“ชื่อเรามาจากยาสีฟันซิกแนล สมัยก่อนดังมาก เขาเลยเอามาตั้งชื่อให้ เรามีชื่อเล่นเยอะ

“ถ้าเรียกชาลี รู้เลยว่าเพื่อนจากลพบุรี เพื่อนสิงห์บุรีจะเรียกโอลีฟ ถ้าแนลคำเดียวเพื่อนจากรามฯ เรียกซิกแนลเป็นเพื่อนจากตาคลี คนบนดอยเรียกเราสมพร ลูกค้าอเมริกาก็เรียกสมพร ส่วนคนญี่ปุ่นเรียกแนลซัง” 

แค่ชื่อเล่นคุณคงเดาไม่ยากว่าชีวิตของ ซิกแนล-สมพร อินทร์ประยงค์ จะแสบสันและสนุกขนาดไหน

สตูดิโอเย็บผ้าของ แนล-สมพร อินทร์ประยงค์ ที่เย็บผ้าจนเป็นศิลปิน Folk Art ระดับสากล

สาวตาคลีคนนี้เธอแหวกขนบมาตั้งแต่เด็ก สวมกางเกงยีนส์สุดจ๊าบ ทรงผมเปิ๊ดสะก๊าด เธอว่านั่นแหละตัวตน เธอโชคดีที่ค้นเจอตัวเองตั้งแต่อายุ 13 เส้นทางชีวิตของเธอขึ้นรถไฟ ปีนท้ายกระบะ โหนรถขยะ นอนบนดอย แม่ค้าจตุจักร จนชีวิตเธอโกอินเตอร์ โอเค นัมเบอร์วันถึงเมืองนอก ด้วยผลงานและฝีเข็มที่เริ่มต้นจากตัวเธอเอง

เธอนิยามตนเองว่าเป็นคนเย็บผ้า ทว่าเราค้าน เธอคือศิลปินโฟล์คอาร์ต-งานเธอมันฟ้อง 

เธอยืนยันคำเดิม เธอคือคนเย็บผ้า-ชีวิตเธอมันฟ้อง

เรียกคุณว่าศิลปินได้หรือเปล่า

เราเป็นศิลปินที่ไหนเล่า เราคิดแต่ว่าเราเป็นคนเย็บผ้า ทุกวันนี้ก็ยังเป็นคนเย็บผ้า

แต่มีคนเรียกคุณว่า Textile Artist นะ

นั่นเรื่องของเขา (หัวเราะ) เขาจะเรียกอะไรก็ได้ แต่เราต้องรู้จักตัวเราก่อนว่าเราเป็นอะไร

แล้วตัวคุณนิยามตัวเองว่าเป็นอะไร

เป็นคนเย็บผ้า เย็บผ้าให้คนอื่นใส่ เย็บผ้าให้ตัวเองใส่

สตูดิโอเย็บผ้าของ แนล-สมพร อินทร์ประยงค์ ที่เย็บผ้าจนเป็นศิลปิน Folk Art ระดับสากล

คนเย็บผ้าคนนี้เติบโตมาแบบไหน

บ้านเราอยู่ตาคลี เป็นลูกคนกลางจากสี่คน เป็นคนเฮี้ยว อยากเด่นตั้งแต่เด็ก สมัยนั้นเป็นยุคสงครามเวียดนาม เจอทหารฝรั่งก็ถามเขา What is my name. อยากอวดเพื่อนว่าเราพูดเป็น ฝรั่งก็ไม่ทักสักที ก็ไปจับมือเขา เขย่ามือเขา เหมือนเด็กเหลือขอ วิ่งระราน เป็นเด็กหัวโจก แล้วก็รู้สึกว่าฉันเก่ง การเป็นคนเก่งทำเราเด่นขึ้นมาได้

คิดถูกมั้ย

ไม่มีผิดไม่มีถูก ถ้าอยู่ถูกที่ถูกเวลาก็ไม่น่าเกลียด ถ้าผิดเวลาก็กลายเป็นเด็กที่พ่อแม่รำคาญ 

จนป้ามาชวนเราไปอยู่ด้วยที่สิงห์บุรี เขาบอกว่ามีจักรยานให้ถีบนะ เอาเข้าจริงจักรยานที่เขาให้ถีบคือจักรยานที่ห่วยที่สุด เป็นสังกะสีก๊องแก๊ง แต่จักรยานที่เขาขายหน้าร้านดีหมดเลยนะ เราก็เลยวางแผน แอบถีบตอนจัดของ เราเลยได้ถีบจักรยานคันใหม่ทุกวันเลย มันก็เป็นการแก้ปัญหาของเด็กยามยากลำบากนะ ทำให้เราเรียนรู้

แล้วชีวิตเดินไปทางไหนต่อ

ป้าก็ฝากเข้าโรงเรียนเรียนประจำจังหวัดสิงห์บุรี เราไม่มีชุดนักเรียนใส่ อาก็ตัดชุดนักเรียนให้

เรามาจากตาคลีพอมาอยู่สิงห์บุรีก็นุ่งกางเกงยีนส์ตั้งแต่เด็ก เพราะพวกทหาร GI เขาให้มา สมัยนั้นเด็กผู้หญิงนุ่งกางเกงยีนส์ถือว่าน่าเกลียด ผิดระเบียบ ดัดจริต อยากเป็นสาวเร็ว คนไม่เรียกสมพรนะ เรียกกะหรี่

เราก็ไม่เข้าใจทำไมต้องเรียกเราแบบนั้น เราไม่ได้เป็น เพราะสมัยนั้นมีโฆษณาที่ผู้หญิงต้องนุ่งกระโปรง ผมก็หวีหน้าบ้านไม่ได้ต้องหวีในห้องนอน ใส่เสื้อชั้นในกับเสื้อไม่ได้ต้องใส่สลิป เรารู้สึกว่าการเป็นผู้หญิงไม่ปลอดภัย

พอช่วงมัธยมหลักสูตร คมส. รุ่น 1 รัฐบาลมีนโยนายให้เด็กไม่ต้องเข้ามหาวิทยาลัย เราเรียนสายอาชีพ
มันมีวิชาพละ ก็ต้องใส่เสื้อพละ แต่เราไม่มี เลยยืมเสื้อเพื่อน พอเขาเรียนเสร็จเราก็ยืมเขาใส่ต่อในชั่วโมงที่เราเรียน มันก็มีเหงื่อ เขาก็เกลียดเรา รำคาญเรา เมื่อไหร่จะเลิกยืมของเขา เราเลยไปซื้อผ้ามาเย็บเสื้อพละเอง

สตูดิโอเย็บผ้าของ แนล-สมพร อินทร์ประยงค์ ที่เย็บผ้าจนเป็นศิลปิน Folk Art ระดับสากล
สตูดิโอเย็บผ้าของ แนล-สมพร อินทร์ประยงค์ ที่เย็บผ้าจนเป็นศิลปิน Folk Art ระดับสากล

แสดงว่าการเย็บเสื้อพละคือการจับเข็มครั้งแรก

เคยปะซ่อมผ้า เพราะป้าให้ทำ ‘กางเกงขาดมึงเย็บให้กูที’ เย็บทีก็โดนด่าโดนว่า เราก็น้อยเนื้อต่ำใจ เมื่อไหร่จะเย็บได้ดีสักที แต่มันก็ทำให้เราได้ฝึก ตอนเราเย็บเสื้อตัวแรกก็ทาบจากเสื้อพละของเพื่อน ไม่มีแพตเทิร์น คอไม่เท่ากัน แต่ตัวเรามั่นใจว่ามันเป็นเสื้อ หน้าที่ของเสื้อคือปกปิดร่างกาย เราว่ามันก็ทำหน้าที่ของมันแล้ว

 เราเป็นคนที่คนทั้งโรงเรียนจะสงสัยอยู่เรื่อยว่ายัยคนนี้ทำอะไรของมัน นั่นมันคือการแก้ปัญหาของเรา เพราะเราไม่ได้อยู่กับพ่อแม่ 

จากตาคลีไปสิงห์บุรี จากสิงห์บุรีแล้วไปไหนต่อ

พอจบมอสามเราสอบเข้าเทคนิคลพบุรี เรียนเลขานุการ ถ้าเรียนรอบเช้าเราไม่ได้ช่วยงานแม่แน่นอน แม่บอกให้ออก ไม่ต้องเรียน เป็นผู้หญิงเดี๋ยวมีผัว ผัวก็เลี้ยง เราบอกแม่ว่าจะไม่มีผัว จะเรียนหนังสือ เลยขอเรียนรอบบ่าย นั่งรถไฟจากตาคลีมาเรียนลพบุรี ตอนเช้านั่งขายเสื้อยืด พอขายเสร็จเอาปลามาขูด ขายทอดมันปลากรายต่อ

ช่วงปิดเทอมตั้งแต่ปอสี่ถึงมอสอสาม เราเคยขายของบน บขส. ขายโอเลี้ยงกับสาคูไส้หมู ตอนเด็กบ้านเราส่งมะม่วงจากตาคลีมาขายที่คลองเตย ออกจากตาคลีห้าทุ่ม ถึงกรุงเทพฯ ตีสาม ขายให้เสร็จก่อนแปดโมงแล้วตีรถกลับ ทุกอย่างเป็นเรื่องการทำมาหากินทั้งหมด ช่วงขายของที่คลองเตยก็เก็บเศษผ้า ตะขอเสื้อใน กระดุม สายโทรศัพท์ 

เราเก็บมาเย็บกระเป๋าขาย ยังจำได้ว่าตอนเรียนพาณิชย์ ถุงก๊อบแก๊บเพิ่งมา เราหิ้วถุงก๊อบแก๊บไปเรียนหนังสือ สมัยนั้นเท่มาก เราเป็นคนเห็นอะไรเร็ว แล้วรู้ว่าอันไหนจะทำให้เราเด่นได้ ของพวกนี้มันมาของมันเองนะ

ชีวิตคุณไม่เคยหยุดอยู่กับที่ 

ช่วง ปวช. ปีสุดท้ายเรามาสมัครเรียนรามฯ ก็อยู่ชมรมถ่ายภาพ เป็นนักกีฬามหาวิทยาลัย เราถูกเลือกให้ไปแข่งที่เชียงใหม่ เป็นจังหวะที่เจอ พี่เทพศิริ สุขโสภา เขาบอกเราว่าเรียนรามฯ ไม่ต้องเรียนก็ได้ ถึงเวลาค่อยไปสอบเอา 

สตูดิโอเย็บผ้าของ แนล-สมพร อินทร์ประยงค์ ที่เย็บผ้าจนเป็นศิลปิน Folk Art ระดับสากล

อย่าบอกนะว่า

ไม่กลับ แข่งกีฬาเสร็จเราอยู่ที่นั่นเลย

พอดีเจอรุ่นพี่อีกคนหนึ่ง เป็นคนตาคลี เป็นลูกคนรวยเจ้าของตลาด เขาอยู่ชมรมศิลปะการแสดง เขาก็ชวนไปแสดงหุ่นเชิดมือ ตอนนั้นเราก็เป็นลูกมือเย็บหุ่น ตระเวนสอนตามหมู่บ้านสิบหกจังหวัดภาคเหนือ จน พ.ศ. 2524 ไปออกค่ายที่อ่างขาง เจอคนมูเซอเอาหญ้ามาถักทำสร้อยขาย แต่มันมีสีเดียว เราเลยเอามาจุ่มสีย้อม ถักใหม่ เย็บใหม่ มาขายที่อ่างแก้ว เราได้อาชีพอีกแล้ว แค่ใส่อยู่กับตัวก็มีคนมาขอซื้อกลับบ้าน

หยิบจับอะไรก็กลายเป็นอาชีพไปเสียหมด

ทำหนังด้วยนะ เราเจอ พี่ไพจง ไหลสกุล ชวนเราไปตัดต่อหนัง แต่ทำไม่ไหว อ้วก เพราะแพ้ฟิล์มหนัง

สตูดิโอเย็บผ้าของ แนล-สมพร อินทร์ประยงค์ ที่เย็บผ้าจนเป็นศิลปิน Folk Art ระดับสากล

มีช่วงหนึ่งที่คุณอยู่กับของขยะ ไปทำอะไร

ทำวิจัยแถวอ่อนนุช เป็นวิจัยเชิงคุณภาพ ต้องพักบ้าน อาจารย์องุ่น มาลิก ตอนนั้นยังไม่รู้ว่าเขาคือใคร

ตอนเช้าเราต้องเกาะรถขยะเข้าอ่อนนุช ไม่นั่งรถเมล์นะ เพราะอยากรู้จักชีวิตคน แล้วกองขยะอ่อนนุชมหึมามาก เวลาขึ้นต้องไต่ขึ้นไป จะกินก็กินบนกองขยะ เหม็นก็ช่างเดี๋ยวอาบน้ำเอา การทำวิจัยของเราก็สัมภาษณ์คน เราไม่จดนะ จดแค่ชื่อคนกับเรื่องที่สำคัญ ถ้าจดเราไม่มีสมาธิ แต่เราอาศัยการฟังและใช้ชีวิตกับเขา กองขยะก็กลายเป็นครูอีก

ชีวิตคุณผ่านงานมาหลายอย่างเหลือเกิน มันสอนอะไรบ้างมั้ย

เราทำงานกับใครก็ตาม ถ้าทำเกินร้อย เขาจะเห็นความสามารถของเรา แล้วเขาจะหยิบเราขึ้นมาทำให้มีศักยภาพ ไปอยู่ที่ไหนเขาก็บอกต่อ เป็นเพราะเขาให้โอกาสด้วย ถ้ามีคนชวนไปไหนเราก็ไป เราไม่รู้หรอกเขาให้ทำอะไร บอกหนูแล้วกัน หนูทำได้ เขาได้เราไปคนเดียว เหมือนได้ทุกอย่าง เพราะเราทำได้ทั้งหมด

ชีวิตเรามันเป็นเรื่องการเอาตัวรอดมาโดยตลอด คนเราล้วนผ่านความยากลำบากมาด้วยการแก้ปัญหา ถ้าแก้ปัญหาชีวิตได้ จะรู้จักฉวยโอกาสเป็น เพราะเราทำเยอะกว่าคนอื่น เราจะรู้ว่าช่องทางไหนเป็นโอกาสของเรา

มีสัญญาณบอกมั้ยว่านี่คือ โอกาส

ไม่มีสัญญาณ มีแต่งาน ทำมันไปเถอะ การหาโอกาสให้ตัวเราคือการสร้างผลงาน 

ไม่ต้องคว้าโอกาสทั้งหมด

ใช่ ยิ่งเราทำงานเยอะก็ยิ่งเลือกโอกาสได้

สตูดิโอเย็บผ้าของ แนล-สมพร อินทร์ประยงค์ ที่เย็บผ้าจนเป็นศิลปิน Folk Art ระดับสากล
สตูดิโอเย็บผ้าของ แนล-สมพร อินทร์ประยงค์ ที่เย็บผ้าจนเป็นศิลปิน Folk Art ระดับสากล

ตอนไหนที่คุณหยุดทุกอย่าง แล้วเริ่มทำงานของตัวเอง

จตุจักร, เราขึ้นเหนือทุกอาทิตย์ ชาวบ้านเอาผ้ามาให้เราเป็นคันรถ เราซื้อนะ คนอื่นเขาก็ว่า เธอจะขายทำไมผ้าเก่า คนใช้เท่านั้นแหละที่ใส่ผ้าถุง แต่ พี่จิตรามณฑน์ เตชะไพบูลย์ กับ ท่านปิ๋ม (ท่านผู้หญิงพันธุ์สวลี กิติยากร) มาซื้อผ้าเรา เราก็เอ๊ะ มันเป็นลู่ทางนะ เราเลยทำเรื่องผ้าเก่ากับเครื่องเงินจนบูมทั้งประเทศ พอคนชอบ พวกสถาปนิก กราฟิก ดีไซเนอร์ ทุกคนมาหาเรา 

วันดีคืนดี พี่ชาลี (ชุลิตา อารีย์พิพัฒน์กุล) ถามเราว่าเธอเป็นใคร มีของแบบนี้ได้ยังไง เราบอกว่า หนูไม่ได้เป็นใคร หนูมีตังค์หนูก็ซื้อ เขาบอกว่าฉันชอบชีวิตเธอ มาให้ฉันสัมภาษณ์หน่อย พอลงสัมภาษณ์คนทั้งประเทศพูดถึงเรา แล้วร้านเราไม่เคยจัด ลงของปุ๊บขายหมดเลย ดีไม่ดีขอให้เป็นของของคนชื่อแนล ทุกสายอาชีพมาหมด

ถึงขนาดว่าจะเช่าร้านเพิ่มอีกสองห้อง เราไม่มีเงิน แต่มีลูกค้าเอาเงินมาให้ยืม เราไม่เอา

ลูกค้ารัก

มีลูกค้าที่เขารักชอบเราเหมือนน้อง เขาขายของเก่าอยู่อเมริกา เราก็หาของเก่าส่งให้เขาตั้งแต่ลูกเขาห้าขวบ เขาบอกว่าถ้ามาอเมริกาให้ไปดูงานที่เขาทำ เลยเป็นที่มาให้เราได้ไป International Folk Art Market ตลาดที่ให้คนทำงานศิลปะพื้นบ้านเอางานมาขาย เหมือนเป็นงานรวมคนเล่นผ้าระดับโลก มีคนมาออกงานจากร้อยห้าสิบกว่าประเทศ มีอาสาจากทั่วโลกเสียเงินมาทำงาน ตอนแรกเขาถามเราว่าจะไปมั้ย เราบอกเย็บเป็นแต่แบบนี้นะ เขาบอกให้ลอง

ลองแล้วเป็นยังไง

ปีแรกขายหมดทุกอย่าง เกลี้ยงเลย (หัวเราะ) กระทั่งชุดที่ใส่เขาขอซื้อเราก็ถอดขาย พอออกงาน International Folk Art Market ที่ซานตาเฟ่เสร็จก็ไปญี่ปุ่น ฝรั่งเศส แล้วเวลาเราออกงานเราจะมีสูจิบัตร บอกชื่อคนที่ทำงานกับเรา เงิน 10 เปอร์เซ็นต์ที่ขายของได้เราจะเอาไปบริจาค ให้ทุนการศึกษาเด็กที่ตาคลี เขาจะได้เห็นว่าพ่อแม่เขาทำงานเย็บผ้ากับเรา แล้วเขาได้เรียนหนังสือต่อ แล้วเราก็บอกคนทางนู้นด้วยว่าคุณซื้อเสื้อผ้าเราคุณไม่ได้สนับสนุนเราคนเดียว

คุณสนับสนุนเด็ก คุณสนับสนุนคนปลูกฝ้ายที่อีสาน คุณให้โอกาสคนไทยอีกหลายคน 

สตูดิโอเย็บผ้าของ แนล-สมพร อินทร์ประยงค์ ที่เย็บผ้าจนเป็นศิลปิน Folk Art ระดับสากล

แสดงว่างานที่คุณทำเรียกว่าโฟล์กอาร์ต

เราไม่รู้ว่าโฟล์กอาร์ตคืออะไร 

แต่ทำจากความรู้สึก

ใช่ บางตัวเราเอาไปแสดงงานเขาบอกไม่ได้ อันนี้เป็นอาร์ต ไม่เป็นโฟล์ก งานนั้นเราเอาภาพของคนอื่นที่เราเคยเห็นมาใส่ในความคิดของเรา มันเลยเป็นอาร์ตสำเร็จรูปจากตาเห็น ไม่ใช่โฟล์กอาร์ต เราเลยอ๋อ มันต้องมาจากตัวตนของเรา ต้องมาจากความรู้สึก เราเป็นตัวเรา ไม่ใช่ประดิษฐ์ขึ้นมา คราวนี้เลยรู้แล้วว่ารอบตัวเป็นโฟล์กได้หมด

แรงบันดาลใจของคุณเลยมาจากสิ่งรอบตัว

ประสบการณ์ชีวิต (ตอบทันที) งานเราเลยมีตัวเดียวเสมอ

ทุกอย่างรอบตัวเราปักผ้าได้หมด ปลาหมึกบด ผัดไทย ต้นมะละกอสูงเลยหลังคาบ้านเราก็ปัก เจอแสงเงาที่ชอบเราก็ถ่ายรูปไว้แล้วค่อยเอามาปัก คนรอรถเมล์ก็ปัก อย่างบ้านเราบ้าหวยมาก ก็ทำเสื้อหวยให้คนละตัว ทั้งหมดเป็นกู๊ดลักนัมเบอร์ เคยออกรางวัลมาแล้ว หรือช่วงทุกข์เพราะแม่ป่วยเราก็ปักบทธรรมะให้จำได้ ปักทุกวันจนเป็นบทกวี

ล่าสุดช่วง COVID-19 ข้างบ้านเลี้ยงแมวยี่สิบสองตัว เรานั่งปักแมวยี่สิบสองตัวอยู่เกือบเดือน เหมือนติดเกาะ เราดูทุกวัน จำหน้ามันได้ ทุกอริยาบถเราใส่หมดเลย ดูตรงนี้นะ ดูให้ดีว่ามันคืออะไร (เธอชี้นิ้วบนลายครึ่งวงกลมเรียงต่อกัน)

สตูดิโอเย็บผ้าของ แนล-สมพร อินทร์ประยงค์ ที่เย็บผ้าจนเป็นศิลปิน Folk Art ระดับสากล

ทุ่งนาไม่ก็ภูเขา

นี่คือขี้แมว แมวชอบขี้บนหลังคา งานพวกนี้เราชอบอยู่อย่าง ทำอะไรก็ได้ คนยี่สิบคนดูได้ยี่สิบแบบ

ตอนเราปักมด ไม่มีแพตเทิร์นนะ แต่รู้อยู่อย่างมดมันเดินต่อกัน มีผืนหนึ่งผ้าขาดเป็นรู เราก็ไม่ชุน แต่ปักมดลงไปให้เหมือนมดแทะ พองานเราไม่มีรูปแบบ ไม่มีกรอบ มันจะเป็นอะไรก็ได้ ขนาดเสื้อเราบางตัวยังเป็นกางเกงเลย
(เสื้อเธอพิเศษตรงออกแบบให้ใส่เป็นเสื้อก็ได้ กางเกงก็ได้ ตามแต่คนใส่จะเบื่อแบบไหนก่อน)

ก่อนจะปักผ้าร่างภาพในหัวก่อนมั้ย

เขียนขึ้นมาก่อน แต่เราไม่มีสะดึงนะ ปักมือทั้งหมด ไม้บรรทัดก็ไม่ค่อยได้ใช้ ถ้าจะตัดผ้าก็ดูพื้นบ้าน ทาบกับแผ่นกระดาน คอเสื้อทุกตัวใช้ชามข้าว บางทีก็ถ้วย ทุกอย่างวัดได้หมด สบู่อาบน้ำก็เอามาเขียนผ้าแทนชอล์ก

เราพกเข็มกับด้ายตลอด เจอใครทักเราก็ให้เขาปัก มีพยาบาล คนขายหนังสือพิมพ์ แม่ค้าข้าวไก่ วินมอเตอร์ไซค์ หมอ มีคนหนึ่งเป็นพาร์กินสัน เราปักไม่ได้อย่างเขา เขาปักไปด้วยสั่นไปด้วย แล้วงานของเขาสวยมาก

ได้ยินมาว่า เสื้อคุณใส่ได้ทุกด้าน มันเป็นยังไง

ใส่ได้สี่ด้าน หน้า หลัง นอก ใน คอเสื้อก็ใส่ได้ทั้งสองด้าน สมมติเราใส่เสื้อปกติ พอพลิกกลับเอาด้านในออกมาด้านนอก ลายปักจะเป็นงานอาร์ตทันที เพราะเราเคยเรียนทอผ้า ยากมากกว่าจะได้ เวลาตัดผ้าเราเลยเครียด ตอนหลังเลยตัดทั้งหมด ถ้าเหลือค่อยเอามาทำอย่างอื่น เศษผ้าเราไม่เคยทิ้ง ด้ายเราก็ใช้สีธรรมชาติ เพราะเราแพ้สารเคมี 

อีกอย่างถ้าบอกคนอื่นว่าเราใช้มือเย็บ มันก็ควรจะเป็นธรรมชาติ ธรรมชาติของเรา ธรรมชาติของธรรมชาติ เราเลยใช้ทุกอย่างที่เป็นธรรมชาติ ผ้าก็ไม่ซื้อจากโรงงาน เพราะอยากสนับสนุนเพื่อนสายอาชีพเดียวกัน ตะเข็บเสื้อเราก็ไม่เย็บแต่เราสาน เอาลายกระดูกงูบนกระบุงตะกร้ามาสานบนคอเสื้อ พวกนี้เรารู้เพราะอยู่บ้านนอกมาก่อน 

คนเย็บผ้าทำงานแบบไหน ตามอารมณ์หรือเปล่า

ส่วนใหญ่เราอารมณ์ดีตลอด เพราะเวลาโกรธเราทำงานไม่ได้

อีกอย่างเราชอบเปิดประตูความคิดให้คน คนชอบติดอยู่ในกรอบแล้วหาทางออกไม่ได้ ถ้าเกิดมีไฟไหม้ คุณถูกสอนให้ออกทางประตู เราไม่เป็นแบบนั้น หน้าต่าง หลังคา เราก็ออก ขอให้กูรอด นั่นคือวิธีการทำงานของเรา

เราเชื่อว่าการแก้ปัญหาจะได้งานใหม่ ทุกอาชีพเลยนะ ไม่ใช่เฉพาะเย็บผ้า เพียงแต่เราไม่เคยถูกให้ออกนอกกรอบ คนมักคิดว่ากรอบคือวัฒนธรรมประเพณี เราว่าทุกความคิดคือกรอบ ถ้าติดอยู่ในกรอบก็ไปไหนไม่รอด

แสดงว่าไม่มีผ้าผืนไหนที่ปักด้วยอารมณ์โกรธ

ช่วงแรกมีนะ อย่างแมวที่ปักช่วง COVID-19 มันเหม็น น่ารำคาญ แต่พอมองมันด้วยความเมตตา ความคิดเราก็เปลี่ยน งานปักก็เปลี่ยน เราเปลี่ยนแววตา เสริมบุคลิกให้มัน จากแมวผอมก็เติมให้เป็นแมวอ้วน (หัวเราะ)

เราเน้นเรื่องความสุข เราบอกคนที่เย็บผ้าให้เราว่าอยากทำตอนไหนทำ ทำไปก็นึกถึงเรื่องสนุก ถ้าเครียดอย่าไปทำ วางมันลง เพราะงานมันฟ้อง แล้วคนซื้อเขาไม่ได้ซื้อเพราะมันสวย แต่เขาซื้อเพราะมันมีความรู้สึก 

สตูดิโอเย็บผ้าของ แนล-สมพร อินทร์ประยงค์ ที่เย็บผ้าจนเป็นศิลปิน Folk Art ระดับสากล
สตูดิโอเย็บผ้าของ แนล-สมพร อินทร์ประยงค์ ที่เย็บผ้าจนเป็นศิลปิน Folk Art ระดับสากล

งานของคุณมีสติและสมาธิอยู่ในนั้นเยอะ ตอนทิ่มเข็มขึ้น-ลง มันรู้สึกยังไง

เราไม่รู้อะไรเลย มันไปกับเข็มหมดเลย 

แต่ใจต้องอยู่กับปัจจุบันนะ การเย็บผ้าทำให้เราเห็นธรรมะ โดยเราไม่ได้ตั้งใจจะเห็น มันเกิดขึ้นเอง ช่วงแม่เราป่วยสี่ปีเราทำงานไม่ได้ จิตเราหลุด คำว่าใจหายมันแรงนะ แทบเอาตัวไม่รอด เราดิ่งไปเลย เห็นแค่สีดำ เห็นแค่ใบไม้เหี่ยว มีแต่ความคิดที่น่ากลัว ตอนนั้นทำเครื่องเงิน เราเลยหันมาทำเรื่องผ้า ผ้าทำให้เราจับที่เข็ม จับให้เรายังรู้สึก

สมาธิเราอยู่กับเข็ม จิตไม่แกว่ง เราเย็บผ้าเป็นบ้าเป็นหลัง เย็บจนติดเข็ม พอพะวงกับการเย็บก็ลืมทุกข์

อาการติดเข็มเป็นยังไง

ติดเข็มคือหยุดไม่ได้ ตอนเย็บความรู้สึกจะอยู่ที่มือ เพลินนะ เหมือนกับว่ากำลังหาจุดหมายปลายทาง เมื่อไหร่จะเสร็จ เสร็จแล้วจะเป็นยังไง อยากเห็นภาพรวม ใจจดจ่ออยู่ที่เข็ม สมาธิมันเข้าไป ไม่หิว ไม่อิ่ม ไม่ปวดท้องฉี่

แล้วมีเกณฑ์ของการจบงานมั้ย 

ความพอใจ ถ้ามากกว่านั้นมันล้น ถ้าเรามีความสุข สนุก ชอบ จบ

คนเย็บผ้าต้องมีคุณสมบัติอะไรบ้าง

ต้องเริ่ม คำแรกคือเริ่มทำ ถ้าไม่ทำก็แค่ความคิด ถ้าทำเราจะรู้ว่าต้องไปทางไหนต่อในแบบของเรา อย่าพยายามเป็นในแบบของคนอื่น งานจะไม่เสร็จ ถ้าเป็นในแบบของเรามันอยู่ในตัวเรา ไม่ว่าจะทำที่ไหนมันก็เสร็จ

ทำไมคุณถึงบอกว่า ต้องเริ่มจากตัวเรา

ทุกอย่างเกิดจากเราทั้งนั้นเลย เสร็จก็เรา ไม่เสร็จก็เรา ดีก็เรา ไม่ดีก็เรา คนอื่นเป็นตัวประกอบที่ทำให้เกิด กลายเป็นว่าตนเป็นที่พึ่งแห่งตน เราเป็นที่พึ่งของตัวเราเอง เรารักหลงงานตัวเองนะ ช้อบชอบ มีความสุข (หัวเราะ) 

ทำแล้วมันมีเรื่องราว มีความทรงจำ มันไม่ได้เกิดจากแพตเทิร์น แต่เกิดจากตัวเราที่ถ่ายทอดออกไป

สตูดิโอเย็บผ้าของ แนล-สมพร อินทร์ประยงค์ ที่เย็บผ้าจนเป็นศิลปิน Folk Art ระดับสากล

ตอนนี้คุณเลยสอนคนอื่นเย็บผ้า

เรามีโรงเรียนข้างถนน สอนข้างทาง ใครมาเรียนก็ได้ แต่เราไม่มีแพตเทิร์น เอาตัวคุณเป็นหลัก ไม่สวยไม่เป็นไร ยิ่งไม่รู้เรื่องเลยยิ่งดี (ทำไม) บริสุทธิ์ไง คุณไม่มีกรอบ ถ้าคุณมีความรู้มาแล้วว่าเสื้อต้องตัดแบบไหน คุณจะไม่กล้าทำอะไรเลย เพราะกลัวผิด พอไม่รู้มันดุ่มหมดเลย ทำไปสักพักเริ่มแตกต่าง เพราะแต่ละคนมีประสบการณ์ชีวิตต่างกัน

เราสอนวิธีคิดให้เขา ไม่ได้สอนวิธีเย็บผ้า หรือบางทีเรามีสอนพิเศษ เราบอกนักเรียนไม่ต้องเตรียมอะไรมาเลย เตรียมใจมาอย่างเดียว เรามั่นใจว่าคนเรา ถ้ารู้จักตัวเองเมื่อไหร่และเปิดตัวเองเป็น จะได้งานใหม่เสมอ

แล้วคุณก็ใช้บ้านเป็นสตูดิโอเย็บผ้าด้วย

ความจริงงานเราทำได้ทุกที่ ขึ้นรถเมล์ก็เย็บ ขึ้นรถไฟก็เย็บ เครื่องจักรคือตัวเรา 

แต่บ้านเป็นทุกอย่างของเรา เป็นงาน เป็นชีวิต

แค่เสิร์ชชื่อในอินเทอร์เน็ตก็แสดงผลว่าคุณเป็นศิลปินโฟล์กอาร์ต อะไรเป็นเหตุผลให้คุณยังเย็บผ้า

เราต้องการให้คนเห็นคุณค่าของคน เราทำงานเพื่อให้คนทำงานรู้ว่าตัวเองมีคุณค่า 

มีป้าคนหนึ่งที่ทำงานให้เรา เป็นคนมีความตั้งใจมาก แกเป็นชาวนา ก่อนจะไปนาแกเอาผ้าห่ออย่างดีเลย หิ้วผ้าไปด้วยตลอด เพราะแกเห็นคุณค่าของผ้า แกรักงานของแก แล้วแกไม่เคยมากรุงเทพฯ นะ ไม่รู้กรุงเทพฯ หน้าตาเป็นยังไง แต่เสื้อของแกไปโผล่ที่อเมริกา ที่ฝรั่งเศส ไปมาแล้วหลายประเทศทั่วโลก เราว่านี่คือคุณค่าของคน

แล้วคุณรักอะไรในงานของคุณ

รักคุณค่า รักเรื่องราว รักที่มาของมัน

สตูดิโอเย็บผ้าของ แนล-สมพร อินทร์ประยงค์ ที่เย็บผ้าจนเป็นศิลปิน Folk Art ระดับสากล

Writers

สุทธิดา อุ่นจิต

กรุงเทพฯ - เชียงใหม่ สู่ ลาดพร้าว - สุขุมวิท , พูดภาษาพม่าได้นิดหน่อย เป็นนักสะสมกระเป๋าผ้า ชอบหวานน้อยแต่มักได้หวานมาก

วินัย สัตตะรุจาวงษ์

ผู้กำกับรายการและโฆษณาที่ช่วงนี้หันมาสนใจงานแนวสารคดี จึงเน้นทำงานที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานความจริง ตัวอย่างผลงานที่ผ่านมาคือ รายการ human ride และ เป็น อยู่ คือ

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Studio Visit

แวะเยี่ยมสตูดิโอของศิลปินเพื่อทำความรู้จักคนสร้างงานศิลปะอีกกลุ่มในอีกมุม

22 พฤศจิกายน 2565
858

“คงแถว ๆ นี้แหละ…”

เราพึมพำกันมาตลอดทาง เพราะยังคงขับวนไปวนมาไม่ถึงที่หมายเสียที กว่าจะพบว่าหลงจากหมุดไปเสียไกลเวลาก็ล่วงเลยนัดไปกว่าครึ่งชั่วโมง หวั่นใจว่าต้นเรื่องของเราวันนี้จะขุ่นเคือง เพราะเธอไม่เคยเปิดบ้านให้สื่อไหนเยี่ยมชมมาก่อน อีกทั้งวันที่นัดพบกัน ยังเป็นช่วงของการจัด BIG HUG นิทรรศการเดี่ยวครั้งที่ 2 ของเธออีกต่างหาก

เสียงจากปลายสายคอยบอกทางจนถึงที่หมาย ก่อน ออย-คนธรัตน์ เตชะไตรศร เจ้าของเสียง เจ้าของแบรนด์ give.me.museums และเจ้าของบ้าน จะปรากฏกายต้อนรับด้วยชุดเดรสสีแดงน่ารัก ยิ้มแย้ม จนอดรู้สึกผิดไม่ได้ 

เพียงเดินเข้ามาก็จะเจอกับสตูดิโอส่วนตัวของเธอ ขนาดกำลังพอดีให้เธอได้นอนกลิ้งเวลาคิดงานไม่ออก พร้อมกับผลงานหลายชิ้นที่เคยเห็นผ่านตามาแล้วบ้างบนอินเทอร์เน็ต แต่บริเวณชั้นสองต่างหากที่ความฝันของเธอถือกำเนิด และดอกไม้ดอกแรกในสวนได้ถูกวาดขึ้น

ออยเปิดกรุผลงานวัยเยาว์ของตัวเองตลอดการพูดคุย พร้อมความทรงจำมากมายที่พรั่งพรูออกมาจากลิ้นชัก ไม่แปลกใจว่าทำไมเธอถึงได้กลายเป็นศิลปินที่มีความสดใสเป็นเอกลักษณ์ เปี่ยมด้วยความกระตือรือร้น มั่นใจ พร้อมประกายในแววตาที่พาให้รู้สึกเต็มตื้นตามไปด้วย 

“ออยวาดรูปเป็น ก่อนอ่านหนังสือเป็นซะอีก”

เรานั่งฟังติดขอบจอ ประหนึ่งฟังนิทานเรื่องการเดินทางของเด็กหญิงช่างฝัน

เปิดสตูดิโออบอุ่นของ give.me.museums และผลงานวัยเด็กที่มีผนังบ้านเป็นแคนวาสผืนแรก
เปิดสตูดิโออบอุ่นของ give.me.museums และผลงานวัยเด็กที่มีผนังบ้านเป็นแคนวาสผืนแรก

Blooming Home

“ตอนเด็ก ๆ อ่านหนังสือช้า ประถมก็ยังอ่านไม่ออก” เธอเล่าต่อ “เขาเริ่มเห็นเราเขียนกำแพง” ส่วนเขาที่ว่าคือพ่อและแม่

หากใครมีโอกาสได้เยี่ยมชม Blooming Home นิทรรศการแรกในชีวิตของเธอก็จะพบกับผนังโล่ง ๆ ให้ทุกคนวาดเล่นได้อย่างอิสระ เพราะเธอเองก็ใช้มือเล็็ก ๆ สร้างจิตรกรรมฝาผนังบ้าน โดยมีครอบครัวให้การสนับสนุนเช่นกัน 

ห้องของออยประดับประดาไปด้วยผลงานหลากหลายช่วงวัย แบบที่ถ้าถามถึงวัยไหน เธอก็รื้อค้นจนเจอได้ ต่อไปนี้จึงเป็นช่วงของการเปิดกรุของเก่าที่เจ้าของเฝ้าเก็บมันเป็นอย่างดี ทั้งสมุดวาดรูปด้วยสีไม้ สีเทียน ปากกาเมจิก คนบ้าง ทิวทัศน์บ้าง เรื่องเล่าในจินตนาการบ้าง นอกจากลายเส้นพิลึกกึกกือและสีสันซีดเซียวที่เคยจัดจ้าน จะบอกได้ว่ามันถูกวาดมานานแค่ไหน อีกอย่างที่บอกได้คงเป็นลายเซ็นของท่านศิลปินใหญ่ที่เขียนชื่อตัวเองกลับหัวกลับหาง ตามประสาเด็กอ่านหนังสือไม่ออก

“ไม่แน่ใจแล้วว่าเล่มไหนเป็นเล่มไหน บางส่วนก็แตกสลายไปตามกาลเวลา จริง ๆ มีภาพที่เด็กมาก ๆ เลยแต่มันอยู่ในห้องเก็บของข้างล่าง” เธอยังคงเปิดลิ้นชักจนผลงานกองพะเนิน

ใครเป็นคนเก็บรูปวาดพวกนี้ให้ – เราถาม เพราะเห็นว่าหลายชิ้นถูกเขียนตอนเธอยังเด็กมาก

“เก็บไว้เอง” ออยหันมายิ้ม “เรารักงานตัวเองมาก เก็บทุกอย่าง อาจจะเพราะพ่อแม่เอางานเราตอนเด็กไปใส่กรอบเก็บไว้… เดี๋ยวหยิบมาให้ดู”

เปิดสตูดิโออบอุ่นของ give.me.museums และผลงานวัยเด็กที่มีผนังบ้านเป็นแคนวาสผืนแรก
เปิดสตูดิโออบอุ่นของ give.me.museums และผลงานวัยเด็กที่มีผนังบ้านเป็นแคนวาสผืนแรก

ระหว่างนั้น เราก็ได้ทราบว่าแม่ของออยเป็นคนชอบจัดดอกไม้ ส่วนพ่อชอบศิลปะและเป็นคนสอนให้เธอวาดรูปเป็น แม้จะวาดไม่เก่งมากมาย แต่ถ้าทั้งคู่เลือกกีดกันเธอในวันนั้น ก็คงไม่มีออยในวันนี้ ต่อให้สิ่งเดียวที่เธอได้จากการเรียนสายวิทย์คณิตตามเพื่อนจะเป็นการจดเลคเชอร์ยังไงให้สวยน่าอ่านก็ตาม

Give.me.museums

จบสายวิทย์ ติวสถาปัตย์ แต่เป็นบัณฑิตคณะศิลปกรรม ซึ่งถ้าไม่นับเรื่องติว ก็เรียกว่าเป็นการเรียนศิลปะครั้งแรก 

“แต่มันไม่ใช่การวาดรูปอยู่ดี เพราะเราเรียนออกแบบ” เธอเองก็สับสน “รู้สึกว่ามันอาจจะไม่ตรงกับสิ่งที่ทำอยู่ในตอนนี้ แต่มันช่วยเชปเราเรื่องวิธีการคิดและกระบวนการต่าง ๆ ตอนพบว่ามีหลายอย่างที่เราชอบ เลยเป็นช่วงที่เราเลิกวาดรูปไปเลย”

พอชอบถ่ายรูปมาก ก็ไปถ่ายรูป ชอบทำกราฟิกมาก ก็ทำธีสิสจบเกี่ยวกับ Typography ถึงขนาดเข้าไปทำงานเป็น Art Director ที่ Ogilvy อยู่ 2 ปี

ออยบอกว่าช่วงเวลาเหล่านี้เธอแทบไม่ได้จับพู่กัน

“มันเริ่มเหนื่อย งานมันหนัก ใช้ทั้งพลังกายพลังใจ มีช่วงที่เรา Burn Out ก็เลยต้องหยุดแล้วหาอะไรทำ”

ไม่ถามเห็นจะไม่ได้ ว่าเด็กหญิงออยที่เขียนกำแพงสวยกว่าใครรู้สึกยังไงที่ได้กลับมาวาดรูปอีกครั้ง

“รู้สึกว่า อ้อ! คนนี้น่าจะเป็นเราที่หายไปนี่แหละ คนนั้นก็เป็นเราเหมือนกัน แต่เราชอบตัวเองในเวอร์ชันนี้มากกว่า มันรู้สึกมีชีวิต”

ใกล้จะถึงจุดเริ่มต้นของ Give.me.museums เข้ามาเต็มที ออยก็ขอคั่นการสนทนาด้วยการเอี้ยวไปหยิบคอมมาเปิดสไลด์ ใช่ อ่านไม่ผิด เธอทำสไลด์เรื่องราวของตัวเองไว้อย่างดี

“นี่คือไทม์ไลน์ (หัวเราะ) เรามีเป็นอินโฟกราฟิก” ออยพรีเซนต์ไปก็เขินไป เราขอสรุปรวบยอดได้ใจความว่า หลังจากหมดไฟ เธอก็ผลิตสินค้าขึ้นมาใช้เองและนำไปฝากขายตามร้านของกระจุกกระจิก ภายใต้ชื่อสุดเก๋ไม่ซ้ำใครว่า ‘คนธรัตน์’ ก่อนจะได้รับการติดต่อจากบรรดาลูกค้ามากมายจนต้องคลอดแบรนด์ Give.me.museums ขึ้นมาจากประโยคดังของปิกัสโซ่ว่า Give me a museum and I’ll fill’it อย่างที่พวกเรารู้ ๆ กัน

แต่เรื่องที่หลายคนอาจยังไม่รู้ คือนอกจากจะเป็นประโยคดังแล้ว มิวเซียมในความหมายของเธอคือพื้นที่แสดงออกทางศิลปะที่ไม่ใช่แค่พิพิธภัณฑ์หรือแกลเลอรี่ แต่รวมถึงโซฟา โคมไฟ นาฬิกา พัดลม กบเหลาดินสอ ฯลฯ สิ่งของในชีวิตประจำวันมากมายที่รายล้อมอยู่รอบตัวเรา แม้กระทั่งห้องน้ำในออฟฟิศ สาวเจ้าก็เพนต์ทั้งชักโครกจนถึงท่อน้ำทุกอัน

“มันเริ่มมาจากคำถามว่า เราเพนต์ผนังบ้านได้ ทำไมคนอื่นเพนต์ไม่ได้ ศิลปะไม่ควรเป็นของสูง มันควรเข้าถึงได้ง่าย ๆ นี่คือเหตุผลที่ทำให้เราทำสินค้าออกมาขาย เพราะทุกที่คือแคนวาส”

เปิดสตูดิโออบอุ่นของ give.me.museums และผลงานวัยเด็กที่มีผนังบ้านเป็นแคนวาสผืนแรก
เปิดสตูดิโออบอุ่นของ give.me.museums และผลงานวัยเด็กที่มีผนังบ้านเป็นแคนวาสผืนแรก

BIG HUG

อดีต ออยมีหน้าร้านครั้งแรกที่ตลาดนัดจตุจักร จากการเดินเสาะหาที่ด้วยตัวเอง

ปัจจุบัน หน้าร้านที่จตุจักรปิดตัวลง และเธอเพิ่งเปิดร้านใหม่ขนาดใหญ่กว่าเดิมที่เอ็มควอเทียร์ ครั้งนี้เธอเป็นฝ่ายได้รับการติดต่อมา

แต่กว่าจะมาถึงจุดนี้ได้ แค่ตัดสินใจจะจ้างพนักงานคนแรกยังเป็นเรื่องยากสำหรับเธอด้วยซ้ำ เพราะโลกของการทำธุรกิจนั้นแยกออกจากการเป็นศิลปินอย่างสิ้นเชิง

“ตอนแรกคิดว่าตัวเองเป็นคนไม่เครียด” ออยเว้นวรรค “แต่ว่ามันอาจจะลึก ๆ มั้ง เราเป็นคนเรื่องมาก มีความเป็น Professionist อยู่ในตัวเหมือนกัน แล้วพอไม่ได้ดั่งใจก็เครียด หลาย ๆ อย่างที่เราปล่อยให้คนอื่นทำแล้วบางทีเขาตอบช้านิดหน่อย เราก็รู้สึกว่ามันเป็นเรื่องใหญ่มาก ๆ แค่ลูกค้าโทรมาบอกว่าได้ของผิดค่ะ ทำไมแพ็กมาอย่างงี้ เราก็เครียดมากเลย

“เราพยายามทำทุกอย่างเอง เรื่องสต็อก ฉันจะต้องเป็นคนเติมเอง ของมันจะต้องสั่งเท่านี้ พอถอยออกมาถึงรู้ว่าไม่ใช่เรื่องใหญ่ขนาดนั้น โอเค มันอาจจะไม่เหมือนที่เราทำ แต่ว่าทุกคนก็มีวิธีของตัวเอง”

น่าสนใจว่าเด็กหญิงช่างฝันที่มีภาพลักษณ์สดใสร่าเริงขนาดนี้ ก็มีช่วงที่ท้องฟ้าปกคลุมไปด้วยเมฆหน้าทึบด้วยเหมือนกัน ทำให้นิทานของเธอน่าติดตามมากยิ่งขึ้น

“จริง ๆ เราเป็นไมเกรน ไม่ได้เป็นคนสดใสขนาดนั้น อาจจะพลังงานเยอะเฉย ๆ” ออยแก้ข่าวพร้อมเสียงหัวเราะ

อีกหนึ่งเหตุการณ์ที่ยืนยันได้ ก็คงเป็นตอนที่เธอได้รับการติดต่อจากเอ็มควอเทียร์ให้ไปเปิดร้านในห้าง ซึ่งเส้นทางไม่ได้สวยหรูเท่าที่ควร โดยเฉพาะการตบตีกับใจของตัวเอง “เราจำได้ว่านั่งร้องไห้อยู่ตรงฟู้ดคอร์ท ทะเลาะกับแฟน กับแม่” เธอยังคงเล่าพร้อมรอยยิ้ม

“ไม่มีใครแย้งเราเลย แต่ทุกคนบอกให้คิดดี ๆ ก่อน เพราะค่าที่มันแพงมาก แล้วก็ค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่มองไม่เห็นอีก เราก็ โอ้ยคิดดีแล้ว ประสาทเสีย เราอยากได้มาก คิดว่าทำได้ ก็คงจะมีคนเห็นเพราะว่าเสียงดัง แล้วก็ร้องไห้อยู่” 

เราถามเธอต่อทันทีว่าจุดที่ทำให้รู้สึกว่าต้องปล่อยวางแล้วคืออะไร แม้จะเคยหนักหน่วงกับชีวิต ออยก็พูดถึงจุดหักเหของเรื่องออกมาอย่างง่ายดาย เธอเปิดเผยให้เราฟังว่า เคยถูกจ่ายยาโรคซึมเศร้าให้ทานอยู่ช่วงสั้น ๆ จากการกดดันตัวเองมากเกินไปจนเครียดลงกระเพาะ

“เราว่ามันไม่ควรจะเป็น จะหาเงินมาเพื่อมารักษาตัวเองมันไม่ใช่ เราควรมีความสุขกับสิ่งที่ทำ คือจุดที่รู้สึกว่าเราต้องรักตัวเองให้มากกว่านี้”

ใครจะรู้ว่าเบื้องหลังฝีแปรงอะคริลิกที่ปาดไปมาอย่างมั่นใจจะไม่เบิกบานเหมือนภาพวาด คงเป็นเพราะออยยืนยันกับเราว่า เรื่องเศร้ามากมายในใจเธอมักจะไม่สะท้อนออกมาในงานเท่าไรนัก

“เวลาวาดรูปจะไม่เศร้า มันเหมือนหลุดไปอีกในมิติ (หัวเราะ) ปล่อยสมองว่าง ๆ ไม่ได้คิดอะไร คิดแค่เรื่องปัจจุบันมาก ๆ เช่น เราจะใช้สีนี้ ๆ สีต่อไปคืออะไร เราคิดว่าทุกเรื่องผ่านไปแล้ว ไม่สามารถกลับไปแก้ไขอะไรได้ มันคลีเช่มากนะ แต่ว่าก็ทำวันนี้ให้ดีที่สุด”

เปิดสตูดิโออบอุ่นของ give.me.museums และผลงานวัยเด็กที่มีผนังบ้านเป็นแคนวาสผืนแรก

การอยู่กับปัจจุบันของเธอ ส่งผลให้ออยเป็นคนที่วาดรูปตอนไหนก็ได้ ไม่เคยรู้สึกเกร็งแม้จะมีคนจับจ้องก็ตาม เราเห็นจะจริงตามนั้น เมื่อขอให้เธอวาดประกอบการถ่ายภาพนิดหน่อย The Cloud จึงได้รูปก้อนเมฆกลับมาเป็นของขวัญ

ก่อน Mood & Tone ของเรื่องจะผิดแผกไปไกล เจ้าซัมเมอร์ โกลเดนรีทรีฟเวอร์ตัวโตก็กระโดดกระเด้งออกมาจากหลังม่าน ราวกับรอเวลาที่จะได้ขึ้นนั่งตักให้กำลังใจเจ้าของของมัน ช่วยสร้างบรรยากาศให้แสงแดดยามบ่ายไม่ร้อนอย่างเคย

แม้ระหว่างทางจะเต็มไปด้วยบททดสอบและขรุขระไปบ้าง แต่การได้เห็นเด็กหญิงช่างฝันคนนั้นยังเต็มเปี่ยมไปด้วยความฝัน และมีเพื่อนรักสี่ขาอยู่เคียงข้างในบ้านอันอบอุ่น ก็น่าจะเป็นตอนจบของเรื่องที่มีความสุขนะ

เปิดสตูดิโออบอุ่นของ give.me.museums และผลงานวัยเด็กที่มีผนังบ้านเป็นแคนวาสผืนแรก
เปิดสตูดิโออบอุ่นของ give.me.museums และผลงานวัยเด็กที่มีผนังบ้านเป็นแคนวาสผืนแรก

Give.me.studio

เราย้ายตัวลงมาที่สตูดิโอชั้นล่าง หลังโยนคำถามไปว่า คุณมีอุปกรณ์สำหรับการวาดรูปเยอะขนาดไหน 

ออยบอกว่าเท่าที่เห็นเป็นแค่บางส่วน เพราะเธอมีอีกสตูดิโอไว้สำหรับการแพ็กของ สต็อกของ และเก็บอุปกรณ์โดยเฉพาะ 

“คนจะบอกว่างานของเราคือ Impressionism ส่วนตัวเราคิดว่ามันเป็น Commercial Art 

“ถ้าจะถามว่า Give.me.museums คืออะไร เราจะบอกว่ามันคือแบรนด์ แล้วเราก็ไม่ใช่ศิลปิน เราทำแบรนด์ ถ้าไปดูตรงไบโอไอจี เขียนว่าเป็นแบรนด์ตั้งแต่แรก ไม่เคยเขียนว่า Artist”

รองจากสไตล์งาน เรื่องที่ออยถูกถามบ่อย ๆ คือทำไมต้องเป็นดอกไม้และทุ่งหญ้า เราเองก็ยังสงสัย ออยบอกว่าเกิดขึ้นช่วงโควิดพอดิบพอดี เป็นความต้องการลึก ๆ ของคนที่ชอบออกไปเที่ยวข้างนอก แต่ผลจากการล็อกดาวน์ทำให้เธอต้องอยู่แต่ในบ้าน หลายภาพจึงเป็นการดึงเอาความทรงจำเก่า ๆ มาปะติดปะต่อกัน

“หลายอันเป็นสถานที่จริง แต่ว่าไม่เป๊ะ เหมือนเราชอบฟ้าของวันนั้น แต่เราชอบดอกไม้ของวันนี้ ก็เอามาผสมกัน”

เทคนิคในงานก็ถูกผสมผสานด้วยเช่นกัน แต่ก่อนงานของเธอจะหนักไปทางสีไม้ สีชอล์ก สีเทียน ปัจจุบันออยถนัดใช้สีอะคริลิกบนเฟรมผ้าใบ แต่เทคนิคที่เธอโปรดปรานมากที่สุดคือสีน้ำมัน ด้วยเหตุผลที่ว่า “ชอบเท็กซ์เจอร์นูน ๆ แล้วมันเป็นสีที่แห้งช้า เราทำไปได้เรื่อย ๆ เลย”

เปิดสตูดิโออบอุ่นของ give.me.museums และผลงานวัยเด็กที่มีผนังบ้านเป็นแคนวาสผืนแรก
การเปิดบ้านครั้งแรกของ give.me.museums ที่เป็นทั้งสตูดิโอส่วนตัว แคนวาสผืนแรก และจุดเริ่มต้นของแบรนด์ที่เธอรัก

สตูดิโอของเธอมีผนังด้านซ้ายเป็นผ้าม่านสีฟ้าคราม ผนังด้านขวาเป็นโซฟากับบรรดาภาพสเก็ตช์ ส่วนผนังใหญ่ ๆ ตรงหน้าเราแบ่งออกเป็น 2 โซน คือท้องฟ้ากว้างใหญ่และทุ่งหญ้าเขียวขจีดังที่เห็นในภาพ 

ออยบอกตามตรงว่าเป็นเพราะช่วงนี้เธอจัดนิทรรศการ ภาพวาดบางส่วนจึงนำไปจัดแสดง ตัวเราที่เป็นแฟนคลับเธอตั้งแต่สมุดโน้ตยัน Griptok มือถือ แค่ได้เห็นผืนผ้าใบที่ยังวาดไม่เสร็จดีก็ดีแค่ไหน เลยถือโอกาสนี้เอ่ยถามออกไปว่าอะไรคือสิ่งที่ยากที่สุดในการวาดรูป

ตอนเริ่มวาด” ออยหัวเราะดังก่อนเข้าสู่โหมดจริงจัง “ถ้าเกิดเป็นกระบวนการ ยากที่สุดคือจะเสร็จตอนไหน จะจบงานหรือยัง เพราะถ้าทำไปเรื่อย ๆ มีจุดที่เราทำอยู่แล้ว เฮ้ย สวยจัง แล้วเริ่มจะไม่ใช่ เริ่มเละ จังหวะที่โอเคเนี่ยยากที่สุด ต้องใช้ความรู้สึกมาก ๆ”

มีคนเคยบอกว่าสวยแล้ว ให้คุณหยุดรึยัง

“คนที่บ้านเชื่อไม่ได้ ทำอะไรก็สวย เพิ่งจะมีแค่สีฟ้าบนเฟรมผ้าใบยังไม่ทันได้วาดอะไรเลย (หัวเราะ)”

แม้งานของเธอจะเยอะมากพอให้จัดนิทรรศการเดี่ยวได้ แต่ออยก็มีภาพที่วาดไม่เสร็จจำนวนมากเช่นกัน เหตุผลหลัก ๆ คือความรู้สึกไม่ต่อเนื่อง เพราะเธอมักวาดให้เสร็จในคราวเดียว ไม่ทิ้งระยะเวลานานมาก 

การเปิดบ้านครั้งแรกของ give.me.museums ที่เป็นทั้งสตูดิโอส่วนตัว แคนวาสผืนแรก และจุดเริ่มต้นของแบรนด์ที่เธอรัก
การเปิดบ้านครั้งแรกของ give.me.museums ที่เป็นทั้งสตูดิโอส่วนตัว แคนวาสผืนแรก และจุดเริ่มต้นของแบรนด์ที่เธอรัก

“พอทิ้งระยะนาน เราจะรู้สึกกับภาพไม่เหมือนเดิม เหมือนตอนแรกคิดในหัวว่าอยากให้ออกมาเป็นสิ่งนี้ แต่ตอนนี้อยากทำแบบนี้มากเลย แล้วพอทิ้งไว้สักอาทิตย์ก็รู้สึกว่าอยากวาดอันใหม่มากกว่าแล้ว”

กว่า 4 ปี ที่เราเห็นแบรนด์ของเธอโลดแล่นอยู่ในคราบสิ่งของเครื่องใช้ โดยเฉพาะอุปกรณ์เครื่องเขียนที่เรามักจะโดนเธอตกง่าย ๆ ออยอยากฝากให้ทุกคนติดตามตอนต่อไปของนิทานเรื่องนี้ เพราะเธอมีแพลนจะเปลี่ยนจากสีสันจัดจ้านเป็นสีพาสเทลดูบ้างในปีหน้า 

นอกจากนี้ น้องผมส้มฟูฟ่องก็เป็นอีกหนึ่งความฝันที่ออยยังอยากทำให้เป็นจริง ไม่เพียงแค่ปรากฏอยู่บนหน้าปกสมุดอย่างเคย แต่เธออยากเปิดอีกแบรนด์เพื่อสร้างน้องให้มีชีวิต เพราะร่างต้นแบบของน้องผมส้มเกิดขึ้นตั้งแต่สมัยเธอยังเด็ก สำคัญที่สุดคือเธอวาดตัวเอง 

จากเด็กที่เขียนผนังห้องเพื่อความสนุก กลายเป็นหนึ่งคนที่ลุกขึ้นมาเรียกร้องพื้นที่แสดงออกทางศิลปะ ลงมือวาดรูปได้เสมอไม่ว่าที่ไหน และยังมีความสุขทุกวันที่ได้ทำอาชีพนี้ เราถามออยว่าเพราะอะไร

“มันเลยจุดชอบไปแล้ว เหมือนคนเราต้องกินข้าว” เธอตอบ

แล้วเคยวาดจนลืมกินข้าวรึเปล่า

“โอ๊ย ไม่ลืมหรอก แต่ว่าไม่อยากกิน เพราะยังอยากวาดอยู่” ออยไม่ลืมหัวเราะส่งท้าย

การเปิดบ้านครั้งแรกของ give.me.museums ที่เป็นทั้งสตูดิโอส่วนตัว แคนวาสผืนแรก และจุดเริ่มต้นของแบรนด์ที่เธอรัก

Writer

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

นักอยากเขียน บ้านอยู่ชานเมือง ไม่ชอบชื่อเล่นที่แม่ตั้งให้ มีคติประจำใจว่าอย่าเชื่ออะไรจนกว่าหมอบีจะทัก รักการดูหนังและเล่นกับแมว

Photographer

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load