ในบรรดา Makeup Artist แถวหน้าของเมืองไทย ชื่อของ น้องฉัตร-ฉัตรชัย เพียงอภิชาติ ถือว่าเป็นรายชื่ออันดับต้น ๆ 

ด้วยวัยเพียง 33 แต่น้องฉัตรกลายเป็นช่างแต่งหน้าคิวทองที่ได้รับฉายาว่า ‘ช่างแต่งหน้าฝีแปรงมหัศจรรย์’ เพราะไม่ว่าจะลงฝีแปรงแต้มแต่งบนใบหน้าของใคร คนคนนั้นก็จะได้ความสวยงามเป็นผลตอบแทน นั่นจึงไม่น่าแปลกใจว่าชื่อของน้องฉัตรกลายเป็นที่ต้องการของเหล่าดารา นักแสดง นางแบบทั่วประเทศ ไม่เว้นกระทั่งผู้หญิงทั่วไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่กำลังจะเป็นเจ้าสาวที่ฝันอยากให้เขาสร้างความสวยงามบนใบหน้า จารึกไว้ในวันสำคัญที่สุดในชีวิต

จากนักเรียนเสริมสวยศูนย์ฝึกอาชีพย่านสำโรง เริ่มต้นแต่งหน้าที่ราคา 10 บาท จนถึงวันนี้ที่ราคาของการให้เขาแต่งหน้าให้อยู่ที่หลักครึ่งแสนต่อครั้ง กว่าจะมาถึงวันนี้ น้องฉัตรบอกว่ามันไม่ง่าย เต็มไปด้วยอุปสรรคมากมาย

แม้กระทั่งมาถึงวันที่ประสบความสำเร็จแล้วอย่างทุกวันนี้ น้องฉัตรเองก็รู้ว่าหนทางยังอีกยาวไกล และสิ่งต่าง ๆ ที่เขากำลังจะทำ ไม่ว่าจะเป็นแบรนด์เครื่องสำอาง CHAT Cosmetics หรือแม้แต่สถาบันฝึกอาชีพสอนแต่งหน้า ก็จะไม่ง่าย เหมือนที่เคยเป็นมาในอดีต

รู้ทั้งรู้ว่าทุกสิ่งไม่เคยง่าย แต่อะไรเป็นสิ่งที่ทำให้น้องฉัตรยังคงเดินทางแต่งแต้มเรื่องราวชีวิตที่ไม่เคยสมบูรณ์แบบนี้ให้สวยงาม เท่าที่เขาทำได้ต่อ

อ่านบทสัมภาษณ์ชิ้นนี้

น้องฉัตร จากนักแต่งหน้าครั้งละ 10 บาท สู่ช่างแต่งหน้าที่คนดังใช้บริการมากที่สุด

หลังเปิดประเทศแล้ว ตอนนี้คุณมีคิวเฉลี่ยเดือนละกี่งาน ยาวไปถึงเมื่อไหร่

พอเปิดประเทศแล้วก็คือเต็มเกือบทุกวันเลยครับ วันละงานสองงาน แต่ก็พยายามที่จะมีเวลาให้กับตัวเอง เพราะว่าตอนนี้นอกจากจะเป็นช่างแต่งหน้าแล้ว เรายังทำธุรกิจส่วนตัวด้วย ทำแบรนด์ด้วย 

มีเกณฑ์ในการรับงานไหม แบบไหนรับ แบบไหนไม่รับ

เกณฑ์ในการรับงานหรือไม่ อยู่ที่ว่าใครจองงานเข้ามาก่อนน่ะครับ แล้วคิวเราได้ เราก็จะไปให้ ใครที่จองงานมาก่อน เราก็จะให้สิทธิ์เขาก่อนนะครับ หลังจากนั้นถ้ามีลูกค้าในระหว่างนั้นมาแทรก เราก็จะดูว่างานนี้เราพอไปให้ได้ไหม ทำให้เขาได้ไหม ถ้าได้เราก็พยายามเอาลงให้ แต่ถ้าไม่ได้จริง ๆ ก็ต้องปฏิเสธ หนูก็จะพยายามรับงานแบบเอาที่เรามีความสุขด้วย 

คือต้องย้อนกลับไปสมัยก่อนนะครับ ฉัตรเคยทำงานมาก ๆ วิ่งวันละเจ็ดถึงแปดงาน แล้วร่างกายมันแอนตี้ คือช่วงที่ทำงานหนักมาก ๆ แล้วเราก็เป็นปลายประสาทอักเสบ ตาหลับไม่ได้ข้างหนึ่ง ปากเบี้ยวอะไรอย่างนี้ คือพักผ่อนน้อย แต่ร่างกายเราเองไม่รู้ตัว ตอนนั้นเราเด็กมาก ๆ แล้วก็คิดว่าเราทำได้ เราก็จะรับงานอย่างเดียวเลย ทำให้มีอาการปลายประสาทอักเสบ แล้วยังมีเรื่องทอนซิล แบบว่ากลืนน้ำลายไม่ได้เลย ต้องใช้วิธีการเขียนเอา พูดไม่ได้เลย

ที่ว่าทำงานหนักไม่ได้พักผ่อน ช่วงนั้นได้นอนวันละกี่ชั่วโมง

วันละประมาณสามถึงสี่ชั่วโมง ตอนนั้นรับทุกงานเพราะเราก็อยากได้เงินเนอะ นอกจากปลายประสาทอักเสบแล้ว ยังมีเรื่องที่เราไม่ได้เข้าห้องน้ำ พอจะไปฉี่ อยู่ดี ๆ หนูเป็นลม (หัวเราะ) แบบฉี่อยู่อย่างนี้ พอฉี่เสร็จก็เป็นลมฟุบไปเลย ก็เลยทำให้เรารู้ว่าร่างกายมันไม่ไหวแล้ว การทำแบรนด์เครื่องสำอางขึ้นมา เพราะให้ร่างกายได้พักบ้าง 

ทำแบรนด์ เพื่อให้ร่างกายได้พัก

ใช่ครับ เกิดจากตรงนี้เลย ร่างกายมันเกิดผลกระทบจากการทำงานหนักมานาน และเราก็มองอนาคตว่า ถ้าอายุมากขึ้นแล้วยังต้องใช้ร่างกายไปทำงาน วันไหนทำไม่ได้ขึ้นมา เราก็จะไม่มีเงินจากตรงนั้น แล้วเราจะทำยังไงให้มีเงินในการซัพพอร์ตตัวเราเอง มันก็เลยกลายเป็นที่มาของการทำธุรกิจ 

ขอถามไปในวันที่พีก ๆ หน่อย สถิติสูงสุดของน้องฉัตร วันหนึ่งแต่งได้กี่หน้า 

โอ้โห ถ้าย้อนไปสมัยก่อน ตอนเด็ก ๆ เลยนะ ประมาณสี่สิบ ห้าสิบหน้า เป็นงานกีฬาสี (หัวเราะ) อันนั้นยังไม่ทำเป็นอาชีพ แต่ถ้าเป็นอาชีพแล้ว วันหนึ่งประมาณสิบงาน ก็คือวิ่งวนทั้งวันเลย ไม่ได้นอน

แต่งหน้าสิบคน วิ่งวนทั้งวัน

แล้วแต่งหน้าด้วย รับจ๊อบทำผมด้วย ฉัตรเริ่มจากการเป็นช่างทำผมมาก่อน แล้วเราก็มาเป็นช่างแต่งหน้า 

ทำไมเหมาหมดหน้า-ผม

มันเป็นยุคที่คนที่เป็นช่างแต่งหน้าเขาก็อยากหาช่างผมไปด้วย ซึ่งเราทำผมได้ เราก็ทำเองสิ อยากได้เงิน 

แต่งหน้าแต่ละคนนี่หลัก ๆ โจทย์มันเหมือนกันไหม

ไม่เหมือนกันอยู่แล้วครับ ตั้งแต่พื้นฐานใบหน้าคนแต่ละคน บางคนที่หน้าเขาสวยอยู่แล้วมันก็ง่ายสำหรับเรา บางคนที่เขาไม่สวยมากแต่โครงดีก็อาจจะง่ายหน่อย แต่ถ้าหน้ายาก ๆ ผิวไม่ดี ก็จะยากเราหน่อยอะไรอย่างนี้

หน้ายาก ๆ คืออะไร

หน้ายาก ๆ คือคนที่หน้าตอบมาก ๆ เราไม่สามารถทำให้เขาหน้าฟูหรือดูเปล่งปลั่งขึ้นมาได้ เพราะด้วยความที่โครงหน้าเขาเป็นแบบนั้นอยู่แล้ว แต่อย่างคนหน้าอ้วน เรายังใช้วิธีการเฉดดิ้ง กดให้หน้ายุบลงได้ รวมถึงคนที่แต่งหน้ามาแล้วผิวไม่ดี เช่น บางคนมีสิว มีรอยสิว หรือบางคนทำเลเซอร์มาเยอะ บางทีแค่นิ้วแตะนิดหนึ่ง บาง ๆ อย่างนี้ก็หลุดติดมือมา อย่างรองพื้นน่ะครับ มันก็หลุดติดนิ้วเรากลับมา ไม่ติดอยู่บนใบหน้าเขาอย่างนี้ครับ 

การแต่งหน้าค่อนข้างมีองค์ประกอบหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการเมกอัพ พื้นสภาพของนางแบบที่เราแต่ง รวมถึงแสงไฟในงานนั้น ๆ ด้วย มันไม่ใช่แค่การแต่งหน้าอย่างเดียว องค์ประกอบอย่างอื่นก็ต้องคำนึงถึง เช่น ชุด ทรงผม อินเนอร์ ต่าง ๆ เป็นส่วนผสมที่ทำให้งานออกมาเพอร์เฟกต์หรือไม่เพอร์เฟกต์ บางทีคนบอกว่าน้องฉัตรแต่งหน้าสวยมาก แต่ว่าถ้าไปอยู่ในที่ไฟตก ไม่มีแสงไฟ ไฟมืด ต่อให้คนที่เป็นระดับเทพหรือแต่งหน้าสวยที่สุดในโลกขนาดไหน มันก็ไม่สวย เพราะว่าแสงไม่เอื้ออำนวย ดังนั้น การแต่งหน้าไม่ใช่แค่ปัจจัยในเรื่องการแต่งหน้าอย่างเดียว มันมีปัจจัยในเรื่องของสิ่งแวดล้อมเข้ามาด้วย

น้องฉัตร จากนักแต่งหน้าครั้งละ 10 บาท สู่ช่างแต่งหน้าที่คนดังใช้บริการมากที่สุด
น้องฉัตร จากนักแต่งหน้าครั้งละ 10 บาท สู่ช่างแต่งหน้าที่คนดังใช้บริการมากที่สุด

หมายความว่าเราต้องมีส่วนร่วมในการกำหนดสิ่งแวดล้อมนั้น ๆ ด้วยเหรอ

ถูกต้อง ยกตัวอย่างง่าย ๆ ครับ สมัยก่อนรับงานแต่งหน้าเจ้าสาว เจ้าสาวเขาก็จะไม่รู้ว่าจริง ๆ แสงหน้างานค่อนข้างสำคัญ มันจะต้องมีแสงที่ทำให้หน้าเขาดูสว่างขึ้น เช่น บางคนผิวไม่ได้ขาวมาก แต่พอเขาแต่งมา บวกกับแสงไฟที่เพิ่มออร่า มันก็จะเห็นความ Glitter Shoot หรือตาที่มันมี Pigment หรือลิปกลอสที่มีความวาวอะไรอย่างนี้ กับบางคนที่แต่งหน้ามาแล้วไปยืนหน้าแบกดร็อป ไฟตกหัว ก็จะกลายเป็นเบ้าตาดำเป็นหมีแพนด้า หรือบางทีฉากหลังย้อมเป็นไฟม่วง หน้าก็จะม่วง 

องค์ประกอบเหล่านี้เป็นองค์ประกอบที่หลายคนอาจจะไม่ได้ใส่ใจ แต่ตัวน้องฉัตรเองจะไม่ได้เลย เราต้องรู้ว่าไฟในงานเป็นยังไงด้วย หลัง ๆ หนูสั่งซื้อไฟเลย (หัวเราะ) สำหรับออกงานข้างนอก ถ้าตรงไหนมืด หนูจะเอาไฟของหนูไปเป็น Backstage แล้วส่องให้กับลูกค้าเรา

ทำไมต้องลงทุนขนาดนั้น แต่งให้สวยแล้วก็จบไปไม่ได้เหรอ

คือฉัตรคิดว่าที่เรามีทุกวันนี้ มันเกิดจากการที่เราเก็บดีเทลพวกนี้ครับ มันเป็นความใส่ใจ คือเราไม่อยากให้ใครมองผลงานเราว่าไม่สวย ถ้าผิดพลาดในครั้งแรก เราจะไม่ให้มันเกิดขึ้นอีก ดังนั้น เมื่อรู้แล้วว่าพลาดตรงไหน ไฟไม่พอใช่ไหม เราก็ยอมลงทุนเพิ่มอีกนิดหนึ่ง แต่ผลงานเราออกมาดี 

ถ้างานออกมาไม่ดี รู้สึกอย่างไรครับ

เศร้านะ งานออกมาไม่ดีก็ต้องเศร้า คนด่าก็ต้องเศร้า ก็แค่รับไว้ แต่เราก็ต้องดูปัจจัยหลาย ๆ อย่างว่าที่มันไม่ดีเนี่ย มันไม่ดีเพราะตัวเราทำไม่ดี หรือไม่ดีเพราะปัจจัยอะไรบ้าง เราต้องมาแยกย่อย แต่พอมันไม่ดีปุ๊บ เราอาจจะเศร้าสักช่วงแรก ๆ แต่หลังจากนั้นก็พยายามให้มันมีแต่ดี ดีขึ้นเรื่อย ๆ 

จริง ๆ แล้วน้องฉัตรก็เป็น Perfectionist อยู่เหมือนกัน 

ใช่ เรายอมไม่ได้ถ้าคิดว่าตัวเราสามารถ หรือมีกำลังพอที่จะทำให้ดีกว่านี้ก็จะทำ แต่ถ้ามันเกินความสามารถเราก็ต้องยอม 

ก่อนแต่งหน้า ต้องคุยหรือสื่อสารอะไรกับแบบก่อนไหม

ถ้าอย่างแต่งหน้าเจ้าสาว ก็จะให้เขาส่งรูปชุดมาก่อน ว่าชุดเป็นแบบไหน แล้วก็ “มี Reference ไหมครับ อยากได้หน้า ผมแบบไหน” ซึ่งหลาย ๆ คนจะมี Reference ที่เขาอยากจะเป็น แต่ไม่ได้เลือกที่ใกล้เคียงกับตัวเขาจริง ๆ (หัวเราะ)

ก็ครั้งหนึ่งในชีวิตเขาน่ะนะ

ใช่ แต่ว่าข้อจำกัดคือเราเป็นช่างแต่งหน้า เราไม่ใช่หมอศัลยกรรม เราทำได้แค่การสร้างแสงและเงาบนใบหน้า แต่เราไม่สามารถแก้ไขโครงหน้า พอเราไม่ใช่หมอศัลยกรรม มันก็จะมีข้อจำกัดอยู่ อย่างเช่นเราแต่งหน้าอยู่อย่างนี้ แสงนี้ มันจัดแสงแล้วทำให้โครงหน้าเขาออกมาเป็นรูปแบบนี้ พอเขาเดินไปอยู่ในอีกแสงหนึ่ง ก็อาจจะเป็นอีกหน้าหนึ่ง เพราะเราแต่งเพื่อให้เป็นหน้านี้ ในแสงนี้ แต่ถามว่าสวยไหม ก็สวยขึ้น แต่ไม่ได้สวยขึ้นเพอร์เฟกต์แบบที่เราจัดแสงเอง 

หลาย ๆ คนชอบมองว่าเราเป็นเทพของแต่งหน้า เราบอกว่าไม่ได้เทพ แต่เรามองหน้าผู้หญิง มองหน้าคนออกว่าแบบไหนถึงจะสวยขึ้นได้ การแต่งหน้าไม่ใช่แค่การแต่งหน้าอย่างเดียว มันมีองค์ประกอบของผมมาร่วมด้วย เช่น เรารู้ว่าโครงหน้าคนนี้หน้าผากกว้าง เราจะทำยังไง ก็เอาผมมาปิดหน้าผากส่วนเกิน ก็จะแก้ไขไปทีละจุดที่คิดว่ามันเป็นข้อบกพร่องของเขา อย่างที่น้องฉัตรบอกเสมอว่า ถ้าอยากจะสวยเพอร์เฟกต์ ทุกคนต้องเพอร์เฟกต์เต็มสิบ แค่น้องฉัตรแต่งหน้าสวยอย่างเดียว มันเพอร์เฟกต์เลยไม่ได้หรอก

วันนี้ (วันที่สัมภาษณ์) ที่ชัยนาท มีข่าวว่าช่างแต่งหน้าคนหนึ่งอายุ 27 ปี แต่งหน้าให้กับเจ้าสาวที่ถูกไฟคลอก แล้วเจ้าสาวก็ให้สัมภาษณ์ว่าเขาดีใจมาก เพราะเขาไม่มีผมจากการถูกไฟคลอก เรารู้สึกได้ว่าอาชีพนี้มันช่างสร้างพลังให้กับผู้คนได้มากเหลือเกิน การแต่งงานมันคือวันสำคัญในชีวิตคนเรา

ใช่ครับ มันต้องป็นวันที่เขาสวยที่สุดในชีวิต ฉัตรรู้ว่ามันสำคัญมาก ๆ เราก็มีเคสที่เคยแต่งหน้าให้แบบนี้เหมือนกัน 

เล่าให้ฟังหน่อย

น้องฉัตรเคยไปออกรายการ ตีสิบ จากเคสนี้ คือผู้หญิงคนหนึ่งเป็นดาวมหาลัย แล้วก็มีผู้ชายมาตามจีบ พอเขาปฏิเสธก็เลยโดนสาดน้ำกรด ผู้ชายไปสาดน้ำกรดใส่เขา แล้วเขาก็กลายเป็นว่าตาข้างหนึ่งไม่มีตาดำเลย ผมก็ไม่มี รายการ ตีสิบ ชวนฉัตรไปแปลงโฉมเขา ซึ่งตอนนั้นก็เป็นข่าวดังเหมือนกัน ผู้หญิงคนนั้นบอกว่าในชีวิตเขาน่ะ คือเขาไม่อยากแต่งหน้าแล้ว เพราะแต่งมาเท่าไหร่ก็ไม่เคยรู้สึกว่าเขาสวยเลย แล้วหลังจากที่เราแปลงโฉมให้วันนั้น เขารู้สึกว่าเขามีกำลังใจ

แล้วก็มีอีกเคสหนึ่ง เขาเป็นกล้ามเนื้ออ่อนแรง ตาเขาจะปรือ ๆ ครับ คือไม่สามารถมองได้เต็มดวงตา แล้วก็เป็นงานแต่งงานเหมือนกัน น้องฉัตรอยากให้เขาเปิดให้เห็นตาดำมากที่สุด ก็เลยใช้กาวติดขนตาปลอมค่อย ๆ แท็บหนังตาแล้วก็ยกขึ้นขึ้นทีละชั้น ๆ ๆ อย่างนี้ครับ งานวันนั้นเขาบอกเราว่าเขาได้มากกว่าความสวย คือเขารู้สึกว่าวันนี้เป็นวันที่มองเห็นโลกได้กว้างที่สุด ก็เลยทำให้เรารู้สึกดีใจที่อาชีพเราทำเรื่องแบบนี้ให้ผู้คนได้

มันคือความสุขของคนเป็นช่างแต่งหน้าใช่ไหม

ความสุขของช่างแต่งหน้าคือแต่งหน้าให้แล้วลูกค้าแฮปปี้ (หัวเราะ) หมายถึงว่าเขาชื่นชอบในสิ่งที่เราทำให้ อันนั้นคือความสุข อย่างบางคนเขาอาจจะชื่นชอบ แต่เขาไม่สามารถบรรยายเป็นถ้อยคำ แต่ก็จะได้รับการบอกต่อหรือการแนะนำอีกที 

น้องฉัตร จากนักแต่งหน้าครั้งละ 10 บาท สู่ช่างแต่งหน้าที่คนดังใช้บริการมากที่สุด

มีเคสไหนที่ประทับใจเป็นพิเศษไหม

ก็คงเป็น พี่ญาญ่าญิ๋ง (รฐา โพธิ์งาม) ที่ไปเมืองคานส์ เป็นเคสที่ฉัตรประทับใจ เพราะทำให้เราดังขึ้นมาจากเดิมเป็นช่างแต่งหน้าเด็ก ๆ คนหนึ่งที่สมุทรปราการ ได้ไปแต่งหน้าให้พี่ญาญ่าญิ๋งที่คานส์ (เทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์)

อันนั้นคือเคสแจ้งเกิดของน้องฉัตรนี่

เรื่องมันเป็นอย่างนี้ครับ ตอนนั้นพี่ญาญ่าญิ๋งเขาเล่นหนังเรื่อง จันดารา แล้วตอนนั้นมันเป็นยุคอินสตาแกรมมาใหม่ ๆ เลย เราก็เลยเข้าไปคอมเมนต์ว่าอยากแต่งหน้าให้เขาจังเลย แต่ไม่คิดว่าเขาเห็น 

ตอนนั้นคิดอะไรอยู่ ทำไมถึงกล้าคอมเมนต์แบบนั้น

ก็คิดแค่ว่าพิมพ์ไปก่อน ได้-ไม่ได้ไม่รู้ เพราะรู้สึกว่าเราไม่มีโอกาสได้ไปเจอตัวจริงอยู่แล้ว การคอมเมนต์บนโลกโซเชียลก็แค่ทำในขอบเขตซึ่งเรานำเสนอได้ เขามองเห็นหรือไม่เห็นเราไม่รู้ แต่ก็ต้องนำตัวเองเสนอให้เขาเห็นก่อน มีคนเคยบอกว่าเราอยากเป็นแบบไหน เราอยากได้อะไร เราต้องนำตัวเองไปอยู่จุดนั้น มันเป็นไปไม่ได้อยู่แล้วที่ญาญ่าญิ๋งจะเข้ามาในอินสตาแกรมน้องฉัตร ก็ต้องเป็นน้องฉัตรเข้าไปในอินสตาแกรมญาญ่าญิ๋ง (หัวเราะ) เอาอย่างนี้ครับ คิดง่าย ๆ คือเหมือนเราไปสมัครงาน เราไปเสนอพอร์ตโฟลิโอ แล้วเขาจะดูหรือไม่ดูอันนี้เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่เป็นโชคชะตาด้วยมั้งครับ กลายเป็นว่าเขาเห็นคอมเมนต์นั้นพอดี

เห็นก็เห็นสิ ไม่เลือกก็ได้นี่

เนี่ยแหละคือคำถาม ก่อนหน้านี้พี่ญิ๋งทำงานในวงการ เจอช่างรุ่นใหญ่มากมาย จะหยิบใครไปก็ได้ แต่ทำไมถึงเป็นเรา ซึ่งฉัตรมองว่าอาจเป็นเพราะเราเป็นได้ทั้งช่างแต่งหน้าและช่างทำผม ก็เลยกลายเป็นตัวเลือกที่เขาอาจจะรู้สึกว่าเซฟและคุ้มค่า แทนที่จะเอาช่างไปสองคน ก็เหลือแค่คนเดียว ได้ทั้งหน้าและผมอย่างนี้ 

แต่อย่างระดับพี่เขา จะจ้าง จะจ่ายกี่คนก็ได้ เขาอาจจะเอ็นดูหรือเมตตาเราด้วย เพราะจริง ๆ แล้วก่อนที่จะไปงานนี้ เคยไปแต่งหน้าให้พี่ญิ๋งถ่ายแบบแค่ครั้งเดียว 

แล้วเขาก็ชวนไปที่คานส์เลย

ครับ เคยแต่งหน้าให้พี่ญิ๋งครั้งเดียว วันนั้นพอแต่งหน้าเสร็จ ปรากฏช่างทำผมอีกคนหนึ่งเขายังไม่เสร็จงาน เขาเลยบอกว่า “น้องฉัตรทำผมได้ เดี๋ยวพี่ฝากดูต่อหน่อยนะ” ประกอบกับเราเอาอุปกรณ์ทำผมไปพอดี ก็เลยได้ทำหน้าและผมให้ พอเสร็จมานั่งกินข้าวกัน พี่ญาญ่าญิ๋งก็เลยบอกว่า “น้องฉัตร วัน…ว่างไหม ไปเมืองคานส์กันไหม” 

ถามอย่างนี้เลย

(หัวเราะ) ซึ่งมันก็เป็นเรื่องตลกที่เราคิดว่าเหมือนถามว่า ไปกาญจนบุรีไหม อะไรอย่างนี้ ไปกาญฯ เหรอครับ มันเป็นอย่างนั้นจริง ๆ นะ เพราะตอนนั้นเราเด็กมาก ไม่รู้เรื่องอะไรหรอก คานส์คือฝรั่งเศส รู้แค่นี้ 

แล้วไงต่อ

ตอนนั้นก็เลยแอบเล่นตัวนิดหนึ่ง แต่จริง ๆ ใจเราคือเตรียมแพ็กกระเป๋าเรียบร้อยแล้ว แต่ก็บอกว่าเดี๋ยวดูคิวให้นะครับ แล้วก็หันมาแบบเม้ากับเพื่อน เธอ เขาจะให้ฉันไปคานส์ ฝรั่งเศส ยังไงดี แล้ววันนั้นก็คือยังไม่บอกใคร เพราะกลัวโดนแคนเซิล คือทุกอย่างอะไรก็เกิดขึ้นได้เนอะ ก็ไม่บอกใคร ไม่บอกพ่อแม่ (หัวเราะ)

ตอนนั้นอายุเท่าไหร่

ยี่สิบห้า ยี่สิบหกปี ประมาณนั้นครับ ตอนนั้นไม่บอกใครเลยว่าไปคานส์ ไปถึงแล้วค่อยลงรูปว่าฉันไปถึงคานส์แล้ว มันก็เลยเป็นข่าวขึ้นมา จากที่เราเป็นช่างแต่งหน้าแบบเด็ก ๆ ธรรมดา น้องฉัตร-ช่างแต่งหน้าทำผม กลายเป็นว่าคนก็ให้ความสนใจ จากยอดฟอลโลเวอร์สองหมื่นกว่า ก็เพิ่มมาเท่าตัวเลย แล้วยุคนั้นมันเป็นยุคโซเชียลที่คนเพิ่งเล่นใหม่ ๆ ด้วย คนก็เริ่มเอ๊ะ ใครไปแต่งหน้าญาญ่าญิ๋งอะไรอย่างนี้ครับ เป็นโอกาสที่มันแมตช์พอดี

น้องฉัตร จากนักแต่งหน้าครั้งละ 10 บาท สู่ช่างแต่งหน้าที่คนดังใช้บริการมากที่สุด
น้องฉัตร จากนักแต่งหน้าครั้งละ 10 บาท สู่ช่างแต่งหน้าที่คนดังใช้บริการมากที่สุด

คานส์เป็นเวทีที่ใหญ่มาก ในทางกลับกัน ถ้าเกิดว่ามันพลาดขึ้นมา ผลลัพธ์จะเป็นอีกทางหนึ่งเลยนะ ไม่กลัวเหรอ

ตอนนั้นคิดแค่ว่าทำให้ดีที่สุดเท่านั้นพอ กลัวไหม-นั่นไม่ได้คิดเลย คือใช่ มันอาจจะมีฟีดแบ็กสองอย่างแหละ แต่ถ้าเราทำเต็มที่แล้วจะโดนด่าก็ต้องยอมรับ เพราะเราเต็มที่แล้ว

แปลว่าจริง ๆ แล้วเป็นคนใจถึง

ก็ใจถึงนะ เพราะว่าตอนนั้นได้รับเกียรติ เขาให้ตั๋วเราเข้าไปดูหนังในโรงหนัง แต่เราไม่ดู เราเดินมาซื้อเครื่องสำอาง ซื้อของเพื่อจะมาเตรียมแต่งหน้าญาญ่าญิ๋งอีกวันหนึ่ง เราไม่ไปดูหนังทั้ง ๆ ที่ไปได้ แต่เราเดินไปดูเครื่องสำอาง เดินไปดูของ แล้วตื่นเต้นมาก ลุคตอนเย็นจะทำอะไร เวลามันบีบรัดมากเพราะตอนเช้าแถลงข่าวเสร็จ ตอนเย็นมาเปลี่ยนชุด ให้เวลาหนึ่งชั่วโมงในการเปลี่ยนชุด แล้วเปลี่ยนทั้งหน้าและผม เราไปดูหนังไม่ได้หรอก กลัวเสียเวลา เราไม่ได้มาดูหนัง เรามาทำงานที่คานส์ เราปล่อยเวลาไปกับหนังได้เหรอ 

หลังจากนั้นชื่อ ‘น้องฉัตร’ เลยดังเลย 

หลังจากนั้นก็มี คุณปอย (ตรีชฎา เพชรรัตน์) งานฮ่องกงฟิล์ม คือปีนั้นเป็นปีโกอินเตอร์ทั้งปีเลย ต่อจากปอย ตรีชฎา ก็มีงานแต่ง พิงกี้ (สาวิกา ไชยเดช) มีงานแต่ง คุณหนุ่ม (กรรชัย กำเนิดพลอย) กับ เมย์ เฟื่องอารมย์ ใช่ เราดังเลย เหมือนเดิน ๆ ขึ้นบันไดทีละขั้นอยู่ก็ขึ้นลิฟต์ไปเลย เร็วดี (หัวเราะ)

หลังจากงานนั้นก็ขึ้นไปติดหนึ่งในอันดับท็อป ๆ ของช่างแต่งหน้าระดับประเทศ ซึ่งเราเด็กที่สุด 

ใช่ เด็กที่สุด คนจะคิดว่าเรามาเร็วมาแรง แต่จริง ๆ แล้วฉัตรไม่ได้มาเร็ว เพราะว่าเราเริ่มเรียนทำผมตั้งแต่อายุสิบสาม เราไม่ได้เพิ่งมาทำปีสองปีแล้วดัง มันมีเรื่องราวก่อนหน้านั้นแต่คนไม่รู้ เขาเห็นว่าเรามาแค่สองสามปีเอง แป๊บเดียวขึ้นแล้ว เขาไม่รู้จักเรา เขาจะพูดอะไรก็ได้

แต่ว่าการที่เราพุ่งทะยานอย่างรวดเร็ว มันทำให้เราถูกหมั่นไส้หรือเปล่า

เออ คำถามตรงมาก ก็จริง ๆ มันไม่แปลกครับ ถูกหมั่นไส้อยู่แล้ว แต่ถ้าถามน้องฉัตรในยุคนั้นน่ะ กับถามน้องฉัตรในยุคนี้ที่เราผ่านประสบการณ์มาแล้ว มันจะไม่เหมือนกัน

ยุคนั้นเป็นยังไง

ยุคนั้นรู้สึกว่าเราเศร้า ทำไมเราถึงต้องโดนโจมตี ทำไมเราถึงต้องโดนบุลลี่ ทั้ง ๆ ที่พวกคุณ (คนที่โจมตี) ก็เคยอยากได้รับโอกาสแบบนี้

เจอเรื่องบุลลี่อะไรที่แรงที่สุด

เยอะมาก ก็เคยมีงานหนึ่ง หลังจากที่มีข่าวดราม่านะครับ มีคอมเมนต์หนึ่งในเฟซบุ๊ก เขาตั้งกรุ๊ปแล้วคอมเมนต์กันทั้งกรุ๊ปเลย แล้วเราก็เห็นช่างแต่งหน้าเกือบทั้งวงการ รวมทั้งช่างทำผมที่เรารู้จัก คนที่เราเคยทำงานด้วย ไปร่วมในคอมเมนต์นั้นด้วย แล้วด่าเราเหมือนคนที่ไม่เคยรู้จักกัน ทั้ง ๆ ที่เขาน่าจะมาถามเราตรง ๆ ว่าเหตุการณ์มันเป็นยังไง อันนี้หนูพูดตามหลักการจริง ๆ คนเราน่ะครับ เวลาที่ได้ดี เขาก็จะอิจฉา แต่พอเวลาที่เราเหมือนมีเหตุอะไรมาสะดุด ทุกคนก็พร้อมที่จะเหยียบย่ำเรา ทั้งที่จริง ๆ ถ้ามันไม่ใช่เรื่องของเราก็ควรจะอยู่ในพื้นที่ของเรา อย่าไปยุ่งกับเขา การที่คนเราโดนเหยียบย่ำน่ะ คนที่ไปเหยียบเขาไม่ได้รู้สึก แต่คนที่โดนเหยียบน่ะเขารู้สึก

เรื่องที่สองคือ เคยไปทำงานอยู่งานหนึ่งเป็นแฟชั่นโชว์ แล้วมีช่างประมาณยี่สิบกว่าคน เขาก็เรียกทุกคนรวมกันถ่ายรูป แต่ไม่เรียกเราไปถ่ายรูป เรานั่งกันอยู่กับพี่ผู้จัดการแล้วก็พี่ผู้ช่วยอีกคนหนึ่ง เขาไม่เรียกเราไป เราก็นั่งเฉย ๆ ไม่เรียกก็ไม่ไป

เรื่องที่สามคือ มีงานถ่ายเดินแฟชั่นโชว์ มีรุ่นพี่เขาหัวเราะกันคิกคัก ๆ แล้วเขาก็บอกว่า เขาเคยทำให้ช่างรุ่นเด็กเนี่ยไม่ได้เกิดมาหลายคนแล้ว แต่เรารู้ว่าเขากัดเรา แล้วพี่อีกคนที่เป็นผู้ช่วยเขาไม่รู้ เสร็จงานเขาเลยเดินออกมาบอก “เธอ เหมือนเขาว่าเราเลยอ่ะ” หนูเลยหันไป “ก็เขาว่าเรานั่นแหละ”(หัวเราะ) แต่ในห้องเราทำได้แค่ว่าไม่สนใจ

เส้นทางชีวิตของช่างแต่งหน้าอันดับต้นของประเทศที่เข้าวงการตั้งแต่สิบกว่าขวบ และเรื่องที่ทำให้อยากเลิกแต่งหน้า

เจอแบบนี้ เจ็บปวดไหม

โอ้โห เจ็บปวดมาก อยากเลิกเป็นช่างแต่งหน้าเลย ไม่อยากทำอาชีพช่างแต่งหน้าแล้ว ก็ทุกวันนี้ที่อยากเป็นนักธุรกิจเพราะแค่รู้สึกว่าเราเบื่อกับการต้องมานั่งแก่งแย่งในอาชีพเดียวกัน แต่ต่อให้เราไปอยู่ที่อาชีพไหน มันก็มีการแก่งแย่งทุกอาชีพ ดังนั้น เราก็เลยกลับมาที่ความจริงว่าต้องอยู่กับมันให้ได้ เราต้องดูแลจิตใจตัวเอง มันเป็นธรรมดาของทุกอาชีพ ต่อให้ช่างภาพก็มีสกัดกั้นกับช่างภาพกันเอง นักเขียนก็สกัดกั้นนักเขียนกันเองทั้งนั้น เราไม่สามารถหลีกเลี่ยงความจริงได้ แค่ต้องอยู่กับความจริงให้ได้ ไม่ต้องโฟกัสคนอื่น ชีวิตเราดี มีเงิน เราดูแลครอบครัวได้ พอ

นานไหมกว่าจะคิดได้อย่างนี้

ก็นานอยู่นะ มันก็ไม่ได้แบบว่าวันสองวันคิดได้ เอาเป็นว่าสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมด มันเป็นเหมือนวัคซีนแล้วกัน ที่ทำให้เรารู้ว่าจะมีวิธีการรับมือกับมันยังไง วันหนึ่งเราอาจจะต้องเจอเรื่องแบบนี้ แต่เราก็มีวัคซีนในระดับหนึ่งแล้ว ก็อยากขอบคุณสิ่งที่เราเจอเรื่องราวร้าย ๆ มา เพราะตอนนี้รู้สึกไม่เสียใจ กลายเป็นว่าทำให้เรารู้ว่าไม่ควรทำสิ่งนี้กับคนอื่น

น้องฉัตรจะไม่ทำกับคนอื่น จะไม่สกัดกั้นช่างแต่งหน้าดาวรุ่ง

ไม่ทำ ไม่อยากทำด้วย ไม่อย่างนั้นฉัตรจะจัดโครงการ Young Makeup Artist ทั้งที่เราเป็นช่างแต่งหน้าทำไม ถ้ากลัวว่าจะมีรุ่นน้องมาแข่งกับเรา เคยมีช่างแต่งหน้าในวงการพูดว่า จะบ้าเหรอ ช่างแต่งหน้าในวงการเยอะอยู่แล้ว ยังจะเอาช่างแต่งหน้าใหม่ ๆ เข้ามาอีก เราบอกว่าคิดอย่างนี้ไม่ได้ ลองนึกไปในวันที่เราอยากเป็นช่างแต่งหน้า ถ้ามีผู้ใหญ่คิดแบบนี้กับเรา เราจะรู้สึกยังไง 

วันนี้ที่คุณขึ้นมาได้เพราะอะไร เพราะคุณได้โอกาส ทุกคนก็อยากได้โอกาสเหมือนคุณ ทุกคนอยากเป็นช่างแต่งหน้าชื่อดัง ทุกคนอยากเป็นน้องฉัตร เราก็ให้โอกาส แต่มันก็ต้องอยู่ที่ความพยายามของเขา ขึ้นอยู่กับใจของเขาว่าพร้อมรับมือเรื่องต่าง ๆ ที่จะเข้ามาไหม น้องฉัตรให้ได้แต่โอกาส ที่เหลือน้องรุ่นใหม่ ๆ ต้องสู้เอง เหมือนที่เราสู้มา 

ดูเหมือนตอนนี้วุฒิภาวะเรามากขึ้น

มากขึ้นมาก เราเปลี่ยนคำด่าเป็นแรงผลักดันให้เราดีขึ้น ยิ่งด่าเรามากเท่าไหร่ แสดงว่าเขาสนใจเรามากเท่านั้น ยิ่งเราชีวิตดีมากขึ้นเท่าไหร่ นั่นแปลว่าเราตอบคำถามเขาได้โดยที่ไม่ต้องไปป่าวประกาศเลย เราแค่บอกว่าก็ชีวิตฉันดี มันเป็นการเถียงที่ไม่ต้องใช้เสียง เป็นการเถียงด้วยการใช้ชีวิต ด้วยงานที่เราทำ 

มันคือสงครามนะ แต่อย่างที่บอกว่าต่อให้เราหนีไปทางไหนก็เจออยู่ดี เราก็หาวิธีแก้และมีสติแค่นั้นเอง 

ตอนนั้นคิดไหมว่าทำไมผู้คนในวงการนี้ถึงใจร้ายกันนัก

เราต้องทำความเข้าใจก่อนเนอะว่าที่เขาใจร้าย เพราะเขาอาจจะขาดอะไรบางอย่างในชีวิต มันไม่แปลกหรอก ไม่ใช่น้องฉัตรเป็นแม่พระนะ อิจฉาคนอื่นก็มี ไม่ชอบก็มี แต่เราต้องกำจัดสิ่งเหล่านั้นออกจากจิตใจเรา เช่น ถ้างานนี้คนอื่นได้ แล้วเราไม่ได้ เราอิจฉาไหม-อิจฉานะ แต่แค่ว่าเดี๋ยวรอวันของเรา ก็รอไปสิ คนเรามันไม่ได้จะโชคร้ายทุกวันหรือจะโชคดีทุกวัน ถูกไหมครับ อย่างวันนี้น้องฉัตรมาอยู่ตรงนี้ น้องฉัตรก็รู้ว่าวันหน้าก็ต้องมีคนที่มาเป็นเด็กรุ่นใหม่ที่เขาเก่งกว่าเรา ที่เขาได้ดีกว่าเรา แต่แค่ว่าวันนี้เราจะอยู่ยังไง ให้เราอยู่แล้วเป็นแบบอย่างให้กับคนอื่นได้ แล้วเราสร้างแรงบันดาลใจให้กับคนอื่นได้ 

เด็กรุ่นใหม่ ๆ เขาเก่งกันไหม

อย่างที่บอกว่าเรื่องฝีมือฉัตรไม่ห่วงเลย เด็กสมัยใหม่นี้เก่งเยอะ เพราะว่าโซเชียลมันดูง่าย ไม่เหมือนรุ่นน้องฉัตรเอง เวลาจะดูอะไรต้องซื้อหนังสือ นิตยสาร ต้องดูซีดี ดีวีดี ต้องไปอบรม เดี๋ยวนี้อยากดูเทคนิคอะไร คุณสามารถเสิร์ชปุ๊บแล้วเจอ มันมีทุกอย่างเลย แล้วเด็กรุ่นใหม่แต่งหน้าเก่งมาก แต่คุณเป็นช่างที่เก่งอย่างเดียวไม่ได้ไงต้องมีทั้ง IQ และ EQ ด้วย ต้องเก่งทั้งการควบคุมอารมณ์ด้วย คือเก่งด้านเดียวมันไม่พอ 

ถามจริง คนในแวดวงของน้องฉัตร ไม่มีคนดี ๆ เลยเหรอ

มี คนดีก็มี (หัวเราะ) คนที่เขารักกันทั่ววงการก็มี อย่างเช่น พี่โอ (ศิระ กุลเศรษฐศิริ) อย่างนี้ ที่เขาเป็นอาจารย์เรา พี่ต้อ (ชรภาส โอภาสพันธ์) เขาก็ให้วิชาเรามา คือคนดีก็มี ไม่ใช่ว่าโลกมันเลวร้ายไปหมด แค่เรื่องเลวร้ายเราจะจำ แต่เรื่องดีบางทีเราชอบลืม คนดี ๆ เขาก็มีเยอะแยะ แล้วมันมีเรื่องหนึ่งที่ฉัตรยังหาคำตอบอยู่

เส้นทางชีวิตของช่างแต่งหน้าอันดับต้นของประเทศที่เข้าวงการตั้งแต่สิบกว่าขวบ และเรื่องที่ทำให้อยากเลิกแต่งหน้า

มันคืออะไร 

เคยมีคำถามหนึ่งว่าเราจะทำให้คนที่เขาเกลียดเรา หันกลับมารักเราได้ไหม ซึ่งเราก็อยากพยายามทำแบบนั้น คือทำให้คนที่เขาเกลียดมารักเรา คำตอบที่ได้เลยนะ-ยาก น้องฉัตรเลยคิดใหม่ว่าทำไมเราไม่โฟกัสคนที่เขารักเราอยู่แล้ว ให้รักเรามากขึ้นล่ะ 

มีเคสไหนที่แต่งแล้วเราน้ำตาไหลบ้างไหม

แต่ง ๆ แล้วน้ำตาไหล (คิดนาน) เป็นเคส พี่อั้ม (พัชราภา ไชยเชื้อ) เคยแต่งหน้าให้พี่อั้มครั้งหนึ่งแล้วอยู่กันสองคน พี่อั้มก็หันมาบอกว่า “น้องฉัตรรู้ใช่ไหมว่าคนในวงการไม่ชอบน้องฉัตรเยอะน่ะ” คือเราน่ะรู้ แต่ก็ไม่คิดว่าจะได้ยินจากปากพี่อั้ม พอพี่อั้มพูดมา เรารู้สึกว่า เฮ้ย ขนาดเขารู้ว่าคนไม่ชอบเราเยอะ แต่เขายังเรียกเรามาแต่งให้น่ะ เราก็เลยรู้สึกปลื้มเนอะ น้ำตาไหลเลย แล้วเราก็รู้สึกอยากจะขอบคุณเขามาก ๆ เลยนะ ที่รู้แบบนี้แล้วเขายังพร้อมที่จะเอาตัวเองมาการันตีเรา ซึ่งจริง ๆ แล้วเขาใช้ใครก็ได้

ขอย้อนกลับไปตอนเด็ก ๆ หน่อย รู้ได้อย่างไรว่าเราชอบการแต่งหน้า

มันรู้ตั้งแต่เด็ก ๆ แล้ว เวลาเจอเครื่องสำอางน้าที่อยู่บนโต๊ะเครื่องแป้ง แล้วยิ่งมีกลิตเตอร์ ยิ่งมีอะไรอย่างนี้ เรายิ่งชอบ ชอบเครื่องสำอางแต่ไม่ได้ชอบแต่งหญิงนะ ต้องแยกก่อนนะ ว่าอยากเป็นผู้ชายที่ดูดี ดูหล่อ แต่ไม่ได้อยากเป็นผู้หญิง แต่ชอบความสวยความงาม ชอบตั้งแต่ตอนเด็ก ๆ 

ตอนนั้นต้องปกปิดตัวเองไหม

ก็ปิดก่อนนะ มีอยู่ครั้งหนึ่งอยากเล่นตุ๊กตาบาร์บี้ แล้วไม่รู้จะเอาตุ๊กตาบาร์บี้เข้าบ้านยังไง จะซื้อเองก็เดี๋ยวกลัวแม่ด่า พอดีวันนั้นวันเกิด แอบไปซื้อตุ๊กตาบาร์บี้เอง เอาไปห่อของขวัญ แล้วก็บอกให้พี่ข้างบ้านเอามาให้ บอกว่าซื้อมาให้เป็นของขวัญ (หัวเราะ) แล้วหนูก็เอามาดัดผม เอามาเล่น เริ่มจากเล่นบาร์บี้ก่อน ตอนนั้นที่อิมพีเรียล สำโรง มันจะมีร้านขายของเล่น ใจเราอยากได้บาร์บี้ผู้หญิงเพิ่มอีกตัวหนึ่ง แต่ว่าวันนั้นไปกับพ่อ ก็เลยต้องซื้อตัวผู้ชาย (หัวเราะ) แต่จริง ๆ ก็คือใจอยากไปดูตัวผู้หญิง ตอนเด็ก ๆ ก็เลยจะเริ่มเอาคนนั้นคนนี้มาเป็นแบบ ทำผม เอาเด็กแถวบ้าน หลอกล่อว่าฉันจะสอนพิเศษ แล้วก็เอามาแต่งหน้าทำผม (หัวเราะ) วันหนึ่งตอนอายุสิบสาม พอเราเริ่มรู้ว่าเราชอบตรงนี้ ก็เลยขอแม่ไปเรียนเสริมสวย 

แม่ว่ายังไง

หนูบอกแม่ว่า “ขอไปเรียนเสริมสวยนะ” แม่ก็ให้ เพราะแม่ก็เห็นว่าเราชอบตรงนี้อยู่แล้ว มีทักษะ ชอบเอากรรไกรมานั่งตัดนู่นนี่นั่น และเราเป็นเด็กเรียบร้อย แต่พอไปขอพ่อ พ่อก็บอกว่าเป็นลูกผู้ชาย ไปเรียนเสริมสวยมันจะดีเหรอ ก็ครอบครัวคนจีนน่ะนะ แต่พ่อก็ไม่ได้ห้าม เลยไปเรียนช่วงปิดเทอมที่ศูนย์ฝึกอาชีพ จริง ๆ มันเรียนไม่ได้ เพราะยังไม่มีบัตรประชาชน ก็เลยต้องให้ป้าข้างบ้านพาไป ป้าเขารู้จักคนที่นั่น พอเรียนได้ไปสักระยะหนึ่ง มีอาจารย์คนหนึ่งบอกว่าจะเรียนจบเหรอ เด็กขนาดนี้ กลัวจะเรียนไม่จบน่ะสิ หมายถึงเรียนเสริมสวยต้องเรียนสามเดือน เราก็แบบ หึ ฉันเรียนได้ ปรากฏว่าตอนเรียนเสริมสวย เราเป็นคนแรกที่ทำได้ ไม่ว่าจะสอนอะไร ก็จะเป็นคนแรกที่ทำได้ เสร็จแล้วยังไปสอนเพื่อนในกลุ่มด้วยนะ (หัวเราะ) 

เส้นทางชีวิตของช่างแต่งหน้าอันดับต้นของประเทศที่เข้าวงการตั้งแต่สิบกว่าขวบ และเรื่องที่ทำให้อยากเลิกแต่งหน้า

แสดงว่าตอนนั้นเริ่มค้นพบความสามารถของเราแล้ว

ใช่ รู้เลยว่าชอบ แล้วก็จะชอบทดลองอะไรใหม่ ๆ เช่น แต่ก่อนเขาไม่ค่อยเอาที่รีดผมมาม้วนผมกัน นี่ก็ชอบเอาที่รีดผมมาลองหัดม้วนผม ชอบลองนั่นลองนี่อะไรอย่างนี้ สักพักก็เลยขอแม่ว่าจะไปสมัครงานร้านเสริมสวยตรงอิมพีเรียลเวิลด์ สำโรง เพราะเขาเปิดร้านเสริมสวยอยู่ แล้วเขาบอกร้านนี้ดัง เผื่อว่าจะได้ไปสมัครด้วย ไปดูเทคนิคด้วยอะไรอย่างนี้ เขาก็ไม่รับ เพราะเขาบอกว่าเราเด็กเกิน 

พอเขาไม่รับ ก็กลับมาบอกแม่ แม่ เขาไม่รับ ทำยังไงดี แม่ก็เลยบอกว่า ไม่เป็นไรลูก เดี๋ยวเอาโต๊ะเครื่องแป้งแม่มาเปิดร้านเลย เปิดที่บ้านเลย (หัวเราะ) แม่ก็เลยให้โต๊ะเครื่องแป้งมาตัวหนึ่งที่แม่แต่งหน้าประจำทุกวัน แล้วก็ให้เงินมาพันห้าร้อยบาทไปซื้อเตียงสระผม ให้อาเป็นคนต่อท่อน้ำจากหน้าบ้าน แล้วก็เอาเตียงมาวาง แล้วแม่ก็บอกว่า พันห้าเนี่ย ให้ยืมนะ ไม่ได้ให้เลย ทำงานมาได้ก็ให้เอามาคืน ก็เปิดร้านมันหน้าบ้าน กลางแจ้งเลย ฝนตกทีหนึ่งก็ต้องย้ายเตียงเข้าไปสระผมใต้ห้องน้ำ (หัวเราะ) 

แล้วก็มีลูกค้าเริ่มมาทำ เริ่มจากทำผมก่อนแล้วก็แต่งหน้าด้วย เราลองผิด ๆ ถูก ๆ ไปกว่าจะรู้ว่าอะไรเป็นอะไร จริง ๆ น้องฉัตรอยากขอบคุณลูกค้ากลุ่มแรก ๆ ในช่วงฝึกฝีมือมากเลย เราทำผิดพลาดไปก็เยอะ แต่ก็ได้รับโอกาสจากพวกเขา

และได้รับการสนับสนุนจากที่บ้านด้วยใช่ไหม แม้กระทั่งยังพ่อแค่ถามเฉย ๆ แต่ไม่ได้ห้าม

ความพีกไปกว่านั้นคือพ่อทำงานอยู่บริษัท Lolane ซึ่งเป็นผู้ผลิตผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับผม และพ่อเป็นคนเอาไดร์เป่าผมตัวแรกมาให้พร้อมแว๊กซ์สมัยก่อนที่ป้ายเป็นสี ๆ พ่อเป็นคนเอาอุปกรณ์มาให้ พ่อไม่ได้ห้าม และพ่อยังเปิดโอกาสทั้งที่เราเป็นลูกผู้ชาย แต่เขาคงเห็นแล้วว่าเหมือนเราเป็นแบบนี้ เขาก็คงให้อิสระกับเรา

สำหรับฉัตร ฉัตรมองว่าชีวิตตัวเองเป็นคนที่โชคดีทุก ๆ โมเมนต์ แต่ก็อย่างที่บอกว่ามันอยู่ที่เราเลือกจะปรับมุมความคิดด้วยนะ อย่างบางคนจะรู้สึกว่าเวลาโดนอะไรมา เขาก็จะ ทำไมอะ ทำไมชีวิตเราต้องโดนแบบนี้ แต่สำหรับฉัตร ฉัตรขอบคุณที่เราโดนแบบนี้ เพราะพอเราโดนแบบนี้ปุ๊บ มันทำให้ปรับตัวได้ทันและไม่อยากเป็นแบบนี้ ไม่อยากให้คนอื่นรู้สึกว่าเราเป็นคนเห็นแก่ตัวแบบนี้ครับ

แล้วตอนไหนที่พ่อแม่เริ่มภูมิใจกับสิ่งที่เราเป็น

ก็เริ่มมีชื่อเสียง เริ่มมีเงิน หารายได้ได้ เริ่มดูแลตัวเองได้ ฉัตรมองว่าพ่อแม่น่าจะภูมิใจมาตั้งแต่เด็ก เพราะว่าเด็ก ๆ เป็นคนที่ได้รับประกาศนียบัตรทุกปี เรียบร้อย เรียนดีหรือไม่เรียนดี แต่เราเรียบร้อยมาตั้งแต่เด็ก (หัวเราะ)

แล้วเรียบร้อยไหม เอาจริง ๆ

จริง ๆ เป็นคนไม่ได้เรียบร้อยนะ แต่บุคลิก… ไม่รู้นะ บางคนก็บอกเรียบร้อย แต่เราก็ว่าเราก็ไม่ได้เรียบร้อยนะ นั่นแหละ ฉัตรว่าพ่อแม่เขาภูมิใจในตัวเรา แต่เขาไม่เคยชม 

เคยแต่งหน้าให้แม่ไหม

เคยแต่งหน้าให้แม่ แต่แม่จะไม่บอกว่าลูกแต่งหน้าสวยนะ แม่จะบอกว่า ขาดตรงนี้อีกนิดหนึ่ง ทำไมไม่ทำอย่างนี้ล่ะ ส่วนพ่อไม่ได้ชม แต่เขาก็จะบอกว่าให้ดูแลตัวเองบ้างนะ ดูแลสุขภาพบ้างนะ อย่าทำงานหนักมาก อะไรอย่างนี้

พูดถึงทำงานหนัก ทำไมน้องฉัตรต้องทำงานหักโหมขนาดนั้น

ก็ตอนนั้นคือเรากลับมาจากคานส์ เรียกได้ว่านาทีทอง ด้วยความที่ว่าเราเพิ่งกลับมาแล้วพีกเนอะ มารับงาน อุ๊ย ตายละ งานแต่งหน้าดาราคนนี้เราก็อยากทำ งานนั้นก็อยากทำ งานนี้ก็อยากทำ งานมันเข้ามาหาเราเยอะมาก สมัยก่อนเราต้องวิ่งตามงาน แต่ตอนนี้นี้งานมาหาเรา เราก็รับทุกงาน

ปฏิเสธก็ได้นะ

ไม่ค่อยอยากปฏิเสธ แต่ไม่เหมือนสมัยนี้นะ สมัยนี้คืออยากหาเวลาว่างกับตัวเอง แต่ตอนนั้นเรารู้สึกว่าไม่อยากปฏิเสธ เพราะว่าไม่เคยได้รับโอกาสแบบนี้ พอโอกาสมันเข้ามาเลยรับทุกงาน แต่ตอนนี้เรารู้แล้วว่าร่างกายทำได้แค่ไหน เช่นเรารู้ว่าเรารับงานนี้แล้วเราจะอารมณ์ไม่ดีแน่นอน

อารมณ์ไม่ดีแล้วส่งผลกระทบกับการแต่งหน้าไหม

มันไม่ส่งผลกระทบกับการแต่งหน้า เพราะตอนแต่งหน้าเราใส่แรงถมไปทั้งหมด แต่มันส่งผลกระทบกับคนที่ทำงานรอบข้างเรา เขาก็จะโดนเราหงุดหงิดหรือพาล พอเริ่มรู้ตัวแล้วว่าเราไม่อยากเป็นคนแบบนั้น ก็จะรู้สึกว่าไม่อยากให้ลูกค้าจ้างเราไป แล้วเราไม่แฮปปี้ ตอนนี้กลายเป็นว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับเรานะ ไม่ได้แค่ที่เป็นการหาเงินอย่างเดียว เราอยากไปหาลูกค้าแล้วสร้างความสัมพันธ์น่ะ เราอยากให้เขารู้สึกว่าเขาจ้างเรามาแล้ว ก็มีความสุขนะ ไม่ใช่แต่ง ๆ ๆ แล้วไปอย่างนี้

วันนี้ถ้าจ้างน้องฉัตรแต่งหน้า ราคาเท่าไหร่ บอกได้ไหม

ก็บอกได้นะ แล้วแต่งาน ถ้าเป็นงานเจ้าสาวก็อยู่ที่รอบละห้าหมื่นบาท ถ้าเป็นงานถ่ายโฆษณาก็แล้วแต่ บางทีคิวก็แสนนึง เวิร์กชอปก็แสนกว่าบาทอะไรอย่างนี้ครับ 

ถ้าเป็นดาราล่ะ

ถ้าเป็นดาราก็แล้วแต่ จะมีเรทดารา ถ้าเป็นเรทดาราที่เขาจ่ายงานอีเวนต์ก็จะเป็นอีกเรทหนึ่ง แต่ถ้าเป็นเรทดาราจ่ายเองก็จะไม่ถึงหมื่น ด้วยความถี่อะไรอย่างนี้

ราคาแพงสุดต่อหนึ่งหน้า บอกได้ไหมว่าเท่าไหร่

แพงสุดหนึ่งหน้าเหรอ ก็คงจะเป็นเวิร์กชอปแหละ สองแสน เวิร์กชอปคือการสอนเขาแต่งหน้า แล้วเราให้วิชา ให้อะไรอย่างนี้ มันเหมือนเป็นการสอน จะไม่ใช่การแต่งหน้าเจ้าสาวที่แบบแต่งเสร็จสองสามชั่วโมงแล้วกลับ มันจะมีบริการหลังการขายหลังจากนั้น สมมติเราแต่งหน้าเขาเสร็จแล้ว วันนี้เขาอยากซื้อเครื่องสำอางอะไร เขาจะทักมา เป็นการดูแล บริการหลังการขายอะไรอย่างนี้ 

เส้นทางชีวิตของช่างแต่งหน้าอันดับต้นของประเทศที่เข้าวงการตั้งแต่สิบกว่าขวบ และเรื่องที่ทำให้อยากเลิกแต่งหน้า

ความสุขในงานของฉัตรคืออะไร

ให้ตอบจริง ๆ หรือเปล่า

ตอบมาเลยตามตรง

ได้เงินสิ ถ้าตอบจริงคือได้เงิน เพราะว่าฉัตรเป็นคนที่ที่มีโปรเจกต์เยอะ ดูแลคนเยอะ ในครอบครัว ในบริษัท ต้องใช้เงิน และฉัตรก็มีโปรเจกต์ว่าอยากทำศูนย์ฝึกอาชีพในอนาคต 

ทำไมน้องฉัตรพูดถึงเรื่องศูนย์ฝึกอาชีพบ่อยจัง

เพราะว่าฉัตรมาจากศูนย์ฝึกอาชีพ มันสำคัญนะครับ คือหนูก็คงไม่อยากเป็นช่างแต่งหน้าไปจนตาย เอาจริง ๆ แต่เราอยากทำศูนย์ฝึกอาชีพ เพราะว่าเราก็เคยได้รับโอกาสนั้นมาจากศูนย์ฝึกอาชีพ ถ้าเกิดหนูให้อาชีพ เขาสามารถไปหาเงินได้ ซึ่งการทำศูนย์ฝึกของหนูจะไม่ใช่แค่ให้เขามีอาชีพอย่างเดียว แต่จะสอนเขาเรื่องประชาสัมพันธ์ ไปต่อยอดหาลูกค้าเองได้ด้วย เช่นการยิงแอด การทำสื่อโซเชียลออนไลน์ แต่ถ้าคุณอยากรวย คุณต้องหาเอง ไม่เอาแบบว่าอยากรวยแล้วมาขอเงิน เพราะว่าไม่มีเงินให้ (หัวเราะ)

ตอนนี้เกิดกระแสการภูมิใจในรูปร่าง ทรวดทรง ของตัวเอง ไม่อายที่เขาจะไม่สมบูรณ์ ซึ่งมันอาจจะรวมถึงการไม่ต้องแต่งหน้าด้วยก็ได้ น้องฉัตรคิดยังไงกับเรื่องนี้

คือฉัตรคิดว่าจริง ๆ แล้ว ถ้าเขาพอใจในสิ่งที่เขาเป็น ในสิ่งที่เขาเลือกแล้วรู้สึกว่ามีความสุข ฉัตรต้องยินดีกับเขานะ เพราะเราว่าจริง ๆ แล้วการที่เราจะเป็นอะไรก็ได้ ไม่จำเป็นต้องเพศไหน หุ่นแบบไหน สีผิวแบบไหน แล้วเรารู้สึกว่าเราสวย อย่างนี้มันเป็นเรื่องที่ดี แต่การแต่งหน้าให้สวยขึ้นก็เป็นเรื่องสำคัญสำหรับคนอีกกลุ่มหนึ่งที่เสริมให้เขามีความมั่นใจ และบางทีก็เป็นเรื่องของงาน เรื่องของกาลเทศะต่าง ๆ เช่นไปถ่ายงานที่มีแสงไฟ มันก็ต้องแต่งหน้า แต่ฉัตรคิดว่าความพอใจในตัวเองทำให้อินเนอร์คนนั้นสวยอยู่แล้ว การแต่งหน้าเป็นการเสริมให้อินเนอร์นั้นโดดเด่นยิ่งขึ้น

ถามเรื่องธุรกิจบ้าง ตอนนี้ธุรกิจยังถือว่ายังใหม่อยู่ไหม 

ก็ยังใหม่อยู่นะ ฉัตรว่าประสบการณ์ก็ยังน้อยอยู่ เพราะว่าจริง ๆ แล้วเป็นคนที่ไม่ได้เก่ง แต่เป็นคนที่ขยันแล้วก็พยายามทำงาน ตั้งเป้าว่าอยากให้เครื่องสำอางแบรนด์ CHAT Cosmetics เป็นแบรนด์ที่ต่างประเทศมาเมืองไทยแล้วต้องซื้อกลับไปทุกคนอะไรอย่างนี้ เป็นสินค้าของฝาก สิ้นเดือนนี้มีเข้า เดอะมอลล์ ท่าพระ แล้วก็ปีหน้าเข้า พารากอน ฝากด้วยนะครับ ขอบคุณครับ

เส้นทางชีวิตของช่างแต่งหน้าอันดับต้นของประเทศที่เข้าวงการตั้งแต่สิบกว่าขวบ และเรื่องที่ทำให้อยากเลิกแต่งหน้า

Writer

จักรพันธุ์ ขวัญมงคล

บรรณาธิการ นักเขียน นักแปล

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Cloud of Thoughts

บทสัมภาษณ์ขนาดยาวว่าด้วยเรื่องราวชีวิตและความคิดอันมีพลัง

เมื่อเรามาถึงสตูดิโอพันทาง อาเธอร์ แวร์ญ ก็นั่งรอท่าอยู่ก่อนแล้ว สตูดิโอออกแบบสถาปัตย์แห่งนี้ตั้งอยู่บนชั้นสองของ ‘บากะนก’ ร้านหนังสือเด็กอิสระสีสันสดใสภายในเวิ้งเหล็กแดง จังหวัดเชียงใหม่ ที่เขากับภรรยา อิ๋ว-ปุณย์ศิริ สกุลวิโรจน์ แวร์ญ เป็นเจ้าของร้าน ทั้งคู่รักหนังสือ แถมเรื่องบังเอิญก็คือต่างมาจากแผ่นดินทางใต้เหมือนกัน เธอเป็นหญิงสาวอารมณ์ดีชาวนครศรีธรรมราช ส่วนเขาเป็นหนุ่มทรงสุภาพจากตูลูส

ในห้องทำงานที่มองลอดหน้าต่างออกไปเห็นถนนท่าแพยามบ่าย อาเธอร์เล่าให้ฟังว่าเขาเติบโตมาท่ามกลางตึกรามบ้านช่องของเมืองใหญ่สุดในแคว้นอ็อกซีตานี ประเทศฝรั่งเศส ก่อนย้ายมาเป็นนักศึกษาคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ พลันโดนมนตร์เสน่ห์ความคลาสสิกและบรรยากาศชายทะเลแถบบอร์โดซ์ตกนับแต่นั้น ซึ่งดูจะไปกันคนละทางกับเชียงใหม่ที่ตัวเขาและครอบครัวเลือกมาปักหลักพอสมควร

“ก่อนหน้านี้ผมรู้จักเชียงใหม่น้อยมาก รู้แค่ว่ามันเล็กกว่ากรุงเทพฯ และมีความเป็นธรรมชาติมากกว่า แต่พอได้มาอยู่ก็รู้สึกว่าสภาพแวดล้อมดีกว่าด้วย คุณไม่ต้องทนกับรถติด ใกล้ชิดธรรมชาติ ผู้คนน่ารัก ที่สำคัญเป็นเมืองที่เอื้อต่อการทำงานสร้างสรรค์และเต็มไปด้วยความเป็นไปได้ใหม่ ๆ ขอแค่คุณมีไอเดียหรือรักจะทำสิ่งไหน คุณก็ลงมือทำได้ทันที”

อาเธอร์ แวร์ญ สถาปนิกผู้บอกรักเชียงใหม่ผ่านศิลปะภาพประกอบจากโปรแกรมออกแบบ 3 มิติ

ระหว่าง 9 ปีที่พำนักในเชียงใหม่ อาเธอร์ตกหลุมรักงานสถาปัตยกรรมไทยโดยเฉพาะล้านนา เขาเป็นผู้อยู่เบื้องหลังงานออกแบบอาคารร่วมสมัยสวยโดดเด่นหลายแห่ง และเมื่อเร็ว ๆ นี้ ยังต่อยอดความหลงใหลสู่โปรเจกต์งานศิลปะภาพประกอบที่ซุ่มทำนานกว่า 2 ปี ‘A Journey in Chiang Mai’ ซึ่งไม่เพียงถ่ายทอดมุมมองประทับใจในบรรยากาศ สถาปัตยกรรม ธรรมชาติ และหลากรายละเอียดสนุก ๆ จากความช่างสังเกตของสถาปนิกหนุ่มต่างแดน ต่างวัฒนธรรม แต่ยังมีกระบวนการทำงานสุดพิถีพิถัน เพื่อส่งต่อความรักและความสุขแก่ผู้คนที่รักเมืองเชียงใหม่

ก็เพราะรัก

หลังได้รับอีเมลตอบกลับ อาเธอร์ก็โบกมือลาบอร์โดซ์แล้วบินข้ามทวีปมาเริ่มต้นชีวิตยังจังหวัดเชียงใหม่

“ผมย้ายมา พ.ศ. 2556 แต่ก่อนหน้านั้นเคยเป็นนักศึกษาแลกเปลี่ยนอยู่ที่กรุงเทพฯ จึงได้เจออิ๋ว พอเรียนจบเลยลองหางานทำในเมืองไทย ส่งสมัครไปหลายแห่ง ทั้งกรุงเทพฯ ภูเก็ต และเชียงใหม่ สุดท้ายก็ได้ทำกับบริษัท นิวัตร อาร์คิเทค”

ที่บริษัท อาเธอร์นั่งเก้าอี้นักออกแบบ ซึ่งกลายเป็นโอกาสให้เขาเปิดประตูสู่โลกสถาปัตยกรรมไทยโดยเฉพาะรูปแบบล้านนา ก่อนค่อย ๆ สั่งสมองค์ความรู้ เก็บเกี่ยวประสบการณ์ กระทั่งมีโอกาสได้ฝากฝีไม้ลายมือไว้ในผลงานการออกแบบอาคารโคโลเนียลของโรงแรม Sela อำเภอหางดง ที่ผสมผสานลักษณะอาคารเก่าในยุโรปเข้ากับกลิ่นอายความเป็นล้านนาได้อย่างงดงามและมีเสน่ห์ หรือผลงานยุคหลังที่ทำในนามบริษัทตัวเอง ซึ่งหยิบจับภูมิปัญญาบ้านทรงไทยโบราณมาร้อยเรียงใหม่ในโฉมอาคารโมเดิร์นสุดเก๋ของสำนักงานบริษัทดิจิทัลเอเจนซี่ Artisan Digital

“ตอนนี้ผมออกมาเปิดบริษัท ‘สตูดิโอพันทาง (1,000 ways)’ ได้ 2 ปีแล้ว สิ่งที่เปลี่ยนคือผมต้องรับผิดชอบเยอะขึ้น ตั้งแต่เขียนแบบ ร่างแบบงานโครงสร้าง ดูงบประมาณ เรื่อยไปจนติดตามงานก่อสร้าง ยังไงก็แล้วแต่งานในส่วนที่ผมชอบมากที่สุดยังคงเป็นการออกแบบ 3 มิติ”

เพราะไม่เพียงความสุขในการได้ทำงานที่รัก ทว่าการเติมแต่งจินตนาการสอดแทรกลงไปรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็ถือเป็นความสนุกสนาน ที่บ่อยครั้งทำให้อาเธอร์มักโดนเพื่อนร่วมงานติงว่าใช้เวลากับการประดิษฐ์ภาพเรนเดอร์นานเกินไป

“ผมรู้ว่าสถาปนิกบางคนเขาทำภาพทิวทัศน์ไวมาก เพราะเท่านั้นมันเพียงพอแล้วที่จะช่วยให้ลูกค้าเข้าใจโปรเจกต์ แต่สำหรับผม ผมลงรายละเอียดเยอะ บางครั้งก็เยอะจนเกินความจำเป็นไปเหมือนกัน ประมาณชั่วโมงกว่ามั้งที่ผมจมอยู่กับมัน ก็เพราะว่าผมรักมันนั่นแหละ”

สถาปนิกหนุ่มส่งเสียงหัวเราะร่วน ส่วนเราและคุณเองก็พอจะเดาได้แล้วล่ะว่า ทำไมเขาจึงหันมาจริงจังกับงานวาดภาพประกอบ

ก้อนเมฆกับความคิด

ย้อนไปก่อนปีที่เราจะได้ยินชื่อไวรัสอู่ฮั่น และคุ้นเคยกับการทำงานแบบไฮบริด เป็นช่วงจังหวะที่อาเธอร์บินกลับไปเยี่ยมครอบครัว ขณะเทียวเสพบรรยากาศวันคืนเก่า ๆ เขาก็สะดุดตากับของบางสิ่งที่แสนปกติธรรมดา ทว่ากลับไม่เคยพบเห็นในเชียงใหม่ทั้งที่น่าจะต้องมี

บนโต๊ะไม้ตัวใหญ่เขาเตรียมสิ่งนั้นวางไว้เรียงราย มันคือโปสการ์ดและโปสเตอร์รูปสถานที่บางแห่งทั้งที่คุ้นและไม่คุ้นตา แต่รายละเอียดบางอย่างบอกให้รู้แน่ชัดว่าเป็นเชียงใหม่

“ที่ฝรั่งเศส ทุกหมู่บ้านและตามสถานที่ท่องเที่ยวมักจะมีโปสเตอร์และโปสการ์ดสวย ๆ จำหน่าย แล้วผมก็เป็นคนหนึ่งที่ชอบซื้อโปสการ์ดเก็บสะสมไว้ค่อนข้างเยอะ อีกทั้งเรายังมีธรรมเนียมการให้โปสเตอร์เพื่อแสดงความขอบคุณในโอกาสพิเศษต่าง ๆ ผมจึงได้ไอเดียทำเวอร์ชันเชียงใหม่ขึ้นมา”

อาเธอร์ แวร์ญ สถาปนิกผู้บอกรักเชียงใหม่ผ่านศิลปะภาพประกอบจากโปรแกรมออกแบบ 3 มิติ
อาเธอร์ แวร์ญ สถาปนิกผู้บอกรักเชียงใหม่ผ่านศิลปะภาพประกอบจากโปรแกรมออกแบบ 3 มิติ

โปสเตอร์และโปสการ์ดที่อาเธอร์ตั้งใจสร้างสรรค์ผสมผสานระหว่างแนวคิดฉบับฝรั่งเศสกับมนตร์เสน่ห์ของเมืองเชียงใหม่ พร้อมนำเสนอผ่านศิลปะภาพประกอบที่มีมู้ดและโทนสดใสเปี่ยมชีวิตชีวา ซึ่งตัวเขาไม่ปฏิเสธว่ามีแอนิเมชันของ Studio Ghibli บันดาลใจ

“ผมหลงรักงานของ Studio Ghibli โดยเฉพาะโทนสีและก้อนเมฆ ในแอนิเมชันทุกเรื่องผมมักจะได้รับความเพลิดเพลินจาก 2 สิ่งนี้ และในชีวิตจริงผมก็ชอบมอง ชอบถ่ายและชอบวาดภาพก้อนเมฆมาก ๆ ไม่ว่าจะเป็นเมฆก้อนใหญ่ยักษ์ เมฆน้อยที่กระจัดกระจาย หรือกลุ่มปุยเมฆหลากรูปทรงบนท้องฟ้า ทั้งหมดสะท้อนความรู้สึกที่แตกต่างและทำให้ผมรู้สึกผ่อนคลาย”

แล้วก็เป็นเมฆนิรนามก้อนหนึ่งที่สะกดอาเธอร์ให้หยุดมองนิ่งงัน พลันความคิดที่ทดเก็บไว้เผยตัวจากลิ้นชักและจุดประกายให้เขาเริ่มสร้างสรรค์ภาพ Old Town ที่ถอดแบบจากถนนมูลเมืองซอย 7 ยามเช้าสายของวันนั้น สู่ผลงานชิ้นประเดิมในคอลเลกชัน ‘A Journey in Chiang Mai’

อาเธอร์ แวร์ญ สถาปนิกผู้บอกรักเชียงใหม่ผ่านศิลปะภาพประกอบจากโปรแกรมออกแบบ 3 มิติ

ถนัดและสนุก

เราค่อนข้างประหลาดใจระคนตื่นเต้น เมื่อได้เห็นกระบวนการสร้างสรรค์ผลงานที่วางเรียงตรงหน้า เพราะทุกชิ้นไม่ได้วาดด้วยโปรแกรมสร้างภาพประกอบและกราฟิกเช่นธรรมดาทั่วไป ทว่าเนรมิตขึ้นจากโปรแกรม Archicad ที่ใช้สร้างแบบจำลองอาคาร 3 มิติ โดยอ้างอิงสัดส่วนตามสเกลจริง

“โดยปกติผมเป็นคนวาดภาพไม่ค่อยเก่ง เวลาแนะนำตัวผมมักบอกเสมอว่าเป็นสถาปนิก ไม่ใช่นักวาดภาพประกอบ แต่ในเมื่อผมต้องการจะทำโปสเตอร์ โปสการ์ด เลยพยายามสรรหาวิธีทำให้งานออกมาเหมือนภาพที่จินตนาการไว้ สุดท้ายจึงเลือกใช้โปรแกรมออกแบบ 3 มิติ เพราะเหตุผลง่าย ๆ ว่ามันเป็นเทคนิคที่ผมถนัดและสนุกกับมัน”

อาเธอร์ขยับเม้าส์อย่างคล่องแคล้ว บิด หมุน ซูมเข้า-ออก เพื่อชี้ให้ดูรายละเอียดที่เขาประทับใจและตั้งใจนำมาบอกเล่าลงในภาพ Warorot Market หรือตลาดวโรรส

Arthur Vergne สถาปนิกฝรั่งเศส เจ้าของร้านหนังสือเด็กในเชียงใหม่ และนักวาดโปสการ์ดผู้หลงรักท้องฟ้าของ Studio Gibli

“ผมเลือกถนนย่านตลาดวโรรสเพราะชอบสีสันบรรยากาศความคึกคัก อีกทั้งยังมีตึกเก่ารูปทรงสวยคลาสสิก เมื่อเจอวัตถุดิบแล้วก็จะเริ่มร่างภาพลงบนกระดาษ ก่อนนำมาสร้างเป็นภาพที่สมบูรณ์ขึ้นด้วยโปรแกรม Archicad ซึ่งปกติผมใช้ออกแบบอาคารให้ลูกค้า แต่อันที่จริงมันนำมาสร้างได้ทั้งเมืองหรือภูเขาได้ทั้งลูก ยิ่งกว่านั้นมันยังจัดการเรื่องแสงเงาได้อย่างยอดเยี่ยมด้วย

“ต่อมาเป็นกระบวนการที่ผมใช้เวลาค่อนข้างเยอะ คือการเติมรายละเอียดสิ่งต่าง ๆ อย่างภาพนี้ผมต้องเดินไปที่ตรอกเล่าโจ๊วอยู่บ่อย ๆ เพื่อถ่ายรูปข้าวของที่สื่อถึงเมืองไทยและเสน่ห์ของย่าน อย่าง ประตูเหล็กยืด กระจกแปดเหลี่ยม พวงเครื่องปรุง เก้าอี้พลาสติกแบบมีพนักพิง หรือขอบทางเท้าสีขาว-แดง”

อาเธอร์บอกว่า หากนับรวมการจัดองค์ประกอบภาพ ผลงานหนึ่งชิ้นอาจกินเวลาในการออกแบบ 3 มิติ เกือบ 2 สัปดาห์ เมื่อจบกระบวนการนี้จึงเข้าสู่โค้งสุดท้ายนั่นคือเสกก้อนเมฆที่เขาแยกออกมาบรรจงวาดในแท็บเล็ต ซึ่งยอมรับตามตรงว่าผลงานทุกชิ้นที่มีก้อนเมฆประดับท้องฟ้า ช่างดูมีชีวิตชีวาและชุ่มชื่นหัวใจ

นี่แหละคือเชียงใหม่

“หลังจากเสร็จภาพแรก ผมก็หาเวลาออกเดินทางท่องเที่ยวไปทั่วเชียงใหม่เพื่อหาแรงบันดาลใจสร้างสรรค์งานชิ้นต่อ ๆ มา รวมเป็นคอลเลกชันที่มีทั้งหมด 12 ภาพ ซึ่งใช้ระยะเวลาทำประมาณ 2 ปี”

ฟังดูกินเวลายาวนานกับชุดภาพจำนวนหนึ่งโหล แต่อาเธอร์อธิบายว่ามีปัจจัยหลายอย่างที่ต้องบริหารจัดการ โดยเฉพาะเรื่องของความเข้าใจ ที่เขายกตัวอย่างให้ฟังในภาพ Chiang Dao

“ผมกับอิ๋วไปเที่ยวเชียงดาวกันบ่อย ส่วนหนึ่งเพราะพวกเราชอบบรรยากาศที่นั่น อีกส่วนคือในช่วงที่กำลังเขียนภาพนี้จู่ ๆ ผมต้องหยุดงานค้างไว้ เพราะเกิดไม่มั่นใจว่าตัวเองเข้าใจสถานที่มากพอ เลยกลับไปอีกหนเพื่อออกสำรวจและสังเกตสิ่งแวดล้อม หามุมมองที่เรารู้สึกกับมันจริง ๆ ซึ่งพบว่าไม่ใช่การได้สัมผัสยอดดอยหลวง แต่เป็นการได้มองยอดดอยจากทุ่งนาข้าว ท่ามกลางชาวบ้านดำเนินชีวิตไปตามท่วงทำนองและท้องฟ้าปลอดโปร่งที่ยืนดูกลุ่มเมฆก้อนใหญ่ได้ถนัดตา”

Arthur Vergne สถาปนิกฝรั่งเศส เจ้าของร้านหนังสือเด็กในเชียงใหม่ และนักวาดโปสการ์ดผู้หลงรักท้องฟ้าของ Studio Gibli

‘A Journey in Chiang Mai’ จึงเป็นผลงานที่อาเธอร์ตั้งใจถ่ายทอดเรื่องราวของเมืองเชียงใหม่ในมุมที่ทำให้เขาหลงรัก ทั้งในแง่บรรยากาศ ความรู้สึก สถาปัตยกรรม ธรรมชาติ และรายละเอียดของสิ่งละอันพันละน้อย ซึ่งบอกกับผู้คนว่านี่แหละคือเชียงใหม่ ไม่ใช่กรุงเทพฯ หรือเมืองอื่นใด

“ผมรักเชียงใหม่และชอบเมืองนี้มาก ๆ ผมหวังว่าทุกคนที่ได้รับโปสการ์ดและโปสเตอร์ชุดนี้ไปจะสัมผัสได้ถึงความสุข และรักเชียงใหม่เช่นเดียวกันครับ”

ปัจจุบันคอลเลกชัน A Journey in Chiang Mai นอกจากนำเสนอในรูปแบบโปสเตอร์และโปสการ์ดแล้ว ล่าสุดยังมี Magnet และเร็ว ๆ นี้กำลังจะแปลงโฉมเป็นปฏิทินสวย ๆ สมุดบันทึก และเกมตัวต่อจิ๊กซอว์ให้ได้จับจองกัน ใครสนใจสามารถตามลายแทงในบรรทัดล่าง หรือไปพบปะพูดคุยกับอาเธอร์และสนับสนุนผลงานกันได้ในเทศกาล Chiang Mai Design Week 2022 นี้

Arthur Vergne สถาปนิกฝรั่งเศส เจ้าของร้านหนังสือเด็กในเชียงใหม่ และนักวาดโปสการ์ดผู้หลงรักท้องฟ้าของ Studio Gibli

Instagram : arthur.illustration

Writer

คุณากร

เป็นคนอ่านช้าที่อาศัยครูพักลักจำ จับพลัดจับผลูจนกลายมาเป็นคนเขียนช้า ที่อยากแบ่งปันเรื่องราวบันดาลใจให้อ่านกันช้าๆ เวลาว่างชอบวิ่งแต่ไม่ชอบแข่งขัน มีเจ้านายเป็นแมวโกญจาที่ชอบคลุกทราย นอนหงาย และกินได้ทั้งวัน

Photographer

กรินทร์ มงคลพันธ์

ช่างภาพอิสระชาวเชียงใหม่ ร่ำเรียนมาทางศิลปะจากคณะที่ได้ชื่อว่ามีวงดนตรีลูกทุ่งแสนบันเทิงของเมืองเหนือ มีความสุขกับการกดชัตเตอร์ในแสงเงาธรรมชาติ ชอบแมว หมา และบ้าจักรยานไม่แพ้กิจกรรมกลางแจ้งอื่น ๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load