22 เมษายน 2564
6 PAGES
4 K

12 ปีก่อน เจษ-เจษฎ์พิพัฒ ติละพรพัฒน์ ก้าวเท้าเข้าวงการบันเทิงผ่านสายตาของ พจน์ อานนท์ ที่เข้าไปมองหาดาราหน้าใหม่ตามโรงเรียนมาแสดงภาพยนตร์ เราจึงได้เห็นเจษในจอเงินครั้งแรกเรื่อง แต๋วเตะตีนระเบิด และ หอแต๋วแตก แหกกระเจิง

โอกาสในตอนนั้นพัดพาให้เขาได้เข้ามาแคสติ้งเป็นนักแสดงในค่ายเอ็กแซ็กท์ ปัจจุบันคือ บริษัท เดอะ วัน เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด (มหาชน)

พ.ศ. 2555 เจษรับเชิญเล่นละครจอแก้วเรื่องแรก บ่วงรัก ทางช่อง ททบ.5 ก่อนแจ้งเกิดจากบท พ่อเทพ ในเรื่อง เรือนเสน่หา พ.ศ. 2556

จนวันนี้ เราได้เห็นเขาแสดงหลากหลายบทบาทนับ 20 เรื่อง ทั้งจากละคร ซีรีส์ ซิตคอม ไปจนถึงมิวสิกวิดีโอ และเมื่อบทบาทหมอเชษฐาในละครเรื่อง พิษวาส ทำคนอินทั้งเมือง บวกกับความสามารถที่พัฒนาขึ้นตามวัย ส่งให้เจษได้เป็นพระเอกช่องเต็มตัวในเรื่องถัดมาอย่าง ชีวิตเพื่อฆ่า หัวใจเพื่อเธอ ทางช่อง one31 ทันที

ส่วนล่าสุดเพิ่งจบไป เขาฝากฝีมือไว้ในละครเรื่อง เล่ห์ลวง กับบท ชวิน นายวิตามิน หนุ่มอบอุ่นผู้มาชุบชูใจนางเอกทั้งในและนอกจอ

เจษฎ์พิพัฒ นักแสดงที่มีวงการบันเทิงเป็นครูสอนชีวิต และนักเก็บแมวจรมาเลี้ยงนับ 10 ตัว

เจษบอกว่าทุกเรื่องที่คนมองว่าเขาเล่นบทพระเอกแสนดีแบบเดิมๆ นั้น มีความท้าทายต่างกันอย่างสิ้นเชิง ที่สำคัญยังมอบวุฒิภาวะ รวมถึงทำให้เขาเข้าใจคน และทำให้มองสิ่งรอบตัวด้วยความคิดที่เปลี่ยนไป ไม่ตัดสินใคร เพราะได้พยายามเข้าใจเหตุผลของแต่ละการกระทำ

ในวัยเด็ก เจษเป็นเพียงเด็กหัวดีที่มีความฝันอยากเป็นนักฟุตบอลและนักดนตรี แม้ไม่เคยฝันถึงการเป็นดารา แต่เมื่อเข้ามาแล้วก็ตั้งใจจะเก่งขึ้น และไปอยู่จุดสูงสุดของอาชีพให้ได้

เรามาถึงก่อนเวลา 15 นาที กะไว้ว่าเผื่อเตรียมตัว แต่เจษมาถึงก่อนหน้านั้นแล้ว

ระหว่างบทสนทนายาวๆ เจษไม่ขอให้ใครเสิร์ฟน้ำ ไม่เอ่ยปากขอพักกินข้าว เขาโฟกัสกับการพูดคุยและถ่ายภาพกับเราจนเสร็จ ก่อนหิ้วข้าวกล่องง่ายๆ ที่ทีมเตรียมไว้ให้กลับไปทาน

ต่อไปนี้คือชีวิตตลอด 8 ปีในฐานะนักแสดงจริงๆ (เขาว่าอย่างนั้น) ที่หล่อหลอมความคิดให้เจษในวัย 29 เคล็ดลับการเรียนปริญญาโท คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สาขาวิชาการเงินประยุกต์ ให้ได้เกียรตินิยม ที่ง่ายมากแต่คนมองว่าแปลก ไปจนถึงเรื่องที่เจ้าตัวแบ่งพื้นที่ในบ้านใหม่ให้แมวจรจัดเกิน 10 ชีวิตมาอยู่ด้วย รับรองว่าคุณไม่เคยได้ฟังที่ไหนมาก่อน

เจษฎ์พิพัฒ นักแสดงที่มีวงการบันเทิงเป็นครูสอนชีวิต และนักเก็บแมวจรมาเลี้ยงนับ 10 ตัว

 ช่วงนี้ยังทำงานทุกวันไหม

ก่อนหน้านี้ทำทุกวัน จบเรื่อง เล่ห์ลวง ไป ตอนนี้เหลือแค่คิวเดียวก็คือจันทร์-พุธ 

วันว่างๆ ถ้าไม่ต้องไปกองถ่าย เจษทำอะไร

เล่นกีตาร์ นั่งเล่นเกมอยู่บ้าน

เราเห็นคุณอัดคลิปตีกลองบ่อยๆ ได้ข่าวว่าตอนเด็กๆ ทำวงกับ อะตอม ชนกันต์ ด้วย

กับอะตอมเป็นเพื่อนตั้งแต่สมัยปอหนึ่ง เล่นดนตรีมาด้วยกันตลอด อะตอมคือหนึ่งในคนที่เรานับถือ เขาอยากเป็นนักดนตรีตั้งแต่เด็ก แบบเก่งไม่เก่งไม่รู้ แต่จะเก่งขึ้นเรื่อยๆ จนกว่าจะได้เป็น อะตอมเข้าแกรมมี่ก่อนผม เขาใช้เวลานานมากๆ เป็นศิลปินฝึกหัดอยู่ห้าปี โดยที่ไม่มีผลงานเลย เหมือนฝึกฝนบ่มเพาะตัวเองมาจนวันนี้

แล้วฝันถึงการเป็นนักดนตรีของเราหล่นหายไปตอนไหน

พี่ชายผมเป็นนักดนตรีแบบจริงจังเลย แล้วผมรู้สึกว่าผมสู้ไม่ได้ (หัวเราะ) ผมจริงจังได้ไม่เท่าเขา ผมเลยไม่ทำ

อ้าว ทำไมถึงยอมแพ้ ไหนว่าอยากทำอะไรแล้วจะทำให้สุด

ช่วงมอห้า มอหก รอยต่อที่เราต้องเลือกว่าจะเรียน จะทำอะไร ก็มีโอกาสเข้าวงการบันเทิงพอดี แล้วเราทำแบบกึ่งๆ เล่นดนตรีด้วย แสดงหนังด้วย เลยมีความคาดหวังในทั้งสองสาย พอเห็นพี่ทำสุดแล้วถึงขนาดไปออดิชันที่ญี่ปุ่นและได้ทุนไปเรียนต่อที่อเมริกา ตอนนี้เขาเล่นกีตาร์แจ๊สอยู่นิวยอร์ก บวกกับเป็นเงื่อนไขของที่บ้านผมด้วยว่า ถ้าอยากเรียนสายอาชีพที่ไม่ได้มั่นใจว่าคุณมีรายได้แน่นอน ต้องพิสูจน์ให้เห็นว่าคุณทำได้ขนาดนั้นจริงๆ 

อย่างถ้าเรียนดนตรี พ่อไม่ให้เรียนที่ประเทศไทย ต้องเมืองนอก เหมือนทดสอบความตั้งใจของลูก เลยเป็นมาตรฐานที่สูง เรารู้สึกว่าถ้าทางดนตรี ยากแน่ ไม่น่าจะทำได้ขนาดนั้น เลยมุ่งมาทางการแสดงที่เพิ่งได้โอกาสมาแทน

ของพี่ชายพิสูจน์ตัวเองเรื่องดนตรี แล้วพอเรามาเป็นดาราต้องพิสูจน์ตัวเองกับที่บ้านด้วยไหม

พิสูจน์ครับ มันพิสูจน์โดยที่เขาไม่ได้คาดหวัง พ่อแม่ผมเลี้ยงมาดีมาก คือไม่บอกให้ลูกทำอะไร ไม่ชี้ให้ลูกต้องเป็นหมอ เป็นวิศวะ เป็นอะไร ไม่มีเลย อยากนักดนตรีเหรอ ก็ไป แล้วเขาก็ไม่ได้บอกด้วยว่าต้องขึ้นไปขนาดไหน แต่ลูกทุกคนรู้อยู่ในใจเองว่าสิ่งที่เลือกเราต้องผลักตัวเองทำให้สำเร็จ และพิสูจน์ให้เขาเห็นว่ามันเลี้ยงเราได้จริงๆ

แต่ที่เรามาเป็นนักแสดง ไม่ใช่เพราะรายได้ เราทำเพราะอยากทำ พอทำไปก็รู้สึกชอบและรักมัน เอาตรงๆ บ้านผมไม่ได้ลำบากขนาดที่เราต้องมีเงินจากตรงนี้เยอะๆ เรื่องเงินมาเกี่ยวว่าเราต้องพิสูจน์ว่าเลี้ยงดูตัวเองได้ ผมไม่ได้ขอเงินจากที่บ้านตั้งแต่มหาวิทยาลัย มันทำให้เราภูมิใจในตัวเอง และทำให้เขาภูมิใจในตัวเราด้วย เลยมีความสุขดีกับสิ่งที่เราเลือก

เจษฎ์พิพัฒ นักแสดงที่มีวงการบันเทิงเป็นครูสอนชีวิต และนักเก็บแมวจรมาเลี้ยงนับ 10 ตัว

วัดความสำเร็จของตัวเองในวงการจากอะไร

สิ่งที่ต้องยอมรับให้ได้ ในแง่ของการพิสูจน์ตัวเองของวงการบันเทิงบ้านเรา การขึ้นไปสุดก็ต้องเป็นพระเอก ไม่ใช่ทุกคนจะมองว่าคุณประสบความสำเร็จในฐานะนักแสดงหากไม่ได้เป็นพระเอก เป็นเส้นบางอย่างที่เราต้องผ่านให้ได้

สำหรับผมคงเป็นพระเอกนี่แหละ เพราะพระเอกเองก็แบกเรื่องไว้ ซึ่งเป็นความรับผิดชอบที่มากขึ้นด้วย เลยเป็นตัววัดความสำเร็จอย่างหนึ่งว่าเราทำงานได้ดีและได้ทำงานที่ใหญ่ขึ้น แต่ถ้ามีบทที่ดีไม่จำเป็นต้องเป็นพระเอกก็ได้ บทอื่นที่น่าสนใจเราก็อยากทำ

ตอนนี้เลือกรับงานไหม

เลือกครับ เพิ่งเริ่มคิดว่าไม่จำเป็นต้องทำงานเยอะๆ ก็ได้ ทำแค่ที่เราอยากทำและที่เรามั่นใจ มีความสุขกับมัน แรกๆ เรามีความสุข ถ้าได้งานเยอะๆ หลังๆ ความสุขมันเป็นอีกแบบหนึ่งแล้ว คือได้งานที่เราอยากทำ งานที่รู้สึกอยากไปกองถ่าย อยากเล่นเรื่องนี้ อยากเป็นตัวละครตัวนี้

เจษเป็นนักแสดงมาแล้ว 8 ปี ถือว่ายืนระยะได้นานเหมือนกัน ในวงการนี้ให้หรือสอนอะไรเราบ้าง

ให้วุฒิภาวะเราครับ มาจากการเล่นละครอย่างหนึ่ง มาจากการเจอคนอย่างหนึ่ง การเล่นละครเราได้เข้าใจคนอีกคนหนึ่งมาก เหมือนไปเรียนรู้ชีวิตคนคนหนึ่งผ่านบทบาทนั้น ว่าเขาโตมายังไง มีชีวิตแบบไหน เจออะไรมา เราเข้าใจคนอีกมุมหนึ่งแบบทั้งตัว แล้วมันสะท้อนออกมาเป็นคนแบบหนึ่งที่เรารู้จัก พอเล่นไปเรื่อยๆ ก็มีคนหลายแบบที่เราไปเข้าใจเขา ผมรู้สึกว่ามันสอนผมแบบนี้

แล้วมันทำให้ความคิดของเราโตขึ้นจากการที่เราเข้าใจคน เราเห็นการกระทำ เห็นชีวิตคนในมุมต่างๆ พอเราได้เข้าใจเยอะๆ เราก็เลยไม่ค่อยโกรธใคร เราเข้าใจว่าทุกคนมีเหตุผลของตัวเอง เวลาคนนี้ทำแบบนั้น เราก็จะไม่ค่อยรู้สึกว่าทำไมวะ เราจะไม่เอาตัวเองเป็นศูนย์กลาง ไม่มีใครมีสิทธิ์ไปตัดสินใคร อีกอย่างคือเราเจอคนเยอะ ทำให้เข้าใจโลกมากขึ้น

 แล้วเจษในวัยเด็ก เป็นคนยังไง

ผมเป็น Self Center ทุกอย่างมาจากผมหมด ถ้าเรามองว่านี่ถูกมันต้องถูก นี่ผิดมันต้องผิด ผมเป็นเด็กหัวดี ไม่ต้องอ่านหนังสือเยอะก็เรียนได้เรียนดี ผมเลยรู้สึกว่าผมเก่งแล้ว แล้วโลกเรายังไม่กว้าง เรายังไม่เห็นว่ามีคนเก่งกว่าเรา คนที่ดีกว่าเรา หรือว่าคนที่พยายามกว่าเรา เลยคิดว่าทุกอย่างที่มาจากเรามันจะไม่ใช่เสมอไป

เจษฎ์พิพัฒ นักแสดงที่มีวงการบันเทิงเป็นครูสอนชีวิต และนักเก็บแมวจรมาเลี้ยงนับ 10 ตัว

อะไรเปลี่ยนเด็กชายเจษจอมเซลฟ์คนนั้น

พอเข้าวงการมามันค่อยๆ เปลี่ยน จริงๆ การแสดงเป็นสิ่งที่ผมไม่ค่อยถนัดครับ ถ้าเล่นกีฬา เล่นดนตรี กับเรียน สามอย่างนี้จะถนัด รู้สึกว่าเราเก่ง แต่พอเข้ามาทำตรงนี้มันไม่ง่าย เราเลยรู้ว่ามีคนอื่นที่เก่งกว่า เริ่มมารับฟังคนอื่น

มีจุดเปลี่ยนอะไรอีกไหม ที่ทำให้เจษเป็นเจษในวันนี้

มีเรื่อยๆ ในวงการที่เขาบอกว่าอยู่ยาก มันอยู่ยากจริงๆ เพราะต้องแข่งขันตลอดเวลา แข่งกับคนอื่น แล้วก็แข่งกับตัวเองด้วย ทุกละครที่ออนแอร์เวลาไพรม์ไทม์สองทุ่มครึ่งคือคู่แข่งของเราหมด เราคิดว่าจะแข่งกันแค่ในช่อง หรือกับใครในช่อง แค่นั้นมันไม่พอ แข่งกับพระเอกช่องอื่นๆ เพราะละครเขาออนแอร์ช่วงเดียวกัน เราเลยรู้สึกว่า จริงๆ มันยากนะ และจุดเปลี่ยนมันเลยมีเยอะมากครับ ทั้งได้เล่นแล้วโดนปลดก็มี เหมือนขึ้นไปเป็นพระเอกแล้วละครไม่ดังก็ตกลงมาก็มี มันก็เป็นจุดที่ทำให้เราแบบรู้สึกเฟล รู้สึกแย่หลายๆ ครั้ง

ดึงตัวเองขึ้นมาจากจุดที่เฟลยังไง

ต้องเข้าใจว่ามันทำอะไรไม่ได้แล้ว สุดท้ายต้องย้อนกับมาที่ตัวเองว่าเราทำเต็มที่หรือยัง ถ้ายังก็พัฒนาอีก แต่ถ้าเราทำเต็มที่แล้วจะไปทุกข์ทำไม คิดอย่างนั้นดีกว่า และต้องไม่โทษว่าเป็นความผิดของคนอื่น ตอนแรกผมทำ ที่โดนปลดจากละครเรื่องหนึ่ง ก็โทษคนอื่นว่าทำไมถึงปลดเรา ทำไมถึงทำกับเราแบบนี้ แต่เราไม่ได้โทษตัวเองว่าประสิทธิภาพเราไม่ถึง เรายังทำได้ไม่ดี พอโทษคนอื่นก็รู้สึกแย่กับสิ่งรอบๆ ตัว เวลาเข้าตึกก็ไม่อยากเจอคน ไม่อยากไปเรียนการแสดง รู้สึกว่าทุกคนทำร้ายเรา

พอมาคิดดีๆ ไม่มีใครทำร้ายเรา มันดีด้วยซ้ำ การที่เราออกไปตอนนั้น พอผมมาเล่นละครเรื่องแรก หลังจากนั้นเข้าช่องมาได้ปีหนึ่ง เลยรู้ว่าถ้าตอนนั้นออกไป แย่แน่เลยว่ะ เพราะว่าประสบการณ์เราก็ไม่มี ความสามารถเราก็ไม่ถึง สิ่งที่เปลี่ยนยากมากคือมุมมองคนดู ความคิด และสิ่งที่เขาจำภาพเรา ณ วันแรกที่เขาเห็นเรา ถ้าวันแรกที่เขาเห็นแล้วเราเล่นแย่ๆ นะ สิ่งนั้นจะติดตัวเราไปหลายปีเลย ซึ่งช่องเขาก็ไม่อยากให้เป็นอย่างนั้น จริงๆ เขาหวังดี พอผมรู้อย่างนี้ เลยรู้สึกว่าเขาตัดสินใจถูกแล้ว และเราต้องขอบคุณเขาด้วยซ้ำ

เจษฎ์พิพัฒ นักแสดงที่มีวงการบันเทิงเป็นครูสอนชีวิต และนักเก็บแมวจรมาเลี้ยงนับ 10 ตัว

ถ้าย้อนกลับไปวันที่โดนปลดได้ จะบอกเขาว่าอะไร

คงไม่บอกอะไรครับ คงยอมรับและไม่เสียเวลากับการไปนั่งโทษคนอื่นนานนัก เพื่อกลับมาพัฒนาตัวเองให้เร็วที่สุด

แล้วถ้าย้อนเวลากลับไปแก้ไขอดีตได้หนึ่งเรื่อง เรื่องนั้นคือ

ไม่มีครับ ผมเชื่อว่าทุกเรื่องทำให้ผมเป็นผมในวันนี้ เรื่องที่ทำผิดพลาดไปวันนี้ก็คงไม่ทำอีก มันเรียนรู้จากทุกๆ สิ่ง ทุกๆ อย่าง ผมก็เลยรู้สึกไม่เคยโทษอะไรในอดีต ผมรู้สึกว่ามันทำให้เราโตขึ้น ถ้าเราไม่เคยเจอวันนั้น แล้วเรามาเจอวันนี้ เราก็จะมาเจ็บวันนี้ รู้สึกแย่วันนี้อยู่ดี 

มองอนาคตตัวเองในวงการไว้ว่าอย่างไร

ผมอยากได้ทำงานดีๆ ทำงานที่เราอยากทำ มีส่วนร่วมกับมันมากขึ้น ทำงานที่เราเลือกจริงๆ มันมาจากการที่เราค่อยๆ ไต่ขึ้นจากข้างล่างขึ้นมาเป็นตัวหนึ่ง พอเป็นตัวหนึ่งสักระยะ ข้อดีของมันคือ เราได้ทำงานที่เราอยากทำ เรามีสิทธิ์ได้เลือก ก็เป็นข้อดีอีกอย่างหนึ่ง ที่เราอยากขึ้นมาอยู่ตรงนี้ เพราะว่าเราจะได้ทำงานที่เรามีความสุขจริงๆ สักที ถ้าเราอยู่ที่เดิม โห แค่มีงานก็ดีแล้วครับ

แปลว่ายังอยากทำงานในวงการไปเรื่อยๆ

ใช่ครับ แต่ไม่เคยคิดว่าห้าปี สิบปี จะเป็นยังไง แค่ทำเรื่องที่ทำอยู่ให้ดีที่สุด ผมเชื่อว่ามันจะส่งผลดีต่ออนาคตและโอกาสต่างๆ ที่จะเข้ามา 

ณ วันนี้ อยากให้คนมองเจษว่าเป็นคนแบบไหน

อืม (นิ่งคิด) เป็นคนจริงจัง คนจะคิดว่าผมเป็นลูกคุณหนูจากข่าวที่ออกไป เป็นลูกหลานตลาด บางคนยังไม่รู้เลยว่าตลาดใหญ่แค่ไหน หรือตลาดอยู่ตรงไหน นี่คือสิ่งที่เราไม่ชอบให้คนมาคิดว่าเราเป็นแบบนั้น ลูกคุณหนู อยู่สบายตั้งแต่เด็ก ไม่ต้องพยายามอะไรมากมาย มันตรงกันข้ามเลยครับ ตรงกันข้ามตั้งแต่พ่อแม่เลี้ยงผมมาแล้ว พ่อแม่ไม่เคยสปอยล์อะไรเลย ไม่เคยซื้ออะไรให้แบบไม่มีเหตุผล ไม่เคยมีของแพงๆ ไม่เคยจู่ๆ เอาเงินมาให้ ที่สบายน่ะคือมีที่อยู่ดี มีกิน มีใช้ ไม่ขาด มีแค่นั้น ผมเลยไม่รู้สึกว่าผมเป็นลูกคุณหนูตรงไหน แล้วเราก็ใช้ความพยายามอย่างมาก กว่าจะมาถึงจุดนี้ มันอาจจะไม่ได้มากเท่าคนอื่นที่ชีวิตลำบากมาแล้วพลิกผัน ถ้าให้ย้อนกลับไปคิดแต่ละสเต็ป ก็รู้สึกว่าเหนื่อยจริงๆ และอยากให้เห็นว่าเราตั้งใจ

 คุณเก็บแมวจรจัดมาเลี้ยงเป็น 10 กว่าตัวเลยหรอ

ใช่ (หัวเราะ) เราให้อาหารแล้วมันก็มา เหมือนมดอะ (หัวเราะ) ตรงไหนหวาน ตรงไหนมีอาหารมันก็มา แล้วแม่เขาก็เลี้ยง พอยิ่งเลี้ยงมันก็ยิ่งมา ตอนนี้เลยเลี้ยงจริงจัง มีแบ่งโซน แยกชนชั้น มีตัวอยู่นอกบ้าน ในบ้าน แล้วก็มีตัวที่มีบ้านของตัวเอง ในสวนบ้านใหม่ที่ทำมีส่วนหนึ่งเป็นโซนให้แมวอยู่ไปเลย

เจษฎ์พิพัฒ นักแสดงที่มีวงการบันเทิงเป็นครูสอนชีวิต และนักเก็บแมวจรมาเลี้ยงนับ 10 ตัว

โห เป็นคนรักสัตว์มากเหมือนกันนะเนี่ย แล้วทำไมถึงเลือกเก็บสัตว์จรจัดมาเลี้ยง

บ้านเราเป็นคนรักสัตว์อยู่แล้ว แม่เป็นคนรักสัตว์มาก เขาเล่าให้ฟังว่า ตอนเด็กๆ ก็เก็บหมาข้างทางมาเลี้ยง ก่อนหน้านี้เลี้ยงสุนัข ไม่มีอะไรที่ซื้อมาเลย ทุกอย่างเริ่มต้นด้วยการเก็บหรือมีคนเอามาทิ้งเสมอ ล็อตแรก ตัวผู้กับตัวเมีย สองตัวนี้เหมือนหนังฝรั่งเลย มีกล่องโยนเข้ามาในบ้าน มีโน้ตเขียนว่าฝากเลี้ยงดูด้วย เลี้ยงไม่ไหว อยู่ๆ ตัวเมียดันไปท้องไม่มีพ่อ เข้ามาในบ้าน (หัวเราะ) คลอดมาอีกสองตัว เป็นอีกเจนหนึ่ง พอสองตัวแรกตาย ก็มีอีกตัวหนึ่งโดนรถชนเข้ามาแอบในบ้าน กลายเป็นสามตัว ตัวหนึ่งอยู่ในบ้าน อีกสองตัวอยู่นอกบ้าน พอหมดเจนหมา ก็เป็นแมวที่เข้ามาในบ้าน 

บ้านผมเป็นรั้วใหญ่หนึ่งไร่ มีหลายบ้าน มีลานมีซอกให้แมวแอบเยอะ พอมันเข้ามาแม่ก็สงสาร เลยให้อาหาร พอให้ก็มาเรื่อยๆ นั่นแหละ ท้องไม่มีพ่อเหมือนกัน (หัวเราะ) เข้ามาคลอดก็มี บางตัวร้องเพราะติดอยู่บนหลังคาบ้านลงมาไม่ได้ พอมีเหตุอะไรสักอย่างให้เขาเข้ามาหรือว่าให้เขามาเจอเรา แม่ก็เชื่อว่า มันคงเป็นเหตุให้เราต้องเลี้ยง ต้องดูแลเขาแหละ 

ตอนแรกเราคิดว่าจะมีแค่ตัวสองตัว นี่ไม่ได้เยอะเกินเลี้ยงไหวใช่ไหม

ยังครับ มันมีโซนของมันนะ ผมว่ามันไม่ได้เลี้ยงยากเหมือนหมา กินน้อยกว่าแล้วก็อยู่รวมกันเป็นคอกๆ

มีคนบอกว่าเจษไม่ปาร์ตี้ ไม่เที่ยวกลางคืน ติดบ้านเหรอ

เมื่อก่อนเที่ยวครับ เดี๋ยวนี้ไม่แล้ว หลังจากที่ผมเกิดอุบัติเหตุจากการเล่นฟุตบอล พอผ่าเข่ามาเป็นอีกคนหนึ่งไปเลย เพราะต้องอยู่บ้านสองเดือน กลายเป็นผมชอบอยู่บ้านไปเลย ต่อจากผ่าเข่าเป๊ะเลยนะ คือช่วง COVID-19 พอดี ว่างๆ ไปเลยครึ่งปี จากนั้นก็ไม่อยากออกไหน จริงๆ ผมเที่ยวตั้งแต่เป็นเด็กมัธยมปลายๆ มหา’ลัยนี่หนักเลย ร้านเหล้าทุกวัน ไปผับทุกวันค่อยตื่นไปเรียน พอเรียนจบมันก็เริ่มรู้สึกเบื่อแล้ว ไม่ได้อินขนาดนั้น พอยิ่งโตขึ้นยิ่งเฟดลงเรื่อยๆ เหมือนเราผ่านมันมาแล้วมั้งครับ ไม่ได้เป็นคนไม่เที่ยวอะไรหรอก แต่เที่ยวไปแล้วมากกว่า (หัวเราะ)

เฮี้ยวมาก แต่ยังเรียนได้เกียรตินิยม

โชคดีครับ อันนี้สำคัญมากเลย ผมอยากบอกว่า ผมใช้วิธีเรียนที่คนมองคิดว่าแปลกและเป็นสิ่งที่ทุกคนเปิดข้าม คืออ่านคำนำกับสารบัญว่าเราเรียนอะไรอยู่ แล้วมันจะทำให้เข้าใจว่าต้องรู้และเข้าใจอะไรบ้าง ตอนปริญญาตรียังไม่ได้ทำ เลยได้แค่สามต้นๆ (นั่นแค่เหรอ-เสียงช่างภาพ ก่อนพากันหัวเราะ) มาทำตอนปริญญาโท แล้วผมอ่านหนังสือแค่สองวัน เพราะรู้ว่าต้องอ่านอะไร รู้ว่าอะไรสำคัญ รู้ว่ากำลังเรียนอะไรอยู่ และเรื่องนี้จะบอกอะไร ถ้าทุกคนเคยทำทีสิส คำนำกับบทคัดย่อนี่ยากสุดแล้วนะ เพราะมันต้องเอาทั้งเล่มมาเขียนลงในหน้าเดียว 

ผมว่ามันมีเหตุผลและถูกต้อง เพราะเป็นส่วนที่สำคัญที่สุดของหนังสือด้วยซ้ำ พออ่านเสร็จเรียนง่ายขึ้นเยอะเลยครับ ใช้เวลาในการเรียนแป๊บเดียว อ่านหนังสือแค่วันสองวัน ที่เหลือเอาไปถ่ายละคร

แล้วถ้าให้เขียนคำนำในชีวิตของเจษ จะมีข้อความว่าอะไร

มีความสุขในทุกๆ วันครับ

นี่คือสรุปรวบยอดแบบขมวดชีวิตเราแล้ว

พยายามตั้งเป้าหมายว่าจะทำอะไรให้มีความสุขและทำให้ได้ แค่นั้นก็ยากแล้วครับ แต่ละวันนี้ต้องเจออะไร คุณก็รู้ใช่มั้ย (ยิ้ม)

เจษฎ์พิพัฒ นักแสดงที่มีวงการบันเทิงเป็นครูสอนชีวิต และนักเก็บแมวจรมาเลี้ยงนับ 10 ตัว

Writer

ปาริฉัตร คำวาส

เชื่อว่าบ้านคือตัวตนของคนอยู่ เชื่อว่าความเรียบง่ายคือสิ่งซับซ้อนที่สุด และสนใจงานออกแบบเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี(กับเธอ)

Photographer

สิทธิพงษ์ ติยะวรากุล

ชอบถ่ายรูป แต่ชอบฟังนักเขียนขณะสัมภาษณ์มากกว่า