5 Jun 2018
5 PAGES
4 K

เหมือนเด็กทุกคนที่มีความฝัน

สร-ชลนสร สัจจกุล เริ่มเส้นทางการเป็นนักร้องในวงเกิร์ลกรุ๊ปชื่อดังของเกาหลี ด้วยการตัดสินใจเข้าประกวด Kpop Star Hunt 2011 รายการประกวดร้องเพลงเกาหลีของสถานีโทรทัศน์ tvN ที่เปิดโอกาสให้เด็กจากประเทศต่างๆ ในเอเชียเข้าร่วมแข่งขันค้นหาดาวดวงใหม่ จนได้เป็น 1 ใน 2 คนที่เป็นตัวแทนจากประเทศไทยไปประกวดที่เกาหลีใต้ ก่อนจะชนะการแข่งขันและเซ็นสัญญาเป็นศิลปินฝึกหัดเป็นเวลา 3 ปี กับค่าย Cube Entertainment หนึ่งในบริษัทเอนเตอร์เทนเมนต์สำคัญของวงการเกาหลี ที่มีศิลปินในสังกัดอย่าง HyunA, Jokwon, BTOB, Pentagon และ (G)I-DLE

ชีวิตการเป็นศิลปินฝึกหัดของสรเริ่มต้นเมื่ออายุ 15 ปี พร้อมๆ กับเด็กไทยอีกหลายคนในรุ่นราวคราวเดียวกัน ที่เริ่มต้นจากการประกวดเวทีระดับภูมิภาค และรับโอกาสเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของค่ายเพลงเกาหลีในฝัน ทุ่มพลังและเวลาให้กับหลักสูตรพัฒนาศิลปินฝึกหัดที่ได้ชื่อว่าเข้มข้นที่สุดในโลก

ขณะที่เด็กไทยหลายคนสมหวัง ได้รับการเปิดตัวในฐานะศิลปิน แต่ก็มีจำนวนไม่น้อยที่พ่ายแพ้ให้กับการแข่งขันในเวทีชีวิตจริงจนต้องพับแผนความฝันเก็บกลับบ้านไป

หลังจากฝึกฝนร่วม 4 ปี รวมเวลาที่เตรียมตัวสำหรับเป็นสมาชิกวงเกิร์ลกรุ๊ปน้องใหม่ของค่าย วง CLC (ซีแอลซี, 씨엘씨) ซึ่งย่อมาจาก ‘CrystaL Clear’ ก็เปิดตัวขึ้นในปี 2015

จากที่ติดตามวงการนี้มาระยะหนึ่ง แม้ชื่อของวง CLC จะไม่ได้เป็นที่จับตามองระดับมีฐานแฟนคลับเป็นอันดับต้นๆ แต่เราก็เห็นพัฒนาการของวงที่ดีขึ้นตามลำดับ

ไม่ใช่เรื่องง่าย

ลำพังการฝ่าฟันจนเป็นศิลปินก็ยากอยู่แล้ว แต่การเป็นผู้หญิงในวงการนี้ และเป็นผู้หญิงต่างชาติในวงการนี้ ซึ่งแม้สรจะไม่ใช่เด็กไทยคนแรกที่สร้างชื่อในนามไอดอลเกาหลี เราก็สนใจหัวใจของเธอและเรื่องราวเบื้องหลังที่ขับเคลื่อนตัวเธอจนกลายเป็น ‘สร CLC’ ซึ่งนับวันจะมีแต่ฉายแววขึ้นเรื่อยๆ

The Cloud มีโอกาสนัดหมายและพูดคุยกับสรอย่างเป็นกันเองในช่วงที่เธอเดินทางมาร่วมงานกับกระทรวงต่างประเทศ ในวาระครบรอบ 60 ปีการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-สาธารณรัฐเกาหลี

ไม่แปลก ที่คุณจะเข้าใจว่าตำแหน่งชนะเลิศรายการประกวดร้องเพลงเมื่อหลายปีก่อนและนามสกุลที่บอกความเกี่ยวข้องกับอดีตศิลปินและนักแสดงที่มีชื่อเสียงในไทยจะทำให้เธอมีโอกาสมากกว่าคนอื่น นั่นเพราะสรไม่เคยเล่าเรื่องราวเบื้องหลังการทำงานที่หนักยิ่งกว่าที่เคยรู้ ความพยายาม แรงผลักดัน และความรู้สึกของเธอ ตลอดเส้นทางนี้ให้ใครฟังมาก่อน

มารู้จัก ‘สร CLC’ พร้อมฟังว่า เรื่องของสรนี้…สอนให้รู้ว่าอะไร

ย้อนกลับไปถึงวันที่ตัดสินใจทำตามความฝันเพื่อเป็นนักร้องที่เกาหลี คนรอบตัวคุณมองเรื่องนี้ยังไงบ้าง

เพราะไม่อยากให้เราคาดหวังมากเกินไป ตอนแรกพ่อก็ยังคุยกับแม่ว่าไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะชนะประกวดร้องเพลง แต่พอทำได้จริงๆ พ่อก็บอกว่าเป็นเพราะเชื้อศิลปินของเขาแรง (หัวเราะ) เพราะนอกจากพี่ตุ้ย (ธีรภัทร์ สัจจกุล) ที่เป็นนักร้องและนักแสดง พ่อเองก็เคยเป็นนักแสดงมาก่อน

ในฐานะที่มีประสบการณ์ในวงการบันเทิงและวงการลูกหนังมาก่อน พ่อมีคำแนะนำอะไรบ้าง

กับสร พ่อจะเรียกสรว่าไฟท์เตอร์ (Fighter) ‘ฮัลโหล ไฟท์เตอร์ว่ายังไง..’ เพราะพ่อรู้ดีว่าชีวิตที่เกาหลีไม่ง่าย พ่อเล่าให้ฟังว่า 10 ปีก่อนเขาเคยพาฟุตบอลทีมชาติไปแข่งที่เกาหลีบ่อยๆ ได้เห็นวิธีที่โค้ชใช้ฝึกฝนนักกีฬาซึ่งโหดมาก เขาเลยเป็นห่วง แต่ก็พร้อมสนับสนุนเรา เพียงแค่ว่าถ้าโอดครวญเขาจะช่วยอะไรไม่ได้ เพราะนี่เป็นการตัดสินใจของเราเอง

สิ่งที่พ่อเป็นห่วงเราที่สุดคือเรื่องสุขภาพ เขาชอบเปรียบสรกับนักฟุตบอลตลอด บอกว่านักกีฬาต่อให้เก่งแค่ไหนถ้าขาเจ็บยังไงก็ลงแข่งไม่ได้ ซึ่งคนที่แสดงบนเวทีกับนักกีฬาบนสนามมีรูปแบบชีวิตไม่ต่างกันนัก ทั้งการฝึกฝน การควบคุมตัวเองทั้งร่างกายและจิตใจ จึงไม่อยากให้หักโหมทำงานจนละเลยสุขภาพ

 

การทำงานเป็นไอดอลเกิร์ลกรุ๊ปเหมือนกับนักกีฬาในแง่ไหนอีกบ้าง

การจะเป็นนักกีฬาที่ดีก็ต้องเตรียมซ้อมให้พร้อม และไม่ใช่แค่ใครคนใดคนหนึ่ง แต่หมายรวมถึงความพร้อมของคนทั้งทีม ทำให้ทุกครั้งที่ลงแข่งจะเต็มไปด้วยความมั่นใจ เพราะเราต่างรู้กันและกันว่าใครอยู่ตำแหน่งอะไร ใครอยู่หน้า หลัง ซ้าย และขวา CLC เองก็เช่นกัน ถ้าพวกเราทั้งเจ็ดคนมีความเพรียบพร้อมและตั้งใจทำหน้าที่ของตัวเองให้ดี เป็นขาทั้งเจ็ดขาที่แข็งแรง ทุกครั้งที่ขึ้นเวทีเราก็มั่นใจ เพราะมั่นใจในเพื่อนร่วมทีมซึ่งกำลังทำสิ่งที่อยู่ตรงหน้าอย่างเต็มที่ เวลาอยู่บนเวทีเราก็สนุกและทำให้คนดูเห็น ซึ่งไม่ว่าจะอยู่ข้างล่างเวทีหรือดูเราผ่านจอที่ไหนก็จะได้รับพลังที่เราตั้งใจส่งออกไป

 

การเป็นศิลปินฝึกหัดที่เข้ามาด้วยรางวัลชนะเลิศการประกวด มีข้อดีหรือข้อได้เปรียบอะไร

ไม่ได้เป็นข้อได้เปรียบอะไรทั้งสิ้น เพราะเมื่อเราอยู่ในจุดนั้นแล้วเขาไม่ได้สนใจว่าเราเป็นใคร มาจากไหน มีพื้นฐานครอบครัวอย่างไร มีแฟนคลับและคนติดตามมากแค่ไหน หรือได้รางวัลชนะเลิศมาจากเวทีอะไร ทุกคนที่นี่เริ่มจากศูนย์เท่ากันหมด ค่ายจะปฏิบัติกับเด็กฝึกหัดทุกคนเหมือนกัน

แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ช่วงแรกของการฝึกฝนค่ายจะเรียกเราว่าหนูทดลอง เพราะเราเป็นเด็กฝึกหัดต่างชาติคนแรกของเขา จึงคล้ายว่าค่ายกำลังทำการทดลองไปในตัว โดยที่เขาจะกำหนดวิชาเรียนและการฝึกฝนต่างๆ เพื่อดูว่าเราสามารถเรียนรู้และทำในสิ่งที่มอบหมายให้มากหรือน้อยแค่ไหน

 

ความรู้สึกของการเป็นหนูทดลองส่งผลต่อคุณยังไงบ้าง

เราแอบรู้สึกน้อยใจในบางทีนะ ตอนนั้นเราอายุ 15 เอง ไปอยู่เกาหลีได้เพียง 3 – 4 เดือนเขาก็ให้เราร้องแรปต่อหน้าเพื่อนๆ โดยให้เวลาฝึกซ้อมแค่ 1 สัปดาห์ ลำพังให้พูดภาษาเกาหลีเฉยๆ ยังไม่คล่องเลย แล้วเพลงแรปในความเร็วนั้นแม้แต่เด็กเกาหลีก็ยังทำได้ยาก แต่เราเป็นคนหนึ่งที่ไม่ยอมเสียหน้าง่ายๆ ยังไงเราก็จะทำให้ได้ ซึ่งในที่สุดเราก็ได้จริงๆ ด้วยการท่องจำเนื้อร้องทั้งวันทั้งคืน ซึ่งช่วยให้ภาษาเกาหลีของเราดีขึ้นมากๆ

มาถึงวันนี้ สรคิดว่านั่นเป็นวิธีที่เขาใช้ฝึกเด็กเพื่อดึงศักยภาพออกมาก โดยไม่รู้ว่าจะทำได้มากหรือน้อย แต่ขอใส่ความท้าทายที่สุดไปก่อน เพราะถ้าผ่านไปได้ อะไรๆ ก็ทำได้

 

นอกจากชีวิตส่วนตัวและชีวิตช่วงวัยรุ่นที่หายไป คุณต้องแลกกับอะไรบ้างเพื่อมายืนในจุดนี้

ต้องแลกกับตัวตนเพื่อให้ตัวเองเข้ากับคอนเซปต์

เมื่อเซ็นสัญญากับค่ายว่าวงของเราจะเป็นวงหญิงสาวน่ารักสดใส แม้เราจะไม่ได้มีบุคลิกแบบนั้นโดยสิ้นเชิง เราก็จำเป็นต้องรักษาของความน่ารักสดใสไปให้ตลอด

การใช้ชีวิตในกฎเกณฑ์ที่ค่ายตั้งไว้หรือที่วงการตั้งไว้เป็นการเสียสละที่ใหญ่พอสมควรนะ เรารู้ว่าเราเป็นใคร แต่เพื่องาน เพื่อแฟนคลับที่รอดูผลงานเรา เพื่อทุกคนที่ทำงานเบื้องหลังเรา ต่อให้เหนื่อยจนอยากร้องไห้ เราก็จะร้องไห้คนเดียว ที่สำคัญ เมื่อได้ยินสัญญาณว่าต้องขึ้นไปแสดงบนเวที ต่อให้เหนื่อยแค่ไหน เราในร่างของสร CLC ก็ต้องยิ้มออกมาให้ได้

 

เมื่อต้องเจอกับงานที่ไม่ถนัด คุณมีวิธีรับมือยังไง

ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรเราจะไม่ปฏิเสธไปก่อน ครั้งแรกที่ไปเกาหลี เราก็เคยมีความคิดว่าเราไม่น่าจะเต้นได้ จะให้ร้องเพลงอีกภาษาคงไม่ไหว เราคิดว่ามันเกินขีดจำกัดของเรา แต่พอได้ลองทำ เรียนรู้ และทำความเข้าใจ กับภารกิจที่มอบให้เราจึงพบทักษะอีกทักษะที่สำคัญ จากเดิมที่อยากเป็นนักร้อง เวลา 6 ปีผ่านไป รู้ตัวอีกทีตอนนี้ทำได้ทุกอย่าง ทั้งร้อง เต้น แสดง เอนเตอร์เทน ทำรายการใน YouTube พูดให้แรงบันดาลใจแฟนๆ และคนที่ติดตามอยู่ รวมถึงคิดคอนเซปต์วง CLC คิดเรื่องเสื้อผ้า สไตล์การร้องและเต้น ทำทุกอย่างด้วยตัวเอง ซึ่งสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดนี้ดีกับเรานะ จะให้สรเปิดค่ายเพลงเองตอนนี้เลยก็ทำได้ (หัวเราะ)

เราถูกสอนว่าเป็นไอดอลต้องทำได้ทุกอย่าง เป็นความกดดันที่พวกเรายอมรับเอง เพราะต้องไม่ลืมว่าในสิ่งที่เราทำได้ ผู้หญิงอีกมากมายที่อยู่รอบตัวเราก็ทำได้เหมือนกัน เพื่ออยู่ในจุดนี้เราก็ยิ่งต้องพยายามทำให้ได้มากกว่า เป็นแรงผลักดันให้เรายิ่งอยากทำสิ่งต่างๆ ต่อไป

คุณเคยเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่นบ้างมั้ย

บ่อยเลย เป็นธรรมชาติของมนุษย์เนอะ เมื่อก่อนเราเปรียบเทียบกับเพื่อนในวงที่เก่งกว่าแต่เดี๋ยวนี้ไม่ทำแบบนั้นแล้ว

เราชอบอ่านที่คนเขียนถึงเราทั้งดีและไม่ดีในโซเชียล ซึ่งมักจะได้ยินคนพูดถึงวงของเราว่า ‘เมื่อไหร่ CLC จะปังซะที’ หรือบางทีก็เปรียบเทียบสรกับเพื่อนๆ ศิลปินคนไทยคนอื่น อย่างพี่คุณ (นิชคุณ) 2PM, แบมแบม GOT7,    เตนล์ NCT, ลิซ่า Blackpink ว่าทำไมไม่ดังอย่างเพื่อนคนไทยรุ่นเดียวกัน นั่นสิ ทำไมนะ (หัวเราะ) สรเข้าใจว่าพี่ๆ แฟนคลับเป็นห่วง แต่เราเห็นเพื่อนของเราเป็นเพื่อนจริงๆ ทุกคนเป็นกำลังใจให้กัน มีอะไรก็โทรคุยและปรึกษากันตลอด

สำหรับสรนะ พอเห็นเพื่อนมีแฟนคลับเยอะเราก็อยากเป็นเหมือนเพื่อนบ้าง สรจึงรู้สึกขอบคุณแฟนคลับของเพื่อนศิลปินคนไทยในเกาหลีมากที่ติดตาม เป็นกำลังใจ และช่วยโปรโมตให้สรทุกครั้งที่มีผลงาน ขอบคุณมากจริงๆ ค่ะ

 

การอยู่ในเส้นทางนี้ ทำให้คุณต้องกับเจอคำสบประมาทอะไรบ้าง

สรไม่มองมันเป็นคำสบประมาทนะ สรคิดว่าเราหรือแม้แต่เพื่อนศิลปินคนไทยทุกคนพยายามทำงานในส่วนของเรากันอย่างเต็มที่ แม้จะมีหลายอย่างที่เราทำได้ไม่ดีเท่าศิลปินเกาหลี ซึ่งไม่ว่าอย่างไรค่ายก็พร้อมจะสนับสนุนเต็มที่นะ ถ้าเราพูดเก่งเราก็จะได้ออกรายการเพิ่ม หรือถ้าเราร้องเพลงเก่งเขาก็จะให้ท่อนร้องของเราเพิ่มขึ้น

 

ขอโทษที่ชวนสรคุยแต่เรื่องความยากลำบาก

ไม่เป็นไรเลยค่ะ สรชอบเล่าเรื่องนี้ เพราะเป็นอีกมุมของชีวิตไอดอลที่คนไม่ค่อยรับรู้

 

ฟังดูเหนื่อยไม่ใช่เล่น สรมีวิธีจัดการกับความเหนื่อยล้านี้ยังไง

จริงอยู่ เมื่อเหนื่อยจากการฝึกซ้อมและทำงานในฐานะ CLC เราก็กลับบ้านนอน แต่บ้านที่เรานอนไม่ใช่บ้านจริงๆ ของเรา น้อยคนจะเข้าใจความเหนื่อยล้าของการทำงานในวงการนี้ อาจจะจินตนาการไม่ออกว่าทุกวันเราต้องเจอกับอะไร ภาพในจอที่เห็นว่าเรากินดีอยู่ดี ใส่เสื้อผ้าสวยงาม มีคนดูแลตลอดเวลา แต่เมื่อลงจากเวทีเราก็คือคนธรรมดาทั่วไป และที่สำคัญ การเป็นคนต่างชาติทำให้เราพยายามอย่างมากที่จะแข็งแกร่ง ไม่อยากแสดงด้านที่อ่อนแอให้ใครเห็น

 

อะไรคือสิ่งที่ชอบที่สุดในการทำงาน

สรชอบกระบวนการทำอัลบั้ม โดยเฉพาะตอนทำคอนเซปต์ เป็นความภูมิใจเล็กๆ ลึกๆ ที่เรามีส่วนร่วมในอัลบั้มเราจริงๆ ถ้าเป็นเกิร์ลกรุ๊ปทั่วไป ในช่วงเดบิวต์ค่ายเพลงจะเป็นคนคิดทุกอย่างให้หมด แต่งตัว แต่งหน้า ทำผม ทำสีแบบนี้ เป็นระบบการทำงานของเขาที่จะหีบห่อเพื่อความสมบูรณ์แบบ นั่นคือสาเหตุสำคัญที่ทำให้เพลงและศิลปินดังไปทั่วโลก

เป็นเหตุผลที่สรชอบการทำงานในช่วงนี้มาก เพราะค่ายเปิดโอกาสให้เรานำเสนอคอนเซปต์รวม เสื้อผ้า รู้สึกมีความสุขมากๆ ที่ได้ทำงานในส่วนครีเอทีฟนี้

 

อยากให้เล่าบรรยากาศของการทำงานกับเพื่อนร่วมวงให้ฟังหน่อย

มีเรื่องเล็กๆ ที่สรชอบมากคือ ทุกครั้งที่ทำงานอัลบั้มเสร็จ และผ่านช่วง Come back stage เรียบร้อย นั่นหมายความว่างานทุกอย่างเสร็จสิ้นและวันต่อมาเราจะว่าง เราทั้งวงจะใช้เวลาคืนนั้นสั่งอาหารมากินกันที่ห้องนั่งเล่นแบบไม่อั้น ไก่ 1 ตัว พิซซ่า 1 ถาด ไอศครีม Baskin Robbins ขนาดใหญ่สุด 1 ถัง ต๊อกบกกีรสเผ็ด 1 จานใหญ่ และบราวนี่ถาดโต พร้อมกับเม้ามอยถึงทุกอย่างที่เกิดขึ้นตลอด 1 เดือนที่ทำโปรโมตอัลบั้ม เป็นช่วงที่ผ่อนคลายจากงานที่สุด ทำให้เรารู้สึกว่าแม้จะเป็นเพื่อนร่วมงานแต่เราก็สนิทกันเหมือนเพื่อนที่โรงเรียนจริงๆ

คุณเคยให้สัมภาษณ์ว่าในช่วงที่เป็นเด็กฝึกหัดของค่าย แม้ตารางฝึกซ้อมจะหนักคุณก็ยังหาเวลาเรียนหนังสือ เพราะอยากให้เป็นแผนสำรองของชีวิต หากเส้นทางนี้ไม่พาคุณเดินไปตามฝันของการเป็นนักร้องไอดอล มาถึงวันนี้ แผนสำรองเปลี่ยนไปยังไงบ้าง

พอมาทำงานในสายนี้ สรได้รับโอกาสร่วมทำงานกับคนหลากหลายวงการ ได้เรียนรู้มุมมองของชีวิตและงานที่ทำ ซึ่งไม่ได้เริ่มและจบโดยศิลปิน แต่มีคนมากมายที่ทำงานเกี่ยวข้องกับเราเต็มไปหมด ถ้าถามว่าแผนสำรองเปลี่ยนไปมั้ย ก็คงเปลี่ยน เพราะสิ่งที่เราเจอทุกวันนี้มันมากกว่าที่สอนในโรงเรียนเสียอีก

เราจึงตั้งใจจะเรียนรู้งานเบื้องหลังให้มากขึ้นและถ้ามีโอกาสเราก็อยากเป็นคนหนึ่งที่ถ่ายทอดประสบการณ์ ใช้ความสามารถที่มีช่วยเหลือและให้คำแนะนำเด็กรุ่นใหม่ๆ ที่มีความฝันเหมือนกันกับเรา

 

เลยเป็นเหตุผลที่คุณเริ่มทำรายการ PRODUCESORN ใน YouTube ใช่มั้ย?

จริงๆ เราคิดว่ามีคนดูหลักร้อยเราก็ดีใจแล้วนะ เราทำรายการเป็นงานอดิเรก ไม่ได้หวังให้คนบนโลกรู้ว่าเราเป็นใคร แค่เป็นช่องทางหนึ่งที่เชื่อมเราและกลุ่มคนที่ติดตาม เรามีความตั้งใจอยากถ่ายทอดชีวิตประจำวันที่เราเจอ ประสบการณ์การฝึกฝนและการทำงานจริงในเส้นทางนี้แก่น้องๆ พี่ๆ ที่มีความฝัน และคนที่อยากรู้เรื่องราว K-Pop อย่างลึกซึ้ง

อะไรคือสิ่งที่คุณมักจะถ่ายทอดในรายการเสมอ

เราชอบดู TED Talks มาก หลังๆ ก็จะพยายามเล่าสิ่งที่ได้เรียนรู้จาก TED Talks เรื่องหนึ่งที่ชอบมากๆ และหยิบมาเล่าเสมอคือเรื่องการค้นหาด้านดีของตัวเอง ต่อให้ 99% ในตัวเราจะเป็นเรื่องที่แย่ ไม่เก่งเหมือนใคร สรอยากให้คุณลองหา 1% นั้นของตัวเองให้เจอ

จงอย่าดูถูกตัวเองว่าไม่มีความสามารถ เพราะในเรื่องที่เราทำไม่ได้ นั่นไม่ได้ นี่ไม่ได้ มันต้องมีสักหนึ่งสิ่งที่เราชอบและทำได้ดี ขอเพียงใส่เวลาและความตั้งใจลงไป เหมือนสรที่เป็นแค่คนชอบร้องเพลงมากๆ แล้วเปลี่ยนสิ่งนี้ให้เป็นทักษะของตัวเองจนกลายเป็น สร CLC ในวันนี้

มาถึงวันนี้ อะไรคือเส้นชัยที่ของความสำเร็จที่คุณอยากไปถึง

สำหรับบางคนอาจจะเป็นเงินทอง ชื่อเสียง ซึ่งไม่ผิด แต่เราคิดถึงสิ่งที่มากกว่านั้น มันคือการได้เจอสิ่งที่เราทำแล้วมีความสุข ไม่รู้สึกกังวลว่าใครจะคิดยังไง

การได้มายืนในจุดนี้ มีคนหลากหลายเพศ หลากหลายวัย ชื่นชอบ ติดตาม และบอกเราว่าเราเป็นแรงบันดาลใจให้แก่เขาไม่ว่าจะในการทำงานหรือเรียนหนังสือ จนเขาอยากเป็นคนที่ดีและเก่งกว่าเดิม บางคนเขียนจดหมายขอบคุณเราที่เกิดมาบนโลกนี้ เรารู้สึกว่าการมีอยู่ของเราบนโลกนี้ช่วยจุดประกายหรือเปลี่ยนชีวิตใครคนหนึ่งไป

เท่านี้เลย จุดชี้วัดความสำเร็จของสรคือแค่นี้ แค่คำสองสามคำจากพวกเขา

 

สุดท้ายแล้วอะไรคือสิ่งที่ดีที่สุดของการเป็น สร CLC

ทุกอย่างที่เกิดขึ้นตอนนี้เลย

เราเป็นคนแบบนี้ แม้วันนี้จะพูดคุยเรื่องซีเรียส หนักๆ แต่บางครั้งบนเวทีเราก็ใส่ความเป็นตัวเองมากเกินไป ชอบทำหน้าตาบู้บี้ ไม่สวยงาม จนเพื่อนต้องคอยเตือนว่าให้ใจเย็นๆ ช่วยรักษาภาพพจน์ไอดอลเกาหลีบ้าง          แต่แฟนคลับและคนที่ติดตามก็ยังชอบเรา เป็นเรื่องที่อยากขอบคุณจริงๆ หรือไม่ว่าจะทำอะไรก็มีทุกคนเมตตา      นี่คือสิ่งที่ดีที่สุดของการเป็นสร CLC และเป็นหน้าที่ของเราที่จะเป็นสรแบบนี้ต่อไป

ภาพ: มณีนุช บุญเรือง, รายการ Producesorn

CONTRIBUTORS

นภษร ศรีวิลาศ

อดีตนักเรียนเศรษฐศาสตร์ผู้วิ่งเล่นในแวดวงตลาดทุน หน่วยงานสนับสนุนกิจการเพื่อสังคม และงานสายแบรนดิ้งเพื่อความยั่งยืน หลงรักการลองเสื้อคอลเลกชันใหม่ของมูจิ ยูนิโคโละ และมีเพจชื่อ น้องนอนในห้องลองเสื้อ

มณีนุช บุญเรือง

สาวชาวเชียงใหม่ อดีตช่างภาพ a day BULLETIN LIFE หลงใหลในแสงแดด พอๆ กับอเมริกาโนฮ้อนๆ เจ้า