27 มิถุนายน 2562
10.41 K

เราเดินทางมายังเขตเมืองเก่าแถวนางเลิ้งเพื่อจะมายังวัดโสมนัสราชวรวิหาร

เปล่า เราไม่ได้จะมาทำบุญ แต่เรามาเพื่อตามหาสถานที่ลับๆ เล็กๆ แห่งหนึ่งที่ซ่อนตัวอยู่อย่างถ่อมตัวในบริเวณวัดแห่งนี้ หลังจากเดินทะลุผ่านกุฏิพระหลังเล็กหลังน้อยพร้อมกับเลี้ยวซ้ายและขวาอีกหลายที จนเหมือนกับว่าเรานั้นหลงทางอยู่ภายในวัดซะแล้วก็พลันเห็นประตูเหล็กสีแดงล้วนที่ตั้งอยู่ด้านหน้า บอกเราว่าเรามาถึงจุดหมายในวันนี้แล้ว

ภาพตรงหน้าเราคือ อาคารเหล็กสีแดงที่ตั้งอยู่บนพื้นที่ว่างระหว่างกุฏิพระ 2 หลัง พื้น ผนัง หลังคา ประตู วงกบ ชั้นวางของ ทุกสิ่งล้วนแล้วแต่เป็นสีแดงชาดไปซะทั้งหมด แหม ก็ใครมันจะไปรู้ว่าในตรอกเล็กๆ ระหว่างกุฏิพระสองหลังในวัดโสมนัสราชวรวิหารนั้นมันจะกลายมาเป็นพิพิธภัณฑ์กันได้

นี่คือพิพิธภัณฑ์สีแดงชาด เป็นที่เก็บวัตถุโบราณที่เจอในย่านสุวัณณภูมิ ลักษณะเป็นดินอัดแผ่นผสมยางกระบก มีลวดลายขีดเขียนอยู่ในพื้นผิว เรียกกันว่า กเบื้องจาน (เป็นคำที่ทางมูลนิธิบัญญัติขึ้นมาจากงานวิจัยที่ทำ ซึ่งคำนี้หมายถึง กระเบื้องจาน)

และเพราะคำว่า ‘สุวรรณภูมิ’ ที่เราคุ้นเคยกันนั้นเป็นคำที่สะกดกันตามแบบสันสกฤต แต่ในทางพุทธศาสนาล้วนใช้ภาษาบาลีบันทึกคัมภีร์และเอกสารต่างๆ ทางวัดจึงใช้คำว่า ‘สุวัณณภูมิ’

กลับมาที่ Tiny Museum ที่ถึงมีขนาดเล็ก แต่ภายในนั้นมีประวัติศาสตร์เก่าแก่บรรจุอยู่ เมื่อเราเดินเข้าไปด้านในตัวอาคารสีแดงไซส์ XS และเห็นพื้นที่และกเบื้องจานด้านในทั้งหมดแล้ว ก็เกิดเป็นคำถามไซส์ XL มากมายโผล่ขึ้นมาในหัวแทน

ทำไมถึงมีพิพิธภัณฑ์เล็กจิ๋วแบบนี้เกิดขึ้น? ทำไมพิพิธภัณฑ์ของโบราณนั้นกลับต้องมาอยู่ในวัด? กเบื้องจานนี่คืออะไร? ทำไมต้องตั้งอยู่อย่างลับๆ แบบนี้? แล้วทำไมถึงใช้พื้นที่ซอกแคบๆ ระหว่างกุฏิทำเป็นพิพิธภัณฑ์? และอีกมากมายหลายต่อหลายคำถาม

Tiny Museum

แน่นอนว่าหลายคำถามนั้นคิดเองก็คงไม่มีทางได้รับคำตอบ เราจึงนัดหมายกับผู้ดูแลและจัดทำพิพิธภัณฑ์ ‘Tiny Museum’ แห่งนี้ อันประกอบไปด้วย คุณวรรณฤทธ์ ปราโมช ณ อยุธยา ฐานข้อมูลกเบื้องจาน มูลนิธิพระราชกวี ผู้ริเริ่มผลักดันให้เกิดพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ขึ้น คุณวัชรพงษ์ธร ยังดำรง รองเลขธิการ มพอ. และยังเป็นบุตรชายคุณวรรณฤทธ์  และ คุณสุริยะ อัมพันศิริรัตน์ สถาปนิกรางวัลศิลปาธร สถาปนิกของโครงการ และที่ขาดไมไ่ด้เลยก็คือ พระสิริปัญญามุนี (เจ้าคุณเต็ม เจ้าคณะ ๑ วัดโสมนัสราชวรวิหาร) ผู้ที่สนับสนุนให้พิพิธภัณฑ์แห่งนี้เกิดขึ้นมาได้

และนี่คือเรื่องราวของพิพิธภัณฑ์เล็กจิ๋วสีแดงชาดที่ซ่อนตัวอยู่ลับๆ ในวัดโสมนัสราชวรวิหาร

01

ไทยนี่

และก่อนจะพูดเรื่องอื่นใด เราควรต้องพูดถึงสิ่งของจัดแสดงในมิวเซียมนั้นกันก่อน เพราะหัวใจหลักของพิพิธภัณฑ์ใดๆ นั้นคือของที่จัดแสดง หาใช่ตึกภายนอก ซึ่งของที่บรรจุอยู่ด้านในมิวเซียมแห่งนี้นั้นก็คือกเบื้องจาน สำหรับบางคนที่ไม่รู้จักสิ่งนี้ก็โปรดอย่าได้แปลกใจเลย เพราะเราเองก็ไม่รู้จักเหมือนกัน (ฮา)

กเบื้องจานนั้นเป็นเหมือนกับหนังสือหรือจดหมายในสมัยโบราณที่ใช้บันทึกเรื่องราว ไปจนถึงส่งข้อความถึงกัน โดยใช้ดินอัดแผ่นผสมกับยางของต้นกระบกจนมีหน้าตาเหมือนแผ่นอิฐแผ่นปูน แล้วจึงขีดเขียนจดบันทึกลงไปบนพื้นผิวของแผ่นดินนั้น

หลายๆ แผ่นที่อยู่ในพิพิธภัณฑ์นี้เคยถูกส่งพิสูจน์ตรวจหาอายุโดยสถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน และมหาวิทยาลัยปักกิ่ง ได้ผลลัพธ์ออกมาว่ามีอายุกว่า 2,000 ปีขึ้นไปทั้งนั้น นั่นแปลว่าตัวอักษรในกเบื้องจานเหล่านี้ก็อาจจะเป็นการสร้างตัวอักษรตัวแรกๆ เพื่อเอามาใช้สื่อสารกันระหว่างมนุษย์ในละแวกแถบดินแดนสุวัณณภูมิก็เป็นได้

ส่วนการที่กเบื้องจานเหล่านี้มาอยู่ที่วัดโสมนัสนี้ได้ ก็ต้องเล่าย้อนไปในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 เรื่องของเรื่องมันเริ่มมาจากในช่วงยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่เชลยชาวตะวันตกจำนวนมากถูกกองทัพญี่ปุ่นจับตัวเพื่อมาเป็นแรงงานในการสร้างทางรถไฟข้ามไปพม่าหรือทางรถไฟสายมรณะที่กาญจนบุรี

นึ่งในนั้นมี ดร.เอช อาร์ แวน เฮเกอเร็น (H.R. Van Heekeren) ชาวเนเธอร์แลนด์ ที่ในระหว่างการก่อสร้างทางรถไฟได้พบเจอหลักฐานโบราณคดีจากยุคหินใหม่ หลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลง ดร.เอช อาร์ แวน เฮเกอเร็น ก็นำวัตถุโบราณที่เจอไปตรวจสอบ ซึ่งก็ได้รับการยืนยันว่าเป็นหลักฐานจากยุคหินใหม่จริงๆ

หลังจากนั้น ดร.เอช อาร์ แวน เฮเกอเร็น เลยทำเรื่องขอทุนจากสถาบันทางโบราณคดีและนำไปสู่การขุดสำรวจทางโบราณคดีของไทยเป็นครั้งแรกที่ตำบลบ้านเก่าใน พ.ศ. 2499  จึงเกิดการตื่นตัวด้านการขุดค้นทางโบราณคดีของไทยในอีกหลายจังหวัด ทั้งเพชรบุรี ลพบุรี ราชบุรี และจังหวัดอื่นๆ ในแถบนั้น โดยการตื่นตัวนี้ไม่ใช่เพียงแค่จากภาครัฐอย่างเดียว แต่ก็มีชาวบ้านธรรมดาขุดเจอด้วยเช่นกัน

Tiny Museum

และการที่กเบื้องจานเหล่านี้มาอยู่ที่วัดโสมนัสฯ ได้ก็เนื่องมาจาก เจ้าคุณอ่ำ (อ่ำ ธมฺมทตฺโต) หรือพระราชกวีแห่งวัดโสมนัสวรวิหาร ที่เป็นพระนักค้นคว้า นักการศึกษา นักโหราศาสตร์ และกวี ท่านเป็นคนราชบุรีและมีโอกาสเดินทางไปยังวัดแถวราชบุรี เพชรบุรีลพบุรี อยู่บ้าง ได้ไปเห็นกเบื้องจานที่ชาวบ้านขุดพบขึ้นมา จึงเกิดความสนใจ อยากค้นคว้า และซื้อจากชาวบ้านไว้

พอลูกศิษย์หลายคนเห็นว่าท่านชอบจึงหามาถวายให้เรื่อยๆ ไปจนถึงวัดอื่นๆ ในละแวกนั้น เมื่อมีการขุดพบเจอก็จะส่งมาให้ท่านเจ้าคุณอ่ำเช่นเดียวกัน โดยท่านเจ้าคุณอ่ำก็ใช้พื้นที่ในวัดโสมนัสฯ นี่แหละเป็นที่เก็บและค้นคว้าวิจัย จนทุกวันนี้มีกเบื้องจานอยู่ในครอบครองทั้งหมด 847 แผ่น

ช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 มาจนถึง พ.ศ. 2510 ก็ยังมีนักวิชาการหลายฝ่ายที่ไม่ยอมรับในตัวกเบื้องจาน โดยถือกันว่าเป็นวัตถุโบราณปลอมและไม่นับว่าเป็นหลักฐานทางโบราณคดีของไทย ทำให้เราไม่คุ้นชื่อกเบื้องจานเหล่านี้เลยในปัจจุบัน

02

จากกเบื้องจานสู่พิพิธภัณฑ์

หลังจากเจ้าคุณอ่ำมรณภาพใน พ.ศ. 2535 บรรดากเบื้องจานทั้งหมด 847 แผ่น ก็ถูกย้ายมาอยู่ในความดูแลของ พระสิริปัญญามุนี (เจ้าคุณเต็ม) เจ้าคณะ ๑ วัดโสมนัส และให้ทางคุณวรรณฤทธ์ที่ช่วยงานเจ้าคุณอ่ำอยู่ก่อนหน้านี้ในเรื่องกเบื้องจานอยู่แล้วมาทำการวิจัยสานงานต่อ

และเพื่อให้สามารถดำเนินการด้านวิชาการต่อไปได้ คุณวรรณฤทธ์กับเจ้าคุณเต็มก็ช่วยกันผลักดันก่อตั้งให้เกิดเป็นมูลนิธิพระราชกวีใน พ.ศ. 2555 ซึ่งเป้าหมายถัดมาก็คือการดำเนินงานทางวิชาการ หรือก็คือการเปิดให้นักวิชาการและประชาชนทั่วไปสามารถเข้ามาศึกษาได้นั่นเอง

คุณวรรณฤทธ์เล่าว่า การจะให้คนเข้ามาดูแผ่นกเบื้องจานที่วางระเกะระกะอยู่กับพื้นก็คงไม่เหมาะสม ควรมีพื้นที่ที่สามารถให้คนมาศึกษาได้อย่างจริงจัง คุณวรรณฤทธ์จึงเป็นทั้งผู้ริเริ่ม ผลักดัน และดูแล ให้เกิดโครงการสร้างพิพิธภัณฑ์กเบื้องจานแห่งนี้ขึ้นมา

และคำถามที่สำคัญก็คือ ทั้งวัดไม่มีใครเคยทำพิพิธภัณฑ์มาก่อนเลย แล้วจะให้ใครมาช่วยออกแบบดี?

ก็บังเอิญว่าในช่วงเวลาที่คุณวรรณฤทธ์หาสถาปนิกนักออกแบบอยู่นั้น มีกำหนดการให้เหล่าศิลปินผู้ได้รับรางวัลศิลปาธรในปีนั้นมาเล่าให้คนทั่วไปฟังถึงกระบวนการทำงาน และคุณสุริยะ อัมพันศิริรัตน์ สถาปนิกที่ได้รางวัลปีนั้นก็มาพูดถึงเรื่องวิธีคิด ความเชื่อ และวิธีทำงานออกแบบ ที่หอศิลป์ร่วมสมัยราชดำเนินพอดี และก็บังเอิญอีกเช่นกันที่คุณวรรณฤทธ์เดินทางไปฟังในงานวันนั้น

“ผมบรรยายถึงเรื่องของวิธีคิด ความเป็นพุทธ และการอยู่ร่วมกับธรรมชาติผ่านงานออกแบบที่ผมทำ ซึ่งหลังจากที่พูดจบคุณวรรณฤทธ์ก็เดินมาหาและแนะนำตัวให้รู้จัก” สถาปนิกโครงการเล่าถึงความหลังตอนที่เจอกันครั้งแรก

“ผมไม่เคยรู้จักกเบื้องจานมาก่อนเลย แล้วผมก็นึกภาพว่าต้องเป็นจานกินข้าวอะไรแบบนั้น (หัวเราะ) ตอนจบงานที่ได้เจอกัน คุณวรรณฤทธ์ทิ้งชื่อและเบอร์โทรศัพท์ให้ผมไว้ แล้วบอกว่าว่างแล้วให้โทรมา หลังจากงานวันนั้นสักพักหนึ่งพอผมเริ่มมีเวลาว่างก็เลยได้โทรคุยกับทางคุณวรรณฤทธ์และนัดมาดูกเบื้องจานด้วยกันที่นี่ แล้วหลังจากนั้นก็เลยตกลงเริ่มทำงานโปรเจกต์นี้กัน”

ผมถามคุณสุริยะว่า อะไรทำให้ตัดสินใจรับทำงานนี้

“ต้องเล่าแบ็กกราวนด์นิดหนึ่ง พ่อผมเป็นคนก่อสร้างโรงเรียน และบั้นปลายชีวิตของท่านก็สร้างพิพิธภัณฑ์ขึ้นมาเช่นเดียวกัน เป็นพิพิธภัณฑ์พื้นถิ่นแห่งหนึ่งในพัทลุง การได้ทำพิพิธภัณฑ์น่าจะเป็นสิ่งที่อยู่ในหัวของเราอยู่แล้ว เหมือนเป็นจุดสูงสุดอันหนึ่งของวิชาชีพ ยิ่งด้วยอาชีพการเป็นสถาปนิกที่ไม่ได้มีโอกาสทำพิพิธภัณฑ์กันได้บ่อยๆ และยิ่งครั้งนี้ที่คุณวรรณฤทธ์ให้โอกาสให้ผมทำงานที่ถือว่ายิ่งใหญ่และสำคัญต่อชาติ ผมก็เลยสนใจอยากทำจริงๆ” สุริยะอธิบายถึงเหตุผลในการตกลงรับงานนี้

Tiny Museum

03

ไทนี่ มิวเซียม / มิวเซียมที่หาไม่เจอ

ของจัดแสดงก็มีแล้ว สถาปนิกคนออกแบบก็มีแล้ว คำถามถัดมาก็คือ สถานที่ก่อสร้างล่ะจะเป็นที่ไหนดี?

โดยส่วนมากเวลาที่มีการสร้างพิพิธภัณฑ์เราจะคิดถึงการสร้างพิพิธภัณฑ์ใหญ่โตอลังการ เพราะจะได้สร้างความโดดเด่นแก่ของที่จัดแสดงอย่างเต็มที่ แต่ท่านเจ้าคุณเต็มกลับเห็นต่างออกไป และเป็นคนเลือกสถานที่สร้างพิพิธภัณฑ์ให้ตั้งอยู่ในซอกระหว่างกุฏิ 2 หลังภายในวัดนั่นเอง

“หลังจากที่เราและท่านเจ้าคุณเต็มได้คุยปรึกษากับคุณสุริยะ ทุกคนเห็นพ้องต้องกันว่าพิพิธภัณฑ์ที่จะเกิดขึ้นมานั้นควรจะให้เป็นขนาดเล็กที่สุด ไม่ใช่แบบใหญ่โตที่สุดหรืออลังการที่สุด เพราะด้วยการมีอยู่ของกเบื้องจานที่ยังไม่มีการรองรับจากนักวิชาการในกระแสหลัก การไปสร้างมิวเซียมใหญ่ๆ มันอาจจะอธิบายต่อผู้มาเข้าชมยาก

“และซอกระหว่างกุฏิ 2 หลังของเจ้าคุณเต็มนั้นเดิมทีก็เป็นที่เก็บกเบื้องจานตั้งแต่สมัยเจ้าคุณอ่ำอยู่แล้ว เราเลยคิดว่ามันเหมาะที่จะใช้พื้นที่นี้ทำพิพิธภัณฑ์เล็กจิ๋วแห่งนี้ขึ้นมา ส่วนชื่อว่า ‘ไทยนี่’ หรือ ‘ไทยที่นี่’ และ ‘Tiny’ มันพ้องเสียงกัน คือทั้งเล็กแต่มีคุณค่ามหาศาล เพราะเป็นประวัติที่ถูกบันทึกไว้ด้วยตัวอักษรโบราณของแถบนี้ เลยใช้ชื่อนี้เป็นชื่อของพิพิธภัณฑ์” วรรณฤทธ์อธิบาย

“ภาพแรกสุดที่ผมคิดขึ้นมาเลยก็คือพิพิธภัณฑ์ตั้งอยู่ในซอกตรงนี้แหละ เพราะของที่ดีที่สุดต้องอยู่ในที่ๆ เล็กที่สุด” สถาปนิกโครงการเสริม “ความเล็กสำหรับผมจึงไม่ใช่ปัญหา แล้วในการก่อสร้างอาคารนั้นมันจะเกิดเสียงดังขึ้นตลอดเวลา ถ้าเป็นสถานที่อื่นที่ไม่ใช่กุฏิของเจ้าคุณเต็มที่รับช่วงต่อดูแลกเบื้องจานการก่อสร้างพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ก็อาจจะไม่สามารถทำให้สำเร็จลุล่วงไปได้”

และนั่นคือที่มาของการก่อสร้างพิพิธภัณฑ์ขนาดเล็กในซอกกุฏิที่ถ้าไม่มีคนพาเดินไปนั้น ผมมั่นใจว่าไม่มีทางหาเจอได้อย่างแน่นอน

04

Tiny Museum พิพิธภัณฑ์สีแดงชาด

หลังจากตัดสินใจเลือกพื้นที่ในการก่อสร้างพิพิธภัณฑ์ได้แล้ว ก็มาถึงปัญหาข้อต่อมา นั่นคือวัดโสมนัสฯ นั้นเป็นอาคารอนุรักษ์ที่ขึ้นทะเบียนของกรมศิลป์ ทำให้ไม่สามารถรื้อถอนหรือดัดแปลงอาคารได้เลย แล้วการก่อสร้างอาคาร 1 หลังให้อยู่ระหว่างกุฏิ 2 หลังที่เป็นอาคารอนุรักษ์นั้นจะใช้วิธีอะไรกัน

“มันเหมือนกับเราทำทุกอย่างมาในชีวิตเพื่อทำงานชิ้นนี้” สุริยะเล่าถึงวิธีการออกแบบอาคารที่มีข้อจำกัดเยอะมาก แต่ด้วยประสบการณ์การทำงานสถาปัตยกรรมในหลากหลายข้อจำกัดที่ผ่านมาในชีวิต ก็ทำให้สามารถหาทางออกให้กับเงื่อนไขแบบนี้ได้ โดยสุริยะเลือกหยิบเอาวัสดุอย่างเหล็กมาเป็นองค์ประกอบหลักในการก่อสร้างอาคารแห่งนี้

“คอนเซปต์ในการออกแบบของผมคือหีบสมบัติ เพราะสิ่งของข้างในมันเป็นของล้ำค่า เราเอาหีบสมบัติมาขยายให้ใหญ่เป็นอาคาร โดยใช้เหล็กมาเชื่อมต่อกันเป็นทั้งโครงสร้างและอาคาร ซึ่งการเป็นโครงสร้างเหล็กแบบนี้ก็ทำให้ไม่จำเป็นต้องขุดพื้นทำฐานราก และไม่จำเป็นต้องเอาโครงสร้างอาคารใหม่ไปฝากไว้กับอาคารกุฏิเดิมที่เป็นอาคารอนุรักษ์ แล้วหลักๆ ตัวอาคารจะช่วยดูแลในแง่ของความปลอดภัย ความยั่งยืน และการเผยแพร่ตัวกเบื้องจาน”

ผมมองตามที่สุริยะอธิบายเข้าไปในอาคารตรงหน้า ลานด้านหน้าของพิพิธภัณฑ์จะเป็นส่วนจัดแสดงเกี่ยวกับตัวท่านเจ้าคุณอ่ำผู้เป็นคนรวบรวมและค้นคว้ากเบื้องจาน และมีส่วนนิทรรศการกเบื้องจานแบบหมุนเวียนตามโอกาสต่างๆ ส่วนในอาคารสีแดงด้านในเป็นส่วนจัดเก็บ

เมื่อเดินผ่านลานจัดแสดงด้านหน้าเข้าไปยังตัวอาคารก็จะเห็นถึการใช้เหล็กรูปพรรณหลายๆ อย่างมาผสมกัน และหยิบเอาข้อได้เปรียบของเหล็กแต่ละประเภทมาใช้ นอกจากชั้นวางกเบื้องจานมากมายแล้ว ก็มีเพียงแค่เหล็กฉากเส้นบางๆ ที่ช่วยค้ำยันโครงหลังคาด้านบนอยู่ เราจึงยังคงสามารถเห็นถึงผนัง หน้าต่าง และคิ้วบัว ของอาคารเดิมทั้งหมดได้อย่างครบถ้วน

แม้จะใช้คอนเซปต์หีบสมบัติ แต่การออกแบบอาคารนี้ก็ไม่ได้เป็นแค่กล่องเหล็กธรรมดาแต่อย่างใด เพราะรายละเอียดๆ มากมายที่ซ่อนอยู่ภายในนั้นมันถูกคิดและออกแบบมาน่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็นการยกพื้นของอาคารให้สูงขึ้นจากพื้นในระยะที่เหมาะสม เพื่อป้องกันความชื้นและช่วยระบายน้ำฝน แต่เป็นระยะที่หนูหรือสัตว์ต่างๆ ไม่สามารถเข้าไปอาศัยอยู่ข้างใต้

หรือแม้แต่การเลือกความหนาของเหล็กที่ถ้าต้องการให้อาคารแข็งแรง เราก็มักจะต้องใช้เหล็กแผ่นที่มีความหนามากกว่าซึ่งก็ทำให้มีน้ำหนักมากขึ้นเช่นกัน แต่สุริยะเลือกใช้เหล็กแผ่นที่บางลง ผสมกับเทคนิคการพับเหล็กเพื่อช่วยให้เกิดความแข็งแรงมากขึ้น และด้วยเทคนิคการพับทำให้ผนังของตัวพิพิธภัณฑ์เกิดเป็นคิ้วบัวลักษณะเหมือนกับอาคารหลังอื่นๆ ในวัดด้วย

นอกจากผนังแล้วสุริยะยังใช้เทคนิคการพับแบบเดียวกันนี้กับส่วนหลังคา ซึ่งทำให้หลังคาจากเหล็กแผ่นชิ้นเดียวนั้นทำหน้าที่เป็นทั้งหลังคา รางน้ำ และเป็นตัวรางน้ำนี่แหละที่เมื่ออยู่ด้านในก็จะกลายเป็นรางติดไฟภายในอาคาร ทั้งหมดนี้เกิดจากการพับหลังคาชิ้นเดียวกันนี่เอง

หรือแม้แต่ตัวองศาของมุมหลังคาก็ได้ไอเดียมาจากคุณวรรณฤทธ์ที่ค้นคว้าและเห็นว่าหลังคาของเรือนไทยและทุกอาคารในวัดโสมนัสฯ นั้นทำมุม 45 องศากันทั้งหมด จึงได้นำเอามุมหลังคามาใช้กับอาคารนี้ ซึ่งทำให้กลมกลืนกับอาคารทั้งหมดภายในวัด ส่วนสีแดงชาดก็เป็นสีที่ใช้กันในวัดอยู่แล้ว จึงนำมาใช้เป็นสีหลักของพิพิธภัณฑ์

05

อุปสรรคนี่

สำหรับผมเป็นเรื่องที่ท้าทายและน่าทึ่งมากในแง่ของการรีโนเวต ที่สามารถเก็บใช้และเคารพผนังภายนอกอาคารเดิมให้กลายมาเป็นผนังภายในของอาคารใหม่แบบนี้ เพราะสิ่งที่เป็นอุปสรรคที่สุดในการก่อสร้างแบบนี้ก็คือคิ้วบัวและปูนปั้นหน้าต่างนั่นเอง

“เราใช้วิธีทำอาคารเหล็กโดยทำการตัดเหล็ก ขึ้นรูป และเชื่อมกันไว้เป็นส่วนๆ ก่อนจะยกมาและประกอบเข้าด้วยกันที่หน้างานด้วยเวิร์กช็อปของตัวผมเอง ไม่ได้สั่งผลิตจากโรงงานเหล็ก เพราะด้วยความละเอียดของชิ้นงานที่ต้องการการใส่ใจมากๆ สิ่งที่เป็นเรื่องยากที่สุดของการทำแบบนี้ก็คือคิ้วบัวและปูนปั้นที่วงกบหน้าต่างเดิมของอาคาร ซึ่งพอเป็นอาคารเก่าตำแหน่งของบัวเหล่านี้แม้แต่ในอาคารเดียวกันก็จะไม่ได้อยู่เป็นแนวเดียวกันตลอด และเราก็ไม่สามารถทำให้เกิดความเสียหายด้วย

“การวัดพื้นที่หน้างานจึงเป็นเรื่องที่สำคัญมาก ผมและทีมงานวัดพื้นที่หน้างานอยู่หลายรอบและต้องวัดพื้นที่ทุกจุดจริงๆ แม้แต่ในการออกแบบลงรายละเอียด ผมต้องใช้หน่วยมิลลิเมตรในการออกแบบอาคารนี้ทั้งหลังเลยนะ เหล็กทุกแผ่นก่อนนำมาประกอบนั้นถูกวัดระยะและเช็กอย่างดีก่อนจะส่งให้โรงงานตัดด้วยเลเซอร์คัต เพราะความละเอียดของระยะต่างๆ ที่ต้องการความพอดีอย่างมาก แล้วจึงนำมาเชื่อมเป็นชิ้นงานแยกเป็นส่วนๆ เพื่อให้ประกอบติดตั้งที่หน้างานได้ง่าย ก่อนนำมาประกอบรวมกันที่หน้างาน” สถาปนิกโครงการเล่าความยากในการรีโนเวต

Tiny Museum

Tiny Museum

รอบๆ ตัวพิพิธภัณฑ์นี้ก็ยังคงเป็นกุฏิพระที่มีพระอาศัยอยู่จริงๆ เลยต้องวางแผนและปรับปรุงอาคารรอบๆ ด้วย อย่างการมาของพิพิธภัณฑ์แบบนี้ก็อาจจะเกิดความไม่ปลอดภัยต่อกุฏิพระได้ ก็เลยต้องทำรั้ว คุณวรรณฤทธ์และคุณสุริยะจึงช่วยกันหาทางออกโดยการสร้างรั้วกระจกขึ้นมาแทนที่จะเป็นรั้วทึบ เพื่อให้งานโดดเด่นและกลมกลืนกับภาพรวมมากขึ้น

06

อนาคตของกเบื้องจาน

ทั้งสามท่านเล่าให้ผมฟังต่อว่า พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ยังไม่แล้วเสร็จ เพราะหลังจากนี้ส่วนจัดแสดงแบบหมุนเวียนที่ด้านหน้าอาคารเหล็กสีแดงนั้นจะมีการจัดทำ Virtual Museum คนที่สนใจสามารถสแกน QR CODE ของกเบื้องจานที่จัดแสดงและค้นคว้าหาข้อมูลต่อได้เอง ส่วนหนึ่งคือเรื่องของพื้นที่พิพิธภัณฑ์ที่มีขนาดเล็ก และเพื่อให้การเผยแพร่ออกไปทำได้ง่ายและเหมาะกับคนในยุคปัจจุบันมากขึ้น

“อนาคตเราอยากจะผลักดันกเบื้องจานสู่การศึกษาของชาติ นี่คือองค์ความรู้ของดินแดนสุวัณณภูมิ และองค์ความรู้ของโลก นี่คือเป้าหมายหนึ่งของมูลนิธิพระราชกวี” วรรณฤทธ์ทิ้งท้ายถึงอนาคตของพิพิธภัณฑ์แห่งนี้

เราได้แต่สัญญากับตัวเองว่า เมื่อพิพิธภัณฑ์แห่งนี้เปิดอย่างเป็นทางการจะได้มีโอกาสเข้ามาดู และศึกษาว่าเนื้อหาที่อยู่บนกเบื้องจานเหล่านั้นมีอะไรบ้าง

Tiny Museum

ทีมสถาปนิกและผู้จัดทำ 

WALLLASIA

สุริยะ อัมพันศิริรัตน์

ปรีณาพร แสงศรี

ศศิประภา รสจันทร์

พนมพร พรมแปง

ณรงค์ชัย ใจใส

ชัชวาล ตุลยนิษย์

จิรวัฒน์ พลสามารถ

Charlotte Matias

ประวิทย์ พูลกำลัง

Writer & Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

Re-Place

เบื้องหลังการรีโนเวตอาคารเก่า

10 พฤษภาคม 2565
1.50 K

หากคุณขับรถแล่นตรงจากสะพานนวรัฐมุ่งหน้าสู่ประตูท่าแพในเวลานี้ แล้วไม่ทันสังเกตว่ามีร้านอร่อยระดับที่ Foodie ตัวจริงตั้งใจมา ร้านขายสินค้าแฮนด์เมดสุดเก๋ หรือร้านกาแฟเจ้าเดียวกันกับเจ้าดังประจำย่านนิมมานเหมินทร์ยืนแทรกตัวอยู่ริมถนน ก็คงไม่แปลกอะไร เพราะเป้าหมายของคนส่วนใหญ่อยู่ที่การตระเวนย่านเมืองเก่า หรืออาจจะเป็นบรรยากาศเงียบเหงาและตึกแถวว่างเปล่าสะดุดตากว่า จนแทบจินตนาการไม่ออกว่า ‘ย่านท่าแพ’ ที่เพิ่งขับผ่านมา ครั้งหนึ่งเคยคลาคล่ำผู้คนและมีสถานะเป็นถึงย่านถนนเศรษฐกิจการค้าแห่งแรกของเมืองเชียงใหม่ อีกทั้งยังรุ่มรวยด้วยสถาปัตยกรรมหลากยุคสมัยเปี่ยมคุณค่าทางประวัติศาสตร์

ตี๋-ศุภวุฒิ บุญมหาธนากร สถาปนิกแห่งใจบ้านสตูดิโอ เป็นลูกหลานคนเชียงใหม่ที่ผูกพันกับย่านนี้มาตั้งแต่เด็ก เขาตระหนักถึงปัญหาความเปลี่ยนแปลงข้างต้น ไม่ใช่เพียงในเชิงกายภาพ แต่หมายรวมความสัมพันธ์ของย่านที่ค่อย ๆ โรยแรงแห้งเฉา ซึ่งมีจุดเริ่มมาจากการเปลี่ยนกรรมสิทธิ์ในที่ดินและอาคาร ควบคู่กับการขาดทิศทางการพัฒนาย่านให้ยืนอย่างสง่างามบนรากวัฒนธรรม

เหตุนี้เขาจึงลงมือสร้างสรรค์โปรเจกต์ ‘ย่านท่าแพ 2030’ นำเสนอแนวคิดในการจัดปรับตำแหน่งแห่งที่และตัวตนของย่านท่าแพ ให้สอดคล้องกับการพัฒนาเมืองที่เปลี่ยนแปลงไป พร้อมชี้นำการพัฒนาให้กับชุมชน ผู้ประกอบการ นายทุน และนักพัฒนา ผู้ให้ความสำคัญกับการทำธุรกิจที่รักษาต้นทุนทางธรรมชาติและวัฒนธรรม เพื่อชุบชูย่านให้กลับมามีชีวิตชีวา ศักยภาพ และสืบสานมนตร์เสน่ห์ความเป็นท่าแพจากวันนี้สู่อนาคต

ย่านท่าแพ 2030 : โปรเจกต์ฟื้นฟูเชียงใหม่ ธุรกิจสร้างสรรค์อยู่ได้ หัวใจของเมืองก็อยู่

จิ๊กซอว์ความสัมพันธ์

“จริง ๆ สถานการณ์ที่ดินเปลี่ยนมือค่อย ๆ เริ่มเมื่อประมาณ 5 ปีก่อนเกิดโรคโควิด-19 ระบาด ช่วงนั้นเชียงใหม่เป็นจุดหมายปลายทางของคนจีน นักธุรกิจที่เล็งเห็นโอกาสจึงเข้ามาสอยที่ดินทำธุรกิจ ทำให้หลายตึกถูกเปลี่ยนกรรมสิทธิ์เป็นของนายทุนจีน กลายเป็นร้านขายยาบ้าง ขายหมอนยางพาราบ้าง จนไม่เหลือร่องรอยของการใช้งานแบบ Mix Used” 

ตี๋ย้อนเค้าลางความแปรผันบนสองฝั่งถนนท่าแพ พลางขยายว่า ในอดีตอาคารบริเวณนี้มีลักษณะการใช้งานแบบผสมผสาน หรือ Mix Used คือชั้นบนเป็นที่อยู่อาศัย ส่วนชั้นล่างเปิดเป็นร้านค้า ขณะเดียวกันบางร้านยังแบ่งปันพื้นที่สำหรับจำหน่ายงานคราฟต์และสินค้าชาติพันธุ์ต่าง ๆ 

อนึ่ง ความผสมยังผสานไปถึงลักษณะทางสังคมที่อยู่ร่วมกันอย่างกลมเกลียว ทั้งชุมชน พาณิชย์ และศาสนา ครั้นเมื่อที่ดินเปลี่ยนมือและลักษณะการใช้งานอาคารเปลี่ยนไป ความสัมพันธ์ในย่านจึงคล้ายชิ้นส่วนจิ๊กซอว์ที่ถูกดึงออก วัดซึ่งเป็นศูนย์กลางของชุมชน พอขาดสังคมอุปถัมภ์ก็จำต้องปรับตัว จัดสรรพื้นที่ทำลานจอดรถ จัดอีเวนต์ หรือตกแต่งบรรยากาศเพื่อต้อนรับนักท่องเที่ยว 

ตี๋เสริมว่าคลื่นการเปลี่ยนแปลงที่มาพร้อมกระแส Mass Tourism เช่นนี้ เกิดกับแทบทุกย่านของเชียงใหม่ แต่สิ่งที่ทำให้ย่านท่าแพสะท้อนภาพชัด คือมูลค่าของทำเลที่สูงกว่า 25 – 40 ล้านต่อห้อง ตัวเลขดังกล่าวประมาณจากผลการสำรวจราคาที่ดินพร้อมอาคารในย่าน พ.ศ. 2562 ซึ่งเป็นปัจจัยให้ทำเลตกไปอยู่กับนายทุนที่มีกำลังซื้อ และโดยมากคือคนนอกพื้นที่

“เมืองจะมีลมหายใจต่อเนื่อง ก็ต่อเมื่อมีความทรงจำของผู้คนที่ถูกส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น แต่ดูเหมือนขณะนี้มันกำลังขาดช่วง เพราะพื้นที่กลายไปเป็นของคนอื่น”

เหนือความเปลี่ยนแปลงนานา ตี๋ให้ความสำคัญกับความทรงจำอันเปรียบดังห่วงเชื่อมร้อยความสัมพันธ์ทางสังคม และของผู้คนที่มีต่อพื้นที่ ซึ่งจะช่วยนิยามอัตลักษณ์ของย่าน รวมถึงรักษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่นไม่ให้สูญหาย

ย่านท่าแพ 2030 : โปรเจกต์ฟื้นฟูเชียงใหม่ ธุรกิจสร้างสรรค์อยู่ได้ หัวใจของเมืองก็อยู่
ย่านท่าแพ 2030 : โปรเจกต์ฟื้นฟูเชียงใหม่ ธุรกิจสร้างสรรค์อยู่ได้ หัวใจของเมืองก็อยู่
ย่านท่าแพ 2030 : โปรเจกต์ฟื้นฟูเชียงใหม่ ธุรกิจสร้างสรรค์อยู่ได้ หัวใจของเมืองก็อยู่

ย่านท่าแพ 2030

เราจะสร้างสรรค์ธุรกิจใหม่ ฟื้นกายภาพ และฟื้นโครงสร้างทางสังคม ให้เติบโตไปพร้อมกันได้อย่างไร…

นี่คือสิ่งที่ใจบ้านสตูดิโอ และ กฤติกา รอดเจริญ นักศึกษาฝึกงานจากสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง พยายามค้นหาคำตอบให้กับย่านท่าแพในอนาคต พลันศึกษาค้นคว้า ออกแบบ และนำเสนอแนวคิดการพัฒนาที่เป็นประโยชน์ไว้ในโปรเจกต์ ‘ย่านท่าแพ 2030’ (Thapae Neighborhood 2030) ภายใต้โจทย์หลัก 3 ข้อ 

หนึ่ง เพื่อจุดประกายให้เกิดโมเดลธุรกิจและการพัฒนาที่ดินที่เจ้าของเดิมอยู่อาศัยร่วมกับธุรกิจใหม่ ๆ ได้โดยไม่จำเป็นต้องขายที่ 

สอง จัดสรรพื้นที่ให้ผู้ประกอบการสร้างสรรค์เชียงใหม่มีพื้นที่ค้าขาย แสดงผลงาน โดยไม่จำเป็นต้องแบกค่าที่ดินหรือค่าเช่ามหาศาล ผ่านการสร้างระบบแบ่งปันพื้นที่ (Sharing Space) ซึ่งส่งเสริมนิเวศทางธุรกิจที่เกื้อหนุน 

และ สาม ปลุกกระแสให้เห็นคุณค่าของประวัติศาสตร์ อาคารและย่านอันเป็นต้นทุนสำคัญของธุรกิจ Creative Business District ที่จะมีผลกับการฟื้นฟูเมืองแบบ Urban Regeneration ในมิติเศรษฐกิจและกายภาพไปพร้อม ๆ กัน  

ย่านท่าแพ 2030 : โปรเจกต์ฟื้นฟูเชียงใหม่ ธุรกิจสร้างสรรค์อยู่ได้ หัวใจของเมืองก็อยู่

“ลองจินตนาการดูว่า ในเมืองที่แยกขาดระหว่างที่อยู่อาศัยกับพื้นที่พาณิชย์ ถ้าวันใดพื้นที่พาณิชย์ปิด เมืองก็ตาย จะกลับมามีชีวิตอีกครั้งได้ก็ต่อเมื่อธุรกิจเปิด ยิ่งเมืองสมัยใหม่พื้นที่ค่อนข้างจำกัด การอยู่แบบผสมผสาน หรือส่งเสริมการใช้พื้นที่อย่างสมประโยชน์จริง ๆ ดังนั้นแนวคิดการพัฒนาเมือง ‘เมืองกระชับ’ (Compact City) จึงเป็นวิธีการน่าสนใจ” ตี๋พูด 

“เราไม่ได้โหยหาอดีตชนิดต้องกลับไปอยู่เหมือนเดิม ในเมื่อธุรกิจปรับตัว กายภาพของอาคารก็ต้องปรับตัวด้วยเช่นกัน อย่างเมื่อก่อนตึกตึกหนึ่ง มีเจ้าของคนเดียวและใช้เป็นที่อยู่อาศัยและทำธุรกิจ แต่ปัจจุบันที่ดินแพง มูลค่าตึกก็สูง แน่นอน ผู้ประกอบการหน้าใหม่ที่กำลังสร้างตัวไม่มีสิทธิครอบครองตึกนี้ได้เลย แล้วโมเดลธุรกิจควรจะเป็นแบบไหน”

เขาทิ้งท้ายทำนองเชิญชวนให้นึกคิด แต่สำหรับเขาอยากนำเสนอโมเดลที่เรียกว่า ‘การฟื้นฟูย่านด้วยการปรับปรุงอาคาร’ ซึ่งจะกล่าวกันต่อในบทถัดไป

ฟื้นฟูย่านด้วยการปรับปรุงอาคาร โมเดลชี้นำอนาคต 'ย่านท่าแพ' ที่เมืองเก่าหลายแห่งควรศึกษา

ปรับอาคารให้ย่านฟื้น

“อาคารก็เหมือนชิ้นส่วนของชีวิต ณ ยุคหนึ่งมันถูกออกแบบกายภาพตามความต้องการของสังคม แต่พอพ้นยุคสมัยอาคารก็ต้องปรับตัวตาม โดยนำมา Reuse และ Adaptive ให้เข้ากับสังคมที่เปลี่ยนไปอย่างเข้าใจคุณค่า ด้วยการรักษาบางอย่างให้เป็นชิ้นส่วนความทรงจำ พร้อมปรับเปลี่ยนบางอย่างเพื่อจะทำให้ชีวิตดำเนินต่อไปได้”

ตี๋เกริ่นปูทางเพื่อจะอธิบายถึงโมเดลการฟื้นฟูย่านด้วยการปรับปรุงอาคารแบบ ‘Adaptive Reuse’ ในโปรเจกต์ย่านท่าแพ 2030 ที่เขาสำรวจตำแหน่งอาคาร วิเคราะห์โครงสร้างทางสถาปัตยกรรม และรวบรวมข้อมูลธุรกิจบนย่านถนนท่าแพ ก่อนนำมาออกแบบ 3 โมเดลตัวอย่างจากการประยุกต์แนวคิดเข้ากับตึกเก่าในย่าน โดยให้ความสำคัญกับการเก็บหน้าตาอาคารยุคโมเดิร์นและฟาซาด ควบคู่ปรับรื้อภายในให้เกิดการเชื่อมต่อจากถนนสู่ด้านในตัวอาคาร ซึ่งจัดสรรปันส่วนใหม่เป็นพื้นที่ว่างหลากหลายขนาด สำหรับรองรับกิจกรรมและธุรกิจรูปแบบต่าง ๆ ตลอดจนแทรกพื้นที่สีเขียวและช่องแสงให้เป็นเสมือน Pocket Park เพื่อเติมเต็มความเขียวขจีสดชื่นแก่ย่านน่าเดินแห่งนี้ 

ฟื้นฟูย่านด้วยการปรับปรุงอาคาร โมเดลชี้นำอนาคต 'ย่านท่าแพ' ที่เมืองเก่าหลายแห่งควรศึกษา
ฟื้นฟูย่านด้วยการปรับปรุงอาคาร โมเดลชี้นำอนาคต 'ย่านท่าแพ' ที่เมืองเก่าหลายแห่งควรศึกษา
ฟื้นฟูย่านด้วยการปรับปรุงอาคาร โมเดลชี้นำอนาคต 'ย่านท่าแพ' ที่เมืองเก่าหลายแห่งควรศึกษา

 “บางทีการเก็บรักษาทุกอย่างไว้ มันโรแมนติกนะ แต่ไม่สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจปัจจุบัน เรามองว่าการฟื้นฟูพัฒนาย่านเมืองเก่าอย่างมีศักยภาพจะต้องหาสมดุลระหว่างศิลปะ เศรษฐศาสตร์ และสังคม” ตี๋สรุปหัวใจของโมเดล

นอกจากไอเดียเนรมิตพื้นที่ภายในอาคาร แต่ละโมเดลตัวอย่างยังลองนำเสนอรูปแบบการจัดการกรรมสิทธิ์และพื้นที่ ที่จำแนกสัดส่วนการใช้งาน อาทิ ที่อยู่อาศัย พื้นที่สาธารณะ และพาณิชยกรรม รวมทั้งออกแบบกิจกรรมใหม่เพื่อฟื้นฟูอาคารและย่านอย่างสร้างสรรค์

“ถ้าเราอยากจะเก็บคาแรกเตอร์เดิมให้ลูกหลานกลับมาอยู่แล้วทำธุรกิจต่อได้ เราลองปรับพื้นที่ภายในกันดูไหม เพื่อให้มีสัดส่วนสำหรับคนอยู่อาศัยดั้งเดิมราว 20 เปอร์เซ็นต์ อีก 80 เปอร์เซ็นต์ที่เหลือก็ใส่กิจกรรมใหม่เข้าไป เช่น คาเฟ่ ร้านอาหาร แกลเลอรี่ หรือ Co-working Space แบบนี้เจ้าของอาคารเดิมอยู่อาศัยและมีรายได้จากการแบ่งเช่าพื้นที่ ขณะเดียวกันผู้ประกอบการรายย่อยก็เช่าทำธุรกิจโดยไม่ต้องแบกรับต้นทุนราคาที่ดิน หากแต่ละหน่วยธุรกิจสร้างกำไรต่อปีมากพอคุ้มค่าแรงจูงใจในการขายตึก นั่นหมายถึง ตึกนี้ก็จะยังเป็นของคนท้องถิ่นและลูกหลานรุ่นต่อไปก็ยังอยู่ได้” 

ฟื้นฟูย่านด้วยการปรับปรุงอาคาร โมเดลชี้นำอนาคต 'ย่านท่าแพ' ที่เมืองเก่าหลายแห่งควรศึกษา

ตี๋อธิบายสมการของโมเดลการปรับปรุงอาคารที่เขาคิด พร้อมเสริมว่าสิ่งนี้นับเป็นองค์ประกอบของย่านอยู่ดี คือ มีธุรกิจหลากหลายและชุมชนสัมพันธ์อันเกื้อกูลกันและผูกผันกับพื้นที่ เหนืออื่นใดอาจพัฒนาให้เกิดย่านเศรษฐกิจสร้างสรรค์แห่งใหม่ที่ยืนอยู่บนรากวัฒนธรรมได้อย่างงามสง่า ช่วยพลิกฟื้นเศรษฐกิจ และชี้นำอนาคตของเมือง 

ฟื้นฟูย่านด้วยการปรับปรุงอาคาร โมเดลชี้นำอนาคต 'ย่านท่าแพ' ที่เมืองเก่าหลายแห่งควรศึกษา

ความเป็นไปได้

อย่าเพิ่งด่วนตัดสินว่าแนวคิด Adaptive Reuse ที่กล่าวมานั้นช่างอุดมคติและฝันเพ้อ เพราะมีหลายเมืองทีเดียวที่ตี๋เล่าว่านำไปพัฒนาย่านเมืองเก่า ยกระดับคุณภาพชีวิตผู้คน และส่งเสริมผู้ประกอบการ SME ให้เติบโตขึ้นจริง ๆ

ตัวอย่างแรก คือ ไต้หวัน ที่นี่มีองค์กรชื่อ ‘Taipei City Urban Regeneration Office’ คอยทำหน้าที่จับคู่ผู้ประกอบการกับพื้นที่ที่ต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจ นอกจากนี้ยังร่วมมือกับภาครัฐจัดตั้งกองทุนสนับสนุนสำหรับจัดซื้อตึกเก่ามาชุบชีวิต สร้างสรรค์พื้นที่และกิจกรรมหลายหลาก เพื่อเพิ่มมูลค่าที่ดินและดึงดูดคนรุ่นใหม่ให้เข้ามาใช้งาน เช่าทำธุรกิจ จนเกิดเศรษฐกิจหมุนเวียน กลายเป็นพื้นที่ของบรรดา Startup และ SME ในย่านต่าง ๆ 

หรือ เมืองอาห์เมดาบัด ประเทศอินเดีย มีฐานะเป็นถึงเมืองมรดกโลก ทว่ากลับซบเซา มีแต่ผู้สูงอายุและวัยรุ่นที่ไม่เห็นโอกาสสร้างตัว คณะกรรมการเมืองเก่าจึงก่อตั้งองค์กร ‘Heritage Cell’ ขึ้นมา เพื่อทำงานร่วมกับอาคารสงเคราะห์ สนับสนุนการปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำสำหรับซ่อมบำรุงบ้านเก่า สร้างจูงใจให้คนอยากกลับมาอยู่บ้าน ควบคู่กับเปิดโรงเรียนสอนวิชาช่างไม้ ฝึกอบรมทักษะอาชีพด้านการฟื้นฟูอาคารไม้รุ่นคุณปู่คุณย่า โดยพยายามขับเคลื่อนเชิงกายภาพ เศรษฐกิจ และสังคมไปพร้อมกัน

อีกตัวอย่างสุดท้าย ได้แก่ จอร์จทาวน์ เมืองหลวงรัฐปีนัง ประเทศมาเลเซีย ซึ่งมีกองทุนของรัฐบาลกลาง ‘Think City’ คอยดูแลเรื่องการเพิ่มปริมาณพื้นที่สีเขียว รักษาฟื้นฟูอาคารเก่า รวมถึงแก้ปัญหาที่อยู่อาศัยของผู้คนในย่านเมืองเก่า เนื่องจาก 82 เปอร์เซ็นต์ของพลเมืองจอร์จทาวน์เป็นผู้เช่าอาศัยทั้งสิ้น ประกอบกับเมื่อได้รับการขึ้นทะเบียนจาก UNESCO เป็นเมืองมรดกโลก ทำให้มีนายทุนต่างชาติมากว้านซื้ออาคารไปเก็งกำไร หรือทำธุรกิจ ผู้เช่าดั้งเดิมเลยพลอยถูกขับออก

ฟื้นฟูย่านด้วยการปรับปรุงอาคาร โมเดลชี้นำอนาคต 'ย่านท่าแพ' ที่เมืองเก่าหลายแห่งควรศึกษา

ทาง Think City จึงผุดโครงการรักษาตึกที่ผู้เช่าเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของการดูแลรักษา โดย Think City เป็นตัวกลาง รวมผู้เช่าเป็นหนึ่งสหกรณ์ แล้วเจรจาทำสัญญาเช่าระยะยาวกับเจ้าของตึก เพื่อมอบความมั่นคงทางการเงินแก่เจ้าของ ส่วนผู้เช่าเมื่อรู้สึกมั่นคงทางที่อยู่อาศัยก็มีแรงจูงใจในการพัฒนาคุณภาพชีวิต นอกจากนี้กองทุนยังยื่นข้อเสนอว่า หากเจ้าของตึกรายใดเข้าร่วมโครงการ ทางรัฐบาลยินดีสนับสนุนงบปรับปรุงอาคารให้หน้าตาสวยงามสมเป็นส่วนหนึ่งของเมืองมรดกโลกอีกด้วย

“นี่คือโมเดลทางเศรษฐศาสตร์ในการอนุรักษ์ฟื้นฟูย่านเมืองเก่าให้เป็นไปได้เชิงเศรษฐกิจ โดยมีทางเลือกให้คุณค่าและมูลค่าอยู่ด้วยกันได้” ตี๋แสดงความเห็น “ต่างจากบ้านเราที่มักเรียกร้องให้คนมาชื่นชมความงาม เชิดชูคุณค่า แต่กลับไม่หยิบยื่นเครื่องมือทางการเงินใด ๆ ทำให้มันยากที่จะรักษา แม้เรารู้ดีว่าสิ่งนี้มีคุณค่าแค่ไหน แถมยังกลายเป็นอุปสรรคในการเข้าถึงแนวคิดทั้งที่มูลค่ามันสูงมาก”

ทำไมภาครัฐถึงมองไม่เห็นจุดอ่อนนี้ – ผมถามเขา

“เราว่ารัฐต้องมองเมืองกับคนเป็นกุญแจสำคัญในการพัฒนาก่อน แต่เขาไม่เคยมองแบบนั้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของกายภาพหรือศักยภาพผู้คน เพราะถ้าเขาเห็นศักยภาพพื้นที่จริงเขาจะต้องต่อยอด ไม่ใช่ขายของเก่ากินเรื่อย ๆ เพื่อให้นักท่องเที่ยวมาเสพของเดิม ๆ ส่วนคนก็ถูกมองเป็นอุปสรรคที่ต้องควบคุมให้คิดคล้อยตาม แทนที่จะมองศักยภาพแล้วใช้มันผลักเมืองให้เดินไปข้างหน้า เช่นเดียวกับตึกที่ก็ไปได้ไกลสุดแค่ควบคุมสี หรือคุมทรงหลังคา” 

สำหรับย่านท่าแพนั้นยังไม่หมดหวัง เพราะภายหลังเกิดสถานการณ์โควิด-19 ส่งผลให้การเก็งกำไรที่ดินในย่านนี้ชะลอความรุนแรงลงไปมาก รวมถึงพิสูจน์ได้ว่าใครคือตัวจริง โดยหนึ่งในพื้นที่ที่ฝ่ามรสุมทางเศรษฐกิจและตี๋สนใจเป็นพิเศษ คือ ‘เวิ้งเหล็กแดง’ คอมมูนิตี้สร้างสรรค์ ซึ่งพัฒนาใกล้เคียงกับแนวคิด Adaptive Reuse มากสุด 

แม้ไม่มีทุนจากหน่วยงานใดให้พึ่งพา ทว่าสำเร็จได้เพียงอาศัยทุนที่เข้าใจ 

ฟื้นฟูย่านด้วยการปรับปรุงอาคาร โมเดลชี้นำอนาคต 'ย่านท่าแพ' ที่เมืองเก่าหลายแห่งควรศึกษา

ทุนที่เข้าใจ

ย้อนกลับไปราว 80 ปี ในยุคที่ย่านท่าแพยังเป็นถนนดิน รถวิ่งสวนสองทาง และสามล้อถีบคือบริการยอดฮิตของผู้จับจ่ายสินค้าตลาดวโรรส บริเวณเวิ้งเหล็กแดงตรงนี้มีแค่อาคารสองชั้นก่ออิฐสีเข้ม เปิดเป็นสถานพักแรมสำหรับพ่อค้าแม่ขายต่างจังหวัด ก่อนจะดัดแปลงเป็นโรงงานผลิตขนมปังกะโหลก แต่แล้วโรงงานก็เกิดเหตุเพลิงไหม้จนทำให้ต้องยุติกิจการ อาคารหลังดังกล่าวจึงกลายเป็นโกดังเก็บสินค้าของ ‘เจริญการค้า’ ร้านจำหน่ายหนังสือและอุปกรณ์เครื่องเขียน หนึ่งในผู้เช่าพื้นที่ตึกแถว 5 ห้องด้านหน้า ซึ่งสร้างเพิ่มเติมขึ้นมาโดยคุณตาของ ลุงภูมิ-ภูมิสรรค์ ศิลปิศรโกศล ทายาทผู้ดูแลเวิ้งเหล็กแดงคนปัจจุบัน

ฟื้นฟูย่านด้วยการปรับปรุงอาคาร โมเดลชี้นำอนาคต 'ย่านท่าแพ' ที่เมืองเก่าหลายแห่งควรศึกษา

“ตอนที่ตึกแถวริมถนนยังมีผู้เช่าเต็มทุกห้อง การเข้ามาในเวิ้งต้องเดินผ่านช่องแคบ ๆ ข้างร้านก๋วยเตี๋ยวสามชัย สมัยนั้นดังมาก พอเศรษฐกิจซบเซาคนเช่าก็ทยอยออก พื้นที่เลยถูกปล่อยร้างไว้พักใหญ่ กระทั่งมีคนมาติดต่อขอทำธุรกิจโรงแรม เขาเลยทุบห้องตรงกลางเปิดเป็นช่องทางเข้า แต่ยังไม่ทันเรียบร้อยดี โครงการก็พับไปเพราะพิษเศรษฐกิจปี 40 เหลือแค่โครงเหล็กสีแดง ซึ่งตามแผนจะเป็นตัวโครงสร้างอาคารหลัก” ลุงภูมิเฉลยเรื่องราวของโครงเหล็กแดง สัญลักษณ์เด่นที่กลายเป็นชื่อเรียกของคอมมูนิตี้สุดฮิปแห่งนี้ ภายหลังจากที่แบรนด์ Dibdee Binder เข้ามาบุกเบิกขอเช่าห้องทำสตูดิโอ ก่อนชักชวนเพื่อนฝูงมาอยู่ด้วยกัน จนปัจจุบันครึกครื้นด้วยบรรดานักออกแบบ ศิลปิน และสารพัดธุรกิจสร้างสรรค์ 

ฟื้นฟูย่านด้วยการปรับปรุงอาคาร โมเดลชี้นำอนาคต 'ย่านท่าแพ' ที่เมืองเก่าหลายแห่งควรศึกษา
ฟื้นฟูย่านด้วยการปรับปรุงอาคาร โมเดลชี้นำอนาคต 'ย่านท่าแพ' ที่เมืองเก่าหลายแห่งควรศึกษา

ลุงภูมิเล่าให้ฟังต่อว่า เขาใช้วิธีให้ผู้เช่าช่วยกันบริหารจัดการ ไม่ว่าจะเป็นค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าส่วนกลาง หรือแม้แต่การเลือกผู้เช่ารายใหม่ 

“ผมให้เด็ก ๆ บริหารกันเอง เพราะรู้สึกว่าไอเดียของผู้ใหญ่อย่างผมกับของเด็กรุ่นใหม่มันคนละเรื่องกัน ในเมื่อตรงนั้นเป็นพื้นที่ของพวกเขา เขาก็ควรจะมีอิสระในการออกแบบ ส่วนถ้าใครสนใจอยากเข้ามาเช่า ผมก็ให้สิทธิพวกเขาปรึกษาพูดคุยกันเองก่อน หากทุกคนพร้อมใจว่าคนนี้มาอยู่ได้ ผมก็โอเค เพราะอยากให้อยู่แบบสบาย ๆ ทำงาน ทำธุรกิจ และเป็นคอมมูนิตี้เล็ก ๆ ที่เอื้อเฟื้อเกื้อกูลกัน” 

ยิ่งไปกว่านั้น ที่นี่ยังไม่เคยปรับขึ้นค่าเช่า “ถ้าปรับเด็กก็ลำบาก ไม่ใช่ว่าเราไม่ต้องการเงินนะ แต่เราต้องการแค่พออยู่ได้ทั้งเขาและเรา” เจ้าของเวิ้งอธิบายอย่างใจดี พลางเสริมว่าเขามีเป้าหมายเพียงอยากเปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่ได้โชว์ฝีมือ

เหนืออื่นใด เขาเชื่อว่าไอเดียธุรกิจสร้างสรรค์เหล่านี้จะสร้างความเปลี่ยนแปลงและพลิกฟื้นย่านท่าแพให้กลับมาคึกคัก เป็นย่านเศรษกิจสำคัญของเมืองเชียงใหม่อีกครั้งในอนาคต

ฟื้นฟูย่านด้วยการปรับปรุงอาคาร โมเดลชี้นำอนาคตย่านท่าแพที่เมืองเก่าหลายแห่งควรศึกษา

Writer

คุณากร

เป็นคนอ่านช้าที่อาศัยครูพักลักจำ จับพลัดจับผลูจนกลายมาเป็นคนเขียนช้า ที่อยากแบ่งปันเรื่องราวบันดาลใจให้อ่านกันช้าๆ เวลาว่างชอบวิ่งแต่ไม่ชอบแข่งขัน มีเจ้านายเป็นแมวโกญจาที่ชอบคลุกทราย นอนหงาย และกินได้ทั้งวัน

Photographer

กรินทร์ มงคลพันธ์

ช่างภาพอิสระชาวเชียงใหม่ผู้รักจักรยานไม่น้อยไปกว่าลูก ซึ่งความรักที่มีต่อทั้งสองมากกว่าการถ่ายรูปด้วยซ้ำ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load