เหมือนเด็กทุกคนที่มีความฝัน

สร-ชลนสร สัจจกุล เริ่มเส้นทางการเป็นนักร้องในวงเกิร์ลกรุ๊ปชื่อดังของเกาหลี ด้วยการตัดสินใจเข้าประกวด Kpop Star Hunt 2011 รายการประกวดร้องเพลงเกาหลีของสถานีโทรทัศน์ tvN ที่เปิดโอกาสให้เด็กจากประเทศต่างๆ ในเอเชียเข้าร่วมแข่งขันค้นหาดาวดวงใหม่ จนได้เป็น 1 ใน 2 คนที่เป็นตัวแทนจากประเทศไทยไปประกวดที่เกาหลีใต้ ก่อนจะชนะการแข่งขันและเซ็นสัญญาเป็นศิลปินฝึกหัดเป็นเวลา 3 ปี กับค่าย Cube Entertainment หนึ่งในบริษัทเอนเตอร์เทนเมนต์สำคัญของวงการเกาหลี ที่มีศิลปินในสังกัดอย่าง HyunA, Jokwon, BTOB, Pentagon และ (G)I-DLE

บทสัมภาษณ์ครั้งแรกของ สร-ชลนสร สัจจกุล คนไทยคนเดียวใน CLC เกิร์ลกรุ๊ปจากเกาหลี

ชีวิตการเป็นศิลปินฝึกหัดของสรเริ่มต้นเมื่ออายุ 15 ปี พร้อมๆ กับเด็กไทยอีกหลายคนในรุ่นราวคราวเดียวกัน ที่เริ่มต้นจากการประกวดเวทีระดับภูมิภาค และรับโอกาสเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของค่ายเพลงเกาหลีในฝัน ทุ่มพลังและเวลาให้กับหลักสูตรพัฒนาศิลปินฝึกหัดที่ได้ชื่อว่าเข้มข้นที่สุดในโลก

ขณะที่เด็กไทยหลายคนสมหวัง ได้รับการเปิดตัวในฐานะศิลปิน แต่ก็มีจำนวนไม่น้อยที่พ่ายแพ้ให้กับการแข่งขันในเวทีชีวิตจริงจนต้องพับแผนความฝันเก็บกลับบ้านไป

หลังจากฝึกฝนร่วม 4 ปี รวมเวลาที่เตรียมตัวสำหรับเป็นสมาชิกวงเกิร์ลกรุ๊ปน้องใหม่ของค่าย วง CLC (ซีแอลซี, 씨엘씨) ซึ่งย่อมาจาก ‘CrystaL Clear’ ก็เปิดตัวขึ้นในปี 2015

จากที่ติดตามวงการนี้มาระยะหนึ่ง แม้ชื่อของวง CLC จะไม่ได้เป็นที่จับตามองระดับมีฐานแฟนคลับเป็นอันดับต้นๆ แต่เราก็เห็นพัฒนาการของวงที่ดีขึ้นตามลำดับ

ไม่ใช่เรื่องง่าย

ลำพังการฝ่าฟันจนเป็นศิลปินก็ยากอยู่แล้ว แต่การเป็นผู้หญิงในวงการนี้ และเป็นผู้หญิงต่างชาติในวงการนี้ ซึ่งแม้สรจะไม่ใช่เด็กไทยคนแรกที่สร้างชื่อในนามไอดอลเกาหลี เราก็สนใจหัวใจของเธอและเรื่องราวเบื้องหลังที่ขับเคลื่อนตัวเธอจนกลายเป็น ‘สร CLC’ ซึ่งนับวันจะมีแต่ฉายแววขึ้นเรื่อยๆ

The Cloud มีโอกาสนัดหมายและพูดคุยกับสรอย่างเป็นกันเองในช่วงที่เธอเดินทางมาร่วมงานกับกระทรวงต่างประเทศ ในวาระครบรอบ 60 ปีการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-สาธารณรัฐเกาหลี

ไม่แปลก ที่คุณจะเข้าใจว่าตำแหน่งชนะเลิศรายการประกวดร้องเพลงเมื่อหลายปีก่อนและนามสกุลที่บอกความเกี่ยวข้องกับอดีตศิลปินและนักแสดงที่มีชื่อเสียงในไทยจะทำให้เธอมีโอกาสมากกว่าคนอื่น นั่นเพราะสรไม่เคยเล่าเรื่องราวเบื้องหลังการทำงานที่หนักยิ่งกว่าที่เคยรู้ ความพยายาม แรงผลักดัน และความรู้สึกของเธอ ตลอดเส้นทางนี้ให้ใครฟังมาก่อน

มารู้จัก ‘สร CLC’ พร้อมฟังว่า เรื่องของสรนี้…สอนให้รู้ว่าอะไร

บทสัมภาษณ์ครั้งแรกของ สร-ชลนสร สัจจกุล คนไทยคนเดียวใน CLC เกิร์ลกรุ๊ปจากเกาหลี

ย้อนกลับไปถึงวันที่ตัดสินใจทำตามความฝันเพื่อเป็นนักร้องที่เกาหลี คนรอบตัวคุณมองเรื่องนี้ยังไงบ้าง

เพราะไม่อยากให้เราคาดหวังมากเกินไป ตอนแรกพ่อก็ยังคุยกับแม่ว่าไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะชนะประกวดร้องเพลง แต่พอทำได้จริงๆ พ่อก็บอกว่าเป็นเพราะเชื้อศิลปินของเขาแรง (หัวเราะ) เพราะนอกจากพี่ตุ้ย (ธีรภัทร์ สัจจกุล) ที่เป็นนักร้องและนักแสดง พ่อเองก็เคยเป็นนักแสดงมาก่อน

บทสัมภาษณ์ครั้งแรกของ สร-ชลนสร สัจจกุล คนไทยคนเดียวใน CLC เกิร์ลกรุ๊ปจากเกาหลี

ในฐานะที่มีประสบการณ์ในวงการบันเทิงและวงการลูกหนังมาก่อน พ่อมีคำแนะนำอะไรบ้าง

กับสร พ่อจะเรียกสรว่าไฟท์เตอร์ (Fighter) ‘ฮัลโหล ไฟท์เตอร์ว่ายังไง..’ เพราะพ่อรู้ดีว่าชีวิตที่เกาหลีไม่ง่าย พ่อเล่าให้ฟังว่า 10 ปีก่อนเขาเคยพาฟุตบอลทีมชาติไปแข่งที่เกาหลีบ่อยๆ ได้เห็นวิธีที่โค้ชใช้ฝึกฝนนักกีฬาซึ่งโหดมาก เขาเลยเป็นห่วง แต่ก็พร้อมสนับสนุนเรา เพียงแค่ว่าถ้าโอดครวญเขาจะช่วยอะไรไม่ได้ เพราะนี่เป็นการตัดสินใจของเราเอง

สิ่งที่พ่อเป็นห่วงเราที่สุดคือเรื่องสุขภาพ เขาชอบเปรียบสรกับนักฟุตบอลตลอด บอกว่านักกีฬาต่อให้เก่งแค่ไหนถ้าขาเจ็บยังไงก็ลงแข่งไม่ได้ ซึ่งคนที่แสดงบนเวทีกับนักกีฬาบนสนามมีรูปแบบชีวิตไม่ต่างกันนัก ทั้งการฝึกฝน การควบคุมตัวเองทั้งร่างกายและจิตใจ จึงไม่อยากให้หักโหมทำงานจนละเลยสุขภาพ

การทำงานเป็นไอดอลเกิร์ลกรุ๊ปเหมือนกับนักกีฬาในแง่ไหนอีกบ้าง

การจะเป็นนักกีฬาที่ดีก็ต้องเตรียมซ้อมให้พร้อม และไม่ใช่แค่ใครคนใดคนหนึ่ง แต่หมายรวมถึงความพร้อมของคนทั้งทีม ทำให้ทุกครั้งที่ลงแข่งจะเต็มไปด้วยความมั่นใจ เพราะเราต่างรู้กันและกันว่าใครอยู่ตำแหน่งอะไร ใครอยู่หน้า หลัง ซ้าย และขวา CLC เองก็เช่นกัน ถ้าพวกเราทั้งเจ็ดคนมีความเพรียบพร้อมและตั้งใจทำหน้าที่ของตัวเองให้ดี เป็นขาทั้งเจ็ดขาที่แข็งแรง ทุกครั้งที่ขึ้นเวทีเราก็มั่นใจ เพราะมั่นใจในเพื่อนร่วมทีมซึ่งกำลังทำสิ่งที่อยู่ตรงหน้าอย่างเต็มที่ เวลาอยู่บนเวทีเราก็สนุกและทำให้คนดูเห็น ซึ่งไม่ว่าจะอยู่ข้างล่างเวทีหรือดูเราผ่านจอที่ไหนก็จะได้รับพลังที่เราตั้งใจส่งออกไป

การเป็นศิลปินฝึกหัดที่เข้ามาด้วยรางวัลชนะเลิศการประกวด มีข้อดีหรือข้อได้เปรียบอะไร

ไม่ได้เป็นข้อได้เปรียบอะไรทั้งสิ้น เพราะเมื่อเราอยู่ในจุดนั้นแล้วเขาไม่ได้สนใจว่าเราเป็นใคร มาจากไหน มีพื้นฐานครอบครัวอย่างไร มีแฟนคลับและคนติดตามมากแค่ไหน หรือได้รางวัลชนะเลิศมาจากเวทีอะไร ทุกคนที่นี่เริ่มจากศูนย์เท่ากันหมด ค่ายจะปฏิบัติกับเด็กฝึกหัดทุกคนเหมือนกัน

แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ช่วงแรกของการฝึกฝนค่ายจะเรียกเราว่าหนูทดลอง เพราะเราเป็นเด็กฝึกหัดต่างชาติคนแรกของเขา จึงคล้ายว่าค่ายกำลังทำการทดลองไปในตัว โดยที่เขาจะกำหนดวิชาเรียนและการฝึกฝนต่างๆ เพื่อดูว่าเราสามารถเรียนรู้และทำในสิ่งที่มอบหมายให้มากหรือน้อยแค่ไหน

ความรู้สึกของการเป็นหนูทดลองส่งผลต่อคุณยังไงบ้าง

เราแอบรู้สึกน้อยใจในบางทีนะ ตอนนั้นเราอายุ 15 เอง ไปอยู่เกาหลีได้เพียง 3 – 4 เดือนเขาก็ให้เราร้องแรปต่อหน้าเพื่อนๆ โดยให้เวลาฝึกซ้อมแค่ 1 สัปดาห์ ลำพังให้พูดภาษาเกาหลีเฉยๆ ยังไม่คล่องเลย แล้วเพลงแรปในความเร็วนั้นแม้แต่เด็กเกาหลีก็ยังทำได้ยาก แต่เราเป็นคนหนึ่งที่ไม่ยอมเสียหน้าง่ายๆ ยังไงเราก็จะทำให้ได้ ซึ่งในที่สุดเราก็ได้จริงๆ ด้วยการท่องจำเนื้อร้องทั้งวันทั้งคืน ซึ่งช่วยให้ภาษาเกาหลีของเราดีขึ้นมากๆ

มาถึงวันนี้ สรคิดว่านั่นเป็นวิธีที่เขาใช้ฝึกเด็กเพื่อดึงศักยภาพออกมาก โดยไม่รู้ว่าจะทำได้มากหรือน้อย แต่ขอใส่ความท้าทายที่สุดไปก่อน เพราะถ้าผ่านไปได้ อะไรๆ ก็ทำได้

นอกจากชีวิตส่วนตัวและชีวิตช่วงวัยรุ่นที่หายไป คุณต้องแลกกับอะไรบ้างเพื่อมายืนในจุดนี้

ต้องแลกกับตัวตนเพื่อให้ตัวเองเข้ากับคอนเซปต์

เมื่อเซ็นสัญญากับค่ายว่าวงของเราจะเป็นวงหญิงสาวน่ารักสดใส แม้เราจะไม่ได้มีบุคลิกแบบนั้นโดยสิ้นเชิง เราก็จำเป็นต้องรักษาของความน่ารักสดใสไปให้ตลอด

การใช้ชีวิตในกฎเกณฑ์ที่ค่ายตั้งไว้หรือที่วงการตั้งไว้เป็นการเสียสละที่ใหญ่พอสมควรนะ เรารู้ว่าเราเป็นใคร แต่เพื่องาน เพื่อแฟนคลับที่รอดูผลงานเรา เพื่อทุกคนที่ทำงานเบื้องหลังเรา ต่อให้เหนื่อยจนอยากร้องไห้ เราก็จะร้องไห้คนเดียว ที่สำคัญ เมื่อได้ยินสัญญาณว่าต้องขึ้นไปแสดงบนเวที ต่อให้เหนื่อยแค่ไหน เราในร่างของสร CLC ก็ต้องยิ้มออกมาให้ได้

เมื่อต้องเจอกับงานที่ไม่ถนัด คุณมีวิธีรับมือยังไง

ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรเราจะไม่ปฏิเสธไปก่อน ครั้งแรกที่ไปเกาหลี เราก็เคยมีความคิดว่าเราไม่น่าจะเต้นได้ จะให้ร้องเพลงอีกภาษาคงไม่ไหว เราคิดว่ามันเกินขีดจำกัดของเรา แต่พอได้ลองทำ เรียนรู้ และทำความเข้าใจ กับภารกิจที่มอบให้เราจึงพบทักษะอีกทักษะที่สำคัญ จากเดิมที่อยากเป็นนักร้อง เวลา 6 ปีผ่านไป รู้ตัวอีกทีตอนนี้ทำได้ทุกอย่าง ทั้งร้อง เต้น แสดง เอนเตอร์เทน ทำรายการใน YouTube พูดให้แรงบันดาลใจแฟนๆ และคนที่ติดตามอยู่ รวมถึงคิดคอนเซปต์วง CLC คิดเรื่องเสื้อผ้า สไตล์การร้องและเต้น ทำทุกอย่างด้วยตัวเอง ซึ่งสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดนี้ดีกับเรานะ จะให้สรเปิดค่ายเพลงเองตอนนี้เลยก็ทำได้ (หัวเราะ)

เราถูกสอนว่าเป็นไอดอลต้องทำได้ทุกอย่าง เป็นความกดดันที่พวกเรายอมรับเอง เพราะต้องไม่ลืมว่าในสิ่งที่เราทำได้ ผู้หญิงอีกมากมายที่อยู่รอบตัวเราก็ทำได้เหมือนกัน เพื่ออยู่ในจุดนี้เราก็ยิ่งต้องพยายามทำให้ได้มากกว่า เป็นแรงผลักดันให้เรายิ่งอยากทำสิ่งต่างๆ ต่อไป

บทสัมภาษณ์ครั้งแรกของ สร-ชลนสร สัจจกุล คนไทยคนเดียวใน CLC เกิร์ลกรุ๊ปจากเกาหลี

คุณเคยเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่นบ้างมั้ย

บ่อยเลย เป็นธรรมชาติของมนุษย์เนอะ เมื่อก่อนเราเปรียบเทียบกับเพื่อนในวงที่เก่งกว่าแต่เดี๋ยวนี้ไม่ทำแบบนั้นแล้ว

เราชอบอ่านที่คนเขียนถึงเราทั้งดีและไม่ดีในโซเชียล ซึ่งมักจะได้ยินคนพูดถึงวงของเราว่า ‘เมื่อไหร่ CLC จะปังซะที’ หรือบางทีก็เปรียบเทียบสรกับเพื่อนๆ ศิลปินคนไทยคนอื่น อย่างพี่คุณ (นิชคุณ) 2PM, แบมแบม GOT7,    เตนล์ NCT, ลิซ่า Blackpink ว่าทำไมไม่ดังอย่างเพื่อนคนไทยรุ่นเดียวกัน นั่นสิ ทำไมนะ (หัวเราะ) สรเข้าใจว่าพี่ๆ แฟนคลับเป็นห่วง แต่เราเห็นเพื่อนของเราเป็นเพื่อนจริงๆ ทุกคนเป็นกำลังใจให้กัน มีอะไรก็โทรคุยและปรึกษากันตลอด

สำหรับสรนะ พอเห็นเพื่อนมีแฟนคลับเยอะเราก็อยากเป็นเหมือนเพื่อนบ้าง สรจึงรู้สึกขอบคุณแฟนคลับของเพื่อนศิลปินคนไทยในเกาหลีมากที่ติดตาม เป็นกำลังใจ และช่วยโปรโมตให้สรทุกครั้งที่มีผลงาน ขอบคุณมากจริงๆ ค่ะ

การอยู่ในเส้นทางนี้ ทำให้คุณต้องกับเจอคำสบประมาทอะไรบ้าง

สรไม่มองมันเป็นคำสบประมาทนะ สรคิดว่าเราหรือแม้แต่เพื่อนศิลปินคนไทยทุกคนพยายามทำงานในส่วนของเรากันอย่างเต็มที่ แม้จะมีหลายอย่างที่เราทำได้ไม่ดีเท่าศิลปินเกาหลี ซึ่งไม่ว่าอย่างไรค่ายก็พร้อมจะสนับสนุนเต็มที่นะ ถ้าเราพูดเก่งเราก็จะได้ออกรายการเพิ่ม หรือถ้าเราร้องเพลงเก่งเขาก็จะให้ท่อนร้องของเราเพิ่มขึ้น

ขอโทษที่ชวนสรคุยแต่เรื่องความยากลำบาก

ไม่เป็นไรเลยค่ะ สรชอบเล่าเรื่องนี้ เพราะเป็นอีกมุมของชีวิตไอดอลที่คนไม่ค่อยรับรู้

ฟังดูเหนื่อยไม่ใช่เล่น สรมีวิธีจัดการกับความเหนื่อยล้านี้ยังไง

จริงอยู่ เมื่อเหนื่อยจากการฝึกซ้อมและทำงานในฐานะ CLC เราก็กลับบ้านนอน แต่บ้านที่เรานอนไม่ใช่บ้านจริงๆ ของเรา น้อยคนจะเข้าใจความเหนื่อยล้าของการทำงานในวงการนี้ อาจจะจินตนาการไม่ออกว่าทุกวันเราต้องเจอกับอะไร ภาพในจอที่เห็นว่าเรากินดีอยู่ดี ใส่เสื้อผ้าสวยงาม มีคนดูแลตลอดเวลา แต่เมื่อลงจากเวทีเราก็คือคนธรรมดาทั่วไป และที่สำคัญ การเป็นคนต่างชาติทำให้เราพยายามอย่างมากที่จะแข็งแกร่ง ไม่อยากแสดงด้านที่อ่อนแอให้ใครเห็น

อะไรคือสิ่งที่ชอบที่สุดในการทำงาน

สรชอบกระบวนการทำอัลบั้ม โดยเฉพาะตอนทำคอนเซปต์ เป็นความภูมิใจเล็กๆ ลึกๆ ที่เรามีส่วนร่วมในอัลบั้มเราจริงๆ ถ้าเป็นเกิร์ลกรุ๊ปทั่วไป ในช่วงเดบิวต์ค่ายเพลงจะเป็นคนคิดทุกอย่างให้หมด แต่งตัว แต่งหน้า ทำผม ทำสีแบบนี้ เป็นระบบการทำงานของเขาที่จะหีบห่อเพื่อความสมบูรณ์แบบ นั่นคือสาเหตุสำคัญที่ทำให้เพลงและศิลปินดังไปทั่วโลก

เป็นเหตุผลที่สรชอบการทำงานในช่วงนี้มาก เพราะค่ายเปิดโอกาสให้เรานำเสนอคอนเซปต์รวม เสื้อผ้า รู้สึกมีความสุขมากๆ ที่ได้ทำงานในส่วนครีเอทีฟนี้

อยากให้เล่าบรรยากาศของการทำงานกับเพื่อนร่วมวงให้ฟังหน่อย

มีเรื่องเล็กๆ ที่สรชอบมากคือ ทุกครั้งที่ทำงานอัลบั้มเสร็จ และผ่านช่วง Come back stage เรียบร้อย นั่นหมายความว่างานทุกอย่างเสร็จสิ้นและวันต่อมาเราจะว่าง เราทั้งวงจะใช้เวลาคืนนั้นสั่งอาหารมากินกันที่ห้องนั่งเล่นแบบไม่อั้น ไก่ 1 ตัว พิซซ่า 1 ถาด ไอศครีม Baskin Robbins ขนาดใหญ่สุด 1 ถัง ต๊อกบกกีรสเผ็ด 1 จานใหญ่ และบราวนี่ถาดโต พร้อมกับเม้ามอยถึงทุกอย่างที่เกิดขึ้นตลอด 1 เดือนที่ทำโปรโมตอัลบั้ม เป็นช่วงที่ผ่อนคลายจากงานที่สุด ทำให้เรารู้สึกว่าแม้จะเป็นเพื่อนร่วมงานแต่เราก็สนิทกันเหมือนเพื่อนที่โรงเรียนจริงๆ

บทสัมภาษณ์ครั้งแรกของ สร-ชลนสร สัจจกุล คนไทยคนเดียวใน CLC เกิร์ลกรุ๊ปจากเกาหลี

คุณเคยให้สัมภาษณ์ว่าในช่วงที่เป็นเด็กฝึกหัดของค่าย แม้ตารางฝึกซ้อมจะหนักคุณก็ยังหาเวลาเรียนหนังสือ เพราะอยากให้เป็นแผนสำรองของชีวิต หากเส้นทางนี้ไม่พาคุณเดินไปตามฝันของการเป็นนักร้องไอดอล มาถึงวันนี้ แผนสำรองเปลี่ยนไปยังไงบ้าง

พอมาทำงานในสายนี้ สรได้รับโอกาสร่วมทำงานกับคนหลากหลายวงการ ได้เรียนรู้มุมมองของชีวิตและงานที่ทำ ซึ่งไม่ได้เริ่มและจบโดยศิลปิน แต่มีคนมากมายที่ทำงานเกี่ยวข้องกับเราเต็มไปหมด ถ้าถามว่าแผนสำรองเปลี่ยนไปมั้ย ก็คงเปลี่ยน เพราะสิ่งที่เราเจอทุกวันนี้มันมากกว่าที่สอนในโรงเรียนเสียอีก

เราจึงตั้งใจจะเรียนรู้งานเบื้องหลังให้มากขึ้นและถ้ามีโอกาสเราก็อยากเป็นคนหนึ่งที่ถ่ายทอดประสบการณ์ ใช้ความสามารถที่มีช่วยเหลือและให้คำแนะนำเด็กรุ่นใหม่ๆ ที่มีความฝันเหมือนกันกับเรา

เลยเป็นเหตุผลที่คุณเริ่มทำรายการ PRODUCESORN ใน YouTube ใช่มั้ย?

จริงๆ เราคิดว่ามีคนดูหลักร้อยเราก็ดีใจแล้วนะ เราทำรายการเป็นงานอดิเรก ไม่ได้หวังให้คนบนโลกรู้ว่าเราเป็นใคร แค่เป็นช่องทางหนึ่งที่เชื่อมเราและกลุ่มคนที่ติดตาม เรามีความตั้งใจอยากถ่ายทอดชีวิตประจำวันที่เราเจอ ประสบการณ์การฝึกฝนและการทำงานจริงในเส้นทางนี้แก่น้องๆ พี่ๆ ที่มีความฝัน และคนที่อยากรู้เรื่องราว K-Pop อย่างลึกซึ้ง

บทสัมภาษณ์ครั้งแรกของ สร-ชลนสร สัจจกุล คนไทยคนเดียวใน CLC เกิร์ลกรุ๊ปจากเกาหลี

อะไรคือสิ่งที่คุณมักจะถ่ายทอดในรายการเสมอ

เราชอบดู TED Talks มาก หลังๆ ก็จะพยายามเล่าสิ่งที่ได้เรียนรู้จาก TED Talks เรื่องหนึ่งที่ชอบมากๆ และหยิบมาเล่าเสมอคือเรื่องการค้นหาด้านดีของตัวเอง ต่อให้ 99% ในตัวเราจะเป็นเรื่องที่แย่ ไม่เก่งเหมือนใคร สรอยากให้คุณลองหา 1% นั้นของตัวเองให้เจอ

จงอย่าดูถูกตัวเองว่าไม่มีความสามารถ เพราะในเรื่องที่เราทำไม่ได้ นั่นไม่ได้ นี่ไม่ได้ มันต้องมีสักหนึ่งสิ่งที่เราชอบและทำได้ดี ขอเพียงใส่เวลาและความตั้งใจลงไป เหมือนสรที่เป็นแค่คนชอบร้องเพลงมากๆ แล้วเปลี่ยนสิ่งนี้ให้เป็นทักษะของตัวเองจนกลายเป็น สร CLC ในวันนี้

บทสัมภาษณ์ครั้งแรกของ สร-ชลนสร สัจจกุล คนไทยคนเดียวใน CLC เกิร์ลกรุ๊ปจากเกาหลี

มาถึงวันนี้ อะไรคือเส้นชัยที่ของความสำเร็จที่คุณอยากไปถึง

สำหรับบางคนอาจจะเป็นเงินทอง ชื่อเสียง ซึ่งไม่ผิด แต่เราคิดถึงสิ่งที่มากกว่านั้น มันคือการได้เจอสิ่งที่เราทำแล้วมีความสุข ไม่รู้สึกกังวลว่าใครจะคิดยังไง

การได้มายืนในจุดนี้ มีคนหลากหลายเพศ หลากหลายวัย ชื่นชอบ ติดตาม และบอกเราว่าเราเป็นแรงบันดาลใจให้แก่เขาไม่ว่าจะในการทำงานหรือเรียนหนังสือ จนเขาอยากเป็นคนที่ดีและเก่งกว่าเดิม บางคนเขียนจดหมายขอบคุณเราที่เกิดมาบนโลกนี้ เรารู้สึกว่าการมีอยู่ของเราบนโลกนี้ช่วยจุดประกายหรือเปลี่ยนชีวิตใครคนหนึ่งไป

เท่านี้เลย จุดชี้วัดความสำเร็จของสรคือแค่นี้ แค่คำสองสามคำจากพวกเขา

สุดท้ายแล้วอะไรคือสิ่งที่ดีที่สุดของการเป็น สร CLC

ทุกอย่างที่เกิดขึ้นตอนนี้เลย

เราเป็นคนแบบนี้ แม้วันนี้จะพูดคุยเรื่องซีเรียส หนักๆ แต่บางครั้งบนเวทีเราก็ใส่ความเป็นตัวเองมากเกินไป ชอบทำหน้าตาบู้บี้ ไม่สวยงาม จนเพื่อนต้องคอยเตือนว่าให้ใจเย็นๆ ช่วยรักษาภาพพจน์ไอดอลเกาหลีบ้าง          แต่แฟนคลับและคนที่ติดตามก็ยังชอบเรา เป็นเรื่องที่อยากขอบคุณจริงๆ หรือไม่ว่าจะทำอะไรก็มีทุกคนเมตตา      นี่คือสิ่งที่ดีที่สุดของการเป็นสร CLC และเป็นหน้าที่ของเราที่จะเป็นสรแบบนี้ต่อไป

ขอขอบคุณ:  รายการ Producesorn

Writer

นภษร ศรีวิลาศ

อดีตนักเรียนเศรษฐศาสตร์ผู้วิ่งเล่นในแวดวงตลาดทุน หน่วยงานสนับสนุนกิจการเพื่อสังคม และงานสายแบรนดิ้งเพื่อความยั่งยืน หลงรักการลองเสื้อคอลเลกชันใหม่ของ COS MUJI Marimekko BEAMS และมีเพจชื่อ น้องนอนในห้องลองเสื้อ

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Talk of The Cloud

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

หากพูดถึงยูทูบเบอร์เกาหลีในประเทศไทย Kyutae Oppa น่าจะเป็นชื่อแรก ๆ ที่ใครต่อใครนึกถึง

หลายคนอาจคุ้นหูชื่อนี้จากการขึ้นอันดับ 1 บนเทรนด์ทวิตเตอร์ ทั้งที่จริง ๆ คิวเทคือยูทูบเบอร์ที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดคนหนึ่งในวงการ เส้นทางชีวิตของเขาอัดแน่นไปด้วยเรื่องราวที่มีคุณค่าและน่าสนใจมากมาย ที่แน่ ๆ มันมีอะไรมากกว่าแค่ข่าวร้ายช่วงต้นปีอย่างแน่นอน

ซิม คิวเท เจ้าของช่อง Kyutae Oppa ลืมตาและเริ่มเรียนรู้โลกที่จังหวัดชลบุรี แม้จะมีพ่อกับแม่เป็นคนเกาหลีแท้ ๆ จานโปรดที่ช่วยให้เขาเติบใหญ่กลับไม่ใช่กิมจิ แต่เป็นส้มตำไก่ย่าง 

เรียกว่าถึงจะมีสายเลือดแดนโสม แต่หัวใจก็เป็นไทยเต็มดวง

หนุ่มคิ้วเข้มนิยามตัวเองในวัยเด็กว่าเป็นคนขี้อาย การอกหักจากรักแรกตอนมัธยมเหมือนเป็นการสับสวิตช์ เปลี่ยนเด็กเก็บตัวให้กลายเป็นวัยรุ่นที่ทั้งรั่ว กล้า และบ้าบิ่น ช่องยูทูบ Kyutae Oppa หรือที่ก่อนหน้าใช้ชื่อ Kyutae TV ถือกำเนิดขึ้นในตอนนั้น

Kyutae Oppa ยูทูบเบอร์เกาหลี 8 ล้านซับใน 5 ปี กับขวบปีที่ได้รู้ว่า 'คนจริงใจหายาก'

บุคลิกที่ขี้เล่น จริงใจ กล้าทำทุกอย่างที่ขวางหน้า ส่งให้ช่องของเขาพุ่งทะยานจนมีคนติดตามกว่า 8 ล้านใน 5 ปี เขาจริงจังกับเส้นทางนี้ถึงขั้นลาออกจากมหาวิทยาลัย หลังจากที่เรียนไปได้เพียง 3 เดือน

อาจเพราะความสำเร็จที่ไม่ธรรมดา หลายคนจึงไม่รู้ว่า ซิม คิวเท เพิ่งจะมีอายุเพียง 23 ปีเท่านั้น แต่นั่นก็ไม่ได้บ่งชี้ว่าประสบการณ์ของเขาน้อยไปกว่าใคร และอันที่จริง เขาน่าจะผ่านอะไรมามากกว่าคนที่แก่กว่าเขาไปแล้วด้วยซ้ำ

หลังปล่อยคลิปอธิบายความขัดแย้งระหว่างตนเองและทีมงาน สื่อแทบทุกสำนักก็ต่อคิวขอสัมภาษณ์จนเขาแทบไม่มีเวลาพักหายใจ เราจึงรู้สึกพิเศษไม่น้อยที่คิวเทเลือกเทคิวมาพูดคุยกับ The Cloud ในวันนี้

ขณะนั่งรอการมาถึงของโอปป้า เราได้แต่คาดเดาไปต่าง ๆ นานา ว่าหนุ่มอารมณ์ดีที่เราเห็นในช่อง หลังกล้องจะเป็นคนแบบไหน จะยิ้มแย้มบ้าบอแบบในคลิป หรือจะสุขุมนุ่มลึกเข้าถึงยาก

หนุ่มเกาหลีหัวใจไทยไม่ทิ้งให้สงสัยนาน ทันทีที่ได้เจอ คิวเทส่งยิ้มล้นปรี่ไม่ต่างจากที่เห็นในโซเชียลมีเดีย ความสนุกสนานในยูทูบเป็นอย่างไร ชีวิตจริงเขาก็เป็นแบบนั้น

อย่างไรก็ดี เมื่อการสนทนาเริ่มต้น เราจึงค่อย ๆ สัมผัสได้ถึงตัวตนความเป็นมนุษย์ของเขาทีละเล็กละน้อย เป็นชีวิตที่ไม่ได้มีเพียงมุมที่ยิ้มอิ่มสุข หากยังมีด้านที่จริงจัง ทุกข์ ไปจนถึงโศกเศร้า 

เขาเล่าทั้งหมดให้ฟังแบบตรงไปตรงมา 

ตรงหน้าของเราคือมนุษย์ที่จริงใจที่สุดคนหนึ่ง และคงถึงเวลาอันสมควรที่ทุกคนจะได้สัมผัสความจริงใจของยูทูบเบอร์วัยยังไม่เบญจเพสคนนี้

Kyutae Oppa ยูทูบเบอร์เกาหลี 8 ล้านซับใน 5 ปี กับขวบปีที่ได้รู้ว่า 'คนจริงใจหายาก'

กิมจิไม่ค่อย ขอส้มตำดีกว่า

ชื่อ ‘ซิม คิวเท’ ของคุณ ที่แปลว่า คนที่ห่วงใยประเทศไทย มีที่มาจากอะไร

พ่อแม่ผมเป็นคนเกาหลี แต่ผมเกิดที่นี่ เมดอินไทยแลนด์ร้อยเปอร์เซ็นต์ ตอนผมเกิด คุณปู่บินจากเกาหลีมาไทย เขาบอกพ่อกับแม่ว่า ไหน ๆ จะมาตั้งหลักที่ไทยอยู่แล้ว ลูกก็เกิดที่ไทยด้วย ก็อยากให้ตั้งชื่อที่เกี่ยวกับประเทศไทยหน่อย คุณปู่เสนอว่าให้ชื่อห่วงใยประเทศไทยดีมั้ย แต่ละพยางค์ในภาษาเกาหลีมีความหมายอยู่แล้ว ชื่อคิวเทลงตัวพอดี ซิมคือชื่อตระกูล ‘คิว’ ย่อมาจากคำว่าเข้าใจ ส่วน ‘เท’ มาจาก ‘แทกุก’ ที่แปลว่าประเทศไทย ก็เลยเป็น ซิม คิวเท แต่เพื่อนเรียกกันไม่ค่อยถูกนะ คิวเทบ้าง ไคยิวเทบ้าง เรียกหยาบ ๆ ก็มี ผมเลยให้เพื่อนเรียก ‘ซิม’ แล้วกัน น่าจะเรียกง่าย จำง่ายกว่า

แล้วคุณห่วงใยประเทศไทยจริงมั้ย

จริง ๆ ก็เหมือนผมเป็นคนไทยนะ ทุกครั้งที่ไปเกาหลีจะอยากกลับมาไทยตลอด ที่นั่นไม่มีอะไรที่เราคุ้นชินเลย เหมือนไปเที่ยวต่างประเทศมากกว่า รู้สึกชัดเจนเลยว่าประเทศไทยคือบ้านของเรา ถามว่าห่วงใยมั้ยก็ต้องห่วงอยู่แล้ว เพราะว่านี่คือบ้าน

ถามจริง ประเทศนี้มีอะไรให้คุณหลงรัก

อย่างแรกก็เรื่องอาหาร ผมชอบกินอาหารรสจัด เผ็ด ๆ อร่อย ๆ อย่างกิมจิผมก็ไม่ค่อย ขอเลือกส้มตำดีกว่า กินมาตั้งแต่เด็กแล้ว

และที่ประทับใจที่สุดคือผู้คน ผมว่านิสัยคนไทยไม่เหมือนคนเกาหลีนะ คนไทยค่อนข้างใจเย็น ใจดีกว่า คนเกาหลีแอบดุ (หัวเราะ) ถ้าไม่รู้จักกันจะเหมือนมีกำแพงกั้นอยู่ พออยู่เกาหลีนาน ๆ ผมกลายเป็นอีกคนหนึ่งเลย เป็นคนที่ไม่ค่อยกล้าแสดงออก เข้าไปเฮฮากับใครไม่ได้ แต่ที่ไทยเราได้เป็นตัวของตัวเองเต็มที่

หมายความว่าไม่มีความคิดจะไปใช้ชีวิตที่เกาหลีเลย

ปกติผมกลับเกาหลีปีละครั้งอยู่แล้ว แต่ไม่เคยคิดจะกลับไปใช้ชีวิตที่นั่นยาว ๆ เคยมีที่คิดเล่น ๆ ว่าอยากดังที่เกาหลีบ้างเหมือนกัน แต่คิดไปคิดมาก็รู้ตัวว่าวันนี้มีความสุขอยู่แล้ว ผมอยากประสบความสำเร็จในไทยให้สุดมากกว่า

หลายคนเรียกคุณว่าเกาหลีตัวปลอม บ้างก็แซวว่าคุณพูดภาษาไทยไม่ชัด เคยน้อยใจบ้างรึเปล่า

ไม่เลย ผมว่าเป็นอะไรที่ดี จริง ๆ แล้วหนึ่งในสี่ของคนที่ติดตามช่อง Kyutae Oppa ก็ไม่รู้นะว่าผมเป็นคนเกาหลี เขาคิดว่าผมเป็นคนไทยที่แกล้งเป็นเกาหลี แต่ผมไม่น้อยใจเพราะมันเป็นกิมมิกดี ให้คนงงว่าสรุปเป็นเกาหลีหรือไทยกันแน่ คนดูจะสงสัยว่าไอ้นี่เป็นใคร แล้วก็อาจจะไปค้นหา เข้าไปดูคลิปของเราต่อ

แต่ทุกวันนี้ภาษาไทยของผมก็เก่งขึ้นเยอะนะ 

Kyutae Oppa ยูทูบเบอร์เกาหลี 8 ล้านซับใน 5 ปี กับขวบปีที่ได้รู้ว่า 'คนจริงใจหายาก'
Kyutae Oppa ยูทูบเบอร์เกาหลี 8 ล้านซับใน 5 ปี กับขวบปีที่ได้รู้ว่า 'คนจริงใจหายาก'

อกหัก…จึงกล้าแสดงออก

จากเด็กที่อยากทำงานเบื้องหลัง ไม่ค่อยกล้าแสดงออกตอน ม.ปลาย เปลี่ยนแนวมาอยู่หน้ากล้อง ทำช่องยูทูบได้ยังไง

ผมอกหัก ด้วยความเป็นเด็กด้วยเลยรู้สึกอกหักอย่างแรง ตลกดีเหมือนกัน ตอนนั้นอยู่ที่สถานบันเทิงพอดี ไม่รู้เหมือนกันว่าคิดอะไร จู่ ๆ ก็อยากขึ้นไปเต้น จากที่เศร้า ๆ พอเต้นแล้วรู้สึกลืมเรื่องอกหักไปเลย เหมือนได้เจอความสุขที่แท้จริง เห็นผู้คนมองขึ้นมาบนเวที โฟกัสที่เราคนเดียว หลังจากวันนั้น ผมก็ลองเป็นคนอีกแบบหนึ่งดู ลองยกมือขอขึ้นเวทีในงานโรงเรียนบ้าง ลองทำตัวเป็นรุ่นพี่ที่ร้องเพลงตามบันไดบ้าง (หัวเราะ) ก่อนหน้านั้นผมไม่กล้าเลยนะ กลัวมาก 

พอรู้ตัวว่ามีความสุขที่ได้แสดงออก ทีแรกผมอยากเป็นนักร้อง แต่ก็คิดว่าเป็นไม่ได้ เพราะขนาดคนที่ร้องเพลงอยู่ข้าง ๆ ยังร้องเพราะกว่าเราเลย โลกนี้มี 7 พันล้านคน ผมคงไปถึงจุดที่เป็นนักร้องไม่ได้ ก็เลยมองหาอะไรบางอย่างที่จะทำให้เรามีชื่อเสียง ก็ได้เจอยูทูบ เป็นแพลตฟอร์มที่ใช้ฟรี จะมาจากไหน อายุเท่าไหร่ ก็สร้างได้ ก็ลองทำดู ทำมาเรื่อย ๆ จนถึงวันนี้

พอจะจำได้มั้ยว่าคลิปแรกมีคนดูเท่าไหร่

โห คลิปหนึ่ง 40 – 50 วิวเอง ตอนนั้นคิดเยอะมากนะ ผมเริ่มทำช่วง ม.6 ทำแล้วคนก็ล้อ เพื่อนที่โรงเรียนก็ล้อว่าไอ้นี่เป็นอะไร เด็ก ๆ รุ่นน้องก็หัวเราะ คุณครูก็ดูถูก ออกแนวเป็นห่วงเพราะใกล้จะต้องเข้ามหาลัยแล้ว แต่ไอ้นี่ยังไม่รู้เลยว่าจะไปมหาลัยไหน วัน ๆ ทำแต่คลิป

ยอดก็ไม่ได้ดี แถมมีคนดูถูกด้วย ทำไมคุณจึงยังทำต่อ

ก็โดนล้อโดนดูถูกไปแล้ว ผมขอทำต่อดีกว่า (หัวเราะ) 

แต่ผมไม่โกรธคนที่ล้อนะ เพราะผมก็รู้ว่ามันเป็นเรื่องจริง ผมยังไม่ดังจริง ๆ และคุณภาพของคลิปที่เราทำก็ตลกด้วย สมัยนั้นคนยังไม่เข้าใจว่าทำยูทูบเป็นยังไง แต่เราไม่สนใจ โอเค มีคนล้อ งั้นลองทำอีกคลิปแล้วกัน ลองหาดูว่าแบบไหนคนถึงจะชอบ ทำไปก็ยังไม่ดีหรอก แต่มันทำให้เรากลายเป็นรุ่นพี่ทำคลิปประจำโรงเรียน แม้จะมียอดติดตามไม่ถึงร้อยคนก็เถอะ

แต่พอโดนล้อมาก ๆ เข้า ผมก็เขินจนทนไม่ไหว ทำคนเดียวเหงาไปหน่อย เลยบอกเพื่อนว่ามาทำด้วยกันเถอะ คุณครูจะได้ดูถูกมึงด้วยไง (หัวเราะ) แก๊งผมมี 4 คน ก็มาช่วยออกในคลิป พอทำด้วยกันกับแก๊งเพื่อนก็เหมือนยูทูบเป็นกิจกรรมที่ได้มาสนุกกัน ตอนผมถ่ายจะมีรุ่นน้องในโรงเรียนมาดูตลอด เพราะสิ่งที่เราทำตลกมาก ผมเลยมีกำลังใจจะทำต่อไป

ใครสอนคุณทำยูทูบ

ศึกษาเองหมดเลย หลายคนทำเป็นอยู่แล้ว มันแอบคล้ายหลักการตลาดนิดหน่อย เราต้องหาอะไรที่แตกต่างในตลาดเดียวกัน ในยูทูบมีคอนเทนต์กินแล้ว เฮ้ย เกาหลีเต้นสายย่อ เกาหลีดูหนังผีไทยยังไม่มีนี่หว่า งั้นผมลองทำดีกว่า 

ส่วนการตัดต่อ ผมก็ต้องเรียนเหมือนกัน ความโชคดีอย่างหนึ่งคือผมเรียนโรงเรียนอินเตอร์ เลยสื่อสารภาษาอังกฤษได้ ไม่รู้อะไรก็เสิร์ช ยุคนั้นคลิปสอนตัดต่อที่เป็นภาษาไทยยังไม่ค่อยมี แต่ภาษาอังกฤษมีทุกอย่างที่เราอยากเรียน ได้เข้าใจตั้งแต่ตอนนั้นว่า ถ้าผมอยากเรียนอะไรก็เรียนเองได้ ไม่ต้องมีอาจารย์คอยสอน

ช่อง ‘Kyutae Oppa’ เริ่มเป็นที่รู้จักตอนไหน

คลิปแรกที่ดังน่าจะเป็นเกาหลีดูหนังผีไทย เราอัดคลิปตัวเองดูหนังผี แล้วตัดเฉพาะรีแอคชันตอนตกใจ ปรากฏว่ามีคนดูดคลิปผมไปลงในเพจ คนแชร์เป็นหมื่นเลย ผมรีบทักไปหาเขาว่าใส่เครดิตให้หน่อยได้มั้ย ตอนนั้นไม่มีความรู้ ไม่รู้เลยว่าการที่เขาเอาคลิปเราไปลงดีหรือไม่ดี คิดแค่ว่า ขอบคุณครับพี่ที่เอาคลิปผมไปลง ไหน ๆ ก็เอาไปแล้ว ฝากแปะชื่อผมด้วยได้มั้ย (หัวเราะ) วันนั้นยอดติดตามผมขึ้นมา 2,000 – 3,000 แล้วไม่นานก็ขึ้นไปถึงหลักหมื่น

ทุกวันนี้ คลิปที่คุณนำเพลงไทยมาแปลงเนื้อเป็นภาษาเกาหลีได้รับความนิยมมาก ๆ เล่าแรงบันดาลใจของคลิปแนวนี้ให้ฟังหน่อย

ช่วงโควิดผมว่างมาก เลยลองหาเพลงดัง ๆ ตอนนั้นเพลง วาฬเกยตื้น ของ GUNGUN มาแรง เลยลองแปลเนื้อเพลงดู วันเดียวก็เสร็จ ผมก็ร้องแล้วลงยูทูบ โอ้โห คนดูเยอะมาก 10 – 20 ล้าน งั้นผมทำต่อดีกว่า แค่นั้นเลย 

การร้องเพลงลงยูทูบทำให้คุณเข้าใกล้ความฝันวัยเด็กที่อยากเป็นนักร้องมากขึ้นมั้ย

ทุกวันนี้ก็ยังอยากเป็นนักร้องนะ แต่พอทำยูทูบ ผมก็ไม่มีเวลาเข้าหาดนตรีเท่าไหร่ มีช่วงที่ลืมความอยากเป็นศิลปินไปเหมือนกัน รู้สึกว่าศิลปินเป็นสิ่งที่ลึกซึ้ง ต้องทุ่มเท ต้องให้เวลามาก ๆ เดี๋ยวนี้มีแอบทำเพลงบ้างเหมือนกัน แต่ก็ไม่ได้รีบร้อนอะไร ยังตั้งใจเต็มที่กับยูทูบเหมือนเดิม แต่กับอะไรที่จะตามมา ผมก็พยายามทำเรื่อย ๆ เพื่อให้วันหนึ่งมันสมบูรณ์

Kyutae Oppa ยูทูบเบอร์เกาหลี 8 ล้านซับใน 5 ปี กับขวบปีที่ได้รู้ว่า 'คนจริงใจหายาก'

ถ้ารู้สึกเครียด ผมไม่ทำ

เคล็ดลับอะไรที่ทำให้ ‘Kyutae Oppa’ โดดเด่นกว่าช่องอื่น ๆ ที่มีเนื้อหาใกล้เคียงกัน

ผมขายตัวเองไว้ในนั้น เอาบางอย่างที่เป็นชีวิตจริงลงไปอยู่ในช่อง สิ่งที่ผมอยากเป็น การที่น้องสาวเป็นเด็กพิเศษ หรือสิ่งต่าง ๆ ที่พบเจอ ผมก็เอาไปละลายในช่อง บางคนอาจจะมองว่านี่เป็นการขายวิญญาณ แต่ผมว่านี่คือวิถีชีวิต คือการนำเสนอตัวตนให้คนดูตามที่ตัวบุคคล วิธีนี้เป็นอะไรที่อยู่ได้นานที่สุด

แล้วบุคคลที่ชื่อ ซิม คิวเท น่าติดตามยังไง

ผมสัญญากับตัวเองว่า ตอนอยู่หน้ากล้องต้องสนุก พลังงานต้องเต็มร้อย จะเช็กก่อนทุกครั้งว่าเรามีเรื่องเครียดอะไรรึเปล่า ถ้ามี ผมจะไม่ถ่ายเลย ผมว่าเป็นการไม่ให้เกียรติคนดู เพราะคนดูส่วนใหญ่มีเรื่องเครียดอยู่แล้ว เขาไม่ได้มาเอาความรู้ แต่อยากมาดูว่าวันนี้ผมทำอะไร อยากหัวเราะในสิ่งที่ผมทำ อยากเห็นผมบ้า เห็นผมโชว์พลังในที่สาธารณะ อยากเห็นผมมั่นใจ เป็นตัวของตัวเอง ไม่ว่าจะทำอะไร ไปร่วมงานกับแขกรับเชิญคนไหน ผมจะไม่มีการเกร็งหรือกลัว ผมอยากให้พลังงานของผมช่วยให้คนดูมีความสุข นี่น่าจะเป็นจุดสำคัญที่สุดที่ทำให้คนติดตามผม 

คุณไม่ฝืนเลยเหรอที่ต้องเต้นหรือทำเรื่องตลกในที่สาธารณะ

ฝืนครับ ฝืนมาก ครั้งแรกผมก็ไม่กล้า คืนก่อนหน้านอนไม่หลับเลย วันนั้นนัดเพื่อนคนหนึ่งให้มาช่วยถ่าย ต้องเต้นกลางห้าง เราไม่เคยถ่ายคลิปในห้างมาก่อน ทั้งเกร็งทั้งกลัว (ทำท่าลุกลี้ลุกลน) เฮ้ย คนนั้นมองเราทำไม เฮ้ย คนนั้นสวยมากเลย เขินจัง ผมเกร็งไปหมด

จริง ๆ ผมลืมความรู้สึกนี้ไปแล้วนะ แต่ยูทูบเบอร์หลายคนก็ยังเป็นอยู่เวลาต้องถ่ายคลิปในที่สาธารณะ ทุกวันนี้ผมแบ่งช่องในสมองได้แล้ว ถ่ายคลิปคือถ่ายคลิป ทำอย่างอื่นคือทำอย่างอื่น ประสบการณ์ทำให้เราแบ่งได้ชัดเจนว่าเวลาไหนเครียดได้ เวลาไหนต้องถ่าย 

Kyutae Oppa ยูทูบเบอร์เกาหลี 8 ล้านซับใน 5 ปี กับขวบปีที่ได้รู้ว่า 'คนจริงใจหายาก'

ทุกวันนี้ก็คือเต้นกลางห้างได้แบบชิลล์ ๆ

ตอนนี้ดีดนิ้วปุ๊บ เต้นได้เลย (หัวเราะ)

อะไรทำให้เด็กปี 1 ที่เพิ่งเรียนมหาลัยได้แค่ 3 เดือน ตัดสินใจลาออกไปเปิดบริษัทเป็นของตัวเอง

ก่อนทำยูทูบ ผมอยากไปเรียนที่นิวยอร์ก อยากเป็นผู้กำกับอยู่หลังกล้อง แต่พออกหัก เริ่มทำยูทูบ ก็ไม่ได้อยากเรียนอะไรเป็นพิเศษ แต่พ่อแม่อยากให้เรียน และผมก็อยากรู้ เอ เรียนมหาลัยจะเป็นยังไง

ทีนี้มีอยู่วันหนึ่ง ผมไปถ่ายคลิปที่มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ลงคลิปเสร็จ มหาลัยก็ติดต่อมาว่าอยากให้ไปเรียนที่นั่น คณะนิเทศ ให้ทุนเรียนฟรี 4 ปีเลย ผมคิดในใจ ‘โห สบายจัด ทำยูทูบจนได้เข้ามหาลัย บ้าไปแล้ว (ทำเสียงสูง)’ 

แต่พอเข้าไปเรียนจริงไม่เหมือนที่คิดไว้ ผมต้องเรียนใหม่หมด ตั้งแต่วิธีเปิดกล้อง ชัตเตอร์สปีด เช็ดเลนส์ ตอนนั้นรู้สึกเหนื่อย ทำยูทูบ เรียนหนัก เดินทางก็ไกล เลยลองชั่งน้ำหนักดูว่า ระหว่างออกมาเรียนเองกับเรียนในมหาลัย อันไหนเร็วกว่า เรียนเองอาจจะไม่ละเอียดเท่ามหาลัย แต่ก็คงเร็วกว่า ได้เจอคนมากกว่า ผมมีเป้าหมายใหม่ด้วย อยากลองก้าวไปอีกขั้น เห็นยูทูบเบอร์หลายคนเริ่มเปิดบริษัทของตัวเอง ผมเลยลาออกหลังจากเรียนไปแค่ 3 เดือนเพื่อมาจดทะเบียนบริษัท ตอนนั้นอายุแค่ 19 

การเปิดบริษัทนับเป็นก้าวสำคัญของชีวิตเลยรึเปล่า

เป็นแรงบันดาลใจที่กระตุ้นให้เราตั้งใจทำงานมากขึ้น ตอนนั้นเป้าหมายผมเกินจริงมาก ยังเด็กด้วย คิดแผนว่าจะเปิดบริษัท จะมีลูกน้องกี่คน จะขายนู่นนี่นั่น ต้องมีเสื้อผ้านะ ต้องมีผู้ติดตาม 70 ล้านคนนะ จะมีรถกี่คัน วันหนึ่งต้องเปิดโรงเรียนสอนทำยูทูบให้ได้ 

ถึงวันนี้ทำอะไรไปแล้วบ้าง

ไม่ได้ทำเลยครับ (หัวเราะ)

พอลองทำบริษัทจริง ๆ ถึงได้รู้ว่าเราไม่ได้ชอบ เราแค่ทำตามคนอื่น ผมรวยขึ้น ดังขึ้นก็จริง แต่ว่าในใจรู้สึกว่าเดินผิดทาง ทุกวันนี้ยังมีบริษัทอยู่ แต่ก็ทำยูทูบเป็นหลัก ไม่ได้มีธุรกิจอะไรมากมาย

คิวเท ยูทูบเบอร์สายฮาชาวเกาหลี เด็กขี้อายที่ย้ายมาอยู่หน้ากล้อง ลองเปิดบริษัทในวัย 19 และการมองดาวเรียกสติ
คิวเท ยูทูบเบอร์สายฮาชาวเกาหลี เด็กขี้อายที่ย้ายมาอยู่หน้ากล้อง ลองเปิดบริษัทในวัย 19 และการมองดาวเรียกสติ

คนจริงใจมีน้อย

ทำยูทูบมา 5 ปี มีผู้ติดตามกว่า 8 ล้านคน เคยรู้สึกหมดไฟ อยากเปลี่ยนไปทำอย่างอื่นบ้างรึเปล่า

ถ้าตอบว่าไม่ก็โกหกแล้ว มีแน่นอน ช่วงที่เหนื่อยและหมดไฟที่สุดคือ ตอนที่จะเปลี่ยนยูทูบจากงานอดิเรกมาเป็นอาชีพ ยากนะ ไม่รู้เลยว่าจุดเปลี่ยนคือตอนไหน ถามวันนี้ก็ยังตอบไม่ได้ 

มีช่วงที่บอกกับตัวเองเหมือนกันว่าจะทำยูทูบต่ออีกแค่ 3 ปี จริง ๆ ยูทูบเบอร์หลายคนเคยบอกตัวเองแบบนี้นะ แต่พอคิดแบบนี้แล้วชีวิตไม่มีความสุขเลย เหมือนเราให้วันหมดอายุกับตัวเอง ถึงจุดหนึ่งเลยเปลี่ยนความคิดใหม่ ได้รู้ว่าทำยูทูบไปเรื่อย ๆ ก็ดี จริง ๆ ไม่ว่าจะทำงานอะไรก็คงมีช่วงหมดไฟกันทั้งนั้น ผมลองตั้งใจใหม่ ลุยใหม่ จนความคิดที่จะทำยูทูบอีกแค่ 3 ปีหายไป ก็คงตั้งใจทำจนกว่าจะทำไม่ได้

หมายความว่าอาจจะมีวันที่คุณเลิกทำยูทูบ

มีอยู่แล้ว สักวันแหละ ทุกอย่างมีวันหมดอายุ แต่ก็บอกไม่ได้เหมือนกันว่าตอนไหน วันหนึ่งคนอาจจะไม่ดูเราแล้ว หรือเราอาจจะทำเหมือนเดิมไม่ได้ก็ได้ ไม่มีทางรู้ แต่ถ้าถามตอนนี้ก็ยังอยากทำช่องไปเรื่อย ๆ นะ

การเป็นบุคคลสาธารณะตั้งแต่เป็นวัยรุ่นให้อะไรและเอาอะไรไปจากคุณบ้าง

ให้ผมได้รู้จักกับธาตุแท้มนุษย์ ผมทำยูทูบมา 5 ปี ทุกคนรอบตัวเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ ความคิด ความชอบ สังคม เวลาสั้น ๆ เอง แต่ทุกอย่างแทบไม่เหมือนเดิม ผมได้เรียนรู้เรื่องพวกนี้เยอะมาก

สิ่งที่เอาไปคือเวลา ผมได้สนุกสนานกับเพื่อนน้อยมาก ชีวิตผมไม่เหมือนของเพื่อนรุ่นเดียวกัน ตอนเพื่อนเรียนมหาลัย ผมทำงานแล้ว แทบไม่มีเพื่อนวัยเดียวกันเลย เพื่อนที่มีส่วนมากก็อายุมากกว่าเราหมด 

อีกอย่างที่เสียไปคือความเป็นส่วนตัวและความรู้สึก ผมไม่ได้มีสังกัดหรือบริษัทมาดูแล ต้องดูแลอารมณ์และชื่อเสียงของตัวเองตั้งแต่เด็ก เหนื่อยนะ ไม่มีผู้ใหญ่แนะนำ พ่อแม่เป็นคนเกาหลี เขาก็ไม่ได้เข้าใจทั้งหมดว่าสิ่งที่เราทำคืออะไร เราติดต่องานเอง ทำเองทุกอย่าง (นิ่งไป) 

ลืมไปเยอะเหมือนกันนะ ผ่านมานานแล้ว ตอนนั้นผมกลัวมาก กลัวไปหมดทุกอย่าง กลัวว่าจะพูดอะไรผิดรึเปล่า ไม่รู้ว่าออกจากบ้านแล้วจะมีคนว่าอะไรเรามั้ย เคยเจอดราม่าเหมือนกันเลยได้เข้าใจว่า อ๋อ เวลาดาราเจอเรื่องดราม่ารู้สึกแบบนี้นี่เอง แต่ถ้ามองถึงวันนี้ ผมคงบอกว่ามันดีแล้ว คุ้มแล้ว เพราะสิ่งนี้เป็นความสุขของเราจริง ๆ เราแค่ต้องหาให้เจอ เลือกโฟกัสให้ถูกจุด

คิวเท ยูทูบเบอร์สายฮาชาวเกาหลี เด็กขี้อายที่ย้ายมาอยู่หน้ากล้อง ลองเปิดบริษัทในวัย 19 และการมองดาวเรียกสติ

ช่วงปลายปีที่ผ่านมา คุณต้องเผชิญอุปสรรคครั้งใหญ่ในชีวิต ทั้งเรื่องความสัมพันธ์กับคนรักและเพื่อนร่วมงาน สิ่งที่ช่วยให้คุณผ่านช่วงเวลาเหล่านั้นมาได้คืออะไร

เป็นเรื่องที่แปลกมากนะ ช่วงต้นปีมีวันหนึ่งที่เราเอามือขึ้นมาตบหน้าตัวเอง ไม่รู้เลยว่าเกิดจากอะไร ไม่รู้ว่าฝันอยู่รึเปล่า ช่วงนั้นชีวิตผมคงแย่เหมือนมีคนมาตบหน้าตลอดเวลา สมองเลยคิดแต่เรื่องไม่ดีจนมือเริ่มตบปึ้ง ตบปึ้ง ไม่ยอมหยุด ตบถึงตี 4 ช้ำเลยนะ แต่พอได้สติ ผมหันไปมองดาวที่อยู่บนฟ้าหน้าบ้าน ถึงได้รู้ตัวว่าเราอยู่ตรงนี้ ถ้าโฟกัสแค่สิ่งตรงนี้ ความคิดต่าง ๆ ก็จะไม่ทำร้ายเรา ไม่รู้สิ เหมือนสมองสอนตัวเอง อาจจะดูบ้านะ แต่เป็นอย่างนั้นจริง ๆ หลังจากวันนั้น ความคิดลบก็แทบไม่มีเลย ความโกรธก็น้อยลงมาก

ยากนะ กว่าจะผ่านมาได้ ตอนนั้นเหมือนมียมทูตคอยกระซิบตลอดว่า ทำแบบนี้ก็ได้นะ มีหลายวิธีที่สามารถแก้แค้นคนที่ทำไม่ดีกับเรา วิธีมืดก็มีตั้งเยอะ แต่ผมไม่ทำ ผมเลือกที่จะรอ 2 เดือน ให้ตำรวจดำเนินการ แต่ระหว่างนั้นผมก็ยังเห็นสิ่งไม่ดีที่เขาทำกับเรา ก็ทำได้แค่อดทน พออดทนได้ เรื่องดี ๆ ก็เกิดขึ้น คงเป็นความอดทนนี่แหละที่ทำให้ผมผ่านจุดนั้นมาได้

ถ้าให้สรุปเป็นบทเรียนหนึ่งข้อ

คนจริงใจหายาก

ตอนนี้ผมไม่กลัวอะไรแล้วนะ ถ้าโดนโกง โดนบอกเลิกอีก ก็รู้แล้วว่าต้องทำยังไง ไม่ใช่แค่เพื่อนร่วมงานหรอก คนรอบตัวทั้งหมดแหละ เราต้องดูก่อนว่าใครหวังผลประโยชน์อะไรจากเรารึเปล่า ก่อนหน้านี้ผมมีเพื่อนเยอะมาก แต่พอเกิดเรื่องนี้ขึ้น ผมก็เข้าหาคนน้อยลง มีแค่ไม่กี่คนเองที่จริงใจกับเรา เพิ่งได้รู้ว่าจริง ๆ แล้ว คนจริงใจหายากนี่หว่า ตอนเด็กเราไม่รู้ นึกว่าคนจริงใจมีอยู่ทุกที่ ข้างบ้านก็มี แต่เปล่า คนจริงใจมีน้อย และในเมื่อมีน้อยก็ต้องรักษาให้ดี

วันนี้ในวัย 23 คุณคิดว่าตัวเองประสบความสำเร็จในชีวิตแล้วรึยัง

ผมว่ายังนะ ประสบความสำเร็จเหรอ (นิ่งไป 20 วินาที)

ใช่ ผมว่ายัง แต่ผมก็ไม่ได้มีเป้าหมายนะว่าอยากเป็นแบบไหน แต่ก็พูดไม่ได้ว่าประสบความสำเร็จแล้ว การประสบความสำเร็จน่าจะมาพร้อมความคิดที่แข็งแกร่ง มีความมั่นใจในตัวเอง ไม่เกรงกลัว มีปัญหาก็รับมือได้ทุกอย่าง วันนี้ผมมีภูมิคุ้มกันมากขึ้น แต่ก็ยังไม่ได้แข็งแกร่งขนาดนั้น ผมยังอายุน้อย มีอีกหลายอย่างที่ต้องเรียนรู้ ต้องเจออุปสรรคอีกเยอะในชีวิต

แสดงว่าคำว่า ‘ประสบความสำเร็จ’ ในนิยามของคุณไม่ใช่แค่หน้าที่การงาน แต่จิตใจต้องแข็งแกร่งด้วย

ถ้าคนติดตามในยูทูบเพิ่มขึ้น ผมดีใจอยู่แล้ว การได้ 10 ล้านซับก็สำคัญ (หัวเราะ) แต่ผมก็อยากให้ตัวเองโตขึ้นด้วย อยากให้เรา คนในทีม และช่องยูทูบโตขึ้นอย่างมีคุณภาพไปพร้อมกัน อยากมั่นใจมากกว่านี้

ตอนนี้ยังมั่นใจไม่พออีกเหรอ

ผมว่ายังไม่พอ นี่เป็นแค่ช่วงเรียนรู้ ผมทำยูทูบมา 5 ปี แต่ก็เพิ่งได้เจออุปสรรคเกี่ยวกับคนครั้งแรก คนรอบตัวเคยโดนมาหมด ผมว่านี่คือประสบการณ์สำคัญที่คนทำธุรกิจทุกคนต้องเจอ ถ้าไม่เจอก็เหมือนยังไม่ได้เริ่ม ตอนนี้น่าจะเป็นแค่จุดเริ่มต้นของคิวเท โอปป้า

คิวเท ยูทูบเบอร์สายฮาชาวเกาหลี เด็กขี้อายที่ย้ายมาอยู่หน้ากล้อง ลองเปิดบริษัทในวัย 19 และการมองดาวเรียกสติ

Writer

สิรวิชญ์ บุญประสิทธิการ

มนุษย์ภูเก็ต เด็กนิเทศที่ทำงานพิเศษเป็นนักเล่าเรื่อง โกโก้ หนัง และฟุตบอล ช่วยให้เข้านอนอย่างมีคุณภาพ

Photographer

A.W.Y

ช่างภาพจากเชียงใหม่ที่ชอบของโบราณ ยุค 1900 - 1990

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load