งสัดส่วนอย่างดี ห้องอาบน้ำโซนเปียก โซนแห้ง สำหรับการอยู่เป็นหมู่คณะ อ่างล้างหน้าแบบ Twin แยกออกมาไว้ด้านนอกห้องอาบน้ำ กระจายตัวกันใช้งานได้ในเวลาเดียวกัน ออกแบบโดยนึกถึงชีวิตประจำวันที่คนใช้งานจริง”

บ้านทรงวาด Holiday Home จากอาคารเก่าบนถนนทรงวาดโดยฝีมือคู่รักนักท่องตรอกย่านโบราณ

พี่โอ๊ตและอินละเอียดคิดทุกจุด สมกับที่เราเรียกเธอว่า มาร์ธาอิน ไม่ทิ้งลายอดีตบรรณาธิการนิตยสารการใช้ชีวิตที่มีชื่อเสียงสุด กระทั่งเก้าอี้เตี้ยๆ แบบลอยตัวสำหรับตั้งวางให้เด็กเล็กปีนขึ้นแปรงฟัน มาร์ธาอินก็จัดให้พร้อม 

บ้านทรงวาด Holiday Home จากอาคารเก่าบนถนนทรงวาดโดยฝีมือคู่รักนักท่องตรอกย่านโบราณ

ห้องนอน Master Bedroom อยู่ชั้นบน พอขึ้นบันไดไปแล้วจะเจอหน้าต่าง มองออกไปเห็นวิวราวกับภาพวาดยุคอดีต เห็นสิ่งก่อสร้างสะท้อนวัฒนธรรมจีนปรากฏในกรอบหน้าต่างงดงามทรงพลัง พี่โอ๊ตนำภาพที่เคยถ่ายเก็บบรรยากาศบริเวณศาลเจ้า โรงงิ้ว เทศกาลสำคัญต่างๆ กินเจ ตรุษจีน การแห่มังกรถวายศาลเจ้า ประดับตกแต่งไว้ทั่วบ้านบรรยากาศสบาย Vibe น่าอยู่ที่ดูราวกับซุกตัวคู่ทรงวาดมานานแล้วอย่างเสงี่ยมงาม นอบน้อม 

บ้านทรงวาด Holiday Home จากอาคารเก่าบนถนนทรงวาดโดยฝีมือคู่รักนักท่องตรอกย่านโบราณ
บ้านทรงวาด Holiday Home จากอาคารเก่าบนถนนทรงวาดโดยฝีมือคู่รักนักท่องตรอกย่านโบราณ

อินและพี่โอ๊ตตั้งใจสร้างความกลมกลืนทางสถาปัตยกรรมด้านนอกให้เข้ากับพื้นที่แวดล้อมอย่างไม่แปลกปลอม ทาสีอาคารหล่อเรียบเนี้ยบกริ๊บ ไม่มีป้ายอะไรโฉ่งฉ่าง ปรับสร้างเพิ่มช่องแสงงานปูนเล็กน้อยเพื่อเพิ่มความสว่างให้กับพื้นที่ชั้นล่าง มีบานเลื่อนเปิดระบายอากาศได้ หรือจะปิดพรางสร้างความเป็นส่วนตัวจากถนนภายนอกอันแสนวุ่นวายในช่วงกลางวัน  

“ทรงวาดกลางคืนกับกลางวันอารมณ์ต่างกัน กลางวันพลุกพล่านตามคาแรกเตอร์ปกติของย่านนี้ มีรถเข็นส่งของแยะหน่อย แต่ไม่ขนาดสำเพ็งที่ใช้เวสป้า พอกลางคืนเงียบกริบ แต่ไม่เปลี่ยว ไม่น่ากลัว”

นับวันอินยิ่งหลงรักพิกัดที่ตั้งและขนาดความยาวกะทัดรัดของถนนทรงวาดที่มีประวัติศาสตร์ย้อนกลับไปสมัยรัชกาลที่ 5 ทรงวาดถนนสายนี้ขึ้น หลังจากเกิดไฟไหม้ใหญ่ในแถบสำเพ็ง เยาวราช ซึ่งเชื่อมต่อสู่ทรงวาดที่พาดตัวขนานไปกับแม่น้ำเจ้าพระยา มีท่าน้ำราชวงศ์เป็นจุดสำคัญก่อเกิดเรื่องราวการแลกเปลี่ยนไปมาค้าขาย ดึงผู้คนหลากเชื้อชาติให้มาเทียบท่าและอยู่อาศัย ทรงวาดได้ชื่อว่าเป็นจุดกำเนิดธุรกิจค้าข้าวของไทย ปัจจุบันก็ยังคงมีกิจการค้าส่งพืชผลการเกษตรต่างๆ เปิดทำการอยู่

อาคารบ้านเรือน อาคารพาณิชย์ ที่เรียงตัวบนถนนทรงวาดเรียกว่าสภาพสวยสมบูรณ์คงรูปทรงเดิมกว่าตึกแถบสำเพ็งเยาวราช ตึกกลิ่นอายยุโรป ประดับตกแต่งด้วยปูนปั้นแบบอิตาเลียนสวยงาม

หากเริ่มต้นที่ท่าน้ำราชวงศ์หันหน้าสู่ถนนทรงวาด ด้านขวาคือเจ้าพระยา ด้านซ้ายมีถนนและตรอกเล็กแคบ 3 – 4 สาย ทำหน้าที่เชื่อมต่อทรงวาดสู่เยาวราชสำเพ็ง ได้แก่ ถนนมังกร ตรอกอิสรานุภาพ ตรอกเยาวพานิช และตรอกสะพานญวนซึ่งอยู่ใกล้กับถนนทรงสวัสดิ์และวัดสัมพันธวงศารามวรวิหาร ซึ่งเดี๋ยวอินจะชวนเราไปรู้จักกับเพื่อนร่วมสมาคมคนรักทรงวาด เจ้าของเลข 3 ใน ‘ทรงวาดสูตรใหม่’ ที่เราจั่วหัวเรื่องไว้

บ้านทรงวาด Holiday Home จากอาคารเก่าบนถนนทรงวาดโดยฝีมือคู่รักนักท่องตรอกย่านโบราณ
บ้านทรงวาด Holiday Home จากอาคารเก่าบนถนนทรงวาดโดยฝีมือคู่รักนักท่องตรอกย่านโบราณ

เลข 5 มาจาก 50s ช่วงวัยของอินและพี่โอ๊ต ผู้ซึ่งเพิ่งก้าวผ่านช่วงวัย 40 มาได้ไม่กี่ปี เราว่าคนรุ่นห้านี้น่าสนใจในแง่เก็บประสบการณ์ทักษะความชำนาญมาเพียบ (อย่างต่ำๆ 30 ปี) เคยผ่านระบบการทำงานองค์กรใหญ่ ได้ลองเรียนรู้ลงมือทำสิ่งต่างๆ ด้วยตัวเองอย่างทะลุ ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานใดๆ มาแล้ว ไม่มีความจำเป็นหรือความพยายามที่จะทำอะไรเพื่อพิสูจน์อะไร แต่เต็มไปด้วยความมั่นคงทางกระบวนการคิด พร้อมลงมือสร้างงานเพื่อผลของงาน มองเห็นคุณค่าสิ่งที่ดีอันเคยเกิดขึ้นในโลกเก่า เข้าใจความเป็นไปในโลกยุคหน้า ขณะเดียวกันก็เข้าใจการใช้เทคโนโลยีช่วยขับเคลื่อนกิจการอย่างลื่นไหล 

บ้านทรงวาดเปิดตัวรับแขกได้ไม่กี่เดือนก็สอยสถานะ Super Host กวาดคะแนนสูงสุดจาก Airbnb มาครองแบบติดลมบน คะแนนสูงลิ่วไม่เคยลด ลูกค้าแทบทุกรายชมเหมือนกันว่า “More than we expected.” ไม่นึกว่าจะดีแบบนี้ ไม่นึกว่าจะพักสบายขนาดนี้ ฟังก์ชันและประโยชน์ใช้สอยที่เสริมการพักผ่อนมีความเป็นสากลสำหรับธุรกิจการพักแรมมากกว่าลุค สไตล์ หรือเปลือกการตกแต่งที่เก๋ไก๋เตะตา

ลูกค้าวัยรุ่นชาวฮ่องกงวัย 20 คร่ำครวญชื่นชมบรรยากาศการใช้ชีวิตในบ้านทรงวาดไว้ในสมุดเยี่ยมด้วยความรู้สึกเดียวกับลูกค้าเกาหลี จีน เนเธอร์แลนด์ อินเดีย มาเลเซีย สวีเดน อเมริกา ออสเตรเลีย ซึ่งประกอบด้วยผู้คนจากทุกช่วงวัย 30 – 60 ชาวแอร์บีเอ็นบีหมุนเวียนกันมาไม่ขาดสาย บ้านทรงวาดแทบไม่เคยว่าง

อิน-อินทุกานต์ คชเสนี สิริสันต์ และ อาทิตย์ สิริสันต์

“ใครมาพักเราก็ดูแลแบบเขาเป็นเพื่อน แนะนำให้รู้จักของอร่อยในชุมชน สถานที่น่าไปเยี่ยมชมต่างๆ” อินตอบคำถามผ่านแอปทางมือถือลูกค้าอย่างไวว่องมาก จุดเด่นของ Airbnb น่าจะอยู่ตรงนี้ที่ผู้เข้าพักแรมอุ่นใจกับการมีเจ้าถิ่นดูแลชิดใกล้

“ลูกค้าเคยลืมไอแพดไว้ในรถแท็กซี่ ก็โทรมาหาเราว่าทำไงดี เขาร้อนใจมาก เราก็ช่วยหากล้องวงจรปิด ดูทะเบียนรถแท็กซี่ บังเอิญตอนกลางคืนมืดมาก แท็กซี่จอดไกลกล้องไปหน่อย แต่ปรากฏว่าแท็กซี่ดีมาก เสิร์ช Google Maps ชื่อบ้านทรงวาด ซึ่งมีเบอร์มือถือเราอยู่ด้วย แล้วโทรติดต่อเรามาเองและนำไอแพดมาส่งคืนลูกค้า” บางทีมีกรณีลูกค้าจะเช็กเอาต์ออกจากบ้าน เกิดปิดแอร์ไม่ได้ จึงส่งข้อความถึง Super Host Martha In ผู้เดินทางอยู่ในญี่ปุ่นกับพี่โอ๊ตตอนนั้นพอดี แต่ทั้งคู่ก็สั่งปิดแอร์ได้จากโตเกียวผ่านแอปในมือถือ 

อินและพี่โอ๊ตยังพบความประหลาดใจที่น่ายินดีมาก เมื่อพบว่าเพื่อนเก่าสมัยเรียนต่างแดนของอินคือ โอภาส จันทร์คำ ใจตรงกัน มาเปิด F.V อยู่บนทรงวาดเช่นกันในเวลาไล่เลี่ยกันโดยไม่ได้นัดหมาย ห่างกันไม่กี่สิบก้าว มีโรงเรียนเผยอิงกั้น เมื่อใดที่มีแขกเข้าพักบ้านทรงวาด ทางร้านเอฟวีจะจัดขนมไทยส่งมาวางให้ในบ้านทรงวาดทุกครั้ง

‘บ้านเพื่อน’ นำเสนอเรื่องราวของเอฟวีไปแล้วในทรงวาดตอนที่ 1 โอภาสเป็นอีกคนในรุ่นต้น 50 ที่เราว่ามีความมั่นคงในกระบวนการคิดไม่ต่างจากอินและพี่โอ๊ต เรายังชอบที่โอภาสพูดถึงเรื่องอนาคตที่ดีและแข็งแรง (Healthy Future) ว่าเกิดจากการหลอมรวมเรื่องราวของวัฒนธรรมในอดีต สิ่งดีมีคุณค่าที่เคยเกิดขึ้นในวันเก่าก่อน ผสมกลมกลืนกับธรรมชาติ พืชพรรณ ของประจำท้องถิ่นไทย และนวัตกรรมของอนาคต แนวคิดหลักที่หลอมรวมการเริ่มต้นสร้างกิจการใหม่ในย่านเก่าของเขา

Holiday Home จากอาคารเก่าบนถนนทรงวาดโดยฝีมือคู่รักนักท่องตรอกย่านโบราณ
จากอาคารเก่าบนถนนทรงวาดโดยฝีมือคู่รักนักท่องตรอกย่านโบราณ

บ้านทรงวาด

835 ถนนทรงวาด

โทร 08 9891 9122

http://abnb.me/18bVyM1PeV

Facebook : Baan Song Wat

Writer

พลอย จริยะเวช

เจ้าแม่ไลฟ์สไตล์และ Concept Designer มากความสามารถชื่อดัง ซึ่งเป็นทั้งนักเขียน Artist Writer นักแปล คอลัมนิสต์ และนักวาดมืออาชีพ ผู้มีผลงานออกแบบวางจำหน่ายในงานแฟร์ของตกแต่งที่ดีที่สุดในโลก

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load