ย้อนกลับเมื่อปี 2544 คมสัน นันทจิต พิธีกรคนดังเคยเขียนถึงศิลปินดูโอ้ Triumphs Kingdom ว่า..

“..มีครั้งหนึ่งผมไปดูรักบี้ที่มหาวิทยาลัยฯ ในสนาม, กองหน้ากอดคอกันเข้าแถวสกรัม ข้างสนาม, กองเชียร์กอดคอกันตะโกน “โบ-จอยซ์ โบ-จอยซ์” คงไม่มีคำจำกัดความอะไรมากไปกว่านี้อีกแล้ว..”

แต่สิ่งที่หลายคนอาจคาดไม่ถึงคือผ่านมาสิบกว่าปี บทเพลงของสองสาวอย่าง ผ้าเช็ดหน้า, อย่าเข้าใจฉันผิด, อยู่นานนานอีกนิด, อ้วน, ถอด หรือ ล่ำบึ้ก ยังคงโด่งดังข้ามเวลาและถูกแสดงตามคอนเสิร์ต หรือแหล่งบันเทิงต่างๆ ไม่เปลี่ยนแปลง

ปฏิเสธไม่ได้ว่านี่คือความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ของค่ายเพลงเล็กๆ ที่ไม่เหมือนใคร ค่ายเพลงที่นิยามตัวเองเป็นมหานครทางดนตรีสำหรับคนรุ่นใหม่ ซึ่งเติบโตขึ้นใต้ร่มเงาของสังกัดของค่ายอินดี้ในตำนาน Bakery Music

หากนับเวลาที่ผลงานชิ้นแรกของค่ายนี้วางแผง เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2541 นี่ก็ครบ 20 ปีพอดิบพอดี

ยอดมนุษย์..คนธรรมดา ขอพาทุกท่านไปพูดคุยกับ Mr.Z ‘สมเกียรติ อริยะชัยพาณิชย์’ ผู้ก่อร่างสร้าง DOJO CITY และนิตยสาร Katch หนึ่งในวัฒนธรรมป๊อปสำคัญของวัยรุ่นไทยปลายยุค 1990 ถึงต้นยุค 2000

DOJO CITY

 

1

คือ..ความสดใสของวัยรุ่น

DOJO CITY เกิดขึ้นท่ามกลางช่วงที่สถานการณ์ของ Bakery Music กำลังง่อนแง่นที่สุด

หลังเผชิญผลกระทบอย่างหนักจากวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้ง อัลบั้มที่เคยขายได้ใกล้ล้านชุด ตกมาเหลือเพียงแสนต้นๆ แถมยังมีปัญหากับผู้จัดจำหน่ายที่ไม่ยอมจ่ายเงินค่าขายจนเกือบต้องปิดบริษัทตั้งแต่ปลายปี 2540

ตอนนั้นการออกอัลบั้มสักชุดต้องพิจารณาอย่างถี่ถ้วน ส่วนใหญ่มักเป็นอัลบั้มรวมฮิต เช่น Bakery on Vacation, Bakery Love, Bakery RareGroove เพื่อประหยัดต้นทุนการผลิต

กระทั่งมาถึงอัลบั้มหนึ่งที่ชื่อ Daydreaming สมเกียรติ เจ้าของผลงานชุด Z-Myx ที่โด่งดัง และหนึ่งในผู้บริหารของ Bakery Music จึงเกิดความคิดอยากทำเพลงสไตล์ใหม่ๆ ที่ตัวเองสนใจ เป็นเพลงวัยรุ่นใสๆ ที่ฉีกจากตลาดเพลงทั่วไป บวกกับได้พบกับนักร้องสาวๆ ที่น่าสนใจหลายคน จึงดึงพวกเธอมาร้องเพลงประกอบอัลบั้มนี้

2 เพลงแรกที่เป็นจุดกำเนิดเพลงสไตล์นี้คือ ดอกไม้ ร้องโดย อาภัสณี ศิริรัตน์อัสดร และ กิรตรา พรหมสาขา ณ สกลนคร กับ รู้สึกแปลก ร้องโดย อัจฉรา จิตตรัตน์เสนีย์

ผลลัพธ์ที่น่าพอใจจุดประกายให้สมเกียรติไม่อยากทำแค่เพียงเพลงประกอบในอัลบั้มรวมฮิตเท่านั้น แต่ต้องการสร้างศิลปินวัยรุ่นแนวใหม่ที่ค่ายขนมปังดนตรีไม่เคยมีมาก่อน

“สมัยก่อนนี้ เพลงวัยรุ่นมักมีลักษณะเป็นเรื่องแต่งใหม่ไปเลย ซึ่งส่วนใหญ่ไม่ใช่ไลฟ์สไตล์ของศิลปิน ฟังแล้วเราไม่สามารถรู้ได้เลยว่าตัวเขาเป็นยังไง ขณะที่เราอยากทำเพลงที่มาจากเรื่องจริงๆ ของคนร้อง หรือเป็นไลฟ์สไตล์ของคนที่ร้อง เช่นฉันรักเธอ ฉันชอบเธอ เนื้อหาจะถูกกำหนดแบบนั้น โดยเราตั้งใจให้เป็นเหมือนกระบอกเสียงของวัยรุ่น ที่ทุกคนสามารถเข้าใจได้ พร้อมแฝงความสนุกและกวนๆ ไว้นิดหนึ่ง”

แนวเพลงที่สมเกียรติตั้งใจทำตอนนั้น คือเพลงเต้นรำที่ชื่นชอบเป็นทุนเดิม แต่นำมาปรับให้เข้ากับกลุ่มผู้ฟังที่เป็น Teen Idol อายุระหว่าง 13 – 19 ปี โดย ศิลปินเบอร์แรกก็คือ ‘คิท’ กับ ‘กิ’ สองสาวที่ร้องเพลงดอกไม้ ซึ่งรวมตัวกันในชื่อ Niece

สมเกียรติเล่าให้ทั้งคู่ฟังว่า เขาชอบเสียงเวลาสองคนร้องด้วยกัน รู้สึกว่าพอรวมกันแล้วเป็นเสียงที่เพราะมากเสียงหนึ่ง

“แรงบันดาลใจนี้มีเต็มไปหมด โดยเฉพาะเพลงฝรั่ง เพลงสากล ช่วงยุค 1987 พวก Kylie Minogue, Jason Donovan ส่วนเนื้อไทยเราคิดขึ้นเอง มีพี่บอยเป็นคนเขียนเนื้อ แต่ส่วนเรื่องคอนเซปต์อะไรนี่ ผมจะเป็นคนบอก รวมถึงเวลาไปเจอศิลปินแล้ว ศิลปินก็จะช่วยคิดด้วย”

แม้เวลานั้น สถานการณ์เศรษฐกิจของบริษัทจะไม่สู้ดีเท่าใดนัก แต่ด้วยความเชื่อมั่นในทักษะการมองตลาดของหุ้นส่วนบวกกับความเป็นเพื่อนที่คบหามายาวนาน ทำให้ สุกี้-กมล สุโกศล แคลปป์ บอสใหญ่ Bakery Music ตัดสินใจสนับสนุนความฝันของสมเกียรติเต็มที่ ประมาณว่า — ‘ทำก็ทำ ลุยก็ลุย’

มีเพียงสิ่งเดียวที่สุกี้กังวลคือความรู้สึกของแฟนเพลง Bakery Music เพราะภาพลักษณ์ของศิลปินวัยรุ่นที่จะทำนั้นต่างจากศิลปินในสังกัดเวลานั้นอย่างสิ้นเชิง ทั้ง P.O.P, Yokee Playboy, Pause, Tea For Three, ธีร์ ไชยเดช, โจอี้ บอย หรือแม้แต่สายชล ระดมกิจ ซึ่งล้วนแต่สร้างสรรค์งานเพลงขึ้นเอง

ขณะที่ Niece ผลิตจากทีมโปรดักชัน 100 เปอร์เซ็นต์และแนวเพลงก็ยังเด็กกว่ามาก พวกเขาจึงตัดสินใจทำแบรนด์ย่อยใหม่ที่ชื่อ DOJO CITY พร้อมออกแบบโลโก้เป็นตัวหนังสือกราฟิกในบอลลูนคำพูดสีเหลืองสดใส

สุกี้บอกว่า ชื่อนี้มาจากร้านอาหารโปรดของที่ตั้งอยู่บนถนนเซนต์มาร์กในนครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ซึ่งเขาเคยพา บอย-ชีวิน โกสิยพงษ์ หุ้นส่วนอีกคนไปรับประทาน แล้วบอยประทับใจจนนำไปใช้เป็นชื่อค่ายย่อยนี้ ขณะที่สมเกียรติเล่าพร้อมเสียงหัวเราะว่า “ความจริง DOJO มันเป็นเสียงกลองดังๆ DOJO CITY ก็เลยเหมือนกับเมืองที่เต็มไปด้วยเสียงแบบนี้ แต่ความจริงแล้วเราไม่ได้คิดอะไรมากหรอกตอนตั้ง”

หากแต่สิ่งที่ท้าทายยิ่งกว่า คือทำอย่างไรให้ศิลปิน Teen Idol ประสบความสำเร็จ!!

สมเกียรติเชื่อว่าต้องใช้สื่อที่มีประสิทธิภาพควบคู่ไปด้วย เช่นสื่อโทรทัศน์ วิทยุ หรือแม้แต่สิ่งพิมพ์ เขาเลยผลักดันนิตยสารเล่มใหม่ออกมาเจาะกลุ่มวัยรุ่นเป็นการเฉพาะ ใช้ชื่อว่า Katch

DOJO CITY

“ตอนแรกสุกี้ยังไม่เชื่อว่ามันจะเป็นไปได้ทางการตลาด ไม่ว่าจะเป็น DOJO หรือ Katch ทุกคนเลยต้องทำงานหนักมากขึ้น เพื่อผลักดันให้งานออกมาได้ เพราะเราเชื่อมั่นว่าทั้งสองส่วนนี้มันน่าจะไปได้ดี ถึงแม้ว่า Katch จะเริ่มจากจุดที่เจ๊งแน่นอน ซึ่งเป็นเรื่องปกติของการทำหนังสือสักเล่ม ไม่มีทางได้กำไรตั้งแต่แรกอยู่แล้ว ต้องรอถึงเล่ม 3 หรือเล่ม 4 สปอนเซอร์ถึงได้เข้ามาแบบน่าอุ่นใจ และกลายมาเป็นมีเดียให้กับเทปของเราไปอย่างเต็มตัว”

Katch มีกลิ่นอายของนิตยสารวัยรุ่นญี่ปุ่น เป็นส่วนผสมกับแฟชั่นกับการ์ตูน ซึ่งครึ่งหลังนี้เป็นความสนใจส่วนตัวของบอย โดยก่อนหน้านี้บอยเคยกรุยทางด้วยการจับมือกับวิบูลย์กิจเปลี่ยน ‘คริสติน’ อดีตแดนเซอร์สาวของโจอี้ บอย ให้กลายเป็นซูเปอร์ฮีโร่สาวมาแล้ว

“ความจริงเราไม่มีโมเดลอะไรเลย ที่สำคัญมันไม่ใช่ความถนัดด้วย เพราะผมเป็นคนทำเพลง แต่ตอนนั้นเรารู้สึกว่าอยากทำข้อมูลที่เกี่ยวกับแฟชั่น ให้หนังสือเล่มนี้เป็นเหมือนไบเบิลด้านแฟชั่นของวัยรุ่นในการแต่งตัว นำข้อมูลฝั่งยุโรป อเมริกา หรือประวัติของแฟชั่น มาย่อยให้เข้าใจง่าย เข็มขัดแบบนี้มายังไง แต่ละเล่มก็จะมีธีมของตัวเอง

“อีกอันหนึ่งที่ไม่เคยมีมาก่อนคือ On the Street (คอลัมน์รวมภาพวัยรุ่นสยามสแควร์ที่มีสไตล์แต่งตัวไม่เหมือนใคร) เพราะเมื่อก่อนวัยรุ่นจะไม่ค่อยกล้าแต่งตัว ไม่รู้อันไหนใช่-ไม่ใช่ On the Street ก็เหมือนเป็นพื้นที่ให้ ถ้าคุณแต่งดี แต่งเป็น คุณได้ลงนะ ตรงนี้น่าจะมีส่วนช่วยให้ Katch เป็นที่รู้จักมากขึ้น รวมถึงเพลง DOJO ด้วย พูดง่ายๆ คือทุกอย่างรวมกันหมด”

Katch ฉบับปฐมฤกษ์จึงมีสองสาว Niece ขึ้นปก วางแผงในช่วงไล่เลี่ยกับการปล่อยอัลบั้มแรก คือต้นพฤศจิกายน 2541

ผลจากการทดลอง สองสาวได้เสียงตอบรับที่ดีพอสมควร โดยเฉพาะเพลง บีบมือ และ ไปพัก ทว่าในแง่ยอดขายแล้วกลับสวนทาง แต่นั่นก็ไม่ทำให้สมเกียรติและทีมงานท้อเลย พวกเขายังคงรู้สึกสนุกและอยากเดินหน้าตามหนทางที่เชื่อต่อไป

“ผมคิดว่าวัยรุ่นไทยเป็นวัยที่รับอะไรได้เร็วมาก เมื่อก่อนอาจจะรู้จักแต่สามเหลี่ยม ตอนนี้มีสี่เหลี่ยม หกเหลี่ยม วงกลม อะไรเยอะแยะเข้ามาจนเขาหยิบมาใช้สอยไม่ถูก และอ่านไม่ออกว่าแต่ละอย่างมีพื้นฐาน มีค่าความหมายอย่างไร ผมรู้สึกว่าวัยรุ่นไทยขาดคนที่มาบอกเขา ทั้งการศึกษาและสไตล์ยังน้อยเกินไป

“โอเค เราทำเพลงขายให้เขา ทำหนังสือขายให้เขา แต่เราก็ขายด้วยความพยายามให้ข้อมูลไปด้วย เช่นต้องการให้เขารู้ว่า นี่คือเพลงยุค 60 แน่นอนว่าพวกเขาขายของ แต่สิ่งที่เขาจะได้คือที่มาที่ไปของงานแต่ละอย่าง คือเราทำงานเป็นธุรกิจแต่เขาจะต้องได้อะไรจากเราด้วย นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมทุกคนจึงอยากทำต่อ แม้ช่วงแรกจะขายไม่ค่อยดีก็ตาม”

 

2

Center Point Culture

“สองคนนี้จะทำงานได้เหรอ” คือสิ่งที่สุกี้ถามสมเกียรติเมื่อเขาพา 2 สาว โบ-สุรัตนาวี สุวิพร กับ จอยซ์-พรพรรณ รัตนเมธานนท์ มาแนะนำว่าทั้งคู่กำลังจะเป็นศิลปินลำดับที่ 2 ของ DOJO CITY

DOJO CITY DOJO CITY

“ความจริงสุกี้เคยเห็นทั้งคู่มาบ้าง เพราะน้องๆ พวกนี้ก็มาเรียนพิเศษที่สยาม วันที่แนะนำ สุกี้ถามว่าเอาจริงเหรอ ผมบอกเอาจริงก็ลองทำเพลงกันเลย พอเขาเห็นความเป็นธรรมชาติ ไม่กลัวอะไร ร้องแล้วดูสนุกก็เลยโอเค”

จุดเด่นสำคัญศิลปิน DOJO ไม่ได้อยู่ที่เสียงร้องที่ไพเราะหรือความสมบูรณ์แบบ แต่คือบุคลิกและสไตล์ที่สะท้อนความเป็นตัวแทนของกลุ่มคนรุ่นใหม่ในยุคนั้นได้ ดังเช่นที่บอย โกสิยพงษ์ เคยเปรียบนักร้องกลุ่มนี้เป็นเหมือนสาวข้างบ้านที่มาร้องเพลงให้ฟัง บางคนแค่ร้องเพลงได้ หูไม่เพี้ยน มีทัศนคติดี ก็สามารถปั้นได้แล้ว

หากไม่นับกรณีของคริสติน นักร้องส่วนใหญ่ที่เข้ามามักผ่านคนใกล้ชิด อย่าง โบ-จอยซ์ ก็เป็นเพื่อนแก๊งเดียวกับน้องชายของสมเกียรติ และก่อนหน้านี้จอยซ์ยังเคยแสดง MV เพลง ทางออก ช่วงที่เขาทำอัลบั้ม Zequence เมื่อปี 2538 ด้วย

ส่วน H มาจากการที่สมเกียรติรู้จักกับ แอนนี่-มณทิราภา รัตตะกุญชร แล้วแอนนี่ก็รู้จัก พลอย หอวัง ซึ่งเป็นรุ่นน้องที่โรงเรียนรุ่งฤดีอีกที จึงชักชวนมาร่วมทำโปรเจกต์ด้วยกัน ตอนหลังก็ได้ กิ๊ฟ-กุศลิน โควหกุล ซึ่งสมัครคัดตัวเป็นแดนเซอร์ให้โจอี้ บอย มาเสริมกลายเป็นเกิร์ลกรุ๊ปที่มีหลายคาแรกเตอร์ ทั้ง Honey Homey และ Happy ซึ่งเป็นที่มาของชื่อวง

ศิลปินบางคนดึงมาจากนางแบบปกนิตยสาร Katch ตรงนี้ถือเป็นความโชคดีเพราะ Bakery Music ช่วงนั้นตั้งอยู่ตรง Center Point กลางสยามสแควร์พอดี ทำให้มีโอกาสเจอวัยรุ่นที่น่าสนใจมากมาย คนดังๆ ที่เคยขึ้นปก Katch มาแล้วก็อย่างเช่น บอลลูน-พินทุ์สุดา ตันไพเราะห์, กิ๊ฟท์ซ่า-ปิยา พงศ์กุลภา และ กิ๊บซี่-วนิดา เติมธนาภรณ์

แต่ส่วนใหญ่คนที่เข้าตาและถูกดึงมาอยู่ DOJO ต้องมีความโดดเด่น มีไหวพริบ กล้าแสดงออก และเป็นตัวของตัวเอง เช่น ‘ออย Shocking Pink’ วันศิริ โภคกุลกานนท์ ซึ่งย้อมผมเป็นสีชมพู หรือ พิงค์-พรเพ็ชร์ วิริยะวงศ์ไพศาล กับ ปุ๋ย-อังคณา สุระเรืองชัย จาก Mr.Sister รวมถึง โน้ต-ณัฐกานต์ ประสพสายพรกุล ซึ่งสมเกียรติทาบทามไว้ตั้งแต่แรกๆ แต่เธอไปเรียนต่อเมืองนอกพอดี และพอกลับมาเป็นช่วงที่ DOJO ใกล้ปิดแล้ว จึงหันมาออกอัลบั้มโน้ต-ตูน ในสังกัด Sony Music แทน

DOJO CITY DOJO CITY

“เราจะดูตั้งแต่เดินเข้ามาเลย บุคลิกแรกที่เห็น หน้าตาไม่ใช่จุดเด่น แต่จะดูวิธีพูด วิธีเดิน ดูว่าแรงดึงดูดของเขาคืออะไร อย่างบางคนมาถึงแล้วเอาแต่เล่นเกม เราก็ไม่เอา จากนั้นจึงสัมภาษณ์อย่างละเอียด ทั้งมุมมองต่อสังคม พ่อแม่พี่น้อง และความสนใจส่วนตัวต่างๆ บางทีก็เป็นคำถามเชิงจิตวิทยา เช่น ระหว่างโกหกกับพูดจริง ชอบแบบไหนมากกว่า แล้วผมก็จะดึงเอาสิ่งที่เป็นตัวเขาเองนั่นแหละออกมาเป็นงาน”

จากสัมภาษณ์ก็มาสู่ขั้นตอนทำเพลงเดโม เพื่อทดสอบทักษะการร้องเพลง ส่วนใหญ่เป็นการทำกันแบบสดๆ โดยสมเกียรติจะวางคอนเซปต์ให้แล้วทีมงานก็แต่งทันที อย่าง Triumphs Kingdom ได้ร้องเพลง อย่าเข้าใจฉันผิด ขณะที่ Niece ได้ร้องเพลง บีบมือ ซึ่งบอย โกสิยพงษ์ ดัดแปลงมาจากเพลงสปอตที่แต่งให้คลื่นคนดนตรีอีกที

“ตอนนั้นยังไม่มีท่อน Verse เลย ผมก็บอกให้น้องสองคนไปเดินช้อปปิ้งกันก่อน แล้วก็เอาเพลงนั้นมาเปลี่ยนเนื้อนิดหน่อย พอน้องเขากลับมา เราก็แต่งเสร็จพอดี” บอยเคยให้สัมภาษณ์ถึงที่มาของเพลงฮิตที่กลายเป็นสัญลักษณ์ประจำตัว Niece

หลังจากนั้นก็มาถึงขั้นพัฒนาศักยภาพ ทั้งการร้องการเต้น หนึ่งในครูสอนร้องเพลงก็คือ ‘โจ้ Pause’ อัมรินทร์ เหลืองบริบูรณ์ รวมถึงวางคาแรกเตอร์ของศิลปินว่าควรเป็นเช่นใด เช่น H ถูกกำหนดธีมให้เป็นสายลับ เนื่องจากมีความเป็นเด็กซนอยู่ในตัว พร้อมให้ทีม B.Boyd Characters ทำการ์ตูนออกมาสนับสนุนเพื่อลงในนิตยสาร Katch

ขณะที่สไตล์การแต่งกายหรือแฟชั่น ทีมงานไม่ได้ปรับเปลี่ยนอะไรมาก เพราะต้องการเน้นความเป็นตัวเองมากที่สุด เช่น โบ-จอยซ์ ก็สวมสายเดี่ยว เกาะอก กางเกงขาสั้น รองเท้าส้นตึก มาตั้งแต่ครั้งแรกที่พบกับสมเกียรติ

“เราไม่เคยยัดเยียดว่าน้องต้องเป็นอย่างไร มีอะไรก็คุยได้หมด อย่างช่วงแรก TK เราก็ไม่นึกว่าเขาจะกล้าใส่ ตอนนั้นก็ถามว่าที่บ้านไม่ว่าอะไรเหรอ เขาก็บอกว่าไม่ว่าอะไร แล้วเราเองก็ไม่รู้สึกว่ามันเป็นอะไรด้วย ก็เลยให้ใส่เลย”

หลัง Triumphs Kingdom ชุดแรกวางแผง เกิดปรากฏการณ์แฟชั่นสายเดี่ยวระบาดหนักในหมู่วัยรุ่น โดยเฉพาะแหล่งท่องเที่ยวอย่าง Center Point หรือ RCA เช่นเดียวกับยอดขายกว่าแสนชุดที่ช่วยพลิกฟื้นสถานการณ์ของบริษัทที่กำลังย่ำแย่ให้กระเตื้องกลับมาได้ แม้ไม่สามารถล้างหนี้ก้อนใหญ่ได้ก็ตาม

แต่อีกมุมความโด่งดังกลับเป็นดาบสองคม เพราะมีผู้ใหญ่ในบ้านเมือง รวมถึงคอลัมนิสต์ชื่อดังหลายคนออกมาโจมตีถึงความไม่เหมาะสมในการแต่งกายของศิลปินสาว

“พอมี TK เกิดขึ้นก็มีกระแสออกมาทันที แรกๆ ก็รู้สึกสนุกดี เหมือนเป็นความเคลื่อนไหวของ Pop Culture ในบ้านเราที่วัยรุ่นหันมาแต่งตัวอย่างนี้หมด แต่พอยิ่งพูดๆ ไปก็ยิ่งมีคนมายุ่งวุ่นวายมากขึ้นเรื่อยๆ จนเกือบจะเป็นเรื่องการเมืองไปเลย”

แต่เนื่องจากสมเกียรติและทีมงานเลือกใช้วิธีประนีประนอม น้อมรับคำติชมพร้อมปรับปรุงโดยทันที สถานการณ์จึงคลี่คลายได้ด้วยดี และทำให้อัลบั้มชุดถัดมา ซึ่งออกห่างจากชุดแรกไม่ถึงปี สองสาวถูกวิพากษ์วิจารณ์น้อยลง

ในชุดที่ 2 Twice TK ของ Triumphs Kingdom นอกจากใช้นิตยสาร Katch ช่วยประชาสัมพันธ์แล้ว ยังเป็นช่วงที่ Bakery Music เริ่มทำรายการโทรทัศน์ของตัวเองเป็นครั้งแรก ชื่อรายการ Katch Up ออกอากาศทาง ททบ.5 ภายใต้การสนับสนุนของพันธมิตรรายใหม่ BMG จากนั้นจึงตามมาด้วย Nothing Special และ โบ-จอยซ์ ปี 1 ส่งผลให้อัลบั้มนี้ประสบความสำเร็จอย่างสูง และกลายเป็นอัลบั้มขายดีชุดหนึ่งที่ช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้บริษัทได้อย่างแท้จริง

“ตอนอัลบั้ม 2 มีจดหมายของฝากส่งมาที่บ้านเยอะมาก.. โบแบบ ‘เฮ้ย! ส่งมาทำไม ทำไมมาดูแลฉันขนาดนี้.. บางคนแม่เขาโทรมาบอกว่าลูกมารออยู่ที่หน้าบ้านโบ โบก็บอกว่า ‘โอเค ไม่ต้องห่วงนะคะ เดี๋ยวจัดการให้’ แล้วโบก็พาน้องเขาไปส่งที่บ้าน คือมันมีคนที่เขาเป็นห่วงอยู่นะ” โบ TK เคยให้สัมภาษณ์ไว้ช่วง 10 ปี Bakery Music

หากแต่เรื่องหนึ่งที่หลายคนอาจไม่ทราบ คือนอกจากศิลปินสาวๆ สมเกียรติยังเคยมีแผนปั้นนักร้องชายด้วย แต่เพราะความไม่ลงตัวบางอย่าง ความฝันนี้จึงไม่เคยเกิดขึ้นจริง

“เพลงผู้ชายทำยากกว่ามาก เพราะผู้หญิงนี้จะค่อนข้าง Universal ขณะที่ผู้ชายจะมีเรื่องเฉพาะผู้ชายเท่านั้นที่รู้ แต่ก็พอมีภาพในหัวอยู่เหมือนกัน ตอนนั้นอยากทำคล้ายๆ วง Take That ซึ่งมีความโซลอีกแบบหนึ่ง แล้วก็จะต้องมีความเป็นเพื่อน มีบุคลิกความเป็นหนุ่ม แต่ต้องไม่แมนมากเกินไป” อดีตผู้บริหารค่าย DOJO CITY เล่าเรื่องพร้อมรอยยิ้ม

 

3

made in DOJO CITY

DOJO CITY DOJO CITY DOJO CITY

เพราะความตั้งใจสูงสุดของสมเกียรติคือการผลิตเพลงที่สะท้อนตัวของวัยรุ่นมากที่สุด เขาจึงพิถีพิถันกับเรื่องนี้เป็นพิเศษ

ผลงานกว่า 80 เพลง จาก 6 ศิลปิน ทั้ง Niece, Triumphs Kingdom, H, Kristin, OIL และ Mr.Sister ไม่ว่าจะเป็น ความลับ, ผ้าเช็ดหน้า, ไปพัก, บีบมือ, ไม่รู้, สุดสัปดาห์, ต่อให้ใครไม่รัก หรือ อาม่าดุ ยังคงเป็นที่จดจำของผู้คนถึงทุกวันนี้

เบื้องหลังความสำเร็จนี้เกิดจากทีมนักแต่งเพลงมืออาชีพที่มารวมตัวกันในชื่อ Team Darling สมาชิกก็มาจากเหล่าศิลปินใน Bakery Music นั่นเอง ทั้ง บอย โกสิยพงษ์, โป้ Yokee Palyboy ปิยะ ศาสตรวาหา, บอย Friday ตรัย ภูมิรัตน, โต้ง P.O.P มณเฑียร แก้วกำเนิด, นภ พรชำนิ, โตน Pixyl จักรธร ขจรไชยกูล และ ไพรัช นรินทรางกูร โดยมี Mr.Z ทำหน้าที่กำกับ วางคอนเซปต์และให้โจทย์ว่าอยากได้เพลงแบบใดอีกที

“ถ้าผมไม่คอยดู เนื้อเพลงก็จะไม่เป็นก้อน คนแต่งเพลงก็นึกไม่ออกว่าควรเขียนมาแบบไหน สมมติว่าต้องการความรู้สึกคิดถึงก็ต้องบอกให้ชัดเจน เช่น บอยตรัย..พี่ขอเพลงคิดถึงแบบเสียดายที่ไม่ได้เจอ ซึ่งถ้าไม่ได้สโคป งานก็จะออกมาไม่ชัดว่าเราต้องการพูดอะไร แค่ไหน หรือไม่โฟกัสถึงอารมณ์นี้จริงๆ ซึ่งตอนหลังๆ เขาจะรู้เลยว่าเราต้องการอะไร บางทีก็ถามกลับมาเลยว่าคิดถึงแบบเจอกันกี่ครั้งนะพี่!!”

บางทีทีมงานก็ใช้วิธีให้ศิลปินลองเขียนไดอารี่มาให้อ่าน จากนั้นจึงแต่งเนื้อตาม แม้บางครั้งคนภายนอกอาจตีความว่าเกินวัยไปหน่อย แต่สมเกียรติกลับมองว่าเป็นเรื่องปกติ เพราะเป็นความรู้สึกที่มีอยู่จริง และเป็นธรรมชาติของวัยรุ่น  

“ผมให้ความสำคัญ แต่เนื้อหาก็ต้องมาจากตัวตนของเขาด้วย มาจากสิ่งที่เป็นชีวิตวัยรุ่น ซึ่งทุกเพลงที่เขียนมาเป็นเรื่องของวัยรุ่นที่เกิดขึ้นจริงๆ ไม่ใช่อยู่ดีๆ เราไปอุปโลกน์ให้เป็น”

ตัวอย่างเช่น เพลง อยู่นานๆ อีกนิด สมเกียรติวางโจทย์ว่า อยากได้เพลงที่ฟังแล้วโดนใจคนเที่ยวกลางคืน ฟังแล้วรู้สึกสนุก อยากไปเที่ยว อยากเต้นรำตลอดทั้งคืน โดยเขาเอาแนวเพลงมาให้บอยฟังด้วย แต่ปัญหาคือบอยเป็นคนไม่เที่ยว เลยหันกลับไปถามสมเกียรติว่า เวลาคนไปเที่ยวชอบพูดอะไรกัน ซึ่งคำหนึ่งเขาที่ได้ยินบ่อยๆ ก็คือ ‘อยู่นานๆ อีกนิด’ สุดท้ายวลีก็ถูกต่อยอดและพัฒนากลายเป็นเพลงที่ทุกคนได้ยินกันนั่นเอง

ทว่าด้วยรูปแบบของการทำงานแบบนี้ จึงทำให้ศิลปินบางคน เช่น นาเดีย สุทธิกุลพานิช ไม่สามารถอยู่ภายใต้แบรนด์ DOJO CITY ได้ เนื่องจากแนวเพลงและเนื้อหาที่เล่านั้นต่างจากศิลปินอื่นๆ มาก

“คอนเซปต์เพลงของนาเดียจะอาร์ตๆ หน่อย อย่าง Galaxy of love เป็นนามธรรมมาก เป็นชุดที่จินตนาการสุดๆ ซาวน์ดนตรีก็เป็นเหมือนฝัน ดูเกินจริง มิวสิกวีดิโอก็ดูไม่ค่อยชัด เพราะต้องถ่ายเมืองนอก ให้เพื่อนเขาถ่ายส่งมา ขณะที่ DOJO เนื้อเพลงก็เล่าแบบตรงไปตรงมา เป็นรูปธรรมชัดเจน”

ส่วนในภาคดนตรี สมเกียรติใช้วิธีผสมผสานสิ่งที่ตัวเองสนใจลงไป บางครั้งเขาต้องเดินทางไปสัมผัสว่ากระแสนิยมดนตรีของโลกไปในทิศทางไหน รวมถึงเดินทางไปตามสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ แวะที่ละนิดละหน่อย เพื่อให้รับรู้และซึมซับบรรยากาศ

อย่างเพลง อย่าเข้าใจฉันผิด เขาได้แรงบันดาลใจจากเพลง Latin Lover ซึ่งได้ยินตามสถานที่ท่องเที่ยวยามราตรี พอฟังก็รู้สึกว่าต้องโดนใจขาแดนซ์แน่ๆ เลยนำมาดัดแปลงให้ดนตรีแน่นขึ้น เป็นสามช่าที่ดูสะบัดๆ เหวี่ยงๆ จากนั้นก็ให้จอยซ์มาแร็พเสริมเข้าไปในเพลง ซึ่งน้ำเสียงที่ห้าวของจอยซ์นั้นไปสอดรับกับเสียงของโบซึ่งเป็นตัวหลักอย่างมาก กลายเป็นเสน่ห์และความลงตัวที่พอดี

อย่างเพลง ผ้าเช็ดหน้า เวลานั้นสมเกียรติกำลังทำอัลบั้ม ตัวฤทธิ์ ให้โจอี้ บอย แร็พเปอร์หนุ่ม เลยเสนอไอเดียว่าเพลงจีนที่ชื่อ เย่ไหลเซียง ของ เติ้งลี่จวิน น่าสนใจ เขาจึงให้บอยช่วยเขียนเนื้อให้ ซึ่งบอยก็แปลงเนื้อจาก ดอกไม้ราตรี มาเป็น ผ้าเช็ดหน้า รวมทั้งยังนำดนตรีละตินเข้ามาเสริมทำนองจีน

สมเกียรติยังจำได้ดีว่า เพลงนี้แก้อยู่หลายรอบมาก แต่ผลของความยากลำบากนั้นก็ทำให้เพลง ผ้าเช็ดหน้า ประสบความสำเร็จอย่างงดงาม เป็นหนึ่งในเพลงที่ฮิตที่สุดในประวัติศาสตร์ของ DOJO CITY ติดหูจนทุกคนร้องตามได้ และยังได้รับความนิยมเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน

 

4

จะไม่ลืมที่เรามีกันและกันในวันนี้

DOJO CITY

แต่ถึง DOJO CITY จะเป็นแบรนด์ที่วัยรุ่นในเมืองยุค 2000 จดจำได้อย่างดี รวมถึงนิตยสาร Katch ก็มียอดขายดีขึ้นต่อเนื่อง แต่หลัง Bakery Music เผชิญวิกฤตทางธุรกิจจนต้องขอความช่วยเหลือจาก BMG อีกครั้ง ส่งผลให้บริษัทต้องลดทอนค่าใช้จ่ายต่างๆ ลง หนึ่งในนั้นคือ การยุบรายการโทรทัศน์ซึ่งใช้เงินลงทุนสูง รวมถึงเลิกผลิตนิตยสารทุกเล่ม

BMG ให้เหตุผลว่า นิตยสารไม่ได้เป็นธุรกิจหลักของบริษัท และต่อให้ทำกำไรเล่มละ 300,000 – 400,000 บาท แต่ก็ยังต้องออกทุนก่อนล่วงหน้า 800,000 – 900,000 บาทอยู่ดี ซึ่งพอมาคิดในหลักการลงทุนแล้วถือว่าไม่คุ้มค่า

สมเกียรติยอมรับว่า ช่วงที่ปิดนิตยสารรู้สึกเสียดายและเหนื่อยไม่น้อย เพราะ Katch เปรียบเสมือนกับลูกที่ทุ่มเทแรงกายแรงใจดูแลมาตลอด 3 ปีกว่า ที่สำคัญเขายังมีไอเดียเต็มไปหมดที่อยากถ่ายทอดผ่านนิตยสารเล่มนี้

แต่ผลกระทบที่หนักหนายิ่งกว่าคือ  DOJO CITY ขาดสื่อที่จะมาช่วยประชาสัมพันธ์ โดยช่วงนั้นเป็นจังหวะเดียวกับ Triumphs Kingdom กำลังวางแผงอัลบั้มชุดที่ 3 TK Vision พอดี แต่ด้วยความโชคดีที่ตัวศิลปินเองมีฐานแฟนคลับที่เหนียวแน่น และหลายเพลงก็โดนใจกลุ่มผู้ฟัง ทั้ง ถอด และ ล่ำบึ้ก จึงประคองสถานการณ์และผ่านพ้นมาได้

ทว่าหลังจบอัลบั้มนี้ พร้อมมีการประกาศแยกตัวของโบ-จอยซ์ ปิดตำนานเจ้าแม่สายเดี่ยวลง DOJO CITY ก็ถึงคราวต้องหยุดพักครั้งใหญ่ ท่ามกลางกระแสการปิดค่ายที่หนาหูขึ้นเรื่อยๆ

หากแต่สมเกียรติก็ยังคงไม่หยุดฝัน แม้มีปัญหาให้ต้องรับมือตลอด ทั้งเรื่องเครื่องมือโปรโมต รวมถึงทีมงานเพราะหลายคนเริ่มติดพันการทำผลงานของตัวเอง เช่น บอยตรัยเตรียมทำ Friday ชุดที่ 2 ส่วนโป้ทำ Yokee Playboy ชุดที่ 4 ขณะที่โตนก็เตรียมฟอร์มวงใหม่ชื่อ Sofa แต่ด้วยความตั้งใจ ในที่สุดต้นปี 2545 เขาก็สามารถผลักดันศิลปินน้องใหม่ Mr.Sister ออกมาได้สำเร็จ

แต่หลังโปรโมตได้ไม่นานก็ได้รับข่าวร้าย เนื่องจากผู้ถือหุ้นมองว่าผลประกอบการของ DOJO CITY ไม่ดีเท่าที่ควร จึงสั่งยุบค่าย ส่งผลให้ศิลปินอีกวงที่เตรียมออกผลงาน อย่าง Swoosh ซึ่งตอนนั้นเริ่มปล่อยผลงานบ้างแล้ว ต้องล้มเลิกไปโดยปริยาย ก่อนที่ภายหลังจะแปลงร่างเป็น Ladies Mafia ภายใต้สังกัดใหม่ Sony Music Bec Tero

ตลอดเวลา 20 ปีที่ผ่านมา DOJO CITY และ Katch ถือเป็นสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมที่สะท้อนตัวตนของวัยรุ่น Generation Y ซึ่งพร้อมจะเปิดรับสิ่งใหม่อยู่ตลอด ทั้งแฟชั่น ไลฟ์สไตล์ เทคโนโลยี และความบันเทิง อย่างแท้จริง

รวมทั้งเป็นพื้นที่แรกๆ ที่ทำให้คนคุณภาพจำนวนมากมีโอกาสได้แสดงฝีมือ ทั้ง บอย-ตรัย ภูมิรัตน นักแต่งเพลง เจ้าของนามปากกา Zentrady ซึ่งวันนี้กลายเป็นนักแต่งเพลงฝีมือเยี่ยมที่หลายคนต้องการตัว มาเรียม เกรย์ อดีตคอรัสที่มายืนอยู่แถวหน้าในฐานะนักร้องวง B5 รวมถึง วิศุทธิ์ พรนิมิตร นักวาดการ์ตูนธรรมดาๆ ที่เริ่มต้นผลงานชุด hesheit ใน Katch จนปัจจุบันโด่งดังไปไกลญี่ปุ่นจากการ์ตูนเรื่องมะม่วงจัง

สำหรับสมเกียรติแล้ว ทั้งสองแบรนด์คือหนึ่งในสิ่งที่เขาภูมิใจมากที่สุดในชีวิต และมีความสุขทุกครั้งเมื่อย้อนนึกถึง

“นี่เป็นช่วงเวลาที่แฮปปี้สุด เพราะเราได้เริ่มต้นในสิ่งใหม่ๆ แน่นอนว่ามันอาจมีข้อจำกัดบ้าง แต่ก็ทำให้เราตั้งใจมุ่งมั่นมากขึ้น ซึ่งความกดดันนี่แหละที่ทำให้ได้งานออกมาได้อย่างที่ต้องการ”

ไม่ต่างจากแฟนเพลงทุกคนที่เติบโตมาในยุคเดียวกัน และเชื่อว่าเมื่อเสียงเพลงจากสาวๆ ข้างบ้านกลุ่มนี้ดังขึ้น พวกเขาก็คงรู้สึกเหมือนได้ย้อนเวลากลับไปในความทรงจำอันแสนสุขนั้นอีกครั้งหนึ่ง

เรียบเรียงจาก

  • บทสัมภาษณ์คุณสมเกียรติ อริยะชัยพาณิชย์ วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2562
  • นิตยสาร GM ปีที่ 14 ฉบับ 235 เดือนกุมภาพันธ์ 2543
  • นิตยสาร 375 ํF BAKERY MUSIC MAGAZINE ฉบับที่ 5 เดือนกรกฎาคม 2547 – ฉบับที่ 9 พฤศจิกายน 2547
  • นิตยสาร a day ปีที่ 1 ฉบับที่ 6 เดือนกุมภาพันธ์ 2544
  • หนังสือ BAKERY & I ชีวิต ดนตรี และเบเกอรี่ ผ่านสายตาของสุกี้ โดย กมล สุโกศล แคลปป์
  • Facebook Boyd Kosiyabong

 

ภาพประกอบ

  • เพจยอดมนุษย์..คนธรรมดา
  • นิตยสาร Katch
  • นิตยสาร Manga Katch

Writer

ยอดมนุษย์..คนธรรมดา

เพจเล่าเรื่องที่เชื่อว่าคนธรรมดาทุกคนต่างมีความเป็นยอดมนุษย์อยู่ในตัว

ยอดมนุษย์..คนธรรมดา

เรื่องของผู้อยู่เบื้องหลังงานดีๆ ที่กลายเป็นปรากฏการณ์ในสังคมไทย

เคยสงสัยบ้างไหมว่า เหตุใดเนื้อเพลงของ Yokee Playboy จึงเต็มไปด้วยประโยคแปลกๆ มากมาย

‘…เดิมไม่เคยคิดหาคำตอบ เดิมไม่เคยจะรู้ที่บอก ยามไม่มีผู้ใดคอยปลอบว่าสักวัน…’

‘…อ่อนโยนเหมือนแสงสีเทาที่สายตา หากเธอได้มองและลองหยุดดู คงมีใครรู้หมายความ…’

‘…รักข้างเดียว แล้วใครเขาจะรู้ได้ หากมัวเก็บคำถาม ข้างใน จะอย่างไร มากมาย …’

คือตัวอย่างคำร้องที่ โป้-ปิยะ ศาสตรวาหา แกนหลักของวงรังสรรค์ขึ้น

25 ปีบนถนนเสียงเพลงของ โป้-ปิยะ ศาสตรวาหา กับก้าวต่อไปของวงดนตรีรุ่นลุง Yokee Playboy

“เพลงของผมเป็นภาษาความรู้สึกมากกว่า ผมเชื่อว่าการสื่อสารของคน ภาษามันไวไม่เท่าความรู้สึก ถ้าอยากสื่อสารกับใคร ภาษาก็แค่เป็นตัวพาไปเท่านั้น อย่างผมร้องคำว่า ‘หมายความ’ แทนที่จะเป็น ‘ความหมาย’ เพราะเสียงมันไม่ฝืน แต่คิดว่าคนฟังก็น่าจะเข้าใจอยู่ดี” ศิลปินคนดังกล่าวขึ้นอย่างอารมณ์ดี

คงไม่ผิดหากจะบอกว่า ความแหวกแนวและไม่เหมือนใคร คือเอกลักษณ์ที่ทำให้บทเพลงของโป้และสหาย ยังคงยึดครองพื้นที่ในใจของแฟนเพลงกว่า 25 ปี ยืนยันได้จากผลงานระดับมาสเตอร์พีซมากมาย ไม่ว่าจะเป็น คำตอบ, คืนนี้ขอ…หอม, วันเกิด, พรมหมลิขิต, แผลเป็น, หรือขอให้ผม ซึ่งยังคงถูกบรรเลงข้ามกาลเวลาจนถึงปัจจุบัน

25 ปีบนถนนเสียงเพลงของ โป้-ปิยะ ศาสตรวาหา กับก้าวต่อไปของวงดนตรีรุ่นลุง Yokee Playboy

ในวันนี้ เขากลับมาพร้อมอัลบั้มชุดที่ 8 We are new old. ผลงานเพลงที่เปรียบเสมือนการทดลองครั้งใหม่ของชายวัย 48 ปี ยอดมนุษย์..คนธรรมดา ถือโอกาสดีแวะเวียนไปพูดคุยกับโป้ ถึงเส้นทางดนตรีอันยาวนาน และความฝันที่ไม่สิ้นสุดต่อวงการเพลงไทย ท่ามกลางการถือกำเนิดของวงดนตรีรุ่นใหม่ตลอดเวลา

01

พรหมลิขิต

เส้นทางดนตรีของโป้ ถ้าจะพูดไปแล้วก็คงเหมือนเป็นพรหมลิขิต

โป้เติบโตมาในครอบครัวสถาปนิก พ่อของเขาเป็นคนที่มีความฝันมากมาย อยากเป็นทั้งนักดนตรี ทั้งช่างภาพ แต่ด้วยยุคสมัยที่ยังมองว่างานเหล่านั้นไร้ความมั่นคง จึงไม่เคยสนับสนุนให้ลูกๆ เดินทางสายนี้

โป้เล่นกีตาร์เป็นบ้างเพราะเคยเห็นพี่ชายเล่น แต่ที่ชำนาญหน่อยก็คือ เป่าขลุ่ย ถึงขั้นเคยลงแข่งระดับมัธยมได้รองแชมป์ของประเทศ ทว่าทั้งหมดยังเป็นเพียงเป็นกิจกรรมยามว่างเท่านั้น จนกระทั่งเขาได้พบกับบุคคลหนึ่งที่เข้ามาเปลี่ยนชีวิตตลอดกาล

เจอรี่-ศศิศ มิลินทวณิช เป็นเพื่อนร่วมรุ่นของโป้ สมัยเรียนที่โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ปทุมวัน ทั้งคู่เริ่มรู้จักกันจริงจัง ตอน ม.2 เมื่อมีการประกวดวงดนตรีโฟล์กซอง

“ตอนนั้นมีอยู่สองวงที่แข่งกัน คือวงของห้องผม ซึ่งเขาให้ผมมาช่วยเป่าขลุ่ยให้ ถ้าจำไม่ผิดตอนนั้นเล่นเพลง รักคุณเท่าฟ้า ส่วนอีกวงคือห้องเจอรี่ ซึ่งตอนนั้นมันอาวองการ์ดมาก คือเจอรี่เล่นกีตาร์ แล้วก็มีนักร้องคนหนึ่ง ส่วนอีกคนนั่งปั่นสมุดเฉยๆ ผมนี่อ้าปากค้างเลย มันมีวงแบบนี้ด้วยเหรอ ซึ่งสุดท้ายวงของเจอรี่ก็เป็นฝ่ายชนะไป

“แต่เหตุการณ์ที่พีกสุด คือเจอรี่มันเป็นพวกโจรมุมตึก แล้วผมเป็นเด็กเนิร์ด วันหนึ่งผมซื้อไอติมโคนมา กำลังเดินอยู่ดีๆ โจรมุมตึกก็โผล่มาหยิบไอติมไปเลีย แล้วก็ยื่นกลับมา ผมจะกินยังไง ก็ต้องเดินกลับมาซื้ออีกรอบ ตั้งแต่นั้นก็จำมันได้เลย แล้วตอนหลังก็เจอเรื่อยๆ ตามงานแข่งขัน และในที่สุดก็ชวนมารวมวงกัน และออกงานโรงเรียนเรื่อยมา”

ช่วงนั้นโป้เริ่มหมกหมุ่นเรื่องกีตาร์มาก เมื่อกลับถึงบ้าน ทุกเย็นจะต้องโทรศัพท์คุยกับเจอรี่ถึงเทคนิคการเล่นกีตาร์และวงดนตรีที่น่าสนใจ รวมทั้งเริ่มมีโอกาสรู้จักเพื่อนต่างโรงเรียนที่สนใจดนตรี เช่น โต้ง-มณเฑียร แก้วกำเนิด ต่อมาเมื่อเข้าเรียนชั้นปี 1 คณะครุศาสตร์ สาขาศิลปศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เขายังไปร่วมกับ ป๊อด-ธนชัย อุชชิน ร้องเพลงเล่นดนตรีเปิดหมวกตามงานต่างๆ

25 ปีบนถนนเสียงเพลงของ โป้-ปิยะ ศาสตรวาหา กับก้าวต่อไปของวงดนตรีรุ่นลุง Yokee Playboy

“ทุกอย่างมันซึมซับเข้าไปเอง ตอนที่ผมย้ายไปเรียนสถาปัตย์ที่ ม.รังสิต ก็เคยสำรวจตัวเองเหมือนกันว่า มีกิจกรรมอะไรที่ทำมาตลอด ก็พบว่ามีแค่เล่นกีตาร์อย่างเดียวเลย แล้วเมื่อก่อนเวลาซื้อเทป ผมจะซื้อสามม้วน ม้วนหนึ่งเอาไว้แกะกีตาร์ ซึ่งพังแน่นอนเพราะกรอไปกรอมา ม้วนที่สอง สำรองสำหรับแกะกีตาร์ และม้วนสามเอาไว้เก็บ ซึ่งตอนนั้นผมจะโตมากับพวกกีตาร์ฮีโร่ ยุค 90 เช่น Van Halen, Steve Vai, Joe Satriani, Paul Gilbert ถามอะไรตอบได้หมดเลย”

หากแต่สิ่งหนึ่งที่ไม่เคยคิด คือความคลั่งไคล้นี้จะกลายมาเป็นอาชีพจริงจัง

ในช่วง พ.ศ. 2538 โป้ได้รับคำชวนจาก โต้ง เพื่อนเก่าเพื่อนแก่ ให้มาเล่นดนตรีร่วมกับ อรอรีย์ จุฬารัตน์ ศิลปินน้องใหม่ของ Bakery Music ในคอนเสิร์ต Indie DNA ของ Moderndog โดยตอนนั้น วงของอรอรีย์มีสมาชิกอยู่แล้ว 3 คน คือ เธอเป็นนักร้องนำ โต้งเป็นมือกีตาร์ และ David Brochstein เป็นมือกลอง ขาดก็เพียงแต่มือเบส

ปัญหาคือ โป้ไม่เคยเล่นเบสมาก่อน โต้งจึงคะยั้นคะยอให้ลองดู โป้เห็นว่าไม่เสียหายอะไรจึงตกปากรับคำ ปรากฏว่าทุกคนในวงคิดว่ามันเวิร์ก อรอรีย์จึงตกลงให้มาอัดอัลบั้มด้วยกัน พร้อมกับเดินสายทัวร์คอนเสิร์ตทั่วประเทศ

“ผมเป็นมือเบสที่ไม่ควรเอาเยี่ยงอย่าง เพราะผมเล่นเบสแบบกีตาร์ ฉะนั้น เสียงก็จะสกปรกรกรุงรังไปหมดเลย โชคดีที่มือกลองเป็นซาวนด์เอ็นจิเนียร์ ก็เลยจัดวางซาวนด์แบบใหม่ คือเสียงกีตาร์ของโต้งจะแผ่ซ่านออกไปเลย ส่วนผมก็จะอยู่กับมือกลอง เวลาฟังก็จะได้ยินเสียงเบสกับกลองค่อนข้างชัด ทำให้ผมเล่นเบสในรูปแบบกีตาร์ได้

“แต่ถามว่าดีไหม ไม่ดีหรอก เพราะเราไปฝืนธรรมชาติของเสียง ตอนนั้นคิดอย่างเดียวว่าอยากโชว์ คุณจะเห็นว่าวงอรอรีย์ มือเบสจะเฟี้ยวฟ้าวหน่อย เหมือนกับแคตวอล์กเป็นของเขาเลย” โป้กล่าวพร้อมเสียงหัวเราะ

25 ปีบนถนนเสียงเพลงของ โป้-ปิยะ ศาสตรวาหา กับก้าวต่อไปของวงดนตรีรุ่นลุง Yokee Playboy

ความกล้าแสดงออกและทำในสิ่งที่ไม่เหมือนใครของหนุ่มมาดเซอร์วัย 20 ปี เข้าตา สมเกียรติ อริยะชัยพาณิชย์ หนึ่งในผู้บริหารของ Bakery Music ถึงขั้นเปิดโอกาสให้โป้เริ่มแสดงความสามารถอื่นๆ ทางด้านดนตรี อย่างการแต่งเพลงในผลงานชุดใหม่ของเขา Zequence รวมถึงการร้องเพลง ทางออก ซึ่งเป็นเพลงเปิดอัลบั้มด้วย 

“ผมไม่รู้ว่าทำไมเขาถึงเชื่อมั่นเรา ทุกวันนี้ก็ยังอยากถามเหมือนกัน จำได้ว่าตอนที่ร้องเพลงแรก ทรมานมาก ร้องอยู่เป็นอาทิตย์ จนเริ่มเฟลแล้ว ไม่รอดแน่ๆ กระทั่งพี่สมเกียรติต้องโทรศัพท์ตาม พี่บอย (ชีวิน โกสิยพงษ์) ว่าทำให้ร้องได้หน่อย ซึ่งพี่บอยเก่งมากเลย แกบอกว่า โป้เน้นเสียงแบบ ฉะ ฉับ ให้พี่หน่อย แค่นั้นพอ”

ในที่สุดผลงานการร้องเพลงแรกของโป้ก็ประสบความสำเร็จด้วยดี ได้เป็นเพลงประกอบละครโทรทัศน์ เรื่อง ไอ้คุณผี ทางไทยทีวีสีช่อง 3 และกลายเป็นจุดเริ่มต้นในฐานะศิลปินของชายที่ชื่อ ปิยะ ศาสตรวาหา

02

แผลเป็น

พ.ศ. 2539 ถือเป็นจุดเปลี่ยนหนึ่งที่สำคัญของโป้ เมื่อเขาถูกชักชวนให้มาเป็นศิลปินออกอัลบั้ม

สุกี้-กมล สุโกศล แคลปป์ หัวเรือของค่าย เคยให้สัมภาษณ์กับ 375°F Bakery Music นิตยสารฉลอง 10 ปีของค่ายขนมปังดนตรีว่า เขาจำโป้ได้จากคอนเสิร์ตแรกที่ศิลปินหนุ่มร่วมเล่นกับอรอรีย์ ครั้งนั้นโป้ได้ยื่นหนังสือเพลงที่จดเก็บไว้ พร้อมกับบอกว่า “นี่เพลงผมครับพี่” 

เดิมที Bakery Music ตั้งใจเซ็นสัญญาให้เขาเป็นศิลปินเดี่ยว แต่ด้วยความที่อยากทำงานเป็นวงมากกว่า โป้จึงชักชวนผู้คนรอบกายมาร่วมทำอัลบั้ม ตั้งแต่ ใหญ่-ยิ่งใหญ่ หุณชนะเสวีย์ มือกลอง ซึ่งเป็นเพื่อนร่วมมหาวิทยาลัยรังสิต และเคยเล่นดนตรีกลางคืนด้วยกัน ปาเดย์-ภาณุ กันตะบุตร มือเบส เป็นเพื่อนสมัยอยู่ที่จุฬาฯ และยังเคยมาออกอัลบั้มสองเอก ของวง Sepia กับ Bakery Music และคนสุดท้าย ซี-เฟาซี มามะ มือกีตาร์ ซึ่งรู้จักผ่านมือกลองของอรอรีย์อีกที โดยโป้เล่าว่า ครั้งแรกที่เห็นฝีมือการเล่นของเฟาซี เขาถึงกลับอึ้งไปเลย

ส่วนชื่อวงนั้น มาจากไอเดียของ ทอม-วรุตม์ ปันยารชุน Creative Director ของบริษัทที่มองว่า สมาชิกแต่ละคนหน้าตาเหมือนแขกหมดเลย ก็เลยนึกคำว่า ‘โยคี’ ขึ้นมา แต่ด้วยบุคลิกที่เป็นคนสนุกสนาน ขี้เล่น เลยผสมคำว่า ‘เพลย์บอย’ ลงไปด้วย ครั้งแรกที่พวกเขาได้ยินชื่อนี้ ถึงขั้นหัวเราะดังลั่น จากสตูอิโอชั้น 3 ลงมาที่ชั้นล่าง 

อย่างไรก็ตาม แม้จะนำเสนอออกมาในรูปแบบวง แต่ผลงานทั้งหมดกลับมาจากรสนิยมของโป้ล้วนๆ

25 ปีบนถนนเสียงเพลงของ โป้-ปิยะ ศาสตรวาหา กับก้าวต่อไปของวงดนตรีรุ่นลุง Yokee Playboy

“ผมอยากให้มีอีกคนมาฟัง มาร่วมให้ความคิดเห็นด้วยว่า ทิศทางของงานเป็นอย่างไร เพราะผมคิดว่าเป็นแบนด์มันสนุกกว่าเดี่ยว แต่สุดท้ายผมก็เป็นฮิตเลอร์อยู่ดี คือเป็นคนเลือกแนวทางของงาน”

อย่างแนวเพลงก็เป็นโซล-ฟังก์ร็อก ยุค 1970 ซึ่งโป้บอกว่า เป็นแนวเดียวในเวลานั้นที่ทำเป็น ส่วนเนื้อเพลงก็กลั่นมาจากอารมณ์ความรู้สึกอันพลุ่งพล่านของเด็กหนุ่มวัย 20 กว่าที่อยากร้องแบบนี้ ไม่ได้สนใจว่าใครจะเข้าใจหรือไม่ สำหรับโป้แล้ว อัลบั้มชุดนี้เป็นผลของความไม่รู้อย่างแท้จริง คิดว่าอะไรดีก็ใส่มาเต็มที่

ยกตัวอย่างเช่น ตอนทำเดโม่ส่งให้ค่าย ไม่มีเพลงไหนที่ความยาวต่ำกว่า 6 นาทีเลย จนสุกี้ต้องเรียกตัวมาคุยบอกว่า ในธุรกิจดนตรี ไม่สามารถทำแบบนี้ได้ โป้จึงต้องกลับไปเรียบเรียงเพลงใหม่ทั้งหมด ให้กระชับมากขึ้น

อัลบั้ม Yokee Playboys หรือที่หลายคนรู้จักในชื่อ ชุด ‘นมหนาม’ วางแผง เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2539 เป็นหนึ่งในผลงานที่ฉีกกรอบและได้รับคำวิจารณ์เชิงบวกจากบรรดาเซียนเพลงไม่น้อย สำหรับผู้บริหารอย่างสุกี้แล้ว เขาบอกว่าอัลบั้มนี้มีกลิ่นที่ชัดเจนมาก และในแง่ดนตรีนับว่าเป็นผลงานที่ดีชุดหนึ่งของค่ายตั้งแต่เริ่มก่อตั้งมา เช่นเดียวกับโป้ ซึ่งยอมรับตามตรงว่า คาดหวังในผลงานชุดแรกอยู่ไม่น้อย

หากแต่ในโลกของธุรกิจดนตรีมีปัจจัยมากมายที่เกี่ยวข้อง หนึ่งในนั้นคือความชอบของศิลปินสอดคล้องกับคนฟังหรือไม่ ซึ่งอัลบั้ม Yokee Playboys ต้องใช้เวลาพิสูจน์อยู่นานนับสิบปี จึงจะกลายเป็นอัลบั้มที่นักฟังเพลงถามหา และเป็นหนึ่งในงานขึ้นหิ้งของประวัติศาสตร์เพลงไทยยุคอัลเทอร์เนทีฟ 

25 ปีบนถนนเสียงเพลงของ โป้-ปิยะ ศาสตรวาหา กับก้าวต่อไปของวงดนตรีรุ่นลุง Yokee Playboy

“ตอนทัวร์คอนเสิร์ต ผมโดนจับไปทัวร์กับศิลปินค่ายอื่น เช่น คุณเจนนิเฟอร์ คิ้ม, คุณฟอร์ด สบชัย แล้วก็วง BOX เซอร์ ซึ่งทุกวงได้รับเสียงตอบรับดีมาก แต่พอ Yokee Playboy เล่นจบ เหมือนเป็นสุญญากาศ เราเริ่มเข้าใจแล้วว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกับเราคืออะไร ตอนนั้นรู้สึกเฟลมาก มันเฟลถึงขั้นวงแตก สมาชิกแยกย้าย สุดท้ายก็เหลือแค่พี่ซีคนเดียว

“คำถามคือเฟลแล้วยังไงต่อ โชคดีที่ Bakery Music เป็นค่ายที่แปลก คือไม่ใช่ว่าออกไปแล้ว ไม่สำเร็จจะพับไปเลย เขามองในระยะยาวว่า ศิลปินต้องมีการพัฒนาเลยให้เซ็นสามชุด ทำให้เราสู้ต่อ เพราะไม่ใช่ว่าจะเฟลไปตลอดสักหน่อย ถ้าชอบก็ทำต่อ ไม่ได้มีผลร้ายแรงอะไร ซึ่งผมก็ใช้วิธีนี้ตลอดชีวิตการทำงาน เพราะการทำอะไรขึ้นมา อย่างน้อยก็ต้องได้อะไรบางอย่างกลับมา เช่น คุณจะรู้ว่าไม่ได้ชอบแบบนี้ ซึ่งประสบการณ์นี่แหละที่ทำให้ได้เรียนรู้”

บาดแผลจากอัลบั้มชุดแรกนี่เองที่กลายเป็นสะพานให้โป้ค้นพบกับแนวทางใหม่ ที่ทำให้วงดนตรีชื่อแปลกยังคงอยู่ในสารบบเพลงไทยจนถึงปัจจุบัน

03

คำตอบ

“…ยิ้มที่อบอุ่น ให้ใจได้หายจากความสับสน ด้วยยิ้มที่อบอุ่น ให้ใจได้แสงส่องความมืดมนจากเดิม…”

คงไม่ผิด หากจะบอกว่า ยิ้ม ผลงานเปิดตัวของ EP.Super Swinging เมื่อ พ.ศ. 2541 คือการเริ่มต้นตำนานบทใหม่ของโป้และวง Yokee Playboy

“ครั้งแรกผมเขียนเพลงนี้ให้ Soul After Six แต่ผมมองพวกเขาไกลกว่าที่เขามองตัวเอง คือมองเป็นอาวองการ์ดไปเลย แล้วมีอยู่วันหนึ่ง Soul After Six ก็เรียกผมคุย บอกว่า ‘โป้..เพลงนี้ดีจริงๆ นะ แต่ว่าโป้น่าจะทำเองมากกว่า น่าจะออกมาดี’ ผมก็บอกไม่เป็นไร แล้วก็เอากลับมาทำเอง

“ตอนนั้นก็ทดลองใส่ซาวนด์อะไรใหม่ๆ พอดีไปเจอแบนโจตัวหนึ่ง ผมเล่นไม่เป็นหรอก แต่ทดลองไปตีเป็นกรูฟอะไรสักอย่าง กระทั่งได้เสียงออกมา แล้วเอามาใส่ในเพลง ปรากฏว่าเวิร์กมาก จากนั้นผมก็เอายาม เอาแม่บ้านที่บริษัท มาช่วยกันร้อง ฮู้! ฮ้า! เป็นการทดลองแท้ๆ เลย”

ส่วนเรื่องสมาชิกวง ไม่ใช่ปัญหาใหญ่ เนื่องจากโป้เซ็นสัญญาเป็นศิลปินเดี่ยวอยู่แล้ว แต่เขาก็ยังอยากทำงานเป็นทีมเหมือนเดิม จึงหาวิธีใหม่ๆ มาทดลอง โดยโป้เปลี่ยนบทบาทตัวเอง จากหัวหน้าวงมาเป็นผู้ควบคุมหรือคอนดักเตอร์แทน และใช้หลักคิดที่ว่า หากอยากเล่นดนตรีร่วมกับใครก็ชวนมาเลย และถ้าสมมติว่า นักดนตรีคนนั้นไม่สะดวกไปร่วมทัวร์คอนเสิร์ต ก็หาคนมาเล่นแทน

สำหรับในชุดที่ 2 นอกจากเฟาซีที่ยึดตำแหน่งมือกีตาร์แล้ว ยังมีปาเดย์ที่มาช่วยเล่นเบส เพลง ข้างเดียว ส่วนเพลงที่เหลือได้ นรเทพ มาแสง หัวหน้าวง Pause มาร่วมบรรเลง แล้วยังมี มาตรชัย มะกรูดทอง มารับหน้าที่มือกลอง

อีกคนที่สำคัญมากคือ ฆ้อง มงคล นักแต่งเพลงมือดี มาร่วมเล่นเปียโน กีตาร์ และฟลุต รวมทั้งร่วมแต่งทำนองเพลง คืนนี้ขอ…หอม โดยฆ้องเป็นมือกีตาร์ฟิงเกอร์สไตล์ระดับปรมาจารย์ และยังร่วมงานกับโป้มาจนถึงปัจจุบัน

‘โป้ Yokee Playboy’ ศิลปินผู้ไม่เคยหยุดทดลองตลอด 25 ปี พร้อมกับการกลับมาในอัลบั้มชุดที่ 8 ท่ามกลางยุควงดนตรีรุ่นหลาน

“ผมชอบแต่งเพลงกับฆ้องมาก ซึ่งตอนนั้นฆ้องอยู่ Sony Music ด้วยความที่ผมเป็นคนทำอะไรตรงๆ ก็เลยถามฆ้องไปเลยว่า มาอยู่กับเราไหม แล้วก็ทำงานดนตรีกันไปเรื่อยๆ จนแก่ เพราะว่าเราคงไม่เลิกหรอก เราชอบ ฆ้องก็บอกเอาดิ แค่นั้นเอง มันเป็นอะไรที่ง่ายมาก และกลายเป็นที่มาของชุดสอง”

ในมุมมองของผู้ฟัง Super Swinging แทบฉีกขาดจาก Yokee Playboys อย่างชัดเจน โดยเฉพาะความเข้มข้นของงานดนตรี จากฟังก์ร็อกกลายมาเป็นดิสโก้ร็อก เน้นกรูฟสบายๆ ที่ทุกคนสามารถโยกได้ แต่น่าเสียดายที่โป้มีแรงทำเพียง 5 เพลงเท่านั้น เนื่องจากเป็นช่วงที่ต้องทำโปรเจกต์จบพอดี

ความเปลี่ยนแปลงอีกอย่างที่เกิดขึ้นกับโป้ คือเขาเริ่มขายภาพลักษณ์ความเป็นเพลย์บอยมากขึ้น ทั้งรองเท้าหนังงู เสื้อลายเสือดาวเสือโคร่ง เข็มขัดเลื่อมๆ ซึ่งผู้อยู่เบื้องหลังก็คือ ทอม วรุตม์ ซึ่งได้รับโจทย์มาจากบริษัทอีกทีว่า ทำอย่างไรก็ได้ให้โป้กลายเป็นหนุ่มเจ้าเสน่ห์ รวมถึงท่าเต้นส่ายก้น ซึ่งกลายเป็นเอกลักษณ์ที่อยู่คู่ตัวเขาต่อมาอีกหลายปี

“ผมเริ่มส่ายก้นให้คนดูครั้งแรกที่เชียงใหม่ คือแต่ก่อนตอนไปทัวร์ คนไม่สนใจ เราก็เลยคิดว่าไม่ต้องเห็นหน้า มองก้นแทนแล้วกัน จำได้เลยว่า ครั้งแรกคนงง ร้องๆ อยู่ก็โชว์ก้นให้ดู กลายเป็นคนชอบไป จากนั้นก็เริ่มบานปลาย มีสาดน้ำ กลายเป็นผู้ชายมาดเซอร์ เอวพริ้วไหวที่ยากจะคาดเดา ก็งงเหมือนกัน ทุกคนคงชอบในสิ่งที่คาดเดาไม่ได้ในโชว์”

แม้ยอดขายของอีพีนี้อาจไม่ได้น่าตื่นเต้นมากนัก แต่หลายคนก็มองว่า Super Swinging พาโป้ไปสู่กระแสป๊อปอย่างแท้จริง เริ่มมีแฟนคลับคอยเชียร์ตามคอนเสิร์ตต่างๆ ซึ่งเป็นแรงผลักดันสำคัญเมื่อเขาทำอัลบั้มชุดถัดมา

หลังเรียนจบปริญญาตรี โป้ตัดสินใจทิ้งงานสถาปนิก ไม่สนใจแม้กระทั่งการสอบใบอนุญาตประกอบวิชาชีพสถาปัตยกรรม โดยก่อนหน้านั้นเขากลายมาเป็นพนักงานเขียนเพลงประจำของ Bakery Music โดยมีผลงานมากมาย เช่นเพลง เก็บไว้ ของ รัดเกล้า อามระดิษ รวมทั้งยังเป็นส่วนหนึ่งของ Team Darling ผลิตเพลงให้ศิลปินสาวๆ ค่าย Dojo City เช่น ไปพัก ของ Niece รักๆ…รัก, คู่กัน, บ้านของฉัน, อ้วน ของ Triumphs Kingdom เป็นต้น

‘โป้ Yokee Playboy’ ศิลปินผู้ไม่เคยหยุดทดลองตลอด 25 ปี พร้อมกับการกลับมาในอัลบั้มชุดที่ 8 ท่ามกลางยุควงดนตรีรุ่นหลาน
‘โป้ Yokee Playboy’ ศิลปินผู้ไม่เคยหยุดทดลองตลอด 25 ปี พร้อมกับการกลับมาในอัลบั้มชุดที่ 8 ท่ามกลางยุควงดนตรีรุ่นหลาน

“การทำเพลงให้ Dojo เปิดมุมมองเราเข้าไปอีก เพราะเป็นการทำงานที่มีโจทย์ โจทย์คือการพูดเรื่องราว และก็ไม่ใช่ตัวเราแล้วนะ ลองคิดดูว่าถ้าเราเป็นเด็กสาววัยนี้ อยากจะพูดเรื่องอะไร เพราะฉะนั้นมันเริ่มต้นตั้งแต่ตอนที่จะคิดเลย ทุกอย่างจะเริ่มบิดแล้วให้เข้ากับน้องแต่ละวง ภาพลักษณ์เป็นแบบนี้ กลุ่มนี้ซ่า กลุ่มนี้เรียบร้อย ผมเริ่มเรียนรู้ ซึ่งมันเปลี่ยนวิธีคิดของเรา ทำให้อยากค้นหาความป๊อปในตัวเอง ค้นหาฮุกที่ถูกใจเรา อยากแต่งเพลงฮิตให้ตัวเอง”

2 เพลงสำคัญซึ่งกระตุ้นความรู้สึกให้โป้ คือ วันเกิด และ ทำร้าย เขาจำได้ดีว่าตอนที่ทำเสร็จถึงขั้นโทรศัพท์ไปหาสมเกียรติทันที พร้อมบอกว่า นี่แหละคือมาสเตอร์พีซของเขา

“อย่าง ทำร้าย ถือเป็นมหาฮุกเลย ตอนที่แต่งมันมีภาพตามมาด้วย ในหัวผมคือคนถูกมัดแล้วโดนฟาด ให้มาทำร้าย ฟาดผัวะ อะไรอย่างนี้ แต่ไม่ได้ทำเป็นเอ็มวีนะ มันรุนแรงไป แต่ตอนนั้นเรามั่นใจว่าต้องดังแน่ พอทำเสร็จเหมือนมีเอเนอจี้กลับมาที่เรา คือเวลาที่เราทำเพลงที่เพราะที่สุดของเราได้ เราจะรู้ตัว เริ่มมั่นใจอะไรบางอย่าง”

และเมื่อทำเพลงได้ประมาณหนึ่ง โป้ก็นำไปเล่นให้ บอย โกสิยพงษ์ ฟัง ซึ่งพอบอยฟังเสร็จ เขาก็เดินเข้าห้องประชุมบริษัททันที พร้อมบอกให้เลื่อนเอาอัลบั้มชุดนี้มาผลิตก่อน

‘โป้ Yokee Playboy’ ศิลปินผู้ไม่เคยหยุดทดลองตลอด 25 ปี พร้อมกับการกลับมาในอัลบั้มชุดที่ 8 ท่ามกลางยุควงดนตรีรุ่นหลาน

YKPB กลายเป็นอัลบั้มที่ประสบความสำเร็จมากที่สุด ทั้งในแง่ยอดขาย ตัวเพลง และการจดจำของผู้คน แต่สำหรับโป้แล้ว อัลบั้มนี้เป็นการทำเพลงที่สนุกสุดๆ เขานำแนวเพลงทุกแบบที่สนใจมาผสมผสานกันหมด รวมทั้งทดลองทำสิ่งใหม่ๆ อย่างเพลง แผลเป็น เกิดจากไอเดียที่ไม่อยากใช้เครื่องดนตรีเลย โป้จึงระดมศิลปินในค่ายมาช่วยกันร้องและทำเสียงประกอบ จนได้เพลงที่แปลก แหวกแนว ไม่เหมือนใคร

อีกเพลงที่โดดเด่นมาก คือ พรหมลิขิต ผลงานสุดคลาสสิกของ ครูแก้ว อัจฉริยะกุล และ ครูเวส สุนทร​จามร ซึ่งโป้จับมาใส่เสื้อผ้าแบบใหม่ให้ทันสมัย จนกลายเป็นเพลงฮิตหนึ่งของยุค Y2K

“เมื่อก่อนจะมีเกม PlayStation ชื่อ Music วิธีเล่นคือวางเป็นบล็อกๆ แล้วเวลาว่างจากการทำทีสิส ผมก็มานั่งเล่นไปเรื่อยๆ คือสมัยนั้นคอมพิวเตอร์ยังไม่ได้มีโปรแกรมทำเพลง มีแต่ 4 Tracks เกมนี้เลยเหมือนเป็นโปรแกรมทำดนตรีรุ่นแรกในชีวิตของผม จุดเด่นของ Music คือความขาดๆ เกินๆ ของเสียง เพราะเวลาวางบล็อกซ้อนกัน ก็จะมีเสียงจึ๊กกะจั๊กๆ แล้วระหว่างนั้นผมจะร้องเพลงใส่เข้าไปด้วย ตอนนั้นร้องอยู่สองเพลง คือ พรหมลิขิต กับ ไม่เคยง้อใครเท่าคุณ พอจะเอามาใส่อัลบั้มก็เลยต้องเลือกสักเพลง ซึ่งผู้ใหญ่ก็เห็นว่า พรหมลิขิต น่าจะเหมาะสมกว่า”

‘โป้ Yokee Playboy’ ศิลปินผู้ไม่เคยหยุดทดลองตลอด 25 ปี พร้อมกับการกลับมาในอัลบั้มชุดที่ 8 ท่ามกลางยุควงดนตรีรุ่นหลาน

หลังจากนั้น โป้ก็เริ่มมีผลงานเพลงอย่างต่อเนื่อง เช่น เขาไปร่วมกับสหายเก่าแก่ เจอรี่และผองเพื่อนในวงการ ทำวง 2 Days Ago Kids พร้อมก่อตั้งค่ายเพลงเล็กๆ อย่าง Playground Music ผลิตผลงานออกมา 2 – 3 ชุด โดยเพลงที่ดังสุด คือ ไม่มีความหมาย นอกจากนี้ยังเริ่มทำอัลบั้มชุดที่ 4 Love Trend อีกด้วย 

“ยอมรับว่ากดดัน เพราะศิลปินส่วนใหญ่มักคาดหวังว่า เมื่อเคยสำเร็จแล้ว ก็อยากกลับมาดังเหมือนเดิม อยากให้มีเพลงที่คนชอบอีก ซึ่งผมพยายามลืมๆ คำนี้ไป ความสำเร็จเคยเกิดขึ้นก็จริง แต่มันผ่านไปแล้ว จะได้ไม่ต้องกดดันตัวเอง กล้าที่จะทำอะไรใหม่ๆ ไม่ยึดติดกับอะไรเก่าๆ อย่างชุดนี้ก็จะมีความขาดๆ เกินๆ ไม่สมบูรณ์อยู่ เป็นอีกรสชาติหนึ่ง”

แม้ยอดขายของ Love Trend อาจสู้ YKPB ไม่ได้ แต่ก็มีเพลงรักหลากสไตล์ที่โดดเด่นและน่าจดจำ เช่น อีกแล้ว, อยากมองเธอในแง่ร้าย, สบายสไตล์ ซึ่งสำหรับโป้แล้วถือว่าน่าพอใจ และเป็นการบันทึกอีกห้วงอารมณ์ที่อยากเก็บไว้

04

ทางแยก

ท่ามกลางความสำเร็จอย่างต่อเนื่อง แต่แล้วก็มีจุดที่ทำให้เส้นทางศิลปินของโป้สะดุด

เมื่อ พ.ศ. 2547 3 ผู้บริหารของ Bakery Music ตัดสินใจลาออกจากบริษัท ศิลปินในสังกัดจึงแยกย้ายไปตามทางของตัวเอง บางวงก็ย้ายค่าย บางวงหันไปเป็นศิลปินอิสระ และอีกไม่น้อยที่หายหน้าไปจากวงการ ส่วนโป้เองก็มีอัลบั้มรวมฮิตออกมาชุดหนึ่ง ชื่อว่า The Greatest Grandfather Hits ก่อนจะหมดสัญญา

โป้ยอมรับว่ารู้สึกเคว้งพอสมควร เขายังมีผลงานเพลงออกมาบ้าง แต่ไม่ได้ถือว่าจริงจัง และในที่สุด ศิลปินหนุ่มก็ตัดสินใจกลับมาช่วยธุรกิจของครอบครัว เป็นพนักงานประจำในตำแหน่งสถาปนิกฝึกหัด

ทว่าถึงงานจะมั่นคง มีรายได้แน่นอน แต่โป้กลับไม่มีความสุขเลย

“สิ่งที่หายไปคือความมีชีวิตชีวา ถึงขั้นที่ว่าทำไมแต่ละวันไม่มีความสุขได้ขนาดนี้ จนเริ่มกลับมาคิดว่า จะตายไปพร้อมกับแบบนี้หรือเปล่า ในที่สุดก็ย้อนกลับมาที่เรื่องเดิมคือดนตรี เพราะดนตรีทำให้ผมเป็นผู้เป็นคน ทำให้รู้สึกผิดชอบชั่วดี เป็นผู้ใหญ่มากขึ้น

“หลังจากหยุดไปได้สี่ห้าปี ผมก็พยายามเริ่มต้นทำดนตรีอีกครั้ง แต่ ณ ยุคนั้น ต้องยอมรับว่ามันไม่ใช่ยุคของผม เป็นยุคของน้องๆ แล้ว ภูเขาความสำเร็จของเรา มันผ่านไปนู่นแล้ว เรานั่งเรือออกมาไกลแล้ว แต่ไม่เป็นไร ผมยอม ส่วนงานสถาปนิก เราก็รับผิดชอบให้เสร็จก่อน แล้วค่อยๆ เฟดตัวเองออกมา”

โป้กลับมาทำอัลบั้มอีกครั้ง ชื่อชุด Telepathy ในสังกัด Plenty Music ในเครือ RS ซึ่งมีสมเกียรติ เป็นหัวเรือใหญ่ โดยนอกจากเฟาซีและฆ้องที่มาช่วยเล่นเหมือนเดิมแล้ว ยังมี อดุลย์ รัชดาภิสิทธิ์ มือกีตาร์จาก Friday ซึ่งคุ้นเคยกับโป้มานานมาก อาณัติ ทองก้อน มือเบสที่เคยฝากผลงานในอัลบั้มของ Playgroud Music และ พิทยา ศิริสวัสดิ์ มือกลองสำเนียงนุ่มที่มีลูกกรูฟเสนาะหู

 ศิลปินหนุ่มเปรียบการทำงานครั้งนั้นเหมือนการลับมีดที่ทื่อไป ความท้าทายคือโลกของดนตรีได้เปลี่ยนไปมากแล้ว แต่โป้ยังคงยึดติดกับรูปแบบเดิมๆ อยู่ ส่งผลให้การทำงานไม่ได้เป็นไปตามที่คาดหวังเสียทีเดียว แต่อย่างน้อย Telepathy ก็เป็นอัลบั้มที่ช่วยสื่อสารไปยังคนฟังว่า เขากลับมาแล้ว และพร้อมสู้ในถนนดนตรีต่อไป

‘โป้ Yokee Playboy’ ศิลปินผู้ไม่เคยหยุดทดลองตลอด 25 ปี พร้อมกับการกลับมาในอัลบั้มชุดที่ 8 ท่ามกลางยุควงดนตรีรุ่นหลาน
‘โป้ Yokee Playboy’ ศิลปินผู้ไม่เคยหยุดทดลองตลอด 25 ปี พร้อมกับการกลับมาในอัลบั้มชุดที่ 8 ท่ามกลางยุควงดนตรีรุ่นหลาน

Yokee Playboy ยังคงมีผลงานอย่างต่อเนื่อง อัลบั้ม Second Sun ในสังกัด Spicy Disc เกิดขึ้นหลังจากเขาแต่งงานและมีลูกสาว หลายคนมองว่างานชุดนี้เติบโตและจริงจังขึ้น โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับสมัย Bakery Music

โป้บอกว่าหลักคิดในการสร้างเพลงในเวลานั้นคือ ต้องมีประโยชน์กับสังคม รวมทั้งพยายามทดลองใส่ลูกเล่นใหม่ๆ ลงไปเพื่อให้งานสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น

“บางเพลงที่ไม่คิดว่าจะแต่งออกมาได้ ก็แต่งออกมาเฉยเลย เช่น เส้นชัย ตอนแรกตั้งใจให้เป็นเพลงบรรเลง แต่ตอนหลังเปลี่ยนเป็นเพลงร้อง คือมันเหมือนเส้นชัยของแต่ละคนจะเปลี่ยนไปตามวัย จากเดิมที่เรานึกถึงแต่งาน แต่พอมีลูกสาว จุดมุ่งหมายของเราก็มาอยู่ที่เขา เพลงนี้ถือเป็นโฟล์กที่แปลกมาก ซึ่งผมไม่เคยทำแบบนี้มาก่อน”

สำหรับชุดนี้ โป้ได้สมาชิกใหม่เข้ามาเสริมทีมหลายคน คือ สุทัศน์ เพชรมี มือเบส ซึ่งต่อมากลายเป็นนักร่วมเรียบเรียงเพลงประจำวง และ ญานสิทธิ์ ศรีศศิวิไล น้องเล็กของทีม แต่แก่กล้าด้วยฝีมือกีตาร์

แน่นอน แม้หลายคนอาจรู้สึกว่างานของ Yokee Playboy ไม่เหมือนเดิม แต่โป้ก็บอกว่า นี่เป็นธรรมชาติของมนุษย์ ที่ยิ่งเติบโต ยิ่งผ่าน ยิ่งเห็นอะไรมากขึ้น มุมมองและทัศนคติก็เปลี่ยนไป แต่ถึงอย่างนั้น เขาก็ยังอยากเรียนรู้ อยากทดลองหาประสบการณ์ใหม่ ทั้งเรื่องการทำเพลงและธุรกิจดนตรี

หลังทำงานภายใต้สังกัดต่างๆ มานานถึง 16 ปีเต็ม โป้ก็ตัดสินใจครั้งสำคัญ ด้วยการมุ่งหน้าเป็นศิลปินอิสระ

“ผมชอบความอิสระ เพราะผมอยากร่วมงานกับทุกคนได้ง่ายๆ อยากทำอะไรผมก็ทำ เพราะฉะนั้น ถ้าทำเองก็น่าจะดีกว่า ส่วนค่าย ผมว่ามันเหมาะสำหรับวงรุ่นน้องมากกว่า ขณะที่วงแบบผม เวลาจะทำอะไรอาจมีความเกรงใจกันอยู่ ก็เลยกลับมาคิดว่า เรามาเริ่มอะไรเล็กๆ ก็ได้”

‘โป้ Yokee Playboy’ ศิลปินผู้ไม่เคยหยุดทดลองตลอด 25 ปี พร้อมกับการกลับมาในอัลบั้มชุดที่ 8 ท่ามกลางยุควงดนตรีรุ่นหลาน
05

เติบโต

หากแต่เส้นทางในฐานะศิลปินอิสระไม่ใช่เรื่องง่ายเลย

หลังทดลองปล่อยเพลง Aะ HA กับ ME สู่ตลาด ปรากฏว่าแทบจะจมหายไปทันที แต่โป้ก็ไม่ถอย และเริ่มตกผลึกว่า ควรทำอย่างไรจึงจะหยัดยืนบนถนนสายดนตรีได้ต่อไป

เรื่องหนึ่งที่เขาสัมผัสได้คือ ตัวชี้วัดความสำเร็จทุกวันนี้ไม่เหมือนแต่ก่อน ซึ่งแต่ก่อนวัดกันที่อันดับความนิยมบนชาร์ตของสถานีวิทยุ แต่ปัจจุบันวิทยุไม่ได้มีอิทธิพลมากขนาดนั้น บวกกับเพลงใหม่ๆ มีเยอะขึ้น ช่องทางการเผยแพร่ก็หลากหลาย และต่อให้ฮิต ไม่นานนัก เมื่อหมดกระแสก็ไปแล้ว ดังนั้น สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่อันดับ แต่เป็นการทำชื่อของศิลปินคนนั้นยังอยู่ในการรับรู้ของผู้ฟังไปตลอดต่างหาก

“จากการวิเคราะห์แบบสถาปนิก ผมคิดว่าอย่าทำซิงเกิลเดียว แต่ให้ทำสักสองสามเพลง เพราะอย่างน้อยคุณจะได้มีตัวต่อให้เขาได้เห็นหน้าสักระยะ นานขึ้นหน่อย แล้ววิธีนี้ดีกว่าทำอัลบั้มเต็มสิบเพลง เพราะหนึ่งใช้ต้นทุนสูง สองใช้เวลาทำนานเกินไป และสามเวลาโปรโมต คุณก็ต้องโปรโมตทีละเพลงอยู่ดี 

“ผมเลยทำออกมาสักสามสี่ซีรีส์ แล้วค่อยทำอัลบั้มเต็ม นี่คือการตลาดของผม จากนั้นก็ทำคอนเสิร์ตใหญ่ รวบรวมคนที่ชอบเรา เพื่อบอกว่าผมมีอัลบั้มใหม่แล้วนะ แล้วคุณก็ทำเพลงใหม่เพิ่มเข้าไปในอัลบั้มเต็มอีกสี่ห้าเพลง นั่นคือความสมบูรณ์แบบของการทำงาน”

โป้เริ่มต้นทดลองโมเดลนี้ผ่านผลงานลำดับที่ 8 We are new old.

‘โป้ Yokee Playboy’ ศิลปินผู้ไม่เคยหยุดทดลองตลอด 25 ปี พร้อมกับการกลับมาในอัลบั้มชุดที่ 8 ท่ามกลางยุควงดนตรีรุ่นหลาน

ความน่าสนใจของอัลบั้มนี้คือ ความพยายามฉีกกรอบการทำงานเดิมๆ เช่น การนำซาวนด์ดนตรีใหม่ๆ เข้ามา หรือการแต่งเพลงจากเครื่องดนตรีที่เพิ่งหัดเล่น อย่างเปียโนและไวโอลิน

“ช่วงนั้นผมพาลูกสาวไปเรียนเปียโนทุกเช้าวันอาทิตย์ ซึ่งเขาก็ให้ผู้ปกครองไปนั่งด้วย ลูกสาวเรียนไป เราก็เรียนไปด้วย จนครูมาสะกิดว่าพ่อตั้งใจเรียนกว่าลูกอีก เดี๋ยวครูสอนให้เอาไหม ผมก็บอกเลยว่าเอา แล้วมันเป็นคอร์ดอนุบาล โน้ตน้อยๆ ไปช้าๆ ผมเริ่มเรียนตั้งแต่ทฤษฎีดนตรีเลย พอเล่นเป็นก็อยากแต่งเพลง ซึ่งการแต่งเพลงจากเครื่องดนตรีที่ไม่คุ้นเคย มีข้อดีคือคุณจะได้ไปในที่ที่คุณไม่รู้จัก ไม่มีกรอบอะไร”

โป้ย้ำว่าการพัฒนาตนเองอยู่เสมอ เป็นเรื่องจำเป็นมากสำหรับศิลปินทุกคน แต่ขณะเดียวกัน การรักษาความคาดหวังของแฟนเพลงที่สนับสนุนมาตลอด ก็เป็นสิ่งที่ไม่ควรละเลยเช่นกัน

“สารภาพว่าตอนแรกไม่ได้คิดถึงการทำเพลงแบบเดิมเลย กระทั่งทำไปได้สักพักถึงรู้สึกว่าเรากำลังจะทิ้งคนฟังอยู่หรือเปล่า ก็เลยลองทำอะไรที่ไม่ซับซ้อน ทำแบบที่เคยทำ เพราะฉะนั้น งานใหม่จึงแบ่งเป็นสองส่วน ส่วนแรกคือเพลงที่คุณคิดว่าจะได้ฟังจาก Yokee Playboy อีกส่วนคือเพลงที่ผมขอทดลอง อย่างอีพีแรกคือ การแต่งเพลงจากเปียโน จากคนที่เล่นเปียโนไม่เป็น อีพีสองคือการใช้ซาวนด์อิเล็กทรอนิกส์เข้ามาช่วย ซึ่งส่วนใหญ่แล้วเพลงทดลองมักหายไปกับสายลม”

‘โป้ Yokee Playboy’ ศิลปินผู้ไม่เคยหยุดทดลองตลอด 25 ปี พร้อมกับการกลับมาในอัลบั้มชุดที่ 8 ท่ามกลางยุควงดนตรีรุ่นหลาน

น่าเสียดายที่สุดท้ายแผนการที่โป้วางไว้ไม่ได้เป็นไปตามคาดหมาย เพราะ Yokee Playboy Reborn Concert ซึ่งเขาตั้งใจขอบคุณแฟนเพลงต้องเลื่อนแสดงอย่างไม่มีกำหนด เนื่องจากสถานการณ์โควิด-19 แต่อย่างน้อยๆ ยังดีที่อัลบั้มซึ่งฟูมฟักมานานหลายปีก็เสร็จสมบูรณ์

แน่นอนโป้ไม่ได้คาดหวังถึงความสำเร็จเหมือนครั้งวันวาน ด้วยตระหนักดีว่า Yokee Playboy ได้กลายเป็นวงรุ่นลุงของวงการไปเรียบร้อยแล้ว แต่เขาก็ยังเลือกจะทำต่อไป เพราะอยากนำเสนอสิ่งที่แตกต่าง เพื่อเพิ่มทางเลือกให้แก่ผู้ฟัง 

“เราผ่านอะไรมาเยอะมากจริงๆ แต่ไม่ใช่เราปิดหูปิดตาแล้วบอกว่าเป็นวงรุ่นใหญ่นะ เรามองเห็นการเกิดและการดับของวงต่างๆ มันเป็นวัฏจักร เป็นธรรมชาติของวงที่เกิดขึ้น ยุคนี้เป็นยุคของวงในรุ่นที่อายุต่ำกว่าผมยี่สิบกว่าปี คนฟังก็ต้องอยากฟังเสียงของคนรุ่นเขา เป็นธรรมชาติของคนทุกรุ่นที่ผ่านมา

“ผมเลยไม่กดดันตัวเอง ก็อยู่กับวัยของวงที่เป็นแบบนี้แหละ แค่คนรุ่นหลานยังร้องเพลงเราอยู่ แถมร้องได้หลายเพลง นี่คือรางวัลของคนทำดนตรีแล้ว คุณภูมิใจได้เลยว่าเพลงคุณข้ามรุ่น ไม่ต้องทำอะไรอีกแล้ว แต่ถ้าคุณอยากทำงานเหมือนผมก็ทำต่อไปเลย สำเร็จไม่สำเร็จ ไม่เป็นไร ขอให้ Fulfill ไว้ก่อน เพราะพอโตขึ้น ผมมีความคิดอย่างหนึ่งคือ อย่ายอมให้เด็กๆ ในประเทศ เห็นน้อย ฟังน้อย ไม่เช่นนั้นโลกจะแคบ ส่วนฟังแล้วจะตัดสินอย่างไร ก็เป็นเรื่องของเขา”

และทั้งหมดนี้เอง คือบทสรุปการเดินทางตลอด 25 ปีของ โป้และวง Yokee Playboy ที่ไม่เคยหยุดนิ่ง แม้แต่วินาทีเดียว

Writer & Photographer

ยอดมนุษย์..คนธรรมดา

เพจเล่าเรื่องที่เชื่อว่าคนธรรมดาทุกคนต่างมีความเป็นยอดมนุษย์อยู่ในตัว

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load