ถ้าพูดถึง โน้ต วัชรบูล ลี้สุวรรณ คนส่วนใหญ่จะนึกถึงพระเอกหนุ่มในสังกัดช่อง 7 ที่ผ่านละครมาแล้วหลายสิบเรื่อง แต่คนที่ติดตามเขาจริงๆ จะรู้ว่าภาพที่เขาภูมิใจที่สุดในชีวิตไม่ได้ถ่ายในสตูดิโอ มันถ่ายในป่ากลางดึก ขณะรอคอยสัตว์ป่าที่อาจจะไม่มาก็ได้
ก่อนจะเป็นพระเอก เคยเป็นสถาปนิก
วัชรบูล ลี้สุวรรณ หรือ โน้ต เกิดวันที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2524 เรียนที่โรงเรียนจิตรลดาตั้งแต่เด็ก ก่อนเข้าศึกษาต่อที่คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ภาควิชาภูมิสถาปัตยกรรม
เส้นทางที่ตั้งใจไว้คือสถาปนิก ไม่ใช่นักแสดง แต่ขณะยังเรียนอยู่ปีที่ 4 เขาได้รับโอกาสทำงานเป็นวีเจเอ็มทีวีไทยแลนด์ ควบคู่กับการทำงานสถาปนิก ก่อนที่รุ่นพี่จะชวนไปคัดตัวเพื่อแสดงละคร
ละครเรื่องแรกทางช่อง 7 คือ ผักบุ้งกับกุ้งนาง และนั่นคือจุดที่เขาตัดสินใจวางแปลนสถาปัตย์ไว้ก่อน แล้วก้าวเต็มตัวสู่โลกการแสดง ผลงานที่ตามมามีทั้ง ชุมแพ, เมียหลวง, เสาร์ 5 และอีกหลายสิบเรื่องที่ทำให้เขาเป็นที่รู้จักในฐานะนักแสดงที่เล่นได้ทั้งพระเอกและผู้ร้าย
ความรักในป่าที่ไม่เคยจางหาย

แต่สิ่งที่ โน้ต วัชรบูล ไม่เคยทิ้งไว้หลังกล้องคือความรักในธรรมชาติที่มีมาตั้งแต่เด็ก
เขาเล่าเสมอว่าสนใจสิ่งแวดล้อมตั้งแต่ตอนเรียน เริ่มสังเกตว่าโลกใบนี้กำลังเผชิญปัญหาอะไร และอยากรู้ว่าตัวเองจะทำอะไรได้บ้าง ความสนใจนั้นเติบโตเป็นแพชชั่นที่จริงจังยิ่งขึ้นเมื่อมีการเคลื่อนไหวเรื่องเขื่อนแม่วงก์ — ช่วงนั้นเขาได้เข้าไปมีส่วนร่วม รู้จักนักอนุรักษ์หลายคน และได้บทเรียนสำคัญว่าการอนุรักษ์ที่ได้ผลคือการลงมือทำให้เห็น ไม่ใช่แค่พูด
จากนั้นเขาก็เริ่มเดินเข้าป่าจริงๆ ไม่ใช่เพื่อท่องเที่ยว แต่เพื่อถ่ายภาพสัตว์ป่า ด้วยความอดทนและวินัยที่ไม่ต่างจากการรอฉากสำคัญในกองถ่าย
สิบปีกับ Big 7 ที่ไม่มีใครฟันธงว่าจะสำเร็จ
หนึ่งในเรื่องที่ทำให้ โน้ต วัชรบูล เป็นที่พูดถึงในวงการอนุรักษ์ไม่ใช่วงการบันเทิงคือการตั้งเป้าถ่ายภาพ “Big 7” สัตว์ป่าหายากของไทยให้ครบ ซึ่งประกอบด้วย เสือโคร่ง เสือดาว เสือดำ ช้างป่า กระทิง วัวแดง และสมเสร็จ สัตว์ที่การจะพบเห็นในธรรมชาติแต่ละครั้งต้องอาศัยทั้งความอดทน โชค และเวลาที่ยาวนาน
เขาใช้เวลากว่า 10 ปีในการทำภารกิจนี้จนสำเร็จ โดยเฉพาะผืนป่าห้วยขาแข้งที่เขาเดินทางกลับไปซ้ำแล้วซ้ำเล่า ภาพที่เขาได้มาจากการรอในความมืด นอนในกระท่อม และตื่นก่อนรุ่งสางเพื่อไม่พลาดช่วงเวลาที่สัตว์ออกหากิน
ช่วงที่น่าจดจำที่สุดคือตอนที่เขาได้เจอเสือดำเป็นครั้งแรกในชีวิต โดยพบในเวลากลางวัน ซึ่งผิดจากปกติที่มักพบในช่วงโพล้เพล้ และตัวสัตว์มีขนาดใหญ่พอๆ กับสุนัขลาบราดอร์ — ความทรงจำที่เขายังเล่าได้อย่างมีชีวิตชีวาทุกครั้ง
เมื่อแพชชั่นกลายเป็นงานอนุรักษ์จริงๆ

ภาพถ่ายสัตว์ป่าของ โน้ต วัชรบูล ไม่ได้จบแค่ในอัลบั้มส่วนตัว มันกลายเป็นเครื่องมือสื่อสารที่ทรงพลัง เพราะเขาเลือกนำภาพและเรื่องเล่าจากป่ามาแบ่งปันผ่านช่องทางต่างๆ เพื่อให้คนเมืองที่ไม่เคยเข้าป่าได้เห็นว่ามีชีวิตอะไรอยู่ในนั้น และทำไมการสูญเสียมันจึงเป็นเรื่องที่ทุกคนควรห่วงใย
ความสัมพันธ์กับมูลนิธิสืบนาคะเสถียรก็เติบโตขึ้นจากความร่วมมือนี้ เขาเข้าไปร่วมทำงานอนุรักษ์ผืนป่าตะวันตก ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ป่ากว่า 11 ล้านไร่ รวมถึงห้วยขาแข้งที่เป็นมรดกโลก
สิ่งที่น่าสังเกตคือ โน้ต วัชรบูล ไม่ได้แค่พูดถึงการอนุรักษ์ในแบบที่เป็นการรณรงค์ทั่วไป แต่เขาพูดจากประสบการณ์จริง จากการเดินในป่าที่มืด จากการรอคอยที่เหนื่อย และจากความรู้สึกที่ยืนยันไม่ได้ว่าจะสำเร็จหรือเปล่า ทำให้เรื่องที่เขาเล่ามีน้ำหนักและความน่าเชื่อถือที่ต่างออกไป
พระเอกที่เลือกบทบาทของตัวเอง
ในโลกที่ดาราหลายคนเลือกสร้างภาพลักษณ์ด้านอนุรักษ์เพื่อ PR สิ่งที่ทำให้ โน้ต วัชรบูล ลี้สุวรรณ ต่างออกไปคือลำดับของการกระทำ — เขาไม่ได้รักธรรมชาติเพราะอยากดูดี แต่ดูดีเพราะรักธรรมชาติจริงๆ มาก่อน
ชายที่เคยเป็นทั้งสถาปนิก วีเจ และพระเอก ตัดสินใจนำสิ่งที่ดีที่สุดจากทุกบทบาทมาใช้ในการทำงานที่ตัวเองเชื่อว่ามีความหมาย และนั่นคือการพาคนเมืองออกไปรู้จักป่าผ่านเลนส์กล้องของเขา ทีละภาพ ทีละเรื่องเล่า จนกว่าพวกเขาจะเริ่มเข้าใจว่าป่ามีคุณค่าอะไรที่ไม่อาจนับเป็นตัวเลขได้
