28 มิถุนายน 2562
63 K

The Cloud x  การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย

  สาคูเม็ดจิ๋วขนาดเท่ากันในขนมสาคูเปียกมะพร้าวอ่อนหรือสาคูสอดสารพัดไส้ทำมาจากแป้งมันสำปะหลัง ไม่ได้ทำมาจากแป้งสาคูของจริง แล้วแป้งสาคูแท้ 100% มาจากไหน กว่าจะได้แป้งต้องทำอย่างไร แป้งสาคูทำอะไรได้บ้าง

ตามหาต้นกำเนิด แป้งสาคู และเรียนทำขนมปักษ์ใต้จากแป้งสาคูแท้ 100% ที่ตรัง

  เราอาสาไขข้อสงสัยพานักอ่านเดินทางไปยังอำเภอนาโยง จังหวัดตรัง เพื่อลงพื้นที่ตามหาต้นกำเนิดของแป้งสาคู โดยมีแม่ครูชำนาญการสาคู ป้าเมียด-ละเมียด รัตนะ ประธานกลุ่มผู้หญิงสาคูร่วมใจ ประจำศูนย์การเรียนรู้การจัดการและการใช้ประโยชน์ป่าสาคูอย่างยั่งยืน มาเป็นครูพิเศษสอนวิชาสาคู 101 หลักสูตรสั้นกระชับ เรียนจบได้ภายใน 1 วัน การันตีผลลัพธ์ แถมสอนจากหัวใจไม่คิดสตางค์แม้แต่บาทเดียว เพื่อหวังอนุรักษ์และต่อยอดสาคูให้เลื่องชื่อลือชาไปไกลกว่าจังหวัดตรัง ตลอดจนสร้างการรับรู้ให้หนุ่มสาวว่าบ้านเกิดของพวกเขายังมีต้นไม้กินได้ (อร่อยด้วย) ชื่อ ‘สาคู’ 

01

 สาคู ต้นไม้แสนอร่อย

  ช่วงสายวันพฤหัสฯ เราเดินทางถึงบ้านป้าเมียด เธอออกมาต้อนรับด้วยความเป็นกันเอง ก่อนจะชวนกันไปดูต้นสาคู เราเกือบจะท้าทายระยะทางด้วยการเดินออกกำลังขา แต่ป้าเมียดก็ยั้งไว้ก่อนว่านั่งรถไปจะดีกว่า 

ตามหาต้นกำเนิด แป้งสาคู และเรียนทำขนมปักษ์ใต้จากแป้งสาคูแท้ 100% ที่ตรัง

  ไม่ไกลกำลังรถจากบ้านป้าเมียดก็ถึงแนวต้นสาคูขึ้นเรียงยาวต่อกันเป็นแถว มีทั้งสาคูยืนต้นตายและต้นสูงใหญ่พร้อมใช้งาน ซึ่งสังเกตไม่ยาก ต้นนั้นจะมีเขากวางยื่นออกมา เป็นสัญญาณว่า ‘พร้อมแล้ว! มาตัดฉันได้เลย’ ต้นที่มีเขากวางยื่นออกมา ส่วนใหญ่จะใช้เวลานานถึง 15 ปี ต้นจึงจะสมบูรณ์มากที่สุด ถ้าตีเป็นมูลค่าหลังแปรรูป ต้นสาคู 1 ต้น รายได้หลักหมื่นบาท โดยชาวบ้านแทบไม่ต้องออกแรงปลูก เพราะสาคูเป็นพืชชุ่มน้ำท้องถิ่นของภาคใต้ ขึ้นเองตามธรรมชาติ 

  ขออวยสรรพคุณของต้นสาคูสักนิด นอกจากจะเป็นพืชอเนกประสงค์ ใช้ประโยชน์ได้ตั้งแต่ปลายยอดสุดโคนราก ป้าเมียดกระซิบว่า ยอดสาคูทำแกงอร่อยเหาะ รากก็เป็นยา ลำต้นเอามาทำแป้ง บางครั้งก็ใช้เลี้ยงด้วง ใบทำจากมุงหลังคา ก้านสาคูเอาไปทำไม้กวาด แต่อีกประโยชน์คือการซับน้ำ สาคูจึงเปรียบเสมือนฝายจากธรรมชาติ

“ถ้าตรงไหนมีต้นสาคู น้ำไม่เคยแห้ง” ป้าเมียดเสริมด้วยความภูมิใจ

ตามหาต้นกำเนิด แป้งสาคู และเรียนทำขนมปักษ์ใต้จากแป้งสาคูแท้ 100% ที่ตรัง
ตามหาต้นกำเนิด แป้งสาคู และเรียนทำขนมปักษ์ใต้จากแป้งสาคูแท้ 100% ที่ตรัง

เราเดินไปคุยไปกับป้าเมียดเสมือนยายเล่าเรื่องสนุกสมัยเป็นเด็กให้หลานตัวน้อยฟัง จนเดินมาหยุดบริเวณบึงบัวขนาดกว้างมาก ยิ่งเดินลึกเข้าไปเจอแต่ธรรมชาติสีเขียว อากาศเย็นลงตามจำนวนต้นไม้หลากหลายพันธุ์ที่เพิ่มขึ้น สุดปลายทางเป็นป่าสาคู มองเห็นบรรยากาศรอบทิศทาง สวยเกินบรรยาย นึกอิจฉาวัยเด็กของป้าเมียดเป็นที่สุด 

  ระหว่างเดินออกจากบึงบัว เลียบบึงจะมีผักทานได้ขึ้นตลอดระยะทาง ป้าเมียดเลือกเด็ดใบลำเพ็งสีน้ำตาลอมแดง ยอดอ่อนกำลังทานอร่อย ต้มผัดแกงทอดได้ทุกเมนู 

“ตอนกลางวันฉันทำแกงเลียงให้กินนะ” ป้าเมียดว่าอย่างนั้น 

ต้นสาคู
ต้นสาคู

02

เปลี่ยนต้นไม้ให้เป็นแป้ง

เอาล่ะ! เราขึ้นรถเตรียมเปลี่ยนฐานไปอีกบ้านเพื่อดูกระบวนการทำแป้งสาคูจากต้นสาคู

ป้าเมียดเปรียบเสมือนครูใหญ่คอยสังเกตการณ์ แต่ให้ครูถนัดวิชาแปลงต้นเป็นแป้ง สอนเดี่ยวให้ความรู้แทน (กระซิบเลยว่าพ่อครูแม่ครูอายุมากกว่า 60 ปี แต่พลังกายและพลังใจเต็มเหนี่ยวมาก) แม้เราจะไม่ได้ดูกระบวนการแรกสุดอย่างการโค่นต้นสาคู เพราะต้องใช้เวลานาน แถมต้องเลือกสาคูหนุ่มอายุ 15 ปีเต็มมาใช้งานเท่านั้น

ขั้นตอนแรกหลังจากโค่นต้นสาคู จะต้องเอามาตัดเป็นท่อน ความยาวแล้วแต่คนถนัดแบก พอได้ท่อนสาคูมาแล้วต้องฝนเอาเนื้อไม้ออกมาด้วย ‘เล็บแมว’ ไม้ขนาดใหญ่กว่าฝ่ามือ มีด้ามจับ ตอกด้วยตะปูเรียงแถวต่อกัน ปัจจุบันชาวบ้านหันมาใช้เครื่องขูดมะพร้าวด้วยไฟฟ้าแทนเล็บแมว เพราะทันใจและสะดวกรวดเร็วกว่ามาก

แป้งสาคู

  เมื่อฝนเนื้อไม้ออกจากเปลือกสาคูจนหมด ก็เอามาทิ่ม (ตำ) ด้วยสากและครกไม้ทำเอง ทิ่มจนเนื้อไม้ละเอียด จากนั้นเตรียมกะละมังขึงผ้าขาวบางไว้ 3 ใบ สำหรับปั้น (คั้น) เนื้อไม้ด้วยน้ำสะอาด ในการปั้นแต่ละครั้ง แป้งสาคูจะลอดผ่านผ้าขาวบางลงไปอยู่ในกะละมัง ยิ่งทำครบ 3 น้ำ จะได้จำนวนแป้งมากกว่าการปั้นเพียงน้ำเดียว 

  หากสังเกตผ้าขาวบางจะกลายเป็นสีน้ำตาล ไม่ใช่ว่าใช้มานานมาก แต่เพราะยางของสาคูทำให้ผ้าเปลี่ยนสี ป้าเมียดคิดเล่นแต่น่าทำจริงว่า ถ้าลองเอาไปทำสีมัดย้อมคงเข้าท่า แปลกใหม่ แถมเพิ่มมูลค่าสาคูและรายได้ให้กับชุมชนด้วย

  พอปั้นเนื้อไม้จนครบ 3 น้ำ ลองเปิดผ้าขาวบางออกดูจะเห็นเนื้อแป้งสาคูสด สีขาวปนน้ำตาลเนื้อนวลเนียน 

แป้งสาคู

  ป้าเมียดเสริมว่า “ทางนครศรีธรรมราชเขาจะใช้แป้งสด เก็บได้นานหลายเดือนแต่ต้องแช่น้ำและเปลี่ยนน้ำทุกวัน แต่จังหวัดตรังนิยมใช้แป้งแห้งมากกว่า” กระบวนการจะได้แป้งแห้งง่ายมาก เพียงนำแป้งสาคูสดห่อผ้าขาวบาง ใช้ไม้ทุบพอละเอียดแล้วนำไปตากแดด ถ้าแดดจัด สองแดดก็พร้อมใช้งาน หรือเอาแป้งสาคูสดกำลังหมาดมาร่อนด้วยถาดจะได้แป้งสาคูเม็ดกลมสวย ตากแดดจนแห้งแล้วเอาไปทำขนมหวานได้อีกหนึ่งเมนู บอกเลยช่วงนี้ฮิตกันจนต้องต่อแถวยาวเหยียด

03

ปั้นแป้งเป็นขนม

ขออภัยล่วงหน้าหากภาพและข้อความด้านล่างจะทำให้นักอ่านต้องกลืนน้ำลายอึกใหญ่

สมัยเป็นนักเรียนประถม เรารอคอยวิชา กพอ. (การงานพื้นฐานอาชีพ) เพราะการได้ลงมือทำอาหารมันสนุกสุดๆ แต่วันนี้ช่วงที่เรารอคอยมาตลอดทั้งวันมาถึงแล้ว นักอ่านพร้อม เตรียมจดสูตรได้เลย ป้าเมียดไม่หวง พร้อมจัดเต็ม 3 เมนู

  ก่อนจะเริ่ม ขอลีลาด้วยการซดน้ำมะพร้าวสดจากลูกให้ชื่นใจ ส่วนเนื้อมะพร้าวลูกชายป้าเมียดอาสาขูดให้เพื่อทำน้ำกะทิ หนึ่งในส่วนประกอบหลักของเมนูขนมหวานทั้ง 3 เมนู 

ขนมขี้มัน 

ขนมขี้มันเป็นขนมดั้งเดิมของปักษ์ใต้ ส่วนประกอบมีไม่มากก็อร่อยได้ การทำแป้งขนมประกอบด้วย แป้งสาคู น้ำกะทิ น้ำตาลทรายแดง และเกลือ ผสมให้เข้ากันแล้วกรองด้วยตะแกรง จากนั้นเคี่ยวให้งวดบนเตาถ่าน ระหว่างเคี่ยวต้องกวนด้วยไม้พายตลอดเวลาจนแป้งจับตัวกันเหนียวเด้งดึ๋ง จากนั้นเทใส่ถาดสี่หลี่ยมจัตุรัสพร้อมตัดแบ่งขนาดพอดีคำ

ถ้าแป้งสาคูเป็นพระเอก นางเอกต้องยกให้ขี้มัน น้ำกะทิเคี่ยวนาน 3 ชั่วโมง จนตกตะกอนเป็นก้อนกรวดสีน้ำตาล เวลาทานต้องทานพร้อมกัน รสสัมผัสในปากทั้งความเหนียวนุ่ม เจอกับความกรอบและหอมมะพร้าวของขี้มัน ลงตัวจนอยากกินแล้วก็กินอีก รู้แจ้งก็วันนี้ว่าสวรรค์บนดินหมายถึงอะไรหลังจากกินขนมขี้มันเข้าไปจนหมดถ้วย!

ลอดช่องน้ำตาลจาก

  เคยเห็นก็แต่ลอดช่องสีเขียว ป้าเมียดเลยจัดทีเด็ดโชว์ลอดช่องสีน้ำตาลทำจากแป้งสาคูผสมแป้งถั่วเขียวจนกลายเป็นแป้งลอดช่อง นำไปผสมน้ำสะอาด จากนั้นใส่หม้อตั้งไฟกวนด้วยไม้พายจนเป็นเนื้อเดียวกัน 

  ลูกชายป้าเมียดเตรียมอุปกรณ์ทำลอดช่องไว้พร้อม เป็นหม้อมีหูเจาะรูหลายรูบริเวณก้นหม้อ ต้องมีกะละมังบรรจุน้ำสะอาดวางไว้ใต้ตัวทำลอดช่องเพื่อให้แป้งไหลลงกะละมังพอดี จากนั้นเทแป้งลงหม้อแล้วใช้ฝาหม้อกดเพื่อให้แป้งไหลลงช่อง ลอดช่องของแท้แน่นอน ขอการันตีด้วยภาพ! หลังจากได้ลอดช่องตัวใสสีน้ำตาล ก็ทานกับน้ำหวาน ทำจากกะทิผสมน้ำตาลจาก ใส่ใบเตยสดนิดเพิ่มความหอม พอ 2 อย่างรวมร่างกันใน 1 ถ้วย ตักน้ำแข็งใส่เพิ่มความสดชื่น  หลังจากลิ้มรสไปหลายถ้วย บอกเลยว่าลอดช่องจากแป้งสาคูแทบจะไม่ต้องเคี้ยว ลอดช่องนุ่มและลื่นมาก แถมตัวน้ำหวานก็หอมและหวานกำลังพอดีจากน้ำตาลจาก เมื่อธรรมชาติเจอกับธรรมชาติความสวยงามทานได้ก็บังเกิด

ไข่มุก

  ใช่! เราหมายถึงไข่มุกที่อยู่ในชาไข่มุก ทำจากแป้งสาคู คนตรังเขากินกันมาตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษ แต่ไม่ได้แอดเพิ่มเป็นท็อปปิ้งเคี้ยวหนุบหนับลงในสารพัดชา แต่นิยมทานกับน้ำผึ้งแท้ ใส่น้ำแข็งได้ด้วยแล้วแต่ความชอบ 

  หากเป็นนักอ่านความจำดีจะต้องจำได้ว่า หลังจากได้แป้งสาคูสด ถ้าเอาไปร่อนกับถาดจะได้แป้งสาคูเม็ดกลมสวย นั่นเท่ากับว่าได้ไข่มุกแล้ว แต่วันนั้นเราไปร่อนแป้งสาคูแห้ง เจ้าเม็ดไข่มุกเลยไม่กลมดิ๊กสักเท่าไหร่ จากนั้นนำแป้งสาคูเม็ดเกือบกลมไปต้มในน้ำเดือด ใช้ไม้พายกวนตลอดเวลาเพื่อไม่ให้เม็ดแป้งติดกัน กวนจนได้เม็ดสาคูใสแจ๋วก็ตักมาพักในน้ำสะอาดอุณหภูมิห้อง จะเห็นสีของเม็ดสาคูสวยมากออกสีส้ม สีน้ำตาล แม้เม็ดจะไม่กลมสวยแต่ความน่ารักกลับเป็นความไม่เท่ากัน เหมือนก้อนเพชรพลอยเล็กจิ๋วก่อนถูกเจียระไน ทานคู่กับน้ำหวาน ทำจากกะทิผสมน้ำตาลจาก บอกเลยว่าเหมือนไข่มุกในชาไต้หวันมาก (แม้จะไม่ได้แอบพกชาไปชงด้วย) ทดแทนกันได้สบาย เป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับนักอ่านที่เปิดกิจการชาพ่วงไข่มุก สนใจอยากลองไข่มุกจากแป้งสาคู ป้าเมียดและกลุ่มผู้หญิงป่าสาคูร่วมใจพร้อมจัดจำหน่ายให้คุณถึงบ้าน หรือจะทดลองมาทำไข่มุกด้วยตนเองก็ขอเพียงกระซิบบอกกันล่วงหน้า

04

เปลี่ยนขนมจากแป้งสาคูเป็นการทำความรู้จักกลุ่มผู้หญิงป่าสาคูร่วมใจ

  “เมื่อปี 2543 ช่วงนั้นแล้งมาก เพราะมีการขุดลอกคูคลอง ต้นสาคูหายไปเยอะ พอดีกับสมาคมหยอดฝนเขามาพาฉันไปดูงานที่เชียงใหม่ ฉันก็ว่าบ้านเรามีสาคูแต่ไม่ค่อยมีคนสนใจ สมาคมหยอดฝนเลยคิดรวมกลุ่ม ‘ผู้หญิงป่าสาคูร่วมใจ’ เพื่อให้คนในชุมชนเห็นคุณค่าของต้นสาคู ช่วยกันฟื้นฟูสาคูขึ้นมาใหม่ กลุ่มของฉันเน้นแปรรูปอาหารและขนมจากแป้งสาคู ฉันและกลุ่มก็เคยไปเป็นคุณครูสอนเด็กทำขนมขี้มัน ลอดช่องในหลักสูตรท้องถิ่นของโรงเรียน”

ต้นสาคู
ต้นสาคู

  เราไม่อยากเรียกว่าบทสุดท้ายของวิชาสาคู 101 แต่การได้นั่งล้อมวงคุยกับป้าเมียดและเพื่อนป้าเมียดวัยใกล้เคียงกันถึงความเป็นมาของกลุ่มผู้หญิงสาคูร่วมใจ ทำให้เราเข้าใจต้นสาคูมากขึ้น การมีอยู่ของกลุ่มไม่ได้เป็นการรวมตัวกันของคนสูงอายุเพื่อใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์เพียงเท่านั้น แต่กลุ่มเกิดจากความเข้มแข็งของชุมชนและความรักในต้นสาคูอย่างแท้จริง พวกเขาหวังว่าต้นสาคูจะยังคงอยู่คู่กับชุมชน คู่กับจังหวัดตรัง และออกดอกออกผลส่งต่อให้จังหวัดเพื่อนบ้านทั่วประเทศ พวกเขาไม่หวง ไม่หวงต้นสาคู ไม่หวงสูตรขนมอร่อย พวกเขายินดีมอบให้ด้วยความเต็มใจ 

  แต่ป้าเมียดและชุมชนอำเภอนาโยงหวงแหน ‘สาคู’ พืชท้องถิ่นที่โตมาพร้อมกับพวกเขาตั้งแต่รุ่นบรรพบุรุษ 

  ฉันซื้อนาไว้แล้ว บอกลูกไว้ว่าถ้าไม่เอาไว้ปลูกสาคูฉันก็ไม่ซื้อ” ประโยคขนาดสั้นแต่ซ่อนความหมายว่า ‘รัก’

ต้นสาคู

กลุ่มผู้หญิงป่าสาคูร่วมใจ

(ศูนย์การเรียนรู้การจัดการและการใช้ประโยชน์ป่าสาคูอย่างยั่งยืน)

ที่อยู่ : 5 หมู่ 7 บ้านทุ่งแกเจ้ย ตำบลนาข้าวเสีย อำเภอนาโยง จังหวัดตรัง

ติดต่อ 08 6008 0953 (หากสนใจผลิตภัณฑ์แปรรูปจากสาคูและกิจกรรมเรียนรู้วิชาสาคู กรุณาติดต่อป้าเมียดล่วงหน้า)

28 มิถุนายน 2562
63 K

The Cloud x  การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย

  สาคูเม็ดจิ๋วขนาดเท่ากันในขนมสาคูเปียกมะพร้าวอ่อนหรือสาคูสอดสารพัดไส้ทำมาจากแป้งมันสำปะหลัง ไม่ได้ทำมาจากแป้งสาคูของจริง แล้วแป้งสาคูแท้ 100% มาจากไหน กว่าจะได้แป้งต้องทำอย่างไร แป้งสาคูทำอะไรได้บ้าง

ตามหาต้นกำเนิด แป้งสาคู และเรียนทำขนมปักษ์ใต้จากแป้งสาคูแท้ 100% ที่ตรัง

  เราอาสาไขข้อสงสัยพานักอ่านเดินทางไปยังอำเภอนาโยง จังหวัดตรัง เพื่อลงพื้นที่ตามหาต้นกำเนิดของแป้งสาคู โดยมีแม่ครูชำนาญการสาคู ป้าเมียด-ละเมียด รัตนะ ประธานกลุ่มผู้หญิงสาคูร่วมใจ ประจำศูนย์การเรียนรู้การจัดการและการใช้ประโยชน์ป่าสาคูอย่างยั่งยืน มาเป็นครูพิเศษสอนวิชาสาคู 101 หลักสูตรสั้นกระชับ เรียนจบได้ภายใน 1 วัน การันตีผลลัพธ์ แถมสอนจากหัวใจไม่คิดสตางค์แม้แต่บาทเดียว เพื่อหวังอนุรักษ์และต่อยอดสาคูให้เลื่องชื่อลือชาไปไกลกว่าจังหวัดตรัง ตลอดจนสร้างการรับรู้ให้หนุ่มสาวว่าบ้านเกิดของพวกเขายังมีต้นไม้กินได้ (อร่อยด้วย) ชื่อ ‘สาคู’ 

01

 สาคู ต้นไม้แสนอร่อย

  ช่วงสายวันพฤหัสฯ เราเดินทางถึงบ้านป้าเมียด เธอออกมาต้อนรับด้วยความเป็นกันเอง ก่อนจะชวนกันไปดูต้นสาคู เราเกือบจะท้าทายระยะทางด้วยการเดินออกกำลังขา แต่ป้าเมียดก็ยั้งไว้ก่อนว่านั่งรถไปจะดีกว่า 

ตามหาต้นกำเนิด แป้งสาคู และเรียนทำขนมปักษ์ใต้จากแป้งสาคูแท้ 100% ที่ตรัง

  ไม่ไกลกำลังรถจากบ้านป้าเมียดก็ถึงแนวต้นสาคูขึ้นเรียงยาวต่อกันเป็นแถว มีทั้งสาคูยืนต้นตายและต้นสูงใหญ่พร้อมใช้งาน ซึ่งสังเกตไม่ยาก ต้นนั้นจะมีเขากวางยื่นออกมา เป็นสัญญาณว่า ‘พร้อมแล้ว! มาตัดฉันได้เลย’ ต้นที่มีเขากวางยื่นออกมา ส่วนใหญ่จะใช้เวลานานถึง 15 ปี ต้นจึงจะสมบูรณ์มากที่สุด ถ้าตีเป็นมูลค่าหลังแปรรูป ต้นสาคู 1 ต้น รายได้หลักหมื่นบาท โดยชาวบ้านแทบไม่ต้องออกแรงปลูก เพราะสาคูเป็นพืชชุ่มน้ำท้องถิ่นของภาคใต้ ขึ้นเองตามธรรมชาติ 

  ขออวยสรรพคุณของต้นสาคูสักนิด นอกจากจะเป็นพืชอเนกประสงค์ ใช้ประโยชน์ได้ตั้งแต่ปลายยอดสุดโคนราก ป้าเมียดกระซิบว่า ยอดสาคูทำแกงอร่อยเหาะ รากก็เป็นยา ลำต้นเอามาทำแป้ง บางครั้งก็ใช้เลี้ยงด้วง ใบทำจากมุงหลังคา ก้านสาคูเอาไปทำไม้กวาด แต่อีกประโยชน์คือการซับน้ำ สาคูจึงเปรียบเสมือนฝายจากธรรมชาติ

“ถ้าตรงไหนมีต้นสาคู น้ำไม่เคยแห้ง” ป้าเมียดเสริมด้วยความภูมิใจ

ตามหาต้นกำเนิด แป้งสาคู และเรียนทำขนมปักษ์ใต้จากแป้งสาคูแท้ 100% ที่ตรัง
ตามหาต้นกำเนิด แป้งสาคู และเรียนทำขนมปักษ์ใต้จากแป้งสาคูแท้ 100% ที่ตรัง

เราเดินไปคุยไปกับป้าเมียดเสมือนยายเล่าเรื่องสนุกสมัยเป็นเด็กให้หลานตัวน้อยฟัง จนเดินมาหยุดบริเวณบึงบัวขนาดกว้างมาก ยิ่งเดินลึกเข้าไปเจอแต่ธรรมชาติสีเขียว อากาศเย็นลงตามจำนวนต้นไม้หลากหลายพันธุ์ที่เพิ่มขึ้น สุดปลายทางเป็นป่าสาคู มองเห็นบรรยากาศรอบทิศทาง สวยเกินบรรยาย นึกอิจฉาวัยเด็กของป้าเมียดเป็นที่สุด 

  ระหว่างเดินออกจากบึงบัว เลียบบึงจะมีผักทานได้ขึ้นตลอดระยะทาง ป้าเมียดเลือกเด็ดใบลำเพ็งสีน้ำตาลอมแดง ยอดอ่อนกำลังทานอร่อย ต้มผัดแกงทอดได้ทุกเมนู 

“ตอนกลางวันฉันทำแกงเลียงให้กินนะ” ป้าเมียดว่าอย่างนั้น 

ต้นสาคู
ต้นสาคู

02

เปลี่ยนต้นไม้ให้เป็นแป้ง

เอาล่ะ! เราขึ้นรถเตรียมเปลี่ยนฐานไปอีกบ้านเพื่อดูกระบวนการทำแป้งสาคูจากต้นสาคู

ป้าเมียดเปรียบเสมือนครูใหญ่คอยสังเกตการณ์ แต่ให้ครูถนัดวิชาแปลงต้นเป็นแป้ง สอนเดี่ยวให้ความรู้แทน (กระซิบเลยว่าพ่อครูแม่ครูอายุมากกว่า 60 ปี แต่พลังกายและพลังใจเต็มเหนี่ยวมาก) แม้เราจะไม่ได้ดูกระบวนการแรกสุดอย่างการโค่นต้นสาคู เพราะต้องใช้เวลานาน แถมต้องเลือกสาคูหนุ่มอายุ 15 ปีเต็มมาใช้งานเท่านั้น

ขั้นตอนแรกหลังจากโค่นต้นสาคู จะต้องเอามาตัดเป็นท่อน ความยาวแล้วแต่คนถนัดแบก พอได้ท่อนสาคูมาแล้วต้องฝนเอาเนื้อไม้ออกมาด้วย ‘เล็บแมว’ ไม้ขนาดใหญ่กว่าฝ่ามือ มีด้ามจับ ตอกด้วยตะปูเรียงแถวต่อกัน ปัจจุบันชาวบ้านหันมาใช้เครื่องขูดมะพร้าวด้วยไฟฟ้าแทนเล็บแมว เพราะทันใจและสะดวกรวดเร็วกว่ามาก

แป้งสาคู

  เมื่อฝนเนื้อไม้ออกจากเปลือกสาคูจนหมด ก็เอามาทิ่ม (ตำ) ด้วยสากและครกไม้ทำเอง ทิ่มจนเนื้อไม้ละเอียด จากนั้นเตรียมกะละมังขึงผ้าขาวบางไว้ 3 ใบ สำหรับปั้น (คั้น) เนื้อไม้ด้วยน้ำสะอาด ในการปั้นแต่ละครั้ง แป้งสาคูจะลอดผ่านผ้าขาวบางลงไปอยู่ในกะละมัง ยิ่งทำครบ 3 น้ำ จะได้จำนวนแป้งมากกว่าการปั้นเพียงน้ำเดียว 

  หากสังเกตผ้าขาวบางจะกลายเป็นสีน้ำตาล ไม่ใช่ว่าใช้มานานมาก แต่เพราะยางของสาคูทำให้ผ้าเปลี่ยนสี ป้าเมียดคิดเล่นแต่น่าทำจริงว่า ถ้าลองเอาไปทำสีมัดย้อมคงเข้าท่า แปลกใหม่ แถมเพิ่มมูลค่าสาคูและรายได้ให้กับชุมชนด้วย

  พอปั้นเนื้อไม้จนครบ 3 น้ำ ลองเปิดผ้าขาวบางออกดูจะเห็นเนื้อแป้งสาคูสด สีขาวปนน้ำตาลเนื้อนวลเนียน 

แป้งสาคู

  ป้าเมียดเสริมว่า “ทางนครศรีธรรมราชเขาจะใช้แป้งสด เก็บได้นานหลายเดือนแต่ต้องแช่น้ำและเปลี่ยนน้ำทุกวัน แต่จังหวัดตรังนิยมใช้แป้งแห้งมากกว่า” กระบวนการจะได้แป้งแห้งง่ายมาก เพียงนำแป้งสาคูสดห่อผ้าขาวบาง ใช้ไม้ทุบพอละเอียดแล้วนำไปตากแดด ถ้าแดดจัด สองแดดก็พร้อมใช้งาน หรือเอาแป้งสาคูสดกำลังหมาดมาร่อนด้วยถาดจะได้แป้งสาคูเม็ดกลมสวย ตากแดดจนแห้งแล้วเอาไปทำขนมหวานได้อีกหนึ่งเมนู บอกเลยช่วงนี้ฮิตกันจนต้องต่อแถวยาวเหยียด

03

ปั้นแป้งเป็นขนม

ขออภัยล่วงหน้าหากภาพและข้อความด้านล่างจะทำให้นักอ่านต้องกลืนน้ำลายอึกใหญ่

สมัยเป็นนักเรียนประถม เรารอคอยวิชา กพอ. (การงานพื้นฐานอาชีพ) เพราะการได้ลงมือทำอาหารมันสนุกสุดๆ แต่วันนี้ช่วงที่เรารอคอยมาตลอดทั้งวันมาถึงแล้ว นักอ่านพร้อม เตรียมจดสูตรได้เลย ป้าเมียดไม่หวง พร้อมจัดเต็ม 3 เมนู

  ก่อนจะเริ่ม ขอลีลาด้วยการซดน้ำมะพร้าวสดจากลูกให้ชื่นใจ ส่วนเนื้อมะพร้าวลูกชายป้าเมียดอาสาขูดให้เพื่อทำน้ำกะทิ หนึ่งในส่วนประกอบหลักของเมนูขนมหวานทั้ง 3 เมนู 

ขนมขี้มัน 

ขนมขี้มันเป็นขนมดั้งเดิมของปักษ์ใต้ ส่วนประกอบมีไม่มากก็อร่อยได้ การทำแป้งขนมประกอบด้วย แป้งสาคู น้ำกะทิ น้ำตาลทรายแดง และเกลือ ผสมให้เข้ากันแล้วกรองด้วยตะแกรง จากนั้นเคี่ยวให้งวดบนเตาถ่าน ระหว่างเคี่ยวต้องกวนด้วยไม้พายตลอดเวลาจนแป้งจับตัวกันเหนียวเด้งดึ๋ง จากนั้นเทใส่ถาดสี่หลี่ยมจัตุรัสพร้อมตัดแบ่งขนาดพอดีคำ

ถ้าแป้งสาคูเป็นพระเอก นางเอกต้องยกให้ขี้มัน น้ำกะทิเคี่ยวนาน 3 ชั่วโมง จนตกตะกอนเป็นก้อนกรวดสีน้ำตาล เวลาทานต้องทานพร้อมกัน รสสัมผัสในปากทั้งความเหนียวนุ่ม เจอกับความกรอบและหอมมะพร้าวของขี้มัน ลงตัวจนอยากกินแล้วก็กินอีก รู้แจ้งก็วันนี้ว่าสวรรค์บนดินหมายถึงอะไรหลังจากกินขนมขี้มันเข้าไปจนหมดถ้วย!

ลอดช่องน้ำตาลจาก

  เคยเห็นก็แต่ลอดช่องสีเขียว ป้าเมียดเลยจัดทีเด็ดโชว์ลอดช่องสีน้ำตาลทำจากแป้งสาคูผสมแป้งถั่วเขียวจนกลายเป็นแป้งลอดช่อง นำไปผสมน้ำสะอาด จากนั้นใส่หม้อตั้งไฟกวนด้วยไม้พายจนเป็นเนื้อเดียวกัน 

  ลูกชายป้าเมียดเตรียมอุปกรณ์ทำลอดช่องไว้พร้อม เป็นหม้อมีหูเจาะรูหลายรูบริเวณก้นหม้อ ต้องมีกะละมังบรรจุน้ำสะอาดวางไว้ใต้ตัวทำลอดช่องเพื่อให้แป้งไหลลงกะละมังพอดี จากนั้นเทแป้งลงหม้อแล้วใช้ฝาหม้อกดเพื่อให้แป้งไหลลงช่อง ลอดช่องของแท้แน่นอน ขอการันตีด้วยภาพ! หลังจากได้ลอดช่องตัวใสสีน้ำตาล ก็ทานกับน้ำหวาน ทำจากกะทิผสมน้ำตาลจาก ใส่ใบเตยสดนิดเพิ่มความหอม พอ 2 อย่างรวมร่างกันใน 1 ถ้วย ตักน้ำแข็งใส่เพิ่มความสดชื่น  หลังจากลิ้มรสไปหลายถ้วย บอกเลยว่าลอดช่องจากแป้งสาคูแทบจะไม่ต้องเคี้ยว ลอดช่องนุ่มและลื่นมาก แถมตัวน้ำหวานก็หอมและหวานกำลังพอดีจากน้ำตาลจาก เมื่อธรรมชาติเจอกับธรรมชาติความสวยงามทานได้ก็บังเกิด

ไข่มุก

  ใช่! เราหมายถึงไข่มุกที่อยู่ในชาไข่มุก ทำจากแป้งสาคู คนตรังเขากินกันมาตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษ แต่ไม่ได้แอดเพิ่มเป็นท็อปปิ้งเคี้ยวหนุบหนับลงในสารพัดชา แต่นิยมทานกับน้ำผึ้งแท้ ใส่น้ำแข็งได้ด้วยแล้วแต่ความชอบ 

  หากเป็นนักอ่านความจำดีจะต้องจำได้ว่า หลังจากได้แป้งสาคูสด ถ้าเอาไปร่อนกับถาดจะได้แป้งสาคูเม็ดกลมสวย นั่นเท่ากับว่าได้ไข่มุกแล้ว แต่วันนั้นเราไปร่อนแป้งสาคูแห้ง เจ้าเม็ดไข่มุกเลยไม่กลมดิ๊กสักเท่าไหร่ จากนั้นนำแป้งสาคูเม็ดเกือบกลมไปต้มในน้ำเดือด ใช้ไม้พายกวนตลอดเวลาเพื่อไม่ให้เม็ดแป้งติดกัน กวนจนได้เม็ดสาคูใสแจ๋วก็ตักมาพักในน้ำสะอาดอุณหภูมิห้อง จะเห็นสีของเม็ดสาคูสวยมากออกสีส้ม สีน้ำตาล แม้เม็ดจะไม่กลมสวยแต่ความน่ารักกลับเป็นความไม่เท่ากัน เหมือนก้อนเพชรพลอยเล็กจิ๋วก่อนถูกเจียระไน ทานคู่กับน้ำหวาน ทำจากกะทิผสมน้ำตาลจาก บอกเลยว่าเหมือนไข่มุกในชาไต้หวันมาก (แม้จะไม่ได้แอบพกชาไปชงด้วย) ทดแทนกันได้สบาย เป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับนักอ่านที่เปิดกิจการชาพ่วงไข่มุก สนใจอยากลองไข่มุกจากแป้งสาคู ป้าเมียดและกลุ่มผู้หญิงป่าสาคูร่วมใจพร้อมจัดจำหน่ายให้คุณถึงบ้าน หรือจะทดลองมาทำไข่มุกด้วยตนเองก็ขอเพียงกระซิบบอกกันล่วงหน้า

04

เปลี่ยนขนมจากแป้งสาคูเป็นการทำความรู้จักกลุ่มผู้หญิงป่าสาคูร่วมใจ

  “เมื่อปี 2543 ช่วงนั้นแล้งมาก เพราะมีการขุดลอกคูคลอง ต้นสาคูหายไปเยอะ พอดีกับสมาคมหยอดฝนเขามาพาฉันไปดูงานที่เชียงใหม่ ฉันก็ว่าบ้านเรามีสาคูแต่ไม่ค่อยมีคนสนใจ สมาคมหยอดฝนเลยคิดรวมกลุ่ม ‘ผู้หญิงป่าสาคูร่วมใจ’ เพื่อให้คนในชุมชนเห็นคุณค่าของต้นสาคู ช่วยกันฟื้นฟูสาคูขึ้นมาใหม่ กลุ่มของฉันเน้นแปรรูปอาหารและขนมจากแป้งสาคู ฉันและกลุ่มก็เคยไปเป็นคุณครูสอนเด็กทำขนมขี้มัน ลอดช่องในหลักสูตรท้องถิ่นของโรงเรียน”

ต้นสาคู
ต้นสาคู

  เราไม่อยากเรียกว่าบทสุดท้ายของวิชาสาคู 101 แต่การได้นั่งล้อมวงคุยกับป้าเมียดและเพื่อนป้าเมียดวัยใกล้เคียงกันถึงความเป็นมาของกลุ่มผู้หญิงสาคูร่วมใจ ทำให้เราเข้าใจต้นสาคูมากขึ้น การมีอยู่ของกลุ่มไม่ได้เป็นการรวมตัวกันของคนสูงอายุเพื่อใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์เพียงเท่านั้น แต่กลุ่มเกิดจากความเข้มแข็งของชุมชนและความรักในต้นสาคูอย่างแท้จริง พวกเขาหวังว่าต้นสาคูจะยังคงอยู่คู่กับชุมชน คู่กับจังหวัดตรัง และออกดอกออกผลส่งต่อให้จังหวัดเพื่อนบ้านทั่วประเทศ พวกเขาไม่หวง ไม่หวงต้นสาคู ไม่หวงสูตรขนมอร่อย พวกเขายินดีมอบให้ด้วยความเต็มใจ 

  แต่ป้าเมียดและชุมชนอำเภอนาโยงหวงแหน ‘สาคู’ พืชท้องถิ่นที่โตมาพร้อมกับพวกเขาตั้งแต่รุ่นบรรพบุรุษ 

  ฉันซื้อนาไว้แล้ว บอกลูกไว้ว่าถ้าไม่เอาไว้ปลูกสาคูฉันก็ไม่ซื้อ” ประโยคขนาดสั้นแต่ซ่อนความหมายว่า ‘รัก’

ต้นสาคู

กลุ่มผู้หญิงป่าสาคูร่วมใจ

(ศูนย์การเรียนรู้การจัดการและการใช้ประโยชน์ป่าสาคูอย่างยั่งยืน)

ที่อยู่ : 5 หมู่ 7 บ้านทุ่งแกเจ้ย ตำบลนาข้าวเสีย อำเภอนาโยง จังหวัดตรัง

ติดต่อ 08 6008 0953 (หากสนใจผลิตภัณฑ์แปรรูปจากสาคูและกิจกรรมเรียนรู้วิชาสาคู กรุณาติดต่อป้าเมียดล่วงหน้า)

Writer

สุทธิดา อุ่นจิต

กรุงเทพฯ - เชียงใหม่ สู่ ลาดพร้าว - สุขุมวิท , พูดภาษาพม่าได้นิดหน่อย เป็นนักสะสมกระเป๋าผ้า ชอบหวานน้อยแต่มักได้หวานมาก

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Share Location

รวมสถานที่สวยและดีที่อยากชวนคุณแวะเวียนไปช่วงวันหยุด

12 มิถุนายน 2564
1 K

ฉันลงบีทีเอสสถานีบางจาก เดินเล่นเข้ามาในตลาด ผ่านความจอแจ เสียงรถจากถนนใหญ่ เสียงบีทีเอสปนกับเสียงมอเตอร์ไซค์และแม่ค้า ลัดเลาะลึกเข้ามาจนเจอชุมชน เสียงค่อยๆ เงียบลง กลายเป็นเสียงเด็กวิ่งเล่นและคุณตากวาดหน้าบ้าน แม้จะเป็นตึกแถว แต่ส่วนใหญ่กลับไม่ใช่ร้านรวง ทว่าเป็นบ้านคน ซอยหนึ่งในตึกแถวเหล่านั้น ฉันพบร้านหนังสือเล็กๆ แอบอยู่ ร้านหนังสือที่ไม่ว่าจะไปกี่ครั้ง ก็ยังรู้สึกเหมือนหลุดเข้าไปในดินแดนเวทมนตร์อยู่เสมอ 

ประตูกระจกมองเห็นข้างในตรงข้ามกับตึกแถวหลังอื่นที่มักปิดประตูเหล็กไว้ แสงสีส้มในร้านดูอบอุ่น ชั้นไม้ดูสนิทสนมเหมือนบ้านเพื่อน หนังสือบนชั้นที่โชว์หน้าปกทุกเล่มไม่ใช่แค่สันแบบร้านหนังสืออื่น และชื่อหนังสือที่ฉันไม่คุ้นเคยนัก เมื่อเปิดเข้าไป จะได้กลิ่นหอมสดชื่น หากเป็นตอนเย็น หลายครั้งที่เปิดเข้าไปแล้วได้กลิ่นอาหาร

‘Books & Belongings’ คือข้อความที่เขียนบนป้ายหน้าร้าน 

“หนังสือและสิ่งของ เป็นชื่อที่พี่ชอบมากอยู่แล้ว ก่อนจะมีร้านด้วยซ้ำ” โย-กิตติพล สรัคคานนท์ เจ้าของร้านเล่าให้ฟัง และนั่นเป็นที่มาของชื่อร้านซึ่งถือกำเนิดขึ้นประมาณ 7 ปีที่แล้ว เป็นเวลาขวบปีที่ ‘หนังสือและสิ่งของ’ ก่อร่างเติบโตในจินตนาการ ก่อนจะกลายเป็นร้านหนังสือที่ปากซอยสุขุมวิท 91 และในเดือนที่ผ่านมา Books & Belongings ก็ย้ายเข้ามาในสถานที่ใหม่ แม้จะเล็กลงและลึกกว่าร้านเดิม แต่กลับสวมจิตวิญญาณเดิมอย่างลงตัวยิ่งขึ้น จิตวิญญาณของการเป็นบ้าน เป็นพื้นที่แห่งบทสนทนา และในอีกแง่ เป็นแกลเลอรี่เล็กๆ ที่คัดเลือกหนังสือมาจัดแสดงไม่เหมือนกับที่ไหน 

“พี่เห็นหน้าที่ของ Books & Belongings มากกว่าเอาหนังสือมาขาย มันคือพื้นที่แลกเปลี่ยนที่ผู้คนจะได้แรงบันดาลใจจากการพูดคุย และเป็นจุดที่ผู้คนจะมาตกตะกอนความคิด” วิกกี้-วิชุตา โลหิตโยธิน เจ้าของร้านอีกท่านเสริม

การทำร้านหนังสือ Stand Alone ที่มีความตั้งใจใหญ่โตและแรงกล้าในยุคนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย วันนี้ฉันจึงอยากชวนเจ้าของร้านทั้งสองคนมาคุยทั้งเรื่องของเมื่อวาน วันนี้ และวันพรุ่งนี้

Books & Belongings ชีวิตของร้านหนังสือเล็กๆ ย่านบางจาก ที่เลือกหนังสือแบบ Art Gallery

ทั้งอุปสรรค ความพยายาม และความฝัน

หนังสือและการย้ายของ

“เริ่มมาจากเจ็ดปีก่อนพี่ทำบริษัท พอจะย้ายจาก The Racquet Club เลยถามพนักงานว่าอยากให้ย้ายไปที่ไหน ผลโหวตก็มาออกที่บางจาก เพราะพนักงานส่วนใหญ่อยู่แถวนี้ สุดท้าย ถึงบริษัทไม่อยู่ ร้านหนังสือก็ยังอยู่” โยเล่าถึงการย้ายครั้งแรก

ร้านแรกอยู่ติดถนนใหญ่ เมื่อใครสักคนเปิดประตู จะได้ยินเสียงรถยนต์และรถไฟฟ้าดังทั้งวัน แต่เมื่อประตูปิดสนิท เวทมนตร์ของร้านก็ยังเข้มข้น 

“พอชั้นบนเป็นออฟฟิศ เราเลยมีพื้นที่ชั้นล่างที่พอทำร้านหนังสือได้ คอนเซปต์แรกเลยคือ พอข้างบนเป็นดิจิทัลหมด ข้างล่างเลยอยากให้เป็นอะไรที่ออฟไลน์ พี่ย้อนคิดไปถึงช่วงปลายศตวรรษที่ 19 ถึงต้นศตวรษที่ 20 คิดถึงเวิร์กช็อป บรรยากาศร้านเลยผสมโรงนากับเวิร์กช็อปเข้าด้วยกัน 

Books & Belongings ชีวิตของร้านหนังสือเล็กๆ ย่านบางจาก ที่เลือกหนังสือแบบ Art Gallery

“อย่างเก้าอี้ก็เป็นเก้าอี้เขียนแบบ พวกไม้ก็เลือกให้เหมือนอยู่ในห้องตัดไม้ เหมือนเป็นพื้นที่ทำงานยุคโบราณ เพราะเอาเข้าจริง กิจกรรมของวรรณกรรม ศิลปะ งานสร้างสรรค์ มันก็มีการออกแรงเหมือนการเวิร์กช็อป”

แรกเริ่มร้านหนังสือแห่งนี้ ดำเนินมาได้โดยโยคนเดียวเป็นเวลา 4 ปี ฉันเองได้ไปเยี่ยมเยียนร้านเดิมหลายครั้ง แม้ภายนอกดูรื่นรมย์ แต่เพิ่งมารู้วันนี้ว่าข้างหลังไม่ได้สวยงามเหมือนหน้าร้านสักนิด ในตอนนั้น ร้านอยู่ในสภาวะที่โยอธิบายด้วยคำว่า “เห็นแต่ปัญหา ไม่ค่อยสร้างรายได้เลย” 

จนกระทั่ง COVID-19 ที่กระทบทุกอย่าง โยจึงตัดสินใจว่า ร้านคงต้องปิดตัวลง แต่นั่นคือก่อนพบวิกกี้ “ถ้าเป็นแค่ร้านแล้วมีหนังสือขาย ปิดไปก็ไม่เป็นไรหรอก แต่ว่ามันเป็นมากกว่านั้น” วิกกี้เล่าถึงเหตุผลที่เข้ามามีส่วนร่วมในร้าน 

“เรากลับไปทำการบ้านว่าร้านเคยทำอะไรมาบ้าง เลยเห็นว่า Books & Belongings มีสัมมนา มีกิจกรรมเกี่ยวกับวรรณกรรมและภาพยนตร์เยอะมาก เราเห็นความสำคัญ เลยถามพี่โยว่าขอเข้ามาช่วยได้ไหม” คงกล่าวได้ว่า วิกกี้เป็นอีกเหตุผลที่ความรื่นรมย์ของ Books & Belongings คงอยู่ได้จนถึงวันนี้

การย้ายครั้งที่ 2 เกิดขึ้นเพราะ COVID-19 อาจไม่ใช่การย้ายทางกายภาพ แต่เป็นการย้ายทางดิจิทัล

COVID-19 ทำให้หน้าร้านต้องปิดลง วิกกี้ซึ่งตอนนั้นเข้ามาช่วยเต็มตัวแล้ว จึงขยายจากหน้าร้านทางกายภาพสู่หน้าร้านออนไลน์ โดยทุกอย่างควรจะเสร็จภายในเวลา 1 เดือน เป็นที่มาของความท้าทายใหม่ที่ตอนนั้นวิกกี้กลับไปอยู่กับสามีที่อเมริกาพอดี ส่วนโยประจำอยู่ที่หน้าร้านประเทศไทย ความสะลึมสะลือจากการทำงานคนละไทม์โซนเป็นอีกอุปสรรค จนกลายมาเป็นเรื่องตลกที่วิกกี้เล่าว่า “พี่โยหลับคาจอ Zoom เลย” 

วันนี้อาจหัวเราะได้ แต่เชื่อว่าวันนั้นมันคงหามรุ่งหามค่ำและหนักหนาเอาการ หน้าร้านออนไลน์ของ Books & Belongings เปิดตัวเดือนพฤษภาคมปีที่แล้ว ให้ฉันได้จับจ่ายพร้อมกับดู Books & Belongings Talk รายการใหม่ที่โยกับวิกกี้จัดบ่อยๆ ทาง Facebook Live 

Books & Belongings ชีวิตของร้านหนังสือเล็กๆ ย่านบางจาก ที่เลือกหนังสือแบบ Art Gallery
Books & Belongings ชีวิตของร้านหนังสือเล็กๆ ย่านบางจาก ที่เลือกหนังสือแบบ Art Gallery

“มันเป็นการเปลี่ยนแปลงจาก Passive เราต้องแอคทีฟและเป็นฝ่ายเข้าหาบ้างแล้ว โดยการใช้แพลตฟอร์มที่ทุกคนเข้าถึงได้ ในช่วงเวลาที่ทุกคนออกไปไหนไม่ได้”

แต่แล้ว การย้ายครั้งที่ 3 อย่างไม่คาดคิดที่สุดก็เกิดขึ้น “เหมือนเราเคยมั่นใจว่าเราจะอยู่ที่นี่ไปเรื่อยๆ แล้วแพลนจะพัฒนาจากชั้นสองถึงดาดฟ้า เจ้าของที่ก็รับคำ เราเตรียมทุกอย่าง ปรากฏเขาแจ้งก่อนสิ้นเดือนไม่นานว่าต้องย้ายออกทันทีเพราะไม่ต่อสัญญา” โยเล่า

การย้ายครั้งนี้เป็นการย้ายสู่ร้านปัจจุบัน เมื่อได้รับคำขาดจากเจ้าของที่ โยกับวิกกี้เดินตามหาสถานที่ใหม่ และพบกับตึกแถวเล็กๆ ติดป้ายว่างในซอยชุมชน ซึ่งโยโทรตามเบอร์ในป้ายก่อนนายหน้าจะชี้ให้ดูด้วยซ้ำ 

“เราพบว่าเจ้าของรู้จักร้านเราอยู่แล้ว และตอนเขาออกแบบที่นี่ เขาไปดูร้านเราเป็นตัวอย่าง” โยเล่า “พอเราบอกว่าเราเป็นร้านหนังสือ เขาก็ดีใจ ถึงขนาดให้ย้ายของเข้ามาก่อนเซ็นสัญญาก็ได้ ถึงอย่างนั้น เรามาทำร้านก็ต้องปรับปรุงอีกเยอะ ซึ่งเป็นอีกบทเรียน เพราะที่นี่เล็กกว่าร้านเก่า หายไปหนึ่งในสามของร้านเดิม ต้องจัดของใหม่หมด ต้องบริหารพื้นที่ กว่าจะลงตัวก็ใช้เวลา

“แต่พี่เองก็บอกพี่โยว่าร้านก็เหมือนบ้าน” วิกกี้กล่าว “ไม่มีทางที่จัดครั้งเดียวเสร็จหรอก มันจะเติบโตไปพร้อมกับคนอยู่” ซึ่งเราเห็นด้วยอย่างไม่มีข้อกังขา 

ร้านหนังสืออิสระเล็กๆ ในชุมชนบางจาก ที่ส่งต่อเรี่ยวแรงและความรักผ่านหนังสือ เรื่องราวและความฝัน

Books & Belongings เหมือนบ้านมากกว่าเดิม และนอกจากจะเป็นบ้านสำหรับสมาชิกเก่าอย่างเราแล้ว ร้านก็ยังเป็นพื้นที่ของสมาชิกใหม่อย่างเด็กชาย 3 คนแถวร้านที่มาประเดิมเป็นลูกค้ากลุ่มแรก และเป็นบ้านที่หลายคนในชุมชนบางจากดีใจที่ได้เห็น

วิกกี้เสริมว่า “ตอนย้ายเข้ามาในชุมชนบางจาก สิ่งที่รู้สึกได้เลยคือทุกคนตื่นเต้น ปั่นจักรยานมาถามว่าทำอะไรกัน ร้านเปิดเมื่อไหร่ เพื่อนบ้านแวะเวียนมาดูแล้วบอกเขาชอบนะ แม้แต่ช่างที่ทำเขาก็มายืนดูด้วยแววตาภูมิใจ มันมีหลายๆ ฝ่ายที่เขาอยู่แถวนี้แล้วเขาภูมิใจและดีใจที่มีร้านเราในชุมชน เหมือนเป็นสัญญาณอะไรบางอย่างที่ทำให้เขาเห็นว่า ชุมชนบางจากมีพื้นที่ใหม่ๆ และเราเองก็ดีใจที่เป็นส่วนหนึ่งในการทำให้ชุมชนตรงนี้มีบทบาทมากกว่าแค่อยู่อาศัย” 

ทั้งตัวร้าน ชุมชน และผู้คน ฉันคิดว่านี่เป็นพื้นที่ที่เหมาะเหลือเกินกับร้านหนังสือร้านนี้ ร้านที่เคยล่องลอยในจินตนาการ เคยมีที่ที่คิดว่าจะอยู่ด้วยกันไปตลอด เคยอกหัก และกลับมาชื่นชูใจอีกครั้ง

หลังจากฟังเรื่องมาทั้งหมด อาจไม่แปลกถ้าจะบอกว่า Books & Belongings เป็นคนคนหนึ่งที่เติบโตผ่านปัญหาและในตอนนี้ได้พบสถานที่อันสุขใจแล้ว

หนังสือและการขายของ

ขอสารภาพว่าฉันยังเหลือหนังสือที่จองไว้กับ Books & Belongings อีก 1 เล่ม และฉันไม่อยากถามโยเลยว่ามีหนังสือแนะนำไหม เพราะเขาหยิบมาแนะนำกี่เล่ม ฉันจะจ่ายเงินโดยไม่รีรอไปเสียทุกที แต่วันนี้ด้วยความจำเป็นในฐานะผู้สัมภาษณ์จึงต้องถามคำถามนี้ เพื่อให้ผู้อ่านได้มาเสียทรัพย์กับฉันบ้าง

มีหนังสือเล่มไหนแนะนำบ้างไหมคะ

ร้านหนังสืออิสระเล็กๆ ในชุมชนบางจาก ที่ส่งต่อเรี่ยวแรงและความรักผ่านหนังสือ เรื่องราวและความฝัน

เขายืนเลือกอยู่นาน แล้วก็หยิบหนังสือชื่อ New Science ของ Giambattista Vico มาวางบนโต๊ะ มันเป็นหนังสือจากศตวรรษที่ 17 ที่โยหยิบมาแนะนำเพราะ ‘ความห้าวหาญ’ 

“Vico เป็นคนแรกที่พยายามปักหมุด สร้างหมุดหมายทางเวลาในเหตุการณ์ต่างๆ ในประวัติศาสตร์ที่ในยุคนั้นเป็นเหมือนตำนานหรือเรื่องเล่า มันมีความผิดพลาดแน่นอน เพราะองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ ธรณีวิทยา หรือโบราณคดี ยังไม่มี แต่เขาใช้วิธีอ่านตัวบทและเทียบเคียง เลยเป็นจุดเริ่มต้นของประวัติศาสตร์นิยม ซึ่งสำหรับพี่ถึงมันจะผิดพลาด แต่มันห้าวหาญ”

นี่เป็นแค่หนึ่งในหลายเล่มของ Books & Belongings ที่ปกอาจดูเฉพาะทาง แต่พอได้ฟังเนื้อหาแล้วก็อยากหยิบทันที เมื่อฉันทั้งสองคนว่ามีวิธีเลือกหนังสืออย่างไร คำหนึ่งที่น่าประทับใจมากคือ วิกกี้พูดว่า “เราอยากให้คนเข้ามาแล้วเจอเล่มที่พูดกับเขา” 

ร้านหนังสืออิสระเล็กๆ ในชุมชนบางจาก ที่ส่งต่อเรี่ยวแรงและความรักผ่านหนังสือ เรื่องราวและความฝัน
ร้านหนังสืออิสระเล็กๆ ในชุมชนบางจาก ที่ส่งต่อเรี่ยวแรงและความรักผ่านหนังสือ เรื่องราวและความฝัน

เพราะฉะนั้น หนังสือทุกเล่มในร้านจึงเป็นเล่มที่พูดกับวิกกี้และโยมาแล้ว บรรดาหนังสือหลากหลายในร้านไม่ใช่หนังสือทั่วไปที่เจอได้ตามร้านอื่นๆ เหมือนรวมสิ่งหายากของแต่ละวงการมาไว้ เราเห็นวรรณกรรมแนวทดลองทั้งเก่าใหม่ หนังสือทฤษฎีศิลปะ ภาพยนตร์ ภาพถ่าย อาหาร หรืองานบทละครต่างๆ จากความสนใจของโย รวมถึงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี ดิจิทัล เศรษฐกิจ การเงิน Social Science จากความสนใจของวิกกี้ 

Books & Belongings เป็นร้านที่ไม่รีรอจะแนะนำผู้ซื้อให้ไปซื้อหนังสือร้านอื่นหากราคาถูกกว่า และจะขอเป็นทางเลือกสำหรับหนังสือที่หาที่อื่นไม่ได้ และเรื่องราวที่ไม่ค่อยมีใครเล่า 

“บทบาทของเราคือการ Curate เรื่องราวที่เราสนใจมานำเสนอ” โยเล่า 

ถ้าสังเกต จะเห็นว่าชั้นหนังสือหน้าร้านตามร้านอื่นๆ เป็นที่สำหรับหนังสือขายดี แต่ที่นี่กลับเป็นหนังสือรวมถึงข้าวของตามหัวข้อต่างๆ ในตอนนี้หัวข้อคือวรรณกรรมยุค Modernism ซึ่งนอกจากชั้นหนังสือ เรายังเห็นโปสเตอร์หน้าร้านที่เกี่ยวกับวรรณกรรมยุค Modernism เช่นกัน 

การมาร้าน Books & Belongings อีกนัยจึงเหมือนการเดินเข้าอาร์ตแกลเลอรี่ที่มีการ Curate งาน เพื่อเล่าเรื่องให้ผู้ชมเข้าใจแนวคิดของคอลเลกชัน ซึ่งอาจเป็นตัวบุคคลหรือ Movement ทางศิลปะต่างๆ โดยการใช้องค์ประกอบในร้านทำให้เรื่องราวเด่นชัดขึ้น 

กลับไปที่คำถามเดิม เราหันไปถามวิกกี้ว่า มีหนังสือเล่มไหนแนะนำบ้างไหมคะ

วิกกี้หยิบ Winter Journeys ของ George Perec and Oulipo ขึ้นมา 

ร้านหนังสืออิสระเล็กๆ ในชุมชนบางจาก ที่ส่งต่อเรี่ยวแรงและความรักผ่านหนังสือ เรื่องราวและความฝัน

“Oulipo เป็นกลุ่มนักเขียนสายทดลอง ความโดดเด่นคือแนวคิดที่ว่า ‘ยิ่งมีข้อจำกัดมากเท่าไหร่ ความสามารถในการสร้างสรรค์ของมนุษย์เรายิ่งมากขึ้นเท่านั้น’ เช่น เราจะเขียนหนังสือที่ไม่มีตัว e เลยได้อย่างไร ซึ่ง e เป็นสระที่สำคัญที่สุดในภาษาฝรั่งเศสด้วยซ้ำ 

“ส่วนเล่มนี้ มันเป็นถ้อยคำระลึก (Tribute) เพราะ George Perec บุคคลสำคัญในกลุ่ม Oulipo จากไปก่อนเวลาอันควร การละเล่นของกลุ่มแต่เดิม คือคนหนึ่งเขียนสิ่งหนึ่งขึ้นมา แล้วคนในกลุ่มก็เขียนต่อกันไปเรื่อยๆ เพื่อระลึก คนในกลุ่มเลยเขียนหนังสือของ Perec เรื่อง Winter Journey ต่อจากเดิม มันเลยเปลี่ยนเป็น Winter Journeys เติม s 

“ร้านเราจะมีงานแนวประมาณนี้ ถ้าคุณรัก Perec คุณก็จะรักคนอื่นๆ และจริงๆ แนวคิด Oulipo ก็ยังใช้จนปัจจุบันนะ เช่น คุณ Jóhann Jóhannsson ผู้ทำเพลงประกอบภาพยนตร์ Arrival ก็ใช้แนวคิดนี้มาผลิตงานดนตรี มันเลยเป็นแนวคิดที่เอามาผลิตงานใหม่ๆ และท้าทายตัวเองเชิงความคิดเรื่อยๆ”

ฉันไม่รู้ว่าหนังสือเล่มนี้พูดกับวิกกี้อย่างไร แต่ฉันรู้ว่า มันพูดกับฉันว่า Books & Belongings อาจเป็นหนึ่งในกลุ่ม Oulipo นี้ที่ไม่ยอมให้อุปสรรคมาเป็นข้อจำกัด และในขณะเดียวกัน ร้านก็เป็นเหมือนการละเล่นของกลุ่มที่สร้างเรื่องราวมาเพื่อสานต่อ เรื่องเล่าที่โยกับวิกกี้เล่าเกี่ยวกับหนังสือน่าสนุกเสมอจนฉันต้องอ่านหนังสือเล่มนั้นตาม ส่งต่อในเพื่อน ถกเถียง ตีความ สร้างเรื่องราวส่วนตัวต่อจากนั้น ต่อกันไปเรื่อยๆ เป็นทอดๆ 

ฉันว่านี่ต่างหากคือสิ่งที่ Books & Belongings เป็นสำหรับฉัน ที่นี่ไม่ใช่แค่ร้านหรือสถานที่ แต่เป็นเรื่องราวและผู้คน 

เรื่องราวและผู้คนที่จะสร้างบทสนทนาขึ้นมาไม่รู้จบ

หนังสือ สิ่งของ และความรัก

เมื่อถามถึงแผนการในอนาคต โยตอบมาในทันทีว่า ‘Pirate Edition’

“พี่พบว่ามีหนังสือบางจำพวกที่เป็น Public Domain (เป็นของสาธารณะ หมดลิขสิทธิ์) แล้ว บางเล่มคือ Pirate กันจนยอมรับแล้วว่ามันไม่มีผู้ถือครองโดยแท้จริง เราเลยคุยกับพี่วิกกี้ว่า ดูสิ หนังสือเล่มบางๆ เล่มเดียวสั่งมาจากต่างประเทศราคาตั้งสี่ร้อยกว่า ทั้งๆ ที่ผู้เขียนไม่ได้ประโยชน์ ปกก็ไม่สวย แต่เราสนใจเนื้อหาข้างใน แล้วเราจะทำยังไงดี 

“เราเลยมีโครงการนี้ที่อยากทำมาสองสามปีแล้ว คือ Pirate Edition เอางานดีๆ พวกนี้มาพิมพ์ใหม่ ผ่านระบบ Digital Offset ให้คุณภาพการพิมพ์ดีขึ้น ตัวหนังสือชัดขึ้น บนกระดาษที่ย่อมเยา และกระบวนการพิมพ์บนปกที่ลดขั้นตอนเหลือสีเดียว เพื่อต้นทุนหนึ่งเล่มพอคำนวณแล้ว ไม่มีค่าขนส่งด้วย เราได้หนังสือดีๆ มาอีกชุดหนึ่งในราคาจับต้องได้”

ร้านหนังสืออิสระเล็กๆ ในชุมชนบางจาก ที่ส่งต่อเรี่ยวแรงและความรักผ่านหนังสือ เรื่องราวและความฝัน

เราแอบเห็นรายชื่อหนังสือที่จะพิมพ์ พบว่าล้วนเป็นงานคลาสสิกเชิงปรัชญาที่น่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็นหนังสือของ Immanuel Kant, Georg Wilhelm Friedrich Hegel หรือ Guy Debord แผนการคือวางขายที่หน้าร้าน Books & Belongings ประมาณเดือนมิถุนายนเป็นต้นไป 

สุดท้าย ฉันพบว่าเรี่ยวแรงทุกอย่างตั้งแต่ต้นจนถึงวันนี้ มันคงเป็นเรี่ยวแรงของความรักในงานวรรณกรรม ความรักที่จะถ่ายทอดเรื่องราวที่ตัวเองหลงใหลออกมาในแบบที่ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ ความรักที่จะให้ร้านคงอยู่เป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนความคิด และความรักที่จะส่งต่องานวรรณกรรมคุณภาพดีราคาถูกให้ผู้อ่าน ทุกสิ่งที่ Books & Belongings ทำออกมาทุ่มเทตั้งใจเสมอ 

หลายครั้งที่ฉันเดินเข้าร้านตอนแดดยังแยงตา และออกจากร้านตอนดึกดื่น ก่อนที่ร้านจะลับสายตา ฉันจะหันกลับมามอง บ้านตึกแถวหลังอื่นปิดบ้านปิดไฟมืดหมดแล้ว เหลือเพียงหลอดไฟสีส้มจากหน้าร้าน Books & Belongings ฉันเห็นแล้วก็รู้สึกอุ่นใจและอิ่มเอมใจเสมอ อาจเป็นเพราะเวทมนตร์จากบทสนทนา เสียงหัวเราะ ความรู้ แรงใจที่ได้รับกลับมา และความรักนั่นเอง

ทุกองค์ประกอบเหล่านั้น ที่ทำให้ร้านหนังสือเล็กๆ ร้านหนึ่งเปรียบเสมือนบ้าน

Books & Belongings

ที่ตั้ง : 502 ซอยสุขุมวิท 95 แขวงบางจาก เขตพระโขนง กรุงเทพมหานคร 10260 (แผนที่)

เปิดทำการทุกวัน เวลา 11.00-19.00 น.

โทรศัพท์ : 09 1154 6456

เว็บไซต์ : booksandbelongings.com

Facebook : booksandbelongings

12 มิถุนายน 2564
1 K

ฉันลงบีทีเอสสถานีบางจาก เดินเล่นเข้ามาในตลาด ผ่านความจอแจ เสียงรถจากถนนใหญ่ เสียงบีทีเอสปนกับเสียงมอเตอร์ไซค์และแม่ค้า ลัดเลาะลึกเข้ามาจนเจอชุมชน เสียงค่อยๆ เงียบลง กลายเป็นเสียงเด็กวิ่งเล่นและคุณตากวาดหน้าบ้าน แม้จะเป็นตึกแถว แต่ส่วนใหญ่กลับไม่ใช่ร้านรวง ทว่าเป็นบ้านคน ซอยหนึ่งในตึกแถวเหล่านั้น ฉันพบร้านหนังสือเล็กๆ แอบอยู่ ร้านหนังสือที่ไม่ว่าจะไปกี่ครั้ง ก็ยังรู้สึกเหมือนหลุดเข้าไปในดินแดนเวทมนตร์อยู่เสมอ 

ประตูกระจกมองเห็นข้างในตรงข้ามกับตึกแถวหลังอื่นที่มักปิดประตูเหล็กไว้ แสงสีส้มในร้านดูอบอุ่น ชั้นไม้ดูสนิทสนมเหมือนบ้านเพื่อน หนังสือบนชั้นที่โชว์หน้าปกทุกเล่มไม่ใช่แค่สันแบบร้านหนังสืออื่น และชื่อหนังสือที่ฉันไม่คุ้นเคยนัก เมื่อเปิดเข้าไป จะได้กลิ่นหอมสดชื่น หากเป็นตอนเย็น หลายครั้งที่เปิดเข้าไปแล้วได้กลิ่นอาหาร

‘Books & Belongings’ คือข้อความที่เขียนบนป้ายหน้าร้าน 

“หนังสือและสิ่งของ เป็นชื่อที่พี่ชอบมากอยู่แล้ว ก่อนจะมีร้านด้วยซ้ำ” โย-กิตติพล สรัคคานนท์ เจ้าของร้านเล่าให้ฟัง และนั่นเป็นที่มาของชื่อร้านซึ่งถือกำเนิดขึ้นประมาณ 7 ปีที่แล้ว เป็นเวลาขวบปีที่ ‘หนังสือและสิ่งของ’ ก่อร่างเติบโตในจินตนาการ ก่อนจะกลายเป็นร้านหนังสือที่ปากซอยสุขุมวิท 91 และในเดือนที่ผ่านมา Books & Belongings ก็ย้ายเข้ามาในสถานที่ใหม่ แม้จะเล็กลงและลึกกว่าร้านเดิม แต่กลับสวมจิตวิญญาณเดิมอย่างลงตัวยิ่งขึ้น จิตวิญญาณของการเป็นบ้าน เป็นพื้นที่แห่งบทสนทนา และในอีกแง่ เป็นแกลเลอรี่เล็กๆ ที่คัดเลือกหนังสือมาจัดแสดงไม่เหมือนกับที่ไหน 

“พี่เห็นหน้าที่ของ Books & Belongings มากกว่าเอาหนังสือมาขาย มันคือพื้นที่แลกเปลี่ยนที่ผู้คนจะได้แรงบันดาลใจจากการพูดคุย และเป็นจุดที่ผู้คนจะมาตกตะกอนความคิด” วิกกี้-วิชุตา โลหิตโยธิน เจ้าของร้านอีกท่านเสริม

การทำร้านหนังสือ Stand Alone ที่มีความตั้งใจใหญ่โตและแรงกล้าในยุคนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย วันนี้ฉันจึงอยากชวนเจ้าของร้านทั้งสองคนมาคุยทั้งเรื่องของเมื่อวาน วันนี้ และวันพรุ่งนี้

Books & Belongings ชีวิตของร้านหนังสือเล็กๆ ย่านบางจาก ที่เลือกหนังสือแบบ Art Gallery

ทั้งอุปสรรค ความพยายาม และความฝัน

หนังสือและการย้ายของ

“เริ่มมาจากเจ็ดปีก่อนพี่ทำบริษัท พอจะย้ายจาก The Racquet Club เลยถามพนักงานว่าอยากให้ย้ายไปที่ไหน ผลโหวตก็มาออกที่บางจาก เพราะพนักงานส่วนใหญ่อยู่แถวนี้ สุดท้าย ถึงบริษัทไม่อยู่ ร้านหนังสือก็ยังอยู่” โยเล่าถึงการย้ายครั้งแรก

ร้านแรกอยู่ติดถนนใหญ่ เมื่อใครสักคนเปิดประตู จะได้ยินเสียงรถยนต์และรถไฟฟ้าดังทั้งวัน แต่เมื่อประตูปิดสนิท เวทมนตร์ของร้านก็ยังเข้มข้น 

“พอชั้นบนเป็นออฟฟิศ เราเลยมีพื้นที่ชั้นล่างที่พอทำร้านหนังสือได้ คอนเซปต์แรกเลยคือ พอข้างบนเป็นดิจิทัลหมด ข้างล่างเลยอยากให้เป็นอะไรที่ออฟไลน์ พี่ย้อนคิดไปถึงช่วงปลายศตวรรษที่ 19 ถึงต้นศตวรษที่ 20 คิดถึงเวิร์กช็อป บรรยากาศร้านเลยผสมโรงนากับเวิร์กช็อปเข้าด้วยกัน 

Books & Belongings ชีวิตของร้านหนังสือเล็กๆ ย่านบางจาก ที่เลือกหนังสือแบบ Art Gallery

“อย่างเก้าอี้ก็เป็นเก้าอี้เขียนแบบ พวกไม้ก็เลือกให้เหมือนอยู่ในห้องตัดไม้ เหมือนเป็นพื้นที่ทำงานยุคโบราณ เพราะเอาเข้าจริง กิจกรรมของวรรณกรรม ศิลปะ งานสร้างสรรค์ มันก็มีการออกแรงเหมือนการเวิร์กช็อป”

แรกเริ่มร้านหนังสือแห่งนี้ ดำเนินมาได้โดยโยคนเดียวเป็นเวลา 4 ปี ฉันเองได้ไปเยี่ยมเยียนร้านเดิมหลายครั้ง แม้ภายนอกดูรื่นรมย์ แต่เพิ่งมารู้วันนี้ว่าข้างหลังไม่ได้สวยงามเหมือนหน้าร้านสักนิด ในตอนนั้น ร้านอยู่ในสภาวะที่โยอธิบายด้วยคำว่า “เห็นแต่ปัญหา ไม่ค่อยสร้างรายได้เลย” 

จนกระทั่ง COVID-19 ที่กระทบทุกอย่าง โยจึงตัดสินใจว่า ร้านคงต้องปิดตัวลง แต่นั่นคือก่อนพบวิกกี้ “ถ้าเป็นแค่ร้านแล้วมีหนังสือขาย ปิดไปก็ไม่เป็นไรหรอก แต่ว่ามันเป็นมากกว่านั้น” วิกกี้เล่าถึงเหตุผลที่เข้ามามีส่วนร่วมในร้าน 

“เรากลับไปทำการบ้านว่าร้านเคยทำอะไรมาบ้าง เลยเห็นว่า Books & Belongings มีสัมมนา มีกิจกรรมเกี่ยวกับวรรณกรรมและภาพยนตร์เยอะมาก เราเห็นความสำคัญ เลยถามพี่โยว่าขอเข้ามาช่วยได้ไหม” คงกล่าวได้ว่า วิกกี้เป็นอีกเหตุผลที่ความรื่นรมย์ของ Books & Belongings คงอยู่ได้จนถึงวันนี้

การย้ายครั้งที่ 2 เกิดขึ้นเพราะ COVID-19 อาจไม่ใช่การย้ายทางกายภาพ แต่เป็นการย้ายทางดิจิทัล

COVID-19 ทำให้หน้าร้านต้องปิดลง วิกกี้ซึ่งตอนนั้นเข้ามาช่วยเต็มตัวแล้ว จึงขยายจากหน้าร้านทางกายภาพสู่หน้าร้านออนไลน์ โดยทุกอย่างควรจะเสร็จภายในเวลา 1 เดือน เป็นที่มาของความท้าทายใหม่ที่ตอนนั้นวิกกี้กลับไปอยู่กับสามีที่อเมริกาพอดี ส่วนโยประจำอยู่ที่หน้าร้านประเทศไทย ความสะลึมสะลือจากการทำงานคนละไทม์โซนเป็นอีกอุปสรรค จนกลายมาเป็นเรื่องตลกที่วิกกี้เล่าว่า “พี่โยหลับคาจอ Zoom เลย” 

วันนี้อาจหัวเราะได้ แต่เชื่อว่าวันนั้นมันคงหามรุ่งหามค่ำและหนักหนาเอาการ หน้าร้านออนไลน์ของ Books & Belongings เปิดตัวเดือนพฤษภาคมปีที่แล้ว ให้ฉันได้จับจ่ายพร้อมกับดู Books & Belongings Talk รายการใหม่ที่โยกับวิกกี้จัดบ่อยๆ ทาง Facebook Live 

Books & Belongings ชีวิตของร้านหนังสือเล็กๆ ย่านบางจาก ที่เลือกหนังสือแบบ Art Gallery
Books & Belongings ชีวิตของร้านหนังสือเล็กๆ ย่านบางจาก ที่เลือกหนังสือแบบ Art Gallery

“มันเป็นการเปลี่ยนแปลงจาก Passive เราต้องแอคทีฟและเป็นฝ่ายเข้าหาบ้างแล้ว โดยการใช้แพลตฟอร์มที่ทุกคนเข้าถึงได้ ในช่วงเวลาที่ทุกคนออกไปไหนไม่ได้”

แต่แล้ว การย้ายครั้งที่ 3 อย่างไม่คาดคิดที่สุดก็เกิดขึ้น “เหมือนเราเคยมั่นใจว่าเราจะอยู่ที่นี่ไปเรื่อยๆ แล้วแพลนจะพัฒนาจากชั้นสองถึงดาดฟ้า เจ้าของที่ก็รับคำ เราเตรียมทุกอย่าง ปรากฏเขาแจ้งก่อนสิ้นเดือนไม่นานว่าต้องย้ายออกทันทีเพราะไม่ต่อสัญญา” โยเล่า

การย้ายครั้งนี้เป็นการย้ายสู่ร้านปัจจุบัน เมื่อได้รับคำขาดจากเจ้าของที่ โยกับวิกกี้เดินตามหาสถานที่ใหม่ และพบกับตึกแถวเล็กๆ ติดป้ายว่างในซอยชุมชน ซึ่งโยโทรตามเบอร์ในป้ายก่อนนายหน้าจะชี้ให้ดูด้วยซ้ำ 

“เราพบว่าเจ้าของรู้จักร้านเราอยู่แล้ว และตอนเขาออกแบบที่นี่ เขาไปดูร้านเราเป็นตัวอย่าง” โยเล่า “พอเราบอกว่าเราเป็นร้านหนังสือ เขาก็ดีใจ ถึงขนาดให้ย้ายของเข้ามาก่อนเซ็นสัญญาก็ได้ ถึงอย่างนั้น เรามาทำร้านก็ต้องปรับปรุงอีกเยอะ ซึ่งเป็นอีกบทเรียน เพราะที่นี่เล็กกว่าร้านเก่า หายไปหนึ่งในสามของร้านเดิม ต้องจัดของใหม่หมด ต้องบริหารพื้นที่ กว่าจะลงตัวก็ใช้เวลา

“แต่พี่เองก็บอกพี่โยว่าร้านก็เหมือนบ้าน” วิกกี้กล่าว “ไม่มีทางที่จัดครั้งเดียวเสร็จหรอก มันจะเติบโตไปพร้อมกับคนอยู่” ซึ่งเราเห็นด้วยอย่างไม่มีข้อกังขา 

ร้านหนังสืออิสระเล็กๆ ในชุมชนบางจาก ที่ส่งต่อเรี่ยวแรงและความรักผ่านหนังสือ เรื่องราวและความฝัน

Books & Belongings เหมือนบ้านมากกว่าเดิม และนอกจากจะเป็นบ้านสำหรับสมาชิกเก่าอย่างเราแล้ว ร้านก็ยังเป็นพื้นที่ของสมาชิกใหม่อย่างเด็กชาย 3 คนแถวร้านที่มาประเดิมเป็นลูกค้ากลุ่มแรก และเป็นบ้านที่หลายคนในชุมชนบางจากดีใจที่ได้เห็น

วิกกี้เสริมว่า “ตอนย้ายเข้ามาในชุมชนบางจาก สิ่งที่รู้สึกได้เลยคือทุกคนตื่นเต้น ปั่นจักรยานมาถามว่าทำอะไรกัน ร้านเปิดเมื่อไหร่ เพื่อนบ้านแวะเวียนมาดูแล้วบอกเขาชอบนะ แม้แต่ช่างที่ทำเขาก็มายืนดูด้วยแววตาภูมิใจ มันมีหลายๆ ฝ่ายที่เขาอยู่แถวนี้แล้วเขาภูมิใจและดีใจที่มีร้านเราในชุมชน เหมือนเป็นสัญญาณอะไรบางอย่างที่ทำให้เขาเห็นว่า ชุมชนบางจากมีพื้นที่ใหม่ๆ และเราเองก็ดีใจที่เป็นส่วนหนึ่งในการทำให้ชุมชนตรงนี้มีบทบาทมากกว่าแค่อยู่อาศัย” 

ทั้งตัวร้าน ชุมชน และผู้คน ฉันคิดว่านี่เป็นพื้นที่ที่เหมาะเหลือเกินกับร้านหนังสือร้านนี้ ร้านที่เคยล่องลอยในจินตนาการ เคยมีที่ที่คิดว่าจะอยู่ด้วยกันไปตลอด เคยอกหัก และกลับมาชื่นชูใจอีกครั้ง

หลังจากฟังเรื่องมาทั้งหมด อาจไม่แปลกถ้าจะบอกว่า Books & Belongings เป็นคนคนหนึ่งที่เติบโตผ่านปัญหาและในตอนนี้ได้พบสถานที่อันสุขใจแล้ว

หนังสือและการขายของ

ขอสารภาพว่าฉันยังเหลือหนังสือที่จองไว้กับ Books & Belongings อีก 1 เล่ม และฉันไม่อยากถามโยเลยว่ามีหนังสือแนะนำไหม เพราะเขาหยิบมาแนะนำกี่เล่ม ฉันจะจ่ายเงินโดยไม่รีรอไปเสียทุกที แต่วันนี้ด้วยความจำเป็นในฐานะผู้สัมภาษณ์จึงต้องถามคำถามนี้ เพื่อให้ผู้อ่านได้มาเสียทรัพย์กับฉันบ้าง

มีหนังสือเล่มไหนแนะนำบ้างไหมคะ

ร้านหนังสืออิสระเล็กๆ ในชุมชนบางจาก ที่ส่งต่อเรี่ยวแรงและความรักผ่านหนังสือ เรื่องราวและความฝัน

เขายืนเลือกอยู่นาน แล้วก็หยิบหนังสือชื่อ New Science ของ Giambattista Vico มาวางบนโต๊ะ มันเป็นหนังสือจากศตวรรษที่ 17 ที่โยหยิบมาแนะนำเพราะ ‘ความห้าวหาญ’ 

“Vico เป็นคนแรกที่พยายามปักหมุด สร้างหมุดหมายทางเวลาในเหตุการณ์ต่างๆ ในประวัติศาสตร์ที่ในยุคนั้นเป็นเหมือนตำนานหรือเรื่องเล่า มันมีความผิดพลาดแน่นอน เพราะองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ ธรณีวิทยา หรือโบราณคดี ยังไม่มี แต่เขาใช้วิธีอ่านตัวบทและเทียบเคียง เลยเป็นจุดเริ่มต้นของประวัติศาสตร์นิยม ซึ่งสำหรับพี่ถึงมันจะผิดพลาด แต่มันห้าวหาญ”

นี่เป็นแค่หนึ่งในหลายเล่มของ Books & Belongings ที่ปกอาจดูเฉพาะทาง แต่พอได้ฟังเนื้อหาแล้วก็อยากหยิบทันที เมื่อฉันทั้งสองคนว่ามีวิธีเลือกหนังสืออย่างไร คำหนึ่งที่น่าประทับใจมากคือ วิกกี้พูดว่า “เราอยากให้คนเข้ามาแล้วเจอเล่มที่พูดกับเขา” 

ร้านหนังสืออิสระเล็กๆ ในชุมชนบางจาก ที่ส่งต่อเรี่ยวแรงและความรักผ่านหนังสือ เรื่องราวและความฝัน
ร้านหนังสืออิสระเล็กๆ ในชุมชนบางจาก ที่ส่งต่อเรี่ยวแรงและความรักผ่านหนังสือ เรื่องราวและความฝัน

เพราะฉะนั้น หนังสือทุกเล่มในร้านจึงเป็นเล่มที่พูดกับวิกกี้และโยมาแล้ว บรรดาหนังสือหลากหลายในร้านไม่ใช่หนังสือทั่วไปที่เจอได้ตามร้านอื่นๆ เหมือนรวมสิ่งหายากของแต่ละวงการมาไว้ เราเห็นวรรณกรรมแนวทดลองทั้งเก่าใหม่ หนังสือทฤษฎีศิลปะ ภาพยนตร์ ภาพถ่าย อาหาร หรืองานบทละครต่างๆ จากความสนใจของโย รวมถึงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี ดิจิทัล เศรษฐกิจ การเงิน Social Science จากความสนใจของวิกกี้ 

Books & Belongings เป็นร้านที่ไม่รีรอจะแนะนำผู้ซื้อให้ไปซื้อหนังสือร้านอื่นหากราคาถูกกว่า และจะขอเป็นทางเลือกสำหรับหนังสือที่หาที่อื่นไม่ได้ และเรื่องราวที่ไม่ค่อยมีใครเล่า 

“บทบาทของเราคือการ Curate เรื่องราวที่เราสนใจมานำเสนอ” โยเล่า 

ถ้าสังเกต จะเห็นว่าชั้นหนังสือหน้าร้านตามร้านอื่นๆ เป็นที่สำหรับหนังสือขายดี แต่ที่นี่กลับเป็นหนังสือรวมถึงข้าวของตามหัวข้อต่างๆ ในตอนนี้หัวข้อคือวรรณกรรมยุค Modernism ซึ่งนอกจากชั้นหนังสือ เรายังเห็นโปสเตอร์หน้าร้านที่เกี่ยวกับวรรณกรรมยุค Modernism เช่นกัน 

การมาร้าน Books & Belongings อีกนัยจึงเหมือนการเดินเข้าอาร์ตแกลเลอรี่ที่มีการ Curate งาน เพื่อเล่าเรื่องให้ผู้ชมเข้าใจแนวคิดของคอลเลกชัน ซึ่งอาจเป็นตัวบุคคลหรือ Movement ทางศิลปะต่างๆ โดยการใช้องค์ประกอบในร้านทำให้เรื่องราวเด่นชัดขึ้น 

กลับไปที่คำถามเดิม เราหันไปถามวิกกี้ว่า มีหนังสือเล่มไหนแนะนำบ้างไหมคะ

วิกกี้หยิบ Winter Journeys ของ George Perec and Oulipo ขึ้นมา 

ร้านหนังสืออิสระเล็กๆ ในชุมชนบางจาก ที่ส่งต่อเรี่ยวแรงและความรักผ่านหนังสือ เรื่องราวและความฝัน

“Oulipo เป็นกลุ่มนักเขียนสายทดลอง ความโดดเด่นคือแนวคิดที่ว่า ‘ยิ่งมีข้อจำกัดมากเท่าไหร่ ความสามารถในการสร้างสรรค์ของมนุษย์เรายิ่งมากขึ้นเท่านั้น’ เช่น เราจะเขียนหนังสือที่ไม่มีตัว e เลยได้อย่างไร ซึ่ง e เป็นสระที่สำคัญที่สุดในภาษาฝรั่งเศสด้วยซ้ำ 

“ส่วนเล่มนี้ มันเป็นถ้อยคำระลึก (Tribute) เพราะ George Perec บุคคลสำคัญในกลุ่ม Oulipo จากไปก่อนเวลาอันควร การละเล่นของกลุ่มแต่เดิม คือคนหนึ่งเขียนสิ่งหนึ่งขึ้นมา แล้วคนในกลุ่มก็เขียนต่อกันไปเรื่อยๆ เพื่อระลึก คนในกลุ่มเลยเขียนหนังสือของ Perec เรื่อง Winter Journey ต่อจากเดิม มันเลยเปลี่ยนเป็น Winter Journeys เติม s 

“ร้านเราจะมีงานแนวประมาณนี้ ถ้าคุณรัก Perec คุณก็จะรักคนอื่นๆ และจริงๆ แนวคิด Oulipo ก็ยังใช้จนปัจจุบันนะ เช่น คุณ Jóhann Jóhannsson ผู้ทำเพลงประกอบภาพยนตร์ Arrival ก็ใช้แนวคิดนี้มาผลิตงานดนตรี มันเลยเป็นแนวคิดที่เอามาผลิตงานใหม่ๆ และท้าทายตัวเองเชิงความคิดเรื่อยๆ”

ฉันไม่รู้ว่าหนังสือเล่มนี้พูดกับวิกกี้อย่างไร แต่ฉันรู้ว่า มันพูดกับฉันว่า Books & Belongings อาจเป็นหนึ่งในกลุ่ม Oulipo นี้ที่ไม่ยอมให้อุปสรรคมาเป็นข้อจำกัด และในขณะเดียวกัน ร้านก็เป็นเหมือนการละเล่นของกลุ่มที่สร้างเรื่องราวมาเพื่อสานต่อ เรื่องเล่าที่โยกับวิกกี้เล่าเกี่ยวกับหนังสือน่าสนุกเสมอจนฉันต้องอ่านหนังสือเล่มนั้นตาม ส่งต่อในเพื่อน ถกเถียง ตีความ สร้างเรื่องราวส่วนตัวต่อจากนั้น ต่อกันไปเรื่อยๆ เป็นทอดๆ 

ฉันว่านี่ต่างหากคือสิ่งที่ Books & Belongings เป็นสำหรับฉัน ที่นี่ไม่ใช่แค่ร้านหรือสถานที่ แต่เป็นเรื่องราวและผู้คน 

เรื่องราวและผู้คนที่จะสร้างบทสนทนาขึ้นมาไม่รู้จบ

หนังสือ สิ่งของ และความรัก

เมื่อถามถึงแผนการในอนาคต โยตอบมาในทันทีว่า ‘Pirate Edition’

“พี่พบว่ามีหนังสือบางจำพวกที่เป็น Public Domain (เป็นของสาธารณะ หมดลิขสิทธิ์) แล้ว บางเล่มคือ Pirate กันจนยอมรับแล้วว่ามันไม่มีผู้ถือครองโดยแท้จริง เราเลยคุยกับพี่วิกกี้ว่า ดูสิ หนังสือเล่มบางๆ เล่มเดียวสั่งมาจากต่างประเทศราคาตั้งสี่ร้อยกว่า ทั้งๆ ที่ผู้เขียนไม่ได้ประโยชน์ ปกก็ไม่สวย แต่เราสนใจเนื้อหาข้างใน แล้วเราจะทำยังไงดี 

“เราเลยมีโครงการนี้ที่อยากทำมาสองสามปีแล้ว คือ Pirate Edition เอางานดีๆ พวกนี้มาพิมพ์ใหม่ ผ่านระบบ Digital Offset ให้คุณภาพการพิมพ์ดีขึ้น ตัวหนังสือชัดขึ้น บนกระดาษที่ย่อมเยา และกระบวนการพิมพ์บนปกที่ลดขั้นตอนเหลือสีเดียว เพื่อต้นทุนหนึ่งเล่มพอคำนวณแล้ว ไม่มีค่าขนส่งด้วย เราได้หนังสือดีๆ มาอีกชุดหนึ่งในราคาจับต้องได้”

ร้านหนังสืออิสระเล็กๆ ในชุมชนบางจาก ที่ส่งต่อเรี่ยวแรงและความรักผ่านหนังสือ เรื่องราวและความฝัน

เราแอบเห็นรายชื่อหนังสือที่จะพิมพ์ พบว่าล้วนเป็นงานคลาสสิกเชิงปรัชญาที่น่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็นหนังสือของ Immanuel Kant, Georg Wilhelm Friedrich Hegel หรือ Guy Debord แผนการคือวางขายที่หน้าร้าน Books & Belongings ประมาณเดือนมิถุนายนเป็นต้นไป 

สุดท้าย ฉันพบว่าเรี่ยวแรงทุกอย่างตั้งแต่ต้นจนถึงวันนี้ มันคงเป็นเรี่ยวแรงของความรักในงานวรรณกรรม ความรักที่จะถ่ายทอดเรื่องราวที่ตัวเองหลงใหลออกมาในแบบที่ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ ความรักที่จะให้ร้านคงอยู่เป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนความคิด และความรักที่จะส่งต่องานวรรณกรรมคุณภาพดีราคาถูกให้ผู้อ่าน ทุกสิ่งที่ Books & Belongings ทำออกมาทุ่มเทตั้งใจเสมอ 

หลายครั้งที่ฉันเดินเข้าร้านตอนแดดยังแยงตา และออกจากร้านตอนดึกดื่น ก่อนที่ร้านจะลับสายตา ฉันจะหันกลับมามอง บ้านตึกแถวหลังอื่นปิดบ้านปิดไฟมืดหมดแล้ว เหลือเพียงหลอดไฟสีส้มจากหน้าร้าน Books & Belongings ฉันเห็นแล้วก็รู้สึกอุ่นใจและอิ่มเอมใจเสมอ อาจเป็นเพราะเวทมนตร์จากบทสนทนา เสียงหัวเราะ ความรู้ แรงใจที่ได้รับกลับมา และความรักนั่นเอง

ทุกองค์ประกอบเหล่านั้น ที่ทำให้ร้านหนังสือเล็กๆ ร้านหนึ่งเปรียบเสมือนบ้าน

Books & Belongings

ที่ตั้ง : 502 ซอยสุขุมวิท 95 แขวงบางจาก เขตพระโขนง กรุงเทพมหานคร 10260 (แผนที่)

เปิดทำการทุกวัน เวลา 11.00-19.00 น.

โทรศัพท์ : 09 1154 6456

เว็บไซต์ : booksandbelongings.com

Facebook : booksandbelongings

Writer

ภาสินี ประมูลวงศ์

เตยเป็นนักอ่าน รื้อค้น และเล่า เรื่องราวเกี่ยวกับศิลปะ มีความสนใจเป็นพิเศษด้านศิลปะกับการเปลี่ยนแปลงทางสังคม สิ่งที่ชอบคือหนังสือและพิพิธภัณฑ์ สิ่งที่ไม่ชอบคือเสียงดัง ปัจจุบันเตยทำเพจชื่อ Artteller และพยายามเขียนหนังสืออยู่

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ผู้ที่หาความสุขจากสิ่งรอบๆ ตัว

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load