การที่เทศกาลโฆษณาที่ใหญ่ที่สุดในโลกอย่าง Cannes Lions เพิ่งเปิดรางวัลหมวดใหม่อย่าง Entertainment Lions น่าจะอธิบายปรากฏการณ์ ‘ขาขึ้น’ ของงาน Branded Entertainment ได้อย่างชัดเจน

งาน Viral คือวิดีโอออนไลน์ที่ทำแล้วฮิต จะเกี่ยวกับอะไรก็ได้

Branded Content ก็คือการเล่าเรื่องแบรนด์ผ่านเนื้อหาอะไรสักอย่างอย่างน่าสนใจ และไม่ใช่ขายของแบบโต้งๆ

ส่วน Branded Entertainment คือรูปแบบงานโฆษณาที่กำลังมาแรงที่สุดในขณะนี้ เป็นการเล่าเรื่องแบรนด์ผ่านความบันเทิงต่างๆ ทำให้คนดูหัวเราะตาม ร้องไห้ตาม แล้วค่อยๆ ซับซึมกับเนื้อหาของแบรนด์นั้น ซึ่งโดยรวมแล้วสามารถสื่อสารวัตถุประสงค์ของแบรนด์ได้มากกว่าหนังโฆษณาแบบเดิมๆ

ในช่วงเดือนที่ผ่านมา เราได้เห็นงาน Branded Entertainment ที่จัดว่าแปลกใหม่และใจกล้ามาก นั่นก็คือ ซีรีส์ออนไลน์เรื่อง CAN ของแบรนด์ KTC ทำโดยเอเจนซี่ Ogilvy & Mather เล่าเรื่อง ‘ประสบการณ์’ ผ่านซีรีส์แนวไซไฟ 4 ตอน

หลายคนตั้งคำถามว่า ทำแบบนีี้แล้วดีกว่าหนังไวรัลคลิปเดียวยังไง ทำหลายตอนแล้วคนจะตามดูเหรอ ทำไมถึงเลือกแนวไซไฟ และสุดท้ายก็คือ การที่ไม่มีเรื่องราวใดๆ เกี่ยวกับบัตรเครดิตเลย มีแค่โลโก้แปะตอนท้าย KTC จะได้อะไร

เราเลยนัดพูดคุยกับ นพดล ศรีเกียรติขจร Vice-chairman และ Chief Creative Officer รวมทั้งหัวหน้าทีม Ogilvy Branded Content แห่งโอกิลวี่ และ อั๋น-วุฒิศักดิ์ อนรรฆพร ผู้กำกับซีรีส์เรื่องนี้ จาก Factory 01 (บริษัทในเครือ Film Factory)

ที่ไปที่มาและความแปลกใหม่ของงาน CAN เป็นเช่นนี้

CAN The Series : การเล่าเรื่องแบรนด์ผ่านซีรีส์ไซไฟ

CAN The Series : การเล่าเรื่องแบรนด์ผ่านซีรีส์ไซไฟ CAN The Series : การเล่าเรื่องแบรนด์ผ่านซีรีส์ไซไฟ CAN The Series : การเล่าเรื่องแบรนด์ผ่านซีรีส์ไซไฟ

01 ขายประสบการณ์ ไม่ได้ขายของ

KTC เป็นบัตรเครดิตที่ไม่ได้เน้นสื่อสารเรื่องการจับจ่ายใช้สอย แต่สนับสนุนให้คนมี ‘ประสบการณ์’ อยากชวนให้คนออกไปมีประสบการณ์จริง ซึ่งแตกต่างจากการฟังหรือดูจากคนอื่น จึงอยากทำแคมเปญเพื่อสื่อสารและตอกย้ำให้คนจดจำว่า KTC ให้ความสำคัญกับประสบการณ์ เป็นแคมเปญอะไร ผ่านสื่อไหนก็ได้

02 เปลี่ยนโฆษณาเป็น Branded Entertainment

เมื่อทีมโอกิลวี่ได้โจทย์นี้จึงส่งเข้าไปอยู่ภายใต้การดูแลของทีม Ogilvy Branded Entertainment ที่เพิ่งตั้งขึ้นมาทำงานด้านนี้โดยเฉพาะ การสื่อสารในโลกตอนนี้ขับเคลื่อนไปด้วย 2 แนวทางหลัก คือใช้เทคโนโลยีวิเคราะห์ผู้บริโภคแล้วเลือกเนื้อหาที่เหมาะสมให้ เช่น แบนเนอร์ที่เลือกโฆษณาตามความสนใจของผู้ชม อีกทางคือ การสื่อสารผ่านพล็อตและการเล่าเรื่องที่น่าสนใจ จากข้อมูลพบว่า คนไทยชอบดูวิดีโอมากจนติดอันดับโลก ดังนั้น การเลือกเล่าผ่านสื่อวิดีโอจึงเป็นช่องทางมหาชน และคนไทยก็ชอบความสนุกสนาน เพราะฉะนั้น การเล่าเรื่องแบรนด์ผ่านความบันเทิงจึงดึงดูดความสนใจของคนไทยได้ง่ายที่สุด

03 หนังโฆษณาทางโทรทัศน์กับโฆษณาออนไลน์ใช้คนละศาสตร์

ถึงคนยุคนี้จะดูโทรทัศน์น้อยลง แต่โฆษณาในโทรทัศน์ก็ยังทรงพลัง หนังโปรโมชันทำให้ยอดขายขึ้นจริง แต่สิ่งที่น่าสนใจคือฟีดแบ็ก ถ้าทำหนังโฆษณาไม่ดี คนดูสัก 2 รอบก็อาจจะลุกขึ้นมาตะโกนว่า หยุดได้แล้ว เพราะเขาต้องเห็นหนังตัวนี้ฉายซ้ำหลายรอบ แต่โฆษณาออนไลน์ คนไม่ได้ดูเพราะมีคนบังคับให้ดู ผู้ชมเลือกดูเอง เนื่องจากมีคนบอกว่าดี ถ้าเริ่มขายของเขาเมื่อไหร่ก็จะปิดทันที เทรนด์ของวัยรุ่นในโลกยุคนี้คือเกลียดโฆษณา เห็นเป็นต้องกดข้าม เมืองไทยอาจจะไม่ถึงขนาดนั้น แต่วัยรุ่นไทยก็มีวิดีโออะไรต่อมิอะไรให้ดูมากมายในแต่ละวัน โฆษณาจึงต้องแย่งเวลาจากคลิปเหล่านี้มาให้ได้ ทำให้เขาดูให้ได้ แล้วเนื้อหาของแบรนด์ก็จะค่อยๆ ซึมเข้าไปในใจผู้ชม (ตราบใดที่ยังไม่มีฉากขายของ)

CAN The Series : การเล่าเรื่องแบรนด์ผ่านซีรีส์ไซไฟ CAN The Series : การเล่าเรื่องแบรนด์ผ่านซีรีส์ไซไฟ

04 เปลี่ยนจากหนังยาวให้เป็นซีรีส์

เมื่อโอกิลวี่เลือกทำโปรเจกต์น้ีเป็น Branded Entertainment ทีมก็พยายามพางานนี้ไปในทิศทางใหม่ๆ ที่ไม่ค่อยมีคนกล้าทำ คือเปลี่ยนจากการทำหนังยาวเรื่องเดียว ให้กลายเป็นซีรีส์ 4 ตอน ความยาวราวๆ ตอนละ 20 นาที สิ่งที่ทำให้เหล่าครีเอทีฟมั่นใจว่าจะดึงคนให้อยู่กับหน้าจอได้ยาวนานและต่อเนื่องขนาดนั้นก็คือ ความนิยมของ Netflix ความบันเทิงรูปแบบใหม่แห่งยุคสมัยนี้ โอกิลวี่จึงไม่ได้ทำหนังออนไลน์เหมือนเคย แต่กำลังทำซีรีส์แบบ Netflix ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับประสบการณ์ ซึ่งเป็นหัวใจของแบรนด์ KTC และซีรีส์ชุดนี้ไม่มีการพูดถึงบัตรเครดิตใดๆ โลโก้ของ KTC จะปรากฏขึ้นมาแค่ตอนจบเท่านั้น ส่วนเรื่องความยาว ทางทีมมั่นใจว่า ถ้าทำออกมาดียังไงคนก็ดู แต่ถ้าทำออกมาไม่ดี ต่อให้สั้นแค่ไหนคนก็ไม่ดู

05 เอาประสบการณ์อัดกระป๋องให้เป็นหนังไซไฟ

ทีมครีเอทีฟวางโครงของซีรีส์นี้ให้เกี่ยวกับ กระป๋องบรรจุประสบการณ์ เราสามารถสัมผัสประสบการณ์ของคนอื่นได้ด้วยการเปิดกระป๋องประสบการณ์ของเขา ไอเดียแรกสุดที่คิดกันคือ ขายกระป๋องผ่านตู้กด เหรียญที่ใช้ซื้อได้จากการเอาประสบการณ์ของเราไปอัพโหลดลงกระป๋อง พล็อตรอบแรกที่ร่างกันคือ มีตัวละคร 4 ตัว เป็นตัวแทนคน 4 กลุ่ม แต่ละตอนเล่าเรื่องของแต่ละคน ได้แก่ พนักงานบริษัท ร็อกสตาร์ นักวิ่งมาราธอน และแม่ เมื่อพล็อตมาทางนี้ เรื่องจึงมุ่งไปแนวไซไฟเต็มตัว ซึ่งเป็นประเภทความบันเทิงที่ได้รับความนิยมสูงสุดในช่วงนี้

ซีรีส์เรื่องนี้มองกระป๋องนี้ในฐานะของผู้ร้ายมากกว่าพระเอก เพราะตรงกับอินไซต์ของคนปัจจุบันที่มักตัดสินใจทำหรือไม่ทำอะไรจากประสบการณ์ของคนอื่น เช่น ไม่อยากไปกินร้านอาหารที่ได้คะแนนรีวิวน้อย เราเลือกเชื่อประสบการณ์ของคนอื่นจนทำให้อาจจะพลาดประสบการณ์หลายอย่างไป โดยลืมไปว่าการได้เจอประสบการณ์ต่างๆ ด้วยตัวเอง ไม่ว่าจะดีหรือร้ายก็จะทำให้เราเติบโตขึ้น

CAN The Series : การเล่าเรื่องแบรนด์ผ่านซีรีส์ไซไฟ

06 ทำยังไงให้คนดูครบ 4 ตอน

ความยากของงานนี้คือ การเลี้ยงคนให้ดูจนจบตอนหนึ่ง เพื่อทำให้เขาอยากดูตอนสอง และเป็นอย่างนี้ไปจนจบตอนที่สี่ ถ้าเป็นซีรีส์จริงๆ ตอนแรกๆ จะเป็นช่วงปูพื้นตัวละคร จึงไม่ค่อยสนุก กว่าจะสนุกก็ท้ายซีซั่นแรก แต่งานนี้ไม่ได้มีเวลาขนาดนั้น ผู้กำกับและครีเอทีฟเลยเปลี่ยนการเล่าเรื่องใหม่ แทนที่จะเล่าชีวิต 4 คน แบบตอนละคน ก็เล่าทั้งหมดพร้อมกัน และเปลี่ยนคาแรกเตอร์ตัวละครใหม่ เปลี่ยนพนักงานออฟฟิศเป็นฟรีแลนซ์ ซึ่งเป็นตัวแทนคนทั่วไปในยุคนี้ ตัวละครแม่ก็ไปสวมกับตัวละครที่ไม่ได้ทำงานประจำ ร็อกสตาร์กับนักวิ่งก็ลดบทบาทลง ลองเขย่าเรื่องใหม่ให้ดำเนินเรื่องบนคาแรกเตอร์น้อยลง จากนั้นก็ให้ตอนแรกทำหน้าที่เซ็ตอัพพล็อตให้คนเข้าใจ หาจุดตัดจบของแต่ละตอนที่น่าสนใจซึ่งทำให้คนอยากดูตอนต่อไป

CAN The Series : การเล่าเรื่องแบรนด์ผ่านซีรีส์ไซไฟ

07 ทำทุกอย่างให้เหมือนซีรีส์

พอคิดว่านี่คือการทำซีรีส์ ท่วงท่าในการโปรโมตจึงต่างจากหนังออนไลน์ทั่วไป มีการนับถอยหลัง มีตัวอย่าง มีโปสเตอร์ แบบซีรีส์จริงๆ เช่นเดียวกัน มีการขึ้นชื่อนักแสดงตอนต้นแบบเดียวกับซีรีส์ เมื่อคนรู้สึกว่าเป็นซีรีส์ ก็จะมีความคาดหวังกับหนังแบบซีรีส์

08 ทำซีรีส์ แต่ต้องใช้ผู้กำกับโฆษณา

ยุคนี้มีผู้กำกับที่ทำงานออนไลน์ดังๆ มากมาย แต่จะคิดแค่ทำให้หนังดังอย่างเดียวไม่ได้ เพราะคลิปดังๆ อาจจะกลับมาที่แบรนด์ยาก และการสื่อสารเนื้อหาที่แบรนด์จะบอกก็ไม่พอ งานนี้ต้องพูดในน้ำเสียงที่เข้ากับแบรนด์ มันเป็นความชำนาญเฉพาะที่ไม่ใช่ว่าผู้กำกับทุกคนจะถนัด ดังนั้น ถึงจะทำเป็นซีรีส์ก็ยังต้องใช้ผู้กำกับโฆษณาทำ

09 คาแรกเตอร์ของพระเอกในเรื่องมาจากชีวิตจริงของผู้กำกับภาพในกองถ่าย

พระเอกในเรื่องเป็นคนที่น่ารัก เป็นที่พึ่งได้ และมีเหตุผลหนักแน่นมากที่จะไม่ได้อยู่กับนางเอกอย่างที่เธออยากให้อยู่ ทีมจึงวางคาแรกเตอร์ให้เป็นคนที่ออกไปทำงานอาสาสมัครตลอดเวลา ซึ่งเป็นคาแรกเตอร์จริงของ แดง- ชาญกิจ ชำนิวิกัยพงศ์ Director of Photography แห่ง Film Factory ผู้ก่อตั้งเว็บไซต์ Thaiwhales.org และหัวหน้าทีมงานวาฬไทย แดงใช้เวลาว่างเป็นอาสาสมัครเดินทางไปถ่ายภาพปลาวาฬเกยตื้นตามที่ต่างๆ เพื่อรณรงค์เรื่องนี้ตลอดเวลา ส่วนผู้ที่จะมารับบทนักอนุรักษ์ที่มีคาแรกเตอร์ไม่น่าเบื่อ มีความกวนตีน และความจริงจัง ก็คือ นัท-ณัฏฐ์ กิจจริต พระเอกโฆษณามาดเซอร์ที่กำลังมาแรงมากในตอนนี้ (ทำความรู้จักเขาเพิ่มเติมได้ที่นี่)

CAN The Series : การเล่าเรื่องแบรนด์ผ่านซีรีส์ไซไฟ

10 สวยเกินไปก็เป็นปัญหา

ตอนแรก พระแพง-จินตนัดดา อัตถวิบูลย์ มาแคสต์เป็นแพรี่ (เน็ตไอดอลในเรื่อง) ซึ่งเป็นคาแรกเตอร์ที่ใกล้กับชีวิตจริงของพระแพงมาก เธอทำให้แพรี่กลายเป็นตัวละครที่สวยและมีเสน่ห์มากจนไม่รู้ว่าจะหาใครมารับบทม่อน (นางเอก) เพื่อให้คนดูรักม่อนมากกว่า ทีมงานก็เลยโยกให้พระแพงมารับบทม่่อนแทน และเลือก เล็ก-วสุ ปลื้มสกุลไทย (นักแสดงและเพื่อนซี้ของพระแพง) มารับบทแพรี่แทน

CAN The Series : การเล่าเรื่องแบรนด์ผ่านซีรีส์ไซไฟ

CAN The Series : การเล่าเรื่องแบรนด์ผ่านซีรีส์ไซไฟ

11 เซ็ตฉากให้เหมือนโลกอนาคต

การลงรายละเอียดส่วนต่างๆ ของซีรีส์เรื่องนี้ก็น่าสนใจ อย่างเช่นกระป๋องคือประสบการณ์สำเร็จรูป มันคือการอยากเป็นคนอื่น เป็นสิ่งตรงข้ามกับคำสอนของศาสนาที่ให้เราละวาง ไม่อยากเป็นอย่างคนอื่น ทีมงานเลยมองว่า ถ้าใช้ตู้หยอดกระป๋องเหมือนเดิมจะเล่าเรื่องยาก ใช้เวลาเล่าเยอะ การปรับให้เป็นร้านที่มีคนขายจะช่วยตอบคำถามมากมายได้ในเวลาอันสั้น ร้านนี้เป็นเหมือนศูนย์รวมจิตใจของคนแบบหนึ่ง เป็นสัญลักษณ์ที่คล้ายโบสถ์ เพลงที่ใช้ในร้านและการตกแต่งจึงตามมาในแนวทางนี้

CAN The Series : การเล่าเรื่องแบรนด์ผ่านซีรีส์ไซไฟ

CAN The Series : การเล่าเรื่องแบรนด์ผ่านซีรีส์ไซไฟ

CAN The Series : การเล่าเรื่องแบรนด์ผ่านซีรีส์ไซไฟ CAN The Series : การเล่าเรื่องแบรนด์ผ่านซีรีส์ไซไฟ

12 ไม่ได้เน้นเพลง

เหตุผลที่ซีรีส์เรื่องนี้ไม่ได้ตั้งใจทำเพลงขึ้นมาประกอบอย่างจริงจังก็เพราะ KTC ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเพลงนัก และด้วยความที่หนังเป็นแนวไซไฟ การเลือกเพลงมาใช้เพื่อให้ฮิตด้วยและเข้ากับเรื่องได้ด้วยจึงไม่ง่าย

13 สร้างตัวอย่างใหม่ๆ ให้วงการซีรีส์ไทย

ตลาดซีรีส์ของไทยเกือบทั้งหมดมีข้อจำกัดด้านงบประมาณ ผู้ผลิตจึงเลือกลงทุนในแนวที่ค่อนข้างมั่นใจว่าจะประสบความสำเร็จ พล็อตจึงอยู่ในแนวทางเดิมๆ งานนี้จึงเป็นการพาซีรีส์ไทยไปไกลกว่าที่เคย ทั้งแนว ทั้งพล็อต และการถ่ายทำที่ใช้วิธีถ่ายทีละกล้องแบบหนัง ต้องยกเครดิตให้ผู้บริหาร KTC ซึ่งย้ำตลอดว่าไม่ต้องการหนังป๊อปคอร์นที่คนดูจบแล้วไม่ได้อะไร แต่ต้องการหนังที่ให้อะไรใหม่ๆ และทำให้คนได้ตั้งคำถามใหม่ๆ กับชีวิต

CAN The Series : การเล่าเรื่องแบรนด์ผ่านซีรีส์ไซไฟ

CAN The Series : การเล่าเรื่องแบรนด์ผ่านซีรีส์ไซไฟ

14 KTC ได้อะไรจากซีรีส์เรื่องนี้

ด้วยความที่หนังเรื่องนี้ไม่เห็นสินค้า ไม่เห็นบัตรเครดิต โลโก้ก็ขึ้นเพียงแค่ตอนจบ เพื่อบอกว่า KTC สนับสนุนความคิดเรื่องนี้ แน่นอนว่า งานนี้ไม่ได้ทำขึ้นมาเพื่อขายของ สิ่งที่ KTC ได้จากการดูซีรีส์เรื่องนี้จึงเป็นการที่แบรนด์ของ KTC ค่อยๆ ซึมเข้าไปสู่ผู้ชม จนทำให้ผู้ชมรู้สึกว่า ประสบการณ์ = KTC

15 ยังมีประสบการณ์ใหม่ๆ รอให้เราสัมผัส

แคมเปญนี้ไม่ได้จบลงแค่ซีรีส์ 4 ตอน แต่ช่วงต่อไป KTC จะขยับจากจินตนาการเรื่องประสบการณ์อัดกระป๋อง ไปสู่การนำเสนอเรื่องประสบการณ์จริงๆ ส่วนจะเป็นยังไง และพิเศษแค่ไหน ต้องติดตาม

CAN The Series : การเล่าเรื่องแบรนด์ผ่านซีรีส์ไซไฟ

ทีมงาน

Agency : Ogilvy & Mather Advertising, Bangkok
Creative Team : Ogilvy Branded Entertainment
Social Planning Team : Social @ Ogilvy
Production House : Factory 01

Writer

ทรงกลด บางยี่ขัน

ตำแหน่งบรรณาธิการโดยอาชีพ เป็นนักเดินทางมือสมัครเล่น แบ่งเวลาไปสอนหนังสือโดยสมัครใจ และชอบจัดทริปให้คนสมัครไป

Creative Campaign

เรื่องราวเบื้องหลังโฆษณา

ก่อนจะเปิดเพลย์ลิสต์ Focus Working ฟังให้ได้บรรยากาศห้องทำงานในฝัน 

เจ้าของเพลย์ลิสต์อย่างพฤกษา อาสาพาเราย้อนเวลากลับไปเมื่อปีก่อน ในตอนที่พวกเขาริเริ่มโปรเจกต์ Tomorrow. Reimagined. ภายใต้แนวคิด ใส่ใจเพื่อทั้งชีวิต ด้วยความเชื่อที่ว่า บ้านคือการลงทุนทั้งชีวิต ซึ่งทุกวันนี้มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา และบ้านไม่ได้เป็นแค่ที่อยู่อาศัย แต่คือประสบการณ์การใช้ชีวิตทั้งในวันนี้และวันข้างหน้า ดังนั้น จึงต้องใส่ใจทุกรายละเอียด ตั้งแต่วันนี้ถึงจนถึงอนาคตข้างหน้า พร้อมตั้งใจที่อยากให้บ้านเป็นจุดเริ่มต้นของการมีสุขกายที่ดี และสุขภาพใจที่ดี

ประกอบไปด้วย 3 เรื่องสำคัญคือ Health and Wellness บ้านไม่ใช่แค่ที่ปลอดภัย แต่ควรเป็นบ้านที่ส่งเสริมให้สุขภาพดียิ่งขึ้น, Lifestyle Disruption บ้านที่ตอบโจทย์วิถีชีวิตที่แตกต่างกันของคนทุกช่วงวัย และ Sustainability การสร้างชุมชนและสังคมที่ยั่งยืน เพื่อส่งมอบประสบการณ์การใช้ชีวิตที่ดีที่สุด

ความจริง แนวคิดข้างต้นของพฤกษาก็ปรากฏอยู่ในคอลัมน์หมู่บ้านของ The Cloud ไปแล้ว แต่คราวนี้พฤกษาไม่ได้มาเพื่อพูดถึงเรื่องนั้น

ผ่านไป 1 ปี พวกเขายังคงพัฒนาต่อยอดแนวคิดดังกล่าว 

เรากำลังจะเล่าถึงแคมเปญล่าสุดอย่าง Unlock Your Future Living ที่จะช่วยดูแลสุขภาพทั้งกายและใจเพื่อทุกชีวิตในบ้านอย่างแท้จริง

เพิ่มพลังบวกให้บ้านด้วย 6 Playlist จากพฤกษา ในแคมเปญ Unlock Your Future Living
เพิ่มพลังบวกให้บ้านด้วย 6 Playlist จากพฤกษา ในแคมเปญ Unlock Your Future Living

Generation Why?

ทุกคนรู้ไหมว่า ‘บ้าน’ ทำให้สุขภาพกายและใจของเราดีขึ้นได้

อาจจะเป็นคำถามที่เราไม่เคยคิดมาก่อน แต่จริง ๆ แล้วบ้านเป็นจุดเริ่มต้นของการมีสุขภาพกายและใจที่ดีได้

ไม่ว่าจะเป็นการสร้างสุขภาพกายให้ดีโดยใช้ทุกพื้นที่ของบ้านในการออกกำลังกาย การเลือกบ้านที่มีฟังก์ชันตอบโจทย์ และวัสดุอุปกรณ์ที่ไม่มีสารพิษ หรือการสร้างสุขภาพใจที่เราสร้างบรรยากาศดี ๆ ให้กับบ้าน เพื่อเติมใจให้ฟูในช่วงเวลาที่อยู่บ้านได้

ความต้องการของพฤกษา คือการทำบ้านให้เป็นพื้นที่ที่ช่วยให้สุขภาพกายและใจดีขึ้นในทุก ๆ วันที่ใช้ชีวิต

แม้แคมเปญที่ผ่านมา พวกเขาจะสื่อสารเพื่อคนทุกช่วงวัยเป็นหลัก แต่กลุ่มเป้าหมายที่แบรนด์ให้ความสำคัญมากเป็นพิเศษ ถือว่าเป็นกำลังหลักในการเลือกซื้อบ้าน คือกลุ่มคน Gen Y โดยส่วนมากยังไม่มีลูก คุณพ่อคุณแม่ไม่ได้มาอาศัยอยู่ด้วย และอายุก็ยังไม่มากนัก สิ่งที่ควรดูแลเป็นอย่างมากจึงหนีไม่พ้นตัวเอง

พวกเขาตีความว่า บ้านเป็นจุดเริ่มต้นของสุขภาพกายและใจที่ดี แต่จิตใจอาจจะไม่ได้แข็งแรงเท่ากายนัก จากปัจจัยภายนอกที่เผชิญมาตลอดวัน

พฤกษาอยากให้คุณกลับบ้านมาแล้วเหมือนได้ชาร์จแบต เพราะการมีสุขภาพที่ดีขึ้นของคนกลุ่มนี้ คือการออกไปทำตามฝัน ทำในสิ่งที่อยากทำได้เต็มที่ แม้ในวันพรุ่งนี้จะต้องออกไปลุยและอาจจะต้องเจอกับเรื่องเดิม ๆ อีกก็ตาม รวมไปถึงการใช้ชีวิตที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลากับโลกของเราในช่วง 2 – 3 ปีนี้ คนใช้เวลาอยู่กับบ้านมากขึ้น ทำให้บ้านต้องมีพื้นที่ที่พร้อมรองรับการใช้ชีวิตอยู่เสมอ

แคมเปญนี้จึงแบ่งเป็น 2 ส่วนด้วยกัน คือการดูแลสุขภาพกายและดูแลสุขภาพใจ

ปัญหาที่เกิดขึ้นคือจะสื่อสารเรื่องพวกนี้ให้คนวัยทำงานที่ก้มหน้าก้มตาทำแต่งาน ไม่ได้สนใจตัวเองเท่าไรได้ยังไง

ถ้าเป็นเราก็คงนิ่งคิดไปนาน แต่พฤกษาส่งน้องฟิวเจอร์กลับมาเป็นคำตอบ เรียกน้องว่า Virtual Life Inspirer แบรนด์พรีเซนเตอร์ AI คนแรกของพวกเขา ทำหน้าที่เป็นตัวแทนที่จะมาเล่าให้เพื่อน ๆ ฟังว่า พฤกษาออกแบบบ้านยังไง ช่วยสร้างมาตรฐานใหม่ว่าต้องคำนึงถึงอะไรถ้าต้องเลือกซื้อบ้าน และคุณเลือกได้เพื่ออนาคตของคุณเอง

ในขณะที่หลายแบรนด์เลือกใช้ดารานักแสดงเป็นพรีเซนเตอร์ ความสงสัยถัดมาจึงหนีไม่พ้นว่าอะไรทำให้พฤกษาเลือกใช้ AI ชื่อฟิวเจอร์เป็นทางออก 

คำตอบคือ จากที่ได้ศึกษา Consumer Insight ของกลุ่ม Gen Y เป็นกลุ่มที่เป็น Digital Natives ดังนั้น การใช้ Virtual Inspirer จะทำให้เกิดความสัมพันธ์ที่เข้าถึงใจของกลุ่ม Gen Y ได้มากขึ้น รวมไปถึงช่วยเสริมสร้างจินตนาการให้กลุ่มคน Gen Y ที่มีความคิด ความสนใจหลากหลายได้อย่างเท่าเทียม

การตามหาพรีเซนเตอร์หน้าตาดีเพื่อดึงดูดลูกค้าจึงไม่ใช่สิ่งที่พฤกษาคาดหวัง พวกเขากำลังหาคนคนหนึ่งหรือสิ่งสิ่งหนึ่งที่มาช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้กับคนที่มีความ Individual แตกต่างกันได้

แม้แต่งานแถลงข่าว พฤกษายังแถลงบน Metaverse ทุกคนมีส่วนร่วมด้วยการเป็น Avatar แสดงให้เห็นว่าแบรนด์ให้ความสนใจกับโลกแห่งอนาคตมากแค่ไหน 

โดยลักษณะนิสัยของฟิวเจอร์เป็นคนจริงใจ เฟรนด์ลี่ สดใส เข้าถึงง่าย คอยห่วงใยผู้อื่นเสมอ อีกทั้งฉลาด รอบรู้ทั้งเทรนด์ปัจจุบันและอนาคต เสมือนเพื่อนผู้เป็นโค้ชที่มาพร้อมคำแนะนำดี ๆ ซึ่งต่อให้แบรนด์ไม่เฉลย เราก็รับรู้ได้เองว่านั่นสะท้อนจาก Brand Personality ของพฤกษาเป็นแน่

นอกจากฟิวเจอร์จะพาทุกคนเยี่ยมชมโครงการของพฤกษาได้แล้ว ยังมีโปรแกรมออกกำลังกายสนุก ๆ เปลี่ยนบ้านให้เป็น Sport Lifestyle Studio for Tomorrow ปลดล็อกสุขภาพกายของลูกบ้านอีกด้วย 

เพิ่มพลังบวกให้บ้านด้วย 6 Playlist จากพฤกษา ในแคมเปญ Unlock Your Future Living
เพิ่มพลังบวกให้บ้านด้วย 6 Playlist จากพฤกษา ในแคมเปญ Unlock Your Future Living

เพลง Old Fashioned ของ Bruno Major ดังคลอขึ้นมา ชวนให้อยากรู้ว่าใครกันนะที่คัดเลือกเพลงเหล่านี้ได้อย่างเหมาะเจาะ และพวกเขามีวิธีการทำงานให้เสียงเพลงส่งผลกับสุขภาพจิตใจอย่างไรกันแน่

People – Pet – Plant

เพลย์ลิสต์ส่งเสริมสุขภาพใจของพฤกษาแบ่งออกเป็น 3 หมวดที่ออกแบบสำหรับทุกชีวิตในบ้าน ไม่ว่าจะเป็น คน สัตว์เลี้ยง และต้นไม้ มีทั้งหมด 6 เพลย์ลิสต์ ได้แก่ Happy Pets อารมณ์ก็ดี เลี้ยงก็ง่าย, Growing Plants โตง่าย ก็เพลงมันเพราะ, Fine Cooking เพลงดีทำอะไรก็อร่อย, Family Gathering สร้างความสุขทุกช่วงเวลา, Focus working เพลงดี…ไอเดียเกิด และ Hard Workout ได้ทั้งฟีล ได้ทั้งเหงื่อ

เพราะพฤกษาเชื่อว่า การใส่ใจเพื่อทั้งชีวิต ไม่ได้หมายถึงแค่เฉพาะคนเท่านั้น แต่รวมถึงการใส่ใจรายละเอียดที่จะสร้างบรรยากาศภายในบ้านให้ผ่อนคลาย และสร้างเสริมความสุขสำหรับทุก ๆ ชีวิตในบ้านด้วยเช่นกัน 

เรื่องที่สนุกที่สุด คือขั้นตอนของการค้นหาว่าอะไรคือสิ่งที่ Gen Y สนใจ เพราะพวกเขาให้ความสำคัญกับการเข้าใจลูกค้ามาก

หนึ่ง พฤกษาให้ความสำคัญกับการทำความเข้าใจในทุก ๆ รายละเอียดการใช้ชีวิตของลูกค้า จึงมีการทำวิจัยเพื่อทำความเข้าใจคนกลุ่มนี้อย่างลึกซึ้ง 

สอง พวกเขาใช้ Big Data ที่มีมากพอสมควร จาก Customer Journey จากความเข้าใจลูกค้า จากทุกจุด Touch Point ตั้งแต่เริ่มเสิร์ชหาบ้าน ลงทะเบียน มาคุยกับเซลส์ ไปเยี่ยมชมโครงการ จนถึงวันที่เข้าไปอยู่จริง

เมื่อได้ชุดข้อมูลมหึมา คำถามแรกที่แบรนด์ตั้งคือ จะพูดเรื่องอะไรให้ Gen Y รู้สึกมีส่วนร่วม 

พฤกษาพบว่าคนส่วนใหญ่สนใจ Entertainment ทั้งเพลง หนัง ละคร ไปจนถึงยูทูบเบอร์ ตามมาด้วยกลุ่มของคนรักสัตว์ที่เห็นได้เกือบทุกหลังในโครงการ จะมีสัตว์เลี้ยงตัวน้อยใหญ่ และกลุ่มคนรักต้นไม้ที่มีการเติบโตชัดเจนอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเสียงเพลงคือสิ่งที่จะยึดโยงทุกกลุ่มคนเข้าด้วยกัน

แต่พฤกษาจะทำทุกอย่างให้ตอบโจทย์ทุกคนได้ยังไง ในเมื่อพวกเขาถนัดสร้างบ้าน

การร่วมมือกันระหว่างบ้าน จิตแพทย์ นักดนตรีบำบัด โรงพยาบาล และสัตวแพทย์จึงเกิดขึ้น 

ส่วนเพลย์ลิสต์ทั้ง 6 ก็เริ่มก่อตัวเป็นรูปเป็นร่าง

เพิ่มพลังบวกให้บ้านด้วย 6 Playlist จากพฤกษา ในแคมเปญ Unlock Your Future Living
เพิ่มพลังบวกให้บ้านด้วย 6 Playlist จากพฤกษา ในแคมเปญ Unlock Your Future Living

Dream Team

จุดยืนของพฤกษาชัดเจน คือไม่อยากทำเพลย์ลิสต์ให้เป็นแค่ Marketing Gimmick แต่ต้องเข้าใจลูกค้าจริง ๆ ดีจริง ได้ผลจริง แคมเปญนี้จึงจำเป็นต้องทำกับผู้เชี่ยวชาญที่รู้เรื่องนี้จริง ๆ และมีงานวิจัยที่รับรองจริง ๆ ด้วย

สมาชิกคนแรกในทีมอเวนเจอร์คือทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจากศูนย์สุขภาพใจและนักดนตรีบำบัด โรงพยาบาลวิมุต หมอประจำบ้านของพฤกษา รับดูแลหมวด People ที่ต้องทำงานร่วมกันในการศึกษาและพูดคุยกับผู้ป่วยเพื่อทำความเข้าใจเป็นรายบุคคล เพราะดนตรีที่จะบำบัดได้ดีไม่ได้เกิดจากนักดนตรีบำบัดเป็นคนเลือกอย่างเดียว แต่ผู้ฟังมีส่วนร่วมในการเลือกด้วย  

ถือเป็นการ synergy ของพฤกษาและรพ.วิมุต ต่อยอดมาจากการที่ทางทีมผู้เชี่ยวชาญจาก รพ.วิมุตช่วยออกแบบฟังก์ชั่น ทั้งภายในบ้านและส่วนกลาง ที่ช่วยเสริมพัฒนาการและความปลอดภัยให้กับลูกบ้านได้อย่างครอบคลุม เพราะแต่ละคนมีความชอบที่แตกต่างกัน พฤกษาจึงใส่ใจออกแบบบ้านให้เหมาะกับกิจกรรมที่หลากหลายของแต่ละคน มีการออกแบบพิเศษให้ตอบโจทย์กิจกรรมที่แตกต่างกันตามความชอบ ทั้งการทำ Flexible Space บ้านที่พร้อมปรับเปลี่ยนได้ตามความต้องการ, Ventilation System แค่ได้นั่งพักผ่อน สูดอากาศดี ๆ ในมุมโปรดของบ้านก็หายเหนื่อย, ส่วนกลางขนาดใหญ่ที่พักใจได้ตลอด 24 ชั่วโมง ไปจนถึงบริการ Pruksa x Vimut ที่ให้ลูกบ้านรับคำปรึกษาจากแพทย์ได้ทุกเมื่อ  

จากสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป ความกดดันที่มีมากขึ้น สุขภาพใจที่หลายคนมักมองข้าม กลับกลายเป็นสิ่งสำคัญ

คราวนี้ คุณหมอเข้ามาช่วยในเรื่องของทฤษฎีดนตรีบำบัดว่าแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ หนึ่ง เพลงแนว Breathing List ที่มีจังหวะสม่ำเสมอ ให้ความรู้สึกผ่อนคลาย สบายใจ และ สอง Energy List มีเนื้อเพลงและจังหวะเร้าใจ เพิ่มความแอคทีฟเติมพลังให้กับชีวิต ทางการแพทย์ก็ใช้ดนตรีเป็นเครื่องมือรักษาโรคอยู่แล้ว เนื่องจากมันทำให้อารมณ์ดีและเข้าใจตัวเอง

ซึ่งในหมวดนี้มีถึง 4 เพลย์ลิสต์ด้วยกัน แบ่งตามกลุ่มกิจกรรมในบ้าน ได้แก่ Fine Cooking เพลงดีทำอะไรก็อร่อย, Family Gathering สร้างความสุขทุกช่วงเวลา, Focus working เพลงดี…ไอเดียเกิด และ Hard Workout ได้ทั้งฟีล ได้ทั้งเหงื่อ สามารถเลือกฟังเพลงที่เหมาะกับอารมณ์ในแต่ละช่วงเวลาของตนเองได้ตามความต้องการ 

สมาชิกคนต่อมาของทีม คือ น.สพ.ภพปภัค หุ่นโพธิ์ สัตวแพทย์โรงพยาบาลสัตว์ทองหล่อ รับดูแลในหมวด Pet ที่ทางพฤกษาเองก็ต้องลงไปนั่งคุยและศึกษาอย่างจริงจัง พบว่า สุนัขที่ป่วยก็มีวิธีบำบัดด้วยการเปิดเพลงแนวคลาสสิกให้ฟังเช่นกัน พร้อมข้อแนะนำอีกหลายอย่างจากผลวิจัยและการทดลองใช้จริง รวมถึงข้อเสนอแนะว่าจะสร้างบ้านให้มีพื้นที่เพียงพอต่อสัตว์เลี้ยงได้ยังไง มากไปกว่านั้น คือเพลงแบบไหนกันที่เด็ก ๆ ฟังแล้วจะอารมณ์ดี

รูปแบบเพลงที่เหมาะสมที่สุดที่จะลดความกังวลในสุนัขจะเป็นดนตรีที่มีจังหวะแผ่วเบา นุ่มนวล สบาย ๆ อย่างเสียงเปียโนช้า ๆ ที่มีบีท 50 – 70 ต่อนาที รองลงมาจะเป็นดนตรีคลาสสิก หรือเป็น canine lullabies เพลงเด็กทำนองช้า ๆ ซึ่งจะช่วยให้สุนัขรู้สึกผ่อนคลาย 

จนได้เป็นเพลย์ลิสต์ Happy Pets อารมณ์ก็ดี เลี้ยงก็ง่าย ที่ถ้าเปิดให้ฟัง แล้วลองค่อย ๆ ลูบเขาไปด้วย เขาจะสร้างความจดจำว่านี่คือเสียงเพลงแห่งความสุข เมื่อต้องเดินทางไปเที่ยวไกล ๆ ถ้าเขาได้ยินเพลงเพลงนี้ เขาจะจำได้ และรู้สึกเหมือนอยู่กับเจ้าของ ไม่ได้โดนทิ้ง

เพราะยามที่คุณเหงา เศร้า หรือไม่สบายใจ น้อง ๆ ก็จะเป็นคนฮีลใจและสร้างความสุขให้ พฤกษาจึงอยากให้พวกเขามีความสุขไปด้วยกันกับคุณ 

คนรักสัตว์แบบเราถึงกับต้องเก็บเพลย์ลิสต์เข้ากรุ ก่อนเขยิบมาหมวด Plant ที่พฤกษาเองได้นำผลวิจัยมาใช้ในการออกแบบค่อนข้างมาก บวกกับได้ผู้เชี่ยวชาญด้านต้นไม้อย่าง บ้านและสวน มาอยู่ในทีมอเวนเจอร์ด้วย ช่วยให้บ้าน เสียงดนตรี และพื้นที่สีเขียวอยู่ร่วมกันได้อย่างลงตัว

ซึ่งนอกจากการให้ความร่มรื่นและช่วยเพิ่มออกซิเจนให้กับทุกคนที่อยู่อาศัยแล้ว ต้นไม้ยังสามารถส่งต่อพลังบวก บำบัด และเพิ่มความสุขให้กับทุกคนในบ้านได้ด้วย แต่การที่ต้นไม้จะเติบโตได้อย่างแข็งแรงและมีความสุขได้ ก็ขึ้นอยู่กับการเอาใจใส่ของเราเช่นกัน  

ถ้าได้ลองเปิดเพลงในเพลย์ลิสต์ Growing Plants โตง่าย ก็เพลงมันเพราะ ให้ฟังก็คงจะดีไม่น้อย เพราะมีทั้งเพลงช้าบรรเลงให้ความรู้้สึกถึงฟ้ายามเช้าที่แดดค่อย ๆ ออก จนถึงเพลงจังหวะสนุกสนานที่เหมาะแก่การรดน้ำต้นไม้เป็นที่สุด เชื่อว่าพวกต้นไม้เองก็คงรู้สึกสดชื่นไม่ต่างกัน

เขื่อน-ภัทรดนัย เสตสุวรรณ คือคนสุดท้ายในทีม นักร้องที่ผันตัวเองมาเป็นนักจิตวิทยา ซึ่งนอกจากเขาจะเชี่ยวชาญเรื่องสุขภาพจิตใจแล้ว เขื่อนยังมีสัตว์เลี้ยงเป็นของตัวเองและปลูกต้นไม้จำนวนมาก

เมื่อรวมตัวกันครบทีม ต่อให้กัปตันพฤกษาไม่ได้พูดปลุกใจว่า Avengers Assemble เหมือนในภาพยนตร์ แต่เราเชื่อว่าทุกคนก็พร้อมสร้างเพลย์ลิสต์ที่ตอบโจทย์ลูกบ้านอย่างเต็มกำลังแน่นอน

เพิ่มพลังบวกให้บ้านด้วย 6 Playlist จากพฤกษา ในแคมเปญ Unlock Your Future Living
เพิ่มพลังบวกให้บ้านด้วย 6 Playlist จากพฤกษา ในแคมเปญ Unlock Your Future Living

Co-working Space

หากจะถามว่าพฤกษารู้ได้อย่างไรว่าเพลงไหนเหมาะสมที่สุดก็คงเป็นคำถามที่ยากเกินไป เพราะคำว่าดีที่สุดของพฤกษา ไม่มีจุดสิ้นสุด

พวกเขาใช้เวลาพูดคุยกับคุณหมอหลายชั่วโมง เพื่อทำความเข้าใจ คัดเพลง ส่งลิสต์กลับไปกลับมา แล้วก็ประชุมกับคุณหมออีกรอบว่าจัดเพลงยังไง

อย่างที่บอก พวกเขาไม่ต้องการให้มันเป็นแค่เพลย์ลิสต์ ไม่ได้ทำวันนี้วันเดียว แต่ต้องทำทุก ๆ อย่างประกอบกัน ใส่ใจทุกรายละเอียด และทำอย่างต่อเนื่อง

ความท้าทายจึงเป็นการทำให้ทุกฝ่ายมองเห็นเหมือนกันว่าอะไรคือความหมายของ ‘การใส่ใจเพื่อทั้งชีวิต’ 

เพราะการสร้างบ้านหลังหนึ่งไม่สามารถเกิดขึ้นได้โดยคนคนเดียว สถาปนิกของพฤกษาก็ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญเรื่องสัตว์เลี้ยง ทีมออกแบบบ้านต้องทำตามหลักที่เอื้อเรื่องสุขภาพกายสุขภาพใจที่ดี มาร์เก็ตติ้งทุกคนต้องสื่อสารเรื่องราวเหล่านี้ให้เข้าถึงลูกค้า ผู้เชี่ยวชาญ พาร์ตเนอร์ทั้งหลายก็จะเข้ามาช่วยให้แคมเปญนี้ดียิ่งขึ้น

สัตวแพทย์จากโรงพยาบาลสัตว์ทองหล่อก็ไม่ได้ให้คำแนะนำเรื่องดนตรีบำบัดสัตว์เลี้ยงเพียงอย่างเดียว ลูกบ้านพฤกษาจะได้รับสิทธิพิเศษที่โรงพยาบาลสัตว์ด้วย เพราะโจทย์ที่พวกเขาให้ คือลูกบ้านพฤกษามีน้องหมาก็เหมือนมีลูกคน อีกทั้งน้อง ๆ พวกนี้ยังอาศัยอยู่ที่บ้านมากกว่าพวกมนุษย์เสียอีก จะปล่อยให้อยู่อย่างไม่มีความสุขได้ยังไง แม้แต่โรงพยาบาลวิมุต ก็นำเพลย์ลิสต์หมวด People ไปเปิดใช้จริงด้วยเช่นกัน

ตามเจตจำนงของพวกเขาที่อยากบอกว่า จุดเริ่มต้นที่ง่ายที่สุดของการมีสุขภาพกายและสุขภาพใจที่ดี ก็คือบ้านของทุกคนนั่นเอง

Unlock Your Future Living : แคมเปญเปลี่ยนบ้านของคน Gen Y ให้เป็นพลังบวก ด้วย 6 Playlist สไตล์จากพฤกษา เพื่อคน สัตว์ ต้นไม้ และทุกชีวิตในบ้าน
Unlock Your Future Living : แคมเปญเปลี่ยนบ้านของคน Gen Y ให้เป็นพลังบวก ด้วย 6 Playlist สไตล์จากพฤกษา เพื่อคน สัตว์ ต้นไม้ และทุกชีวิตในบ้าน

Happy Ending

แน่นอนว่าแคมเปญนี้เกี่ยวเนื่องกับความรู้สึกและชีวิตคนโดยตรง การวัดผลว่าประสบความสำเร็จมากน้อยแค่ไหนจึงเป็นไปได้ยาก แต่เราก็หวังใจว่ากลุ่มเป้าหมายของพวกเขาจะชื่นชอบ ขอเป็นอีกหนึ่งแรงที่ยืนยันได้ว่าพฤกษาพยายามอย่างหนักที่จะเข้าใจลูกค้า และมองทุกมุมโดยละเอียด

เพื่อให้คน Gen Y เข้าใจบ้านที่พวกเขาออกแบบมากยิ่งขึ้นในวันหน้า ในทางกลับกัน พวกเขาก็จะได้ออกแบบบ้านที่เข้าใจลูกค้ามากยิ่งขึ้นต่อเนื่องไปด้วย

ยกตัวอย่างว่า บางคนอายุ 30 กำลังเพิ่งแต่งงาน 10 ปีผ่านไป เขาก็จะอายุ 40 อาจจะมีลูกสักอายุ 2 – 3 ขวบ ผ่านไปอีก 10 ปี เขาจะเริ่มแตะวัย Senior Aging ลูกเขาจะเริ่มเป็นวัยรุ่น และถ้ามีคุณตาคุณยายมาอยู่ด้วย ก็เป็นคนอายุประมาณสัก 80 แล้ว

Future Living ของพฤกษาคือการคิดถึงอนาคตนั้น ไม่ต้องไกลก็ได้ มองใกล้ ๆ ว่าตรงนี้ยังเป็นห้องเก็บของ อยากจะเปลี่ยนเป็นสตูดิโอพรุ่งนี้หรือเดือนหน้าได้เลย วันนี้สนใจปั่นจักรยาน วันต่อไปอยากเล่นโยคะ บ้านนี้ก็จะมีพื้นที่ที่ดีไซน์ให้ทั้งหมดเกิดขึ้นได้

หลังผ่านระยะเวลาหลายเดือน เพลย์ลิสต์ทั้ง 6 ก็ส่งออกสู่ลูกบ้านและคนทั่วไปได้ฟังกัน ขวัญใจคนทำงานอย่างเราคงหนีไม่พ้น Focus Working ที่เล่นเพลง Stiches ของ Shawn Mendes อยู่ตอนนี้

ก่อนจากกัน อยากให้เฝ้าติดตามสเต็ปต่อไปภายใต้แนวคิดอันยิ่งใหญ่ที่มีคำว่า ทั้งชีวิต เป็นคำมั่นสัญญา

เพราะพฤกษาไม่ได้ใส่ใจแค่ลูกบ้าน แต่รวมถึงสัตว์เลี้ยง ต้นไม้ ทุก ๆ ชีวิตในบ้านให้อยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข และยังคงตั้งมั่นที่จะทำให้บ้านเป็นจุดเริ่มต้นของการมีสุขภาพกายและใจที่ดี ทั้งในวันนี้และในอนาคตต่อไป แม้ผลลัพธ์ที่ได้จะพึงพอใจแล้วก็ตาม

ว่าแล้วก็ออกไปรดน้ำต้นไม้ยามสาย แล้วแวะมาลูบหัวเพื่อนรักสี่ขาที่นอนมองตาละห้อยสักหน่อยดีกว่า 

Unlock Your Future Living : แคมเปญเปลี่ยนบ้านของคน Gen Y ให้เป็นพลังบวก ด้วย 6 Playlist สไตล์จากพฤกษา เพื่อคน สัตว์ ต้นไม้ และทุกชีวิตในบ้าน

นอกจากจะมีเสียงดนตรีที่ช่วยในการสร้างพลังบวก สำคัญคือ บ้านของพฤกษาจะต้องเป็น “บ้านที่จะช่วยสร้างสุขภาพใจที่ดี” พวกเขาจึงใส่ใจออกแบบ Pruksa Living Solution ฟังก์ชั่นต่าง ๆ ที่ตอบโจทย์ของการอยู่อาศัย เพื่อให้ผู้อยู่อาศัยทุกคน ทุกชีวิต มีความสุข และให้บ้านเป็นสถานที่พักกายพักใจ ช่วยให้คุณปลดล็อกสุขภาพกายและใจให้ฟื้นฟูเพราะบ้านที่มาพร้อมกับ Pruksa Living solution จะช่วยให้คุณภาพชีวิตของคุณดีขึ้น 

สัมผัสประสบการณ์ Unlock Your Future Living เพิ่มเติมได้ที่ https://www.pruksa.com/inspiring-story/unlockyourfutureliving-music

ข้อมูลอ้างอิงงานวิจัย
  • Giordano F, Scarlata E, Baroni M, et al. Receptive music therapy to reduce stress and improve wellbeing in Italian clinical staff involved in COVID-19 pandemic: A preliminary study. Arts Psychother 2020;70: 101688.
  • www.sciencedirect.com/science/article/abs/pii/S1558787811001845
  • www.sciencedirect.com/science/article/abs/pii/S0031938416306977
  • www.ncbi.nlm.nih.gov/pmc/articles/PMC7671032/
  • www.sciencedirect.com/science/article/abs/pii/S1558787811001845
  • www.sciencedirect.com/science/article/abs/pii/S0031938416306977

Writer

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

นักอยากเขียน บ้านอยู่ชานเมือง ไม่ชอบชื่อเล่นที่แม่ตั้งให้ มีคติประจำใจว่าอย่าเชื่ออะไรจนกว่าหมอบีจะทัก รักการดูหนังและเล่นกับแมว

Photographer

ณัฐวุฒิ เตจา

เกิดและโตที่ภาคอีสาน เรียนจบจากสาขาศิลปะการถ่ายภาพ สนใจเรื่องราวธรรมดาแต่ยั่งยืน ตอนนี้ถ่ายภาพเพื่อเข้าใจตนเอง ในอนาคตอยากทำเพื่อเข้าใจคนอื่นบ้าง

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load