27 มิถุนายน 2562
10 K

เราเดินทางมายังเขตเมืองเก่าแถวนางเลิ้งเพื่อจะมายังวัดโสมนัสราชวรวิหาร

เปล่า เราไม่ได้จะมาทำบุญ แต่เรามาเพื่อตามหาสถานที่ลับๆ เล็กๆ แห่งหนึ่งที่ซ่อนตัวอยู่อย่างถ่อมตัวในบริเวณวัดแห่งนี้ หลังจากเดินทะลุผ่านกุฏิพระหลังเล็กหลังน้อยพร้อมกับเลี้ยวซ้ายและขวาอีกหลายที จนเหมือนกับว่าเรานั้นหลงทางอยู่ภายในวัดซะแล้วก็พลันเห็นประตูเหล็กสีแดงล้วนที่ตั้งอยู่ด้านหน้า บอกเราว่าเรามาถึงจุดหมายในวันนี้แล้ว

ภาพตรงหน้าเราคือ อาคารเหล็กสีแดงที่ตั้งอยู่บนพื้นที่ว่างระหว่างกุฏิพระ 2 หลัง พื้น ผนัง หลังคา ประตู วงกบ ชั้นวางของ ทุกสิ่งล้วนแล้วแต่เป็นสีแดงชาดไปซะทั้งหมด แหม ก็ใครมันจะไปรู้ว่าในตรอกเล็กๆ ระหว่างกุฏิพระสองหลังในวัดโสมนัสราชวรวิหารนั้นมันจะกลายมาเป็นพิพิธภัณฑ์กันได้

นี่คือพิพิธภัณฑ์สีแดงชาด เป็นที่เก็บวัตถุโบราณที่เจอในย่านสุวัณณภูมิ ลักษณะเป็นดินอัดแผ่นผสมยางกระบก มีลวดลายขีดเขียนอยู่ในพื้นผิว เรียกกันว่า กเบื้องจาน (เป็นคำที่ทางมูลนิธิบัญญัติขึ้นมาจากงานวิจัยที่ทำ ซึ่งคำนี้หมายถึง กระเบื้องจาน)

และเพราะคำว่า ‘สุวรรณภูมิ’ ที่เราคุ้นเคยกันนั้นเป็นคำที่สะกดกันตามแบบสันสกฤต แต่ในทางพุทธศาสนาล้วนใช้ภาษาบาลีบันทึกคัมภีร์และเอกสารต่างๆ ทางวัดจึงใช้คำว่า ‘สุวัณณภูมิ’

กลับมาที่ Tiny Museum ที่ถึงมีขนาดเล็ก แต่ภายในนั้นมีประวัติศาสตร์เก่าแก่บรรจุอยู่ เมื่อเราเดินเข้าไปด้านในตัวอาคารสีแดงไซส์ XS และเห็นพื้นที่และกเบื้องจานด้านในทั้งหมดแล้ว ก็เกิดเป็นคำถามไซส์ XL มากมายโผล่ขึ้นมาในหัวแทน

ทำไมถึงมีพิพิธภัณฑ์เล็กจิ๋วแบบนี้เกิดขึ้น? ทำไมพิพิธภัณฑ์ของโบราณนั้นกลับต้องมาอยู่ในวัด? กเบื้องจานนี่คืออะไร? ทำไมต้องตั้งอยู่อย่างลับๆ แบบนี้? แล้วทำไมถึงใช้พื้นที่ซอกแคบๆ ระหว่างกุฏิทำเป็นพิพิธภัณฑ์? และอีกมากมายหลายต่อหลายคำถาม

Tiny Museum

แน่นอนว่าหลายคำถามนั้นคิดเองก็คงไม่มีทางได้รับคำตอบ เราจึงนัดหมายกับผู้ดูแลและจัดทำพิพิธภัณฑ์ ‘Tiny Museum’ แห่งนี้ อันประกอบไปด้วย คุณวรรณฤทธ์ ปราโมช ณ อยุธยา ฐานข้อมูลกเบื้องจาน มูลนิธิพระราชกวี ผู้ริเริ่มผลักดันให้เกิดพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ขึ้น คุณวัชรพงษ์ธร ยังดำรง รองเลขธิการ มพอ. และยังเป็นบุตรชายคุณวรรณฤทธ์  และ คุณสุริยะ อัมพันศิริรัตน์ สถาปนิกรางวัลศิลปาธร สถาปนิกของโครงการ และที่ขาดไมไ่ด้เลยก็คือ พระสิริปัญญามุนี (เจ้าคุณเต็ม เจ้าคณะ ๑ วัดโสมนัสราชวรวิหาร) ผู้ที่สนับสนุนให้พิพิธภัณฑ์แห่งนี้เกิดขึ้นมาได้

และนี่คือเรื่องราวของพิพิธภัณฑ์เล็กจิ๋วสีแดงชาดที่ซ่อนตัวอยู่ลับๆ ในวัดโสมนัสราชวรวิหาร

01

ไทยนี่

และก่อนจะพูดเรื่องอื่นใด เราควรต้องพูดถึงสิ่งของจัดแสดงในมิวเซียมนั้นกันก่อน เพราะหัวใจหลักของพิพิธภัณฑ์ใดๆ นั้นคือของที่จัดแสดง หาใช่ตึกภายนอก ซึ่งของที่บรรจุอยู่ด้านในมิวเซียมแห่งนี้นั้นก็คือกเบื้องจาน สำหรับบางคนที่ไม่รู้จักสิ่งนี้ก็โปรดอย่าได้แปลกใจเลย เพราะเราเองก็ไม่รู้จักเหมือนกัน (ฮา)

กเบื้องจานนั้นเป็นเหมือนกับหนังสือหรือจดหมายในสมัยโบราณที่ใช้บันทึกเรื่องราว ไปจนถึงส่งข้อความถึงกัน โดยใช้ดินอัดแผ่นผสมกับยางของต้นกระบกจนมีหน้าตาเหมือนแผ่นอิฐแผ่นปูน แล้วจึงขีดเขียนจดบันทึกลงไปบนพื้นผิวของแผ่นดินนั้น

หลายๆ แผ่นที่อยู่ในพิพิธภัณฑ์นี้เคยถูกส่งพิสูจน์ตรวจหาอายุโดยสถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน และมหาวิทยาลัยปักกิ่ง ได้ผลลัพธ์ออกมาว่ามีอายุกว่า 2,000 ปีขึ้นไปทั้งนั้น นั่นแปลว่าตัวอักษรในกเบื้องจานเหล่านี้ก็อาจจะเป็นการสร้างตัวอักษรตัวแรกๆ เพื่อเอามาใช้สื่อสารกันระหว่างมนุษย์ในละแวกแถบดินแดนสุวัณณภูมิก็เป็นได้

ส่วนการที่กเบื้องจานเหล่านี้มาอยู่ที่วัดโสมนัสนี้ได้ ก็ต้องเล่าย้อนไปในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 เรื่องของเรื่องมันเริ่มมาจากในช่วงยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่เชลยชาวตะวันตกจำนวนมากถูกกองทัพญี่ปุ่นจับตัวเพื่อมาเป็นแรงงานในการสร้างทางรถไฟข้ามไปพม่าหรือทางรถไฟสายมรณะที่กาญจนบุรี

นึ่งในนั้นมี ดร.เอช อาร์ แวน เฮเกอเร็น (H.R. Van Heekeren) ชาวเนเธอร์แลนด์ ที่ในระหว่างการก่อสร้างทางรถไฟได้พบเจอหลักฐานโบราณคดีจากยุคหินใหม่ หลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลง ดร.เอช อาร์ แวน เฮเกอเร็น ก็นำวัตถุโบราณที่เจอไปตรวจสอบ ซึ่งก็ได้รับการยืนยันว่าเป็นหลักฐานจากยุคหินใหม่จริงๆ

หลังจากนั้น ดร.เอช อาร์ แวน เฮเกอเร็น เลยทำเรื่องขอทุนจากสถาบันทางโบราณคดีและนำไปสู่การขุดสำรวจทางโบราณคดีของไทยเป็นครั้งแรกที่ตำบลบ้านเก่าใน พ.ศ. 2499  จึงเกิดการตื่นตัวด้านการขุดค้นทางโบราณคดีของไทยในอีกหลายจังหวัด ทั้งเพชรบุรี ลพบุรี ราชบุรี และจังหวัดอื่นๆ ในแถบนั้น โดยการตื่นตัวนี้ไม่ใช่เพียงแค่จากภาครัฐอย่างเดียว แต่ก็มีชาวบ้านธรรมดาขุดเจอด้วยเช่นกัน

Tiny Museum

และการที่กเบื้องจานเหล่านี้มาอยู่ที่วัดโสมนัสฯ ได้ก็เนื่องมาจาก เจ้าคุณอ่ำ (อ่ำ ธมฺมทตฺโต) หรือพระราชกวีแห่งวัดโสมนัสวรวิหาร ที่เป็นพระนักค้นคว้า นักการศึกษา นักโหราศาสตร์ และกวี ท่านเป็นคนราชบุรีและมีโอกาสเดินทางไปยังวัดแถวราชบุรี เพชรบุรีลพบุรี อยู่บ้าง ได้ไปเห็นกเบื้องจานที่ชาวบ้านขุดพบขึ้นมา จึงเกิดความสนใจ อยากค้นคว้า และซื้อจากชาวบ้านไว้

พอลูกศิษย์หลายคนเห็นว่าท่านชอบจึงหามาถวายให้เรื่อยๆ ไปจนถึงวัดอื่นๆ ในละแวกนั้น เมื่อมีการขุดพบเจอก็จะส่งมาให้ท่านเจ้าคุณอ่ำเช่นเดียวกัน โดยท่านเจ้าคุณอ่ำก็ใช้พื้นที่ในวัดโสมนัสฯ นี่แหละเป็นที่เก็บและค้นคว้าวิจัย จนทุกวันนี้มีกเบื้องจานอยู่ในครอบครองทั้งหมด 847 แผ่น

ช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 มาจนถึง พ.ศ. 2510 ก็ยังมีนักวิชาการหลายฝ่ายที่ไม่ยอมรับในตัวกเบื้องจาน โดยถือกันว่าเป็นวัตถุโบราณปลอมและไม่นับว่าเป็นหลักฐานทางโบราณคดีของไทย ทำให้เราไม่คุ้นชื่อกเบื้องจานเหล่านี้เลยในปัจจุบัน

02

จากกเบื้องจานสู่พิพิธภัณฑ์

หลังจากเจ้าคุณอ่ำมรณภาพใน พ.ศ. 2535 บรรดากเบื้องจานทั้งหมด 847 แผ่น ก็ถูกย้ายมาอยู่ในความดูแลของ พระสิริปัญญามุนี (เจ้าคุณเต็ม) เจ้าคณะ ๑ วัดโสมนัส และให้ทางคุณวรรณฤทธ์ที่ช่วยงานเจ้าคุณอ่ำอยู่ก่อนหน้านี้ในเรื่องกเบื้องจานอยู่แล้วมาทำการวิจัยสานงานต่อ

และเพื่อให้สามารถดำเนินการด้านวิชาการต่อไปได้ คุณวรรณฤทธ์กับเจ้าคุณเต็มก็ช่วยกันผลักดันก่อตั้งให้เกิดเป็นมูลนิธิพระราชกวีใน พ.ศ. 2555 ซึ่งเป้าหมายถัดมาก็คือการดำเนินงานทางวิชาการ หรือก็คือการเปิดให้นักวิชาการและประชาชนทั่วไปสามารถเข้ามาศึกษาได้นั่นเอง

คุณวรรณฤทธ์เล่าว่า การจะให้คนเข้ามาดูแผ่นกเบื้องจานที่วางระเกะระกะอยู่กับพื้นก็คงไม่เหมาะสม ควรมีพื้นที่ที่สามารถให้คนมาศึกษาได้อย่างจริงจัง คุณวรรณฤทธ์จึงเป็นทั้งผู้ริเริ่ม ผลักดัน และดูแล ให้เกิดโครงการสร้างพิพิธภัณฑ์กเบื้องจานแห่งนี้ขึ้นมา

และคำถามที่สำคัญก็คือ ทั้งวัดไม่มีใครเคยทำพิพิธภัณฑ์มาก่อนเลย แล้วจะให้ใครมาช่วยออกแบบดี?

ก็บังเอิญว่าในช่วงเวลาที่คุณวรรณฤทธ์หาสถาปนิกนักออกแบบอยู่นั้น มีกำหนดการให้เหล่าศิลปินผู้ได้รับรางวัลศิลปาธรในปีนั้นมาเล่าให้คนทั่วไปฟังถึงกระบวนการทำงาน และคุณสุริยะ อัมพันศิริรัตน์ สถาปนิกที่ได้รางวัลปีนั้นก็มาพูดถึงเรื่องวิธีคิด ความเชื่อ และวิธีทำงานออกแบบ ที่หอศิลป์ร่วมสมัยราชดำเนินพอดี และก็บังเอิญอีกเช่นกันที่คุณวรรณฤทธ์เดินทางไปฟังในงานวันนั้น

“ผมบรรยายถึงเรื่องของวิธีคิด ความเป็นพุทธ และการอยู่ร่วมกับธรรมชาติผ่านงานออกแบบที่ผมทำ ซึ่งหลังจากที่พูดจบคุณวรรณฤทธ์ก็เดินมาหาและแนะนำตัวให้รู้จัก” สถาปนิกโครงการเล่าถึงความหลังตอนที่เจอกันครั้งแรก

“ผมไม่เคยรู้จักกเบื้องจานมาก่อนเลย แล้วผมก็นึกภาพว่าต้องเป็นจานกินข้าวอะไรแบบนั้น (หัวเราะ) ตอนจบงานที่ได้เจอกัน คุณวรรณฤทธ์ทิ้งชื่อและเบอร์โทรศัพท์ให้ผมไว้ แล้วบอกว่าว่างแล้วให้โทรมา หลังจากงานวันนั้นสักพักหนึ่งพอผมเริ่มมีเวลาว่างก็เลยได้โทรคุยกับทางคุณวรรณฤทธ์และนัดมาดูกเบื้องจานด้วยกันที่นี่ แล้วหลังจากนั้นก็เลยตกลงเริ่มทำงานโปรเจกต์นี้กัน”

ผมถามคุณสุริยะว่า อะไรทำให้ตัดสินใจรับทำงานนี้

“ต้องเล่าแบ็กกราวนด์นิดหนึ่ง พ่อผมเป็นคนก่อสร้างโรงเรียน และบั้นปลายชีวิตของท่านก็สร้างพิพิธภัณฑ์ขึ้นมาเช่นเดียวกัน เป็นพิพิธภัณฑ์พื้นถิ่นแห่งหนึ่งในพัทลุง การได้ทำพิพิธภัณฑ์น่าจะเป็นสิ่งที่อยู่ในหัวของเราอยู่แล้ว เหมือนเป็นจุดสูงสุดอันหนึ่งของวิชาชีพ ยิ่งด้วยอาชีพการเป็นสถาปนิกที่ไม่ได้มีโอกาสทำพิพิธภัณฑ์กันได้บ่อยๆ และยิ่งครั้งนี้ที่คุณวรรณฤทธ์ให้โอกาสให้ผมทำงานที่ถือว่ายิ่งใหญ่และสำคัญต่อชาติ ผมก็เลยสนใจอยากทำจริงๆ” สุริยะอธิบายถึงเหตุผลในการตกลงรับงานนี้

Tiny Museum

03

ไทนี่ มิวเซียม / มิวเซียมที่หาไม่เจอ

ของจัดแสดงก็มีแล้ว สถาปนิกคนออกแบบก็มีแล้ว คำถามถัดมาก็คือ สถานที่ก่อสร้างล่ะจะเป็นที่ไหนดี?

โดยส่วนมากเวลาที่มีการสร้างพิพิธภัณฑ์เราจะคิดถึงการสร้างพิพิธภัณฑ์ใหญ่โตอลังการ เพราะจะได้สร้างความโดดเด่นแก่ของที่จัดแสดงอย่างเต็มที่ แต่ท่านเจ้าคุณเต็มกลับเห็นต่างออกไป และเป็นคนเลือกสถานที่สร้างพิพิธภัณฑ์ให้ตั้งอยู่ในซอกระหว่างกุฏิ 2 หลังภายในวัดนั่นเอง

“หลังจากที่เราและท่านเจ้าคุณเต็มได้คุยปรึกษากับคุณสุริยะ ทุกคนเห็นพ้องต้องกันว่าพิพิธภัณฑ์ที่จะเกิดขึ้นมานั้นควรจะให้เป็นขนาดเล็กที่สุด ไม่ใช่แบบใหญ่โตที่สุดหรืออลังการที่สุด เพราะด้วยการมีอยู่ของกเบื้องจานที่ยังไม่มีการรองรับจากนักวิชาการในกระแสหลัก การไปสร้างมิวเซียมใหญ่ๆ มันอาจจะอธิบายต่อผู้มาเข้าชมยาก

“และซอกระหว่างกุฏิ 2 หลังของเจ้าคุณเต็มนั้นเดิมทีก็เป็นที่เก็บกเบื้องจานตั้งแต่สมัยเจ้าคุณอ่ำอยู่แล้ว เราเลยคิดว่ามันเหมาะที่จะใช้พื้นที่นี้ทำพิพิธภัณฑ์เล็กจิ๋วแห่งนี้ขึ้นมา ส่วนชื่อว่า ‘ไทยนี่’ หรือ ‘ไทยที่นี่’ และ ‘Tiny’ มันพ้องเสียงกัน คือทั้งเล็กแต่มีคุณค่ามหาศาล เพราะเป็นประวัติที่ถูกบันทึกไว้ด้วยตัวอักษรโบราณของแถบนี้ เลยใช้ชื่อนี้เป็นชื่อของพิพิธภัณฑ์” วรรณฤทธ์อธิบาย

“ภาพแรกสุดที่ผมคิดขึ้นมาเลยก็คือพิพิธภัณฑ์ตั้งอยู่ในซอกตรงนี้แหละ เพราะของที่ดีที่สุดต้องอยู่ในที่ๆ เล็กที่สุด” สถาปนิกโครงการเสริม “ความเล็กสำหรับผมจึงไม่ใช่ปัญหา แล้วในการก่อสร้างอาคารนั้นมันจะเกิดเสียงดังขึ้นตลอดเวลา ถ้าเป็นสถานที่อื่นที่ไม่ใช่กุฏิของเจ้าคุณเต็มที่รับช่วงต่อดูแลกเบื้องจานการก่อสร้างพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ก็อาจจะไม่สามารถทำให้สำเร็จลุล่วงไปได้”

และนั่นคือที่มาของการก่อสร้างพิพิธภัณฑ์ขนาดเล็กในซอกกุฏิที่ถ้าไม่มีคนพาเดินไปนั้น ผมมั่นใจว่าไม่มีทางหาเจอได้อย่างแน่นอน

04

Tiny Museum พิพิธภัณฑ์สีแดงชาด

หลังจากตัดสินใจเลือกพื้นที่ในการก่อสร้างพิพิธภัณฑ์ได้แล้ว ก็มาถึงปัญหาข้อต่อมา นั่นคือวัดโสมนัสฯ นั้นเป็นอาคารอนุรักษ์ที่ขึ้นทะเบียนของกรมศิลป์ ทำให้ไม่สามารถรื้อถอนหรือดัดแปลงอาคารได้เลย แล้วการก่อสร้างอาคาร 1 หลังให้อยู่ระหว่างกุฏิ 2 หลังที่เป็นอาคารอนุรักษ์นั้นจะใช้วิธีอะไรกัน

“มันเหมือนกับเราทำทุกอย่างมาในชีวิตเพื่อทำงานชิ้นนี้” สุริยะเล่าถึงวิธีการออกแบบอาคารที่มีข้อจำกัดเยอะมาก แต่ด้วยประสบการณ์การทำงานสถาปัตยกรรมในหลากหลายข้อจำกัดที่ผ่านมาในชีวิต ก็ทำให้สามารถหาทางออกให้กับเงื่อนไขแบบนี้ได้ โดยสุริยะเลือกหยิบเอาวัสดุอย่างเหล็กมาเป็นองค์ประกอบหลักในการก่อสร้างอาคารแห่งนี้

“คอนเซปต์ในการออกแบบของผมคือหีบสมบัติ เพราะสิ่งของข้างในมันเป็นของล้ำค่า เราเอาหีบสมบัติมาขยายให้ใหญ่เป็นอาคาร โดยใช้เหล็กมาเชื่อมต่อกันเป็นทั้งโครงสร้างและอาคาร ซึ่งการเป็นโครงสร้างเหล็กแบบนี้ก็ทำให้ไม่จำเป็นต้องขุดพื้นทำฐานราก และไม่จำเป็นต้องเอาโครงสร้างอาคารใหม่ไปฝากไว้กับอาคารกุฏิเดิมที่เป็นอาคารอนุรักษ์ แล้วหลักๆ ตัวอาคารจะช่วยดูแลในแง่ของความปลอดภัย ความยั่งยืน และการเผยแพร่ตัวกเบื้องจาน”

ผมมองตามที่สุริยะอธิบายเข้าไปในอาคารตรงหน้า ลานด้านหน้าของพิพิธภัณฑ์จะเป็นส่วนจัดแสดงเกี่ยวกับตัวท่านเจ้าคุณอ่ำผู้เป็นคนรวบรวมและค้นคว้ากเบื้องจาน และมีส่วนนิทรรศการกเบื้องจานแบบหมุนเวียนตามโอกาสต่างๆ ส่วนในอาคารสีแดงด้านในเป็นส่วนจัดเก็บ

เมื่อเดินผ่านลานจัดแสดงด้านหน้าเข้าไปยังตัวอาคารก็จะเห็นถึการใช้เหล็กรูปพรรณหลายๆ อย่างมาผสมกัน และหยิบเอาข้อได้เปรียบของเหล็กแต่ละประเภทมาใช้ นอกจากชั้นวางกเบื้องจานมากมายแล้ว ก็มีเพียงแค่เหล็กฉากเส้นบางๆ ที่ช่วยค้ำยันโครงหลังคาด้านบนอยู่ เราจึงยังคงสามารถเห็นถึงผนัง หน้าต่าง และคิ้วบัว ของอาคารเดิมทั้งหมดได้อย่างครบถ้วน

แม้จะใช้คอนเซปต์หีบสมบัติ แต่การออกแบบอาคารนี้ก็ไม่ได้เป็นแค่กล่องเหล็กธรรมดาแต่อย่างใด เพราะรายละเอียดๆ มากมายที่ซ่อนอยู่ภายในนั้นมันถูกคิดและออกแบบมาน่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็นการยกพื้นของอาคารให้สูงขึ้นจากพื้นในระยะที่เหมาะสม เพื่อป้องกันความชื้นและช่วยระบายน้ำฝน แต่เป็นระยะที่หนูหรือสัตว์ต่างๆ ไม่สามารถเข้าไปอาศัยอยู่ข้างใต้

หรือแม้แต่การเลือกความหนาของเหล็กที่ถ้าต้องการให้อาคารแข็งแรง เราก็มักจะต้องใช้เหล็กแผ่นที่มีความหนามากกว่าซึ่งก็ทำให้มีน้ำหนักมากขึ้นเช่นกัน แต่สุริยะเลือกใช้เหล็กแผ่นที่บางลง ผสมกับเทคนิคการพับเหล็กเพื่อช่วยให้เกิดความแข็งแรงมากขึ้น และด้วยเทคนิคการพับทำให้ผนังของตัวพิพิธภัณฑ์เกิดเป็นคิ้วบัวลักษณะเหมือนกับอาคารหลังอื่นๆ ในวัดด้วย

นอกจากผนังแล้วสุริยะยังใช้เทคนิคการพับแบบเดียวกันนี้กับส่วนหลังคา ซึ่งทำให้หลังคาจากเหล็กแผ่นชิ้นเดียวนั้นทำหน้าที่เป็นทั้งหลังคา รางน้ำ และเป็นตัวรางน้ำนี่แหละที่เมื่ออยู่ด้านในก็จะกลายเป็นรางติดไฟภายในอาคาร ทั้งหมดนี้เกิดจากการพับหลังคาชิ้นเดียวกันนี่เอง

หรือแม้แต่ตัวองศาของมุมหลังคาก็ได้ไอเดียมาจากคุณวรรณฤทธ์ที่ค้นคว้าและเห็นว่าหลังคาของเรือนไทยและทุกอาคารในวัดโสมนัสฯ นั้นทำมุม 45 องศากันทั้งหมด จึงได้นำเอามุมหลังคามาใช้กับอาคารนี้ ซึ่งทำให้กลมกลืนกับอาคารทั้งหมดภายในวัด ส่วนสีแดงชาดก็เป็นสีที่ใช้กันในวัดอยู่แล้ว จึงนำมาใช้เป็นสีหลักของพิพิธภัณฑ์

05

อุปสรรคนี่

สำหรับผมเป็นเรื่องที่ท้าทายและน่าทึ่งมากในแง่ของการรีโนเวต ที่สามารถเก็บใช้และเคารพผนังภายนอกอาคารเดิมให้กลายมาเป็นผนังภายในของอาคารใหม่แบบนี้ เพราะสิ่งที่เป็นอุปสรรคที่สุดในการก่อสร้างแบบนี้ก็คือคิ้วบัวและปูนปั้นหน้าต่างนั่นเอง

“เราใช้วิธีทำอาคารเหล็กโดยทำการตัดเหล็ก ขึ้นรูป และเชื่อมกันไว้เป็นส่วนๆ ก่อนจะยกมาและประกอบเข้าด้วยกันที่หน้างานด้วยเวิร์กช็อปของตัวผมเอง ไม่ได้สั่งผลิตจากโรงงานเหล็ก เพราะด้วยความละเอียดของชิ้นงานที่ต้องการการใส่ใจมากๆ สิ่งที่เป็นเรื่องยากที่สุดของการทำแบบนี้ก็คือคิ้วบัวและปูนปั้นที่วงกบหน้าต่างเดิมของอาคาร ซึ่งพอเป็นอาคารเก่าตำแหน่งของบัวเหล่านี้แม้แต่ในอาคารเดียวกันก็จะไม่ได้อยู่เป็นแนวเดียวกันตลอด และเราก็ไม่สามารถทำให้เกิดความเสียหายด้วย

“การวัดพื้นที่หน้างานจึงเป็นเรื่องที่สำคัญมาก ผมและทีมงานวัดพื้นที่หน้างานอยู่หลายรอบและต้องวัดพื้นที่ทุกจุดจริงๆ แม้แต่ในการออกแบบลงรายละเอียด ผมต้องใช้หน่วยมิลลิเมตรในการออกแบบอาคารนี้ทั้งหลังเลยนะ เหล็กทุกแผ่นก่อนนำมาประกอบนั้นถูกวัดระยะและเช็กอย่างดีก่อนจะส่งให้โรงงานตัดด้วยเลเซอร์คัต เพราะความละเอียดของระยะต่างๆ ที่ต้องการความพอดีอย่างมาก แล้วจึงนำมาเชื่อมเป็นชิ้นงานแยกเป็นส่วนๆ เพื่อให้ประกอบติดตั้งที่หน้างานได้ง่าย ก่อนนำมาประกอบรวมกันที่หน้างาน” สถาปนิกโครงการเล่าความยากในการรีโนเวต

Tiny Museum

Tiny Museum

รอบๆ ตัวพิพิธภัณฑ์นี้ก็ยังคงเป็นกุฏิพระที่มีพระอาศัยอยู่จริงๆ เลยต้องวางแผนและปรับปรุงอาคารรอบๆ ด้วย อย่างการมาของพิพิธภัณฑ์แบบนี้ก็อาจจะเกิดความไม่ปลอดภัยต่อกุฏิพระได้ ก็เลยต้องทำรั้ว คุณวรรณฤทธ์และคุณสุริยะจึงช่วยกันหาทางออกโดยการสร้างรั้วกระจกขึ้นมาแทนที่จะเป็นรั้วทึบ เพื่อให้งานโดดเด่นและกลมกลืนกับภาพรวมมากขึ้น

06

อนาคตของกเบื้องจาน

ทั้งสามท่านเล่าให้ผมฟังต่อว่า พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ยังไม่แล้วเสร็จ เพราะหลังจากนี้ส่วนจัดแสดงแบบหมุนเวียนที่ด้านหน้าอาคารเหล็กสีแดงนั้นจะมีการจัดทำ Virtual Museum คนที่สนใจสามารถสแกน QR CODE ของกเบื้องจานที่จัดแสดงและค้นคว้าหาข้อมูลต่อได้เอง ส่วนหนึ่งคือเรื่องของพื้นที่พิพิธภัณฑ์ที่มีขนาดเล็ก และเพื่อให้การเผยแพร่ออกไปทำได้ง่ายและเหมาะกับคนในยุคปัจจุบันมากขึ้น

“อนาคตเราอยากจะผลักดันกเบื้องจานสู่การศึกษาของชาติ นี่คือองค์ความรู้ของดินแดนสุวัณณภูมิ และองค์ความรู้ของโลก นี่คือเป้าหมายหนึ่งของมูลนิธิพระราชกวี” วรรณฤทธ์ทิ้งท้ายถึงอนาคตของพิพิธภัณฑ์แห่งนี้

เราได้แต่สัญญากับตัวเองว่า เมื่อพิพิธภัณฑ์แห่งนี้เปิดอย่างเป็นทางการจะได้มีโอกาสเข้ามาดู และศึกษาว่าเนื้อหาที่อยู่บนกเบื้องจานเหล่านั้นมีอะไรบ้าง

Tiny Museum

ทีมสถาปนิกและผู้จัดทำ 

WALLLASIA

สุริยะ อัมพันศิริรัตน์

ปรีณาพร แสงศรี

ศศิประภา รสจันทร์

พนมพร พรมแปง

ณรงค์ชัย ใจใส

ชัชวาล ตุลยนิษย์

จิรวัฒน์ พลสามารถ

Charlotte Matias

ประวิทย์ พูลกำลัง

Writer & Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

Re-Place

เบื้องหลังการรีโนเวตอาคารเก่า

โปรเจกต์ต่อยอด Factopia เกิดขึ้นราว 2 ปีก่อน หลังการสร้างสตูดิโอให้เช่าที่มีแนวคิดให้ศิลปินหรือคนทำงานออกแบบ-สร้างสรรค์ได้มาอยู่ร่วมกัน เป็นภาพชัดแจ้งที่มีมากว่า 5 ปี

‘Factopia Hamlet’ อยู่ลึกถัดเข้าไปจากอาคาร 2 ชั้นด้านหน้าในระยะเดินสบาย อาคารอิฐเปลือยและหมู่บ้านสีเข้มขรึมขนาด 4 หลังหลบตัวใต้ร่มไม้ใหญ่ยามกลางวัน กลางคืนโดดเด่นล้อแสงจากโคมไฟจันทราใบเขื่องกลางลาน พร้อมเปิดต้อนรับเพื่อนบ้านคอเดียวกันเพิ่ม โดยปรับปรุงจากอาคารจอดรถเก่าและบ้านพักพนักงานของร้านอาหารอายุ 30 ปี

ปัดฝุ่นบ้านร้างชวนขวัญผวาเป็น Factopia Hamlet แกเลอรี-ออฟฟิศให้เช่ากลางสวน 4 ไร่

ไม่เพียงแค่การเปลี่ยนอาคารชวนขนลุกให้สวยขึ้นกล้องเท่านั้นที่น่าสนใจ ดีเทลการออกแบบเล็กๆ น้อยๆ อย่างใส่ใจล้วนทำให้ที่แห่งนี้ธรรมดาเป็นพิเศษ

ฟิ่ว-ฐิติรัตน์ คัชมาตย์ นักออกแบบเครื่องประดับและผู้ก่อตั้ง Factopia และ บอล-ชัยสิทธิ์ ศรีตาลอ่อน แห่ง Funktion Studio สถาปนิกผู้ออกแบบ เดินนำเรามายังบ้านหลังในสุด ก่อนกดสวิตช์เปิดไฟที่ทำให้ช่างภาพชอบใจจนเอ่ยปากถาม เพราะเป็นแสงที่เสมอกันทั้งห้อง ไม่เกิดเงารบกวนสายตา แถมอุณหภูมิยังสีพอเหมาะพอดี จนรู้สึกได้ว่าคิดเผื่อคนทำงานด้านนี้มาแล้วเป็นแน่

ปัดฝุ่นบ้านร้างชวนขวัญผวาเป็น Factopia Hamlet แกเลอรี-ออฟฟิศให้เช่ากลางสวน 4 ไร่

สตูดิโอในป่า

เมื่อไม่ได้ใช้งาน บางส่วนของบ้านพักคนงานทั้ง 4 และอีก 1 โรงจอดรถ จึงผุพังไปบ้าง

ฟิ่วเล่าว่า ก่อนรีโนเวต ตัวสตูดิโอเคยเป็นโลเคชันถ่ายทำซีรีส์เรื่อง Turn Left Turn Right ที่ แดน-วรเวช ดานุวงศ์ เป็นผู้กำกับ ซึ่งบังเอิญมาเช่า Factopia ถ่ายงาน และเห็นว่าที่นี่เข้าตาอย่างจัง โดยไม่ต้องเซ็ตอัปอะไรเพิ่ม แต่ก็มีผู้กำกับไม่น้อย ไม่กล้าใช้งาน เพราะทั้งหยากไย่ กองไม้ เศษใบไม้แห้ง และเศษไข่ ทำให้สถานที่ดูจริงเกินไป คนจิตอ่อนเห็นแล้วเลยขอถอยดีกว่า

ความตั้งใจของเธอคือ การรีโนเวตโดยไม่ตัดต้นไม้สักต้นและเก็บบ้านเก่าไว้ทั้งหมด เช่นเดียวกับอาคาร Factopia หลังแรก

ปัดฝุ่นบ้านร้างชวนขวัญผวาเป็น Factopia Hamlet แกเลอรี-ออฟฟิศให้เช่ากลางสวน 4 ไร่

“ตอนแรกก็คุยกันว่าการรีโนเวตตึกเก่า บ้านคนงาน มันคุ้มเหรอ เพราะถ้าทุบทั้งหมด เราได้พื้นที่กว้าง ทำได้หลายอย่างมาก ขึ้นตึกยังได้เลย แต่สุดท้ายมาจบที่รีโนเวต เพราะอย่างน้อยเราเก็บต้นไม้ไว้ได้ทั้งหมด ที่เห็นห้าสิบ หกสิบต้นใหญ่คือต้นเดิม ถ้าไปล้อมมา มันก็ไม่เหมือนปลูกเอง เราต้องใส่ขาตั้งไปตลอด จริงๆ แล้วข้อดีที่ได้มาจากการรีโนเวต คือการอนุรักษ์ต้นไม้มากกว่าการอนุรักษ์อาคารด้วยซ้ำ ถ้าเรามีงบประมาณ เราสร้างตึกเมื่อไหร่ก็ได้ แต่ต้นไม้ให้ได้อย่างนี้ก็แปดสิบปี” เจ้าของพื้นที่กว่า 4 ไร่เริ่มต้นเล่า

“พื้นที่สีเขียวที่นี่ใหญ่กว่าพื้นที่ออฟฟิศ” สถาปนิกต่อบทสนทนา

Factopia อยู่ติดสถานีรถไฟฟ้าบางกระสอ ในระยะ 0 เมตร ด้วยทำเลที่ดิน หากจะลงทุนให้คุ้มค่ากับพื้นที่ที่สุด ต้องเป็นคอนโดมิเนียม แต่นั่นไม่ใช่เป้าหมายของเธอ ฟิ่วเลือกทำออฟฟิศของตัวเอง โดยมีส่วนให้เช่าเพื่อนำรายได้ส่วนนั้นมาเลี้ยงค่าใช้จ่ายประจำ เช่น ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าคนดูแลสถานที่

ปัดฝุ่นบ้านร้างชวนขวัญผวาเป็น Factopia Hamlet แกเลอรี-ออฟฟิศให้เช่ากลางสวน 4 ไร่

“พื้นที่สีเขียวมันมีมูลค่าทางพื้นที่ เป็นคุณค่าของสเปซดี ถ้าลองไปขึ้นไปดูรถไฟฟ้า โซนตรงนี้เป็นก้อนสุดท้ายของที่นี่แล้ว ถ้าไม่เดือดร้อนเกินไป กำไรไม่เยอะแต่พอเลี้ยงค่าใช้จ่ายโดยรวม และยังเหลือสักที่หนึ่งให้ตัวเองได้ใช้งานในแบบที่อยาก คือมีเพื่อนนักออกแบบ มีชุมชนที่ทุกคนนั่งทำงานรู้สึกว่าสบายตา บรรยากาศโล่งโปร่ง หายใจสะดวก 

“ถ้า Ecosystem รวมๆ มันทำให้อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ดีขึ้นได้บ้าง ในแง่การจับมือกันทำงาน หรือแค่เป็นห่วงออฟฟิศข้างๆ ผมว่าก็ลองสร้างด้วยไซส์พอเหมาะได้ ถ้าใหญ่กว่านี้ก็ต้องตัดต้นไม้หรือก็ต้องเตรียม Facility อื่นๆ เพื่อรองรับเพิ่มขึ้นอีก” บอลอธิบายเสริมถึงเสริมแนวคิดแรกเริ่มที่ส่งต่อมายัง Factopia Hamlet

บ้านพักคนงานเก่า สู่ออฟฟิศใหม่

เพราะไม่อยากให้ผู้เช่ารู้สึกว่าข้างหน้าเต็มหมดแล้ว เหลือแต่ข้างหลัง วิธีออกแบบที่นี่จึงละเอียดลออทุกจุด 

“ขอใช้คำว่า Humble แต่คิดละเอียด และเรารู้พฤติกรรมของคนที่จะมาใช้ล่วงหน้า ตอนที่ทำ Factopia ทำเหมือนงานศิลปะ อาจจะไม่ได้คิดถึงเรื่องแสง การอยู่ เพราะเราไม่รู้ด้วยซ้ำว่าคนจะมาไหม มันจะเป็นยังไง แต่ตอนที่เราทำ Factopia Hamlet ข้างหลัง เรารู้แล้วว่าคนที่มาต้องการอะไร ข้างหน้ามีปัญหาอะไร มันเป็นโจทย์และช่วงเวลาที่ต่างกัน” ฟิ่วเท้าความถึงการวางแผนออกแบบพื้นที่แห่งนี้

ปัดฝุ่นบ้านร้างชวนขวัญผวาเป็น Factopia Hamlet แกเลอรี-ออฟฟิศให้เช่ากลางสวน 4 ไร่

กระบวนการรีโนเวตหมู่บ้านนักสร้างสรรค์เป็นไปอย่างเรียบง่าย รบกวนโครงสร้างเดิมน้อยมาก เน้นเจาะช่องประตู และกันห้องให้เป็นสัดส่วน ส่วนความยากที่สุด บอลบอกว่าอยู่ที่กระบวนการทำงาน ซึ่งเขียนแบบออกมา 100 เปอร์เซ็นต์ไม่ได้ เพราะต้องดูเงื่อนไขหน้างาน

“บางมุมที่เราต้องการเจาะ ต้องดูว่ามันรบกวนต้นไม้ไหม ถ้าลงเข็มเยอะไป เจาะโดนต้นไม้ เดี๋ยวตาย รวมถึงบางจุดที่ต้องขุดก็ต้องระวังโครงสร้างอาคารเดิมไม่ให้เสียหาย เวลาเข้าทำงานก็ต้องเตรียมเครื่องมือว่าจะเจาะเล็กหรือเจาะใหญ่

“ก่อนรื้อเราเห็นว่าของเดิมทำมาค่อนข้างแข็งแรง ไม่มีรอยแตกรอยร้าวระหว่างมุมหน้าต่าง ซึ่งส่วนใหญ่จะเห็นเวลาใช้งานไปนานๆ เลยเก็บฟังก์ชันการใช้งานเดิม ไม่อยากทำให้มันเสียหาย ตอนเราทุบรื้อ เห็นว่าก่อนฉาบผนัง เขาใส่ตาข่ายกันราขึ้น ซึ่งบางที่ไม่ได้ใส่แล้วฉาบเลย มันเป็นลักษณะงานก่อสร้างที่ผู้รับเหมารุ่นก่อนเขาทำกัน รุ่นปัจจุบันก็จะมีอีกวิธีหนึ่ง ฉะนั้นเวลาต่อเติมหรือว่าเจาะช่องหน้าต่างต้องเกลี่ยดีๆ เพราะว่ามีตาข่ายรับอยู่ ถ้าทุบเลย ผนังจะล้ม แล้วก็ร้าว ส่วนการเอาโครงสร้างใหม่เข้ากับโครงสร้างเดิม ก็ต้องคิดถึงการยึดและถ่ายน้ำหนัก”

ปัดฝุ่นบ้านร้างชวนขวัญผวาเป็น Factopia Hamlet แกเลอรี-ออฟฟิศให้เช่ากลางสวน 4 ไร่
ปัดฝุ่นบ้านร้างชวนขวัญผวาเป็น Factopia Hamlet แกเลอรี-ออฟฟิศให้เช่ากลางสวน 4 ไร่

ปรับ เปลี่ยน แปลง

โชคดีที่โครงสร้างยังดีอยู่มาก สถาปนิกจึงรื้อบางส่วนอย่างฝ้า เพื่อยกขึ้นไปให้ติดกับหลังคา ใช้ความสูงช่วยให้ห้องโปร่งโล่ง และเปลี่ยนหลังคาที่รั่วซึมเป็นแบบลอนคู่สีซีเมนต์ซึ่งเหมือนอันเดิมเปี๊ยบ เขาว่าเมื่อปล่อยให้ใบไม้ทับถมกัน จะเปลี่ยนเป็นสีดำธรรมชาติกลมกลืนไปกับตัวอาคาร

ปัดฝุ่นบ้านร้างชวนขวัญผวาเป็น Factopia Hamlet แกเลอรี-ออฟฟิศให้เช่ากลางสวน 4 ไร่
ปัดฝุ่นบ้านร้างชวนขวัญผวาเป็น Factopia Hamlet แกเลอรี-ออฟฟิศให้เช่ากลางสวน 4 ไร่

ที่ทำเพิ่มเติมเข้าไปคือเจาะช่องประตู ปรับปรุงผนังบางส่วน กั้นห้อง ทาสีภายนอก และซ่อมแซมห้องน้ำ ทำระบบน้ำ-ไฟใหม่ อย่างบ้าน 2 หลังหน้าสุด ก็เลือกกรุกระจกใสที่เหมาะสำหรับการเป็น Exhibition Hall ให้เช่าใช้พื้นที่ รวมถึง Gallery Shop 1 ยูนิต และ Workshops 1 ยูนิต ส่วนอีก 2 หลังเป็น Workshops หรือออฟฟิศ พร้อมห้องน้ำในตัวทุกห้อง 4 ยูนิต โดยมีขนาดตั้งแต่ 28 – 69 ตารางเมตร ส่วนโรงจอดรถ ก็ปรับเป็น Brick House เปลือยอิฐสีแสดพร้อมหน้าต่างคดโค้งเดิม ซึ่งให้อารมณ์แตกต่างจาก 4 อาคารสิ้นเชิง

เปลี่ยนบ้านคนงาน-โรงจอดรถร้าง ที่เป็นฉากถ่ายหนังผี เป็นแกลเลอรี่-ออฟฟิศให้เช่า อบอุ่นเหมือนอยู่ในหมู่บ้านกลางป่า

“สำหรับอาคารไซส์ใหญ่ ออกแบบให้เป็น Exhibition Hall เราทุบห้องน้ำออก แล้วรื้อผนังริมทางเดินออกใส่กระจกแทนเพื่อให้ห้องกว้างขึ้น เก็บโครงสร้าง วัสดุ คราบต่างๆ และร่องรอยเดิมเอาไว้ ไม่ได้ทาสีด้านใน ให้มันเป็นเรื่องราวของอาคาร ส่วนที่สร้างใหม่ก็ทำให้กลมกลืนไปกับโครงสร้างเดิม เช่น พวกแนวไฟ เพราะไม่อยากให้มันโดด เวลาเอาของไปติดตั้งจะได้ไม่รบกวนหรือตะโกนออกมามาก ส่วนที่เป็นหน้าต่างก็เก็บบานเกล็ดไว้ ช่องลมด้านบนใส่หน้าต่างกระจกเสริม เป็นแบบสั่งทำ เปิด-ปิดโดยใช้กลไกลหมุนมือ 

เปลี่ยนบ้านคนงาน-โรงจอดรถร้าง ที่เป็นฉากถ่ายหนังผี เป็นแกลเลอรี่-ออฟฟิศให้เช่า อบอุ่นเหมือนอยู่ในหมู่บ้านกลางป่า
เปลี่ยนบ้านคนงาน-โรงจอดรถร้าง ที่เป็นฉากถ่ายหนังผี เป็นแกลเลอรี่-ออฟฟิศให้เช่า อบอุ่นเหมือนอยู่ในหมู่บ้านกลางป่า
เปลี่ยนบ้านคนงาน-โรงจอดรถร้าง ที่เป็นฉากถ่ายหนังผี เป็นแกลเลอรี่-ออฟฟิศให้เช่า อบอุ่นเหมือนอยู่ในหมู่บ้านกลางป่า

“อาคาร 2 ที่เป็นกระจก เราทำให้เหมาะสำหรับการวางดิสเพลย์ เดิมมีระเบียงไม้และโครงสร้างปูน เราเก็บส่วนที่มันใช้ได้ แล้วเปลี่ยนตัวผนังเป็นผนังกระจกโครงเหล็ก ซึ่งพอมองจากด้านหน้าจะมีความเป็น Gallery Shop หรือถ้าพื้นที่ว่างก็จัดแสดงงานได้ด้วย

เปลี่ยนบ้านคนงาน-โรงจอดรถร้าง ที่เป็นฉากถ่ายหนังผี เป็นแกลเลอรี่-ออฟฟิศให้เช่า อบอุ่นเหมือนอยู่ในหมู่บ้านกลางป่า
เปลี่ยนบ้านคนงาน-โรงจอดรถร้าง ที่เป็นฉากถ่ายหนังผี เป็นแกลเลอรี่-ออฟฟิศให้เช่า อบอุ่นเหมือนอยู่ในหมู่บ้านกลางป่า

“ส่วนอาคาร 3 และ 4 เป็นไซส์ที่เหมาะกับงานช่างหรือสตูดิโอมากกว่า ห้องไซส์เล็ก ของเดิมมีห้องอาบน้ำและห้องน้ำ เราตัดออกหนึ่งห้อง เปลี่ยนเป็นห้องเก็บของ สำหรับห้องไซส์ใหญ่ กั้นแยกเป็นสองห้อง”

เปลี่ยนบ้านคนงาน-โรงจอดรถร้าง ที่เป็นฉากถ่ายหนังผี เป็นแกลเลอรี่-ออฟฟิศให้เช่า อบอุ่นเหมือนอยู่ในหมู่บ้านกลางป่า
เปลี่ยนบ้านคนงาน-โรงจอดรถร้าง ที่เป็นฉากถ่ายหนังผี เป็นแกลเลอรี่-ออฟฟิศให้เช่า อบอุ่นเหมือนอยู่ในหมู่บ้านกลางป่า

ดีเทลเล็กน้อย แต่คิดมากมาก

เมื่อถอยออกไปยังลานจอดรถด้านข้างแล้วมองเข้าไป เป็นซีนที่บอลออกแบบเรื่องลำดับการเห็นเอาไว้ มองจากด้านนอก มีแพลตฟอร์มที่พระจันทร์กลมโตลอยเด่นอยู่เหนือลานกองไฟราวกับอยู่ในป่า รอบๆ เป็นกำแพงขนาดเตี้ยที่เส้นวิ่งไหลมาต่อกับส่วนล่างอาคาร เพื่อบังสายตาให้เกิดความเป็นระเบียบ หากมองจากด้านในออกไป จะเห็นว่าแพลตฟอร์มกว้างมาก หลังกำแพงมีม้านั่งและรั้วทำหน้าที่เป็นพนักวางแขนอย่างพอดี ข้างหลังเว้นช่องให้น้ำไหลลงไปยังร่องระบายน้ำโดยไม่ย้อนกลับมาเลอะแพลตฟอร์ม และลานนี้เองคือสิ่งที่เชื่อมทั้ง 4 อาคารต่อกัน

เปลี่ยนบ้านคนงาน-โรงจอดรถร้าง ที่เป็นฉากถ่ายหนังผี เป็นแกลเลอรี่-ออฟฟิศให้เช่า อบอุ่นเหมือนอยู่ในหมู่บ้านกลางป่า
เปลี่ยนบ้านคนงาน-โรงจอดรถร้าง ที่เป็นฉากถ่ายหนังผี เป็นแกลเลอรี่-ออฟฟิศให้เช่า อบอุ่นเหมือนอยู่ในหมู่บ้านกลางป่า

“พอเริ่มรื้อจะเห็นมันมีพื้นที่ตรงกลางค่อนข้างใหญ่ ตอนออกแบบก็คิดว่าจะทำยังไงให้ตรงนี้ไม่กลายเป็นบ้านหลังเล็กๆ สี่หลังที่ทุกคนมีประตูทางเข้าบ้านของตัวเอง แล้วเดินเข้าคนละทาง ซึ่งไม่เกิดความเป็นคอมมูนิตี้เท่าไหร่ เราอยากให้ทั้งพื้นที่และผู้เช่ามีปฏิสัมพันธ์กัน ออกมานั่งพัก พูดคุยหรือทำกิจกรรมร่วมกันได้”

เปลี่ยนบ้านคนงาน-โรงจอดรถร้าง ที่เป็นฉากถ่ายหนังผี เป็นแกลเลอรี่-ออฟฟิศให้เช่า อบอุ่นเหมือนอยู่ในหมู่บ้านกลางป่า
เปลี่ยนบ้านคนงาน-โรงจอดรถร้าง ที่เป็นฉากถ่ายหนังผี เป็นแกลเลอรี่-ออฟฟิศให้เช่า อบอุ่นเหมือนอยู่ในหมู่บ้านกลางป่า

ลานจอดรถของที่นี่ไม่ตีเส้น แต่ให้ช่างทำราวกันช่องขึ้นมาใหม่ เพราะในอนาคต ฟิ่ววางแผนไว้ว่าอยากใช้เป็นพื้นที่จัดกิจกรรมเล็กๆ เช่น Flea Market จึงไม่อยากให้อะไรมารบกวนสายตา พวกเขาใส่ใจเรื่องการสร้างสัดส่วนการมองเห็น ซึ่งส่งผลกับความรู้สึกเป็นพิเศษ เช่น ซุ้มประตูขอบเหล็ก ก็ทำให้เล็กบางที่สุดเท่าที่ทำได้

เปลี่ยนบ้านคนงาน-โรงจอดรถร้าง ที่เป็นฉากถ่ายหนังผี เป็นแกลเลอรี่-ออฟฟิศให้เช่า อบอุ่นเหมือนอยู่ในหมู่บ้านกลางป่า
เปลี่ยนบ้านคนงาน-โรงจอดรถร้าง ที่เป็นฉากถ่ายหนังผี เป็นแกลเลอรี่-ออฟฟิศให้เช่า อบอุ่นเหมือนอยู่ในหมู่บ้านกลางป่า

และสิ่งสำคัญที่สุดคือเรื่องแสงในห้องทำงาน

“ทุกคนต้องใช้คอมพิวเตอร์และเครื่องมือเครื่องใช้ต่างๆ แสงแบบไหนถึงจะเหมาะ เราเลยทดลองซื้อไฟมาสามสี ลองทั้งกลางวันกลางคืน มาจบที่สีคูลตรงกลางระหว่างวอร์มกับคูลขาว ก่อนหน้านี้เรามีให้บริษัทไลท์ติ้งจำลองแสงดูว่ามันได้ไหม แล้วลองติดตั้ง และดูประเภทหลอดมาตรฐานที่ผู้เช่าจะได้หาซื้อได้ง่าย” ฟิ่วเล่ากระบวนการที่เธอมาร่วมทำม็อกอัปพับกระดาษ ทดสอบแสงสว่างและระยะเงาตกกระทบ

เปลี่ยนบ้านคนงาน-โรงจอดรถร้าง ที่เป็นฉากถ่ายหนังผี เป็นแกลเลอรี่-ออฟฟิศให้เช่า อบอุ่นเหมือนอยู่ในหมู่บ้านกลางป่า

“เราอยากให้ไฟอยู่ในแนวโครงสร้างเดิม ฉะนั้น สิ่งที่ต้องแก้คือความสูงและระยะและความสูงของปีกข้างไฟที่ 1.5 เมตร เพื่อที่ตรงกลางโต๊ะจะได้ไม่มืด และแสงกระจายเต็มห้อง ไม่เห็นว่ามันมีเงา ซึ่งถ้าใส่ Down Light จะเห็นเงาตกกระทบรอบๆ ตอนทำงานจะลายตา” บอลเสริม พลางชี้ให้มองเส้นไฟที่กลมกลืนไปกับโครงเหล็ก ก่อนพาเดินไปสำรวจแต่ละจุดที่เล่าถึง

ไม่นานไก่ที่เจ้าบ้านเลี้ยงโดยบังเอิญ ก็ปล่อยคิวออกมาอย่างรู้งาน แต่ไม่ต้องห่วงว่าพวกมันจะรบกวน เพราะมาเฉพาะยามเช้าและเย็นเท่านั้น ส่วนกลางวันจะหลบอยู่ตามต้นไม้ด้านหลังกำแพง

เปลี่ยนบ้านคนงาน-โรงจอดรถร้าง ที่เป็นฉากถ่ายหนังผี เป็นแกลเลอรี่-ออฟฟิศให้เช่า อบอุ่นเหมือนอยู่ในหมู่บ้านกลางป่า

จากตอนแรกที่ฟิ่วตั้งใจสร้างที่ทำงานในอุดมคติ ระหว่างวันได้พักสายตาบนพื้นที่สีเขียวของตัวเอง ดังชื่อ Factopia ที่รวมคำว่า Factory กับ Utopia เอาไว้ เธอเปลี่ยนพื้นที่นับ 4 ไร่ เป็นคอมมูนิตี้ที่เอื้อต่อคนทำงานสร้างสรรค์ทั้งบรรยากาศและการเกื้อกูลกันเรื่องงาน โดยเก็บ Sense of Place ไว้ให้นึกถึงทุกส่วน

น่าเสียดายที่บริษัทเรายังไม่มีแผนจะย้ายออฟฟิศไปไหน ไม่อย่างนั้น จะขอเชียร์ให้เจ้านาย พิจารณา Factopia Hamlet ไว้เป็นลำดับต้นๆ

เปลี่ยนบ้านคนงาน-โรงจอดรถร้าง ที่เป็นฉากถ่ายหนังผี เป็นแกลเลอรี่-ออฟฟิศให้เช่า อบอุ่นเหมือนอยู่ในหมู่บ้านกลางป่า

Writer

ปาริฉัตร คำวาส

เชื่อว่าบ้านคือตัวตนของคนอยู่ เชื่อว่าความเรียบง่ายคือสิ่งซับซ้อนที่สุด และสนใจงานออกแบบเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี(กับเธอ)

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load