สารพัดความบังเอิญ บวกความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นกว่า 185 ปี ระหว่างไทย-สหรัฐฯ ทำให้ผู้หญิงฝรั่งคนหนึ่งทุ่มเททำงานเพื่อศึกษาเรื่อง ‘บ้านเชียง’ ดินแดนที่ทำให้โลกรู้ว่าวัฒนธรรมเก่าแก่ด้านโลหะและเครื่องปั้นดินเผา ณ ที่แห่งนี้และแหล่งอื่นๆ ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย เจริญก้าวหน้ากว่าอารยธรรมอื่นๆ ในเอเชียในยุคเดียวกัน

บังเอิญที่ 1

เดือนสิงหาคม ค.ศ. 1966 สตีเฟน ยัง (Stephen Young) ชาวอเมริกัน เดินทางไปบ้านเชียง ในขณะนั้นมีการขุดพื้นดินเพื่อทำถนน สตีเฟนเดินสะดุดรากต้นนุ่น ล้มหัวทิ่มไปเจออะไรบางอย่างรูปร่างกลม สีเดียวกับฝุ่นดิน เขาระบุว่าไม่ได้เห็นเพียงชิ้นเดียว แต่มีเป็นร้อยๆ เด็กในหมู่บ้านสองคนกำลังเล่นเศษของแตกๆ เหล่านั้นอยู่

บ้านเชียง

บังเอิญที่ 2

สตีเฟนไม่ได้เรียนคณะวิศวกรรมศาสตร์หรือนิเทศศาสตร์ แต่กำลังทำวิทยานิพนธ์สาขามานุษยวิทยาที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด จึงรู้จักสังเกตว่าเศษหม้อนั้นเป็นเครื่องปั้นดินเผาชนิดไม่เคลือบ (Unglazed) บ่งบอกว่ามันเป็นวิทยาการยุคโบราณ และยังเขียนลวดลายงดงามด้วยสีแดง เป็นสิ่งที่โลกไม่เคยเห็นมาก่อน

บังเอิญที่ 3

สตีเฟนเป็นลูกชาย คุณเคนเนธ ยัง (Kenneth Young) เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทยในขณะนั้น สตีเฟนนำสิ่งที่พบที่บ้านเชียงกลับมากรุงเทพฯ นำไปสู่ความร่วมมือระหว่างกรมศิลปากรและมหาวิทยาลัยในสหรัฐฯ ที่เก่งด้านโบราณคดี คือ University of Pennsylvania เพื่อเริ่มการขุดค้นครั้งสำคัญที่อำเภอบ้านเชียงใน ค.ศ. 1974

บังเอิญที่ 4

หัวหน้าทีมขุดค้นฝ่ายสหรัฐอเมริกาในขณะนั้น ดร.เชสเตอร์ กอร์แมน (Dr.Chester Gorman) มีลูกศิษย์หัวแก้วหัวแหวนติดตามมาร่วมขุดค้นด้วย นักศึกษาปริญญาเอกคนนั้นเพิ่งเปลี่ยนทิศชีวิตหมาดๆ จากเดิมตั้งใจจะเป็นนักโบราณคดีสาขายุโรป มาเป็นสาขาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แทน เพราะเห็นภาพชนบทของจังหวัดแม่ฮ่องสอนในสไลด์ของ ดร. กอร์แมน ภาพนั้นภาพเดียวทำให้เธอประทับใจมาก จนไปเคาะประตูห้องเขาเพื่อขอทำงานด้วย

เมื่อ ดร.กอร์แมน เสียชีวิตด้วยวัยเพียง 43 ปีใน ค.ศ. 1981 ผู้รับหน้าที่หัวหน้าทีมขุดค้นบ้านเชียงต่อ คือลูกศิษย์เอกของเขา

บ้านเชียง

จอยซ์ ซี. ไวต์ (Joyce C. White) คือลูกศิษย์คนนั้น ปัจจุบัน ดร.จอยซ์ วัย 66 ปีได้ชื่อว่าเป็นนักโบราณคดีที่รู้เรื่องบ้านเชียง (และยุคก่อนประวัติศาสตร์ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้) ดีที่สุดคนหนึ่งของโลก เป็นผู้อำนวยการสถาบันโบราณคดีภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Institute for Southeast Asian Archaeology – ISEAA) ในสหรัฐอเมริกา

บ้านเชียง

ไม่ถึง 10 ปีที่ผ่านมา มีการลักลอบขุดหาและค้าขายโบราณวัตถุจากแหล่งโบราณคดีบ้านเชียง และปรากฏว่าจัดแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑ์หลายแห่งในสหรัฐอเมริกา บุคคลที่กระทรวงยุติธรรมสหรัฐอเมริกา (The United States Justice Department) หมุนโทรศัพท์หาคือ ดร.จอยซ์ เพื่อให้ช่วยตรวจสอบว่าโบราณวัตถุเหล่านั้นเป็นของบ้านเชียงจริงหรือไม่ จนในที่สุด โบราณวัตถุหลายร้อยชิ้นถูกส่งกลับคืนสู่พิพิธภัณฑ์ที่ตำบลบ้านเชียง

ความร่วมมือทางวิชาการครั้งสำคัญระหว่างไทยกับสหรัฐอเมริกาทำให้ ดร.จอยซ์ และทีมนักโบราณคดีเก่งๆ มาช่วยขุดค้น ศึกษาวิจัยด้วยเครื่องมือทันสมัย โครงกระดูก เศษเครื่องปั้นดินเผา ซากเครื่องมือโลหะ ที่ฝังอยู่ใต้ดินมานานกว่า 4,000 ปีถูกขุดขึ้นมา ปะติดปะต่อเรื่องราวจนโลกรู้จัก ‘บ้านเชียง’ ว่าเป็นแหล่งโบราณคดีอันสำคัญ ได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกใน ค.ศ. 1992

ค.ศ. 2018 ในโอกาสฉลองครบรอบ 185 ปีแห่งความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-สหรัฐฯ เธอได้รับเชิญจากกระทรวงการต่างประเทศให้กลับมาเยือนเมืองไทยอีกครั้ง ดร.จอยซ์ นั่งคุยกับ The Cloud ถึงเรื่องราวต่างๆ ที่ทำให้วัยรุ่นอเมริกันธรรมดาๆ เติบโตเป็นหนึ่งในจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญของการพัฒนาองค์ความรู้โบราณคดีในประเทศไทยและในโลก

มรดกโลกในไทยที่นำพาคนเก่งและงบประมาณจากสหรัฐฯ มาช่วยศึกษา

ดร.จอยซ์ กล่าวว่า บ้านเชียงมีความสำคัญ เพราะถือเป็นการปฏิวัติความรู้เดิม การค้นพบที่บ้านเชียง ‘ล้มล้าง’ ทฤษฎีเก่าๆ เกี่ยวกับการพัฒนาอารยธรรมในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้โดยสิ้นเชิง

สมัยก่อนวิชาโบราณคดีมักโฟกัสอยู่แค่หลักฐานที่ค้นพบในยุโรปและตะวันออกใกล้ (Near East) พอมีการขุดค้นที่บ้านเชียง เราพบสิ่งไม่คาดฝันหลายอย่าง ความรู้ด้านโบราณโลหะวิทยา (Metallurgy) ทำให้รู้ว่าบ้านเชียงเป็นชุมชน เป็นหมู่บ้านที่อยู่กันอย่างสงบ เป็นสังคมแบบไม่รวมศูนย์ (Decentralized Community) ต่างจากตะวันออกใกล้ที่โลหะที่พบบ่งบอกว่าเป็นสังคมแบบรัฐ (State) มีศูนย์กลาง มีราชา ราชินี มีการสู้รบ แต่บ้านเชียงไม่ใช่เลย” ดร.จอยซ์เล่า

เจอแค่ปลายหอกกับเศษหม้อไห แล้วรู้ได้อย่างไรว่า ‘เป็นหมู่บ้านสงบแบบไม่รวมศูนย์’

บ้านเชียง

ในโลกโบราณคดีเราเห็นแค่เศษซากของอะไรบางอย่าง แต่ต้องพยายามเข้าใจภาพใหญ่ให้ได้ สังคมแบบไม่รวมศูนย์ แปลว่าชุมชนต่างๆ เป็นผู้เลือกเองว่าเขาจะมีที่ทางอยู่ตรงไหนในระบบเศรษฐกิจที่ใหญ่กว่า เหมือนคอนเซปต์เรื่องหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ (OTOP) ไม่ใช่ว่าผู้นำมานั่งบอกว่าตำบลนี้ต้องทำผลิตภัณฑ์นี้ แต่เป็นตัวตำบลเองต่างหากที่ตัดสินใจว่าเขาจะทำผลิตภัณฑ์อะไรที่เหมาะสมกับสังคมของเขา เมืองไทยยุคก่อนประวัติศาสตร์เป็นเช่นนั้น แต่ละชุมชนทำเครื่องโลหะและเครื่องปั้นดินเผาต่างชนิดกัน เป็นสังคมที่สงบเพราะทุกคนต่างทำงาน” ดร.จอยซ์อธิบาย

ในสังคมแบบรัฐ เราพบโลหะในหลุมศพของคนที่คาดว่าเป็นชนชั้นสูง เพราะสวมเครื่องประดับมีค่า ศพล้อมรอบด้วยคนรับใช้หรือทาสที่ตายพร้อมกัน เห็นลำดับขั้นทางสังคมชัดเจน แต่ที่บ้านเชียง ปลายหอกชิ้นแรกๆ ที่เราพบอยู่ในหลุมศพชายหนุ่มที่นอนคุดคู้อยู่ ในหลุมไม่มีอะไรเลย บางหลุมเราพบกำไลสำริด สร้อยข้อเท้าสำริด แต่ไม่มีอะไรบ่งชี้เลยว่าศพในหลุมเหล่านั้นเป็นศพเชื้อพระวงศ์หรือคนชั้นสูง

การศึกษาโครงกระดูกทำให้เรารู้สภาพสังคมสมัยนั้น แหล่งอารยธรรมใหญ่ๆ เช่นจีน หรือที่อื่นๆ ในตะวันออกใกล้ เราจะเห็นว่ามี ‘ชนชั้นล่าง’ ที่โครงกระดูกบ่งบอกว่ามีปัญหาสุขภาพ มี ‘ชนชั้นสูง’ ที่แข็งแรงกว่า สุขภาพดีกว่า แต่ที่บ้านเชียงเราไม่พบอะไรแบบนั้นเลย ทุกคนกินอาหารแบบเดียวกัน เมื่อเจ็บป่วยก็ได้รับการรักษาแบบเดียวกัน นี่คือสิ่งที่โครงกระดูกบอก

ของที่ถูกฝังพร้อมศพบอกอะไรหลายอย่าง บางครั้งเราพบเครื่องปั้นดินเผา 24 ใบในหลุมศพหลุมเดียว ลวดลายและแบบของเครื่องปั้นดินเผาหรือเครื่องโลหะ รวมทั้งวัสดุที่ใช้ทำ เป็นข้อมูลที่ดี เราพบว่าบ้านเชียงไม่น่าจะได้รับอิทธิพลจากจีนก็เพราะเครื่องปั้นดินเผาและเครื่องโลหะที่พบไม่คล้ายกันเลย คล้ายแถบเอเชียกลางมากกว่า” ดร.จอยซ์กล่าว

บ้านเชียง บ้านเชียง

บ้านเชียงมีเครื่องปั้นดินเผาลักษณะเฉพาะที่ไม่พบที่ไหนเลยในโลก เป็นทรงเฉพาะที่เรียกว่า Hyperbolic ดร.จอยซ์ วาดรูปให้ดู และบอกว่า เธอยังคิดไม่ออกเลยว่า คนสมัยนั้นจะทำของสวยงามขนาดนี้เพื่ออะไร “เป็นหม้อทรงสูง สีขาว ดูหรูหรา ที่สำคัญคือ มันบางมากๆ แสดงว่าช่างที่ทำต้องมีฝีมือเยี่ยม เราไม่รู้เลยว่าทำไมสังคมบ้านเชียงจึงมีช่างบรรจงปั้นแต่งของสวยงามขนาดนี้ มันไม่ได้มีไว้ใช้ทำอาหารหรือใช้งานหนักๆ แน่นอน”

ดร.จอยซ์ ยังกล่าวว่า ที่น่าสนใจยิ่งกว่าคือ พบหม้อสวยๆ เหล่านั้นในสภาพถูกทุบแหลกอยู่บนศพ บางศพอาจมีถึง 9 หรือ 10 ใบ คนทุบทุบทำไมไม่รู้ แต่ 4,000 กว่าปีต่อมา ดร.จอยซ์ และทีมนักโบราณคดีต้องค่อยๆ เอาเศษที่แตกกระจัดกระจายปนกันเหล่านั้นประกอบกลับทีละชิ้น เหมือนต่อจิ๊กซอว์สามมิติให้กลายเป็นหม้อเช่นเดิม ซึ่งการประกอบหม้อ 1 ใบใช้เวลาร่วมปี

ตำแหน่งที่พบศพทำให้รู้ว่าบ้านเชียงเป็นสังคมแบบเครือญาติ (Kin-based Society) ในความเห็นของ ดร.จอยซ์ ศพแต่ละศพถูกฝังอยู่ใต้บ้านหรือรอบๆ บ้านนั่นเอง ไม่ได้มีสุสานหรือที่ฝังศพเป็นการเฉพาะ วิธีฝังศพใต้บ้านแบบนี้เริ่มเป็นที่สนใจของนักโบราณคดีสมัยใหม่ ทำให้รู้ว่าสังคมสมัยนั้นคนเป็นและคนตาย ‘อยู่ร่วมกัน’ อย่างใกล้ชิด

แต่ก่อนไม่มีใครคิดแบบนี้ ตอนไปขุดค้นที่บ้านเชียง นักศึกษาคนหนึ่งเสนอความคิดว่าที่ฝังศพกับบริเวณที่เป็นที่อยู่อาศัยคือที่เดียวกัน ทุกคนรวมทั้งอาจารย์ฉัน (ดร.กอร์แมน) ไม่สนใจ ทำหน้าแบบ เฮอะ! ไม่จริงหรอก แต่เชื่อไหมว่า 30 ปีหลังจากนั้น ฉันเห็นด้วยกับข้อสรุปนี้ น่าจะเห็นด้วยเร็วกว่านั้นหน่อย” ดร.จอยซ์เล่า

“นักโบราณคดีที่ดีต้องเปิดใจให้กว้าง ตอนนั้นฉันถูกข้อจำกัดทางวัฒนธรรมทำให้ตีความข้อมูลผิดพลาด เพราะเป็นเรื่องยากมากที่ฉันจะจินตนาการว่ามีศพญาติสักคนฝังอยู่ใต้พื้นดินที่เราเดินไปเดินมา แต่ยังดีที่ฉันยอมเปลี่ยนความคิดเมื่อเจอหลักฐานใหม่ ยังมีนักโบราณคดีอีกมากที่ยึดติดกับแนวคิดเก่าๆ ยังไงก็ไม่ยอมเชื่อ บอกอยู่นั่นแหละว่าตรงนี้มันคือสุสาน ไม่ใช่ที่อยู่คน”

บ้านเชียง บ้านเชียง

20 เดือนแห่งความทรหด

หลังการขุดค้นครั้งสำคัญที่บ้านเชียง (ค.ศ. 1974 – 1975) นางสาวจอยซ์ ไวต์ นักศึกษาปริญญาเอกวัย 20 กว่าปี กลับมาใช้ชีวิตที่เมืองไทยอีกครั้ง พร้อมความตั้งใจที่จะศึกษาบ้านเชียงด้วย ‘เครื่องมือ’ อื่น ที่ขัดกับวิถีนักโบราณคดีในสมัยนั้น และที่สำคัญ ขัดใจอาจารย์ที่ปรึกษาอย่าง ดร.กอร์แมน สุดๆ

จอยซ์ใช้ชีวิตที่บ้านเชียงตามลำพังนาน 20 เดือน (ค.ศ. 1979 – 1981) เพื่อศึกษาเรื่องราวของบ้านเชียงตามแนวทาง ‘พฤกษศาสตร์โบราณคดี’ (Ethnobotany) หรือการศึกษาพรรณไม้ และวิถีการทำเกษตร เพื่อเข้าใจชีวิตของคนในอดีต ซึ่งยังไม่มีใครเคยศึกษาเรื่องนี้ในบ้านเชียงมาก่อน

“ดร.กอร์แมน ไม่เห็นด้วยเลยเมื่อฉันบอกว่าจะศึกษาเรื่องบ้านเชียงด้วยวิธีนี้” ดร.จอยซ์เล่า “ตามประสานักเรียน พออาจารย์ตั้งป้อมขวางขนาดนั้นก็เครียดหนักเลย ฉันจำได้ว่าคิดกลับไปกลับมาอยู่สักพักว่าจะทำดีไหม สุดท้ายก็ทำตามความคิดของตนเอง ฉันเชื่อมั่นใน ดร.กอร์แมน มากนะ แต่คิดได้ว่าเขาเป็นนักโบราณคดีแบบ ‘ดั้งเดิม’ คือจะเชื่อก็ต่อเมื่อขุดเจอหลักฐาน แต่ฉันไม่คิดแบบนั้น มีอะไรตั้งเยอะแยะที่ไม่เหลือรอดมาให้เราขุด โดยเฉพาะต้นไม้ ดอกไม้”

บ้านเชียง

บ้านเชียง

จอยซ์เขียนจดหมายกลับไปสหรัฐอเมริกา รายงานผลที่ค้นพบ ทำให้ ดร.กอร์แมน ค่อยๆ เปลี่ยนความคิดมาเชื่อว่าวิธีนี้มีประโยชน์ในการศึกษาเรื่องบ้านเชียง เพราะจอยซ์คุยกับชาวบ้านจนได้ความรู้เรื่องวิธีการทำเกษตรกรรมแบบดั้งเดิม ความรู้เรื่องสภาพแวดล้อม สภาพป่าและพรรณไม้ของเขตที่เป็นแหล่งโบราณคดีบ้านเชียง รวมทั้งวิถีชีวิตปัจจุบันของชาวบ้านเชียง ที่ทำให้ค่อยๆ ปะติดปะต่อเรื่องราวบางอย่างของบ้านเชียงในอดีตได้

เป็นข้อมูลอันมีค่าที่จอยซ์บอกว่า ดร.กอร์แมน ยอมรับว่าเขาไม่เคยคิดในมุมนี้มาก่อน เป็นการศึกษาด้วยแนวทางพหุสาขา (Multidisciplinary Approach) ที่จะเพิ่มมิติการเรียนรู้เรื่องวิถีชีวิต สังคม วัฒนธรรม ของผู้คนที่อาศัยในบ้านเชียงในยุคก่อนประวัติศาสตร์ ไม่ใช่เอาแต่ขุดของมาศึกษาเพียงอย่างเดียว

ฟังถึงตรงนี้ คนสัมภาษณ์รีบถามว่า ดร.จอยซ์ ถึงขั้นคุยกับชาวบ้านได้ งั้นเราเปลี่ยนมาคุยภาษาไทยกันไหม ฟังง่ายหน่อย

“ไม่ๆ รู้ไหมว่าตอนนั้นกว่าจะได้ข้อมูลมาฉันลำบากแค่ไหน” ดร.จอยซ์หัวเราะ “ก่อนมาบ้านเชียง ฉันไปลงเรียนคอร์สภาษาไทยอยู่หลายเดือน แต่การเรียนแบบนั้นเราทำได้แค่เรียกแท็กซี่ไปโรงแรมโอเรียนเต็ล ยังสัมภาษณ์เชิงวิชาการไม่ได้”

ที่บ้านเชียง คนที่จอยซ์สัมภาษณ์คือลุงลี เกษตรกรที่อยู่บ้านถัดไป ลุงลีมีความรู้เรื่องต้นไม้ดีมาก และพยายามช่วยเหลือนักศึกษาฝรั่งอย่างจอยซ์ แต่ลุงลีเรียนจบประถมศึกษาปีที่ 4 พูดภาษาอังกฤษไม่ได้ ส่วนจอยซ์พูดภาษาไทยได้แค่ระดับเรียกแท็กซี่ และที่สำคัญคือ ไม่มีล่าม

ในหมู่บ้านแทบไม่มีคนพูดภาษาอังกฤษได้ มีครูภาษาอังกฤษหนุ่มๆ ที่อยากทำความรู้จักนักศึกษาสาวฝรั่งอย่างจอยซ์ แต่ทำไม่ได้ เพราะขัดกับประเพณีอันดี

“ฉันเป็นชาวตะวันตกและได้รับการศึกษา ชาวบ้านจึงเห็นว่าเป็นคน ‘ชั้นสูง’ แล้วใครในหมู่บ้านล่ะที่ ‘ชั้นสูง’ ก็คือพวกผู้หญิงที่มีอายุมาก ดังนั้น เวลามีงานเลี้ยงอาหารเย็น ฉันจะถูกจัดให้นั่งกับพวกเธอเสมอ

“การเป็นผู้หญิงตัวคนเดียวมาอยู่ในสังคมดั้งเดิมแบบนี้ ชาวบ้านบางคนไม่ค่อยเข้าใจ (หมายเหตุ – ดร.จอยซ์ใช้คำว่า Disapprove) สิ่งแรกที่ทุกคนถามคือ มีสามีไหม ลูกล่ะ อยู่ที่ไหนกัน ฉันไม่มีทั้งสามีและลูก ต้องใช้เวลาปรับตัวอยู่นานทีเดียว เวลาเดินไปไหน เด็กๆ จะมารุมล้อม มีรูปถ่ายฉันยืนท่ามกลางกลุ่มเด็ก เหมือนนิทานฝรั่งเรื่อง Pied Piper of Hamelin” ดร.จอยซ์ยิ้ม

เธอเล่าว่า นอกจากลุงลี เธอลองพยายามสัมภาษณ์ชาวบ้านคนอื่นๆ ด้วย แต่ค้นพบว่าการคุยกับคนคนเดียวที่รู้เรื่องนั่นแหละเหนื่อยน้อยที่สุด จึงพยายามทุกวิถีทางเพื่อสื่อสารกับลุงลีให้ได้ ก่อนวันสัมภาษณ์ จอยซ์จะนั่งเปิดพจนานุกรมอยู่หลายวันเพื่อเตรียมคำถาม แต่พอลุงลีตอบมา เธอก็ไม่เข้าใจคำตอบนั้น

“ในภาษาไทย ถ้าถามเป็นปัจจุบันกาล (Present Tense) โดยไม่มีคำว่า ‘ตอนเด็กๆ’ หรือ ‘สมัยก่อน’ ก็จะได้คำตอบแค่ที่เป็นปัจจุบัน แต่ข้อมูลที่ฉันอยากรู้คือเรื่องในอดีต ต่อมาฉันเรียนรู้ที่จะไม่ถามแค่ว่า ‘ตอนนี้ลุงปลูกอะไร’ แต่ถามไปถึงว่า ‘ตอนลุงเด็กๆ ครอบครัวปลูกอะไร’ หรือ ‘เมื่อก่อนเขาปลูกต้นไม้นี้ยังไง’ เพราะวิถีเกษตรกรรมอาจเปลี่ยน”

กว่าจะเข้าใจซึ่งกันและกันก็ปาเข้าไป 6 เดือน ฉันต้องโยนบันทึก 6 เดือนแรกทิ้งไปเลย เพราะยังถามคำถามได้ไม่ดี การสัมภาษณ์เป็นขั้นตอนที่ลำบากมากจริงๆ แต่หลังจากนั้นเริ่มได้ข้อมูลมาก เราใช้วิธีวาดรูปบ้าง บางวันลุงลีจะพาออกไปเก็บตัวอย่างต้นไม้ อันไหนกินได้เขาจะกินให้ดู ฉันก็กินตาม

“ที่ต้องอยู่นานขนาดนั้นเพราะอยากเก็บข้อมูลให้ได้ครบทุกฤดู ตลอด 20 เดือน เก็บตัวอย่างต้นไม้มากว่าพันชนิด ฉันไปตลาดสดหน้าบ้านอย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง เพื่อดูว่ามีผักผลไม้อะไรมาขายบ้าง ตอนนี้หน้าอะไร มีผักป่าไหม ทำกินยังไง แล้วมีให้กินนานแค่ไหนใน 1 ปี ฉันจดข้อมูลพวกนี้ด้วยลายมือเป็นปึกๆ จดบันทึกระดับน้ำในบ่อ พืชอะไรไว้กิน อะไรไว้ใช้ทำของได้ เช่น ทำเชือก ทำตะกร้า ฉันเก็บข้อมูลทุกอย่างเลย” ดร.จอยซ์ เล่าถึงวิธีทำงาน

ดร.กอร์แมน แนะนำให้จอยซ์จ้างคนช่วยเก็บกวาดบ้านและทำอาหาร ชื่อว่าสุวณี ดร.จอยซ์ กล่าวว่า ถ้าไม่มีสุวณีคอยช่วย เธอคงต้องใช้เวลาทั้งหมดทำงานบ้าน แทนที่จะทำงานวิจัย สุวณีเป็นคนน่ารัก และเพิ่งได้พบกันเมื่อไม่กี่ปีก่อนเมื่อ ดร.จอยซ์ เดินทางไปบ้านเชียง ดร.จอยซ์เล่าว่า เธอและสุวณีกอดกันอย่างดีใจและตื่นเต้น

บ้านเชียง

โบราณวัตถุจากหลุมขุดค้นออกแสดงในนิทรรศการทั่วสหรัฐฯ

ปี 1981 ดร.กอร์แมน เสียชีวิตอย่างไม่คาดฝัน จอยซ์เดินทางกลับสหรัฐอเมริกา สานต่องานโครงการบ้านเชียงแทนอาจารย์ เธอกล่าวว่า การขุดค้นเป็นแค่ยอดของภูเขาน้ำแข็ง นักโบราณคดีใช้เวลาและพลังงาน 10 เปอร์เซ็นต์ในการขุดค้น อีก 90 เปอร์เซ็นต์ใช้ในห้องแล็บ ศึกษาค้นคว้าอย่างหนักว่าของที่ขุดมาได้มีเรื่องราวอะไร

ในเมื่อ ดร.จอยซ์ คลุกคลีกับงานในห้องแล็บของโครงการบ้านเชียงมานาน งานหนักที่รออยู่ในปี 1981 คือการเป็นภัณฑารักษ์ให้นิทรรศการ ‘Ban Chiang: Discovery of a Lost Bronze Age’ ที่สถาบันสมิธโซเนียน (Smithsonian Institute) ร่วมกับกรมศิลปากรของไทย นำโบราณวัตถุจากบ้านเชียงไปจัดแสดงใน 10 เมืองใหญ่ของสหรัฐอเมริกา

ปัจจุบัน โบราณวัตถุเหล่านี้ตั้งแสดงเป็นการถาวรที่พิพิธภัณฑ์บ้านเชียง สร้างด้วยเงินสนับสนุนจากมูลนิธิจอห์น เอฟ. เคนเนดี

ดร.จอยซ์ ออกตัวว่า ตอนนั้นสมิธโซเนียนคงไม่มีตัวเลือกมากนัก หวยจึงมาออกที่เธอ เพราะไม่มีใครอีกแล้วที่จะทำได้ แต่การทำงานนี้เป็นประสบการณ์อันวิเศษ เพราะทำให้เธอเรียนรู้ที่จะเล่าเรื่องราวทางโบราณคดีของบ้านเชียงในรูปแบบที่ ‘คนทั่วไปเข้าถึงได้’

30 กว่าปีที่แล้ว การจัดนิทรรศการยังไม่มีตัวช่วยประเภทแสงสีเสียง ไม่มีเทคโนโลยีต่างๆ แล้ว ดร.จอยซ์ ทำอย่างไร เรื่องอารยธรรมเก่าแก่อายุ 4,000 ปีอย่างบ้านเชียงไม่น่าจะใช่หัวข้อที่คนอเมริกันสนใจเสียด้วย

“ความจริงข้อหนึ่งคือ ถ้ามีคำว่า ‘สมิธโซเนียน’ แปะไว้ คนจะสนใจขึ้นมาทันที อีกตัวช่วยคือสื่อ หนังสือพิมพ์ต่างๆ เขียนข่าวให้เราดีมาก เขาเข้าใจว่าเราทำสิ่งนี้ไปทำไม คุณค่าคืออะไร

“วิธีทำงานก็คือ มีภัณฑารักษ์ (ดร.จอยซ์) นักออกแบบ และบรรณาธิการ เราพยายามหาประเด็นใหญ่ๆ เพื่อเล่าเรื่อง แล้วแตกไปเป็นประเด็นย่อย คณะทำงานจากสมิธโซเนียนบินมาดูงานกับฉันที่บ้านเชียงเลย เราพยายามหาเส้นเรื่องที่ดี

“เรื่องการใช้คำก็สำคัญ คนชมนิทรรศการไม่ใช่นักวิชาการ บางทีฉันเขียนไปแล้วถูกตีกลับ เขาบอกว่า คุณต้องหาวิธีใหม่ที่จะพูดสิ่งเดิมนะ (หัวเราะ) เขาต้องการภาษาที่เด็กอายุ 12 เข้าใจ ฉันต่อรองว่า เอาระดับมัธยมปลายได้ไหมล่ะ สุดท้ายแล้วเรานั่งรวมหัวกันคิดคำอยู่นาน ต้องใช้คำที่ทั้งถูกต้องต่อข้อเท็จจริงและเข้าใจง่าย ฉันต้องค่อยๆ แปลความหมายจากสิ่งที่เราขุดค้นได้ออกมาเป็นข้อความที่ดีสำหรับนิทรรศการนี้”

บ้านเชียง

บ้านเชียง

ความรักในโบราณคดี

ฟังเรื่องงานทั้งชีวิตของ ดร.จอยซ์ แล้วสงสัยว่าอะไรทำให้สาวฝรั่งอายุ 20 กว่าคนหนึ่งเลือกมาใช้ชีวิต ‘ลำบาก’ ที่บ้านเชียง เก็บผักเก็บหญ้ามาวิจัย พยายามสื่อสารกับคนที่พูดคนละภาษาเพื่อเข้าใจวิถีชีวิตคนสมัยก่อน และใช้เวลาตลอดชีวิตหลังจากนั้นขุดดินในหลุม ทำงานในห้องแล็บ ศึกษาโครงกระดูกกับเศษหม้อเศษไหนาน 40 กว่าปี

“ฉันรู้จักคำว่า ‘นักโบราณคดี’ ตั้งแต่อายุ 12 เป็นเด็กประเภทที่เลือกทำรายงานสมัยประถมสี่เรื่องพีระมิด สมัยก่อนไม่มีอินเทอร์เน็ต แต่มีหนังสือ Encyclopedia ฉันฝังตัวอยู่ในหนังสือพวกนั้น เป็นเด็กช่างสงสัย” ดร.จอยซ์กล่าว “ที่ชอบโบราณคดีเพราะว่าพอคิดถึงชีวิตคนในอดีตที่ไม่เหมือนวิถีชีวิตในปัจจุบัน และเราค้นพบเรื่องราวเหล่านั้นได้ มันช่างน่าตื่นเต้น”

สมมติว่าปีหน้าทุกมหาวิทยาลัยในโลกเลิกสอนวิชา Computer Science คงมีผลกระทบมากโขอยู่ แต่ถ้าเลิกสอนวิชาโบราณคดีล่ะ จะเป็นยังไง มนุษย์อยู่ได้โดยไม่ต้องเข้าใจสังคมยุค 4,000 ปีก่อนหรือเปล่า

ดร.จอยซ์ ยิ้มกว้างเมื่อได้ยินคำถามนี้

บ้านเชียง

ตัวอย่างเดียวที่นึกออกตอนนี้คือพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติบราซิลอายุ 200 ปีที่เพิ่งถูกไฟไหม้ โบราณวัตถุ 20 ล้านชิ้นหายเกลี้ยง เห็นไหมว่าประวัติศาสตร์ที่เป็นรากฐานของประเทศสำคัญมากๆ ประเทศหนึ่งในทวีปอเมริกาใต้มันสูญไปในพริบตา ฉันเห็นเหตุการณ์มากมายที่ยืนยันว่าการให้ความสำคัญมากเกินไปกับวิชา STEM (Science, Technology, Engineering and Mathematics) เป็นต้นตอของปัญหาหลายอย่างในโลก ฉันคิดว่างั้นนะ เพราะเราไม่ให้ความสำคัญกับการศึกษาด้านสังคมศาสตร์ (Social Science) เท่าที่ควร

“ฉันมองโบราณคดีว่าเป็นวิชาสังคมศาสตร์ และวิชาที่ศึกษามนุษย์ นั่นแหละคือวิธีที่เราเรียนรู้ว่าคนอยู่ร่วมกันยังไง เราสื่อสารข้ามวัฒนธรรมยังไง โบราณคดีเป็นการศึกษาวัฒนธรรมในช่วงเวลาหนึ่งของอดีต

“ถ้าเราให้ค่ากับความหลากหลายของคน ให้ค่ากับการสื่อสารระหว่างกัน และวิธีที่สังคมจะอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข เราต้องศึกษาประวัติศาสตร์ โบราณคดีบอกประวัติศาสตร์ของพื้นที่หนึ่งๆ ถ้าสังคมหนึ่งๆ อยู่รอดได้ในยุคหลายพันปีก่อน แสดงว่าต้องมีอะไรเวิร์กสักอย่างในสังคมของเขา ถ้าเราไม่ศึกษาอดีต เราจะกลายเป็นคนตื้นๆ ที่ไม่รู้อะไร จนทำให้เพิกเฉยต่อสถานการณ์โลก” ดร.จอยซ์สรุป

บ้านเชียง

ร่วมมือและร่วมใจ

ดร.จอยซ์ ไวต์ เป็นหนึ่งในชาวอเมริกันที่มีบทบาทสำคัญ ในหน้าประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ไทย-สหรัฐฯ อันเก่าแก่ยาวนาน

หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สงบ ชาวอเมริกันที่เดินทางเข้ามาพำนักในไทย ไม่ได้มีแต่เจ้าหน้าที่ของรัฐบาลและทหาร แต่มีทั้งมิชชันนารี นักธุรกิจ นักกฎหมาย นักวิชาการแขนงต่างๆ ช่วยเหลืองานของประเทศไทยทั้งเรื่องการแพทย์ โรงเรียน การหนังสือพิมพ์ การช่วยเหลือคนตาบอด ความมั่นคง และเรื่องอื่นๆ อีกมาก โดยรวมแล้ว ส่วนใหญ่เป็นสถานการณ์ win-win ทั้งไทยและสหรัฐฯ ต่าง ‘ให้และรับ’ จากกันและกัน

ดร.จอยซ์ และนักวิชาการด้านโบราณคดีท่านอื่นๆ ทั้งจากสหรัฐอเมริกาและไทย ร่วมมือกันพัฒนาองค์ความรู้ ทำให้ไทยกลายเป็นศูนย์กลางการศึกษาโบราณคดีของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ความรู้ความเข้าใจเรื่องบ้านเชียงพัฒนาไปไกล เพราะใช้วิทยาการสมัยใหม่ของสหรัฐอเมริกาในการวิเคราะห์ ทั้งการใช้เครื่องเอกซเรย์ความถี่สูงศึกษาเครื่องปั้นดินเผาและโลหะโบราณ แยกและสังเคราะห์ DNA ของซากพืชและสัตว์ที่ขุดพบ

รวมถึงเป็นการยกระดับขีดความสามารถของไทยในด้านโบราณคดี เช่น ความรู้ด้านการวิเคราะห์โลหะโบราณในเชิงโบราณคดีและมานุษยวิทยา ความรู้ด้านสีและลวดลายของเครื่องปั้นดินเผาโบราณ การบูรณะซ่อมแซม และเทคนิคการจัดทำเรื่องราวเพื่อนำเสนอในนิทรรศการเชิงโบราณคดี

เรามี ‘ของ’ เขามี ‘เครื่องมือศึกษา’

และสองมิตรประเทศต่างมี ‘ประชาชน’ ที่พร้อมจะทำงานร่วมกัน

บ้านเชียง

Facebook |  Department of American and South Pacific Affairs กรมอเมริกาและแปซิฟิกใต้

Writer

กรณิศ รัตนามหัทธนะ

นักเรียนเศรษฐศาสตร์ที่เปลี่ยนแนวไปเรียนทำอาหารอย่างจริงจัง เป็น introvert ที่ชอบงานสัมภาษณ์ รักหนังสือ ซื้อไวกว่าอ่าน เลือกเรียนปริญญาโทในสาขาที่รู้ว่าไม่มีงานรองรับคือมานุษยวิทยาอาหาร มีความสุขกับการละเลียดอ่านหนังสือและเรียนรู้สิ่งใหม่ผ่านภาพถ่ายเก่าและประวัติศาสตร์สังคม

Photographer

รักอิสระ มุกดาม่วง

เป็นคนจังหวัดอุดรธานี-ถิ่นภาคอีสาน โดยกำเนิด รักอิสระเคยดร็อปเรียนตอนมัธยมแล้วไปเป็นเด็กล้างจานที่ร้านอาหารไทยในอเมริกา 1 ปี ชอบเดินทางท่องเที่ยว ถ่ายรูป และสนใจภาพเชิงสารคดีเป็นพิเศษ

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

ณ ตำบลแม่ทา อำเภอแม่ออน จังหวัดเชียงใหม่ มีพื้นที่ที่เป็นแบบอย่างของการทำเกษตรอินทรีย์ได้ เพราะการทำเกษตรอินทรีย์ทุกกระบวนการเกิดขึ้นที่นี่ และยังเป็นชุมชนที่ยกระดับตัวเองจากชุมชนตกสำรวจ ดินไม่ดี มีสารเคมีจากยาฆ่าแมลง รายได้จากผลผลิตไม่เป็นธรรม สู่การจัดตั้ง ‘สหกรณ์การเกษตรยั่งยืนแม่ทา จำกัด’ ยึดหลักการพึ่งพาตัวเองอย่างยั่งยืน

การทำเกษตรอินทรีย์จากน้ำพักน้ำแรงของชาวบ้านเกิดขึ้นมาแล้วกว่า 30 ปี มีปัญหายิบย่อยระหว่างทางบ้าง จนกระทั่งในตอนนี้ มีผู้ที่เข้ามาช่วยพัฒนาและสนับสนุน ส่งเสริมให้การเกษตรอินทรีย์ที่แม่ทาเป็นไปด้วยความราบรื่นและขยายวงกว้างมากขึ้น นั่นคือ ‘เซ็นทรัล ทำ (Central Tham)’ โครงการเพื่อสังคมภายใต้กลุ่มเซ็นทรัล

เซ็นทรัล ทำ

ปัญหาความเหลื่อมล้ำเป็นเรื่องใหญ่ที่เกิดขึ้นในทุกภาคส่วน เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่แก้ไขไม่ได้ด้วยใครคนใดคนหนึ่ง หรือคนกลุ่มหนึ่ง หรือวิธีใดวิธีหนึ่ง การแก้ให้เกิดมวลสั่นสะเทือนต้องแก้ที่ตัวแปรสำคัญอย่างระบบเศรษฐกิจและการเมือง

ถึงอย่างนั้น การลุกขึ้นมาทำอะไรบางอย่าง ไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ ก็ย่อมดีกว่าไม่ทำอะไรเลย 

เซ็นทรัล ทำ จึงส่งเสริมให้ทุกคนลงมือทำเพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน

โมเดลเกษตรอินทรีย์แม่ทา โครงการสร้างความยั่งยืนตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำกับ Central Tham
โมเดลเกษตรอินทรีย์แม่ทา โครงการสร้างความยั่งยืนตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำกับ Central Tham

สิ่งนี้เองคือความตั้งใจที่ ‘เซ็นทรัล’ กำลัง ‘ทำ’

ภายใต้ 6 แนวทางการขับเคลื่อน ได้แก่ แนวทางแรก ลดความเหลื่อมล้ำ สร้างความเสมอภาคในการเข้าถึงโอกาส อย่างเท่าเทียม แนวทางที่สอง ส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชน สร้างอาชีพ และบรรเทาสาธารณภัย แนวทางที่สาม พัฒนาศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ ในส่วนของแนวทางที่ 4 5 6 เป็นเรื่องทางด้านสิ่งแวดล้อม ได้แก่ การขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนและการบริหารจัดการขยะมูลฝอย ลดการสูญเสียอาหารในกระบวนการผลิตและลดปริมาณขยะอาหาร รวมถึงฟื้นฟูสภาพอากาศ ลดมลภาวะ และผลักดันการใช้พลังงานหมุนเวียน

ครั้งนี้ที่แม่ทา เซ็นทรัล ทำ กำลังช่วยสนับสนุนศูนย์เรียนรู้ด้านเกษตรอินทรีย์และการท่องเที่ยวชุมชน (พื้นที่ข่วงชีวิต วิถียั่งยืน) การทำการเพาะเมล็ดพันธุ์อินทรีย์ (ศูนย์เพาะเมล็ดพันธุ์อินทรีย์กรีนเนท) และการส่งเสริมด้านการตลาด (สหกรณ์การเกษตรยั่งยืนแม่ทาจำกัด) การพัฒนากระบวนการผลิตเกษตรอินทรีย์ ได้แก่ การสนับสนุนโรงบรรจุผักและรถห้องเย็นขนผัก เพื่อควบคุมอุณหภูมิในการขนส่งผลิตผล

พื้นที่ข่วงชีวิต วิถียั่งยืน

“หัวใจสำคัญคือ ต้องเรียนรู้ก่อนว่าพื้นที่ของคุณเป็นยังไง”

ก้าวแรกก่อนลงมือทำ คือการศึกษาข้อมูล ทำความเข้าใจกับสิ่งที่ต้องการจะทำก่อน การจัดตั้งศูนย์เรียนรู้ชุมชนจึงเกิดขึ้น เพื่อให้ความรู้เรื่องเกษตรอินทรีย์ โดยเริ่มตั้งแต่ศูนย์ว่าพื้นที่แบบนี้ต้องปลูกอะไรแบบไหน การเพาะเมล็ดอินทรีย์ต้องทำยังไง ไปจนถึงเรื่องที่ว่า ถ้าได้ผลผลิตมาแล้วจะขายที่ไหน ขายให้ใคร ซึ่ง อั๋น-อภิศักดิ์ กำเพ็ญ ผู้ส่งเสริมเกษตรอินทรีย์กรีนเนท ตัดสินใจไม่สอนเรื่องนี้ในรูปแบบคอร์สเรียนระยะสั้น เพราะเขามองว่า

“สมมติถ้าจะสอนทุกเรื่องภายใน 3 วันจบ มันก็จะได้แค่ Input เข้าไป เดี๋ยวกลับบ้านก็ลืม มันต้องมีการฝึก การเรียนรู้ และค่อย ๆ ซึมซับรายละเอียดจากการลงมือทำ เลยทำเป็นการเรียนรู้แบบระยะยาวครับ”

โมเดลเกษตรอินทรีย์แม่ทา โครงการสร้างความยั่งยืนตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำกับ Central Tham

การเรียนรู้ระยะยาวในแบบที่อั๋นว่า คือการเรียนรู้ที่ไม่มีเวลา ไม่มีสถานที่ ทุกคนแค่มาเจอกันแล้วใครอยากรู้เรื่องอะไรก็ลงพื้นที่ไปทำสิ่งนั้นจริง ๆ ไม่ใช่การเรียนรู้ในรูปแบบให้สาร รับสาร กลับบ้าน

อย่างเช่นเรื่องการจัดการดิน ผู้เรียนก็ต้องลองไปเดินสำรวจดิน หยิบดินขึ้นมาดูว่าเป็นยังไง แล้วลองมาวิเคราะห์องค์ประกอบของดินว่ามีอะไรบ้าง การจะทำให้ดินดีขึ้นมาต้องเริ่มมาจากอะไร สอนในทฤษฎีเบื้องต้นและให้ชาวบ้านกลับไปทำกับพื้นที่ของตัวเอง หากมีปัญหาอะไรก็มาคุยกันได้ตลอด

“นิยามความยั่งยืน คือการส่งต่อสิ่งดี ๆ ให้กับรุ่นลูกรุ่นหลาน” อั๋นว่า เขาจึงเน้นกระจายความรู้สู่คนรุ่นใหม่ สอนให้เข้าใจพื้นฐาน เพื่อให้พวกเขาต่อยอดเทคนิคต่อไปได้เอง

“ถ้าคุณเข้าใจตัวเอง คุณจะปลูกอะไร พื้นที่คุณเป็นแบบไหน มันเป็นเรื่องที่เราอยากให้คนได้ตระหนัก เพราะภาคอีสานก็จะเป็นแบบหนึ่ง ภาคใต้แบบหนึ่ง ภาคกลางก็เป็นอีกแบบหนึ่ง ภาคเหนือเองก็ต่างกัน เช่น ภาคเหนือที่นี่ เหนือเชียงรายหรือเหนือแพร่ก็ยังต่างกัน ถ้าคุณเข้าใจตรงนี้ ไม่ว่าอยู่ที่ไหนก็จะเห็นหนทางสร้างความยั่งยืนในพื้นที่นั้น ๆ ได้” 

โมเดลเกษตรอินทรีย์แม่ทา โครงการสร้างความยั่งยืนตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำกับ Central Tham

นอกจากนี้ ด้านหลังพื้นที่สอน ยังมีที่ว่างสำหรับเด็ก บางทีพ่อแม่มาเรียนรู้การทำเกษตรอินทรีย์ก็พาลูกมาด้วยได้ ให้เด็ก ๆ มาวิ่งเล่นกัน มาไถสเก็ตบอร์ด วาดรูป เล่นกับควาย เลี้ยงไก่ เพราะอั๋นหวังสร้างบรรยากาศ สร้างการเรียนรู้ ให้ที่ตรงนี้เป็นพื้นที่สร้างสรรค์ให้กับเด็ก ๆ ได้ด้วย และอีกนัยหนึ่งคือการแทรกซึมวิถีธรรมชาติให้เข้าไปอยู่ในชีวิตคน 

และคนที่ว่านั้น ต้องไม่ใช่ใคร กลุ่มใด หรือพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง แต่หมายถึงทุก ๆ คน

“เราไม่ชอบทำโปรเจกต์ที่ทำแล้วจบ แต่เราชอบที่จะทำไปด้วยกัน ถ้าวันหนึ่งที่เราโตได้ เราก็จะไปช่วยเพื่อนข้างเคียง ตำบลข้างเคียง เคยอยู่ที่นี่มาก่อนแล้วเขาก็ย้ายไปพัฒนาที่อื่นต่อ เพราะแม่ทาเริ่มอยู่ได้ มีสหกรณ์ เริ่มมีเงินหมุนเวียน เมื่อเราช่วยให้เขาอยู่ได้ เขาก็จะพัฒนาไปทำเรื่องอื่น ๆ ต่อไปได้”

โมเดลเกษตรอินทรีย์แม่ทา โครงการสร้างความยั่งยืนตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำกับ Central Tham

ศูนย์เพาะเมล็ดพันธุ์อินทรีย์กรีนเนท

จากศูนย์การเรียนรู้ของอั๋น ส่งต่อมาที่ศูนย์เพาะเมล็ดพันธุ์อินทรีย์กรีนเนทของ ปุ้ย-มัทนา อภัยมูล ผู้จัดการศูนย์เกษตรอินทรีย์กรีนเนท ที่ทำเกษตรอินทรีย์มาตั้งแต่หลังเรียนจบ นับช่วงเวลาได้ประมาณ 18 – 19 ปี

“ครอบครัวเราทำประเด็นอินทรีย์ พ่อเราเป็นผู้นำชุมชน ก่อตั้งกลุ่มทำเกษตรอินทรีย์มาก่อนในตอนเริ่มต้น ด้วยความที่เราสัมผัสกับยุคบุกเบิกมาตั้งแต่ 6 ขวบ ในยุคพ่อแม่คือที่ดินไม่พอ น้ำไม่พอใช้ ป่าโดนทำลาย สารเคมีเข้าสู่ชุมชน ตอนนี้เลยถึงเวลาที่เป็นยุคต่อยอดครอบครัว”

เมื่อเปลี่ยนรูปแบบมาเป็นอินทรีย์ งดใช้สารเคมี ดินและระบบนิเวศจึงถูกทำลายน้อยลง ณ ตอนนี้เรียกได้ว่าแม่ทาคือต้นแบบความออร์แกนิกร้อยเปอร์เซ็นต์ แม้แต่บ้านเรือนที่ไม่ได้เข้าร่วมโครงการวิสาหกิจชุมชนโดยตรง ก็ปลูกพืชสร้างรายได้ เลี้ยงชีพตัวเองกันเป็นกิจวัตร

การเพาะพันธุ์เมล็ดเกษตรอินทรีย์เริ่มต้นจากการสำรวจและรวบรวมเมล็ดพันธุ์ในชุมชนตัวเองก่อน โดยมองจุดเด่นของชุมชนว่ามีเมล็ดพันธุ์ไหนน่าสนใจ และน่าจะเป็นพืชที่สร้างอาชีพให้กับกลุ่มได้ หลังจากนั้นก็เอามาวิจัยและคัดพันธุ์ โดยการศึกษาทดลองปลูกดูลักษณะพันธุ์ รวมถึงขยายพันธุ์ให้เกษตรกรในชุมชน

โมเดลเกษตรอินทรีย์แม่ทา โครงการสร้างความยั่งยืนตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำกับ Central Tham

ปัจจุบันเมล็ดพันธุ์ที่ผลิตที่นี่ทั้งหมดเป็นแบบยั่งยืน นั่นคือการเลือกเมล็ดพันธุ์ที่ไม่เปลี่ยนพันธุกรรมเดิม คัดเลือกพันธุ์ที่แข็งแรง เข้ากับสภาพอากาศบ้านเราได้ เพราะปุ้ยมองว่า “เรามองที่ความยั่งยืนของเกษตรกรมากกว่าจะลดต้นทุน สร้างรายได้” 

ตอนแรกปุ้ยก็ทำแค่เมล็ดพันธุ์ แต่นับจากนั้น 2 ปี เธอก็เริ่มผลิตต้นกล้าจำหน่ายด้วย เพราะมีกลุ่มเชื่อมกับทางสหกรณ์อยู่แล้ว ประกอบกับมีคนในชุมชนหรือนอกชุมชนเองที่ต้องการต้นกล้า ง่ายต่อการนำไปปลูกมากกว่าการเพาะเมล็ดเอง ซึ่งในเรื่องกระบวนการ ทุกอย่างต้องอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน เป็นจังหวะเดียวกันกับที่เซ็นทรัล ทำ เข้ามาช่วยสนับสนุน 

โมเดลเกษตรอินทรีย์แม่ทา โครงการสร้างความยั่งยืนตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำกับ Central Tham

“ทางเซ็นทรัล ทำ มาช่วยในระหว่างทางที่เราต้องการ ช่วยด้านการจำหน่าย โดยจัดให้มีโรงเรือน เพราะบางครั้งพืชเจอปัญหาฟ้าฝน ปลูกมา 5 – 6 เดือน สุดท้ายเสียหาย แล้วก็มีโรงแพ็กและเครื่องเป่าทำความสะอาด พอมาทำเรื่องเมล็ดแล้วมันก็จะสัมพันธ์กับเรื่องกฎหมาย จึงต้องมีอาคารที่ชัดเจน มีพื้นที่แพ็กชัดเจน มีอุปกรณ์ที่ตอบโจทย์เงื่อนไขของกฎหมาย ซึ่งเซ็นทรัล ทำ เขามาสนับสนุนในส่วนนี้” 

การที่เซ็นทรัล ทำ เข้ามาช่วยสนับสนุนในครั้งนี้ เป็นประโยชน์ต่อเกษตรกรและผลผลิตเป็นอย่างมาก และมากไปกว่านั้น เมื่อชาวบ้านเห็นว่าสิ่งนี้ทำแล้วเลี้ยงชีพได้และไปได้ดี จึงก่อเกิดเป็นคลื่นที่พัดพาคนในชุมชนให้มาทำด้วยกัน

“พอเป็นสิ่งที่เรารัก ที่เราชอบอยู่แล้ว แล้วเราดันมีกลุ่ม เพื่อนฝูง น้อง ๆ กลับมารวมตัวกัน ยิ่งเหมือนเพิ่มพลังให้เรา ถึงจะท้อบ้างบางช่วงแต่เราก็ยังมีเพื่อน ที่สำคัญคือเรามีเครือข่าย เรามีโซนอีสาน โซนใต้ และอีกหลาย ๆ เครือข่ายที่มีใจเดียวกัน คิดแนวทางเดียวกัน และอีกสิ่งที่เราคิดว่าเป็นสัญญาณที่ดีมาก คือการมีคนรุ่นใหม่มาร่วมด้วย”

ชุมชนแม่ทาร่วมกับเซ็นทรัล ทำ มุ่งสร้างความยั่งยืนด้วยการสร้างเครือข่ายชุมชนให้แข็งแรง สร้างอาชีพให้คนกลับบ้าน

แม่ทาถือว่าเป็นโมเดลตัวอย่างหนึ่งของการทำเกษตรอินทรีย์ให้แก่ชุมชนอื่นได้เป็นอย่างดี เป็นพื้นที่เรียนรู้ที่ไม่มีวันสิ้นสุด เพราะทุกคนต่างมาเรียนและแลกเปลี่ยนประสบการณ์ซึ่งกันและกัน ซึ่ง ณ ตอนนี้ มวลความรู้เกษตรอินทรีย์แม่ทาได้ขยายวงกว้างต้อนรับคนรุ่นใหม่ที่หันมาให้ความสนใจ มีนักศึกษาทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติมาขอฝึกงานที่นี่ เพื่อลองดูว่าการทำเกษตรอินทรีย์ตอบโจทย์หรือสร้างโอกาสให้ชีวิตอย่างไรได้บ้าง

“พี่ว่าสิ่งนี้มันยั่งยืนกับทั้งตัวเอง สิ่งแวดล้อม และสังคม เพราะการทำเกษตรอินทรีย์พ่วงไปกับหลายมิติ เศรษฐกิจ ชุมชน สังคม อย่างที่เขาว่ากัน มันสัมพันธ์กันหมด พี่คิดว่าสิ่งที่ทำสร้างแรงบันดาลใจเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้กับคนที่มาพบเจอ อย่างน้อยก็เป็นจุดเล็ก ๆ ที่จะไปสะกิดใจเขา แล้วแต่ว่าจะเป็นประเด็นไหนของแต่ละคน เพราะทุกคนมาจากครอบครัวหรือพื้นที่ต่างกัน อาจจะเติมฝันให้เขาได้ไปคิดต่อ” 

นี่คือมุมมองความยั่งยืนและความเชื่อมั่นในการขยายผลของดีที่มีในบ้านเกิด จากคนที่โตที่แม่ทามาทั้งชีวิต

“พี่คิดว่าเส้นทางนี้เป็นเส้นทางที่ยั่งยืนที่สุด คือยั่งยืนในความสุขของพี่ พี่เติบโตมาแนวนี้ พี่ชอบวิถีชีวิตแบบนี้ ได้อยู่กับธรรมชาติ อยู่ชุมชนที่มีพื้นที่ปลอดภัย มีอาหารปลอดภัย รู้ที่ไปที่มาของวัตถุดิบ มีผู้คนที่เข้าใจเรา รู้สึกเลยว่าฉันอยู่ที่นี่สุดยอดแล้ว เชียงใหม่มีความสุขที่สุดแล้ว”

ชุมชนแม่ทาร่วมกับเซ็นทรัล ทำ มุ่งสร้างความยั่งยืนด้วยการสร้างเครือข่ายชุมชนให้แข็งแรง สร้างอาชีพให้คนกลับบ้าน

สหกรณ์การเกษตรยั่งยืนแม่ทา

หากต้นน้ำคือการให้ความรู้ กลางน้ำคือการลงมือเพาะพันธุ์เมล็ด ปลายทางก็คือการทำให้ผลผลิตเหล่านั้นขายได้

“กว่าจะฝ่าฟันอุดมการณ์ว่าการทำเกษตรอินทรีย์เลี้ยงครอบครัวได้จริง แค่ด่านแรกก็ยากแล้วกับการเปลี่ยนใจคน” โด้-สราวุธ วงศ์กาวิน เจ้าหน้าที่การตลาดรวบรวมผลผลิตอินทรีย์แม่ทา เปรยความในใจถึงด่านแรก ก่อนที่ทุกสิ่งจะเกิดขึ้นกระทั่งวันนี้ 

อย่างที่รู้กันดีว่าการดิ้นรนมาทำงานในสังคมเมือง ดูมั่นคง เลี้ยงตัวเองได้ เป็นมายาคติที่คงอยู่ในหลายพื้นที่ต่างจังหวัด เพราะปัจจัยคุณภาพชีวิตขั้นพื้นฐานกระจายไปไม่ทั่วถึง อย่างเรื่องดินน้ำสะอาด ไฟฟ้าทั่วถึง การคมนาคมสะดวก ฯลฯ ในบางพื้นที่ยังเป็นเรื่องหาได้ยากหรืออาจจะยังไม่เกิดขึ้น สิ่งเหล่านี้ทำให้หลายคนต้องหาทางสร้างตัว หาทางไปสู่ความสบายมากกว่าจุดที่เป็นอยู่ หลายครั้งไม่ใช่พวกเขาไม่อยากอยู่บ้านหรือสร้างอาชีพจากทรัพยากรที่มี แต่เป็นเพราะไม่รู้จะเริ่มยังไง ทำแล้วจะไปต่อได้ไหม วิธีที่ยั่งยืนคืออะไร

เมื่อก่อนประเทศส่งเสริมอุตสาหกรรมปฏิวัติเขียว ใช้สารเคมีเร่งผลผลิต เลยทำให้ดินเสื่อมโทรม “ตอนผมเล็ก ๆ เห็นปลาในน้ำเป็นโรค เราไม่รู้เกิดจากอะไร พอโต อ้อ ยาฆ่าแมลง ซึ่งพวกเราเองก็กินเข้าไปด้วย” 

โด้เล่าว่าองค์ความรู้ของคนรุ่นก่อนไม่ได้มีมากเหมือนในปัจจุบัน เนื่องจากสมัยนี้มีสื่อให้ความรู้ที่เข้าถึงได้ง่ายขึ้น ประจวบกับจังหวะที่คนเริ่มป่วยเยอะขึ้นจากการกินอาหารที่ปนเปื้อนสารเคมี เขาเลยเริ่มทำสิ่งนี้จากศูนย์ เริ่มโดยที่ยังไม่รู้ว่าต้องทำยังไง มีเพียงเป้าหมายเดียว คือทำยังไงก็ได้ให้ผลผลิตพวกนี้ขายได้ เขาตัดสินใจอย่างไม่ลังเลด้วยเซนส์ที่ว่า “เรารู้สึกว่าเรามาถูกทาง” 

“เรื่องการทำการตลาดที่ผมทำอยู่ตอนนี้ คือผมจบอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งมันคนละโลกกันเลย ไม่มีพื้นฐานอะไรเลย แต่ผมมีใจรัก ผมคิดว่าทำยังไงก็ได้ให้ขายได้ แค่นั้นเลยจริง ๆ ผมไม่มีพื้นฐานเลยว่าจะต้องทำโปรโมชันอย่างนั้นอย่างนี้ เราทำไปโดยอัตโนมัติ สิ่งที่ได้ทุกวันนี้จึงมาจากการสั่งสมประสบการณ์”

ในตอนแรก เขาเริ่มจากการผลิตกินเอง เหลือกินก็ค่อยเอาไปขาย พอการสื่อสารไวขึ้น การตลาดเปิดกว้างมากขึ้น ชาวชุมชนทั้งหลายเลยมานั่งจับเข่าคุย สรุปบทเรียนว่าขาดเรื่องอะไร ทำมานานจะ 30 ปีแล้ว ทำไมยังขยายผลได้ไม่มากพอ

“เมื่อก่อนเราผลิตไม่เป็น จะไปบอกใครว่านี่เป็นผลผลิตที่ดีนะ ออร์แกนิกนะ ซื้อเถอะ ซึ่งผู้บริโภคยังไม่ค่อยเข้าถึง การขยายผลเลยน้อย ต้องวางแผนการผลิตแต่แรก ไม่ใช่ปลูกไปก่อนเดี๋ยวขายได้เอง เพราะสุดท้ายภาระจะตกที่เกษตรกร ทั้งต้นทุนที่เสียไป แรงงาน ผลผลิตเหลือทิ้ง” หลังจากตกผลึกได้ ทีมสหกรณ์ก็ขยับขยายหาช่องทางโมเดิร์นเทรด ซึ่งนั่นเป็นจังหวะเดียวกับที่กลุ่มเซ็นทรัลเข้ามา ช่วยทำให้ผักได้รับการยอมรับและมีมาตรฐาน

“เซ็นทรัลมาถูกจุดมาก เป็นจุดคอขวดที่แม่ทาขาด มันเป็นเรื่องของการตลาด การค้าขาย และเรื่องของการสนับสนุน”

ชุมชนแม่ทาร่วมกับเซ็นทรัล ทำ มุ่งสร้างความยั่งยืนด้วยการสร้างเครือข่ายชุมชนให้แข็งแรง สร้างอาชีพให้คนกลับบ้าน

หลังจากผลผลิตส่งมาถึงที่นี่ ก็เข้าสู่กระบวนการแพ็ก โดยหัวใจสำคัญคือ ผักต้องสะอาดมาจากแปลง อันไหนสะอาดแล้วก็แบ่งตามออเดอร์เพื่อไปเข้าแพ็ก ซึ่งอุณหภูมิในห้องต้องเย็นพอสำหรับรักษาอายุผัก “เมื่อก่อนเราคัดแยกกันในห้องธรรมดา ไม่มีแอร์ ทีมเซ็นทรัล ทำ เห็นเขาก็บอกว่าต้องเย็นทั้งผักและคน เขาเลยสนับสนุนติดแอร์ให้ มาทีละอย่างตามความเหมาะสม”

ชุมชนแม่ทาร่วมกับเซ็นทรัล ทำ มุ่งสร้างความยั่งยืนด้วยการสร้างเครือข่ายชุมชนให้แข็งแรง สร้างอาชีพให้คนกลับบ้าน

จากการมีห้องเย็นสำหรับแพ็กผัก ทำให้ยืดอายุผักได้นานขึ้นเป็นเท่าตัวจาก 3 เป็น 6 วัน และต่อมาก็ได้รับการสนับสนุนรถห้องเย็นขนผักแทนการใช้ซาเล้ง ซึ่งมีอุณหภูมิความเย็นเพียงพอ ทำให้ผักสดคงคุณภาพไปได้ถึงปลายทาง ถือเป็นการสร้างมาตรฐานของสหกรณ์ และลดปริมาณพืชผักเสียหาย

ตั้งแต่ผลผลิตได้วางขายที่ท็อปส์ การขายก็กระจายไปเยอะ เหมือนได้รับการยอมรับระดับหนึ่ง

ชุมชนแม่ทาร่วมกับเซ็นทรัล ทำ มุ่งสร้างความยั่งยืนด้วยการสร้างเครือข่ายชุมชนให้แข็งแรง สร้างอาชีพให้คนกลับบ้าน

“พอสินค้าแม่ทาขึ้นห้าง คนก็รู้จักเยอะขึ้น พอการตลาดดีขึ้น คนทำก็มากขึ้น พื้นที่ก็ขยายไปหลายครอบครัว”

การสนับสนุนปัจจัยที่จำเป็นในด้านการตลาดที่เซ็นทรัล ทำ ส่งผลแผ่ขยายเป็นวงกว้าง ไม่ได้หยุดแค่ผักไม่เหี่ยวหรือคนมีรายได้เสถียรขึ้น

แต่เหนือสิ่งอื่นใด ไม่มีผลผลิตหรือธุรกิจไหนมั่นคงไปตลอด เรื่องนี้เป็นสิ่งที่โด้และทีมเข้าใจดี เขาจึงมีความคิดที่เปิดกว้างอยู่เสมอ “อีก 5 ปี 10 ปี สมมติเขาประกาศว่าน้ำมันพืชหรือน้ำมันหมูมันกินไม่ได้นะ มันเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ถ้าเกิดว่ามีประกาศห้ามกินมันหวานขึ้นมา ก็ต้องเปลี่ยนไปกินอย่างอื่น คือเราพร้อมที่จะปรับเปลี่ยนไปกับมัน เรามีดิน มีน้ำ มีอากาศ เราไม่กลัวอะไร เพราะอาหารสำคัญที่สุด ท้ายที่สุดก็ต้องกิน”

ชุมชนแม่ทาร่วมกับเซ็นทรัล ทำ มุ่งสร้างความยั่งยืนด้วยการสร้างเครือข่ายชุมชนให้แข็งแรง สร้างอาชีพให้คนกลับบ้าน
ชุมชนแม่ทาร่วมกับเซ็นทรัล ทำ มุ่งสร้างความยั่งยืนด้วยการสร้างเครือข่ายชุมชนให้แข็งแรง สร้างอาชีพให้คนกลับบ้าน

จะขายอะไรก็ได้ มีแค่สิ่งเดียวที่ทีมตั้งเป้าคือ ‘ทำยังไงก็ได้ทุกวิถีทางให้สิ่งนั้นขายออกได้อย่างมีคุณภาพ’

“ผมไม่เคยคิดว่ามันอยู่ตัวแล้วแหละ ไม่เคยคิด ยิ่งผมทำเรื่องการตลาดยิ่งเข้าใจเรื่องนี้เลย ไม่มีอะไรแน่นอนในโลก คิดว่าที่ผมปลูกมันหวานญี่ปุ่น มันจะเป็นตัวยั่งยืนของแม่ทาไปตลอดเหรอ ไม่ใช่เลย มันก็เป็นแค่ช่วงนี้ แล้วผมก็จะทำมันให้ดีที่สุด แค่นั้นแหละ” 

การท่องเที่ยววิถีชุมชน

สุดท้ายสิ่งใหม่ที่กำลังอยู่ในกระบวนการคิดและลงมือทำ คือการทำให้ตำบลแม่ทาเป็นแหล่งท่องเที่ยววิถีชุมชนครบครันทั้งเรื่องอาหาร กิจกรรม ไปจนถึงที่พัก

“พวกเราต้องการพัฒนาที่นี่ให้เป็นฟาร์มสเตย์ เป็นพื้นที่เล็ก ๆ ที่ใช้ความร่วมมือกันของคนในชุมชน พาคนในชนบทกับคนในเมืองมาเจอกัน”

ชุมชนแม่ทาร่วมกับเซ็นทรัล ทำ มุ่งสร้างความยั่งยืนด้วยการสร้างเครือข่ายชุมชนให้แข็งแรง สร้างอาชีพให้คนกลับบ้าน

วิวทิวเขาเบื้องหลังลานกว้างในภาพตรงหน้านี้ คือพื้นที่ของโฮมสเตย์ในรูปแบบฟาร์มสเตย์ที่จะสร้างขึ้นในอนาคต “เมืองกับชนบทมันเริ่มใกล้เข้ามา และคนเมืองก็จะมาเรียนรู้ได้ เช่น ไปเดินป่า เชื่อเลยว่าที่นี่เป็น Hiking แบบ Hidden Place คุณจะได้เห็นอะไรที่ไม่เคยเห็นมาก่อน ที่ตรงนี้ไม่เคยมีใครมา ไม่ได้มีแลนด์มาร์ก ไม่มีน้ำตกสวยอะไรหรอก แต่มันมีธรรมชาติที่เป็นอยู่แบบนี้”

ทั้งหมดทั้งมวลนี้เกิดขึ้นเพราะต้องการดึงศักยภาพพื้นที่ พัฒนาสร้างอาชีพให้คนกลับมาใช้ชีวิตที่บ้านได้ เพราะทุกพื้นที่มีของดีไม่แพ้กัน แต่ปัญหาคือการกระจายความเจริญและคุณภาพชีวิตที่เท่าเทียมเข้าไม่ถึงทุกคน คนในพื้นที่เลยต้องลุกขึ้นมาทำอะไรที่พอทำได้ โดยชุมชนแม่ทาได้รับการสนับสนุนจาก ‘เซ็นทรัล ทำ’ ทำร่วมกันเพื่อหวังขับเคลื่อนให้สังคมเกิดความเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้น

Writer

ปิยฉัตร เมนาคม

หัดเขียนจากบันทึกหน้าที่ 21/365 เพิ่งค้นพบว่า สลัดผักก็อร่อย หลงใหลงานคราฟต์เป็นชีวิต ของมือสองหล่อเลี้ยงจิตใจ ขอจบวันง่าย ๆ แค่ได้มองพระอาทิตย์ตกจนท้องฟ้าเปลี่ยนสี วันนั้นก็คอมพลีทแล้ว

Photographer

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load